WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 8, 2011

"แพร่"เดือด!! "วรวัจน์"ร้องกกต.เอาผิด"แม่เลี้ยงติ๊ก" โวยปชป."ป้ายสี-ส่งสายลับสอดแนม"

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ผู้สมัคร ส.ส.แพร่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย แถลงว่า สืบเนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนเองพร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทยทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อรวม 4 ราย ได้ร่วมประชุมเพื่อวางแนวทางและวิธีการหาเสียงเลือกตั้งภายในบริเวณบ้านพัก ส่วนตัวของตนที่ จ.แพร่ ปรากฏว่ามีบุคคลรายหนึ่งแอบแฝงสอดแนมการประชุม ทราบชื่อภายหลังว่านางเรียน อินต๊ะก๋อง ต่อมาสารภาพว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ได้รับมอบหมายจากนางรุจน์ (มนสิการ ศุภศิริ) ภรรยาของนายพงษ์สวัสดิ์ ศุภศิริ ผู้สมัคร ส.ส.แพร่ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้ามาบันทึกวิดีโอการประชุมคณะทำงานการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี คุณธรรมจริยธรรม ไม่ดำเนินยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของตนเอง แต่ใช้วิธีสอดแนม เพื่อทำลายคู่ต่อสู้

นาย วรวัจน์กล่าวต่อว่า อีกทั้งส่อว่านายพงษ์สวัสดิ์น่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำดัง กล่าว ซึ่งน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นอกจากนี้ กรณีที่นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ดูหมิ่นเหยียดหยามว่านายวรวัจน์เป็นคน 2 เพศ อันจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของนายวรวัจน์ จึงจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อเอาผิดต่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 รายในเร็วๆ นี้

‘แม้ว’โทรให้กำลังใจน้องถูกรุมตี‘ปู’ไม่ถอดใจขอพิสูจน์ตัวเอง

ที่มา ข่าวสด



น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. และ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ แกนนำเครือข่ายกลุ่มเสื้อหลากสี เตรียมยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตรวจสอบคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้การเท็จในชั้นศาลว่า ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดจึงจะมายื่นให้ตรวจสอบในช่วงนี้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดิมที่ผ่านมานานแล้ว แต่ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้ง 2 คน ฐานทำให้สูญเสียชื่อเสียงและคะแนนนิยมตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่นั้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาและคงยังไม่มีการกล่าวโทษกันในช่วง นี้ แต่ตนจะอดทนและพิสูจน์ความจริงต่อสาธารณชนภายใต้กรอบกติกา ซึ่งตอนนี้อยากจะขอโอกาสเดินทางไปพบกับประชาชนก่อน จากนั้นค่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในวันที่ 3 ก.ค.นี้

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้กำลังใจในเรื่องนี้ในฐานะพี่ชายและไม่ได้แนะนำอะไร ซึ่งส่วนตัวก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เมื่อเข้ามาทำงานการเมืองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง


เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นวิบากกรรมและปัญหาตามติดไปจนถึงตอนดำรงตำแหน่งนายกฯ หากชนะการเลือกตั้ง จะรู้สึกหนักใจในการทำงานหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ แต่ตอนนี้ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน และขอโอกาสชี้แจงนโยบายกับประชาชน ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายจะพิจารณาและให้ความเป็นธรรมกับตน ตนคงไม่ถอดใจ เพราะได้ตัดสินใจมารับใช้ประชาชนแล้ว ซึ่งหากมีแรงกดดันในด้านต่างๆ ตนก็จะอดทนและทำงานให้ดีที่สุด เพราะได้กำลังใจจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งทำให้ไม่รู้สึกย่อท้อ

‘เต้น’ตอก‘เเก้วสรร’รังเกียจคราบเผด็จการตัวเองบ้าง แฉโกงล่วงหน้าอีสาน

ที่มา ข่าวสด

ที่ พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเเละเเกนนำนปช.เเถลงกรณีนายเเก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. เเละน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เเกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี รวมตัวในนามเครือข่ายพลเมืองคัดค้าน นิรโทษกรรมคอร์รัปชั่นทักษิณ ยื่นสอบสวนเเละดำเนินคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีซุกหุ้นว่า คำว่านิรโทษกรรมยังอยู่อีกไกล ไม่ได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจ เอย่าดูถูกสติปัญญาประชาชน พรรคไม่มีเรื่องตั้งใจนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ สิ่งที่พรรคพูดคือ จะมีนโยบายสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายในชาติ การนิรโทษกรรมถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่หลายประเทศใช้ เเละยังมีหลายเครื่องมือที่ใช้ได้ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้เมื่อใด หากนายเเก้วสรรรังเกียจคำว่านิรโทษกรรม แต่ คำว่านิรโทษกรรม ผู้ที่เคยใช้คำนี้คือพวกเผด็จการรัฐประหาร โดยเฉพาะคมช.ที่ยึดอำนาจ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองเเละตั้งนายเเก้วสรรมาเป็นคตส. ขอให้นายเเก้วสรรส่องกระจกมองตัวเองว่าไม่รังเกียจคราบไคลเผด็จการที่ติดตัว เองบ้างหรือ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันที่ 26 มิ.ย. ที่จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้า พรรคทราบข้อมูลว่า พื้นที่ที่น่าเป็นกังวลด้านความตรงไปตรงมาเเละความปลอดภัยของบัตรเเละหีบ บัตรลงคะเเนน คือ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ยโสธร เพราะบางกลุ่มที่ยืนกับอำนาจรัฐจะใช้ข้าราชการฝ่ายปกครองเเละตำรวจบางคนเล่น กลกับหีบบัตรเเละบัตรเลือกตั้ง พรรคไม่นอนใจเพราะผู้สมัครส.ส.เเละฝ่ายกฎหมายของพรรคจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อดูเเลคะเเนนเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ปล่อยให้ใครใช้วิชามาร เพื่อให้ผลคะเเนนในหีบพลิกไปเป็นประโยชน์ของตัวเอง ของเเบบนี้รู้ทันกันหมด คนที่คิดจะดำเนินการนั้น ขอให้สำนึกว่าพรรครู้เเล้ว เพราะพื้นที่เหล่านี้อยู่ในอิทธิพลของบางกลุ่มเเละบางพรรคที่ต้องการมี พื้นที่ในอีสาน ขอเรียกร้องให้ข้าราชการเหล่านี้ยุติพฤติกรรม เพราะหลังเลือกตั้งจะเปลี่ยนรัฐบาลเเน่นอน

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยเรียกประชุมนายอำเภอและปลัด อำเภอ 1 พันคน อ้างเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งว่า อยู่ๆกระทรวงเรียกประชุมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจับตามอง ขอให้นายอำเภอและปลัดอำเภอที่พบความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งเเจ้งมาที่ตน และพรรค ซึ่งพรรคพร้อมปกป้องข้าราชการทุกคนในการทำหน้าที่
“ผมเป็นห่วง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะผู้ที่ที่คุมอำนาจอยู่ การที่พรรคภูมิใจไทยไปตกลงกับพรรคชาติไทยพัฒนาไว้นั้น ตอนนี้ความสัมพันธ์ชักจะไม่เเน่นอนเเล้ว อีกทั้งพรรคเพื่อไทยตัดหางไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาลเเล้ว ขอให้ข้าราชการนึกถึงอนาคตของชาติเเละของตัวเองด้วย อย่ารับใช้นักการเมืองที่มองอนาคตตัวเองยังไม่เห็นเลย”นายณัฐวุฒิกล่าว

สื่อนอกตีแผ่"อุดร-ขอนแก่น" หมู่บ้านแดงพรึ่บ "หนองหูลิง"ต้นแบบ "สารคาม"ก็เพิ่งเปิด

ที่มา มติชน



รอย เตอร์ตีข่าวหลายหมู่บ้านในอีสานกว่า 300 หมู่บ้าน เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่นิยม ทักษิณ′ ฐานที่มั่นสำคัญ พท. ส่วนใหญ่เป็นคนรายได้ต่ำ ชี้หลังเลือกตั้งจะผลัก′ดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปใกล้กับสถานการณ์ความขัด แย้งระหว่างพลเรือนแบบเต็มรูปแบบ เผยหมู่บ้านแดงอุดรธานี ติดธงแดง หน้าบ้าน แกนนำเผยเมื่อพ่ายแพ้ก็ต้องหาวิธีต่อสู้ที่แตกต่าง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน สำนัก ข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่รายงานข่าวไปทั่วโลกว่า ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในไทย มีหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 320 แห่งใน จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น ที่ประกาศตัว เป็น "หมู่บ้านเสื้อแดง" และทำหน้าที่เป็นเหมือนสำนักงานส่วนท้องถิ่นของกลุ่มแนวร่วมประชา ธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย

