ที่มา ข่าวสด
การ เข้าไปทวงความยุติธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์กรณีคำสั่งกระชับพื้นที่เมื่อวัน ที่ 10 เมษายน และคำสั่งสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กำลังถูกทำให้เป็นเรื่องไม่เหมาะ ไม่ควร
ในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือการป่วน
ถาม ว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งในสถานการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มีสิทธิ์ทวงถามความยุติธรรมหรือไม่
หากเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หากเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเสมอภาค
ถาม นักกฎหมายในพรรคประชาธิปัตย์ ถามบรรดานักสิทธิมนุษยชนทั้งที่อยู่ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ทำงานในเรื่องสิทธิมนุษยชน ว่าผู้ประสบเคราะห์กรรมจากคำสั่งดังกล่าวสมควรมีสิทธิ์ในการตั้งข้อสงสัย หรือไม่
นี่มิได้เป็นเรื่องของคนเสื้อแดงอย่างโดดๆ นี่มิได้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นจักต้องแบกรับความรับผิดชอบ
หากเป็นเรื่องของผู้รักความเป็นธรรม รักความเสมอภาคทั้งมวล
มี ความพยายามจะทำให้การเคลื่อนไหวนี้ของผู้ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ และการสลายการชุมนุมให้เป็นเรื่องสามานย์ ให้เป็นเรื่องของการไม่เคารพกฎหมาย
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมิใช่
พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่หัวแถวระเรื่อยไปจนถึงหางแถวแสดงความกังขาโดยโยงเรื่องนี้ไปยังคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย
บางคนถึงกับให้สอบเส้นทางการเงินของคนเสื้อแดง
น่ายินดีที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ออกมาแถลงรับรองการเคลื่อนไหวของประชาชนว่า
"ไม่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งหากไม่ได้ไปทำร้ายร่างกายกัน"
มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเรือนแสนทั้งที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศเมื่อเดือนมีนาคม และที่แยกราชประสงค์ในเดือนเมษายน 2553
มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 90 กว่าศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน
คนเหล่านี้มีพ่อมีแม่ มีพี่มีน้อง คนเหล่านี้มิได้ไร้ญาติขาดมิตร หากแต่มีคนห่วงใยและต้องการเห็นการเยียวยา ช่วยเหลือ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ความเป็นจริงของเหตุการณ์ว่าเป็นเช่นใด
การ ยกป้ายเพื่อทวงถาม การจัดตั้งกันเสนอประเด็นว่าแต่ละพรรคการเมืองซึ่งส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่ามีแนวทางนโยบายเพื่อชำระสะสางเรื่องนี้อย่างไร และจะมีมาตรการใดมิให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายกระทั่งมีการสาดกระสุนเข่นฆ่า ประชาชนเช่นนี้อีก
ในทางการเมืองเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะตั้งคำถามเพื่อความยุติธรรม เสมอภาค
หากเรื่องเลวร้ายกลางเมืองเช่นเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มิได้มีการตั้งคำถามก็แปลกยิ่ง
แปลกยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ร้อนหนาวหรือไม่ แปลกยิ่งว่าพรรคเพื่อไทยร้อนหนาวหรือไม่ แปลกยิ่งว่าพรรคภูมิใจไทยร้อนหนาวหรือไม่
อาการไม่รู้ร้อน อาการไม่รู้หนาวต่างหากคือความไม่ปกติของสังคมประเทศไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, May 24, 2011
ถาม นักการเมือง กรณี สังหาร ประชาชน พฤษภาคม 2553
รุนแรงหลังเลือกตั้ง
ที่มา ข่าวสด
ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
เรา มักได้ยินข้อวิเคราะห์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งว่า แนวโน้มความรุนแรงยังมีสูง โดยถ้าประชาธิปัตย์ชนะ ม็อบแดงก็ต้องออก หรือถ้าเพื่อไทยชนะ ม็อบเหลืองคงไม่ยอมเช่นกัน
อาจเป็นเช่นนั้นได้
แต่โอกาสที่สถานการณ์หลังเลือกตั้งจะไม่เป็นเช่นนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย!
