WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 18, 2011

แนวหน้าสัมภาษณ์พิเศษ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" ในวัน "แตกหัก" พันธมิตร

ที่มา ประชาไท

18 มิ.ย. 54 - เว็บไซต์แนวหน้าเผยแพร่บทสัมภาษณ์สมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ในวันนี้สวมหมวก"หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่"อย่างเต็มตัว โดยเลือกที่จะหันหลัง แยกทางเดิน กับแกนนำเวทีมัฆวานฯหลายคนที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้บนถนนการเมือง เปิดใจนั่งสนทนากับ "แนวหน้า" ถึงเบื้องลึก หนาตื้น ที่มาที่ไป ถึงวิกฤติซ้อนวิกฤติที่เขากำลังเผชิญ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ..

ปมขัดแย้ง กับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

"เป้า หมายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่สะพานมัฆวานฯ คือต้องการให้ไม่มีการเลือกตั้ง ถามว่าไม่มีการเลือกตั้งแล้วยังไง ก็ต้องยึดอำนาจ รัฐประหาร แล้วถามว่าใครจะทำ เราคิดว่าการทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง มันไม่ถูกต้อง ในฐานะพรรคการเมือง เพราะผิดกฎหมาย แต่เป้าหมายของเขาคือต้องการเอาคะแนนเสียงที่ได้จากรณรงค์ในเรื่องโหวตโน นั้น มาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะชุมนุมต่อต้านอะไรอีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า"

"หาก มองจากข้อเท็จจริง กระแสสังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯเริ่มชุมนุมเมื่อวัน ที่25ม.ค. เพราะข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่ชัดเจน กลับไปกลับมา เดี๋ยวเรื่องข้อพิพาทไทย-เขมร เดี๋ยวขับไล่รัฐบาล ไปๆมาๆกลายเป็นโหวตโน สังเกตดูได้จากผู้เข้าร่วมชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯมีจำนวนเพียงหลักร้อย และนอกจากนั้น คงจำกันได้เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผบ.เหล่าทัพออกบอกว่าใครปฏิวัติในตอนนี้ เป็นกบฏ เมื่อพวกเขาประเมินแล้วว่าไม่สามารถยับยั้งให้ไม่มีการเลือกตั้งได้ ก็เลยหยุด แล้วหันมารณรงค์เรื่องของ"โหวตโน"

"จากนั้นก็มาบอกพรรคการ เมืองใหม่ พรรคจึงประชุม กรรมการบริหารพรรค ผลสรุปจากที่ประชุมพรรคคือมีมติให้ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ก็เลยเป็นปัญหา เพราะเกิดความขัดแย้ง แล้วเขาก็โจมตี ใส่ร้าย และคนที่พูดบนเวทีนั้นผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งถ้าประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกมา จะผิด พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 53 ฐานกลั่นแกล้ง ใส่ร้าย ให้พรรคดูไม่น่าเชื่อถือ และทางพรรคก็เตรียมที่จะดำเนินการเอาผิดเป็นรายบุคคลกับผู้ที่ขึ้นเวที แล้วปราศรัยใส่ร้ายพรรค เพราะพรรคเสียหาย"

อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บอกกับ แนวหน้า ถึงพัฒนาการความขัดแย้งจนถึงปะทุถึงจุดแตกหักระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯที่ เป็น"ร่างต้น"กับ"ร่างแยก"อย่างพรรคการเมืองใหม่

"โหวตโนไม่มี ประโยชน์ ไม่มีผล เขาบอกว่าเป็นการปฏิรูปการเมือง แต่คนที่มีความคิด เขาก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเอาคะแนนเสียงไปทิ้ง แต่ถ้าไปลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใดที่เห็นว่าดีกว่า ตามที่ผู้มีสิทธิ์รู้สึก เพื่อให้เข้าไปในสภาฯ ภาคประชาชนก็มีสิทธิ์ตรวจสอบ แต่หากยังดึงดันโหวตโน หลายฝ่ายก็พอจะมองออกว่า พรรคไหนจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล จึงเกิดคำถาม หรืออดคิดไม่ได้ว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯคนที่จุดกระแสเรื่องโหวตโน มีเป้าหมาย หรือรับงานอะไรมาหรือเปล่า"

"รหัสลับ" ที่สมศักดิ์ถอดได้จากแนวทางโหวตโน ที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯชู และเคลื่อนไหวรณรงค์ อย่างสุดแรงเกิด คือสิ่งที่สมศักดิ์ไม่ไว้ใจ และเชื่อว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้"มีอะไรในกอไผ่"ก่อนจะสรุปประเด็นเรื่องการ แตกหัก โดย"ฝากคำทิ้งท้าย"ไปยังแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯผู้จุดกระแส"โหวตโน"ว่า

"แนว คิดแบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นแนวคิดของเถ้าแก่ แสดงความเป็นเจ้าของ ทำสิ่งนี้มาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สั่งขวาหันซ้ายหัน คนที่เขาเห็นด้วยก็อาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่พรรคไม่เห็นด้วย เพราะต้องการมีอิสระของพรรค และต้องเคารพกฎหมาย ถ้าจะมาบอกว่าพรรคการเมือง กับนักการเมืองเหล่านี้ แย่ เป็นสัตว์นรก ถามว่าเพิ่มรู้หรือ รู้จักพวกนี้มาก่อนใช่ไหม ก่อนที่จะขอมติตั้งพรรค เมื่อรู้มาก่อนว่าเป็นอย่างนี้แล้วมาตั้งพรรคทำไม"

อุดมการณ์ และแนวทางผลักดันการเมืองใหม่ในรัฐสภา

"การปฏิรูปการเมืองต้องมีทั้ง 2 แนว ต้องยอมรับว่าสมัยที่ต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ มันมีทั้งข้างนอก และข้างในสภาฯ อย่าง ในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เขาก็หวังผลว่าจะได้เป็นรัฐบาลหากไล่รัฐบาลทักษิณ ได้ ส่วนภาคประชาชนอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ต้องการทำหน้าที่ตรวจสอบให้สังคมเห็นว่าใครโกง และควรถูกลงโทษ และถึงแม้ว่าการยึดอำนาจเมื่อ19ก.ย.จะเป็นบทสรุปของการต่อสู้กับรัฐบาล ทักษิณ แต่เราไม่ได้ไปเชื้อเชิญให้ใครมายึดอำนาจ เราตรวจสอบไปตามหน้าที่ของภาคประชาชน แต่การยึดอำนาจมันมีหลายครั้งแล้ว ก็ถือเป็นวงจรอุบาศก์ของการเมือง ยึดอำนาจ โกง โกงแล้วก็ยึดอำนาจ บ้านเมืองมันก็จมปรักดักดานอยู่อย่างนี้ การปฏิรูปการเมืองมันต้องใช้ระบบรัฐสภาด้วย ทำอย่างไรที่จะให้มาตราฐานส.ส.เป็นมาตรฐานสัตบุรุษ ให้รู้อับอายตัวเองบ้างว่าการที่ไม่เข้าประชุม การพูดจาไม่สุภาพออกทีวี ไม่สร้างผลประโยชน์ เล่นพรรคเล่นพวก เป็นพฤติกรรมที่ควรกำจัด หรือลงโทษสถานหนัก"

"แนวทางสำคัญในการผลักดันการเมืองใหม่ให้เกิดในรัฐสภา คือ การทุจริตคอรัปชั่นมันต้องแก้กฎหมายให้เป็นวาระแห่ชาติ โดยให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียหาย เมื่อเจอเรื่องทุจริตที่ไหนสามารถนำเรื่องสู่ศาลได้เองเลย ถ้าศาลตัดสินว่าผิด ว่าโกง ควรจะมีรางวัลให้ประชาชนยี่สิบ หรือสามสิบเปอร์เซ็นต์ และอายุความต้องไม่หมด ถ้าทำอย่างนี้ไม่นานคอรัปชั่นจะหมดไป

"นอกจากนี้ยังมีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน แต่ไม่ทำ นั่นคือเมื่อจะสร้างอะไร จะขุดคลอง จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องไปถามชาวบ้านว่าเขาจะเอาไหม ถ้าประชาชนเขาศึกษา ตามที่เสนอมาแต่ต้องเสนอด้วยความบริสุทธิ์ ถ้าเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองก็ทำ แต่ถ้าเขาไม่ต้องการ ก็ต้องไม่"

"ถือเป็นการสร้างอำนาจรัฐโดยอำนาจประชาชน อะไรที่เป็นประชาธิปไตยทางตรงได้ก็ให้เป็น เช่นกระบวนการร่างกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิเป็นกรรมาธิการได้ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องให้เขามาเริ่มตั้งแต่ต้น อีกด้านคือเรื่องการปกครอง คิดว่าการปกครองส่วนภูมิภาคต้องยกเลิก ค่อยๆยกเลิกไป ยกตัวอย่างป่าไม้ควรขึ้นกับพื้นที่ ถ้าชุมชนเขาเข้มแข็งก็สามารถรักษาป่าไว้ได้ อำนาจต่อรองจะมากขึ้น แต่อุปสรรคก็คือคนที่มีอำนาจเก่าจะไม่ชอบ แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องกล้าเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่า ถ้ามีของใหม่แล้วของใหม่ต้องมีประโยชน์ เราต้องกล้าเสนอ แม้สิ่งที่เสนออาจมีใครที่ชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าเราเห็นว่ามีประโยชน์กับประชาชนอันนั้นคือสิ่งสำคัญ"

ความคาดหวังกับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น

"แม้เสียงในสภาฯเราอาจจะได้ไม่มากนัก แต่หน้าที่สำคัญที่เราต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องคือ การทำความเข้าใจกับประชาชน ชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์ในเรื่องนโยบายที่ผลักดัน แล้วสามารถล่ารายชื่อจากชาวบ้านได้ ซึ่งต้องใช้เวลา พรรคการเมืองที่มีพัฒนาการ พรรคที่ดี ไม่มีวันที่จะได้คะแนนเสียงเยอะ อย่างที่มี ที่เห็นกันอยู่คือพรรคเฉพาะกิจ ที่เอาคนนู้นคนนี้มา มีเงิน มีทุน แล้วตั้งพรรคเพื่อหวังอะไรบางอย่าง พรรคการเมืองต้องมีหน้าที่ไปประสานกับชุมชน ให้ทราบความต้องการ หรือข้อเรียกร้อง ให้เกิดความเข้มแข็ง โดยไม่ต้องไปหวังคะแนนเสียง แต่เพื่อไปเอาภูมิปัญญาของเขามาบริหารจัดการ"