นายคงชัย ชัยกัน ผู้นำหมู่บ้านหนองหูลิง ต.หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรก กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ผู้คนหวาดกลัวที่จะสวมเสื้อแดงเพราะกลัวว่าจะถูกตำรวจรังแกหรือถูกติดตามโดย เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ สิ่งที่ทำคือการสนับสนุนให้พวกเราสามารถรวมตัวกันไว้ได้ แกนนำ นปช.ใน จ.อุดรธานี ระบุว่า เมื่อพ่ายแพ้ในปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะต่อสู้ในวิธีที่แตกต่าง แต่เดิมการตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงเป็นเพียงการแสดงออกถึงความสนับสนุนการ เคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ตอนนี้ยังเป็นเครื่องมือในการระดมคนอีกด้วย

รอย เตอร์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึง หมู่บ้านหลายแห่งในภาคอีสานของไทย ซึ่งเป็นบ้านของประชาชนในชนบทกว่า 1 ใน 3 ของไทยก็พากันประกาศตนว่าเป็นหมู่บ้านคนเสื้อแดง โดยคนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ต่ำที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่ทำให้ กลุ่มต่อต้านสงบลงก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึง ท่ามกลางความหวาดวิตกของคนส่วนใหญ่ว่ามันจะเป็นการเลือกตั้งที่ยิ่งทำให้ ความแตกแยกระหว่างคนเมืองกับคนชนบทที่ยากจนของไทยย่ำแย่ลงไปอีก และอาจเป็นความแตกแยกที่ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปใกล้กับสถานการณ์ความ ขัดแย้งระหว่างพลเรือนแบบเต็มรูปแบบอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้ง นี้ ชาวบ้านและผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลยังระบุถึงความล้มเหลวในความพยายามที่จะ สร้างความปรองดองในชาติมานานนับปี และเน้นย้ำความวิตกกังวลว่าผู้แพ้เลือกตั้งอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดเจนให้กับประเทศที่ผ่านการปฏิวัติมา แล้ว 18 ครั้ง และเผชิญกับความไม่สงบทางการเมืองต่อเนื่องกันมานานถึง 5 ปี

สำหรับ หมู่บ้านเสื้อแดง เกิดขึ้นครั้งแรกที่ จ.อุดรธานี ว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่บ้านหนองหูลิง ต.หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหสุริยะ เป็นประธาน ซึ่งการตั้งหมู่บ้านดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อทำกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในเชิง การต่อสู้ ซึ่งการเปิดหมู่บ้านในครั้งนั้นมีกิจกรรมทำบุญที่วัดในหมู่บ้าน จัดบายศรีสู่ขวัญ ผูกด้ายฝ้ายสีแดงแล้วจัดขบวนแห่ไปรอบหมู่บ้าน จากนั้นเลือกสถานที่ติดป้าย "หมู่บ้านเสื้อแดง" ขณะที่สมาชิกก็จะนำธงสีแดงไปประดับไว้ที่หน้าบ้าน

ปัจจุบันหมู่บ้าน เสื้อแดงที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ใน จ.อุดรธานี จะใช้วิธีรวมหมู่บ้านที่มีเจตนารมณ์เดียวกันเข้าด้วยกันหลายๆ หมู่ แล้วใช้เรียกกันเองภายในกลุ่มว่า "ตำบลเสื้อแดง" โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากพบว่าบางตำบลมีคนเสื้อแดงอยู่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีหมู่บ้านเสื้อแดงรวมทั้งสิ้น 213 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขต 2 อุดรธานี หรือเขต อ.เมือง รวมทั้งสิ้น 14 ตำบล

นายสุทิน คลังแสง ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือประธาน นปช.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้เปิดหมู่บ้านประชาธิปไตยหรือหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรกของ จ.มหาสารคาม ที่บ้านดอนกลอย หมู่ที่ 6, 17 และหมู่ที่ 20 ต.หัวขวาง อ.โกสุมพิสัย เพื่อเรียกร้องเอาประชาธิปไตยกลับคืน เพราะตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีความสุขแต่อย่างใด มีแต่การกดขี่ข่มเหงจากคนบางกลุ่ม บางพรรคการเมืองที่มีอำนาจ มี โอกาสเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลแบบเผด็จการ ประชาชนคนยากจนไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ นอกจากนี้ ในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม ก่อนวันเลือกตั้ง กลุ่ม นปช.มหาสารคาม จะปล่อยโคมแดงจากทุกหมู่บ้าน เพื่อประกาศให้รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ปีศาจแดงจะออกอาละวาดพร้อมใจกันออกไปใช้ สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.อย่างพร้อมเพรียงกัน

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 8 มิ.ย.)

นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดหากเพื่อไทยชนะ อาจมีการนองเลือดอีกครั้ง

ที่มา ประชาไท

นิ โคลัส ฟาเรลลี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ตั้งคำถาม เพื่อไทยชนะแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารกันยายน 2549 จะสามารถอยู่เฉยได้หรือหากน้องสาวของทักษิณขึ้นสู่อำนาจ

นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดหากเพื่อไทยชนะ อาจมีการนองเลือดอีกครั้ง

บท ความ A Pheua Thai win? But then what? ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ นิวมันดาลา ระบุว่า แม้ที่ผ่านมา ทักษิณจะล้มเหลวในหลายเรื่อง และความผิดพลาดของทักษิณก็มีอยู่จำนวนมาก อีกทั้งนโยบายหลายประการของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ถกเถียง ได้หลากหลาย แต่เมื่อมาถึงฤดูกาลเลือกตั้ง ทักษิณกลับพิสูจน์ตัวได้อีกครั้งว่าเขาคือ The best ของประเทศไทย

ขณะ ที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าผลการเลือกตั้งของไทยจะเป็นอย่างไร แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งขันจากบางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งนั่นก็น่าตั้งคำถามว่า เป็นพลังเสียงที่เพียงพอที่จะทำให้ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ได้รับเสียงข้างมาก หรือมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมและก้าวเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหรือไม่ อีกทั้ง หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากก็คือ การที่ทักษิณจะได้กลับประเทศไทยภายในปลายปีนี้

ภายใต้บริบทเช่นนี้ นิโคลัส ฟาเรลลีระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดอย่างจริงจังว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

โดย เขาตั้งคำถามว่า ผู้มีอำนาจที่จัดการโค่นทักษิณในปี 2549 ทำลายรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงษ์สวัสดิ์ จะสามารถอยู่เฉยได้หรือหากน้องสาวของทักษิณก้าวขึ้นสู่อำนาจ

นัก วิจัยผู้นี้ตั้งคำถามด้วยว่า ความเสี่ยงของบรรดานายหน้าที่ทำการรัฐประหาร และผู้มีส่วนในการตัดสินใจก่อการรัฐประหารนั้นมีอยู่สูงมาก พวกเขาจะสามารถเผชิญกับความเสี่ยงเช่นนั้นได้หรือ และแม้การประนีประนอมและปรองดองไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้แต่ที่เราท่านพึง เรียนรู้นับจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมาก็คือทักษิณนั้นมีลักษณะเฉพาะอันไม่พึงประสงค์สำหรับผู้มีอำนาจสูง สุดในประเทศไทย

ท้ายที่สุด ฟาเรลลี คาดว่าหากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจเป็นไปเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2006 ซึ่งต้องการทำให้ทักษิณออกจากอำนาจในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นใน ราชสำนัก ดังนั้นแล้ว อย่างดีที่สุดสำหรับพรรคเพื่อไทยก็คือ ได้รับชัยชนะในระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ทรัพย์สินมหาศาลจะถูกนำมาออกมาใช้ เช่นเดียวกับหยาดเลือดที่จะต้องหลั่งไหล เพื่อแลกกับการทำให้แน่ใจว่าทักษิณไม่ได้มีอำนาจอยู่ในระหว่างการเปลี่ยน ผ่านนั้น

ที่มา: A Pheua Thai win? But then what?

