WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 15, 2011

สัมภาษณ์ ‘ซูการ์โน มะทา’ เราจะยุบ ศอ.บต.

ที่มา ประชาไท

นายซูการ์โน มะทา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดยะลา พรรคเพื่อไทย เป็นน้องชายของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีอีกฐานะเป็นอดีตแกนนำกลุ่มวะห์ดะห์ กลุ่มการเมืองมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ที่ถูกพันธนาการทางการเมือง ในฐานะหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111

ภายใต้สถานการณ์การเลือกตั้ง ที่กลุ่มวะดะห์แตกกระจัดกระจายออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น นายซูการ์โน มะทา ผู้เป็นตัวตายตัวแทนนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทย พร้อมกับชูนโยบายกระจายอำนาจตั้ง “นครปัตตานี” แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียด ที่ถอดออกมาจากแถบบันทึกเสียงคำต่อคำ

สัมภาษณ์ ‘ซูการ์โน มะทา’ เราจะยุบ ศอ.บต.

พรรคเพื่อไทยมีนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

ต้อง ทำความเข้าใจก่อนว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้เกิดขึ้นมา 6–7 ปี ดังนั้น เราจะมองปัญหาแค่ใน 7 ปีที่ผ่านมา แล้วไปตีโจทย์ว่า ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกดขี่ ได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ต้องการแบ่งแยกดินแดน หรือต้องการเป็นรัฐปัตตานีดารุสลามแค่นั้น ไม่มีใครกล้าพูดความจริงว่า ประวัติศาสตร์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นมาอย่างไร

ประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ที่นี่คือปัตตานีดารุสสลาม ต่อมาถูกแบ่งแยกการปกครองออกเป็น 7 หัวเมือง

หลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พยายามทำให้ประวัติศาสตร์ของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หายไป บังคับให้คนไทยทุกคนสวมหมวก ผู้ชายต้องสวมกางเกง ห้ามนุ่งโสร่ง กระทบกับวิถีชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนในพื้นที่เป็นชาวมุสลิม

ถึงเราจะเราเป็นคนส่วน ใหญ่ของพื้นที่ แต่ก็เป็นคนส่วนน้อยของประเทศไทย จึงมีความพยายามให้เรา ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยกลมกลืนกับคนส่วนใหญ่ จนเกิดนโยบายกลืนชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา โดยไม่ได้มองว่ามุสลิมร้อยละ 80 คือคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

มาถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการบังคับให้คนที่นี่เปลี่ยนชื่อเป็นไทย จากนายดอเลาะเป็นนายสมศักดิ์ แต่เราไม่ยอม เมื่อบังคับไม่ได้ สุดท้ายจึงตราพระราชบัญญัติจัดตั้งนิคมพัฒนาตนเองขึ้นมา เพื่อเอาคนไทยพุทธมาตั้งชุมชนในพื้นที่นี้ เพื่อกลืนสังคมมุสลิมให้ไปขึ้นต่อสังคมใหญ่ เช่น นิคมพัฒนาตนเองธารโต จังหวัดยะลา และอื่นๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่ ใครกล้าพูดความจริงตรงนี้บ้าง

ถ้า คนที่นี่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องดูสาเหตุก่อนว่า คุณต้องการกลืนชาติพันธุ์มลายู โดยเอาคนชาติพันธุ์อื่น ศาสนาอื่นจำนวนมากเข้ามาอยู่ ความรู้สึกเก็บกด น้อยอกน้อยใจ รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับความอยุติธรรมจึงเกิดขึ้น ตั้งแต่ยุคฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา จนถึงปัจจุบัน นั่นคือต้นเหตุของปัญหาความไม่สงบ

ถ้าเราหาต้นเหตุไม่เจอแล้วจะแก้ ปัญหาได้อย่างไร เมื่อมีคนตีโจทย์ง่ายๆ เราก็คล้อยตาม แต่มองภาพรวมไม่ออกว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมจึงเกิดการต่อสู้ตรงนี้ ต้องหาข้อมูลมาวิเคราะห์ เพราะถ้าสมการถูก แต่ข้อมูลผิดพลาด คำตอบสุดท้ายก็ไม่ผิด นี่คือปัญหาที่สะสมเรื่อยมา จากหนึ่งกลายเป็นสองและเพิ่มเป็นทวีคูณ

ในยุคฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา มีการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันระหว่างพี่น้องมุสลิมกับพี่น้องคนไทย พี่น้องมุสลิมที่นี่ ต้องไม่ใช่ชนชั้นสองของประเทศ จนกระทั่งฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา ก็หายตัวไป

ถึงวันนี้ ปัญหามันบานปลายไปแล้ว คิดจะแก้ภายในปีสองปีเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ว่า จะแก้ได้ภายใน 99 วัน คิดผิด ที่คิดผิดก็เพราะมองโจทย์ผิด มองแค่ปัญหาแบ่งแยกดินแดน คุณมองแค่ว่า รัฐบาลที่ผ่านมายุบ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) และพตท. 43 (กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหารที่ 43) จึงต้องรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ก็แก้ผิด คุณเอาทหารมาเพิ่มก็ตายมากขึ้น งบประมาณเพิ่มก็ตายเพิ่มขึ้น

นโยบายนครปัตตานี เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีที่มาอย่างไร

วัน ที่ 23 เมษายน 2554 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่า สำหรับการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ต้องขอโทษ ผมแก้ปัญหาด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เลยทำให้การแก้ปัญหาไม่บรรลุเป้า คำประกาศนี้ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ยูทูป สามารถเปิดดูได้

ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอโทษพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่แก้ด้วยระบบราชการ และแก้แบบรวดเร็วไม่ได้ วิธีการแก้ปัญหาต้องมาจับเข่าคุยกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดว่า ทุกฝ่ายต้องมาจับเข่าคุยกันคุยกัน ทั้งพี่น้องมุสลิมพี่น้องไทยพุทธ มาคุยกันว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และคุยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะมาเลเซีย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเห็นด้วยว่า การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ต้องคืนอำนาจให้กับพี่น้องในพื้นที่ ส่งเสริมสนับสนุนเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนครปัตตานี ให้ประชาชนสามารถเลือกคนของเขามาเป็นผู้นำ มาแก้ปัญหา ไม่ใช้โครงสร้างอำนาจส่วนกลางมาแก้

นโยบายนครปัตตานีของเราคือ การมอบอำนาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนเลือกผู้บริหารขึ้นมา นั่นคือโครงสร้างของนครปัตตานีในเบื้องต้น

จาก คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตรงนี้ เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเอาตรงนี้ไปคิดแล้วว่า ถ้าจะทำให้นครปัตตานีเกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ ก็ต้องยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และตราพระราชบัญญัตินครปัตตานีขึ้นมา เขียนอำนาจหน้าที่โครงสร้างของนครปัตตานีให้เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหา นำสันติสุขกลับคืนมา

วันนี้ การร่างพระราชบัญญัตินครปัตตานี เดินไปได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังยกร่างอยู่ แนวคิดนครปัตตานี คือให้ประชาชนเลือกผู้นำของเขาเองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอิสลามหรือพุทธ

ถ้าคิดว่าคนพุทธมีศักยภาพ เราก็ให้เป็นผู้นำได้ หรือถ้ามีมุสลิมที่มีความสามารถ ตั้งใจจะแก้ปัญหา เพื่อให้วิถีชีวิตปกติกลับมาเหมือนเดิม เราก็ให้มุสลิมเข้ามาบริหารและกำหนดนโยบาย มีวาระบริหารชัดเจน มีวิสัยทัศน์

นคร ปัตตานีจะมาทำหน้าที่แทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนส่วนราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด ให้อยู่ในโครงสร้างของนครปัตตานี

สมมุติ เราเขียนนโยบายว่า พระราชบัญญัตินครปัตตานีจะใช้แก้ปัญหาภาคใต้ภายใน 8 ปี เราก็แก้ไป ถ้าเผื่อแก้ได้สำเร็จภายใน 8 ปี ก็มาทำประชาพิจารณ์ว่า จะเอาไหม ถ้าเรามาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ โดยมีแค่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เหมือนกับประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือประเทศต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานส่วนภูมิภาคอยู่ในพื้นที่

แม้การ ปกครองท้องถิ่นของเราตอนนี้ จะมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ แต่ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดถูกส่งมาจากรัฐบาลกลางมาครอบอยู่อีกที ภายใต้โครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาค เข้ามาครอบและใช้อำนาจคุมท้องถิ่นไว้ ทำให้การปกครองท้องถิ่น ไม่สมบูรณ์แบบ

บันไดขั้นแรก เราต้องตราพระราชบัญญัตินครปัตตานีให้ได้ก่อน โดยตั้งเงื่อนว่า อาจทดลองใช้ภายใน 4 ปี 8 ปี หรือ 10 ปี ก็ลองมาถกเถียงกันหลังเลือกตั้งครั้งนี้ ถกแล้วเห็น สมติว่ามันควรจะเป็น 8 ปี ก็ทดลองดูว่า ใช้แล้วเหตุรุนแรงลดลง เศรษฐกิจดีขึ้น วิถีชีวิตกลับมาเหมือนเดิม ทุกคนได้อยู่ในสังคมที่หลากหลายทางศาสนา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณีเหมือนเดิมหรือไม่

เมื่อนั้นเราก็กลับมา ถามประชาชนอีกครั้งว่า จะเอาการปกครองที่มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น 100 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) หรือไม่ จะเอาการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส เหมือนกรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยาหรือไม่

ถ้าทุกคนเห็นด้วยและอำนาจมาอยู่ที่เราแล้ว เราก็จะสามารถเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้อำนาจตกอยู่กับท้องถิ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ถาม ว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยไม่คิดทำเรื่องนครปัตตานีเฉพาะจังหวัดปัตตานี มันไม่ได้ เพราะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ ต้องแก้ภาพรวมทั้ง 3 จังหวัด

มีคนเคยคิดว่า ควรตั้งเป็นมณฑล แต่บางคนบอกว่าใหญ่ไป เพราะ 3 จังหวัดมีปัญหาเดียวกันคือ ความไม่ยุติธรรมและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ผมคิดว่า ถ้าแยกกันคิด การแก้ปัญหาก็ไม่เป็นรูปธรรม