"ในส่วนของพรรคการเมืองใหม่ ส่งผู้สมัครใน กทม.3เขต ส่วนระบบปาร์ตี้ลิสต์ส่งทั่วประเทศทั้งหมด 24 คน โดยส่วนใหญ่เป็นอดีตนักกิจกรรมที่เคยต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเกษตรกรรมเกือบทั้งหมด ยอมรับว่าสมาชิก และผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหว ไม่ใช่นักการเมืองมาก่อนในเรื่องหาเสียงจึงยังกระท่อนกระแท่น การเลือกตั้งต้องใช้เงิน แต่เราก็มีไม่มาก โปสเตอร์แนะนำผู้สมัครก็มีบ้าง ก็อาศัยเดินทำความรู้จักกับชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ เทคนิควิธีการ หรือความชำนาญในพื้นที่ก็ยังอ่อนอยู่ เป้าหมายคือพยายามทำให้เต็มที่ จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่าจะได้คะแนนเสียง หรือที่นั่งในสภาเท่าไหร่

"เท่าที่ดูแนวโน้มน่าจะเป็นฝ่ายค้านมากกว่า เพราะเราไม่น่าจะไปรวมอะไรกับใครง่ายๆตรงนี้ให้มันถึงเวลาก่อน ยากที่จะไปรวมกับใคร เพราะแนวคิดเราต้องการสร้างการเมืองใหม่ เป้าหมายของเราไม่คิดว่าจะเป็นนุ่นเป็นนี่ แต่ต้องการโฆษณาทิศทาง ความเชื่อ และอุดมการณ์ของเราให้คนเข้าใจ หากวันนี้เขายังไม่เข้าใจ ก็อาจจะใช้เวลาอีกหลายปี แต่นั่นคือความหวังของเรา ที่จะใช้การเมืองทำความเข้าใจกับประชาชน แม้เลือกตั้งหนนี้จะไม่ได้ส.ส.สักคนก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านวิกฤตแบบนี้ หลุดพ้นจากกระบวนการสะเปะสะปะมันจะพัฒนาไปสู่ทิศทางที่ยั่งยืน
อดีต นักเคลื่อนไหวด้านแรงงาน แกนนำมวลชนผู้เคยร่วมเขียนประวัติศาสตร์บางหน้าให้กับการเมืองไทย ในวันที่นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเล็กๆที่มีอุดมการณ์ขนาดใหญ่ กล่าวสรุปทิ้งท้ายกับ แนวหน้า

"พรรคเรามีรากฐานมาจากเกษตรกร มาจากแรงงาน มาจาการต่อสู้เรียกร้อง เราต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าการเมืองแบบเก่าเป็นอย่างไร และเราจะไม่เกี่ยวข้อง เราต้องพูดกับญาติพี่น้องที่ต่อสู้กันมาให้เข้าใจซึ่งเป็นงานเฉพาะหน้าที่จำ เป็น การไปประกาศโฆษณาว่าตัวเองดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แบบที่พรรคอื่นทำไม่ใช่ประเด็นสำคัญ"สมศักดิ์ โกศัยสุข กล่าว

ที่มา: สัมภาษณ์โดย สิทธิชน กลิ่นหอมอ่อน เว็บไซต์แนวหน้า 18/6/2011
http://www.naewna.com/news.asp?ID=266570

สำนักงานทรัพย์สินฯ แจง "ในหลวง" ไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ที่มา ประชาไท

สำนัก งานทรัพย์สินฯ ชี้แจงย้ำอีกครั้ง พระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นคือทรัพย์สินส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับ ผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน

17 มิ.ย. 54 - มติชนออนไลน์รายงาน ว่าตามที่นิตยสารฟอร์บสเคยลงข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระ มหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะเป็นเจ้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายงานประจำปีล่าสุดของสำนักงานฯ ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

โดยในรายงาน ประจำปี พ.ศ. 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในบทส่งท้ายระบุว่า ตามที่นิตยสารฟอร์บสได้เคยลงข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินมี มูลค่ามากมายมหาศาล ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ชี้แจงไปยังนิตยสารนี้แล้วว่าข้อมูล นี้ไม่เป็นความจริง เพราะในประเทศไทยมีกฎหมายแบ่งแยกทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

ถึง แม้ว่าจะชี้แจงไปแล้วว่าพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นคือทรัพย์สินส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับ ผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน และมีนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาจากคณะกรรมการ ซึ่งเป็นเรื่องการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมาโดยตลอด แต่ยังมีผู้เข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

รายงานดังกล่าว ยังระบุว่าที่ดินที่ได้มอบให้สำนักงานทรัพย์สินฯดูแลตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงาน ปี 2479 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานปฏิรูป ที่ดิน(สปก.) นำที่ดินประมาณครึ่งหนึ่ง(ประมาณ 44,000 กว่าไร่) ไปจัดสรรให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน และได้ทรงตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบนที่ดินเหล่านี้ ส่วนที่ดินที่เหลือที่ยังอยู่ในความดูแลของสำนักงานฯ ก็ไม่ได้ถูกใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดอย่างเช่นเอกชนทั่วๆไป แต่มีการบริหารจัดการโดยมีนโยบายการพัฒนาระยะยาวเพื่อประโยชน์สังคมเป็นเป้า หมายหลัก

โดยที่ที่ดินร้อยละ 93 ให้เช่ากับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม และประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางในอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก มีเพียงร้อยละ 7 ที่ให้เอกชนเช่าออกไปพัฒนาในทางธุรกิจโดยได้ค่าเช่าในอัตราใกล้เคียงกับ อัตราตลาด

รายงานฉบับดังกล่าว ยังระบุถึงทรัพย์สินที่เป็นเงินลงทุน ว่าปัจจุบันมีการลงทุนหลักในสองกิจการ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ซึ่งมีนโยบายที่เข้มงวดในการบริหารกิจการโดยมีหลักธรรมาภิบาลและรับผิดชอบ ต่อสังคม

โดยปี 2553 สำนักงานได้เพิ่มบทบาทการดำเนินการและสนับสนุนกิจการด้านสังคมที่หลากหลาย มากขึ้น ทั้งบนพื้นที่ของสำนักงานและโดยทั่วไป โดยผลสำเร็จของงานหลายๆประการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นหมวดหมู่ดังต่อไปนี้

1.การพัฒนาศักยภาพและมอบโอกาสให้เยาวชนที่จะเป็นคนเก่งคนดี เป็นคนมีความสุขในสังคม

2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยบนพื้นที่ของสำนักงานฯ

3.การบรรเทาปัญหาสังคมอันเกิดจากความด้อยโอกาส การเข้าไม่ถึงบริการหรือสวัสดิการของรัฐ

4.การรักษาและอนุรักษ์คุณค่าทางศิลปะ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและทางศาสนา

5.การสนับสนุนการวิจัยเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนา และเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

รายงาน ประจำปีล่าสุดของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ยังระบุว่าปี 2553 สำนักงานฯพอใจกับผลงานที่กิจการและโครงการต่างๆก้าวหน้าตามพันธกิจและนโยบาย อย่างดี และปลายปี 2553 ได้ริเริ่มกระตุ้นรณรงค์ให้ผู้บริหารมุ่งสร้างความสำนึกและพัฒนาความใส่ใจ ใฝ่รู้ของบุคลากร นำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อคุณภาพการบริหารจัดการทุกๆด้านให้อยู่ในระดับมาตรฐานโลกภายในปี 2554 .

(จากสำนักข่าวอิศรา /รายงานประจำปี 2553 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

คลิกอ่าน อ่านรายงานประจำปี 2553 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่นี่!!

เจรจา–ยุติธรรม–กระจายอำนาจ นโยบายที่อยากเห็นของผู้นำสายปอเนาะ

ที่มา ประชาไท

สัมภาษณ์ 3 ผู้นำศาสนาอิสลามสายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อความเห็นต่อนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

อับดุลเลาะ หะยียามา

นายอับดุลเลาะ หะยียามา ผู้จัดการโรงเรียนนะห์ฎอตุลซูบาน หรือปอเนาะปือดอ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ในฐานะนายกสมาคมปัญญาชนมุสลิมชายแดนใต้ เปิดเผยว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำอย่างเร่งด่วนในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการผลักดันการพูดคุยเจรจาเป็นลำดับแรกกับฝ่ายก่อความไม่สงบ เพราะที่ผ่านมาจะได้เห็นว่า รัฐได้ทุ่มทั้งกองกำลังและงบประมาณมาอย่างมโหฬารเพื่อแก้ปัญหา แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น จะเรียกว่าพูดคุยหรือเจรจาก็แล้วแต่ แต่รัฐต้องถามฝ่ายต่อต้านต้องการอะไร

“การเจรจาเป็นสิ่งที่รัฐบาล ใหม่ต้องทำเป็นสิ่งแรก เพราะกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐก็เปรียบเสมือนคนที่ไม่ชอบอาหารที่รัฐเคยทำให้กิน รัฐจึงต้องถามเขาว่า เขาอยากกินอะไร ไม่ใช่ไปทำอาหารมาให้ แล้วเขาก็ไม่ยอมกินอีก ปัญหามันก็เกิดขึ้นไม่จบ” นายอับดุลเลาะ กล่าว

นาย อับดุลเลาะ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจตามที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอเป็นนโยบายนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่จะมาช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบได้ อย่างเช่น “นครปัตตานี” ของพรรคเพื่อไทย ที่จะให้อำนาจคนในพื้นที่ปกครองเอง

“ส่วนทบวงกิจการจังหวัดชายแดนภาค ใต้ของพรรคมาตุภูมิ ก็ไม่มีอะไรใหม่ เพียงแต่เป็นการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพิ่ม ส่วนการสานต่อศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการเกณฑ์คนมาเป็นสภาที่ปรึกษาก็ไม่มีอะไรมากกว่าเดิม”

นายอับ ดุลเลาะ กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นความยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จำเป็นต้องมีการยกเครื่องกระบวนการยุติธรรมใหม่ทั้งหมด คือ ต้องให้มีการปฏิบัติให้เท่าเทียมกันทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ การลงโทษคนทำผิดต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ฮัสซัน ดาตู

นายฮัสซัน ดาตู โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ หรือปอเนาะมลายูบางกอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ในฐานะรองนายกสมาคมศิษย์เก่าต่างประเทศจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลชุดใหม่ คือการให้คนในพื้นที่เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ และถ้าเป็นไปได้อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนในพื้นที่ อย่างเช่น พรรคประชาธรรม เข้ามาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา

นายฮัสซัน กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการปกครองในรูปแบบพิเศษ นครปัตตานี ของพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะให้คนในพื้นที่ได้บริหารกันเองก็เหมือนกรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยา โดยการเลือกตั้ง

“การตั้งนครปัตตานีของพรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายที่ดีในตอนนี้ แต่ยังไม่ดีที่สุด บางครั้งมันอาจดูเหมือนความเพ้อฝัน แต่ถ้าทำได้ก็จะดีที่สุด” นายฮัสซัน กล่าว