ใบตองแห้งออนไลน์: สัมภาษณ์ “แก้วสัน”

ที่มา ประชาไท

ถาม : ทำไม ‘จารย์ชอบเขียนลงหนังสือพิมพ์ในสไตล์ถามเอง-ตอบเอง ชาวบ้านเขารู้กันหมดแล้ว

ตอบ : ก็ไม่มีใครไปถามผมซักทีนี่หว่า ตั้งแต่คุณออกจากไทยโพสต์ ก็ไม่ค่อยมีใครไปสัมภาษณ์ยาวๆ นั่งคุยกันสนุกสนานเฮฮาที่ศาลาบ้านผม

ถาม : แล้วนี่เราจะสัมภาษณ์กันหรือจะถามเอง-ตอบเอง

ตอบ : คุณบอกว่าสัมภาษณ์ “แก้วสัน” คุณก็ถามเอง-ตอบเองไปสิ (วะ)

ถาม : ‘จารย์ออกมาเป็นแกนนำ เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ ผมมันพวกขี้สงสัย ในคำตัดสินของศาลมีคำว่าทุจริตคอรัปชั่นอยู่ด้วยหรือ เพราะคดีที่ดินรัชดาสรุปว่าไม่ทุจริตแต่ติดคุก คดียึดทรัพย์ก็บอกว่าได้ประโยชน์โดยไม่สมควร แล้วยึดทรัพย์เลย ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุจริต

ตอบ : ผมเคยให้สัมภาษณ์คุณแล้วว่า เดิมทีกฎหมายไทยมีแค่มาตรา 157 กับร่ำรวยผิดปกติ แต่รัฐธรรมนูญ 2540 เอาเรื่องคอรัปชั่นยกระดับมาเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และมีนวัตกรรมใหม่ เห็นว่านักการเมืองต้องเชื่อถือได้เหมือนพระ ต้องไหว้ได้ 157 เป็นแค่ศีล ต้องกำกับความประพฤติปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียด้วย เปรียบเหมือนวินัยพระ รัฐธรรมนูญ 40 จึงห้ามถือหุ้นสัมปทาน ห้ามโน่นห้ามนี่ ตำแหน่งนายกฯ ถ้าไปทำสัญญาด้วยตัวเองหรือภรรยา หนึ่งต้องถอดถอนจากตำแหน่ง สองติดคุก 2 ปี แล้วกฎหมาย ปปช.ยังขยายความคำว่าร่ำรวยผิดปกติขึ้นมาอีก นอกจากทรัพย์สินเพิ่มขึ้นโดยอธิบายไม่ได้ การได้ทรัพย์สินโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากหน้าที่ ก็ต้องยึด คืออธิบายได้ก็จริง แต่มันไม่สมควร ก็ต้องยึด

ถาม : กฎหมายพิสดารอย่างนี้ มิน่า ศาลถึงใช้คำว่า “ไม่สมควร” แล้วยึดทรัพย์เลย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าทุจริต เขาอธิบายได้ว่า มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นตามความเติบโตของเศรษฐกิจ ศาลก็ยังยึด แต่ในคำพิพากษาก็ยังไม่มีคำว่าทุจริตคอรัปชั่นอยู่ดี

ตอบ : มันจะไม่มีได้ไง คุณดูข่าวฝรั่งสิ ฝรั่งมันบอกว่าศาลคดีคอรัปชั่นตัดสินจำคุกทักษิณ 2 ปี ถึงแม้ไม่มีความผิดฐานทุจริตคอรัปชั่น เราต้องถือว่าคำว่าคอรัปชั่นมีนวัตกรรมใหม่ ไม่ใช่แค่ทุจริตอย่างเดียว แค่ไม่สมควรก็ถือว่าคอรัปชั่น

ถาม : คำว่าไม่สมควรมันกว้าง มันเป็นความเห็นไม่ใช่หรือ ‘จารย์ มันไม่ใช่การพิสูจน์ถูกผิดตามพยานหลักฐาน เป็นความเห็นซึ่งแต่ละคนเห็นต่างกันได้ เราเชื่อถือคำตัดสินของศาลเพราะกระบวนการของศาลผ่านการพิสูจน์ แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องเชื่อความเห็นของผู้พิพากษา ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดามีอคติสุคติเหมือนเรา

ตอบ : พูดอย่างนี้เดี๋ยวคุณก็โดนข้อหาดูหมิ่นศาล ศาลท่านไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ท่านเป็นผู้มีศีลธรรมจรรยาสูงส่งกว่าเรา มีความรอบรู้มีประสบการณ์เหนือกว่าเรา ท่านรู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องดาวเทียมบนฟ้า เรื่องธุรกิจโทรคมนาคม มาจนเรื่องผัวๆเมียๆ ตบตีกัน ท่านตัดสินได้ทุกเรื่องเพราะเรามีกฎหมายห้ามดูหมิ่นศาล ห้ามละเมิดอำนาจศาล ท่านว่าไม่สมควรคุณก็ต้องเชื่อว่าไม่สมควรสิ เที่ยวไปวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เดี๋ยวก็....

ถาม : มิน่า ถึงใช้อำนาจตุลาการแทนอำนาจรัฐประหาร แต่มีคนว่ากฎหมายนี้ได้ใช้กับทักษิณคนเดียว แค่ทำสัญญาก็ติดคุก แค่ไม่สมควรก็ยึดทรัพย์

ตอบ : ไม่ได้ใช้กับทักษิณคนเดียว อีกห้าร้อยปีเราอาจจะมีนายกฯ ซุ่มซ่ามเซ็นชื่อให้เมียไปทำสัญญาอย่างทักษิณอีกซักคนหนึ่ง กฎหมายก็ยังใช้ได้

ถาม : ‘จารย์บอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เขาจะทำประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรม ผมฟังแล้วเหมือน ‘จารย์ไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ทำประชามติ

ตอบ : ผมพูดให้มันคลุมเครือ คุณก็ยังอุตส่าห์มาจี้ ผมจะไปพูดตรงๆ ได้ไงว่าผมคัดค้านการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ พูดแบบนั้นผมก็เสียหมาสิ (วะ) ผมก็แค่ตีขลุมว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม พวกคุณฟังแล้วน่าจะเข้าใจ ว่าต้องช่วยกันขัดขวางไม่ให้เขาแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็บอกแล้วว่าให้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงจัดตั้งรัฐบาล ช่วงเสนอร่างกฎหมายลงประชามติ

ถาม : แต่ ‘จารย์เคยให้สัมภาษณ์ผม เมื่อปี 52 ว่า ‘จารย์ก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 50 ว่าเขียนเหมือนกฎหมายภาษีอากร ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กันทางการเมือง ‘จารย์ยังบอกว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรา 237 ยุบพรรคตัดสิทธิ ไม่เห็นด้วยเยอะแยะไปหมด

ตอบ : ผมเคยให้สัมภาษณ์คุณหรือ

ถาม : เคยสิครับ ฉบับพิเศษไทยโพสต์ขึ้นปีที่ 14 เดือนตุลา 2552

ตอบ : ไม่ใช่ผม ตอนนั้นผมไม่อยู่กรุงเทพฯ คุณจำผิดคนแล้ว

ถาม : อ้าว จำผิดได้ไง ก็นั่งคุยกันตั้งนานที่ศาลา

ตอบ : คุณไปสัมภาษณ์ไอ้ขวัญน้องผมละมั๊ง ไอ้ขวัญมันอำคุณแล้ว จำไม่ได้หรือ กกต.ยังเคยจำผิด หาว่าไอ้ขวัญขึ้นเวทีพันธมิตร ตอนสมัคร สว.ความจริงเป็นผม คนจำผิดเรื่อยแหละ

ถาม : เอางั้นหรือ

ตอบ : เอางั้น

ถาม : แล้วที่มาเป็นแกนนำ “คนทอจุด” นี่’จารย์แก้วแน่นะ ไม่ใช่ ‘จารย์ขวัญ

ตอบ: อย่าจำผิดอีกก็แล้วกัน

ถาม : คราวนี้มาเข้าประเด็นยิ่งลักษณ์ ‘จารย์เคลื่อนไหวให้กล่าวโทษยิ่งลักษณ์ โดยบอกโต้งๆ เลยว่าเพื่อให้ยิ่งลักษณ์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จะได้นิรโทษกรรมให้ตัวเองและพี่ชายไม่ได้

ตอบ : ไม่ได้บอกโต้ง ‘จารย์โต้งหมดสภาพแล้ว

ถาม : ที่ผมถามเพราะมันแปลว่าถ้ายิ่งลักษณ์ไม่ลงเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ‘จารย์ก็จะไม่เคลื่อนไหวให้กล่าวโทษ ยังงั้นหรือ

ตอบ : แล้วคุณคิดว่าผมออกมาเคลื่อนไหวเพราะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะโพลล์ออกมาว่าเพื่อไทยชนะ เผลอๆ ชนะเกินครึ่ง แถมบรรหารยังเปิดหวออ้าซ่า แบะท่าพร้อมผสมพันธุ์ ถ้าโพลล์บอกว่าเพื่อไทยได้แค่ 150 เสียง ผมจะต้องออกมาดิ้นกระแด่วๆ ยังงี้เรอะ

ถาม : ‘จารย์อ้างว่ากฎหมายถูกกฎหมู่รังแก เอาการเมืองมาทำลายกฎหมาย ใช้เสียงประชาชนมาทำลายกฎหมาย แล้วที่ ‘จารย์เคลื่อนไหวเนี่ย ไม่ใช่การเมืองหรือ ไม่ใช่ใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมืองหรือ เพียงแต่ ‘จารย์มีผู้ใช้กฎหมายอยู่ข้าง ‘จารย์เท่านั้นแหละ

ตอบ : มันก็การเมืองทั้งนั้นแหละ รัฐประหารยึดอำนาจ ตั้ง คตส.ขึ้นมาพูดปาวๆ กล่าวหาเขาออกสื่ออยู่ฝ่ายเดียว สื่อก็เลือกข้าง ช่วยกันสร้างกระแสกล่าวโทษกันครึกโครมแล้วเอาขึ้นศาล มันจะไม่ใช่การเมืองได้ไง........