เพราะการเลือกตั้ง เป็นทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุด ผ่อนคลายความอึดอัดคับข้องใจให้ประชา ชนได้มากที่สุด
กล่าวได้ว่า วันนี้อุณหภูมิเย็นลงไปมากแล้ว
สำคัญที่สุด ถ้าทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติ ธรรมได้มากที่สุด จะยิ่งลดความขัดแย้งหลังเลือกตั้งได้ดีที่สุด
เพราะถ้าชนะแพ้กันอย่างแฟร์ๆ จะไม่มีเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถปลุกมวลชน ให้ลุกฮือได้
ปลุกมีแน่ แต่ปลุกแล้วขึ้นหรือเปล่า
แต่ถ้าแพ้ชนะกันอย่างมีเงื่อนงำ มีประเภทมือที่มองไม่เห็นเข้ามาแทรกแซง
เตรียมตัวเดือดร้อนกันทั้งบ้านทั้งเมืองได้เลย!?!
ยกตัวอย่างม็อบที่ยังชุมนุมกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจุดประเด็นรักชาติล้าหลัง จะพบว่าไม่มีมวลชนสนใจเข้ามาร่วม
ฉะนั้นไม่ว่าม็อบสีไหน ถ้าไม่มีเงื่อนไขจูงใจมวลชนได้ดีพอ ก็ยากจะก่อการเคลื่อน ไหวได้!
จึงอยู่ที่ผู้รับผิดชอบรักษากฎกติกาและความสงบในบ้านเมือง
ถ้าไม่อยากให้ม็อบลุกฮือหลังเลือกตั้ง ต้องเลิก 2 มาตรฐานให้ได้
พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจะต้องไม่เกิด ลักลอบเผาบัตรเลือกตั้งจะต้องไม่มี การใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบฝ่ายตรงข้ามการเมืองจะต้องไม่เห็น
ไปจนถึงใบเหลืองใบแดงและยุบพรรคอย่างไม่เที่ยงธรรม อย่าได้ทำอีกเลย!
อย่างการป่าวร้องของนายกฯและประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าเสื้อแดงคุกคามป่วนการหาเสียง
ด้านหนึ่งเสื้อแดงก็ต้องทำให้ชัดเจนว่า จะไม่สร้างปัญหาให้เข้าทางประชาธิปัตย์นำไปสู่การฟ้องยุบพรรค
แต่อีกด้านจะต้องไม่มีแดงเทียม ไม่มีการวางแผนชั่วร้าย
มี ข่าวสะพัดว่า มีการเตรียมคุกคามทำร้ายผู้นำในช่วงหาเสียง เลียนแบบเหตุการณ์มหาดไทยเมื่อ 2 ปีก่อน โดยฉากพร้อมแล้ว รอสั่งแอ๊กชั่นเท่านั้น จับตากันให้ดี
เอาเป็นว่า ลงเอยขอให้แพ้ชนะด้วยผลคะแนนอันโปร่งใส
ถ้าชนะฟาวล์จับแพ้ฟาวล์ค้านสายตาคนดูเมื่อไร อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน!
องค์การนิรโทษกรรมสากลร่วมวงFCCTถก#112ค่ำนี้ 236นักเขียนดังจากทุกสีลงชื่อผนึกมือแก้
ที่มา Thai E-News
น่า ประหลาดใจที่มีชื่อของนายBenjamin Zawacki ผู้แทนAmnesty Internationalเข้าร่วมอภิปรายด้วย "หรือว่านี่เป็นการส่งสัญญาณว่าองค์การนิรโทษกรรมสากลให้ความสนใจต่อคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพซะที หลังจากแทบจะเงียบเชียบมาตลอด 5 ปีมานี้"-เวบไซต์ Political Prisoners in Thailand
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤษภาคม 2554
สโมสร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ(FCCT)จะจัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง"กฎหมายหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ:ความท้าทายต่อประชาธิปไตยประเทศไทย"ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 20.00 น. โดยมีวิทยากรซึ่งรวมทั้งตัวแทนขององค์การนิรโทษกรรมสากล(Amnesty International)นายBenjamin Zawacki( Asia researcher for Thailand, Myanmar and for emergencies for Amnesty International, the London-based global rights watchdog ),ดร.David Streckfuss นักวิชาการอิสระชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมการเมืองไทย รวมทั้งม.112 และส.ศิวรักษ์ นักวิพากษ์สังคม ปัญญาชน และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับวิทยากรรายที่ 4 ซึ่งยังรอการยืนยัน
