WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 27, 2011

ใครป่วนกันแน่?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



โดนวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง นโยบาย "วันแรกทำได้เลย" ของพรรคประชาธิปัตย์

จะเป็นจริงได้หรือ !?

เพราะนโยบายเก่าที่ใช้หาเสียงเมื่อ 2 ปีก่อน

"99วันเราทำได้" ยังทำไม่ได้จริงเลย

ที่ทำได้จริงๆ และทำให้เห็นแล้วก็คือครม.ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ใช้เวลา "วันเดียว" ทิ้งทวนอนุมัติ 200 กว่าวาระ

วงเงินกว่าแสนล้านบาท !?

ตรงนี้ใครก็เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ทำได้จริงๆ

ในเมื่อประชาธิปัตย์จะชูนโยบายนี้ก็ต้องว่ากันไป

เพราะเวลานี้เข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัวแล้ว

อีก 37 วันจะได้รู้กันแล้วว่าคนไทยจะเชื่อนโยบาย "วันแรกทำได้เลย" ของนายอภิสิทธิ์

หรือจะเลือกนโยบาย "มุ่งแก้ไข ไม่คิดแก้แค้น" ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งเพื่อไทย

แต่ระหว่างช่วงการโหมหาเสียงของทุกพรรคการเมือง

ก็เกิดเรื่องขึ้น เมื่อนายอภิสิทธิ์โวยวายว่าโดนคนเสื้อแดงตามป่วน ตามราวี

แบบว่าเรียกคะแนนสงสาร

แต่พอย้อนไปดูเหตุการณ์ "ป่วน" ที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกมาเป็นข้ออ้าง

ก็เป็นเรื่องที่หญิงสาวชาวนครปฐมคนหนึ่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเสื้อแดงที่คอกวัวเมื่อเดือนเม.ย.53

เดินเข้าไปลำพัง ฝ่าทีมรปภ.นับร้อยคนที่อารักขานายอภิสิทธิ์หาเสียงอยู่

เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการกระชับพื้นที่ครั้งนั้น

เพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจากนายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาล

เป็นข้อเรียกร้องของลูกผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน 92 ศพ

ไม่ได้ยกโขยงไปขัดขวางการหาเสียงของนายอภิสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ

ก็ยังสงสัยว่าแล้วมันไปป่วน-คุกคามตรงไหน

แต่กลับมีอีกเหตุการณ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

เมื่อทีมหาเสียงของส.ส.แบ่งเขตของพรรคเพื่อไทย เดินหาเสียงอยู่ที่ตลาดสดกิ่งจันทร์ ย่านบางคอแหลม กทม.

ปรากฏว่ามี "คุณหญิง" คนหนึ่งเป็นภริยานายพล ซึ่งมีบ้านพักในละแวกนั้น

ยืนด่าทอ ก่อนตบหน้าหญิงสาวคนหนึ่งในทีมหาเสียง

จนสุดท้ายผู้เสียหายต้องขึ้นโรงพักแจ้งความจับข้อหาทำร้ายร่างกาย

เหตุการณ์นี้จะด้วยเหตุผล ไม่ชอบ เกลียดชัง หรือเชียร์ใคร ก็ตาม

แต่มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นจริง !!

ลองเอา 2 เหตุการณ์มาเปรียบเทียบ

จะรู้ได้ทันทีว่าใครกันแน่ที่ถูกคุกคาม !

มาร์ค-แม้วตรงกัน รุมตื้บ"เน" ปูโชว์-รูดปื๊ดชาวนา

ที่มา ข่าวสด




บัตรชาวนา - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมพรรคเพื่อไทย เดินทางไปหาเสียงที่จ.ร้อยเอ็ด พร้อมเปิดตัวครั้งแรก"บัตรเครดิตชาวนา" ซึ่งเป็นนโยบายที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คิดขึ้นมา เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับชาวนา เมื่อ 26 พ.ค.

แถลงนโยบายกลางทุ่ง ปชป.ยันไม่มีธรรมเนียม แพ้เลือกตั้งหน.ลาออก ปรับ500-คุณหญิงมือตบ


ปูขอให้ฟังประชาชนตัดสินใจ

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่าทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีใครได้เป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง ว่า คงต้องให้ประชาชนตัดสิน ในวันที่ 3 ก.ค. ไม่ว่าจะยิ่งลักษณ์ หรืออภิสิทธิ์ ต้องเคารพการตัดสินของประชาชน

เมื่อ ถามว่าหากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งอันดับ 1 จะเปลี่ยนตัวว่าที่นายกฯหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ว่าเป็นใคร ก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ประเทศบอบช้ำมากแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่าจากเหตุความ รุนแรงถึงขั้นตบกันในการหาเสียงที่กทม. จะต้องเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ตำรวจเข้ามาดูแลระมัดระวังไม่ ให้เกิดเหตุ อยากเชิญชวนให้ทุกฝ่าย ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งตนเสียใจกับเหตุการณ์ไม่อยากให้เกิดขึ้น

แม้วบอกเนเอาตัวเองให้รอดก่อน

นาย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีนายเนวิน ว่า ไม่น่าแปลกใจที่นายเนวินจะพูดเช่นนี้ แต่เพื่อไทยยืนยันว่าหากชนะการเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นนายกฯ ล้านเปอร์เซ็นต์ พรรคต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน และในการหาเสียงเลือกตั้งได้ชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ แล้ว เสมือนว่าประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะต้องการเลือกน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ด้วย

นายนพดล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวพ.ต.ท. ทักษิณ มองว่านายเนวิน อย่าตั้งตัวเป็นผู้บงการการเมืองของประเทศ วันนี้ประชาชนเข้มแข็ง ดังนั้นอย่าไปดูถูกสติปัญญาของประชาชน นายเนวินควรที่จะไปสนใจในพรรคภูมิใจไทยดีกว่า อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์พรรคอื่นเขา เอาตัวเองให้รอดก่อน

ที่จ.ร้อยเอ็ด นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีความมั่นใจว่าพรรคจะชนะ และถ้าได้เสียงข้างมากแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลมันก็วิปริต ส่วนกรณีนายเนวิน ทำนายว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะแต่ไม่ได้เป็นนายกฯ ถ้านายเนวิน ทำนายอย่างนี้หมอดูทั้งหมดก็ตกงานหมด นายเนวินรู้จักมันสมองของพ.ต.ท.ทักษิณ แค่ไหนหรือ