นายฮัสซัน กล่าวว่า ส่วนการสานต่อ ศอ.บต.ของพรรคประชาธิปัตย์ และการตั้งทบวงกิจการจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคมาตุภูมิ ต่างก็เป็นนโยบายดีทั้งคู่ แต่สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ที่ความจริงใจในการแก้ปัญหา

นายฮัสซัน กล่าวต่ออีกว่า เรื่องที่ดีของ ศอ.บต.คือการให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา คือ การตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมาจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ จำนวน 49 คน ถือเป็นสิ่งที่ดี ถ้าความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษานี้ถูกนำมาใช้จริง

นายฮัส ซัน กล่าวด้วยว่า ส่วนบางพรรคที่จะให้มีการยุบ ศอ.บต.หลังจากได้รับเลือกตั้งแล้วนั้น กังวลว่า ยุบแล้วจะไม่มีหน่วยงานใดมารองรับ ซึ่งจะทำให้ขาดความต่อเนื่องในการพัฒนา ดังนั้นจึงต้องคิดถึงหน่วยงานที่จะมาแทนที่ด้วย

นายฮัสซัน กล่าวต่อไปว่า ในประเด็นความยุติธรรมในพื้นที่ที่มีอยู่ในตอนนี้ ถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านๆ มา แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจมากนัก ดังนั้นรัฐบาลใหม่ยังต้องปรับปรุงและพัฒนาในเรื่องกระบวนการยุติธรรมอีกมาก

นาย ฮัสซัน กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนมาก เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะ 7 ปี มันเกินพอแล้ว โดยอาจจะใช้คำว่าพูดคุยหรือเจรจาก็แล้วแต่ แต่ต้องมีการพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา

“การใช้อาวุธในการต่อสู้ ไม่ใช่ความสำเร็จของทุกฝ่าย สุดท้ายต้องจบด้วยการนั่งโต๊ะมาพูดคุยเจรจากัน เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก ที่มีปัญหาความขัดแย้งกัน ดังนั้นทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายต่อต้านรัฐ ก็ต้องลดความแข็งกร้าวลง แล้วหันหน้ามาคุยกัน” นายฮัสซัน กล่าว

นายฮัสซัน กล่าวด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่สานต่อ คือ สานต่อนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เพราะช่วยแบ่งเบาภาระแก่ผู้ปกครองนักเรียนได้มาก

นายอาดุลวาฮับ ดาตู โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดอัลอามีน บ้านพงยือไร ตำบลบันนังสาเรง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และอุสตาซ(ครูสอนศาสนาอิสลาม)โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาความยุติธรรมในพื้นที่ เป็นสิ่งแรก โดยเฉพาะหลายคดีในอดีตที่ยังเป็นที่ค้างคาใจของคนในพื้นที่ เช่น คดีกรณีตากใบ

“สิ่งเหล่านี้ต้องเคลียร์ให้ได้ ต้องให้ประชาชนเกิดความสบายใจ เพราะก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอื่น ต้องทำเรื่องที่ผ่านมาให้เรียบร้อยก่อน” นายอาดุลวาฮับ กล่าว

นายอา ดุลวาฮับ กล่าวอีกว่า อยากให้ ส.ส.เข้าไปดูแลให้กำลังใจผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวในคดีความมั่นคงด้วย เพื่อให้เขารู้สึกว่า ผู้แทนของเขาไม่ได้ทอดทิ้ง ส่วนเรื่องการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ให้ยึดตามหลักฐานไม่ใช่ยึดจากความรู้สึกหวาดระแวง

นายอาดุลวาฮับ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องเขตปกครองท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษที่มีบางพรรคเสนอเป็นนโยบายในการหา เสียงนั้น ต้องให้มีความชัดเจนในหลายเรื่องว่ามีความพิเศษอย่างไร เช่น ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร เพราะวันนี้ประชาชนไม่รู้จะเชื่อใคร เพราะที่ผ่านมา นักการเมืองส่วนใหญ่ มักพูดอย่างเดียวแต่ทำไม่ได้

“นโยบายของแต่ละพรรคไม่ควรเป็นแค่ เครื่องมือหาเสียง แต่ควรพูดจริงทำจริง เพราะถ้าทำไม่ได้ตามที่พูด ก็เท่ากับเป็นการหลอกลวงประชาชน เรื่องเขตปกครองพิเศษมีการพูดกันมานานแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้สักที ถ้าทำได้จริงก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่คนในพื้นที่จะมีสิทธิบริหารจัดการ พื้นที่ด้วยตัวเอง” นายอาดุลวาฮับ กล่าว

นายอาดุลวาฮับ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการพูดคุยเจรจากับฝ่ายขบวนการนั้น เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะทุกที่ทั่วโลกที่มีความขัดแย้ง ปัญหาก็จบลงด้วยการเจรจา ไม่มีที่ไหนในโลกที่ต้องต่อสู้ด้วยอาวุธไปตลอด

“ประชาชนก็สนับสนุน การเจรจาอยู่แล้ว เพราะทุกคนก็ต้องการสันติภาพ อยากได้ความสงบสุขกลับคืนมา แต่โจทย์ก็คือใครที่จะมาเป็นตัวแทนในการเจรจา คนที่จะมามานั่งโต๊ะเจรจากันนั้น เป็นตัวแทนของทั้งฝ่ายรัฐหรือฝ่ายขบวนการจริงหรือไม่ มีอำนาจในการสั่งการหรือไม่” นายอาดุลวาฮับ กล่าว

เสวนา: “ประเทศไทยกับนักโทษการเมือง”

ที่มาประชาไท

ทยแลนด์ มิเรอร์ จัดเสวนาว่าด้วยเรื่องนักโทษการเมืองในไทย “ประวิตร” ชี้ คนไทยยังขาดความเข้าใจเรื่อง “นักโทษทางความคิด” ต้องร่วมกันหลุดพ้นจากความกลัว “สุดา” วอน อย่าปล่อยให้นักโทษคดีหมิ่นฯ ถูกทอดทิ้งเพียงลำพัง

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 เวลา 18.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ถ.เพลินจิต กลุ่มไทยแลนด์ มิเรอร์ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยกับนักโทษการเมือง” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น, สมบัติ บุญงามอนงค์ จากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ตัวแทนกลุ่มรณรงค์เพื่อการตื่นรู้มาตรา 112 และสุดา รังกุพันธ์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เราต้องทำให้มือที่มองไม่เห็น เป็นมือที่มองเห็น”
ประวิตร มองว่า ความเข้าใจของสาธารณชนต่อการใช้กฎหมายหมิ่นและนักโทษการเมือง ยังมีอยู่ค่อนข้างน้อยมาก เนื่องจากเกิดภาวะ “ความกลัว” ขึ้นในสังคม และการขาดข้อมูลที่รอบด้าน เช่น ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนผู้ที่ถูกคุมขังด้วยมาตรา 112 ที่โปร่งใส ทำให้คนไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่านักโทษการเมือง และนักโทษทางความคิดเป็นอย่างไร

“ถ้าถามคนไทยทั่วไป เขาคงไม่เข้าใจว่านักโทษการเมืองคืออะไร และไม่เชื่อว่ามีเรื่องนี้อยู่ด้วย เพราะยุคคอมมิวนิสต์จบลงไปแล้ว เขาคิดว่าคนที่อยู่ในคุกคงถูกจับด้วยเรื่องอาชญากรรมทั่วไป ตนจึงมองว่า จำเป็นต้องมีการอภิปรายถกเถียงในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ และความเข้าใจในหมู่คนทั่วไปถึงเรื่อง “นักโทษการเมือง” และ “นักโทษมโนธรรมสำนึก”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่น ชี้ว่า สังคมไทยเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 112 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยนอกจากภาคประชาสังคม เช่น กลุ่มรณรงค์ตื่นรู้มาตรา 112 และกลุ่มนักเขียน 330 คน ที่ล่าสุดออกแถลงการณ์ให้มีการปฏิรูปการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ล่าสุด ฝ่ายรัฐเองก็ยังออกมาพูดถึงการใช้มาตรา 112 ดังจะเห็นจากการที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 7 เมื่อสองวันที่แล้ว (14 มิ.ย. 54) ซึ่งบางส่วนพูดถึงเรื่องคดีหมิ่นฯ และปัญหาของการใช้มาตรา 112 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า สาธารณะเริ่มยอมรับและมองเห็นแล้วว่ากฎหมายตัวนี้มีปัญหาอย่างไร

“ใน กรณีของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งถูกตั้งข้อหากระทำผิดมาตรา 112 และล่าสุดถูกยกฟ้องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการใช้กฎหมาย 112 ที่แต่งตั้งโดยนายกอภิสิทธิ์ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เอกสารชี้แจงที่เขียนโดยสมชาย หอมลออ ทนายด้านสิทธิมนุษยชน ระบุว่า สุลักษณ์ไม่สมควรถูกตั้งข้อหาเพราะเป็น “รอยัลลิสต์” จึงน่าตั้งคำถามว่าสำหรับคนที่ไม่เป็น “รอยัลลิสต์" จะต้องทำอย่างไร และมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง” ประวิตร ตั้งคำถาม

“ประชาชนต้องถามตัวเอง ว่า สถานการณ์แบบนี้จะช่วยให้นำพาให้สังคมนำไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างไร และต้องตั้งคำถามว่า กฎหมายที่ใช้ในการจับกุมคุมขังประชาชนนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อความสามารถของคนในการคิดการแสดงออกความคิดเห็นอย่างมี เหตุผล”

การใช้อำนาจพิเศษ เป็นการ “เจาะยางทางการเมือง”
สมบัติ หรือ “บ.ก. ลายจุด” เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองเป็นผู้ต้องหาทางการเมืองจาก พรก.ฉุกเฉิน จากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 จนปัจจุบันก็ยังต้องไปรายงานตัวที่ศาลอยู่ และถึงแม้ว่ามีคนหลายคนแนะนำว่าให้ยอมรับสารภาพผิด เพื่อลดโทษให้เหลือแค่รอลงอาญา แต่ก็เขาเลือกที่จะไม่รับสารภาพ เนื่องจากเชื่อว่า สิ่งที่ทำไป เป็นการต่อสู้กับการใช้อำนาจของรัฐที่ไม่ยุติธรรม และมองว่าการใช้กฎหมายพิเศษดังกล่าว เป็นการ “เจาะยางทางการเมือง”

“เมื่อ ใดที่บ้านเมืองไม่ได้สู้กันด้วยหลักกฎหมายที่เป็นธรรม และอยู่ในสถานการณ์ที่มีการออกฎหมายพิเศษ และใช้ลูกปืนยิงปลิวให้ว่อน ก็เปรียบได้กับการ “เจาะยางทางการเมือง” คือ เป็นการที่รัฐรบกวน ทำให้เราไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระ” สมบัติอธิบาย