FCCTกล่าวว่า ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีมาตรา112รายล่าสุด ซึ่งคดีนี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ก่อนหน้านี้สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟทักษิณ และเรดพาวเวอร์ เพิ่งถูกคุมตัวจำคุกจากคดีนี้ และคดีนี้ทวีจำนวนสูงขึ้นอย่างมากนับแต่รัฐประหารปี2549 เป็นต้นมา ดังนั้นจึงมีการเปิดเวทีเสวนานี้ขึ้นอย่างอิสระเพื่ออภิปรายเรื่องนี้
กิจกรรม นี้จัดขึ้นที่ทำการFCCT ห้อง Penthouse,อาคาร Maneeya Center Building 518/5 ถนนเพลินจิต (ติดกับรถไฟฟ้า BTS Skytrain สถานีชิดลม ) โทรศัพท์สำรองที่นั่ง 02-652-0580-1 Fax: 02-652-0582 E-mail: info@fccthai.com หรือดูรายละเอียดที่ Web Site: http://www.fccthai.com งานนี้มีค่าลงทะเบียน สำหรับสมาชิกFCCTมีค่าอาหารค่ำ 350 บาท ท่านที่ไม่ใช่สมาชิก 300 บาท แต่หากรับประทานอาหารค่ำด้วยท่านละ 650 บาท
ขณะที่เวบไซต์ภาษาอังกฤษ Political Prisoners in Thailand
ซึ่งเกาะติดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาโดยตลอด แสดงความประหลาดใจที่มีชื่อของนายBenjamin Zawacki ผู้แทนAmnesty Internationalเข้าร่วมอภิปรายด้วย "หรือว่านี่เป็นการส่งสัญญาณว่าองค์การนิรโทษกรรมสากลให้ความสนใจต่อคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพซะที หลังจากแทบจะเงียบเชียบมาตลอด 5 ปีมานี้"
รายงานการลงชื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของนักเขียน มากถึง236คนมีมาจากทุกสี
เวบไซต์ Thai Poet Societyรายงาน ว่า ผ่านไป 5 วัน กับการลงชื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และหยุดการใช้ข้อกล่าวหานี้มาปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการ เมือง นักเขียนจำนวนมากตบเท้าเข้าชื่อ มีทั้งนักเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ ศิลปินแห่งชาติ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา นักเขียนรางวัลซีไรต์ บุคคลสำคัญในวงการหนังสือ คอมลัมนิสต์ ก๊อปปี้ไรเตอร์ คนเขียนบทภาพยนต์ นักเขียนการ์ตูน นักหนังสือพิมพ์ บล็อกเกอร์ และคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
อาทิ เช่น คำสิงห์ ศรีนอก นักเขียนอาวุโส และศิลปินแห่งชาติ สุจิตต์ วงษ์เทศ หนึ่งในสองกุมารสยามผู้ก่อตั้งเครือมติชน และผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการอาวุโส นักเขียนรางวัลศรีบูรพา เจ้าสำนักช่างวรรณกรรม ผู้ก่อตั้งนิตยสารโลกหนังสือ และรางวัลช่อการะเกด หรินทร์ สุขวัจน์ ผู้อาวุโสในวงการหนังสือ อดีตผู้บุกเบิกและบริหารบริษัทและสำนักพิมพ์ในเครือเคล็ดไทย ของ ส.ศิวรักษ์ เรืองเดช จันทรคีรี ผู้ก่อตั้งนิตยสารรหัสคดี บรรณาธิการนิตยสารถนนหนังสือ อดีตผู้บริหารสำนักพิมพ์เคล็ดไทย และผู้จัดการสำนักช่างวรรณกรรม
ด้านบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากแวดวงนัก เขียนสร้างสรรค์ ประกอบด้วย ทองธัช เทพารักษ์ นักเขียนการ์ตูน คอลัมนิสต์ และนักออกแบบปกหนังสือ นักเขียนคุณภาพรุ่นใหญ่ เช่น ศรีดาวเรือง, วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนนักต่อสู้คนสำคัญเช่น มาลัย 'อิสรา นักเขียนผู้มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมสร้างสรรค์ เช่น เดือนวาด พิมวนา นักเขียนรางวัลซีไรต์, มาโนช พรหมสิงห์, ศิริวร แก้วกาญจน์ นักเขียนรางวัลศิลปาธร, ชัชวาลย์ โคตรสงคราม, ทินกร หุตางกูร, มหรรณพ โฉมเฉลา เป็นต้น