พท.ยันหนุนยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ

เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงว่า กรณีที่นายเนวินให้สัมภาษณ์และคาดการณ์ ว่า พรรคยืน ยันว่าจะให้การสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็น นายกฯ เพราะไม่มีหลักคิดใดที่พรรคจะเอาบุคคลอื่นเป็นนายกฯ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าถ้าเลือกเพื่อไทยได้เป็นเสียงอันดับหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นนายกฯ หญิงคนแรกแน่นอน

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ส่วนการให้สัมภาษณ์ของนายเนวิน มองว่าต้องการสกัดกระแสความนิยมของเพื่อไทย เพราะเห็นว่าโพลในอีสาน กทม.และภาคอื่นๆ มีคะแนนนำคนอื่นรวมทั้งนายอภิสิทธิ์ จึงให้ข่าวสกัด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าไปเชื่อข่าวที่ออกมาจากการคาดการณ์ของคนที่มีส่วน ได้เสียทางการเมือง เป็นการจินตนาการไปเอง

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ตนได้เจอและพูดคุยกับนาย ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ระหว่างการเดินทางไปออกโทรทัศน์ช่องหนึ่ง นาย ศุภชัย บอกกับตนว่าแกนนำพรรคประเมินกันแล้วว่าประชาธิปัตย์จะได้เพียง 160 เสียง ทำให้ภูมิใจไทยกลัวว่าเพื่อไทยจะไม่รับให้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ตนบอกไปว่าภูมิใจไทยเป็นผู้ก่อเหตุความบาดหมางและทำให้ความบาดหมางรุนแรงมาก ขึ้น จึงช่วยไม่ได้หากสุดท้ายจะเป็นอย่างที่นายศุภชัยพูด

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้ก ข่าวสด

เปิดเอกสาร‘ไก่อู’ยอมความคดีผังล้มเจ้า

ที่มา ข่าวสด


  • ภาพ : พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด





  • จาก กรณีเมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแถลงข่าวที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว กทม. ระบุว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ลงนามยอมความต่อศาลอาญายอมรับว่า ผังล้มเจ้าของศอฉ. ซึ่งมีชื่อนายสุธาชัยรวมอยู่ด้วยนั้นเป็นเพียงการดำเนินการตามความเชื่อ ปราศจากหลักฐาน และยอมรับด้วยว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในผังล้มเจ้าไม่ได้หมายความว่าอยู่ในขบวนการล้มเจ้า แต่สื่อนำไปขยายผลขยายความต่อเอง ทำให้นายสุธาชัยในฐานะผู้เสียหายในคดีนี้ยอมถอนฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ. จำเลยที่ 2 และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด จำเลยที่ 3

    ความ คืบหน้า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความนายสุธาชัย เปิดเผยว่า คดีนี้นายสุธาชัยถอนฟ้องตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2554 แต่สาเหตุที่เพิ่งเปิดแถลงข่าววานนี้ เนื่องจากเพิ่งได้สำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับจริง

    สำหรับ เนื้อหาการแถลงยอมความของพ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่ 3 มีรายละเอียดบางส่วนดังนี้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1529/2553 ผู้พิพากษาศาลอาญาออกนั่งพิจารณาคดีเวลา 09.30 น. วันที่ 22 มี.ค. 2554 นัดพร้อมเพื่อประนอมข้อพิพาท หรือนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทแล้ว จำเลยที่ 3 แถลงว่า

    “ประการที่หนึ่ง ศอฉ. ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการจ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

    “ประการ ที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ. อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมิได้เป็นความจริง ศอฉ. มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สังคมได้รับทราบความจริงเป็นเช่น ไร นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ. ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคงที่สำนักนายก รัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดจึงนำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบ เพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม

    “ประการที่สามในช่วงเวลา เช้าของวันเกิดเหตุข้าฯได้แถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าไม่เป็นความจริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโดกับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มีหมายจับแล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ. ได้มีมติของศอฉ. ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อักษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

    “ข้าฯ ได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้น ศอฉ. มิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะอยู่ในขบวนการ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

    “แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่อง ราวต่างๆ เหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ. ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา”

    ด้าน นายสุธาชัย โจทก์ แถลงว่า “เมื่อได้รับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่ 3 เช่นนี้แล้ว จึงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม”

    ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และอนุญาตให้คู่ความคัดถ่ายรายงานกระบวนการพิจารณาฉบับนี้ได้ตามคำขอ

    คลิกอ่านข่าวเก่าประกอบ : วิพากษ์ผัง"ล้มเจ้า"ฉบับศอฉ.,จิ๋วไม่รอหมาย บุก"ศอฉ." โต้ข้อหาล้มเจ้า , เปิด "เครือข่ายล้มเจ้า" ของ ศอฉ. , อาจารย์ จุฬาฯฟ้องมาร์ค-เทือก-สรรเสริญใส่ร้ายล้มเจ้า

    ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/05/54 ไม่ให้อันธพาลครองเมือง..แต่คนสั่งฆ่า 91 ศพยังลอยนวล

    ที่มา blablabla

    โดย

    ภาพถ่ายของฉัน

    .

    มุ่งใส่ร้าย ป้ายสี ตีกระทบ
    เลวบัดซบ กว่านี้ มีอีกไหม
    แต่ละคำ สำราก ปากจัญไร
    เห็นแก่ได้ ใจสกปรก นรกเมิน....

    กี่สิบปี ผ่านมา น่าสมเพช
    นามพรรคเปรต ไร้สัตย์ ไม่ขัดเขิน
    ปากพาที แต่ใจทราม หยามเหลือเกิน
    กี่ยับเยิน เห็นกันมา ถ้วนหน้ากัน....

    เขาทวงถาม ยุติธรรม ย้ำ..คนผิด
    แสร้งจริต ปากหมา ช่างน่าขัน
    ทำจีบปาก จีบคอ จ้อรายวัน
    ไม่สร้างสรรค์ แต่โสมม สมพวกเลว....

    ใครกันแน่ อันธพาล สันดานต่ำ
    ใครระยำ ดีแต่พูด ฉุดลงเหว
    ใครทำให้ ร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
    ใครแหลกเหลว สับปลับ ปากอัปรีย์....

    คิดแต่เรื่อง ริษยา พาแต๋วแตก
    เลยไม่แปลก พวกคนพาล สามานย์นี้
    แต่ละคำ พูดเชือดเฉือน เหมือนตนดี
    ที่แท้มี แต่น้ำเน่า สมเล่าลือ....

    จงสั่งสอน พวกชั่ว ตัวอุบาทว์
    สิ้นอำนาจ ขาดไป อย่าได้หือ
    สิทธิ์ของท่าน นั่นไง อยู่ในมือ
    ให้..เลื่องชื่อ ให้..คนดี ให้..มีชัย....