นอก จากนี้ เขาเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพียงเพราะแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดทางอินเตอร์เน็ตว่าคัดค้านโครงการแก่ง เสือเต้น ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ และเสริมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เขาถูกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งจัดให้เป็นพวก “ล้มเจ้า” ซึ่งตนมองว่า วิธีการดังกล่าว เป็นวิธีหนึ่งของกลไกของสังคมในการจัดการกับผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองตลอด มา ไม่ต่างอะไรจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และชี้ว่า การมีนักโทษการเมือง เป็นตัวชีวัดว่ารัฐไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่างไปจากตนได้

“การเป็น นักโทษการเมือง ไม่ได้หมายความเพียงว่าต้องถูกจับขังคุกเท่านั้น แต่ยังมีการสำเร็จโทษทางการเมืองจากประชาชนด้วยกันเอง โดยการกล่าวหาบุคคลว่า “ล้มเจ้า”...และสิ่งที่น่าเศร้าคือ ประชาชนยังเห็นความเห็นต่างของประชาชนด้วยกัน เป็นอาชญากรรมและเป็นความเลวทราม”

“ตื่นรู้” เพื่อการเปลี่ยนแปลง
ถัด มา พิมพ์สิริ ตัวแทนจากกลุ่ม Article 112 เล่าถึงการทำงานของกลุ่มว่า มีจุดประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับคนที่คิดเห็นต่างในสังคม มีโอกาสมาถกเถียง และแสดงความคิดเห็นในเรื่องมาตรา 112 พร้อมเน้นการรณรงค์ในระดับนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าไปตรวจสอบการกรณีการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข และการตั้งข้อหาสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่ง กสม. ก็ได้ลงไปตรวจสอบแล้ว อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า กสม. ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้มากนัก เพราะผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง ยังคงต้องอยู่ในเรือนจำและไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ที่ผ่านมา กลุ่ม Article 112 ได้เสนอข้อเรียกร้องทั้งต่อรัฐบาลไทยและประชาคมนานาชาติ เช่น ให้ปล่อยตัวนักโทษคดีหมิ่นฯ ทันที, ลดบทลงโทษลงให้เหมาะสม, ยกเลิกการใช้มาตรา 112 โดยสิ้นเชิง, ให้มีการแก้ไขพ.ร.บ คอมพิวเตอร์ และให้ Special Rapporteur (ผู้ตรวจการพิเศษ) จากสหประชาชาติทางด้านเสรีภาพในการแสดงออกเข้ามาตรวจเยี่ยมประเทศไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการที่เธอได้มีโอกาสสอบถามเรื่องท่าทีของพรรคการเมือง ต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 พบว่า ไม่มีพรรคการเมืองใด ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย ที่มีท่าทีสนับสนุนให้มีการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวที่ชัดเจน

“เราต้อง ช่วยกันกดดันให้พรรคการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก” พิมพ์สิริกล่าว

“ความกลัว” อยู่ทุกที่ในกระบวนการยุติธรรม
ทาง ด้านสุดา นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เคยไปเยี่ยมนักโทษการเมืองในเรือนจำมา หลายราย เธอมองว่า ทุกขั้นตอนในกระบวนการการยุติธรรม ต่างเต็มไปด้วย “ความกลัว” ตั้งแต่การตั้งข้อหา การสั่งฟ้อง การถูกบังคับให้รับสารภาพของผู้ต้องหา ไปจนถึงการเข้าเยี่ยมนักโทษในเรือนจำ ทำให้นักโทษที่ถูกตัดสินด้วยมาตรา 112 ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่มีใครกล้าเข้าไปเยี่ยม แม้แต่ญาติพี่น้องของตนเอง เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นนักโทษคดีหมิ่นฯ ก็ไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยว

“จาก ที่ได้ไปเยี่ยมนักโทษคดีหมิ่นฯ มีหลายครั้งที่ตนได้รับการขอร้องจากนักโทษที่ไปเยี่ยมว่า ให้ช่วยไปเยี่ยมนักโทษคนนั้นคนนี้ด้วย เพราะไม่มีคนกล้าไปเยี่ยม เนื่องจากกลัวว่าต้องให้รายละเอียดต่างๆ แก่ทางเรือนจำ เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทำให้แม้แต่ครอบครัวของตัวเองก็ยังไม่กล้ามาเยี่ยม นักโทษเหล่านี้ถูกทิ้งให้เหงาและโดดเดี่ยวมาก ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ” สุดาเล่าประสบการณ์

เธอเพิ่มเติมว่า ในกรณีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล การไปเยี่ยมแต่ล่ะครั้งเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากเวลาไปเยี่ยมแต่ล่ะครั้ง จะต้องกรอกรายละเอียดผู้ไปเยี่ยมในใบเอกสาร และหัสดีจะนำไปถามนักโทษว่าเดาชื่อคนที่มาเยี่ยมถูกหรือไม่ ถ้านักโทษเดาผิด จะหมดสิทธิในการออกมาเยี่ยม จึงทำให้เธอได้รับการเยี่ยมอยู่เพียงแค่ทนายความ หรือคนที่เธอรู้จักไม่กี่คนเท่านั้น

นอกจากนี้ นักโทษคดีหมิ่นฯ ยังเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากนักโทษด้วยกันมากกว่านักโทษคดีอื่นๆ เนื่องจากภายในเรือนจำ นักโทษคดีหมิ่นฯ จะถูกมองว่าเป็นตัวขัดขวางมิให้นักโทษคนอื่นๆ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

สุดากล่าว ส่งท้ายว่า “อยากให้คนทั่วไป รวมถึงนักข่าวต่างประเทศ ร่วมกันไปเยี่ยมและส่งกำลังใจให้นักโทษการเมืองเหล่านี้ ตนเชื่อว่าจะเป็นการช่วยสังคมไทยในภาพกว้าง และทำให้ประชาคมนานาชาติสามารถเข้าใจสถานการณ์เกี่ยวกับนักโทษการเมืองใน ประเทศไทยมากขึ้น”

วังเวงยิ่งนักชายแดนใต้:แม่ทัพยังไม่รู้สู้กับใคร?!

ที่มา Thai E-News

ชาว บ้านปั่นจักรยานผ่านป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆในจังหวัดปัตตานี เมื่อ 17 มิ.ย.ซึ่งเกิดเหตุผู้ต้องสงสัยกองกำลังมุสลิมสังหารทหารไทย 4 ศพ จากสถานการณ์ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน(ภาพข่าว:AP)

โดย ปาแด งา มูกอ
18 มิถุนายน 2554

ทำไปทำมา ดอกอุตพิษก็ร่วงออกมาจากปากของแม่ทัพภาค 4 จนได้

และมาร่วงอีตอนใกล้เลือกตั้งเสียด้วย (โบราณท่านว่าไว้ ผู้หลักผู้ใหญ่มักจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้าพูดขึ้นมาก็เปรียบเสมือนดอกพิกุลร่วง)

แต่ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยิ่งในพื้นที่ ที่มีแต่สถานการณ์การก่อความไม่สงบ คำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยพูดว่า มาถูกทางแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ที่เรามีข้อมูลอยู่แล้ว เหตุการณ์ร้ายแรงลดลงมากแล้ว มีการเข้ามอบตัวมากขึ้นแล้ว

แต่พอมาวันนี้ท่านกลับลำออกมาพูดว่า “รัฐเองก็ยังไม่รู้ว่า กำลังทำการสู้รบอยู่กับใคร” แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้วังเวงได้อย่างไร นี่ล่ะครับที่ดอกอุตรพิษร่วงจากปากแม่ทัพภาค 4 แทนที่จะเป็นดอกพิกุล

ข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2554

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 เปิดเผยถึงมาตรการเตรียมความพร้อมรับการเลือกตั้ง สส.ในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ว่าได้มีการจัดเตรียมกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วง ที่มีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 3 กค.ที่จะถึงนี้ อย่างเต็มที่แล้ว รวมทั้งขณะนี้ยังมีการจัดกำลังส่วนหนึ่งเอาไว้คอยดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ สมัคร สส. ซึ่งก็มีการร้องขอเข้ามาแล้วบ้าง โดยเฉพาะการร้องขอกำลังไว้คอยดูแลความปลอดภัยช่วงที่มีการออกหาเสียงตาม พื้นที่ ส่วนในวันเลือกตั้งยังได้จัดเตรียมกำลังทหารไว้คอยสนับสนุน ร่วมกับ จนท.ตร.และฝ่ายปกครอง เพื่อให้การเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนใต้สำเร็จลุล่วงเรียบร้อยไปด้วยดี

ซึ่งทาง ผบ.ทบ.ได้มีการกำชับมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังมีคำสั่งห้ามไม่ให้ทหารนายใดเข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง การเมืองอย่างเด็ดขาด เว้นแต่การทำหน้าที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น และหากผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างใด ใครมาเป็นรัฐบาลก็พร้อมยอมรับเป็นผู้บังคับบัญชาของทหารด้วย

ในขณะที่ช่วงนี้ ได้มีกลุ่มคน ออกปล่อยข่าวลือว่า ระหว่างแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบกับทางรัฐบาลได้มีการติดต่อขอเจรจายุติ เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ จว.ชายแดนใต้ ซึ่งตนมองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มก่อเหตุไม่มีเอกภาพและไม่เคยออกมาประกาศตน ยอมรับว่าเป็นกลุ่มก่อเหตุ ซึ่งรัฐเองก็ยังไม่รู้ว่ากำลังทำการสู้รบอยู่กับใคร ที่หลบอยู่แต่ในที่มืด และตนก็ไม่เชื่อว่ากลุ่มก่อความไม่สงบจะมีความสามารถส่งแกนนำเข้ามาเป็นตัว แทนในการเจรจา เพื่อยุติสงครามนี้ได้

การสัมภาษณ์ของแม่ทัพ ภาค 4 ครั้งนี้ออกจะแปลกๆทะแม่งๆยังไงๆชอบกล ท่านแม่ทัพไม่รู้หรือไม่กล้าพูดความจริง ว่าไอ้ข่าวลือที่ว่านั้น มันเป็นข่าวจริงที่แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบกับทางรัฐบาลได้มีการติดต่อขอ เจรจายุติเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ จว.ชายแดนใต้ แต่เพราะพวกท่านไปดันให้เกียรติหรือไปปั้นหมาให้เป็นเสือเสียก่อน

เพราะ ข้อเท็จจริงแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบที่พูดถึง มันก็คือบรรดาหัวคะแนนของพวกนักการเมืองในพื้นที่นั่นเอง ส่วนที่ว่ามีการติดต่อเจรจายุติเหตุการณ์กับทางรัฐบาลนั้น มันไม่ถึงขนาดรัฐบาลหรอกครับ ให้เกียรติมันเกินไป มันแค่เพียงนักการเมืองในพื้นที่เท่านั้นเอง โดยให้ไอ้พวกบรรดาหัวคะแนนเหล่านี้หยุดสร้างสถานการณ์ชั่วคราว เปลี่ยนบทบาทจากกลุ่มก่อความไม่สงบ ไปเป็นหัวคะแนนหาเสียงอย่างเต็มตัว ก็เท่านั้นเอง