ด้านบุคคลสำคัญของวงการหนังสือ ได้แก่ เวียง-วชิระ บัวสนธ์ นักเขียน-บรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์สามัญชน ผู้ก่อตั้งบริษัทพิมพ์บูรพา และนิตยสาร ฅ.คน อธิคม คุณาวุฒิ นักเขียน-บรรณาธิการผู้ก่อตั้งนิตสารเวย์ อดีตบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี และอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารข่าวอะเดย์วีคลี่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร บรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป พินิจ นิลรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโสสายวรรณกรรม กรรมการสมาคมนักเขียน และอดีตกรรมการรางวัลซีไรต์ โมน สวัสดิ์ศรี นักเขียนและบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน
ด้านกวี ประกอบด้วยกวีหลากรุ่น เช่น ประกาย ปรัชญา, มนตรี ศรียงค์ กวีซีไรต์, กฤช เหลือลมัย, ภู กระดาษ, อรุณรุ่ง สัตย์สวี, รางชาง มโนมัย, มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม, ลัดดา สงกระสินธ์ เป็นต้น
นักเขียนคอลัมนิสต์ชื่อดังก็มี ไม่น้อย อาทิเช่น ปราย พันแสง ไมเคิ้ล เลียไฮ, โอปอล์ ประภาวดี, พรพิมล ลิ่มเจริญ, ธีร์ อันมัย, คำ ผกา, บุญชิต ฟักมี, การะเกตุ ศรีปริญญาศิลป์ (การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์)
ส่วนนักเขียนสารคดีคนสำคัญ ก็มี อย่างเช่น ภาณุ มณีวัฒนกุล สฤณี อาชวานันทกุล
นักแปลเช่น ภัควดี วีระภาสพงษ์, รวิวาร โฉมเฉลา
และนักวิจารณ์คนสำคัญเช่น พิเชฐ แสงทอง, จรูญพร ปรปักษ์ประลัย
นอก จากนี้ยังมีนักเขียนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงและน่าสนใจอีก อาทิเช่น วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, นิวัต พุทธประสาท ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ไทยไรเตอร์, อุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรต์, ธิติ มีแต้ม บรรณาธิการนิตยสารปาจารยสาร, กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล นักเขียนอารมณ์ดี, สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, กิ่งฟ้า เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (ควันบุหรี่) นักเขียนยอดนิยม, นราวุธ ไชยชมภู, ภาณุ ตรัยเวช เป็นต้น
อนึ่ง สังเกตได้ว่านักเขียนที่มาลงชื่อครั้งนี้ มีความหลากหลายแขนงและแนวทาง มีทั้ง นักเขียนสร้างสรรค์ นักเขียนยอดนิยม ก๊อปปี้ไรเตอร์ กวี นักแต่งเพลง นักเขียนบทภาพยนตร์ นักเขียนการ์ตูน ฯลฯ
และอีกข้อ สังเกตหนึ่งก็คือ มีทั้งนักเขียนฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และฝ่ายกลาง ๆ ที่โดยทั่วไปถูกมองว่าไม่สนใจการเมือง มีทั้งนักเขียนที่ถูกเรียกว่า แดง เหลือง และสลิ่ม ทำให้เห็นว่า ผู้ที่เห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฝ่ายซ้าย หรือคนเสื้อแดง ดังที่เข้าใจกัน
นอกจากนี้ ในกระทู้รายชื่อดังกล่าว ยังมีผู้ที่เข้ามาแสดงความไม่เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิดการดีเบตในประเด็นที่เกี่ยวของกับกฎหมายอาญามาตรา 112 และสถาบันกษัตริย์ ซึ่งทางผู้ดูแลเว็บไซต์ได้พยายามควบคุมการดีเบตให้อยู่ในขอบเขต และไม่ผิดกฎหมาย ไม่หมิ่นประมาทฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ หรือคนทั่วไป
ส่วนจำนวนนักเขียนผู้ลงชื่อ ขณะนี้มี 236 คน ดูรายละเอียดที่ เวบไซต์
Thai Poet Society
****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปราบดา หยุ่นผนึกมือนักเขียนดังล่าชื่อนักเขียนแก้ม.112 หยุดใช้คดีหมิ่นฯปิดกั้นเสรีภาพการเมือง
ปรองดอง ปรองแดง ?