    ๓ บลา / ๒๗ พ.ค.๕๔

    นักกฎหมายอาญาระบุ ผังล้มเจ้าของ ศอฉ. คือ หลักฐานสำคัญว่ารัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ

    ที่มา ประชาไท

    สาว ตรี สุขศรี อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดยอมรับว่าผู้มีรายชื่อใน “ผังล้มเจ้า” ที่ศอฉ. เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ปีที่แล้วว่าไม่เกี่ยวกับขบวนการล้มกษัตริย์นั้น ถือเป็นเป็นหลักฐานสำคัญว่ารัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ

    “แน่นอนว่า รัฐอาจจะอ้างว่า ผังล้มเจ้านั้นเป็นความผิดฐานหนึ่งในหลายฐานความผิด เช่น ก่อการร้าย แต่การออกมายอมรับว่าผังดังกล่าวเป็นเท็จ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และก่อให้เกิดคำถามต่อการกล่าวหาในฐานความผิดอื่นๆ เช่นกัน”

    อ.สาว ตรีกล่าวด้วยว่า แม้ในทางกฎหมายแล้ว “ผังล้มเจ้า” ไม่อาจจะใช้เป็นหลักฐานโดยตัวเองว่ารัฐมีความผิด แต่ถือเป็นหลักฐานสำคัญในฐานะเอกสารประกอบที่แสดงให้เห็นว่า รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยผังดังกล่าวเป็นเครื่องแสดงมูลเหตุจูงใจของรัฐ ในการออกคำสั่งหรือทำให้คนอื่นเข้าใจผิด หรือทำให้เกิดความชอบธรรมแม้จะอ้างหลักฐานที่เป็นความเท็จ

    เบื้องต้น คนที่ได้รับความเสียหาย ก็สามารถจะฟ้องร้องได้ทันที ตามความผิดฐานหมิ่นประมาท และละเมิด ซึ่ง อ. สาวตรีกล่าวว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นที่สามารถระบุได้ชัดเจน คือผู้มีรายชื่ออยู่ในผังทั้งหมด โดยสามารถฟ้องในฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฐานละเมิดมาตรา 420 และ 423 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และไขข่าวให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

    หมายเหตุ
    ประมวลกฎหมายอาญา
    มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ

    ความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

    ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดีทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

    มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสีย หายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดีหรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำ มาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้นแม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะ รู้ได้

    ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม ทดแทนไม่

    นิรโทษกรรมสากลจี้รัฐเว้นวรรค112เร่งแก้ไขสู่มาตรฐานสากล ปล่อยนักโทษทางความคิดทันที

    ที่มา Thai E-News

    เบนจามิน ซาแวคกี ผู้แทนเอไอ-“องค์การ นิรโทษกรรมสากล(เอไอ)เสนอต่อรัฐบาลไทยให้หยุดใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขที่เคารพมาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษมโนธรรมสำนึกที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นฯได้ รับการปล่อยตัวโดยทันที”

    ที่มา ประชาไท

    หมายเหตุไทยอีนิวส์:รายงานข่าวในประชาไทดั้งเดิมชื่อ เสวนา: วิพากษ์การใช้กฎหมายหมิ่นฯ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ



    เมื่อ เวลา 20.00 น.วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ถนนเพลินจิต จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Lese Majeste: A Challenge to Thailand’s Democracy” (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและความท้าทายต่อประชาธิปไตยไทย) โดยมีวิทยากร คือ สุลักษณ์ ศิวรักษ์, เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย”หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในสังคมไทย, เบนจามิน ซาแวกกี นักวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์แนลประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยได้รับความสนใจจากคนไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก

    เดวิด สเตร็คฟัส


    ใน การมองเรื่องภาพรวมการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ อาจแบ่งได้เป็นสองช่วงหลักๆ คือก่อน และหลังการรัฐประหารพ.ศ. 2500 กล่าวคือ ก่อนการรัฐประหาร มีการใช้ประมวลกฎหมายอาญาปีพ.ศ. 2499 ว่าด้วย ผู้ใดที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ได้รับโทษสูงสุดเท่ากับ 7 ปี ต่อมา ในปีพ.ศ. 2519 หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ได้มีการเพิ่มโทษสูงสุดเป็น 15 ปี และยังคงเรื่อยเท่านั้นมาจนถึงปัจจุบัน

    ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงในบทบัญญัติดังกล่าว ครั้งแรก คือในพ.ศ. 2550 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พูดถึงการปรับแก้กฎหมายหมิ่นฯ ให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยเพิ่มการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อพระราชโอรส และพระราชธิดา โดยมีบทลงโทษ 1-7 ปี และต่อองคมนตรี ซึ่งมีโทษระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี

    ต่อมาในปีพ.ศ. 2551 ก่อนที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล กระทรวงยุติธรรมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะเพิ่มบทลงโทษสูงสุดเป็น 25 ปี แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แต่ที่น่าสนใจในกรณีนี้ คือ การครอบคลุมของกฎหมายไม่ใช่จำกัดไว้เพียงแค่ กษัตริย์ ราชินี และรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการเท่านั้น แต่มีความพยายามให้รวมถึงกษัตริย์ที่ผ่านมาในอดีต รวมถึงผู้ที่มีเชื้อสายสืบทอดมาจากกษัตริย์ด้วย แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวอีก

    หาก มองดูที่จำนวนคดีที่เกิดขึ้นในปี 2533 ถึงปี 2548 พบว่า จำนวนคดีที่ถูกดำเนินการมีจำนวนเฉลี่ย 5-6 คดีต่อปี และต่อมาระหว่างปี 2549 ถึงปี 2553 ภายในระยะเวลาสี่ปี มีคดีที่ถูกดำเนินการทั้งหมด 397 คดี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500% และในจำนวน 397 คดีนั้น มีจำนวน 213 ที่ถูกตัดสินว่าผิดจริง ในกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ มีข้อน่าสังเกตสองประการ อย่างแรกคือ ก่อนปี 2548 อัตราการถูกตัดสินคดีว่าผิด อยู่ที่ราว 94% ฉะนั้นถ้ามีจำนวนทั้งหมด 213 คดี ราว 200 คนก็จะถูกตัดสินคดี ซึ่งส่วนใหญ่จะยอมรับสารภาพ และได้รับโทษราว 3 ปี โดยมีการขออภัยโทษในภายหลัง แต่ในช่วงระยะหลัง มีราว 40 คดีที่ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่ต้องการรับสารภาพ และมุ่งสู้คดีโดยไม่ยอมรับผิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีรูปแบบใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่โดนคดีหมิ่นฯ ซึ่งคนจำนวนนี้พร้อมจะต่อสู้คดีโดยไม่รับสารภาพ และอาจจะได้รับโทษ 3-15 ปี