อ้าว เฮ้ย คุณเอาเปรียบนี่หว่า ถามเองตอบเอง แล้วมายัดคำตอบแบบนี้ให้ผมได้ไง

ถาม : ขอโทษๆๆ ผมไม่ค่อยถนัดถามเองตอบเอง คราวนี้มาว่าเรื่องที่ ‘จารย์กล่าวโทษยิ่งลักษณ์เบิกความเท็จ ยิ่งลักษณ์เขาไปให้การตามเอกสาร ก.ล.ต.ว่าเขาเป็นเจ้าของหุ้นไม่ใช่หรือ

ตอบ : ใช่ แต่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าการซื้อขายหุ้นไม่มีอยู่จริง จริงๆ แล้วหุ้นยังเป็นของทักษิณ

ถาม : ถ้างั้นสมมติว่ายิ่งลักษณ์ไปให้การว่า หุ้นไม่ใช่ของตัว เป็นของพี่ชาย จะผิดไหม

ตอบ : ผิดสิครับ ยิ่งผิดเข้าใหญ่ ก็เอกสาร ก.ล.ต.ระบุว่าตัวเองป็นเจ้าของหุ้น ดันไปบอกว่าเป็นของคนอื่น เบิกความเท็จชัดๆ เข้าคุกเลยตั้งแต่วันนั้น

ถาม : อ้าว แปลว่าผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง ให้การตามเอกสารก็ผิด ให้การไม่ตรงเอกสารก็ผิด ถ้าเป็นคดีทั่วไป พยานให้การตามเอกสารแต่ศาลไม่เชื่อ ศาลวินิจฉัยไปอีกอย่าง พยานต้องติดคุกหมดทุกคดีไหมครับ

ตอบ : แล้วแต่พฤติกรรมของคดี แต่คดีนี้ผิดแหงๆ ผิดทั้งลูกทั้งเมียทั้งน้อง ทักษิณพาเข้าคุกทั้งครอบครัว

ถาม : ผมไม่ค่อยเข้าใจคดีความเรื่องหุ้น แต่ปกติ ศาลจะยึดตามเอกสาร ก.ล.ต.ใช่ไหม เพิ่งมีคดีนี้ที่ศาลวินิจฉัยโดยอ้างข้อเท็จจริงสภาพแวดล้อมมาหักล้างเอกสาร คำวินิจฉัยเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อวินิจฉัยเช่นนั้นแล้วจะมาถือว่าพยานที่ให้การตามเอกสารเบิกความเท็จ หรือครับ

ตอบ : ทฤษฎีวัวกินหญ้า คุณไปตีความเอาเอง กินหญ้าของรัฐ ริบหมดทั้งพ่อวัว แม่วัว ลูกวัว น้องสาววัว

ถาม : ‘จารย์ว่ายิ่งลักษณ์มีส่วนได้เสีย แล้ว ‘จารย์มีส่วนได้เสียไหม เพราะ ‘จารย์เป็น คตส.เป็นคู่อาฆาตกับเขา ‘จารย์ยอมไม่ได้ที่จะให้เขากลับมามีอำนาจจากการเลือกตั้ง

ตอบ : ผมไม่มีส่วนได้เสีย ไม่ใช่เล่นการพนันนี่ครับ จะได้มีส่วนได้เสีย อย่าโมเมแบบสุรวิชช์ วีรวรรณ มาหาว่าผมรับใช้นายบ่อน

ถาม : ก็ ‘จารย์ไปเหยียบหางพวก Vote No เขาเลยเล่น ‘จารย์มั่ง แต่ ‘จารย์ฉลาดกว่าพวกนั้น พวกนั้นมันงี่เง่าคิดแต่จะเรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร ของ ‘จารย์ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

ตอบ : แหงอยู่แล้ว คุณก็เห็นบทเรียนจากอดีต พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียง เราใช้อำนาจศาลยุบพรรค ตัดสิทธิย้อนหลัง มันยังกลับมาได้ใหม่ เป็นพรรคพลังประชาชน เราก็ใช้อำนาจศาลตีความตามพจนานุกรม ให้ไอ้หมักตกเก้าอี้เพราะทำกับข้าว แล้วยุบพรรค ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มันก็ยังกลับมาได้ใหม่ เป็นพรรคเพื่อไทย คราวนี้เราก็จะใช้อำนาจศาล ดำเนินคดียิ่งลักษณ์ เอาให้ตกเก้าอี้อีก หาช่องยุบพรรคอีก

ถาม : “คนทอจุด” ก็จะก้าวขึ้นมาแทนพันธมิตร ในการเคลื่อนไหวหลังเลือกตั้ง เพราะ ‘จารย์ถามเองตอบเองว่า ระหว่างนี้แม้มีความแตกต่างในหมู่พลเมืองว่าควรโหวตหรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องเฉพาะเวลาเท่านั้น หลังเลือกตั้งสถานการณ์จะเปลี่ยนโฉมมาเป็นปัญหากฎหมายถูกกฎหมู่รังแก ถึงตรงนั้นฟากพลเมืองจะมี “คนทอจุด” ยืนพร้อมอยู่แล้ว

ตอบ : คุณก็อ่านเกมได้เองอยู่แล้ว คุณจะมาถามผมทำไม (วะ)

ถาม : เพราะผมสงสัยว่าทำไม ‘จารย์ใช้คำว่าพลเมือง กับกลุ่มตัวเอง กับกลุ่มพันธมิตร แต่ใครเลือกพรรคเพื่อไทยกลายเป็น “กฎหมู่” คนเสื้อแดงเป็นพลเมืองไหม

ตอบ : คุณจะหลอกให้ผมตอบว่า คำว่าพลเมืองจำกัดเฉพาะคนกรุงเทพฯ คนชั้นกลาง ผมไม่ตกหลุมพรางคุณหรอก (หัวเราะ)

ถาม : ‘จารย์ย้อนอดีตตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย ผมก็จะย้อนมั่ง ตอนแรกคนต่อต้านรัฐประหารยังไม่เยอะ แต่พอยุบพรรคไทยรักไทย ก็เกิด นปก.ไปชุมนุมที่สนามหลวง พอหมักตกเก้าอี้ พันธมิตรยึดหน้าสภา เกิด 7 ต.ค.หลังงานศพน้องโบว์ก็เกิดขบวนการเสื้อแดง พอยุบพรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ก็เกิดการชุมนุมเมื่อสงกรานต์ปี 52 พอยึดทรัพย์ทักษิณ ก็เกิดเหตุนองเลือดพฤษภา 53 แล้วถ้า ‘จารย์เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือสกัดยิ่งลักษณ์อีก ‘จารย์ว่าจะเกิดอะไร

ตอบ : พวกเสื้อแดงก็กลายเปนผู้ก่อการร้ายไปจริงๆ สิ ไอ้พวกฮาร์ดคอร์มีเยอะ ไม่มีใครห้ามใครอยู่หรอก เผลอๆ จะมีคนยิง M79 ใส่ศาล แต่เราจะกลัวอะไร ผมบอกว่ากฎหมายอยู่ข้างเราแล้ว กองทัพก็อยู่ข้างเราแหงอยู่แล้ว

ถาม : ฟังแล้ว ‘จารย์ท่าจะบาปหนาจริงๆ เพราะ ‘จารย์บอกว่าจะล้างบาปที่ช่วยทักษิณไว้เยอะ ล้างมา 5 ปีแล้วยังไม่หมด

ตอบ : นิคฺคฺณเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ แปลว่าอะไรไม่รู้ แต่บาปน่ะล้างไม่หมดหรอก ต่อให้รุ่นลูกทักษิณผมก็ยังต้องล้างบาปอยู่

ใบตองแห้ง
ถามเอง-ตอบเอง
8 มิ.ย.54
..........................