ที่มา Voice TV
Wake up Thailand ประจำวันอังคารที่ 24 พ.ค.2554
นำเสนอในประเด็น
โพลล์เผยคนกรุงหนุน'ยิ่งลักษณ์'เหนือ'อภิสิทธิ์' อีกกว่าครึ่งไม่ตัดสินใจ
ที่มา Voice TV
กรุงเทพโพลล์เผยคนกรุงหนุน"ยิ่งลักษณ์"มากกว่า"อภิสิทธิ์" แต่เหลืออีกเกินครึ่งยังไม่ตัดสินใจ ส่วน 66.1% ไม่เชื่อมั่นกกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม ในหัวข้อ “คะแนนนิยมของคนกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งแรกของการเลือกตั้ง 54”. โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,178 คน โดยเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 - 22 พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่าเกณฑ์ที่คนกรุงเทพฯ ใช้ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ อันดับแรก ดูจากผลงานที่ผ่านมาในอดีต ร้อยละ 31.7 รองลงมาดูนโยบายที่หาเสียง ร้อยละ 31.2 และดูพรรคที่สังกัด ร้อยละ 16.6
สำหรับคะแนนนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ พบว่า พรรคที่ได้คะแนนนิยมมากที่สุดได้แก่ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 25.8 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 14.7 และพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 2.0 อย่างไรก็ตามมีถึงร้อยละ 52.0 ที่ระบุว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกคนของพรรคใด
ส่วนคะแนนนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต พบว่า คน กทม. ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 26.3 รองลงมาคือ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 15.2 และผู้สมัครจากพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 1.7 ขณะที่มีถึงร้อยละ 51.9 ระบุว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร
เมื่อสอบถามว่าอยากได้ใครมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด พบว่าอันดับแรกได้แก่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 26.9 รองลงมาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 17.4 และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ร้อยละ 3.6 ขณะที่อีกร้อยละ 49.2 ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใครดี
ซึ่งนี้เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในการควบคุม ดูแลการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพและบริสุทธิ์ยุติธรรมพบว่า ร้อยละ 66.1 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย ขณะที่ร้อยละ 33.9 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงเชื่อมั่นมาก
สมัคร ส.ส.ระบบเขต 375 เขต วันแรก
ที่มา Voice TV
ภายหลังเสร็จสิ้นการสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไป ในวันนี้(24 พ.ค. 54) บรรยากาศที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง กลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะเป็นการเปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตวันแรก โดยมีหัวหน้าพรรคการเมืองและกองเชียร์เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัครจำนวนมาก
บรรยากาศที่อาคาร กีฬาเวสน์ 2ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีกองเชียร์ของแต่ละพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาให้กำลังใจจำนวนมาก ขณะที่แกนนำแต่ละพรรคก็เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัครพรรคของตนอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบอร์ 1พรรคเพื่อไทย ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบอร์ 1พรรครักษ์สันติ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประธานพรรคกิจสังคม เป็นต้น
นาย เสนาะ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นการนำไปสู่ความปรองดอง จึงขอให้กลุ่มคนเสื้อแดง เคลื่อนไหวโดยคำนึงถึงบรรยากาศของความปรองดองด้วย พร้อมกับการันตีความสามารถของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค ว่า มีความสามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ และยังยืนยันว่า ชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าจะเดินหน้าเข้าหาประชาชน โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ เพราะถือว่าเป็นเขตที่มีการแข่งขันเข้มข้น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุน การเมืองที่ไม่เป็นชนวนความขัดแย้ง
ด้าน พรรครักษ์สันติ ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย ที่เดินทางมาให้กำลังใจ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร ของพรรค ยืนยันว่า พรรคส่งผู้สมัคร ส.ส.กทม.ครบทั้ง 33 เขต เเต่ไม่ได้คาดหวังกับคะเเนนเสียงที่จะได้รับเเต่หวังทำให้การเลือกตั้งเป็น ไปตามระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เดินทางมาพร้อมกับมัสคอตประจำพรรคอย่างแพนด้า ซี่งเป็นมาสคอตของนายโสภณ ดำนุ้ย ผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน อดีตผู้อำนวยการองค์กรสวนสัตว์
ส่วนบรรยากาศการเปิดรับสมัครส.ส.แบบ แบ่งเขตจังหวัดเชียงใหม่วันแรก นายแพทย์ไกร ดาบธรรม ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนาได้เดินทางมาลงทะเบียนสมัครเป็นคนแรก ตามด้วยผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย นำโดย นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร เขต 3นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ผู้สมัคร เขต 6ซึ่งเดินทางพร้อมกันทั้ง 10คน 10เขต โดยถือกฤกษ์ 8.39น.ท่ามกลางกลุ่มผู้สนับสนุน ที่ครั้งนี่ไม่อนุญาติให้เข้ามายังบริเวณอาคารรับสมัคร ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนในช่วงเวลา 10.00น. และจะทยอยเดินทางมาจนครบในวันที่ 26พฤษภาคมเ นื่องจากยังมีปัญหาเรื่องตัวผู้สมัครที่ยังไม่ลงตัว ซึ่งล่าสุดพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงพรรคเดียวที่สมัครครบทั้ง 10เขต และจะเดินหาเสียงในพื้นที่ทันที
สำหรับการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตในวันนี้เป็นวันแรก ภายหลังจากที่สิ้นสุดการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไปเมื่อวานนี้ และจะรับสมัครไปจนถึงวันที่ 28พฤษภาคม ระหว่างเวลา 8.30 - 16.30น.