ส่วน เรื่องที่ว่า รัฐเองยังไม่รู้ว่า กำลังทำการสู้รบอยู่กับใคร ประเด็นนี้เข้าเนื้อตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ ท่านเป็นใคร..? มีหน้าที่อะไร..?ในพื้นที่แห่งนี้

ท่านแม่ทัพก็อยู่ในพื้นที่นี้มา นานแล้วนี่นา ทำไมถึงมาพลาดกับไอ้เรื่องจิ๊บจ๊อยเหล่านี้ได้ หรือว่าพอจะจับทางออกว่า พรรคการเมืองไหน จะได้เป็นรัฐบาล ถึงได้ออกมาพูดว่า หากผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างใด ใครมาเป็นรัฐบาลก็พร้อมยอมรับเป็นผู้บังคับบัญชาของทหารด้วย

ประโยคนี้ยกประโยชน์ให้ท่านแม่ทัพภาค 4 เอาไปเลย 60 คะแนนจากคะแนนเต็ม

กลับมาฮิต'แพลงค์กิ้งหมู่ราชประสงค์'รำลึก13เดือน19พฤษภา53 เตรียมจัดวันชาติไทย24มิถุนายิ่งใหญ่

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 มิถุนายน 2554

ใน วันนี้(19 มิถุนายน)มีกิจกรรมรำลึก 13 เดือนวีรชนราชประสงค์ 2 กิจกรรม เช้า บ่ายไปยันค่ำ แม้ข้างหน้ามีหีบเลือกตั้ง แต่ข้างหลังยังมีหีบศพเพื่อนเรา
กิจกรรมรำลึก 13 เดือนวีรชนราชประสงค์ 9 โมงเช้า นปช.ทำบุญพระ 999 รูปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนปช.แดงทั้งแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ

ส่วน กลุ่มราษฎรใหม่ (NEO2475)และแนวร่วมอีกหลายกลุ่มจัดกิจกรรมรำลึกที่ป้ายราชประสงค์ 16.00-22.00 น. โดยมีกิจกรรมทำแพลงกิ้งหมู่ หรือกิจกรรมตายหมู่ล้อเลียนเหตุการณ์สังหารหมู่ในการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อ แดงในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคมปีที่แล้ว
ฮิตมานานแล้ว-กิจกรรม แพลงกิ้ง หรือล้อเลียนการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมในหมู่คนเสื้อแดง เพื่อตะโกนบอกว่า"ที่นี่มีคนตาย ไม่ได้มีแต่ตึกโดนเผา"เริ่มทันทีตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 หลังสลายการชุมนุมเพียง 1 วัน เริ่มจากบก.ลายจุด (ภาพบนสุด-อ่านที่มาภาพนี้)ต่อมามีกิจกรรมนี้อีกหลายหนในไทย(ภาพกลาง) และระบาดไปยังคนเสื้อแดงในต่างประเทศ(ภาพล่าง)

ทีม งานเวทีราษฎรและมิตรสหายรำลึกวีรชนแจ้งว่า กิจกรรมแพลงกิ้งไม่ใช่เพิ่งจะมาฮิตตอนนี้ หลายคนคงจำได้ว่า คนเสื้อแดงเคยจัดกิจกรรมมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2553 กิจกรรมนอนตายหมู่(Red Plankings) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า "ที่นี่มีคนตาย" และเพื่อรณรงค์ให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน

กิจกรรมแพลงกิ้งฮิตกันมานานแล้ว ในหมู่คนเสื้อแดง เพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่า "เราไม่ลืมคนตาย"กิจกรรมนี้ค่อยๆซาหายไปในช่วงที่นปช.กลับมาจัดเวทีใหญ่อีก ครั้งแทนกิจกรรมแกนนอนนั่นเอง

และเมื่อถึงคราวที่นปช.ประกาศยกเลิก การจัดเวทีใหญ่รำลึกวีรชนที่ราชประสงค์ ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ จากการที่ส.ส.เพื่อไทย นายประเกียรติ นาสิมมา ออกมาห้ามจัดรำลึกวีรชน เนื่องจากอ้างว่า"แนวทางพรรคต้องการปรองดองกับ ผบ.ทบ."และเพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินต่อไปราบรื่น

มิตรสหายและผอง เพื่อพี่น้องประชาชนที่ยังคงไม่ลืมวีรชนประชาธิปไตยจึงจัดกิจ กรรมพิเศ​ษขึ้นอีกครั้ง ณ แยกราชประสงค์คือกิจกรรม"โดมิโน่ Planking หมู่ @Ratchaprasong" "กี่ล้มกว่าจะได้เลือกเราไม่ลืม" 3 กรกฎา เข้าคูหาไปเลือกตั้ง ในเวลา 16.30 น. พบกันที่ป้ายราชประสงค์ เพื่อร่วมกิจกรรมแพล้งค์กิ้ง บริเวณป้ายราชประสงค์ พร้อมกันในเวลาห้าโมงเย็น "ที่นี่มีคนตาย เรายังไม่ลืม" โดย เพื่อนกลุ่มประกายไฟ (Iskra Group & Friends) และต่อด้วยเวทีรำลึกวีรชนครบรอบ13เดือนสลายการชุมนุมราชประสงค์ พบกับดนตรี บทกวี ปราศัย และร่วมจุดเทียนรำลึกวีรชนโดยพร้อมเพรียงกัน ในเวลา 20.00 น.

มาร์คเหยียบกองเลือดราชประสงค์หาเสียง23มิ.ย.นี้

มี รายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้แยกราชประสงค์หาเสียงเพื่อตอบโต้การที่เขาถูก ประชาชนโจมตีว่าเป็นผู้บงการสังหารหมู่ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ด้วย หลังจากเขียนลงเฟซบุ๊คปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ จนทำให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.และผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยตอบโต้ว่า"คุณเขียนเรื่องนี้เพื่อหาคะแนนเสียง แต่ผมเขียนตอบโต้เพื่ออธิบายความจริง"

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวออกเดินทางไปช่วยผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ หาเสียง ถึงการปราศรัยใหญ่ที่บริเวณแยกราชประสงค์ ในวันที่ 23 มิ.ย.จะเป็นการปลุกกระแสคนกรุงเทพฯให้มาใช้สิทธิมากขึ้นหรือไม่ว่า ในช่วงท้ายของการหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์จะเน้นการปราศรัยใหญ่มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราใช้ระบบของการเดินสายพบประชาชนพูดคุยเรื่องนโยบาย แต่ช่วงท้ายจะทำเวทีหลักๆ ที่กรุงเทพฯในวันสุดท้ายก็จะมีการปราศรัยใหญ่ในวันที่ 23 มิ.ย. ที่เราตั้งใจจะพูดเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง เรื่องการปรองดองเป็นการเฉพาะ และคิดว่าที่ราชประสงค์เป็นจุดที่มีความเหมาะสม เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็จะชวนพี่น้องประชาชาไปฟังว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และจะมีการดับไฟให้กับประเทศได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นการ ทำให้อีกฝ่ายโจมตีได้หรือเพราะเอาเรื่องนี้มาหา เสียงทางการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนทำอะไรเขาก็โจมตีอยู่แล้ว เขียนความจริงลงเฟสบุคก็มีปัญหากันใหญ่ พยายามระงับไม่ให้ตนเขียน ความจริงตนก็เอาความจริงไปพูด ทั้งที่เขาใส่ร้ายตนมาตลอด

นอกจาก นั้นฝ่ายประชาธิปไตยได้เตรียมการจัดกิจกรรมรำลึก 79 ปี 24 มิถุนายนเพื่อสืบสายธารคณะราษฎรอย่างยิ่งใหญ่ด้วย โดยมีกิจกรรมดังต่อไปนี้

24 มิถุนายน 2554 วาระ 79 ปีวันชาติไทย-เครือ ข่ายประชาธธิปไตย(คปต.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์กรเครือข่ายจัดงานฉลองวันชาติประชา 24 มิถุนายน เป็นวันประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และเห็นควรจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง ท่านสามารถดาวน์โหลดเพลง http://www.mediafire.com/?od4tstjztst#1 ***

***งานเฉลิมฉลอง ยี่สิบสี่มิถุนา 'วันชาติ ราษฎร' จัดขึ้น เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ อันทำให้ราษฎรไทย 'ได้สิทธิเสรี' ตามหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร

คณะ ผู้จัดงานขอเชิญราษฎรทั้งหลาย ผู้เป็นเจ้าของวันชาติที่ ๒๔ มิถุนานี้ จงมาร่วมกันเฉลิมฉลองให้เป็นที่ระลึกแก่สาธารณชนในประเทศนี้ว่า เราจะไม่ลืมวันชาติอันมีความหมายถึงสิทธิเสรีภาพ และระบอบประชาธิปไตย อันมีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

จงพิทักษ์ดอกผลแห่งการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕! ยี่สิบสี่มิถุนาจงเจริญ!

ราย ละเอียดกำหนดการ กิจกรรมเฉลิมฉลอง "วันชาติ ราษฎร: 24 มิถุนา" จัดโดยเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน วันที่ 24 มิถุนายน 2554 เวลา 16.30 – 24.00 น.


16.30-17.30
● ดนตรีเปิดงานเฉลิมฉลองวันชาติ (วงท่าเสาร์ & ผองเพื่อน)

17.30-17.45
● กล่าวเปิดงานฯ โดยรองเลขาธิการ คปต. (คุณทรงชัย)

17.45-18.45
เสวนาในหัวข้อ

● 79 ปีเส้นทางระบอบรัฐธรรมนูญ (ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ)

● ความทรงจำคณะราษฎร์ และดอกผลแห่งการอภิวัฒน์สังคม (แขกรับเชิญ/ลูกหลานคณะราษฎร์)

18.45-19.15
ปราศรัยในหัวข้อ

● นักโทษการเมือง จากอดีตถึงปัจจุบัน (รศ.สุดสงวน ดร.สุดา & คุณอติเทพ)

19.15-19.45
ปราศรัยในหัวข้อ

● ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ/นักศึกษา และสื่อมวลชน ต่อการขับเคลื่อนประชาธิปไตย (คณะกรรมการ คปต./คุณเกษศิรินทร์)

19.45-19.55
● ร่วมร้องเพลงประจำวันชาติ 24 มิถุนา (เพลง“ศรีสวัสดิ์”) (คณะกรรมการ คปต. & ผู้ร่วมงาน)

20.00-20.30
● การแสดงละคร เรื่อง “หนึ่งแผ่นดิน” (ประกายไฟ)

20.30-20.45
● VTR ประกาศคณะราษฎร์ (24 มิ.ย. 2475)

20.50-21.20
● ปราศรัยย้อนอดีตวันชาติ (คุณสมบัติ บุญงามอนงค์-อาทิตย์สีแดง)