นครปัตตานีมีขอบเขตอำนาจแค่ไหน เราจะมาคิดอีกที แต่คงจะไม่เหมือนกับศูนย์อำนวยการบริหารจังวัดชายแดนภาคใต้ในอดีต สมัยพล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของสงขลา แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็บอกว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 5 จังหวัด รวมสงขลาและสตูลเข้ามาด้วย

ระบบปัจจุบัน ประชาชนเสียประโยชน์หลายอย่าง ยังไม่พูดถึงงบประมาณของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 18,000 ล้านบาท สิทธิประโยชน์ของข้าราชการ หรือการอนุมัติโครงการต่างๆ ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการรัฐมนตรีชายแดนใต้ ที่มีตัวแทนในพื้นที่เพียง 5 คน จาก 35 คน แล้วจะสู้ได้อย่างไร

ดังนั้น ผู้ว่าราชการนครปัตตานี ต้องมาคิดร่วมกันว่า ประชาชนต้องการอะไร ร่วมกำหนดนโยบาย การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ งบประมาณก็ใช้งบเดิมที่รัฐบาลอุดหนุนให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ แต่เราเอามาพัฒนานครปัตตานี

โครงสร้างของนครปัตตานี จะมีฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสมาชิกสภานครปัตตานี อาจจะอำเภอละคน มีประธานสภานครปัตตานี แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภานครปัตตานีก่อน แล้วจึงเสนอแผนดังกล่าวต่อรัฐบาลส่วนกลาง

สภานครปัตตานีต่างกับสภา ที่ปรึกษาของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ อย่างงบประมาณศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็แตะต้องไม่ได้ แม้แต่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็แตะไม่ได้ อ้างว่าจะกระทบกับความมั่นคง ถามว่าความมั่นคงเกี่ยวอะไรกับการแจกวัว แจกแพะ แจกปลา พาวัยรุ่นไปอบรม 2 วันก็พาไปเที่ยว กลับมาแล้วได้อะไรไหมนอกจากคอรัปชั่น

โครงการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับหมู่บ้าน หรือพนม. เป็นอีกอย่างที่ผมไม่เห็นด้วย บอกว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้ครัวเรือน 120,000 บาทต่อปี เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ปีละ 300 ล้านบาท แจกเป็ด 10 ตัว อาหาร 1 กระสอบกับที่ใส่อาหารให้ชาวบ้าน ที่ใส่อาหารมูลค่า 5,000 บาท แต่พอไปถามที่ร้านค้า บอกว่าราคาแค่ 2,000 บาท หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่อยากรับ แต่ก็ต้องจำใจรับ เอาเงินไปสร้างถนนซ่อมสะพานที่ขาดๆ ดีกว่าปล่อยให้มีการทุจริตกันอย่างนี้

เรื่องความมั่นคงพรรคเพื่อไทยมีนโยบายอย่างไร

ความ มั่นคง เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง แต่ต้องมาดูว่า ความมั่นคงอะไร ถ้าเป็นการแก้ปัญหาภายในประเทศ ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเป็นเรื่องชายแดนหรืออธิปไตยของชาติก็เป็นหน้าที่ของทหาร วันนี้กำลังพลกว่า 68,000 คนในพื้นที่ ทำอะไรได้ไหม ก็ไม่ได้ ไม่ใช่ยกเรื่องความมั่นคงทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของทหาร

ถามว่า วันนี้ทหารแก้ปัญหาอะไรได้ไหม งบประมาณ 140,000 ล้านบาทที่นำมาใช้แก้ปัญหา ประชาชนได้กี่ตังค์ เป็นการใช้งบประมาณเท่ากัน 20,000 ล้านบาท ต่อกำลังพล 10,000 นาย ก็ยังแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องมาจับเข่าคุยกัน เหมือนอย่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดไว้

เพราะฉะนั้นนครปัตตานี จะเกิดหรือไม่อยู่ที่ประชาชน ถ้ายังเลือกตั้งแบบเก่าๆ คือ เลือกตัวบุคคล ก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคนี้ 2 คน พรรคโน้น 1 คน อำนาจต่อรองกับส่วนกลางไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ เราบอกว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค โดยดูที่นโยบายก็จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งเป้าไว้อย่างไร

มากกว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2550 คือ มากกว่า 2 คน ครั้งที่แล้วได้ผมกับนายนัจมุดดีน อูมา จากจังหวัดนราธิวาส เที่ยวนี้ลงสมัครพรรคมาตุภูมิ โดยนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ได้รับเลือกในระบบบัญชีรายชื่อ คราวนี้ไปลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ

เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว เส้นทางสู่นครปัตตานีเป็นอย่างไร

การ เลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าได้ผมคนเดียว ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าพรรคได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ครบ 5 คน ตามโพลของพรรค ความเป็นไปได้ก็จะมีมากขึ้น

เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องมาจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ ทั้งประเทศ เรื่องนครปัตตานีต้องเป็นเรื่องหลัก ต้องเอาสิ่งเราพูดมาทำ เพราะคำพูดคือ อามานะห์ (ความรับผิดชอบ) เป็นสัจจะ ถ้าได้ 5 คน ผมจะสู้ให้ได้ แต่ถ้าเข้าไปคนเดียวก็สู้ไม่ไหว

การตั้งนครปัตตานีอยู่ที่เงื่อนไข ของเวลาของระบบรัฐสภาคือ เริ่มจากพรรคร่างกฎหมายเสนอรัฐบาล แล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาความถูกต้อง จากนั้นก็นำเข้าสภาผู้แทนราษฎร ตามขั้นตอนการออกกฎหมายปกติ จนกระทั่งมีการประกาศใช้

ในช่วงมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา ช่วงนี้คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะยื้อกันไปมา แต่ถ้าเรามีเสียงข้างมาก ร่างกฎหมายก็ผ่านไปได้เร็ว

หัวใจ ของการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ การส่งเสริมกิจการฮัจย์ ต้องแก้ 2 เรื่องนี้ก่อนสำหรับคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนการปัญหายาเสพติดและความยากจน เป็นการแก้ปัญหาในองค์รวมของประเทศอยู่แล้ว

ตอนนี้ทีมงานเราช่วยกันยกร่างพระราชบัญญัตินครปัตตานีขึ้นมา ร่วมกับนักวิชาการ ใครสนใจก็มาช่วยกันยกร่างได้

จุดเริ่มต้นของนครปัตตานีมาจากไหน

ต้อง ยอมรับว่า มาจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานพรรคเพื่อไทย จากแนวคิดดอกไม้หลากสี หรือการโยนหินถามทางว่า ต้องการให้คนทุกคนมาจับเข่าคุยกัน แต่อย่าตีโจทย์นครปัตตานีที่ผมทำอยู่ว่า เหมือนกับของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ของผมไม่ใช่นูซันตารา ซึ่งไม่ทราบว่ารูปแบบเป็นอย่างไร ของผมคือองค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะมาทำหน้าที่แทนศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมทำตรงนี้เพราะผมเห็นช่อง ทางของมาตรา 78 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาส ผมก็ไม่กล้าพูด เพราะกลัวติดคุก

มาตรา 78 (3) ของรัฐธรรมนูญ บอกว่า กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของ ท้องถิ่นได้เอง โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

คนที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาทำเพื่อคนชายขอบ คนชนเผ่า ไม่ใช่เพื่อคนมลายู แต่เราก็เห็นแสงสว่างจากช่องนี้ ยกเว้นถ้าจะมีการปฏิวัติแล้วยกเลิกรัฐธรรมนูญนี้อีก ก็ไม่รู้เกิดหรือเปล่า

เราก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ได้ประโยชน์ภายใต้ความเป็นรัฐเดียวของไทย เป็นรัฐเดียวที่กระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น

เพราะฉะนั้นการลาออกของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ไม่ได้มีผลต่อการผลักดันเรื่องนครปัตตานีต่อไป

ไม่ มีผล มันต้องขับเคลื่อนโดยประชาชน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นเพียงคนโยนหินถามทาง ถามคนในพื้นที่ว่าจะเอาไหมการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งก็มีผลสะเทือนออกมาพอสมควร มีการแสดงความเห็น มีการร่างกฎหมายขึ้นมาหลายร่าง เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องร่างกฎหมายขึ้นมาด้วย โดยมีเป้าหมายใกล้เคียงกันคือ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

ใน เมื่อมีหลายร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจการปกครองในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเสนอเข้าสภาพร้อมกันแล้ว อาจจะทำให้รูปแบบที่พรรคเพื่อไทยคิดเปลี่ยนไปหรือไม่

ใคร เป็นรัฐบาล ก็ต้องเอาร่างของคนนั้นเป็นต้นแบบ จะเอาของคนอื่นมาทั้งดุ้นไม่ได้ แต่ดึงบางส่วนมาได้ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต้องยึดร่างของรัฐบาลเป็นต้นแบบ ร่างของคนอื่น ก็เอามาศึกษาได้ เอามาเสริมได้

ทุกคนมีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย เมื่อเข้าสู่สภา มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา ประธานคณะกรรมาธิการก็จะถามว่า จะเอาร่างของใครมาเป็นแม่แบบ ก็ต้องเป็นร่างของรัฐบาล อย่างสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่มีการเสนอกฎหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็เสนอ นายแพทย์มาฮาดี แวดาโอะ หรือหมอแวก็เสนอ แต่ตกหมด

จะ รู้ได้อย่างไรว่า ร่างของเราดีที่สุด ในเมื่อคนอื่นๆ ก็เสนอร่างกฎหมายมาด้วย เช่น ร่างพระราชบัญญัติปัตตานีมหานคร ที่เสนอโดยอัคคชา พรหมสูตร ร่วมกับสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ก็บอกว่าได้ถามประชาชนแล้วว่าจะเอาอย่างนี้

ใน คณะกรรมาธิการต้องคุยกัน เพราะถ้าจะเอาร่างของใครมาพิจารณาก็ต้องเชิญคนนั้นมานำเสนอ ต้องหาข้อสรุปให้ได้ ถ้าอยากรู้ว่าร่างของสถาบันพระปกเกล้าดีอย่างไร ก็เชิญตัวแทนของสถาบันพระปกเกล้ามาพูดให้ฟังได้