    ข้อสังเกตอย่างที่สอง คือ การมีกรณีที่ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนของศาลฎีกา 9 คดีตั้งแต่ปี 2548

    อย่างที่สามที่น่าสนใจ คือ หากเรามองดูธรรมชาติของการใช้กฎหมายนี้ในปี 2547-2548 จะพบว่าส่วนใหญ่จะถูกใช้โดยนักการเมืองเพื่อโจมตีนักการเมืองด้วยกันเอง แต่ในระยะ4-5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในการใช้กฎหมายดังกล่าว

    ที่ น่าสนใจอีกอย่าง คือ แน่นอนว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น มิได้มีไว้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ ในฐานะ“สถาบัน” แต่ปกป้องในฐานะของปัจเจกบุคคล ฉะนั้น เมื่อเราลองอ่านกฎหมายดังกล่าวดูก็อาจจะพบว่าสามารถเปิดโอกาสให้วิพากษ์ วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในกรณีของคุณจักรภพ เพ็ญแข ที่มาพูดที่ FCCT เมื่อปี 2550 และพูดเรื่อง “ระบอบอุปถัมภ์” ก็ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นฯ ทั้งๆที่เป็นการวิพากษ์ในเชิงวิชาการ เช่นเดียวกับกรณีของใจ อึ๊งภากรณ์ที่เขียนหนังสือ “Coup for the Rich” ซึ่งก็เป็นการวิพากษ์เชิงวิชาการเช่นกัน แต่ก็ถูกฟ้องด้วยหมิ่นพระบรมฯ

    นอก จากนี้ ในกรณีล่าสุด เช่นที่เกิดกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการของนิตรสารเรด พาวเวอร์ ที่พยายามวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในเชิงหลักการ เช่นเดียวกันกับกรณีอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ถูกเรียกไปสอบสวน กรณีอาจารย์สมศักดิ์ก็เป็นที่น่าสนใจว่าเขาจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ และเขาจะถูกฟ้องด้วยข้อความใด หากว่าเป็นจดหมายที่เขียนถึงฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ หลักกฎหมายหมิ่นฯ ก็มิได้ครอบคลุมพระราชธิดา แต่ถ้าหากตำรวจใช้ข้อเสนอ 8 ข้อเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัติรย์เป็นมูลเหตุในการฟ้อง ซึ่งอาจารย์สมศักดิ์และกลุ่มนิติราษฎร์ได้นำเสนอเพื่อการจัดวางตำแหน่งแห่ง ที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมที่เหมาะสมนั้น ก็น่าสนใจว่าถ้าเขาถูกดำเนินคดีจริง กฎหมายฉบับนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

    นอก จากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็น่าจับตาในแง่ที่ว่าสังคมไทยมีการพูดถึงกฎหมายหมิ่นฯ เปลี่ยนไป กล่าวคือ ในช่วงปี 2549 นั้น มีการจัดเวทีของ ASTV ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกๆที่มีการพูดถึงกฎหมายหมิ่นฯ มีนิตยสารฟ้าเดียวกัน และการสัมมนาไทยศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2552 ที่ล้วนพูดถึงกฎหมายตัวนี้ในเชิงการปฏิรูปกฎหมายทั้งสิ้น แต่ในสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เริ่มมีกลุ่มต่างๆที่พูดถึงการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และมองว่าเป็นปัญหาซึ่งต้องไปไกลกว่าการปฏิรูป

    ยิ่งเมื่อเวลาของการ เลือกตั้งใกล้เข้ามาถึง ก็อาจจะมีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมได้ยาก หากว่ากฎหมายนี้ยังคงดำรงอยู่และถูกใช้อยู่เพื่อการขจัดศัตรูทางการเมือง



    000

    “องค์การ นิรโทษกรรมสากล(เอไอ)เสนอต่อรัฐบาลไทยให้หยุดใช้กฎหมาย หมิ่นพระบรมฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขที่เคารพมาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษมโนธรรมสำนึกที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นฯได้ รับการปล่อยตัวโดยทันที”
    เบนจามิน ซาแวคกี

    แอ มเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมองว่าการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ในระยะหลังตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นการบั่นทอนเสรีภาพในการแสดงออก โดยไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในฐานะที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญานี้ การใช้กฎหมายดังกล่าวนับเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศในแง่ของเสรีภาพ ในการแสดงออก

    ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกนี้ ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล อนุญาตให้มีการใช้ข้อจำกัดบางส่วนได้ หากตรงกับเงื่อนไขที่เป็นไปเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง โดยต้องระบุไว้ในกฎหมาย เช่น เพื่อความมั่นคงของชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสาธารณะ และเป็นไปเพื่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบุคคล และเอไอมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อรัฐบาลไทยว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดสากลดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการตีความที่ไม่ชัดเจนและกว้างเกินความเป็นจริงในแง่ของคำ นิยาม การบังคับใช้ และบทลงโทษ ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

    ในการจะ พิจารณาคดีคนใดคนหนึ่งว่าเป็นนักโทษทางการเมืองหรือไม่ เอไอจะพิจารณาที่หลักการว่าคนคนนั้นต้องถูกตัดสินว่าผิดด้วยกฎหมายหมิ่นพระ บรมฯ เพียงอย่างเดียว และถ้าหากการกระทำที่ถูกนำมาดำเนินคดี เป็นไปอย่างสันติทั้งวิธีการและเจตจำนงค์ เราจะพิจารณาว่าเขาเป็นนักโทษมโนธรรมสำนึก ด้วย(prisoner of conscience) มีกรณีที่พูดถึงกันเยอะมากคือ กรณีของดา ตอร์ปิโด ซึ่งเอไอมองว่าเธอเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมฯ แต่หากจะมองว่าเป็นนักโทษมโนธรรมสำนึกหรือไม่ ตรงนี้อาจยังไม่ชัดเจนเนื่องจากคำพูดที่เธอพูดบนเวทีปราศรัยในปี 2551 สามารถมองได้ว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เรามิได้บอกว่าเธอสมควรได้รับโทษนั้น แต่หากเทียบกับกรณีของจีรนุช เปรมชัยพร หากว่าเธอถูกตัดสินจำคุก เธอจะถูกพิจารณาว่าเป็นนักโทษมโนธรรมสำนึก เนื่องจากข้อหาที่ได้รับคือ การลบโพสต์ที่”จาบจ้วง”ในเว็บบอร์ดประชาไทไม่เร็วเพียงพอ ต่อกรณีของดา ตอร์ปิโด เช่นเดียวกับนักโทษการเมืองคนอื่นๆในโลก เอไอเรียกร้องให้การดำเนินคดีเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมและโปร่งใส หรือถูกปล่อยตัว