21.20-21.40
● เพลงเพื่อประชาธิปไตย (คุณซัน ชีโร)

21.40-21.55
● บทกวี จากเพียงคำ

22.00-22.30
● ปราศรัยเกี่ยวกับวันชาติ-ประชาธิปไตย (สหายสีแดง)

22.30-23.40
ปราศรัยในหัวข้อ

● ราษฎรวิจารณ์เจ้า (หลัง 2475) (คุณอติเทพ)

● ราษฎร VS อำนาจอธิปไตย (คุณพลท & คุณอ๊อด ราษฏรเต็มขั้น)

22.30-23.40
ปราศรัยในหัวข้อ

● ราษฎรวิจารณ์เจ้า (หลัง 2475) (คุณอติเทพ)

● ราษฎร VS อำนาจอธิปไตย (คุณพลท & คุณอ๊อด ราษฏรเต็มขั้น)

23.40-23.55
● กล่าวปิดงานเฉลิมฉลองวันชาติ

(คณะกรรมการ คปต. & วงดนตรีท่าเสาร์)


23 มิถุนายน 2554 เสวนา 79 ปีเปลี่ยนแปลงปกครอง-กำหนดการเสวนาวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา เรื่อง ร่วม สร้างพลเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2554 ณ ห้องประชุมต้นโมก อาคารสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

เวลา 12.00 - 12.30 น. เริ่มลงทะเบียน
12.45 - 13.00 น. กล่าวเปิดงานโดย ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
13.00 - 17.00 น. เริ่มการเสวนา เรื่อง “ร่วมสร้างพลเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้งเพื่อ
พัฒนาประชาธิปไตย” วิทยากรโดย
1. นายสถิตย์ ไพเราะ
ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนกคดีเด็กเยาวชนและครอบครัว
2. รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ผศ.วิชชุกร นาคธน
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
17.00 น. ปิดการเสวนา ***


***24 มิถุนายน 2554 รำลึก24มิถุนาฯที่เชียงใหม่ -งานเสวนา “24 มิถุนา ประชาธิปไตย: อำนาจ ความรุนแรง และผู้หญิงในการเมืองไทย” ที่ห้องประชุมชั้น 4 ตึกปฎิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

9.00-10.30-24 มิถุนา ประชาธิปไตย ช่วงที่ 1: อำนาจ ความรุนแรง และผู้หญิงในการเมืองไทย

วิทยากร
1. ไชยันต์ รัชชกูล ศุนย์สันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ
2. วัฒนา สุกัณศีล ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
3. พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
4. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์
ดำเนินรายการโดย วสันต์ ปัญญาแก้ว

10.45-12.30-24 มิถุนา ประชาธิปไตย ช่วงที่ 2: เมื่อผู้หญิงมองการเมือง
1.นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มช
2. อาภาภรณ์ ภาควิชาสตรีศึกษา
3. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
4. จิตรา คชเดช
ดำเนินรายการโดย หัวหน้าภาควิชาสตรีศึกษา

ภาคี ร่วมจัด -1. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ 2. โครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น 3. ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา 4. ภาควิชาสตรีศึกษา***

Friday, June 17, 2011

กองเชียร์ปูเคืองเนชั่นอคติยำป้าย่นขึ้นปก

ที่มา Thai E-News

ภาพปกเนชั่นสุดสัปดาห์ กับภาพต้นฉบับ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มิถุนายน 2554

ศึก เลือกตั้งที่นอกจากจะสู้กันที่นโยบาย ทัศนะแล้ว หน้าตาภาพลักษณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของความเป็นคนสวยสดใหม่สมวัย 43 ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "หล่อใหญ่"หมองลงไปมากทีเดียว

แต่ ล่าสุดภาพปกเนชั่นสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นสื่อที่ถือหางนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด และทำตนเป็นอริต่อเสื้อแดง กับเพื่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง นำภาพยิ่งลักษณ์ในโฉมที่ไม่คุ้นตาขึ้นปก คือมีรอยเหี่ยวย่นที่หน้าผาก หนังใต้ตาคล้ำเหมือนอาซิ้มคนหนึ่ง และรอยตีนกาเด่นชัด

ทำ เอาแฟนคลับกองเชียร์ของปู-ยิ่งลักษณ์ออกอาการฉุนขาด ไปตั้งกระทู้ในเวบบอร์ดยอดฮิตของคนเสื้อแดง อย่างกระดานสนทนาInternet Freedomว่า ** เนชั่ว...มึงตกแต่งภาพนายกหญิงในดวงใจของพวกกูทำไม ** ** โปรดเปรียบเทียบ 2 ภาพนี้.....วิจารณ์กันเอาเองนะครับ.... ** พร้อมกับนำภาพปกยิ่งลักษณ์บนมติชนสุดสัปดาห์ที่มีภาพลักษณ์สวยใสมาเปรียบเทียบ



เมื่อไทยอีนิวส์ตรวจที่มาของภาพปกนี้ของเนชั่นสุดสัปดาห์ ก็ได้พบภาพหนึ่งในมุมเดียวกันจาก เว็บบอร์ดInternet Freedom พร้อมคลิปยิ่งลักษณ์ขึ้นฮ.ไปหาเสียง และอาจเป็นไปได้ที่จะเป็นต้นฉบับซึ่งเนชั่นสุดสัปดาห์นำมาขึ้นปก

ส่วนภาพต้นฉบับนี้จะเหมือนหรือต่าง จากภาพปกเนชั่นสุดสัปดาห์หรือไม่อย่างไร โปรดตรองดูกันเอง

ณัฐวุฒิVSมาร์ค91ศพภาค2:ชายชุดดำๆๆไม่มีคำว่าเสียใจไร้คำขอโทษ คุณไม่ต้องรับผิดชอบเลยหรือ?

ที่มา Thai E-News

อภิสิทธิ์:ใน บันทึกฉบับล่าสุดนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงชายชุดดำ 4 ครั้ง กลุ่มติดอาวุธ 3 ครั้ง ว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเสียชีวิต 91 ศพ ไม่มีตอนใดที่กล่าวว่า เป็นฝีมือของทหารใต้คำสั่งการของเขา และเขาก็ไม่ได้สั่งฆ่า

ณัฐวุฒิ:คนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชน และร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ไหม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มิถุนายน 2554

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้เขียนลงในเฟซบุ๊คของเขา ตอบ โต้ข้อเขียนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เขียนในเฟซบุ๊คเรื่อง จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 4:91 ศพสังเวยความต้องการใคร (ภาค 2) ดังต่อไปนี้


1.การอ้างเหตุว่ามีการยิงเอ็ม79ตามที่ต่างๆทำให้ถูกกดดันให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมเลื่อนลอยน่าใจหาย ในเมื่อรัฐบาลหาตัวคนทำความผิดไม่ได้ จะมีความชอบธรรมอะไรจัดการประชาชนผู้บริสุทธิ์

คุณ อภิสิทธิ์พยายามบอกว่าตัวเองถูกกดดันจากประชาชนให้ใช้ความเด็ดขาดตลอด เวลา ผมไม่เข​้าใจว่าระหว่างกดดันให้ยุบสภา เพราะคุณมาด้วยอำนาจพิเศษ กับกดดันให้สลายการชุมนุม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย ทำไมเลือกใช้ความรุนแรงครับ

‎2.เรื่องรพ.จุฬาฯเป็นการตัดสินใจ เฉพาะหน้าของเพื่อนเราบางคนเพราะเชื่อ ว่ามีกำลังทหารอยู่ในนั้น​ หลังเกิดเหตุเราแถลงยอมรับความผิดพลาดพร้อมทั้งขออภัยทางรพ.รวมทั้งเปิด พื้นที่ชุมนุมบางส่วน ทั้งที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะความชัดเจนเร​ื่องกำลังทหารยังไม่มี มีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกจากรพ.ก่อนหน้านี้ เหลือบางรายที่ย้ายหลังการเข้าไปตรวจสอบโดยผู้ชุมนุม แม้เป็นเรื่องไม่ควรเกิด แต่ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการสังหารหมู่ประชาชนครับ

‎3.ข้อเสนอ วันเลือกตั้งได้รับการตอบรับตั้งแต่ต้น แต่ประเด็นที่เรายังยอมรับไม่ได้คือไม​่มีการพูดถึงความรับผิดชอบต่อความตาย ของประชาชน ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณมาเกียวข้องในการตัดสินใจเลย เพราะแกนนำได้ประกาศมติหลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.แล้วว่า ไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม ตัวเองถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเรายังปฏิเสธนิรโทษกรรมแล้วเรายังจะไปคิดเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร

‎4.ข้อ เรียกร้องคือให้นายสุเทพเข้ามอบตัวในคดีสั่งสลายการชุมนุมจนมีคน ตายเกือบ30ชีวิตหลัง10เมษาฯ ไปปรากฏตัวที่dsiไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาลถูกดำเนินคดีหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือสรุปว่า คนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเจรจาแล้วก็สั่งกำลังทหารเข้ามา จนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น91ศพ

5.คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าพยายามเจรจาแล้วทำไมจึงปฏิเสธกลุ่มสว.ที่มาพบพวกผม หลังเวทีในวันที่18พ.ค.ทั้งที่พล.อ.เลิศรัตน์และคณะยืนยันว่าคุณรับรู้ทุก ขั้นตอน เราแถลงข่าวร่วมกันว่า วันที่ 19 เป็นวันเจรจา ผมบอกคณะสว.ด้วยว่า เราพร้อมยุติการชุมนุมทันที คุณอภิสิทธิ์ก็ทราบเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเปลี่ยนวันเจรจาเป็นวันสังหารเพราะเตรียมการมาตลอดใช่ไหม บอกสว.ให้มาคุยกับเราจนทุกฝ่ายสบายใจ แล้วค่อยลงมือวิธีการนี้ไม่อำมหิตกับประชาชนไปหน่อยหร​ือ

6.การบอกว่าความตาย14-18พ.ค.เพราะการปะทะระหว่างกองกำลังชุดดำกับเจ้าหน้าที่ ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคนที่ตายไม่มีอาวุธในมือแม้แต่คนเดียว พลุไฟตะไลของเล่นที่บางคนถือเรียกว่าอาวุธไหม ศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ยิงโดนใครบ้างหรือไม่มีเลย และถามจริงๆว่า คนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชน และร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ไหม

ยังมีต่อแต่ขอเวลาไปปราศรัยก่อนครับ

ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เขียนบันทึก จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 4ลงในเฟซบุ๊คของเขาเผยแพร่เมื่อเวลา 19.07 น.วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


91 ศพสังเวยความต้องการใคร (ภาค 2)

หลังจากสังคมได้รับรู้เรื่องเหตุการณ์ 10 เมษา และปรากฏการณ์ชายชุดดำ ปัญหาการชุมนุมก็ยังไม่ยุติ