ยกเว้นรัฐบาลมีมติ ว่าจะเอาร่างกฎหมายของสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นต้นร่างก็ ได้ ร่างอื่นก็ตกไป แต่สุดท้ายก็อยู่ที่การยกมือสนับสนุนของสมาชิกรัฐสภา

ดังนั้นการได้ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก จึงได้เปรียบในการผ่านกฎหมาย ถ้าได้ผมไปคนเดียว บอกให้เอาเรื่องนครปัตตานีเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล พวกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคอีสานที่เสนอนโยบายของเขาด้วย จะเอากับผมหรือเปล่าละ

วันนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคอีสาน ภาคเหนือมาช่วยพูดเรื่องชายแดนใต้ มาพูดถึงเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิดไอร์ปาแย โดยเราก็เป็นคนให้ข้อมูล เพื่อให้เขาเข้ามาช่วย

ถ้าเป็นนครปัตตานีแล้วจะให้ฝ่ายขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐตอนนี้ เข้ามาอยู่ส่วนไหนของนครปัตตานี

โอ้ ว เรื่องนี้ละเอียดอ่อนจะบอกว่า ยุติการสู้รบแล้ว เฮ้ย จีนเปง (หัวหน้าขบวนการคอมมิวนิสต์มลายา) มึงมาปกครองเบตง (อำเภอเบตง จังหวัดะลา) เลย มีไหมอย่างนั้น ไม่มี ต้องดูว่าเขาต่อสู้เพื่ออะไร ต้องคุยก่อน ถ้าเขาบอกว่า ต่อสู้เพื่อนครปัตตานี ก็มาซิ มาสู่กระบวนการเลือกตั้ง ถ้าได้รับเลือกตั้งจากประชาชน เขาก็จะเป็นผู้นำบริหารนครปัตตานี ถ้าอยากมีอำนาจตรงนี้ ก็ต้องมาเข้าสู่ขบวนการประชาธิปไตย

จะพูดคุยกับฝ่ายต่อสู้กับรัฐอย่างไร จะให้มีการเปิดเจรจากันหรือไม่

ต้อง เจรจา ทำไมโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา จึงเจรจากับรัฐได้ เพราะในขบวนการมีหัวหน้าอยู่ ฝ่ายความมั่นคงของรัฐก็มีข้อมูล เราก็รู้ แต่พูดไม่ได้ เพราะคนละอุดมการณ์กัน คนละแนวทางกัน เขาเห็นความไม่ยุติธรรม จึงจับอาวุธขึ้นสู้ ตามแนวทางของเขา

ผมก็มีแนวทางของผม ผมก็มีหัวของผมคือ แบนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นพี่ชาย) คือพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นต้องมาจับเข่าคุยกันว่า เฮ้ย พวกเรา จะทำอย่างไรที่จะกลับมาคุยกัน คุณต้องการอะไร ก็ว่ากันไปในวงเจรจา

ขนาด เรื่องปราสาทพระวิหาร ไทยกับเขมรยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ภาษาวัฒนธรรม เป็นเรื่องใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่า การคุยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่ แต่ไม่คุยก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่คุยมันก็รบกัน ปัญหาไม่จบ แล้วต้องคุยกับทุกกลุ่ม

ทำไมสมาชิกในกลุ่มวะห์ดะห์บางส่วนถึงไปอยู่กับพรรคมาตุภูมิ

ถาม ว่า ต้นของปัญหาทางการเมืองมาจากอะไร มาจาก 19 กันยาฯ (เหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549) ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกทำลาย ถามว่าโดยใคร ใครที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลัง

เหตุผลของการปฏิวัติ 19 กันยาฯ มี 4 ข้อคือ แทรกแซงองค์กรอิสระ ทุจริตคอร์รัปชั่น แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้มเหลว หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วตั้งกรรมการตรวจสอบ ผิดซักข้อไหม ผิดข้อเดียวโทษติดคุก 2 ปี คือเอาบัตรประชาชนให้เมียซื้อที่ดินที่หลุดจำนำแล้ว มันยุติธรรมหรือไม่

วะ ห์ดะห์ เกิดจากการรวมกลุ่มของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะแยกกันลงพรรคต่างๆ เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลและให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ถ้าไม่มีวะห์ดะห์การคลุมฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิม) ก็คงจะไม่ได้ ธนาคารอิสลามอาจจะไม่เกิด เงินเดือนครู โรงเรียนตาดีกา อาจจะไม่มี

เมื่อ รวมกลุ่มเป็นวะห์ดะห์แล้ว กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่แข็งแกร่ง กลายเป็นหนามยอกอกของพรรคการเมืองใหญ่ในภาคใต้ จึงพยายามแทรกแซงโดยส่งคนเข้ามา ทำให้เกิดการแตกแยกกัน ปีนี้แตกแยกชัดเจน

แล้ว คนที่คิดตั้งพรรคมาตุภูมิคือใคร คือผู้สมัครคนหนึ่งของนั้นในตอนนี้ เพราะฉะนั้น อย่ามาอ้างแบนอร์ แบนอร์ไม่เคยพูดเรื่องพรรคมาตุภูมิเลย วันที่เดินทางไปทำพิธีอุมเราะห์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย กับพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ แบนอร์รอที่จะพูดเรื่องตั้งพรรคการเมือง แต่ไม่มีใครพูด พอเดินทางกลับมา บอกว่ามีการตั้งพรรคมาตุภูมิแล้ว แบนอร์ไม่รู้เรื่อง

ต้นเหตุก็คือ หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ มีคน 2 คนได้นัดนายนัจมุดดีน นายอารีเพ็ญ นายนิมุคตาร์ วาบา (ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคภูมิใจไทย) และพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่(ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์) คุยว่าเราต้องรวมกลุ่มเป็นพรรคการเมืองของมุสลิมขึ้นมาให้ได้ จึงมีการตั้งพรรคมาตุภูมิขึ้นมา

ผมเกิดจากพรรคไทยรักไทย คิดว่าการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องใช้ระบบการเมือง พรรคเล็กๆ ไม่มีทางจะแก้ได้ จึงไม่ได้ไปสังกัดพรรคมาตุภูมิด้วย เพราะฉะนั้น อย่าอ้างแบนอร์ว่า มีส่วนในการตั้งพรรคมาตุภูมิ

แบนอร์จะเกี่ยว ข้องอย่างไร เหตุการณ์ 19 กันยาฯ ใครยึดอำนาจ แบนอร์ผิดอะไร ทำไมถึงต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากการยุบพรรคไทยรักไทยด้วย แล้วแบนอร์จะไปร่วมอุดมการณ์ด้วยได้อย่างไร

วันนี้อย่าคิดว่าคน 3 จังหวัดโง่ แต่คนที่ไม่รู้ความจริง ก็จะเข้าใจว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล พรรคมาตุภูมิก็จะได้เป็นรัฐบาลด้วย ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรับได้หรือ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพรรคไทยรักไทย ยึดเงินเขาไป 75,000 ล้านบาท แถมยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองอีก 5 ปี เขาจะรับได้หรือ

เรื่อง ใหญ่คือ คน 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศ มีความสามารถในการปลดล็อคหนี้ไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระว่างประเทศ) ได้ ภายใน 2 ปี ถ้าไม่ได้ปลดหนี้ เด็กที่เกิดใหม่ ต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะแล้ว 77,000 บาทต่อหัวต่อปี

วันนี้คนที่ เกี่ยวข้องกับ 19 กันยาฯ บอกว่าขอโอกาสให้ผมด้วยเถอะ เพื่อจะมาแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังเหตุการณ์ 19 กันยาฯ ถามว่าใครเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลินใช่ไหม มีอำนาจใช่ไหม แล้วเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงปี 2550 เป็นยังไง แรงใช่ไหม ก็ยังแก้ไม่ได้

บอกว่าจะจับมือกับพรรคเพื่อไทย มาแก้ปัญหา เป็นไปไม่ได้ ผมคนหนึ่งไม่เอา บอกชัดเจนไปเลย โดยเฉพาะถ้าหัวหน้าพรรคชื่อ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน

วันนี้มีคนอยากให้ผมไปอยู่พรรคอื่นเยอะ แต่เรามองนโยบายแล้ว ใครล่ะจริงใจกว่า กล้าประกาศนโยบายนครปัตตานี คืนอำนาจให้ประชาชน ตัดสินใจเลือกผู้นำของตัวเองขึ้นมาแก้ปัญหา พรรคอื่นไม่มี มีแต่ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

มีคนพูดว่า ถึงพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แล้วจะส่งผลอย่างไรกับนโยบายนครปัตตานี

ก็ ลองดูว่า ใครจะต้านพลังของประชาชนได้ พลังของประชาชนอยู่เหนือกว่าอาวุธ สามารถล้มล้างอาวุธได้ ตัวอย่างก็มีอยู่ในตะวันออกกลาง แล้วถ้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราได้ 5 คนตามเป้า แล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล ถ้าประชาชนลุกฮือขึ้นมาจะเป็นอย่างไร จะเหมือนการลุกขึ้นมาประท้วงรุนแรงอย่างในอดีตก็ได้

นอกจากเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังมีตำแหน่งอะไรในพรรคเพื่อไทย

ผม เป็นรองประธานภาคใต้คนที่ 1 ประธานคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองประธานคนที่ 2 คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผมรับผิดชอบดูแลการเลือกตั้งใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ถามว่าทำไมสตูลต้องมาอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เขาบอกว่ามีมุสลิมอยู่ 80 เปอร์เซ็นต์ เขาอยากอยู่กับเรา

ส่วนสงขลามีทั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ หรือนายวีระดูแลอยู่ เราก็มีส่วนแสดงความเห็นในประเด็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับนายวีระ มุสิกพงศ์ และกรรมการบริหารพรรค