นิธิ เอียวศรีวงศ์: การเมืองเชิงอุดมการณ์

ที่มา ประชาไท

ประมาณ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไปด้วยอุดมการณ์ ส่วนอีกเกือบครึ่งหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด ไปด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่อุดมการณ์ นับตั้งแต่ยังมองหาคนถูกใจหรือพรรคที่ถูกใจที่สุดอยู่ ไม่แน่ว่าวันที่ 3 ก.ค.จะว่างหรือไม่ แล้วแต่อารมณ์ ไปเรื่อยจนถึงราคาของการขายเสียง

เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่มีผู้ตัดสินใจเลือกตั้งโดยอุดมการณ์สูงถึงเพียงนี้

ทั้ง นี้เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเมืองเชิงอุดมการณ์เข้ามาครอบงำการเมืองไทยอย่างกว้างขวางกว่าที่เคยเกิด มาแล้วในช่วง 2516-2519 เพราะความก้าวหน้าของการสื่อสาร และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งไม่เคยเกิดในเมืองไทยมาก่อน

อุดมการณ์คืออะไร
อุดมการณ์ คือคำอธิบายถึงหลักการอันเป็นเงื่อนไขสำคัญสุด ในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ อันก่อให้เกิดปรากฏการณ์นานาชนิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางสังคม ลึกลงไปถึงชีวิตและความคิดของคนในสังคม ว่าล้วนสะท้อนเงื่อนไขความสัมพันธ์ที่อุดมการณ์ได้อธิบายไว้ ในแง่นี้อุดมการณ์จึงแทบไม่ต่างอะไรจาก "ทฤษฎี" ที่นักปราชญ์หรือนักวิชาการคิดขึ้นมา สำหรับอธิบายความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนต่างๆ ในปรากฏการณ์ทั้งทางสังคมและทางธรรมชาติ

ความแตกต่างระหว่าง อุดมการณ์และทฤษฎีอยู่ตรงที่ว่า ทฤษฎีอธิบายได้เฉพาะในบริบทเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะนำไปใช้อธิบายเรื่องที่ต่างบริบทไม่ได้ทั่วไป และด้วยเหตุดังนั้น ทฤษฎีจึงไม่อาจอ้างความเป็นสากล และไม่เป็นอกาลิโก ในขณะที่อุดมการณ์อ้างว่าสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและซ่อน เงื่อนได้ทุกเงื่อนไข นับตั้งแต่ความรู้สึกในใจของตนเอง ไปจนถึงความรักระหว่างเพศ, การศึกษา, แฟชั่น และระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ครอบงำสังคมทั้งสังคม อุดมการณ์จึงอ้างความเป็นสากลและอกาลิโก

เพราะอุดมการณ์มีลักษณะที่ ผนวกได้รอบทิศทางเช่นนี้ อุดมการณ์จึงแบ่งแยก "พวกเรา" กับ "พวกเขา" ได้ชัด ผมจำได้ถนัดว่าในช่วงปี 2518-19 นั้น แม้แต่ทรงของกางเกงที่ผู้ชายนุ่ง ก็สามารถแยก "พวกเรา" ออกจาก "พวกเขา" ได้แล้ว

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงทรรศนะที่มีต่อประชาธิปไตย, สถาบันพระมหากษัตริย์, กองทัพ, ตุลาการ, อภิสิทธิ์ (ทั้งเวชชาชีวะและอภิสิทธิ์เฉยๆ), ฯลฯ ความต่างของเสื้อจึงไม่ได้อยู่ที่สี แต่อยู่ในทรวงอกที่เสื้อสีคลุมเอาไว้ต่างหาก

ที่ร้ายไปกว่านั้นก็ คือลักษณะผนวกรวมเอาไว้รอบด้านของอุดมการณ์ทำให้ "พวกเขา" กลายเป็นศัตรู เป็น "อมนุษย์" เป็น "สิ่ง" ที่ต้องล้างผลาญทำลายให้สิ้นซาก การเมืองเชิงอุดมการณ์จึงนำไปสู่ความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และความรุนแรงก็มักนำไปสู่ระบอบเผด็จการอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน ดังที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนับตั้งแต่การล้อมปราบประชาชนอย่างป่าเถื่อนที่ สี่แยกราชประสงค์เป็นต้นมา

การเมืองเชิงอุดมการณ์เป็นการเมืองที่ ไม่มีการประนีประนอม มีได้แต่ความสมานฉันท์หรือความปรองดอง (ซึ่งให้ความหมายถึงอะไรที่เหมือนกันไปหมด) แต่การประนีประนอมเป็นเงื่อนไขหลักของการอยู่ร่วมกัน ทุกฝ่ายได้แต่ไม่หมด เพราะต้องยอมให้ฝ่ายอื่นได้บ้าง การเมืองที่ก้าวหน้าและสงบเรียบร้อย คือการเมืองที่กอปรด้วยการประนีประนอมเสมอ ในขณะที่การเมืองแบบปรองดองสมานฉันท์มักมีการกำกับด้วยอำนาจอยู่เบื้องหลัง เสมอ

การเมืองเชิงอุดมการณ์ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในทุกสังคม แม้แต่ในสังคมที่ผู้ปกครองอ้างอุดมการณ์เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้เสมอ ประชาชนก็ได้แต่จำนนต่ออำนาจ หาได้สมาทานอุดมการณ์นั้นมาจัดการโลกและชีวิตของตนตามไปด้วย ดังเช่นกัมพูชาสมัยเขมรแดง "ประชาชนมูลฐาน" (คือเป็นชาวนามาก่อนการปลดปล่อย) ย่อมพอใจกับอภิสิทธิ์ที่ผู้ปกครองมอบให้ (เช่น ได้ข้าวกินประจำวันมากกระป๋องนมกว่า) แต่ก็พร้อมจะซื้อขายแลกเปลี่ยนกับประชาชนใหม่ที่ถูกกวาดต้อนมาจากเขตเมือง (แน่นอนอย่างเอาเปรียบ) และในหลายกรณีก็ปฏิบัติต่อประชาชนใหม่เหล่านี้อย่างเพื่อนมนุษย์

แต่ ในเมืองไทยเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในการเมืองเชิงอุดมการณ์-อย่างน้อยในหมู่ผู้จะ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเกือบครึ่ง-แต่เป็นการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่กลับ ตาลปัตรกับเขมรแดง เพราะการเมืองเชิงอุดมการณ์ครอบงำประชาชน ไม่ได้ครอบงำนักการเมืองเอาเลย

ผมย้อนกลับมาคิดว่า เหตุใดอุดมการณ์จึงไม่เคยมีอิทธิพลในเชิงแบ่งแยกสังคมไทยมากเท่านี้ในอดีต จะว่าคนไทยไม่เคยมีอุดมการณ์เลย ก็ออกจะเกินไปหน่อย อย่างน้อยก็ว่ากันว่าคนไทยมองโลกและชีวิตจากจุดยืนของพุทธศาสนาแบบไทย เช่น อธิบายทุกเรื่องได้ด้วยกรรมเรื่องเวร เป็นต้น มองเข้าไปในวรรณกรรมโบราณ ก็พบลักษณะที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอในเรื่องนี้จริงเสียด้วย

แต่แม้คน ไทยโบราณเคยมีพุทธศาสนาแบบไทยเป็นอุดมการณ์ "ร่วมกัน" แต่เอาเข้าจริงแล้ว มีความแตกต่างในพุทธศาสนาแบบไทยสูงมาก จนแทบจะหาอะไร "ร่วมกัน" จริงได้ยาก นอกจากชื่อ แม้เมื่อรัฐเข้ามาปฏิรูปศาสนาเพื่อให้เกิดมาตรฐานร่วมกันบางอย่าง การปฏิบัติพุทธศาสนาแบบไทยก็ยังมีความหลากหลายอยู่นั่นเอง และทุกฝ่ายก็รู้ว่าคนอื่นปฏิบัติไม่เหมือนตน แต่ก็มีขันติธรรมพอจะปล่อยให้เขาปฏิบัติไปตามความเชื่อของเขา

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้มีอุดมการณ์ แต่เป็นอุดมการณ์ที่ไม่เรียกร้องความเป็นสากล

วิธี เลือกผู้แทนของคนไทยนั้นใช้ฐานการวินิจฉัยที่ต่างกันมานมนานแล้ว และต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าคนอื่นเลือกใครเพราะเหตุใดไม่เหมือนกับตน ผมโตมาในประเทศที่คนไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เหมือน กัน และไม่เท่ากัน แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างไร

คนบ้าน นอกทรงเจ้าเข้าผี ผู้ดีกรุงเทพฯ ก็อาจบอกว่านั่นไม่ใช่พุทธ แต่ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของเขา ไม่มีใครคิดว่าต้องรวมกลุ่มกันไปเผาหรือยิงทิ้งคนทรงเจ้าเข้าผี