    เอไอเสนอ ต่อรัฐบาลไทยให้หยุดใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขที่เคารพมาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษมโนธรรมสำนึกที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นฯได้ รับการปล่อยตัวโดยทันที

    000

    “ในการบังคับใช้ 112 ดูเผินๆอาจจะดูเหมือนกับเป็นการจงรักภักดีหรือต้องการรักษาสถาบัน แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด พบว่า ผลกระทบของการบังคับใช้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากมาย”

    นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

    เนื่อง จากต้นเดือนพฤษภาคมกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับคำร้องจากเครือข่ายราชการและจากภาคประชาชนในกรณีคดีของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลและสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งในประเด็นนี้ตนเองได้ร่วมประชุมและตรวจสอบไปแล้วหนึ่งครั้งในวันพุธที่ ผ่านมา และอยากจะชี้แจงสองเรื่อง ก่อนอื่น กสม. ไม่ได้เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี แต่เป็นองค์กรอิสระ โดยเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในประเด็นแรก กสม. มีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิจริงหรือไม่ และสอง ในฐานะกรรมการสิทธิจะมีบทบาทในการคลี่คลายการละเมิดสิทธิของรัฐดังกล่าวได้ อย่างไรบ้าง ในประเด็นการละเมิดสิทธิฯนี้ ต้องพิจารณาใน 2 ระดับ

    ประเด็นแรก มองในแง่การบังคับใช้กฎหมาย 112 ซึ่งคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญและจุดอ่อนของหน่วยงานของรัฐและในการละเมิดสิทธิ ในมาตรานี้ มีปัญหาในการบังคับใช้ เนื่องจากใครก็สามารถฟ้องร้องได้ สรุปก็คือเป็นเครื่องมือในทางการเมืองของกลุ่มอำนาจในทางสังคมเพื่อกำจัดผู้ มีความคิดเห็นตรงข้ามในทางการเมือง หรือแม้ในการยกสถาบันฯเพื่อสรรเสริญเยินยอเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองของ ตนเอง ในกรณีของ อาจารย์สมศักดิ์ที่ถูกออกหมายเรียกไปสอบสวน ถือว่าส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ หรือคุณสมยศซึ่งถือว่าเป็นแถวหน้าในทางประชาธิปไตยที่ต้องการเรียกร้องความ เป็นประชาธิปไตย แต่กลับถูกจับกุม ฉะนั้นต้องตรวจสอบการจับกุมทั้งสอง ว่าเป็นวิธีทางการเมืองที่กลุ่มที่มีอำนาจในสังคมต้องการกำจัดคนที่คิดเห็น ต่างหรือไม่

    “การใช้มาตรการทางกฎหมาย และการบังคับใช้นี้ ทำให้เกิดการลิดรอนและละเมิดสิทธิเสรีภาพ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมไทยตกอยู่ในความเงียบและตกอยู่ในความกลัว” จากการจัดเสวนาที่มหาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็มีความหวดกลัว ถึงกับกล่าวกับอาจารย์ผู้จัดว่า ช่วยรักษามหาวิทยาลัยด้วย ขนาดตนเองจัดเวทีที่กรรมการสิทธิฯ วันพุธที่ผ่านมาตนก็ยังถูกตักเตือนด้วยความหวังดี

    “แต่ถ้าสังคมไทยตกอยู่ในความเงียบและความกลัว การละเมิดจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายมาก และอำนาจมืดจะเข้ามาครอบงำในสังคมไทย”

    จาก ที่ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมในเรือนจำกรณีคุณสมยศ และคดีอื่นๆ พบว่ามีการละเมิดสิทธิอื่นๆด้วย เช่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เนื่องด้วยข้อกล่าวหามาตรา 112 และเผาศาลากลางนี้มีความรุนแรง ฉะนั้นทัศนคติของกระบวนการยุติธรรมจะมองว่าห้ามประกันตัว ทั้งๆที่หลายคนเป็นผู้ที่ตื่นตัวทางการเมือง เช่นในกรณีของอากง 112 ได้รับการประกันตัวในศาลชั้นต้น แต่กลับ ไม่ได้รับการประกันตัวในศาลอุทธรณ์ ปัญหาทำให้สิทธิในการประกันตัวถูกละเมิด ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น

    “ใน การบังคับใช้ 112 ดูเผินๆอาจจะดูเหมือนกับเป็นการจงรักภักดีหรือต้องการรักษาสถาบัน แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด พบว่า ผลกระทบของการบังคับใช้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในการประกันตัว สิทธิในการกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตและความปลอดภัย สิทธิในการแสดงความคิดเห็นในฐานะพลเมือง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเป็นอันมาก”

    ในประเด็นที่สอง การ เพิ่มบทลงโทษจาก 7 ปี เป็นสูงสุด 15 ปีตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา สะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่อาจละเมิดพื้นที่สาธารณะของภาคสังคม

    ในกรณีนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและคุ้มครอง และ ได้ไปเยี่ยมคุณสมยศที่เรือนจำ และได้เชิญอ.สมศักดิ์ มาให้ข้อเท็จจริงในเรื่องการบังคับใช้ 112 นอกจากนี้ ในกระบวนการการตรวจสอบ ได้เชิญหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น DSI ตำรวจ กระทรวงยุติธรรม และกองทัพบกมาให้ข้อมูล รวมถึงขอข้อมูลในกรณีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรา 112 และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับคุ้มครองปกป้องการละเมิดสิทธิในกรณีมาตรา 112 ซึ่งจะนำกรณีที่เกี่ยวข้องนำเสนอในเชิงนโยบายในการแก้ไขกฎหมายต่อไป เพื่อให้สอดคล้องและเป็นการประคองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในอนาคต


    000

    “ในประเทศนี้ คนที่มีอำนาจ มัวทำงานแต่เรื่องของตนเอง ผู้คนไม่มีความกล้าหาญทางศีลธรรมในการบอกความจริงกับกษัตริย์”

    สุลักษณ์ ศิวรักษ์


    หาก สถาบันกษัตริย์จะดำรงรักษาอยู่ไว้ สถาบันจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น กรณีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินราว 30% ในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังไล่รื้อประชาชนราวกับหมาแมว เพื่อนำที่ดินไปสร้างตึกบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และก็ไม่มีใครรู้เรื่องดังกล่าวเลย