พยาบาลชายแดนใต้’ เจอปัญหาเด็กโครงการรัฐแย่งตำแหน่ง

ที่มา ประชาไท

นาง สาวนัสรีซา มามะ พยาบาลเทคนิค โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบในโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ไข ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือโครงการผลิตพยาบาล 3,000 คน ป้อนให้กับโรงพยาบาลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากไม่มีตำแหน่งงานพยาบาลว่าง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รองรับ ทำให้พยาบาลจากนอกโครงการนี้ต้องไปสมัครเป็นพยาบาลนอกพื้นที่

‘พยาบาลชายแดนใต้’ เจอปัญหาเด็กโครงการรัฐแย่งตำแหน่ง
พยาบาล ในโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ที่ได้รับการบรรจุเป็นพยาบาลวิชาชีพในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ภาพจาก http://edunews.eduzones.com/ezine/42535)

นาง สาวนัสรีซา เปิดเผยต่อไปว่า ตนเพิ่งเรียนจบคณะพยาบาลศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ทางบ้านต้องการให้บรรจุเป็นพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ไม่มีตำแหน่งว่าง เพราะทางโรงพยาบาลฯ เพิ่งบรรจุพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3,000 คน ลงแทนตำแหน่งที่ว่าง

นาง สาวนัสรีซา เปิดเผยอีกว่า เพื่อนร่วมรุ่นที่จบพร้อมกัน 106 คน กระจัดกระจายไปทำงานพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ ที่จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตนรู้สึกไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม เพราะรัฐให้สิทธิกับพยาบาลจากโครงการนี้ 3,000 คน ได้รับการบรรจุก่อน

นาง สาวนัสรีซา กล่าวว่า ตนต้องการให้เพิ่มอัตราตำแหน่งพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก ถ้ามีการเพิ่มอัตรา ตนจะกลับไปสมัครเป็นพยาบาลที่บ้าน ก่อนหน้านี้ ตนสมัครเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ที่นั่นห้ามพยาบาลมุสลิมสวมฮิญาบตามหลักศาสนาอิสลาม จึงต้องเดินทางมาสมัครเป็นพยาบาลที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากที่นี่ไม่ห้ามสวมฮิญาบ

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า หากการบรรจุพยาบาลทั้ง 3000 อัตรา ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพ รัฐบาลอาจจะแก้ปัญหาด้วยการขยายอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยใช้งบประมาณแผ่นดินส่วนอื่นมาจัดจ้าง

นางแวคอตีเยาะ เปามะ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล (รพ.สต.) ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล ได้รับพยาบาลจากโครงการนี้ 3 คน ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองงาน 6 เดือน ยังไม่สามารถประเมินคุณภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลจากโครงการนี้ได้

นาง แวคอตีเยาะ เปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล มีเจ้าหน้าที่ให้บริการประมาณ 10 คน คือ ผู้อำนวยการ 1 คน รองผู้อำนวยการ 1 คน พยาบาล 4 คน นักวิชาการ 1 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุข 3 คน และอื่นๆ อีก 2 คน ซึ่งไม่พอต่อการให้บริการประชาชนในตำบลรูสะมิแลที่มีประมาณ 17,000 คน จึงทำให้บริการประชนได้ไม่เต็มที่ เมื่อได้พยาบาลวิชาชีพจากโครงการดังกล่าวมาเพิ่ม จึงสามารถแบ่งเบาภาระต่างๆ ในโรงพยาบาลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการหรืองานบริการ

นาง แวคอตีเยาะ กล่าวว่า โครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการที่ดี แต่ให้สิทธิในการบรรจุมากเกินไป น่าจะค่อยๆ บรรจุปีละ 100–200 คน เพราะจะทำให้วิชาชีพสุขภาพอื่นๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย เห็นใจพยาบาลวิชาชีพที่ทำงานในโรงพยาบาลอยู่ก่อนแล้ว บางคนทำงาน 2–3 ปี เพื่อรอบรรจุ บางคนทำงานนานถึง 10 ปี ก็ยังไม่ได้บรรจุ แต่พยาบาลในโครงการนี้ได้รับการบรรจุเลย น่าจะให้สิทธิพยาบาลที่ทำงานอยู่แล้วได้บรรจุก่อน

จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3

ที่มา Thai E-News

ที่มา chaturon's posterous

15 มิถุนายน 2554


สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มีเวลาเล็กน้อยครับ คงต้องเลือกพูดเพียงบางเรื่อง ใครมีประเด็นจะฝากก็เชิญนะครับ

อ่าน ข่าวนสพ.ฉบับใหญ่ๆ ข่าวการเมืองมักเป็นข่าวการให้ความเห็นของปชป.มากกว่าพรรคอื่นๆ อาจเป็นเพราะพรรคนี้ถนัดแสดงความเห็นอยู่แล้วด้วย

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พรรคปชป.พูดเกือบทั้งหมดจะเป็นการโจมตี หรือโต้ตอบประเด็นการเมือง และมีบ้างที่เป็นการพูดถึงนโยบายแต่ก็เพียงสั้นๆ

ใน เวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่าเป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว

คุณ อภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนที่จะยัด เหยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้วไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไรและทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้นคงจำได้

โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกันมาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไปซึ่งก็ยัง ไม่มีการเสียชีวิตจนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.

คุณ อภิสิทธิ์พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอนของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่าไม่ตรงอย่างไร

คุณอภิสิทธิ์ยอกว่ามีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย

คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่ เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน..ชายชุดดำแฝงตัว...โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน....

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนและผู้นำเหล่าทัพ..เกิดอาการช็อคและว่าวันนั้นเป็นวัน ที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ..ย้ำว่ามีกองกำลังติดอาวุธ...

ที่ คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงคลาดเคลื่อนก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวันรัฐบาลและศอฉ.ประกาศ ขอคืนพื้นที่และประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น

ใกล้ ถึงหกโมงเย็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าและขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอ คืนพื้นที่ไว้ก่อน

ผม พูดกับคุณอภิสิทธิ์และคุณอนุพงษ์ว่ากำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

ระหว่าง นั้นไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูด ในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอดและสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นๆ

ผม พูดไปจนหกโมงกว่าก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย

ผม พูดจบ ตอนจะลงเวทีก็ยังถูกแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสลายการชุมนุม

หลัง จากนั้นเพียงครู่เดียวก็ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ

เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาลกับนปช.โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง

ฝ่าย รัฐบาลถามผมว่าจะช่วยพูดกับนปช.ได้หรือไม่ ผมบอกไปว่าจะพยายามและว่าจะต้องรีบยุติมิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่าจะหยุดแต่ขอให้นปช.พูดก่อน

ต่อ มาหลังจากประสานไปมาทั้งสองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่ามีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วย อาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?

ผม บอกไปว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่าให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด

มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

ประเด็นคือถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืดก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติเพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริงๆ

การที่คุณอภิสิทธิ์โยนเรื่องทั้งหมดไปที่คนชุดดำจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลและศอฉ.ได้

เฉพาะ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมย.ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วส่วนความเสียหายหลังจาก นั้นก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรบ.

เหตุการณ์หลัง 10 เมย.ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้เพราะคุณอภิสิทธิ์พูดมาถึงวันที่10 เมย. เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่10 เมย.ซึ่งผมคิดว่าก็หนักแล้ว

จิตรา คชเดช ผู้นำกรรกรหญิง ต้นตำหรับ "ดีแต่พูด"

ที่มา Thai E-News

จิตรา คชเดช อีกหนึ่งหญิงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ร่วมกับเพื่อนกว่าสองพันต่อสู้กับการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ สองพันคนในปี 2552 จนมารวมตัวกันตั้งชุดชั้นใน Try Arm แข่งกับแบรนด์ Triumph ที่พวกเธอเคยผลิต

เธอเป็นกรรกรหญิงนักต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย และอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตาที่ระดมยิงใส่คนเสื้อแดงเมื่อเดือน เมษายนและพฤษภาคม 2553 ปัจจุบันเธอเป็นที่รู้จักดีในฐานะคนชูป้าย "ดีแต่พูด" ให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2554 ปัจจุบันนี้ป้ายนี้ถูกยกชูไล่อภิสิทธิ์ในทุกที่ที่เขาไปหาเสียง

ข่าวสดได้สัมภาษณ์เรื่องราวของเธอ . .

ที่มา ข่าวสด
15 มิถุนายน 2554


จิตรา คชเดช ต้นตำรับป้าย"ดีแต่พูด"



"เดี๋ยวนี้มีคนจำได้ว่าเราคือคนที่ชูป้ายว่านายกฯ ตอนไปอุบลฯ ก็มีคนมาขอถ่ายรูป"

จิตรา คชเดช หญิงสาวท่าทางมุ่งมั่น เล่าปนขำถึงผลตอบรับหลังตกเป็นข่าวชูป้าย "ดีแต่พูด" ประท้วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันสตรีสากล ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

มา ถึงวันนี้วลี "ดีแต่พูด" ปรากฏอยู่บนป้ายประท้วงอย่างแพร่หลาย รวมถึงเป็นคำที่มีผู้ตะโกนใส่นายอภิสิทธิ์อยู่บ่อยครั้งระหว่างหาเสียง

ชื่อของ จิตรา คชเดช ไม่ใช่เพิ่งจะได้รับการกล่าวถึงในช่วงนี้

ปี 2549 จิตราได้รับเลือกเป็นประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้าง และเป็นผู้นำคนงานไปร้องเรียนให้นายกฯ อภิสิทธิ์ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับถูกจับข้อหามั่วสุม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 คดียังอยู่ในชั้นศาล

ปัจจุบันจิตราชักชวนเพื่อนๆ คนงานเปิดห้องแถวเล็กๆ ผลิตชุดชั้นในภายใต้แบรนด์ชื่อว่า "Try Arm - ไทรอาร์ม"

จิตรา เล่าเหตุการณ์วันที่ไปชูป้ายประท้วงนายกฯ ว่า วันนั้นได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพูดเรื่อง 100 ปี วันสตรีสากล ร่วมกับผู้หญิงจากหลากหลายอาชีพ และทราบว่านายกรัฐมนตรีจะมาร่วมขึ้นเวทีด้วย จึงเตรียมข้อมูลบางอย่างจะไปบอกกับท่าน