ผม ไม่ทราบหรอกว่าจะเรียกความไม่ยี่หระต่อกันเช่นนี้ว่า "ขันติธรรม" ได้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าที่มันดำรงอยู่ได้ก็เพราะเราอยู่ในสังคมแห่งสถานภาพที่ลดหลั่น กันอย่างชัดเจน พวกทรงเจ้าเข้าผีคือคน "บ้านนอก" ที่ไร้การศึกษา ค่อนข้างยากจน และยังไม่ได้ "พัฒนา" ผู้ดีกรุงเทพฯ อดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างได้ ก็เพราะเขาคือ "เด็ก" จึงเป็นธรรมดาย่อมเลือกตั้งแบบเด็กๆ แต่งกายแบบเด็กๆ พูดแบบเด็กๆ วิ่งขอขนมแบบเด็กๆ ฯลฯ

ถ้าจะเป็นขันติธรรม ก็เป็นขันติธรรมที่ตั้งอยู่บนความไม่เสมอภาค และตราบเท่าที่ทุกฝ่ายยอมรับความไม่เสมอภาคนี้ จะแตกต่างกันอย่างไรก็ไม่เป็นไร

การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง โดยเฉพาะใน พ.ศ.2553 ทำให้ "ขันติธรรม" ประเภทนี้หมดไปในสังคมไทย เพราะการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เรียกร้องความเสมอภาคอย่างชัดเจนและกึกก้องที่สุด (ไพร่-อำมาตย์) พวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่อาจเลื่อนไหลไปตามแต่สถานการณ์หรือสถานภาพของบุคคลอีกต่อไป เป็นประชาธิปไตยที่มีความหมายอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องยึดถือความหมายขั้นพื้นฐานนี้เหมือนกัน

อุดมการณ์ ไทยกลายเป็นสากล และการเมืองเชิงอุดมการณ์จึงถูกปลุกปั่นจนกลายเป็นการนองเลือด ต่างฝ่ายต่างระดมสรรพกำลังที่มีออกมาเผชิญหน้ากัน แม้การเผชิญหน้าบนท้องถนนจะสุดสิ้นลง แต่การเผชิญหน้ากันในคดีความ, ในสื่อ, ในห้องสัมมนาและอบรม, ในพิธีกรรมชนิดต่างๆ ฯลฯ ยังดำเนินต่อไป

และ บัดนี้ก็ได้โอกาสที่จะขยายลงมาถึงการเลือกตั้ง และเป็นการเลือกตั้งเชิงอุดมการณ์เป็นครั้งแรกของไทย อย่างน้อยเกือบครึ่งของผู้ลงคะแนนเสียงเข้าคูหาด้วยอุดมการณ์ และดังที่กล่าวแล้วว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์ เป็นการเมืองที่ไม่มีการประนีประนอม โอกาสที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นจากการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นได้ยาก

หาก สังคมไทยจะกลับมาสู่ความสงบที่ขัดแย้งกันได้ภายใต้กติการ่วมกัน เราต้องกลับมาคิดถึงอุดมการณ์ที่ไม่เป็นสากล แต่กติกาที่ยอมรับร่วมกันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วว่าต้องประกอบด้วยหลักความเสมอภาค ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทุกฝ่ายต้องพร้อมจะประนีประนอมภายใต้กติกานี้ ใครจะยึดถืออุดมการณ์ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์อย่างเหนียวแน่นอย่างไรก็ได้ แต่สถาบันทั้งสามนี้ต้องดำรงอยู่ภายใต้สำนึกถึงความเสมอภาคที่แพร่ขยายไป อย่างกว้างขวางให้ได้ เช่น เราจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้อย่างไร จึงจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับคติความเสมอภาค

เราจะรักษาชาติไว้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้กองทัพมีอภิสิทธิ์แทรกแซงการเมืองได้เหนือกว่าพลเมืองอื่นๆ

กลุ่มเลี้ยวซ้าย: เราใช้อินเตอร์เน็ตล้มอำมาตย์ได้หรือไม่

ที่มา ประชาไท

ท่าม กลางการปฏิวัติล้มเผด็จการในอียิปต์หรือตูนีเซีย มีการคลั่งเห่อ ทวิตเตอร์ และเครื่องสื่อสารอื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ต และพูดกันในแวดวงสื่อว่าเครื่องมือเหล่านี้ใช้เพื่อล้มเผด็จการได้ จนมีการเสนอว่าการปฏิวัติในตะวันออกกลางเป็น “การปฏิวัติทวิตเตอร์” ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนเสื้อแดงที่ประเทศไทยด้วย

แนวคิด หนึ่งในหมู่คนที่พูดเกินเหตุและเห่อ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ คือการเสนอว่า “การต่อสู้แบบเก่า” ที่อาศัยการจัดตั้งคนในองค์กรทางการเมืองจริงๆ และอาศัยการฝึกฝนการต่อสู้ และการนัดหยุดงาน “ล้าสมัยไปแล้ว” เพราะการใช้ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ ทำให้คนลุกฮือเองในรูปแบบอนาธิปไตยได้ โดยไม่มีองค์กร และการนำ แต่พวกนี้จะลืมไปว่าแม้แต่คนที่เสนอให้ทำอะไรในเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็เป็นผู้นำ

แน่ นอนในบรรยากาศของการเซ็นเซอร์สื่อทางเลือกเกือบทุกชนิดและปิดสถานี วิทยุชุมชน เครื่องมืออินเตอร์เน็ต เช่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ สไกพ์ หรือการตั้งเวปไซท์ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนเสื้อแดงที่จะสื่อสารกัน นี่คือสาเหตุที่ฝ่ายกระทรวง ICT (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)ของรัฐบาลอำมาตย์พยายามไล่ปิดหรือ ปิดกั้นเวปต่างๆ และไล่จับคนที่วิจารณ์อำมาตย์ โดยใช้กฏหมาย 112 กฏหมายคอมพิวเตอร์ และกฏหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือ และนี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงจำนวนมากพยายามทะลวงและหลบการปิดกั้นต่างๆ จนประชาชนจำนวนมากเริ่มมีทักษะพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น

แต่ เราต้องมาวิเคราะห์พิจารณาว่าเครื่องมือทางอินเตอร์เน็ตใช้ได้ผลมาก น้อยแค่ไหน และใช้อย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเปลี่ยนสังคม

ข้อมูล ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ เปิดเผยว่าจากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.99 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 28.2 และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 10.96 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.2 ตรงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานภาพที่จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตไม่ได้ครอบคลุม ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เข้าถึงได้ และคนเหล่านั้นอาจส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นได้

สำหรับการปฏิวัติในตะวัน ออกกลาง เช่นในอียิปต์ เราต้องพิจารณาว่าในช่วงที่มีการลุกฮือที่นำไปสู่การล้มมูบารัก เผด็จการอียิปต์สั่งปิดอินเตอร์เน็ตทั้งหมดและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือด้วย แต่ประชาชนก็สามารถรวมตัวกันและสื่อสารได้ ทั้งนี้เพราะมีการจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายต่างๆ มาก่อนหน้านั้นหลายปี และมีการลุกฮือนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานในปีก่อนๆ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการ “ซ้อมรบ” และประเด็นสำคัญที่สุดคือ ทหารอียิปต์ตัดสินใจเขี่ยมูบารักออกจากตำแหน่ง เมื่อมีการนัดหยุดงานลามไปทั่วประเทศ เพราะเขากลัวพลังเศรษฐกิจของการนัดหยุดงาน และกลัวว่าทหารเกณฑ์ระดับล่างจะเริ่มกบฏต่อผู้บังคับบัญชา

บ่อยครั้ง การสื่อสารระหว่างเครือข่ายต่างๆ ในการปฏิวัติอียิปต์ เกิดขึ้นปากต่อปาก ตาต่อตา ในจตุรัสทาห์เรีย หรือในมัสยิด หรือในสถานที่ทำงาน และในปีก่อนๆ เวลามีการพยายามปลุกระดมให้คนออกมาไล่รัฐบาลทาง เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ ก็มีคนมาน้อย เพราะคนยังกลัวอยู่และสถานการณ์ยังไม่สุกงอม

นัก วิชาการบางคนเตือนเราให้ระวัง “การสร้างภาพการเคลื่อนไหว” ทางอินเตอร์เน็ต ที่ไม่เกิดในโลกจริง Jodi Dean (ในวารสาร Cultural Politicsปี 2005) เขียนว่าการ “กดคลิก” หรือการกด “ชอบ” หรือการลงชื่อในแถลงการณ์หรือจดหมายเปิดผนึกผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้คนรู้สึกดีที่ “ได้ร่วมเคลื่อนไหว” แต่มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวจริงที่มีพลัง ส่วน Slavoj Žižek (สลาโวช ซีเซค) นักมาร์คซิสต์ชาวสโลวีเนีย ที่ชอบท้าทายความคิดคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นความคิด พูดว่าการเคลื่อนไหวผ่านอินเตอร์เน็ตกลายเป็นการ “ร่วมกันงอมืองอเท้า” มันเป็นกระบวนการที่ลดระดับการเมืองและการเคลื่อนไหวในโลกจริง เพราะเปิดทางให้เราหลอกตัวเองว่าเราทำอะไร ในขณะที่เราอาจขี้เกียจออกมาทำอะไรในโลกจริง