    สาเหตุที่สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ถูกแจ้งความเนื่องจากวิจารณ์ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นมาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์อะไรก็ตามแต่ สิ่งที่สมศักดิ์เสนอนั้นสมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อการดำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์

    อย่างไรก็ตาม ในประเทศนี้ คนที่มีอำนาจ มัวทำงานแต่เรื่องของตนเอง ผู้คนไม่มีความกล้าหาญทางศีลธรรมในการบอกความจริงกับกษัตริย์ หากเราดูเอกสารวิกิลีกส์ จะเห็นว่าแม้แต่อานันท์ ปันยารชุน, สุรยุทธ จุลานนท์ หรือสิทธิ เศวตศิลา ซึ่งเป็นองคมนตรี ก็พูดเรื่องนี้กับทูตต่างประเทศ แต่ทำไมไม่ยอมกล้าพูดเรื่องนี้กับกษัตริย์ด้วยตนเอง

    ในศาสนาพุทธ สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่พึงมี คือกัลยาณมิตร คือเพื่อนที่พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่ากษัตริย์เราไม่มีกัลยาณมิตร เราต้องพูดความจริง เพื่อเป็นการรักษาการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์

    ตอนนี้มีคนจำนวนมาก ขึ้นๆไม่ต้องการมีสถาบันกษัตริย์ คนที่ต้องการรักษาไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ จึงจำเป็นต้องพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดเผย หากพูดตอนนี้ยังไม่ช้าเกินไป แต่ถ้าอีกในปีหรือสองปีก็อาจจะเป็นการช้าเกินไป

    ******
    เรื่องเกี่ยวเนื่อง

    -ชาวอเมริกันเชื้อสายไทยตกเป็นเหยื่อ112รายล่าสุด

    -นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ดาบนั้นคืนสนอง แผนผังล้มเจ้า..ทั้ง4

    ที่มา Thai E-News



    โดย หรี่ฟุน
    26 พฤษภาคม 2554

    และแล้วปาหี่ ศอฉ.เรื่องแผนผังล้มเจ้า ก็จบลงด้วยความพะอืดพะอม

    เมื่อ ไก่อู-สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมาสารภาพกลางศาลว่า แค่เขียนแผนผังโยงขึ้นมาเฉยๆว่าคนในผังนี้เป็นญาติ หรือทำธุรกิจร่วมกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าแต่อย่างใด แค่เสนอแผนผังนี้ให้คนคิดไปเอง สื่อมวลชนเอาไปขยายความขยายผลกันเอง หากใครเดือดร้อนก็ไปฟ้องสื่อเอง ศอฉ.ไม่เกี่ยว...ดูมันทำ!(รายละเอียดข่าว)

    แต่คนที่อมทุกข์หนัก เห็นจะหนีไม่พ้นสำหรับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ก็น่าสมเพชเวทนาสำหรับความกระสันที่อยากได้หน้า ได้ตา เห็นแกบ้าแต่เรื่องล้มเจ้า ล้มเจ้า จนมันกลายมาเป็นล้มเจ้าธาริตนั่นแหล่ะ

    งาน นี้ต้องขอขอบคุณในน้ำใจไมตรี ของท่าน ถวิล เปลี่ยนศรี ผอ.สภามั่นคงแห่งชาติ ที่ออกมาสัมภาษณ์ถึงเบื้องหลัง แผนผังกระดาษชำระ ที่ พ.อ.สรรเสริญ นำมาเผยแพร่ แจกจ่าย ประชาสัมพันธ์ ด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง เหมือนเด็กปัญญาอ่อนได้ของเล่น แต่ผลสุดท้ายก็ต้องออกมายอมรับความจริงว่า มันเป็นแผนผังหาเรื่องกับกลุ่มเสื้อแดง แถมโยนขี้ไปให้สื่อมวลชนอีกต่างหาก

    เรื่องนี้ถ้าไม่ได้ท่าน ถวิล ออกมาพูดว่า แผนผังล้มเจ้า จะเป็นตราบาปของ ศอฉ.ที่ไปใส่ร้ายบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง (โดยไม่มีหลักฐาน มีแต่เพียงข้อสันนิษฐาน...น่าเชื่อว่า....เขาว่า....ได้ข่าวว่า...เท่านั้น) ป่านนี้ไม่รู้ว่าบรรดาผู้ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ จะนำไปหาเสียงใส่ร้ายอย่างเมามันขนาดไหน โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะต้องอยู่ใน แผนผังล้มเจ้าเทพเทือก อีกคนหนึ่ง รวมไปถึงหัวขวนการใหญ่อย่างนายอภิสิทธิ์

    ข่าวใหญ่งานช้างอย่างนี้ สื่อมวลชนกระแสหลักอมสากเงียบกริบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ตอนศอฉ.แถลงข่าวปีกลาย นำไปขยายผลตีข่าวกันเอิกเกริก จนทำให้คนในสังคมเข้าใจว่าพวกผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นขบวนการล้มเจ้า ก็สมควรแล้วที่จะโดนศอฉ.ฆ่าตาย 92 ศพ

    ข่าวนี้กว่าจะเป็นที่เปิดเผยทางสื่อออนไลน์อย่างไทยอีนิวส์ก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 หรือปีเต็มหลังจากศอฉ.ปูดผังล้มเจ้า

    โดย นำข้อมูลจากกระบวนการพิจารณา ของศาลอาญา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 มาเปิดเผยต่อสาธารณชน และคนไทยทั่วโลก ถึงแม้จะช้าไปหน่อย แต่ดูจากการขอคัดสำเนาศาล วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ก็ถือว่าไม่ช้านัก
    กลับ กลายเป็นข้อดีเสียอีก ที่ทำให้พวกกระสันอยากโชว์ผลงานอย่างธาริตที่ออกหมายเรียก 19 แกนนำนปช.มามอบตัวในวันที่ 2 มิถุนายนนี้ โดยอ้างว่าเพราะ 19 แกนนำนปช.มีรายชื่อตามผังขบวนการล้มเจ้าศอฉ. ต้องปวดกะโหลกอย่างหนัก

    เพราะ พยายามที่จะเร่งคดีนี้ให้ทันเสร็จก่อนการเลือกตั้ง หวังทำลายพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดมันพลิกผันเป็นแบบนี้แล้ว น่าเชื่อว่า นายธาริต จะดิ้นเฮือกเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยเรื่องแปลกๆติดตามมาอย่างแน่นอน เพราะมันจะหมายถึงอนาคตของตัวนายธาริต เอง

    เลขาสมช.ก็ชิ่งไปล่วงหน้าแล้ว ล่าสุดไก่อูโยนขี้มาเต็มๆว่า ใครนำผังล้มเจ้าฉบับมั่วๆนี้ไปขยายผลก็รับความซวยไปเองแล้วกัน

    งานนี้ธาริตแบกขี้ที่ไก่อูโยนมาเต็มๆไปคนเดียว คนอื่นเขาไม่เกี่ยว ตัวใครตัวมัน…ฮิ้ว!