แต่ปรากฏว่านายกฯ มาถึงหลังจากนั้นจึงไม่ได้สื่อสารกัน เมื่อท่านขึ้นพูดบนเวทีจึงใช้วิธีเขียนข้อความลงบนกระดาษแล้วชูให้เห็น ทั้งข้อความ "มือใครเปื้อนเลือด" "เหรอ" และ "ดีแต่พูด" หลังจากนั้นการ์ดของนายกฯ ก็เข้ามาปรามและพยายามแย่งป้ายไป ขณะที่นายกฯ ก็พูดเพียงไม่นานแล้วรีบเดินทางกลับ

ทำไมถึงเป็น "ดีแต่พูด"

จิตรา อธิบายว่า ตอนที่เธอและเพื่อนคนงานถูกเลิกจ้าง บริษัทมอบจักรเย็บผ้าให้ 400 ตัว ผ่านกระทรวงแรง งาน ซึ่งขณะนั้นรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ดูแลอยู่ แต่คนงานกลับได้รับจักรเย็บผ้าเพียง 250 ตัวเท่านั้น ส่วนที่เหลือ กลับไปอยู่กับมูลนิธิของรัฐมนตรีผู้นี้ เมื่อทวงถามก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่นายกฯ รู้เรื่องนี้อยู่เต็มอก

นอกจากนี้ ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐ มนตรี นายอภิสิทธิ์เคยแถลงนโยบายเร่ง ด่วนว่า จะชะลอการเลิกจ้างที่เกิดจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรือถ้าสุดวิสัยจริงๆ ก็จะมีโครงการต้นกล้าอาชีพรองรับคนกลุ่มนี้

"รัฐบาลไม่ได้ชะลอการถูก เลิกจ้างของเราเลย กลับไปส่งเสริมการลงทุนให้บริษัทที่เป็นนายจ้างเราเสียอีก ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของคนงานเหมือนกัน คนงานเย็บผ้าที่ถูกเลิกจ้างคุณต้องต่อยอดความสามารถเดิมที่เขามี แต่นี่กลับไปแนะนำให้เขาชงกาแฟ ซึ่งคนจะขายกาแฟได้ต้องมีเงินอย่างน้อย 5 หมื่นบาท ส่วนที่แนะนำให้เป็นหมอนวดแผนไทย การนวดแผนไทยถ้าจะมีรายได้ดี ก็ต้องคล้ายๆ กับขายบริการไปด้วย นั่นหมายความว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย"

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเรียนฟรีที่จิตราเห็นว่าไม่ได้ฟรีจริงอย่างที่พูด หรือปัญหาชายแดนภาคใต้ที่บอกว่าจะแก้ไขได้ ผ่านไป 2 ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังรุนแรงขึ้นอีก ที่ใกล้ตัวที่สุดคือเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่สัญญาไว้ว่าจะเพิ่มให้เป็นวันละ 250 บาท ผู้เกี่ยวข้องก็นิ่งเฉยในช่วงแรก และเพิ่งจะเพิ่มให้ช่วงใกล้ยุบสภา แต่ก็ยังได้รับแค่ 215 บาท ไม่ใช่ 250 บาทตามที่สัญญา

"แต่สิ่งที่ เลวร้ายที่สุดทางการเมือง คือกรณีสลายการชุมนุม รัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบอะไร และไม่สามารถสืบได้ด้วยว่าใครเป็นคนฆ่าประชาชน"

หลังชูป้ายประท้วง จิตราและเพื่อนถูกตอบโต้ว่ากระทำการละเมิดสิทธิ์ของผู้ร่วมสัมมนา และการชูป้ายวันนั้นแสดงถึงความไม่เข้าใจรากเหง้าประชาธิปไตย

"เรา ถือว่าการกระทำของเราเป็นประชา ธิปไตยและสันติ ไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ใคร คนที่เป็นบุคคลสาธารณะ คนที่ก้าวเข้ามาเป็นนักการเมือง ใช้ภาษีประชาชน บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบได้ เมื่อไหร่ที่ตรวจสอบไม่ได้ก็เท่ากับเผด็จการ และคนที่วิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องว่ากันด้วยเรื่องระบบโครงสร้างการทำงานมากกว่า วิพากษ์วิจารณ์เรื่องส่วนตัว หรือครอบครัวเขา ขอบเขตของเราอยู่ตรงนี้"

ถาม ถึงแรงงานกับการเลือกตั้งที่กำลังจะ มาถึง จิตราสะท้อนว่า ปัญหาขณะนี้คือคนงานไม่สามารถเลือกตั้งส.ส.ในพื้นที่ที่ทำงานอยู่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด ส.ส.ในพื้นที่เองก็รู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ฐานเสียงของเขา เพราะฉะนั้น นโยบายเกี่ยวกับกลุ่มคนงานในพื้นที่จึงไม่มี นั่นยิ่งทำให้อำนาจต่อรองของพวกเขาลดน้อยลงไปอีก

"สิ่งที่เราอยาก เห็นคือสวัสดิการของคนที่อยู่ในโรงงาน เราต้องการมีเงินส่งให้พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด ต้องการให้ลูกได้เรียนฟรีจริงๆ ต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะส่วนใหญ่ย้ายถิ่นมาจากชนบท ต้องมาเช่าบ้านอยู่ ส่วนค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะต่อให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ค่าครองชีพยังสูงทุกวันมันก็อยู่ไม่ได้

สิ่งที่รัฐจะต้องควบคุม คือราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ยังต้องสนับสนุนการมีสหภาพแรงงาน จะได้เรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ จากนายจ้างได้โดยตรง วิธีนี้จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า"

คำพูดของจิตราคือเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ฝากถึงรัฐบาลชุดถัดไป

โดยหวังว่านโยบายที่ผู้สมัครพูดหาเสียงไว้ในวันนี้ เมื่อชนะการเลือกตั้งจะปฏิบัติตามนั้น

จะได้ไม่มีใครแย้งใส่อีกว่า

"ดีแต่พูด"

เฟซบุ๊คร้อนฉ่าณัฐวุฒิดวลเดือดมาร์ค91ศพ

ที่มา Thai E-News

อภิสิทธิ์:คืนวันนั้นจนถึงวันรุ่งขึ้นเป็นคืนที่ผมไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว เป็นวันที่ผมสลดใจมากที่สุดในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี

ณัฐวุฒิ:ผม เป็นแกนนำคนเสื้อแดง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะนี้ผมเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายถ้าผิดจริงโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ผมยินดีต่อสู้คดีโดยไม่มีเงื่อนไข คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคิดว่าต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างไหม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มิถุนายน 2554

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊คของเขาเพื่อ ตอบโต้การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองกรณีการชุมนุมและสลายการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงลงในเฟซบุ๊คของนายอภิสิทธิ์ก่อนหน้านี้


‎1.คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าความรุนแรงเริ่มตั้งแต่ปี2552ที่มีการล้มประชุมอา เซียน โดยจงใจไม่กล่าวถึงกลุ่มคนเสื้อนำ้เงินที่มาดักทำร้ายคนเสื้อแดง ระหว่างทางกลับจากการยื่นหนังสือรอบแรก คนพวกนั้นเป็นชายฉกรรจ์ผมสั้นเกรียนมีทั้งปืน มืด และไม้เป็นอาวุธมีคนบาดเจ็บหลายรายและปรากฏข้อมูลว่ากลุ่มคนดังกล่าว บัญชาการโดยผู้มีอิทธิพลในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งปรากฎตัวพร้อมนายสุเทพในคืน ก่อนเกิดเหตุ ความรุนแรงเริ่มต้นตรงนี้ครับ

2.สรุปเหตุการณ์ว่าชาวบ้านนางเลิ้ง2คนเสียชีวิตเพราะตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ถามว่าผ่านมากว่า2ปีคดีนี้คืบหน้าไปถึงไหน ได้ตัวคนทำความผิดหรือยัง ถ้ายังคุณอภิสิทธิ์สรุปได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการชุมนุม ทำไมไม่พูดความจริงด้วยว่ามีคนเสื้อแดง2คนกลายเป็นศพถูกมัดมือไพล่หลังลอยนำ ้เจ้าพระยา คดีนี้ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร

3.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงเรื่องนี้แต่เหตุใดจึงไม่รายงานผลต่อประชาชน คุณอภิสิทธิ์จงใจปกปิดความจริงอยู่ใช่หรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ามีการเปิดเผยความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเหตุการณ์สงกรานต์ เลือดปี2552น่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะป้องกันเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในปี ต่อมา แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมพูดความจริงแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิด ขึ้นได้อย่างไร

4.การบอกว่าเหตุการณ์ปี2553เริ่มจากการตัดสินยึด ทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณแสดง ว่าคุณอภิสิทธิ์ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับการวาดภาพปีศาจใส่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ผมยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การขับไล่รัฐบาลทักษิณจนถึงคุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเดียวกัน การยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีผลใดๆเลยต่อการต่อสู้ในปี2553การทำลาย ประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมซำ้แล้วซำ้เล่าต่างหากเป็นสาเหตุที่แท้จริง

5.การ เทียบเคียงคดีซุกหุ้นกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณเพื่ออธิบายว่า ถ้าตัดสินได้ประโยชน์พอใจถ้าไม่ก็คือสองมาตรฐานเป็นตรรกะหน้าไม่อาย เพราะคดีซุกหุ้นเริ่มก่อนพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯมีกระบวนการตามระบบปกติจนถึง วันตัดสิน แต่คดียึดทรัพย์เกิดหลังรัฐประหารโดยตั้งต้นจากคตส.ซึ่งรวมเอาคนเกลียด ทักษิณมาเป็นกรรมการ คุณอภิสิทธิ์แยกแยะคำว่าเผด็จการกับประชาธิปไตยเป็นไหมครับ

6.การอ้างว่าพยายามอย่างที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในปี2553เป็นคำพูดเอาแต่ได้ เพราะข้อเรียกร้องของประชาชนคือการยุบสภาซึ่งคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมจะดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่ต้นคำยืนยันของคุณชุมพล ศิลปอาชาเรื่องพลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือใบเสร็จเรื่องนี้ การอ้างว่าอยู่เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ก็ชัดแล้วว่าทุกปัญหาร้ายแรงกว่าเก่า ยอมรับเถิดว่าการฆ่าไม่สามารถทำให้ชนะได้