Malcolm Gladwell นักเขียนชาวคานาดา ในบทความว่า “ทำไมการปฏิวัติจะไม่ถูกทวิตเตอร์” (New Yorker 2010)เสนอว่า “เพื่อน” หรือเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต ระหว่างคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยเจอหน้ากันหรือคุยกันโดยตรง เป็นเครือข่ายที่อ่อนแอมาก แต่ในมุมกลับ ถ้าคนที่รู้จักกันมาก่อน เคยสู้บนท้องถนนหรือในที่ทำงานร่วมกัน และเป็นสมาชิกองค์กรร่วมกันมากก่อน ใช้เครื่องมืออย่าง เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เขาสามารถประสานการต่อสู้ได้ด้วยประสิทธิภาพจริง เพราะเครือข่ายสายสัมพันธ์ของเขาจะเข้มแข็งและเป็นจริง

ในกรณี “นักรบไซเบอร์” ไทย มีโรคระบาดแห่งการ “ร่วมกันงอมืองอเท้า” โดยเฉพาะในกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่นอกประเทศไทย หรือในหมู่คนภายในประเทศที่ไม่สามารถหรือไม่ยอมออกมาเคลื่อนไหว คนเหล่านี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการ “เล่นเน็ต” หรือคุยกันเป็นกลุ่มทางสไกพ์หรือแคมฟร้อค แต่สาระการคุยกันมีน้อยเหลือเกิน เพราะเนื้อหาหลักจะเป็นการผลิตซ้ำข่าวลือ เช่นเรื่องรัฐประหาร หรือเรื่องส่วนตัวของอำมาตย์เป็นต้น และที่แย่กว่านั้นมีการป้ายร้ายผู้เคลื่อนไหวจริงด้วยข่าวเท็จ โดยเฉพาะแกนนำนปช.ในประเทศไทย ตรงนี้ผู้เขียนไม่ได้เสนอว่าเราไม่ควรวิจารณ์เสื้อแดงกันเอง เราต้องวิจารณ์แนวทางเสมอ แต่ต้องวิจารณ์บนพื้นฐานความจริงและในลักษณะที่จะนำไปสู่การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการต่อสู้

นักรบไซเบอร์ประเภท “งอมืองอเท้า” มักจะไม่รู้เรื่องว่าในพื้นที่และชุมชนต่างๆ ของไทยมีการจัดตั้งเสื้อแดงและเคลื่อนไหวกันอย่างไร เพราะเขามักจะไม่ไปร่วมงานเคลื่อนไหวในโลกจริง ไม่ว่าจะที่ไทยหรือแม้แต่ในต่างประเทศ เขาจะหดหู่กับความเป็นไปได้ที่จะล้มอำมาตย์ เขามักจะพูดว่า “สหภาพแรงงานไทยนัดหยุดงานไม่ได้” ทั้งๆ ที่ขบวนการแรงงานไทยในโลกจริงมีประวัติการนัดหยุดงานและการต่อสู้มานาน เขาจะเสนอว่า “ไทยเป็นกรณีพิเศษไม่เหมือนอียิปต์หรือประเทศอื่นในตะวันออกกลาง” ทั้งๆ ที่เผด็จการซิเรียยิงประชาชนตายเกือบ 500 คน และเผด็จการอียิปต์ฆ่าและทรมานฝ่ายตรงข้ามมากว่า 30 ปี สรุปแล้วนักรบไซเบอร์ประเภทนี้นั่งฟังแต่รายการวิทยุของ อ.ชูพงษ์กับคนอื่นที่มีมุมมองคล้ายๆ กัน ฟังเพื่อให้ตนรู้สึกดี แต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติการอะไรเลย เหมือนกินยาชา และได้แต่แก้ตัวว่าการพูดทางอินเตอร์เน็ตให้คน “ตาสว่าง” จะ “ล้มระบอบ” ได้ แต่การล้มระบอบต้องอาศัยมวลชนจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนและนัดหยุดงาน ในสถานที่ทำงาน และต้องอาศัยมวลชนที่มีตัวตนและคุยต่อหน้าต่อตากัน โดยเฉพาะมวลชนที่จะคุยกับทหารระดับล่าง ผ่านการล้อมรถถังและชวนให้ทหารเหล่านั้นกบฏต่อผู้บังคับบัญชา

ในโลก สมัยใหม่แห่งอินเตอร์เน็ต บ่อยครั้งจะมีการตั้งคำถามว่า “ทำไมยังต้องไปขายหนังสือพิมพ์ของฝ่ายซ้ายที่เป็นกระดาษ อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ เลี้ยวซ้าย ? ทำไมไม่เอามาขึ้นอินเตอร์เน็ตหรือสร้างเวปไซท์ให้คนอ่านเอง? คำตอบคือ เวลาเรามีหนังสือพิมพ์กระดาษที่นำมาขายในการชุมนุมหรือในสถานที่ทำงาน มันเป็นโอกาสที่เราจะคุยกับคนอื่นต่อหน้าต่อตา เป็นโอกาสที่จะถกเถียงแลกเปลี่ยน และเป็นโอกาสที่จะทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมจริง เพื่อจัดตั้งองค์กรเข้มแข็งที่จัดการประชุมได้ ไม่ใช่องค์กรในโลกไซเบอร์ที่อาจมีสมาชิกจริงหรือไม่จริงก็ได้

ผู้ที่ ต่อสู้ในโลกจริง ด้วยการจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายในโลกจริง สามารถใช้ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ และเครื่องมืออื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาการต่อสู้ได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ถูกปิดกั้น แต่ผู้ที่มองว่าเราสามารถใช้ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือสไกพ์ แทนการเคลื่อนไหวในโลกจริงได้จะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

[การ เขียนบทความนี้อาศัยข้อมูลจากบทความ ของ Jonny Jones (2011) “Social Media and Social Movements” International Socialism Journal 130]

ที่มา: facebook-TurnleftThailand เลี้ยวซ้าย

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์: คำขอโทษ จากนายกอภิสิทธิ์

ที่มา ประชาไืท

92 ศพ

2,000 ผู้บาดเจ็บ

162 คดีภายใต้การควบคุมของดีเอสไอ

31 ผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงศีรษะ

0 คำขอโทษจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด้วย ตำแหน่งหน้าที่ที่มีอภิสิทธิ์ในการได้พูดคุยกับนายกฯอภิสิทธิ์หลาย ต่อหลายครั้ง ได้สัมภาษณ์ ได้สอบถามในหลายๆ ประเด็น หนึ่งในสิ่งที่ผมได้ถามด้วยความอยากรู้ คือเรื่องของ “คำขอโทษ” จากปากของนายกฯอภิสิทธิ์ หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม

ทุก ครั้งก่อนได้สัมภาษณ์พูดคุยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ทีมงานจะยืนยันว่า ผมสามารถถามคำถามอะไรก็ได้กับคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งด้วยลีลาฟุตเวิร์กระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เศรษฐกิจ การเมือง และปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ถามเรื่องไหนไป นายกอภิสิทธิ์ก็ตอบได้หมด เรื่องจริงจะเป็นอย่างไร มีดีมีร้าย แต่นายกอภิสิทธิ์ชี้แจงได้หมด

ยกเว้นอยู่คำถามเดียว ที่ไม่สามารถออกอากาศได้

“หลัง การสลายการชุมนุม มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เรื่องความรับผิดชอบย่อมเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ปกครองประเทศแล้วมีผู้เสียชีวิตด้วยประเด็นทางการ เมือง นายกอภิสิทธิ์ต้องการจะขออภัยฝั่งผู้ชุมนุมบ้างหรือไม่?”