    ชาวอเมริกันเชื้อสายไทยตกเป็นเหยื่อ112รายล่าสุด

    ที่มา Thai E-News



    โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
    26 พฤษภาคม 2554

    เหยื่อ คดีมาตรา 112 รายล่าสุด เป็นคนไทยสัญชาติอเมริกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Mr.Joe W.gordon ชื่อไทย นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ DSI มา 2 วันเพื่อสอบปากคำ วันนื้เป็นวันที่สอง ในข้อหามาตรา 112

    พยาน ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า DSI บุกเข้าจับกุมโจ หรือเลอพงษ์ ที่บ้านพักของเขาที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม) ช่วงบ่าย และควบคุมตัวเข้ากรุงเทพฯมาสอบปากคำที่สำนักงาน DSI

    โจ-เลอพงษ์ เป็นคนไทยโดยกำเนิด และเดินทางไปพำนักในสหรัฐอเมริกามาประมาณ 30 ปี ได้สัญชาติอเมริกัน เขาถูกDSIควบคุมตัวระหว่างเดินทางกลับเมืองไทยมาเยี่ยมญาติพี่น้อง ล่าสุดได้มีการติดต่อกับทางสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแล้วเมื่อช่วง เช้า โดยทนายความของเขา

    "เท่าที่ทราบDSIแจ้งข้อหาโจ-เลอพงษ์คือ กล่าวหาว่าเขากระทำผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 แต่ไม่ทราบรายละเอียด"พยานที่รับทราบเหตุการณ์จับกุมระบุ

    จากการสืบ สวนข้อมูลในกูเกิ้ลพบว่า โจ-เลอพงษ์เคยเขียนเวบไซต์เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อมูลในการสอบโอนสัญชาติเป็นชาวอเมริกัน รวมภาพถ่ายทิวทัศน์ และธรรมชาติในรัฐโคโลราโด และรัฐใกล้เคียง

    นอกจากนั้นข้อมูลจากกูเกิลมีชื่อ เลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศด้วย

    รายละเอียดข่าวจับคนไทยสัญชาติอเมริกัน คดีหมิ่นสถาบันฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว

    ทางด้านประชาไทได้ รายงานข่าวนี้ว่า 26 พ.ค.54 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำตัวนายโจ (นามสมมติ) วัย 54 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ มาขออำนาจศาลฝากขัง หลังจากเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย นำหมายจับและหมายค้นลงวันที่ 23 พ.ค.54 บุกเข้าจับกุมตัวนายโจที่บ้านจังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น. และนำตัวมาสอบสวนยังดีเอสไอ โดยในเบื้องต้นได้เแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำให้กิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึง ขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เป็นผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็น ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาไปด้วย

    จาก การสอบถามผู้ต้องหาทราบว่า ผู้ต้องหาอาศัยอยู่ที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา มานานกว่า 30 ปี และได้รับสัญชาติอเมริกัน เพิ่งเดินทางกลับประเทศไทยได้ราว 1 ปี เพื่อรักษาอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และเก๊าท์ เจ้าหน้าที่ได้กล่าวหาว่าตนเป็นเจ้าของบล็อกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งราวปี 2550 และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บที่ดาวน์โหลดหนังสือ The King Never Smiles เบื้องต้นได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และได้แจ้งต่อสถานทูตอเมริกาแล้ว

    ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เพื่อนของผู้ต้องหาได้นำโฉนดที่ดินมูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาทเป็นหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวต่อศาล แต่ศาลไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว เนื่องจากดีเอสไอคัดค้านการประกันตัว และศาลให้เหตุผลว่าคดีนี้เป็นคดีร้ายแรงเกี่ยวกับความมั่นคง เกรงว่าผู้ต้องหาออกไปแล้วจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน ผู้ต้องหาจึงถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้ (26 พ.ค.)

    ******
    เรื่องเกี่ยวเนื่อง

    -รายงาน ประชา ไท:เสวนาวิพากษ์การใช้กฎหมายหมิ่นฯ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ องค์การนิรโทษกรรมสากล เสนอต่อรัฐบาลไทยให้หยุดใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขที่เคารพมาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษมโนธรรมสำนึกที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นฯได้ รับการปล่อยตัวโดยทันที

    ข่าวประหลาดไม่มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวไก่อูรับสิ้นไส้ผังล้มเจ้ามั่ว ผิดกับตอนเปิดข่าวอึกทึกคึกโครม

    ที่มา Thai E-News

    ผังล้มเจ้า-เป็นเอกสารที่ ศอฉ เคยแถลงข่าว(ดูรายละเอียดข่าว) และสื่อนำไปขยายผล จนเป็นเหตุอ้างในการสังหารผู้ชุมนุมกว่า 92 ศพเมื่อปีกลาย เพราะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นพวกล้มเจ้า แม้แต่ตอนนี้ธาริตDSIยังนำมาออกหมายเรียก19แกนนำ นปช. แต่พอสรรเสริญ แก้วกำเนิดสารภาพกลางศาลว่าเชื่อมโยงมั่วๆแล้วสื่อขยายความขยายผลไปเอง ปรากฎว่าไม่มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวนี้เลย นี่เป็นความเงียบอันอึกทึกครึกโครมอีกครั้งของวงการสื่อไทย


    โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
    26 พฤษภาคม 2554


    ดร.สุธา ชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯได้ถอนฟ้องคดี"ผังขบวนการล้มเจ้า"ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แล้ว หลังจากพ.อ.สรรเสริญได้แถลงยอมรับต่อศาลว่า ผังขบวนการล้มเจ้าเป็นแค่การโยงบุคคลต่างๆ ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น มิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

    ที่น่าประหลาดใจคือไม่มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวนี้เลย ทั้งที่ตอน ศอฉ แถลงข่าวผังขบวนการล้มเจ้ามีการนำเสนอย่างคึกโครม