7.ผมยืนยันว่านปช.ไม่มีกองกำลังติดอาวุธถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกว่ามีผมอยากเห็นหน้าคนพวกนี้ว่าเป็นใคร ใช่ คนที่ถูกยิงตายมือเปล่ากลางถนนไหมหรือรัฐบาลจับเอาไปขังไว้ที่ไหน การที่คนเสื้อแดงไม่เรียกร้องให้ยุบสภาอีกหลังเหตุการณ์เพราะเขารู้แล้วว่า ไร้ประโยชน์ คุณอภิสิทธิ์ยึดติดกับอำนาจยิ่งกว่าชีวิตประชาชนจะเรียกร้องอย่่างไรก็คงไม่ เป็นผล และที่สำคัญคือประชาชนยังไม่อยากตายครับ

8.เหตุการณ์10เม .ย.ไม่ใช่การสลายการชุมนุมตามหลักสากล มีที่ไหนบ้างใช้เฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สนำ้ตาลงกลางเวทีที่มีทั้งผู้หญิงและคน แก่จำนวนมาก มีคนถูกยิงตายรายแรกราว16.00-17.00น.ข่าวช่องtpbsเขา สัมภาษณ์หมอคนหนึ่งซึ่งบอกมาตามนั้น ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่แต่เป็นการปราบปรามประชาชนข่าวรายงานว่านายทหารใหญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าต้องให้จบในคืนนั้นไม่มีตรงไหนอธิบายว่าคุณอภิสอทธิ์พยายาม ยุติปฏิบัติการ

9.จนเหตุการณ์บานปลายเอาไม่อยู่จึงมีการเจรจาระหว่างผมกับคุณกอร์ปศักดิ์ซึ่งเราพร้อมจะให้ความร่วมมือในการยุติความรุนแรงในทันที มีคนตายทั้งทหารและประชาชน20กว่าชีวิตผมเสียใจกับทุกครอบครัว ปัญหาคือเราบอกได้ว่า คนตายคนไหนเป็นทหาร แต่ไม่มีใครระบุได้ว่าใครคือชายชุดดำ ใครคือผู้ก่อการร้าย เพราะทุกคนที่ตายไม่มีอาวุธ และมีหลักแหล่งครอบครัวชัดเจนทุกคนมีญาติพี่น้องมารำ่ไห้ที่เวที จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากรัฐบาล

10.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าช็อค กับสิ่งที่เกิดขึ้นและในคืนนั้นไม่อาจหลับตาลง ได้แม้แต่นาทีเดียว แล้วรู้ไหมครับว่าทุกชีวิตที่ตายไม่มีใครตาหลับเลยจนถึงวันนี้ เพราะเขาไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมต้องตาย ไม่รู้ด้วยซำ้ว่ากระสุนสไนเปอร์เหล่านั้นมาจากทางทิศไหนและตายไปแล้วดวง วิญญาณก็ยังมองไม่เห็นความยุติธรรมจะปรากฏแต่อย่างใด หลังจากเหตุการณ์นั้นทุกวันที่นอนหลับคุณอภิสิทธิ์ฝันเห็นพี่น้องผมที่ตาย บ้างไหมครับ

‎11.ผมเป็นแกนนำคนเสื้อแดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมไม่ ปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะนี้ผมเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายถ้าผิดจริงโทษสูงสุดคือประหารชีวิตผม ยินดีต่อสู้คดีโดยไม่มีเงื่อนไข คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคิดว่าต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างไหม มีทหารออกมาอาวุธครบมือแล้วประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองหลวงเกือบ100ศพคุณ อภิสิทธิ์ทำได้แค่อยู่ต่ออีกเกือบปีแล้วยุบสภามาชวนประชาชนเดินหน้าต่อไป เท่านั้นหรือ

12.คุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้ทำไม่รู้ไม่ เห็น ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนผมอาจจะเชื่อแต่พอเห็นคุณปฏิเสธเรื่องร่วมมือกับ พันธมิตร เรื่องอำนาจพิเศษตั้งรัฐบาล เรื่องความสัมพันธ์พิเศษกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างหน้าตาเฉยยอมรับว่าผมไม่กล้า เชื่ออะไรคุณอีกเลย คุณเชื่อที่ตัวเองพูดไหม ยังจำสิ่งที่พูดไว้กับนายกฯสมชายเมื่อ9ต.ค.50หลังเหตุการณ์พันธมิตรบุกสภาได้บ้างไหมครับ

‎13.คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าจะเขียนอีกผมก็จะร่วมเขียนด้วยอีก อยากบอกคุณอภิสิทธิ์ว่าบางทีการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเรา เป็นผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด เวลาพูดสบตาประชาชนบ้างนะ
ครับ

ประชาชนจงเจริญ

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองกรณีการชุมนุมและสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงลงในเฟซบุ๊คของนายอภิสิทธิ์ก่อนหน้านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้


เดิมทีตั้งใจจะเขียนเรื่องการต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่น

แต่เมื่อมีความพยายามสร้างกระแสเกี่ยวกับเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.

2 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างอิงถึงความสูญเสีย 91 ศพ (ซึ่งรวมทหาร -ตำรวจ ประชาชนที่เป็นเหยื่อ M 79 ที่ยิงออกมาจากที่ชุมนุมด้วย)

ผมจึงต้องขอเสนอความจริงเรื่องนี้ก่อน

ทุกคนคงจำได้ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมีมาตั้งแต่ปี 2552 ที่มวลชนมาทุบรถผมที่พัทยา ล้มการประชุมอาเซียน ไล่ล่าผมที่กระทรวงมหาดไทยแล้วก่อจลาจลในช่วงสงกรานต์

ผมมีหน้าที่ รักษากฎหมาย ก็ได้คลี่คลายปัญหาด้วยความอดทน อดกลั้น เราก็ผ่านเหตุการณ์มาได้โดยไม่มีการสูญเสีย ยกเว้นชาวบ้านนางเลิ้ง 2 คน ที่ตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ขณะที่ภาพลักษณ์เศรษฐกิจถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรง

ในครั้งนั้นคุณทักษิณกับพวกพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน ทั้งๆที่ไม่มีมูลความจริง ลงทุนเผยแพร่คลิปตัดต่อเสียงผมจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ร้อยเรียงคำพูดใหม่ให้กลายเป็นว่า "ผมสั่งฆ่าประชาชน" เพื่อปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง แต่เมื่อสังคมส่วนใหญ่รู้ความจริง จึงทำให้ประเด็นดังกล่าวจุดไม่ติด

ชนวนเหตุการณ์ปี 2553 เริ่มจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา ยึดทรัพย์คุณทักษิณจากการทุจริตเชิงนโยบายจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท.

คุณ ทักษิณ วิดีโอลิงค์จากต่างประเทศทันทีที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาจบ มีเนื้อหาไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่ง คุณทักษิณใช้คำว่า "เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม"

ถึงขนาดกล่าวหาว่าศาลเป็นเครื่อง มือทางการเมือง สร้างวาทกรรมสองมาตรฐานปลุกปั่นพี่น้องเสื้อแดงให้เข้าใจว่าเขาถูกกลั่น แกล้งโดยอำมาตย์แต่ไม่เคยพูดถึงวันที่ตัวเองชนะคดีซุกหุ้นซึ่งคนจำนวนไม่ น้อยเห็นต่างจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ไม่มีการระดมมวลชนกดดันสังคมให้ความเคารพคำตัดสินดังกล่าวและให้โอกาสคุณทักษิณได้บริหารประเทศเป็นเวลานานกว่า 5 ปี

เท่ากับว่าถ้าศาลตัดสินแล้วตัวเองได้ประโยชน์ถือว่าเป็นธรรม แต่ถ้าทำผิดหลักฐานมัดแน่นศาลตัดสินลงโทษกลายเป็นสองมาตรฐาน.

นี่คืออันตรายที่ คุณทักษิณใช้พี่น้องประชนที่ศรัทธาคุณทักษิณด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างโหดร้าย

คุณทักษิณ ระบุในการวิดีโอลิงค์ครั้งนั้นว่า "วันนี้การเมืองตอนนี้ดุมาก ใจดำมาก แต่ขอผมเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย
ถ้า เมื่อไรประเทศได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม คงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีกเพราะวันนี้ดุลทั้งหมดไปอยู่อำมาตย์ที่สามารถกด ปุ่มสั่งการให้ระบบหนึ่ง มีอำนาจเหนืออีกระบบหนึ่งอย่างง่ายดาย"

ผมทราบทันทีว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวากลัวจะเกิดเหตุรุนแรง คำประกาศ "แดงทั้งแผ่นดิน”

การเทเลือดหน้าบ้านทำให้ผมเป็นห่วงชาติบ้านเมืองว่ากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นทะเลเลือดแดงฉานทั้งแผ่นดิน

ผมพยายามอย่างที่สุดในการประนีประนอมบนหลักกฎหมายและความถูกต้อง พวกเขาเรียกร้องให้ผมยุบสภาทันที ผมก็ไปนั่งเจรจาคุยกับแกนนำเสื้อแดงสองวัน 6 ชั่วโมง เสนอทางออกด้วยการยุบสภาในช่วงปลายปี ไม่ใช่เพราะต้องการถ่วงเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดแต่ต้องการให้เศรษฐกิจ มั่นคง การเมืองมาตกลงเรื่องกติกาให้ชัดและไม่ให้เป็นแบบอย่างให้เกิดการเรียกร้อง โดยใช้มวลชนกดดันไม่จบไม่สิ้น

อย่างไรก็ตามการเจรจาไร้ผล เพราะมีคนวางแผนเป็นขั้นตอนที่จะยัดเยียดให้ผมเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน" จึงไม่ยอมรับในวิธีการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมืองอย่างสันติ