ผม ได้ถามนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้อยู่สองครั้ง เฝ้ารอคำตอบด้วยใจระทึกและความคาดหวัง ใจระทึกว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร และคาดหวังว่าเราอาจจะได้ยินคำขอโทษจากผู้นำประเทศที่ตัดสินใจผิดพลาดจาก เหตุทางการเมืองสักครั้ง

แต่สุดท้ายก็ไม่
ไม่ได้ยิน “คำขอโทษ”
ฅไม่ได้รับรู้ถึง “ความสำนึกผิด”

ที่ได้ยินกลับมาคือ
“คำถามนี้ไม่สามารถออกอากาศได้”

ถามว่าทำไม?
“เพราะถ้าเราขอโทษ เท่ากับว่าฝ่ายเรายอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด”

นี่คือคำตอบเดียวที่ได้รับจากนายกอภิสิทธิ์ กับความรู้สึกลึกๆจากใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความคาดหวัง

ความคาดหวังจากนายกรัฐมนตรีที่เคยพูดว่า “ผมขอเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ”
ความคาดหวังจากนักการเมืองที่เคยพูดว่า “จะหนึ่งคนหรือแสนคนเราก็ต้องรับฟัง”
ความคาดหวังที่จะได้ยินคำว่า "ขอโทษ" เพื่อให้รับรู้ว่าท่านนายก เข้าใจถึงความผิดพลาด ในการตัดสินใจของตัวเอง

ความคาดหวังจากมาตรฐานของคนทั่วไป ...
ที่ไม่ได้ต้องการจะล้มล้างรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ...
ที่ไม่ได้คาดหวังว่าท่านจะต้องยุบสภาหรือลาออก ...

เพียงแต่คาดหวัง “คำขอโทษ”
“คำขอโทษ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวัง จากคนที่เราใส่ใจ ให้ความสำคัญ
.... และยังพร้อมที่จะรับฟัง

.............................
หมายเหตุ: บท ความนี้เขียนเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 2553 หลังจากผมได้รับเชิญให้ไปถามคำถามนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านรายการทางเวบไซท์ของนายกรัฐมนตรี

เปิดวอร์รูมลับ "ยิ่งลักษณ์" ชง 6 แคมเปญ โชว์ซีนเศรษฐกิจ เดี่ยวไมโครโฟน-ยึดจอ-ยกแผง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



คอลัมน์ เลือกตั้งรัฐบาล 2554 ในประชาชาติธุรกิจ

ละครการเมืองกำลังถึงฉาก "พีก" สะเทือนอารมณ์คนดู

ทั้งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังปะทะทางความคิด โชว์กึ๋น ชิงคะแนนผู้ชม

ฝ่าย "อภิสิทธิ์" ยังคงโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง พูด-คิด-ทำ-โต้ ด้วยตัวเอง

ต่างจากฝ่าย "ยิ่งลักษณ์" ที่ใช้ทุกสรรพกำลัง ในเพื่อไทย-ชินวัตร-นักการเมืองพี่เลี้ยงจากบ้าน 111 ทุกเครือข่าย สนับสนุนภาพลักษณ์

อีก 3 สัปดาห์ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั้ง 2 พรรค จึงดวลหมัดเฉพาะเรื่อง "เศรษฐกิจ" และลีลา-ท่าที กับทหาร โน้มน้าวชนชั้นสูง-ชนชั้นกลาง และคนในกองทัพ

ข่าว-ยิ่งลักษณ์จะไปพบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงเป็น 1 ใน "บท" ที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดง

สคริปต์เรื่อง "ปรองดอง" แม้ยังย่ำอยู่กับที่ แต่ยังยืนยันเนื้อหาว่าด้วยหลักนิติธรรม-นิติรัฐ ไม่ให้หลุดกรอบ

ฉาก หน้าเปิดประเด็น "พร้อมเจรจา" พร้อม ๆ กับฉากใต้ดิน ที่มีนักการเมืองระดับ "คอนเน็กชั่นพิเศษ" เดินสาย มุดกองทัพ เพื่อส่ง "สาส์น" จาก "ทักษิณ ชินวัตร"

นักการเมืองผู้มากด้วยเพื่อน-พี่ในกองทัพ จงใจเจรจาเพื่อ "แก้ไข" สัญญาณที่ถูกปล่อยเข้าหูทหารก่อนหน้านี้ที่มีนัยว่า "ชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อาจจะเป็นเต็งหนึ่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"

สัญญาณใหม่ มีความหมายชัดเจน กว่าว่า "เป็นไปได้ยากที่จะมีชื่อ พล.อ. ชัยสิทธิ์ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นกับคนสำคัญในตระกูลชินวัตร"

แหล่ง ข่าว-ข้อมูลจาก "ทักษิณ" ถูกส่งตรงถึงกองทัพด้วยว่า "หากทักษิณ ให้ความสำคัญกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ คงบรรจุไว้ในบัญชีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปแล้ว ไม่ให้ไปลงสมัคร ส.ส.เขตหินอย่างจังหวัดราชบุรี แข่งกับนักการเมืองสายแข็งจากภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์หรอก"

ทีมงานยุทธศาสตร์ของพรรคประเมินว่า ประเด็น "ปรองดอง" เป็นประเด็นอ่อนไหว เปิดไปแล้ว "เสี่ยง"

หาก ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แทนที่จะได้แต้ม อาจเสียแต้มในโค้งสุดท้าย แล้วยากจะกู้คืน จึงจำเป็นต้องกำหนดแผน-บท-สคริปต์อย่างระมัดระวัง

ดังนั้น "ยิ่งลักษณ์" จึงจะไม่ใช้ประเด็นปรองดองเป็นเรื่องนำ แต่จะเบี่ยง-พลิ้วไปเปิดประเด็นเศรษฐกิจเป็นบทนำ

ที่สำคัญ จังหวะที่ทุกองคาพยพในเพื่อไทยต้องหลีก "ซีน" ให้ "ยิ่งลักษณ์" โชว์เดี่ยว

เป็นจังหวะที่แม้แต่ "ทีมเศรษฐกิจ" ทั้ง 4 คน ต้อง "ถอย" ไปยืนแถวหลัง เป็นเพียงวอลเปเปอร์ประกอบฉากเท่านั้น

ทั้งมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โอฬาร ไชยประวัติ สุชาติ ธาราดำรงเวช และพิชัย นริพทะพันธ์ ต้องยุติบทบาทการพูดต่อสาธารณะเรื่องเศรษฐกิจ

มีหน้าที่เพียงเป็นคน "ขยายความ" หรือ "อธิบายเพิ่ม" ที่มาและหลักคิดของนโยบายเท่านั้น

ทีม หลัก-กุนซือสำคัญ "ทีมเล็ก" ที่มีองค์ประชุมเพียง 5 คน สรุปตาราง แคมเปญให้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดงอีก 3 สัปดาห์ โดยเน้นบทพูดนโยบายเศรษฐกิจอีก 5-6 เรื่อง

โดยเฉลี่ยจะเปิดนโยบายใหม่ ๆ สัปดาห์ละ 2 เรื่อง แบ่งเป็นเปิดประเด็นช่วงต้นสัปดาห์ 1 เรื่อง และช่วงเสาร์-อาทิตย์ 1 เรื่อง

ทุกเรื่องจะแตกต่าง-เพิ่มเติมตัวเลขที่ "มากกว่า" นโยบายของพรรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด

เช่น เรื่อง "เบี้ยยังชีพคนชรา 500 บาท" ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมมากที่สุด ถูก "ยิ่งลักษณ์" ต่อเติมตัวเลขขึ้นเป็นอัตรา 600-1,000 บาท

แหล่งข่าวในทีมเล็ก-องค์ ประชุมน้อยเล่าคีย์เวิร์ดว่า "ในช่วงโค้งสุดท้ายคุณยิ่งลักษณ์จะเปิดนโยบายที่โดนใจประชาชนหลายเรื่อง แต่ทีมเศรษฐกิจ ทุกคนถูกกำชับห้ามพูดก่อน ห้ามแย่งซีนว่าที่นายกฯ"

ทีม เศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของพรรคจึงปฏิเสธ-ยกเลิกนัดกับสื่อเป็นกรณีพิเศษ ในช่วงเวลานี้ทำแต่เพียงช่วยดูเนื้อหาใน "สคริปต์" ให้อ่านง่าย เข้าใจเร็วเท่านั้น

จังหวะก้าว-จังหวะคิดและจังหวะปราศรัยของ "ยิ่งลักษณ์" จึงถูกกำหนดไว้แล้วตามตาราง โดยเตรียมเปิดนโยบายที่ตรงจุด ตรงเวที ตรงกลุ่มเป้าหมาย และโดนใจทั้ง 6 แคมเปญ

ทั้งนี้ ทุกนโยบาย ทุกแคมเปญ แผนการในปฏิทินพรรคระบุว่า จะทยอยเปิดตัวก่อนวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า

ไม่นับรวมวันปราศรัย ใหญ่ ปิดเกมการรณรงค์หาเสียงในกรุงเทพมหานคร ที่เพื่อไทยจองสนามกีฬาราชมังคลา กีฬาสถานไว้ปิดฉากอย่างอลังการในวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2554 เพื่อชิงภาพข่าว-ชิงพาดหัวในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม ก่อนโหวต 1 วัน

บทสำคัญ ซีนโดนใจจะถูกใช้เรียกคะแนนเห็นใจในโค้งสุดท้าย เพื่อให้กองเชียร์ "ปิดโหวต" แบบแลนด์สไลด์