    นาย ประเวศ ประภานุกูล ทนายความดร.สุธาชัยในคดีนี้เปิดเผยว่า คดีนี้ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่เหตุที่เพิ่งมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ก็เพราะเพิ่งได้สำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับจริง(รับรองสำเนาถูกต้องโดยศาล อาญา)ซึ่งในที่ประชุมแถลงข่าวก็มีสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จำนวนมากมาทำข่าว"ส่วนว่าทำไมสื่อไม่นำเสนอข่าวนี้เลย ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นเพราะดร.สุธาชัยตอกกลับ ศอฉ แรง และตอนนั้นสื่อก็นำไปขยายผลอย่างคึกโครมหรือเปล่าก็ไม่ทราบ"

    อย่างไร ก็ตามมีปัญหาตามมาว่าการที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIออกหมายเรียก19แกนนำนปช.มามอบตัวในวันที่ 2 มิถุนายน โดยอ้างอิงจาก"แผนผังขบวนการล้มเจ้าของศอฉ."นั้น จะมีผลอย่างไร ในเมื่อศอฉ.ที่เป็นต้นเหตุบอกว่า โยงไปให้คนคิดเอง แถมคนเอาผังล้มเจ้าไปขยายผลแบบนายธาริตก็ต้องรับผลกรรมจากการถูกดำเนินคดี เองด้วย







    ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ภายหลังจากพ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่สาม ได้แถลงต่อศาล ดังนี้

    "ประการที่หนึ่ง ศอฉ ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

    ประการ ที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามจะสร้างภาพให้สังคมเห็นว่า พระองค์ท่านมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเมือง ซึ่งมิได้เป็นความจริง ศอฉ ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สีงคมได้รับทราบความจริงเป็น เช่นไร

    นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ ก็ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบเพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับ สังคม

    ประการที่สาม ในช่วงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ข้าฯได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าไมม่เป็นความ จริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโด กับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้งสองคนนี้มีหมายจับไว้แล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ.ได้มติของศอฉ ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อีกษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

    ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยว ข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

    แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราว ต่างๆเหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา
    "

    ทั้ง นี้ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เมื่อโจทก์(ดร.สุธาชัย)รับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่สาม(พ.อ.สรรเสริญ)จึง ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่สาม

    ก่อน หน้านี้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์ว่าแผนผังดังกล่าวเป็นเรื่องที่คิดกันขึ้นสดๆในที่ประชุมศอ ฉ.ในตอนที่จะหาเหตุสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีกลายนั่นเอง และยังรู้สึกละอายใจที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา


    แผนผังล้มเจ้าธาริตนำมาเป็นเครื่องมือออกหมายเรียก19แกนนำนปช.

    นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอได้นำผังล้มเจ้ามาออกหมายเรียก 19 แกนนำนปช.เข้ารายงานตัวและขู่จับขังคุก หากเป็นไปตามที่พ.อ.สรรเสริญแถลงว่า ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยาย ความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา งานนี้นายธาริตน่าจะเจองานเข้าอย่างหนักในลำดับต่อไป


    อย่าง ไรก็ตาม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ แถลงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า มีมิติให้ดีเอสไอดำเนินคดีความผิดต่อความมั่นคงว่าด้วยการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 2553

    การดำเนินคดีนี้ไม่ใช่การกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีทั้งฝ่ายตัวการร่วมฝ่ายผู้สนับสนุน ฝ่ายออกความคิดและฝ่ายให้เงินสนับสนุนให้มีการเปิดเว็บไซต์ เป็นลักษณะเครือข่ายที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ดีเอสไอมีความเห็นว่าความผิดในคดีล้มเจ้าเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐาน ก่อการร้าย ผู้กระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน

    ดัง นั้นการกระทำความผิดล่วงละเมิดสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54 จึงไม่ได้เป็นการกระทำความผิดเพียงคนเดียวของนายจตุพร พรพันธุ์ หรืออีก 3 คน ที่ขึ้นพูดบนเวทีปราศรัย แต่ได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้ที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องไม่เป็นตัวการร่วม หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิด 2 ฐานหลักคือความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 และการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากพฤติการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีความผิดเพียงพอที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้ากับผู้ต้อง หา 19 คน โดยทั้ง 19 คน อยู่ในแผนผังตามที่ ศอฉ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีก่อนหน้านี้

    อธิบดี ดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดตารางกันการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะเริ่มจากวันจันทร์ ที่ 23 พ.ค. ดีเอสไอจะออกหมายเรียกส่งจดหมายไปยังทั้ง 19 คน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.54 เวลา 09.00 น.ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ ชั้น 8 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียติ อาคารบี

    สำหรับ รายชื่อ แกนนำ นปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกดีเอสไอออกหมายเรียกดำเนินคดีล้มเจ้าทั้ง 19 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายวิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย หรือพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ ที่ถูกเพิ่มชื่อเข้ามาล่าสุด

    ******
    เรื่องเกี่ยวเนื่อง

    -ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

    -รวมฮิตลากไส้สื่อเหี้ย เชิญโหลดกระจาย

    -จารึกไว้ใต้ZONE TEEN:วัยรุ่นกรี๊ดสรรเสริญ

    -ดีเอสไอเรียก 19 นปช.แจ้งข้อหาคดีล้มเจ้า 2 มิ.ย.นี้

    -แผนผังล้มเจ้าระเบิดเวลาโค่นเพื่อไทย

    Thursday, May 26, 2011

    อภิสิทธิ์ VS ยิ่งลักษณ์ ฝันให้ไกลไปให้ถึง (ไหน) ?

    ที่มา Voice TV




    Wake up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ค.2554

    นำเสนอในประเด็น

    - ยิ่งลักษณ์ เดินสายภาคอีสาน เปิดปราศรัย เมืองหลวงคนเสื้อแดง
    - อภิสิทธิ์ เดินสายขอคะแนนคนกรุง – ชี้ความนิยมยังสูสี
    - เนวิน ฟันธง พท.ชนะ ยิ่งลักษณ์ไม่นั่งนายก ลดกระแสต้าน – อภิสิทธิ์ ออกหน.ปชป.ถ้าแพ้
    - ผลโพลล์ หลุมพรางความเชื่อ VS ความจริงวันเลือกตั้ง
    - กกต. เตือนผู้สมัครคุมมวลชน“ป่วน”ไม่ได้ โทษถึงยุบพรรค
    - ชุมพล เสนอแยกความผิดทางการเมือง - ความผิดจากกระบวนยุติธรรม หนุนแก้ ม.237
    -ไก่อูรับสิ้นไส้กลางศาลผังล้มเจ้ามั่วทั้งดุ้น
    - พิษการเมือง "สาวเพื่อไทยถูกคุณหญิงตบหน้า"
    - มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เผยเด็กต่ำกว่า 13 ปี ควรเล่นเฟซบุ๊ก