ซึ่ง หากแกนนำคนเสื้อแดงและคุณทักษิณมีจุดประสงค์เพียงแค่ต้องการให้ยุบสภา ไม่เกี่ยวกับการล้างความผิดให้คุณทักษิณ ย่อมไม่มีความตาย 91 ศพ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต่อมาคนเหล่านี้เผยธาตุแท้ตัวเองให้เห็น ภายหลังผ่านเหตุการณ์ไทยวิปโยคว่า ให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมไปเลย ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม 2553 เรียกร้องเอาเป็นเอาตายว่าต้องยุบสภาทันที จนเกิดเหตุสูญเสียขึ้นในที่สุด

ความ แตกต่างในการเคลื่อนไหวปี 2553 คือการเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปี 2552 ที่การยั่วยุไม่ประสบความสำเร็จ มาคราวนี้ปิดจุดอ่อนคราวที่แล้ว ด้วยการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธซึ่งคนที่ยืนยันเรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่นายอริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง เพียงคนเดียว แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงก็เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในทำนองเดียวกัน

และก่อน เกิดเหตุรุนแรง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประสานเสียงกับเสธ.แดงหลังพบคุณทักษิณที่ดูไบว่า จะมีการตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งสื่อมวลชนเรียกขานว่า "กองทัพแดง" เมื่อถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างรุนแรง ก็ทำให้ พล.อ.พัลลภยุติบทบาทไป

การ ชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ปิดทั้งถนนราชดำเนิน สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งศาลได้ชี้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญ นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเพิ่มความแตกแยกและแรงกดดันต่อรัฐบาลให้เข้าสลายการชุมนุมอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการยั่วยุด้วยการยิง M 79 ในสถานที่ต่าง ๆ และมีการเคลื่อนมวลชนไปหลายสถานที่

สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก และยังมีการใช้มวลชนกดดันทหารที่อยู่ในที่ตั้ง ฮึกเหิมถึงขนาดประกาศไปยึดสถานีไทยคม

ตลอด เวลาเจ้าหน้าที่แสดงความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด มิฉะนั้นคงเกิดเหตุแบบที่เราเห็นอยู่ที่ตะวันออกกลาง และในวันที่ 10 เมษายน เมื่อมีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย เมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งการให้ถอนกำลังกลับ

จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้นที่สี่แยกคอกวัว

หลัง คำประกาศบนเวทีราชประสงค์ของนายอริสมันต์ ไม่นาน มีชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมใช้คนเสื้อแดงที่บริสุทธิ์เป็นเกราะกำบัง โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน

ขณะที่ผมและผู้นำเหล่าทัพกับบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งติดตามสถานการณ์อย่าง ใกล้ชิด อยู่ในอาการช็อค กับการใช้ความรุนแรงกับคนไทยด้วยกันเองได้ถึงขนาดนี้ แต่บนเวทีกลับนำศพไปปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้นมากขึ้น
พร้อมยื่นคำขาดให้ผมเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อมีการต่อสายระหว่างนักการเมืองผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ชุมนุมอ้างว่าไม่เกี่ยวกับผู้ใช้อาวุธ และบอกให้เจ้าหน้าที่จัดการกับคนกลุ่มนั้นได้ตามใจชอบ แต่เจ้าหน้าที่ขณะนั้นใช้กำลังเพียงแค่ปกป้องตนเอง และคุ้มครองการลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากสถานการณ์เลวร้ายดังกล่าว

คืนวันนั้นจนถึงวันรุ่งขึ้นเป็นคืนที่ผมไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว เป็นวันที่ผมสลดใจมากที่สุดในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากการกดดันของผู้ชุมนุมและฝ่ายการเมืองรอบทิศ ผมต้องพิจารณาทบทวนตัวเองอยู่หลายครั้ง เพราะได้เกิดความสูญเสียขึ้น แต่เพราะความเข้มแข็งของสังคมไทยที่รับทราบข้อเท็จจริงว่า ความสูญเสียไม่ได้เกิดจากการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ เพราะผมแสดงให้เห็นมาโดยตลอดที่จะใช้การเจรจาแก้ปัญหา

จนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้ขลาดกลัวคนเสื้อแดง

อีกทั้งยังปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีกองกำลังติดอาวุธจริงในกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้สังคมให้โอกาสผมทำงานต่อ

ช่วง นั้นเป็นช่วงที่ผมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่น้องคนไทยในช่วงเวลาที่ยาก ลำบากที่สุดสำหรับประเทศ และยังต้องร่วมฟันฝ่าเพื่อให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น "เป็นจุดต่ำสุดของวิกฤตการเมืองแล้วและผมตั้งใจว่าเราจะก้าวพ้นความรุนแรง นี้ไปด้วยกัน"

กระนั้นก็ตามผมก็ยังมุ่งมั่นคิดถึงแผนปรองดอง ซึ่งผมจะเขียนถึงในตอนต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงว่า แกนนำเสื้อแดงสามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดศพเพิ่มได้ แต่พวกเขากลับเลือกแนวทางสร้างศพเพิ่ม เพื่อยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชนให้ผม

Tuesday, June 14, 2011

ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ ลงแดนใต้ 14/06/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน







ขอบคุณภาพสวยจากข่าวสด



ขอบคุณภาพสวยจากไทยรัฐ

























ขอบคุณทีมงามพรรคเพื่อไทยครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/06/54 คะแนนเลือกตั้งเท่านั้น..คือพลังของประชาชนเข้าสู้

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



พอหางโผล่ อวดตา ประชาโลก
สร้างวิปโยค ทั่วถิ่น แผ่นดินนี้
ด้วยเล่ห์กล ชั่วช้า พวกกาลี
สร้างอัปรีย์ หลอกตา ประชาชน....

บอกที่มา ที่ไป ได้เสร็จสรรพ
คณานับ เรื่องราว คราวฉ้อฉล
เอาปืนจ่อ บีบคั้น ในบันดล
เพื่อหวังผล ลากตั้ง สมดั่งใจ....

ถูกพลัง ผูกขาด อำนาจมืด
จับขึงพืด หิ้วปีก เกินหลีกไหว
แล้วกดคอ เหยียบซ้ำ กระหน่ำไป
เลี่ยงไม่ได้ หรือเอออวย เพื่อช่วยมัน....

จะมิตรแท้ หรือศรัตรู ต่างรู้แจ้ง
ภาพแสดง หยามเหยียด เหมือนเดียดฉันท์
ยืนดูเขา ฆ่าเข่น ไม่เว้นวัน
ใยเงียบงัน ให้มันล่า ฆ่าคนไทย....

เอาคะแนน เลือกตั้ง พลังสู้
เพื่อกอบกู้ นำทาง สว่างไสว
แล้วถีบส่ง พวกชั่ว ตัวจัญไร
ให้หลีกไป พ้นหน้า ประชาชน....

อย่าให้พวก อำนาจมืด มายึดชาติ
คิดอุบาทว์ ปล้นไทย ได้อีกหน
รวมพลัง สั่งสอน สะท้อนคน
ให้หลุดพ้น วงจรอุบาทว์ ของชาติไทย....

๓ บลา / ๑๔ มิ.ย.๕๔

ยามีล่ะห์ยิ่งลักษณ์กุมหัวใจชายแดนใต้ใครสะเทือน?

ที่มา Thai E-News

ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีขาวของพรรค สวมผ้าคลุมผม หรือฮิญาบสีแดง เป็นการแต่งกายเหมือนสตรีชาวไทยมุสลิม ที่สร้างความปราบปลื้มให้กับสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากถือว่าเป็นการให้เกียรติของชาวมุสลิม ซึ่งสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ต่างเรียกนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า ยามีล่ะห์ ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า หญิงงาม (ข่าว:เนชั่น)


โดย ปาแด งา มูกอ
14 มิถุนายน 2554


ถือเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในการปรากฏตัวครั้งแรกในดินแดนมิคสัญญีชายแดนใต้ ของ ยามีล่ะห์ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เพื่อช่วยผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี
การ นี้นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีขาวของพรรค สวมผ้าคลุมผม หรือฮิญาบสีแดง เป็นการแต่งกายเหมือนสตรีชาวไทยมุสลิม ที่สร้างความปราบปลื้มให้กับสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากถือว่าเป็นการให้เกียรติของชาวมุสลิม ซึ่งสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ต่างเรียกนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า ยามีล่ะห์ ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า หญิงงาม (ข่าว:เนชั่น)

เธอ ยามีล่ะห์ ได้ครองใจหญิงไทยมุสลิมไปค่อน 3 จังหวัดชายแดนใต้เรียบร้อยแล้ว

การปรากฏตัวของ ยามีล่ะห์ โดยไม่ต้องมีกำลังพลทั้งทหารตำรวจ และอาสาสมัคร นับร้อยนับพัน มารายล้อมรอบข้างเหมือนกับนักการเมืองชายอกสามศอกที่เก่งแต่ปาก ขี้ขึ้นสมอง ถือเป็นภาพลักษณ์ใหม่ในสายตาของประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ไม่เคยปรากฏพบเห็นมาก่อน

การปรากฏตัวของ ยามีล่ะห์ โดยใช้เวลาไม่มาก และเป็นการปรากฏตัวครั้งแรก ก็สามารถสั่นสะเทือนเสาหลักปักขี้ควาย อย่างลูกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคมาตุภูมิ ได้อย่างอัศจรรย์

ตัวอย่างเช่น ข่าวการให้สัมภาษณ์

- ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตจากพรรคมาตุภูมิและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ห่วงหลังนางสาวยิ่ง ลักษณ์จากพรรคเพื่อไทยเดินทางมาโกยคะแนนเพื่อช่วยผู้สมัครพรรคเพื่อไทยใน พื้นที่ มั่นใจฐานคะแนนยังชื่นชอบนโยบายของพรรค นายไพศาล ตอยิบ ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่1จ.นราธิวาสจากพรรคมาตุภูมิ ไม่ห่วงหลังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 จากพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่มาช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนการชูรูปแบบการปกครองแบบพิเศษในพื้นที่นั้น ตนเองมองว่าเป็นการเอาใจกลุ่มคนเพียงส่วนหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์การจากดำเนินการปรับรูปแบบการปกครองพื้นที่ ในลักษณะดังกล่าว