ตรง กันข้ามมีการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการยิง M79 ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ที่ศาลาแดง การสูญเสียของเจ้าหน้าที่ที่ถนนพระราม 4 เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับปี 2551

วันนั้นมีแต่ M79 ยิงใส่ผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตร

แต่ปี ’53 M79 ออกมาจากพื้นที่ชุมนุมยิงใส่ชาวสีลม ข่มขู่ประชาชนทั่วไป

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่หลายคนไม่อยากจำ แต่ลืมไม่ลง คือ การบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ จนต้องมีการย้ายคนไข้ ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสังฆราช

ทุก ท่านคงนึกออกว่า แรงกดดันที่มาที่ ศอฉ. ให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจะรุนแรงแค่ไหน ผมแบกรับอย่างต่อเนื่อง แต่อดทนเพื่อหาแนวทางสันติ

จนต้นเดือนพฤษภาคม ผมจึงเสนอแผนปรองดองที่พูดถึงการแก้ปัญหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องของผู้ชุมนุมในทุกเรื่อง

โดยเฉพาะหากยกเลิกการชุมนุมก็จะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน ผมถูกก่นด่าว่าอย่างรุนแรงจากคนที่สนับสนุนผม

แต่ผมต้องการเห็นบ้านเมืองสงบทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้คะแนนจากชาวเสื้อแดง แต่เสียคะแนนจากฝ่ายสนับสนุนผม

ข้อเสนอผมเป็นเหตุเป็นผลขนาดที่แกนนำบนเวทีต้องตอบรับแต่ขอเวลาที่จะตัดสินใจในการสลายการชุมนุม

ระหว่าง นั้นผมก็ให้คุณกอร์ปศักดิ์ประสานงานตลอด แต่เจรจาอย่างไรก็ไม่เป็นผล ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มขอคืนพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลจุฬาฯ ฯลฯ

สิ่งที่ผมสังหรณ์ใจไม่ผิดก็คือ แผนปรองดองทั้งหมดมีจุดอ่อนจุดเดียว คือ ไม่มีการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

แม้ แกนนำหลายคนก็เริ่มอยากจะให้แผนนี้เป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย การเจรจาคืบหน้าไปจนถึงจุดที่ว่าจะช่วยกันดูแลให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่มา ชุมนุมกลับบ้านได้อย่างไร เช่น ประสานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แต่สุด ท้าย การเจรจาก็ล้มเหลว เพราะไม่ได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่ ฝ่ายเจรจาของผู้ชุมนุม ที่แปลกใจหรือผิดหวังตั้งแต่ 10 เม.ย.ว่ามีคนตายแล้วแต่รัฐบาลยังอยู่ได้ มองว่า หากไม่มีการนิรโทษกรรม คุณทักษิณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงไม่ต้องการให้คลี่คลาย เพราะไม่ได้รับชัยชนะ แม้แต่ก่อนสลาย เราพยายามจะเจรจาให้ส่งผู้ชุมนุมกลับบ้านก่อนมอบตัว แต่ถูกปฏิเสธ

ในที่สุด เวลาผ่านไป 10 วันก็ชัดเจนว่า จะไม่มีการเลิกการชุมนุม

ศอฉ. จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรักษากฎหมายโดยการ “กระชับพื้นที่”

ไม่ได้เข้าไปสลายการชุมนุม แต่ตั้งด่านปิดล้อมเพื่อให้คนออกจากพื้นที่ชุมนุม ไม่ให้คนเข้า เพียงแต่ต้องใช้อาวุธจริงเพื่อป้องกันตนเองและป้องกัน M79

ความ สูญเสียระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค. ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่มีใครสั่งฆ่าประชาชน แต่มีกลุ่มคนติดอาวุธโจมตีด่าน ทำให้เกิดการปะทะกัน โดย ศอฉ.ได้เตือนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มอาสาสมัคร และสื่อมวลชนให้ระวังตัวว่าจะเป็นเป้าของการยั่วยุให้ปะทะ และชายชุดดำซึ่งอยู่ที่ตึกชีวาทัย (ถ.ราชปรารภ) และบริเวณใต้ทางด่วน ถ.พระราม 4

หลายคนเคยเห็นภาพที่ทำได้กระทั่งเอาเด็กมาเป็นโล่มนุษย์

จนในที่สุด ศอฉ. จำเป็นต้องตัดสินใจเข้ายึดพื้นที่บริเวณสวนลุมฯ ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมของอาวุธและชายชุดดำในเช้าวันที่ 19 พ.ค. แต่ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม จนแกนนำยอมสลายเอง ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้น ความสูญเสียก็จะมีต่อไปไม่รู้จบ

แต่ แล้วปัญหาก็ไม่ได้จบไปกับการสลายการชุมนุมและการมอบตัวของแกนนำ ซึ่งก็เป็นไปตามคำประกาศครั้งสุดท้ายของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พูดบนเวทีก่อนสลายการชุมนุมว่า

“การชุมนุมยุติลงแล้ว แต่การต่อสู้ของเรายังไม่จบ”

จากนั้นไม่ถึงชั่วโมง กรุงเทพฯ ก็กลายเป็นทะเลเพลิงเหมือนกับที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เคยปลุกระดมเอาไว้

เป็น สถานการณ์ที่พี่น้องจำนวนมากที่ติดตามจากการถ่ายทอดสดของทีวีแทบทุกช่อง อาจถึงขั้นหลั่งน้ำตาที่ต้องมาเห็นภาพคนไทยฆ่ากันเอง และยังต้องสลดหดหู่กับภาพคนไทยเผาเมืองหลวงของเรา เพราะถูกปลุกปั่นยุยงด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จอีกด้วย

เหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยอย่างมากก็คือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่วัดปทุมฯ

ที่ จริงเมื่อมีข้อเสนอให้ประกาศเป็นเขตอภัยทาน ผมให้คุณกอร์ปศักดิ์ประสานไปว่า ไม่อยากให้ทำ เพราะควรอำนวยความสะดวกให้คนกลับบ้านมากกว่า

ที่สำคัญ ผมบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีแต่ผู้หญิง เด็ก คนแก่เข้าไปในพื้นที่ ผมรู้ว่าต้องมีคนติดอาวุธเข้าไปด้วย ซึ่งต่อมาก็มีการพบอาวุธที่ถูกนำไปซ่อนในที่นั้น ผมเคยถามด้วยซ้ำว่า หากมีการยิงกัน ปะทะกันจนเกิดความสูญเสีย ใครจะรับผิดชอบ

แม้ ในวันที่ 19 เอง ก็ยังมีคนจากอีสานที่รับจ้างทำบ้องไฟกับเพื่อน ๆ แต่สุดท้ายไม่ได้รับค่าจ้าง หลบหนีเข้าไปอยู่ในวัดปทุมฯ ซึ่งต่อมาได้พยายามหนีกับเพื่อน ๆ ออกจากประตูวัดด้านใกล้แยกอังรีดูนังต์ แต่เพื่อนที่วิ่งนำหน้าถูกกลุ่มชายชุดดำใส่หมวกไหมพรม 5-6 คน ยิงจนเสียชีวิตและลากศพไปเผาบริเวณที่บังเกอร์หน้าวัด เขาจึงวิ่งย้อนกลับไปหลบหนีออกด้านหลังวัด ในที่สุดชายคนนี้ได้ให้ปากคำที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์การกระทำอันโหดร้ายของกลุ่มชายชุดดำ

หลัง กระชับพื้นที่วันที่ 19 พ.ค. ศอฉ. จึงไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปบริเวณนั้น แต่ก็เจอกับปัญหาเผาเซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์ ไม่นับการเผาช่อง 3 และศาลากลางในหลายจังหวัด

ซึ่งทุกแห่งมีการใช้กลุ่มติดอาวุธยิงสกัด กั้นรถดับเพลิง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปคุ้มครอง ผมเองยังได้รับการติดต่อจากนักข่าวต่างประเทศที่ถูกยิงบริเวณวัดให้เข้าไป ช่วย ซึ่งรถพยาบาลกว่าจะเข้าไปได้ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองด้วยความยากลำบาก

ผม ไม่สามารถฟันธงได้หรอกครับว่า 6 ศพที่วัดปทุมฯ เป็นฝีมือใคร แต่ผมถามว่า มีเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่จะจงใจไล่ยิงประชาชนเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดแล้ว ผมเชื่อว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลของการปะทะหรือการฉวยโอกาสของ กลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ ซึ่งผมหวังว่าคณะกรรมการฯ และหน่วยงานจะให้ความจริงกับเราต่อไป

เมื่อเหตุการณ์ คลี่คลายลง คนใกล้ชิดผมจำนวนไม่น้อยแนะนำให้ผมยุบสภา ลาออก หรือเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ต้องมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาบอกผมว่า นับจากนี้ไปชีวิตผมไม่มีทางปลอดภัย แต่ถ้ายอมแพ้ให้คุณทักษิณได้ในสิ่งที่ต้องการทุกอย่างก็จะจบ

แต่ผม ไม่คิดว่าจบหรอกครับ ผมว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นหายนะครั้งใหม่ของชาติมากกว่า และที่ผมตัดสินใจมุ่งมั่นแก้ปัญหาต่อไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าชีวิตถูกคุกคามได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เพราะยึดติดกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เพราะผมตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองว่าต้องใช้อำนาจที่มีต่อสู้เพื่อรักษา บ้านเมืองของเรา

ในช่วงเวลานั้น ผมได้รับกำลังใจจากประชาชนจำนวนมากที่ส่งข้อความมายังโทรศัพท์มือถือของผม เป็นแรงใจให้ผมมีความเข้มแข็งยืนหยัดต่อสู้เพื่อนำบ้านเมืองของเรากลับสู่ ความสงบให้ได้

แม้จะอยู่ในอารมณ์เศร้าสะเทือนใจต่อสถานการณ์ที่เกิด ขี้น แต่ผมก็รู้ดีว่ามีหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นนักการเมืองที่อาสาตัวมารับใช้พี่น้องประชาชน ผมท้อไม่ได้ และผมไม่มีสิทธิ์ถอยเพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่า ผมทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนที่ให้โอกาสผมได้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยมา ยาวนานเกือบ 20 ปี

“อย่าใจเสีย อย่ายุบสภา อย่าลาออก ท่านนายกฯทำดีที่สุดแล้ว”

“หลัง ควันไฟจบบ้านเมืองก็สงบด้วย สิ่งปลูกสร้างเราซ่อมแซมใหม่ได้ หน้าที่ต่อไปคือนำประเทศผ่านวิกฤติครั้งนี้ให้ได้ ท่านนายกฯ ยังมีหน้าที่สู้ต่อเพื่อบ้านเมืองของเรา เชื่อมั่นว่าท่านทำได้”

และ ข้อความอีกมากมายที่ส่งมาให้กำลังใจ เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่อ่อนล้าของผมให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง มันสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผมซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศกับ ประชาชนภายใต้การดูแลของผม