ทั้งนี้ การสมัครในวันนี้ไม่มีการจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เนื่องจากผู้สมัครระบบเขตทุกคนและทุกเขต จะใช้หมายเลขประจำพรรคการเมืองเป็นหมายเลขประจำตัวในการหาเสียง แต่ในกรณีที่มีผู้สมัครที่มาจากพรรคที่ไม่ได้ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็จะได้รับหมายเลขต่อจากหมายเลขสุดท้าย ของพรรคการเมือง โดยเริ่มตั้งแต่หมายเลข 41 เป็นต้นไป
เปิดรับสมัครส.ส.แบบแบ่งเขตวันแรกคึกคัก แกนนำพรรค-กองเชียร์ นำดอกไม้แห่ให้กำลังใจ
ที่มา มติชน เมื่อ วันที่24พ.ค. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ได้เปิดรับสมัครส.ส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเป็นวันแรก ซึ่งในการรับสมัครดังกล่าว ได้มีว่าที่ผู้สมัครเดินทางมาสมัครตั้งแต่เวลา 07.00น. พร้อมกับกองเชียร์ของแต่ละพรรคที่ต่างนำดอกไม้ พวงมาลัย และสวมเสื้อสีประจำพรรคมาให้กำลังใจผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างคับคั่ง นอก จากนี้ยังมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรค อีกทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรคอื่นๆ ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัครพรรคของตนเองอีกด้วย อย่าง ไรก็ตาม ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 กองร้อย ได้กระจายกำลังไปทั่วพื้นที่ พร้อมทั้งนำแผงกั้นมาทำเป็นแนวเพื่อให้ผู้สมัครได้เดินเข้าไปยังตัวอาคาร ขณะเดียวกัน ได้มีเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เดินทางมาเตรียมความพร้อมตั้งแต่เช้า และในเวลา 08.30น. มีการเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ โดยที่การสมัครในครั้งนี้ ไม่มีการจับสลากเหมือนครั้งที่สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ผ่านมา 
"ทักษิณ" ทวิตข้อความชัด หนุน "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ สุดตัว พร้อมเตือน "ทหาร" อย่ายุ่งการเมือง
ที่มา มติชน
เมื่อ เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ thaksinlive เพื่อยืนยันว่าตนเองมีจุดยืนสนับสนุนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
"หาก พรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้ง รัฐบาล ผมขอเรียนว่าหากประเทศไทยให้เลือกนายกฯโดยตรงแล้วผมมีสิทธิ์ลงคะแนนผมจะ เลือกคุณยิ่งลักษณ์ฯเป็นนายกฯ เหตุผล: 1.ความเป็นผู้หญิง/ไม่มีสัมภาระทางการเมืองติดตัวมา จะทำให้เดินประสานความเข้าใจกับทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ของคนในชาติได้ง่าย 2.ประสบการณ์ร่วม 20 ปี เคยทำงานจากตำแหน่งเล็กจนถึงตำแหน่งสูงสุดของบริษัทมหาชนที่มีพนักงานกว่า หมื่นคน ย่อมเหมาะกับการต้องมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ 3.การที่เติบโตที่เชียงใหม่แล้วมาทำงานมีครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ และมาจากครอบครัวที่เป็นนักการเมืองหลายคน แถมยังเรียนจบสาขารัฐศาสตร์ทำให้ปรับตัวในชีวิตการเมืองได้ไม่ยาก 4.ประสบการณ์ข้างต้นจะทำให้เข้าใจคนสู้ชีวิตทั้งระดับรากหญ้าจนถึงผู้ประกอบ ธุรกิจ 5.จะเข้าใจการติดต่อค้าขายกับตปท. (ต่างประเทศ) ได้"
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังได้ระบุถึงจุดอ่อนทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า "จุด อ่อนก็คืออาจจะไม่แม่นข้อกฎหมายและระเบียบราชการเท่าที่ควรต้องหาคนเก่ง เรื่องนี้มาช่วยเสริม อีกเรื่องก็คืองานด้านทหาร ก็คงไม่เป็นปัญหาเพราะการเมืองก็คงไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับทหาร ว่าแต่ว่าตอนนี้ทหารก็อย่าไปยุ่งกับการเมืองเสียล่ะ ทำตัวเป็นกลางดีกว่าเพราะได้ข่าวว่ากำลังช่วยปชป. (พรรคประชาธิปัตย์) อยู่"