อีกทั้งมั่นใจว่านโยบายที่มีการหาเสียงก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเกือบทุก พรรค แต่พรรคมาตุภูมิมีการลงพื้นที่และทำการบ้านเกี่ยวกับการแก้ปํญหาในพื้นที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ชัดเจนกว่าจึงมั่นใจว่าการลงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มีผลต่อฐานคะแนนเสียงของพรรคแต่ อย่างใด

ขณะเดียวกันยังต้องการให้นางสาวยิ่งลักษณ์ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ มาเรียนรู้และสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริงเพื่อให้สามารถ ชูนโยบายที่ตรงตามความต้องการของประชาชนมากขึ้น

เช่นเดียวกับ นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต ของพรรคประชาธิปัตย์ ใน พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 ที่ยังคงลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ห่วงว่าการลงพื้นที่ของนางสาวยิ่งลักษณ์จะส่งผลต่อคะแนนเสียงที่อาจจะ เทไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเพราะมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจดีว่าควรกำหนดทิศทาง ของประเทศไปในแนวทางใดเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

แบบนี้ โบราณว่า “ปากกล้าขาสั่น” ไม่ส่งผลต่อคะแนนเสียงแล้วกลัวอะไร กับ ยามีล่ะห์ ล่ะครับ

การหาเสียงแบบตีแสกหน้าของ ยามีล่ะห์ยิ่งลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ก็คือการเดินทางไปที่โรงเรียนแสงธรรมวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน พื้นที่ อ.สุไหงโก-ลกเพื่อขอคะแนนจากพลังบริสุทธิของกลุ่มเยาวชนที่จะมีการใช้สิทธิ เลือกตั้งเป็นครั้งแรก

โดยได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรคให้กับนักเรียนและคณะครูอาจารย์โดยเฉพาะใน ด้านการศึกษาซึ่งนักเรียนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายที่สานต่อจาก โครงการเรียนฟรี 15 ปี

หลังจากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก เพื่อหาเสียงจากประชาชนที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมแจก บัตรแนะนำตัวให้กับประชาชน และเจ้าหน้าที่ อีกทั้งถือโอกาสเยี่ยมเยี่ยนและมอบกำลังใจให้กับผู้ป่วยรวมถึงเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

วาทกรรม ยามีล่ะห์ ที่ฝากไว้...ชายแดนใต้


“ ขอกล่าวด้วยความจริงใจ ตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเราเชื่อว่าเราคุยกันได้ และเราเชื่อว่าการปรองดองของประเทศนั้น คือการปรองดองของคนทั้งประเทศ ดิฉันเข้าใจกับการสูญเสียสามีและลูก ไม่อยากเห็นความสูญเสียนี้เกิดขึ้นอีกกับคนไทยทั้งประเทศ ขอย้ำอีกครั้งว่าพรรคเพื่อไทยแสดงความจริงใจ จึงขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน”

ขอให้ อัลเลาะห์ จงคุ้มครอง ยามีล่ะห์ ยิ่งลักษณ์

*******
นโยบาย 3 ชายแดนใต้ ใครเหนือใคร?
ผมขอนำนโยบายเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ของแต่ละพรรคการเมือง ที่นำมาใช้ในการหาเสียง ลองเปรียบเทียบดูน่ะครับ

ว่า นโยบาย พรรคการเมืองใด ที่เข้าถึงและสามารถแก้ปัญหาไฟใต้อย่างแท้จริง หรือมันเป็นเพียงนโยบายขายฝัน

ทั้งนี้เฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นั้น มีพรรคการเมืองเพียง 3 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และมาตุภูมิ เท่านั้น ที่มีสิทธิ์ ในการช่วงชิงที่นั่ง ส.ส. จำนวน 11 ที่นั่ง คือ จังหวัดนราธิวาส 4 ที่นั่ง ยะลา 3 ที่นั่ง และ ปัตตานี 4 ที่นั่ง

ส่วนพรรคอื่นๆอาจจะสอดแทรกจังหวัดละ 1 – 2 ที่นั่ง ซึ่งดูตามรูปการณ์แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้หนาวแน่ๆ

หนาวที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอกับ พรรคมาตุภูมิ ของบิ๊กบัง ที่ลูกพรรคพร้อมด้วยสมาชิกเป็นกลุ่มวาดะห์ ทั้งหมด ตรงนี้แหล่ะครับที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องหงายเก๋งอย่างไม่เป็นท่า

เอ้าเพื่อเป็นน้ำใจให้นิดหน่อย เอาจังหวัดนราธิวาสไป 1 ที่นั่ง จังหวัด ยะลา อีก 1 หรือ 2 ที่นั่ง ส่วนปัตตานี หมดสิทธิ์ครับ

หนาวที่ 2 หนาวนี้สำคัญมาก ถ้าหากวันนี้ “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ชายแดนใต้” ได้รับการตอบรับจากสตรีไทยมุสลิมตามที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้

นั่นย่อมหมายถึง 11 ที่นั่ง ส.ส. ในสามจังหวัดชายแดนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ เอาไปเพียง 2 ที่นั่ง ส่วนอีก 9 ที่นั่ง พรรคมาตุภูมิ ของบิ๊กบังที่มั่นอกมั่นใจหนักหนา ก็จะหวั่นไหวขึ้นมาทันทีเหมือนกัน

จนถึงขั้นต้องใช้ แผน 1 เพิ่มเป็น 2 ก็เป็นได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว 9 ที่นั่ง ส.ส.จะถูกพรรคเพื่อไทยหยิบมาชมเชย 3- 4 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย ตามประสาคนมักน้อย

สรุป การเลือกตั้งครั้งนี้ พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมดที่มีที่นั่ง ส.ส. จำนวน 53 คน พรรคประชาธิปัตย์ที่คุยนักคุยหนาว่าจะกวาดได้ทั้งหมดนั้น ขอหักธงว่า ยากส์...เอาไปแค่ 42 +- 1 ก็พอ

ทีนี้เราก็มาดูนโยบายของแต่ละพรรคที่นำมาหาเสียงในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนใต้ ดูบ้างน่ะครับ

*พรรคเพื่อไทย

- จะแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยต้องการให้เป็นพื้นที่เขตปกครองพิเศษ เช่น กทม. และพัทยา

-โครงการสานความสัมพันธ์ ระหว่าง ไทย และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโควตาให้ชาวไทยมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยไม่ต้องเสียค่ามัดจำ (นโยบายนี้ อดีตนายกทักษิณฯวางโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว)

- ส่งเสริมอาหารฮาลาล และพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าในภาคใต้ ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น

สั้นๆแต่เน้นถึงความเป็นจริงที่จับต้องได้

*พรรคประชาธิปัตย์

- ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร่วมกับ ศอ.บต. + อย่างจริงจัง

- ส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ให้มีศักยภาพและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

- จัดตั้ง “สภาพัฒนาเศรษฐกิจ” เฉพาะพื้นที่

- ฟื้นฟูการดำเนินการตามโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) รวม 5 จังหวัด

- จัดตั้ง “เขตพัฒนาพิเศษ พื้นที่ชายแดนภาคใต้” ให้สิทธิพิเศษทางธุรกิจ

- ส่งเสริมการประมงโดยการเจรจากับต่างประเทศ

- ขยายผลโครงการอาหาร “ฮาลาล” ให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่

- เปิดโอกาสให้มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการพัฒนากับประเทศอื่น ๆ

- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

- พัฒนาการศึกษาโดยคำนึงถึงศักยภาพและเอกลักษณ์ของพื้นที่

- แสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ เพื่อการพัฒ

- จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นทุกกลุ่มศาสนา

-ให้มีรัฐมนตรีรับผิดชอบเฉพาะโดยตรงและขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

เพ้อฝัน ฝันเปียก ฝันแฉะไปเรื่อยเปื่อย

*พรรคมาตุภูมิ

พรรคมาตุภูมิเสนอทางออกการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการ

- จัดตั้งทบวงบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการรวมทุกหน่วยงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา จะรวมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการทบวง มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ซึ่งจะทำให้การทำงานมีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่มีช่องโหว่ที่เป็นปัญหา โดยจะมีการจัดตั้งสภาผู้นำท้องถิ่นและสภาผู้นำศาสนาขึ้นมาบริหารแต่ละ พื้นที่แทน

โดยพรรคมาตุภูมิใช้สโลแกนในเรื่องนี้ คือ " นำพาสันติสุขสู่แดนใต้ สานสัมพันธ์อันดีกับซาอุดิอาระเบียและโลกมุสลิม"

ขายฝัน มุ่งหวังงบประมาณ

ท้ายนี้ขอตบท้ายด้วยการถีบหน้าไอ้เทพถ่อยเสียหน่อย ในฐานไม่วางตัวเป็นลูกผู้ชาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยในวันนี้กังวลว่าประชาชนจะเทใจให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าว ว่า ตนไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนั้น การสร้างภาพมันเป็นอีกเรื่อง การหาคะแนนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนคิดว่าประชาชนในพื้นที่คงไม่ลืมว่าช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯได้ทำร้ายคนในพื้นที่อย่างไรบ้าง ฉะนั้นตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากประชาชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ ว่า การเลือกตั้งหนนี้เป็นการขับเคี่ยวที่สูสีแต่ยังเชื่อว่าพรรคของเขาจะชนะ แม้โพลล์สำรวจจะออกมาว่ายังตามหลังคู่แข่งพรรคเพื่อไทยอยู่ แต่ได้คาดการณ์ว่า จะเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองหากพรรคฝ่าย ค้านได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่

พูดง่ายๆว่าแพ้แล้วจะพาลว่างั้นเหอะ...

นี่ล่ะครับ วีรบุรุษเหมีย ตัวจริงของจริง (เหมีย ภาษาใต้ > หน้าตัวเมีย)

*************
ภาพชุดยามีล่ะห์ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ชายแดนใต้


ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร เดินทางด้วยเครื่องบินไปพบพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในภาพนี้พบพี่น้องชาวนราธิวาส โดยพี่น้องสตรีมุสลิมที่คลุมฮิญาบแดงมาต้อนรับได้คลุมฮิญาบแดงให้ และได้รับการจุมพิต+สวมกอดจากเด็กชาวมุสลิม และสตรีมุสลิมอย่างชื่นใจ เมื่อ 14 มิ.ย. (คลิ้กชมภาพชุดเต็มอิ่ม)