ชมวิวาทะเดือด "จิรายุ-แทนคุณ" ในรายการ "สรยุทธ" พลาดไม่ได้!!
ที่มา มติชน
รับชมข่าว VDO
นาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่วง "สรยุทธ เจาะข่าวเด่น" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยนายจิรายุ เผยว่าการจะชนะเลือกตั้งได้นั้นจะต้องด้วยการชูแนวคิด "แก้ไขไม่แก้แค้น" เพื่อปรองดอง ขณะที่นายแทนคุณ กล่าวว่า ไม่ ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามก็ควรต้องยึดหลักกฎหมายไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม เมื่อมีการทำผิดกฎหมายแล้ว ต้องไม่ทำลายกฎหมายและไม่เห็นด้วยกับนโยบายนิรโทษกรรม
ทั้ง นี้ นายจิรายุ ระบุว่า กรณีที่ผ่านมา มีคนทำผิดเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้ประกัน แต่อีกคนกลับไม่ได้ประกันตัว แต่นายแทนคุณ เผยว่า ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัว "พรรค" แต่อยู่ที่ "ศาล" ทุกฝ่ายต้องคุยกันบนความถูกต้อง ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์
คลิกชมคลิปวิวาทะด้านบน
กรุงเทพโพลล์ ชี้คนกรุงอยากได้"ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ เลือก"เพื่อไทย"ทั้งปาร์ตี้ลิสต์และเขต
ที่มา มติชน
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,178 คน โดยเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 - 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบว่า เกณฑ์ที่คนกรุงเทพฯ ใช้ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ อันดับแรก ดูจากผลงานที่ผ่านมาในอดีต (ร้อยละ 31.7) รองลงมาดูนโยบายที่หาเสียง (ร้อยละ 31.2) และดูพรรคที่สังกัด (ร้อยละ 16.6) ตามลำดับ
สำหรับ คะแนนนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง (ส.ส.) ในระบบบัญชีรายชื่อ พบว่า พรรคที่ได้คะแนนนิยมมากที่สุดได้แก่ พรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 25.8) รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 14.7) และพรรครักประเทศไทย (ร้อยละ 2.0) อย่างไรก็ตามมีถึงร้อยละ 52.0 ที่ระบุว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกคนของพรรคใด
ส่วน คะแนนนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในระบบแบ่งเขต พบว่า คนกรุงเทพฯ ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด (ร้อยละ 26.3) รองลงมาคือ ผู้สมัครจาก พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 15.2) และผู้สมัครจากพรรครักประเทศไทย (ร้อยละ 1.7) ขณะที่มีถึงร้อยละ 51.9 ระบุว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร
เมื่อสอบถามว่าอยากได้ใคร มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด พบว่าอันดับแรกได้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ร้อยละ 26.9) รองลงมาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 17.4) และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ (ร้อยละ 3.6) ขณะที่อีกร้อยละ 49.2 ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใครดี
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในการควบ คุมดูแลการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพและบริสุทธิ์ยุติธรรมพบว่า ร้อยละ 66.1 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย ขณะที่ร้อยละ 33.9 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงเชื่อมั่นมาก