ช่วงที่เปลวเพลิงยังลุกโชติช่วงที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ผู้บริหารของเซ็นทรัลเวิลด์ท่านหนึ่งโทรศัพท์มาหาผม แต่ในขณะนั้นผมกำลังอยู่ในที่ประชุมเพื่อร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคลี่ คลายสถานการณ์ดับไฟกลางเมืองให้ได้ เพราะมีปฏิบัติการของคนชุดดำลอบยิงเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดับเพลิง จน ทำให้การดับเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งเมื่อสามารถดับไฟได้แล้วก็ยังมีความพยายามเผาใหม่หลายรอบ ทำให้เซ็นทรัลเวิลด์เกือบมอดเป็นเถ้าถ่าน แต่ในที่สุดเราคนไทยก็ผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันจนได้

เมื่อ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ผมโทรศัพท์กลับไปยังผู้บริหารเซ็นทรัลเวิลด์ ยอมรับเลยครับว่า ระหว่างกดหมายเลขโทรศัพท์ผมนึกประหวั่นในใจเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจะพบกับปฏิกิริยาเช่นไรจากบุคคลที่ถือเป็นผู้สูญเสีย แต่ผมหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะถูกต่อว่าแค่ไหน ผมรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ต้องน้อมรับ เพราะแม้จะพยายามอย่างเต็มที่ให้ความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สินเกิด ขึ้นน้อยที่สุด แต่ก็รู้ดีว่า การจลาจลครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อทั้งภาพลักษณ์ของประเทศและ เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างรุนแรง

ผมต้องขอขอบคุณผู้บริหารเซ็นทรัลเวิลด์ท่านนั้น ปลายสายที่พูดกับผมคำแรกแตกต่างไปจากที่ผมคิดไว้มากนั

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า นายกรัฐมนตรีตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่โทรมาเพียงแค่ต้องการแจ้งถึงสภาพโครงสร้างอาคาร...”

เรา พูดคุยกันถึงการดูแลอาคารไม่ให้ทรุดตัวลงจากเปลวเพลิงครั้งนี้ ขณะเดียวกันผมก็คิดล่วงหน้าไปถึงการเยียวยาทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุ เผาบ้านเผาเมืองดังกล่าว ควบคู่ไปกับการจัดการตามกฎหมายกับคนที่ทำชาติย่อยยับ มิใช่เพราะโกรธแค้นแต่ผมยืนยันเสมอว่า บ้านเมืองต้องปกครองโดยหลักนิติรัฐ ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตัดสินความถูกผิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ขยายวงกว้าง มากขึ้นทุกที

หน้าที่สมานบาดแผลแผ่นดินยังเป็นสิ่งที่ผมมุ่งมั่นเดิน หน้าต่อ แม้จะรู้ว่าการอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองสี คือ ทั้งสีเหลืองและสีแดง จะทำให้ผมไม่ได้รับคะแนนนิยมจากสองฝ่ายนี้เลย แต่ผมเห็นว่าการสลายสีให้ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่ตกเป็นเบี้ยล่าง มวลชนสีใดสีหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้ลุล่วง

เมื่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งคณะกรรมการของ อ.คณิต นำเสนอข้อมูลกับผมว่า มีคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิทางกฎหมาย ผมก็ให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องการประกันตัวตามสิทธิที่ เขาพึงมี เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกคนไม่ว่าเขาจะเรียกตัวเองว่าสี อะไรก็ตาม ส่วนการจะให้ประกันตัวหรือไม่นับเป็นดุลพินิจของศาล

นอก จากนั้น ครม.ยังมีมติเพื่อตอกย้ำว่า รัฐบาลพร้อมให้ความเป็นธรรมในการดูแลสิทธิของพี่น้องเสื้อแดงที่ไม่มีทนาย ความคอยดูแลเหมือนบรรดาแกนนำ

ผู้รู้ครับว่า ทำอย่างนี้คนเสื้อแดงก็ไม่ได้เกลียดผมน้อยลง บางคนออกจากคุกได้เพราะกระทรวงยุติธรรมเข้าไปช่วยดำเนินการให้ก็ยังด่าผม อยู่ดี

ขณะที่คนบางกลุ่มก็ประณามการกระทำของผมว่า เป็นการเกี๊ยะเซี๊ยะกับคนเสื้อแดง ปล่อยคนเผาเมืองออกจากคุก ทั้ง ๆ ที่อำนาจในการประกันตัวนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ และดีเอสไอซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีก็ยังมีการคัดค้านการประกันตัวแกนนำบางคนที่ เห็นว่า หากออกจากกรงขังไปอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ ทั้งสิ้น

ผมถาม ง่าย ๆ ครับว่า ถ้าผมต้องการเอาใจฐานเสียงของตัวเองที่ต้องการเห็นความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา กับคนเสื้อแดง ผมก็เพียงอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องเข้าไปดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ปล่อยผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกแกนนำทอดทิ้งให้ติดคุกโดยไม่มีใครเหลียวแล ต้องรับชะตากรรมกินข้าวแดงต่อไปก็ได้ และผมก็ไม่ต้องโดนประณามว่ากลัวคนเสื้อแดง แต่จะได้ใจคนกลุ่มอื่นแทน

แต่ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะผมได้ยืนยันมาตั้งแต่ต้นหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ผมจะเป็นนายกฯ ของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือไม่สนับสนุนผมก็ตาม

การอยู่ ท่ามกลางระหว่างสี ทำให้ผมเปรอะเปื้อนไปด้วยการสาดสีใส่โคลน แต่ผมก็รับสภาพด้วยความอดทนอดกลั้น เพราะรู้ดีว่าการสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างการเมืองสุดโต่งนั้นไม่ ใช่เรื่องง่าย แต่ผมยังไม่ละความพยายามที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศให้จงได้ ไม่ใช่ความปรองดองในหมู่นักการเมืองด้วยกัน แต่ต้องปรองดองบนความถูกต้อง ไม่ให้หลักการของประเทศเสียหาย

วันนี้หลังเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี ยังคงมีกระบวนการที่ตั้งธงว่า ผมเป็นฆาตกร

ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ตากใบ กรือเซะ และการฆ่าตัดตอน 2,000 กว่าศพ ดูสิครับ

แล้วท่านจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างการสั่งฆ่าประชาชนกับการรักษากฎหมาย

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


-สูตรสำเร็จชายชุดดำแป้กมาร์คเหวอเจอชาวบ้านดวลเดือด เหยื่อคุกแฉโดนกับตัวที่แท้ทะเหี้ย..มคือMIB

-ปริศนาไขกระจ่างชายชุดดำคือใคร? ฮิวแมนไรต์ว็อท์ชแฉทหารฆ่าเสื้อแดงลอยนวลเหนือกฎหมาย

แบ รด อดัมส์ แห่งฮิวแมนไรท์วอทช์ล่าวว่า "แกนนำ นปช. ถูกตั้งข้อหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงไปแล้ว แต่ถึงแม้รัฐบาลจะให้สัญญาว่าจะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีทหาร หรือตำรวจซักนายที่ถูกดำเนินคดี"..เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ เหนือกฎหมาย "สภาพเช่นนี้เน้นให้เกิดความเข้าใจในหมู่ประชาชนไทยว่า ตาชั่งของกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่เป็นกลาง"

"เห็น ชัดๆ ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลยิงผู้ชุมนุมประท้วง ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็ยิงทหาร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครที่ต้องรับผิด" "คนที่ถูกสังหาร และได้รับบาดเจ็บสมควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ รัฐบาลควรจะรับรองว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรง และละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั้งสองฝ่ายต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีลงโทษ"
(จากรายงานฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล )

-นักข่าวสนามเนชั่น:คำขอโทษ จากนายกฯอภิสิทธิ์

92 ศพ

2,000 ผู้บาดเจ็บ

162 คดีภายใต้การควบคุมของดีเอสไอ

31 ผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงศีรษะ

0 คำขอโทษจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

-365วันคนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา ...คน "สั่ง" ยังลอยหน้า คน "ฆ่า" ยังลอยนวล !!

-เช็กบัญชีมือฆ่าหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครเป็นมือสไนเปอร์ ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

-เฟซบุ๊คร้อนฉ่าณัฐวุฒิดวลเดือดมาร์ค91ศพ

กิจกรรม รำลึก 13 เดือนวีรชนราชประสงค์ 9 โมงเช้า นปช.ทำบุญพระ999รูปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนกลุ่มราษฎรใหม่ จัดรำลึกที่ป้ายราชปะสงค์ 17.00-22.00 น.

รอยเตอร์:เส้นทางกลับบ้านทักษิณไม่หมูแค่ปูชนะเลือกตั้ง ต้องต่อรองกับศัตรูที่ทรงอำนาจให้จบก่อน

ที่มา Thai E-News

รอยเตอร์แพร่ภาพทักษิณหวดกอล์ฟรอกลับบ้าน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา REUTERS


สำนัก ข่าวรอยเตอร์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ และภาพถ่ายล่าสุดของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในคฤหาสถ์ และสนามกอล์ฟเอมิเรสต์ ฮิลล์ กอล์ฟ คอร์ส ในดูไบ โดยเป็นภาพที่บันทึกไว้เมื่อ 28 พฤษภาคม 2554

ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 สนับสนุนน้องสาวของเขา,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในประเทศไทย 3 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ และคาดการณ์เชิงบวก และเขามีความเป็นไปได้ที่จะได้กลับสู่มาตุภูมิบ้านเกิด

อภิมหาเศรษฐี ด้านการสื่อสารโทรคม ซึ่งลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงการถูกลงโทษจำคุกจากกรณีเซ็นชื่อให้ภริยาซื้อที่ดินจากการประมูล ของหน่วยงานรัฐ ขณะเขาดำรงตำแหน่งนายกฯ กล่าวว่า เขาหวังจะได้กลับไทยในเดือนธันาวคม เพื่อร่วมงานแต่งงานลูกสาว

แต่ จากการที่รอยเตอร์รับรู้ได้ในขณะสัมภาษณ์นั้น เขาคงต้องเจรจาต่อรองกับบรรดาศัตรูที่ทรงพลังอำนาจ(powerful enemies)ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก(อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม)





*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


The Economist:Thailand's election Too hot for the generals

ที่นี่ความจริง:ฉุดไม่อยู่คนไทยเลือกแล้ว

ที่มา Thai E-News

ซื่อๆตรงๆง่ายๆใช้วัสดุในท้องถิ่น กินความลึกซึ้ง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการ ที่นี่ความจริง วันที่ 13 มิถุนายน ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดยนักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน)และ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)

เทปนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจเยอะทีเดียว แน่นอนรวมทั้งเฟซบุ๊คร้อนๆของมาร์ค 91 ศพด้วย และกระแสยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ที่ฮ็อตไปถึงสำนักข่าวต่างประเทศ


รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2554









การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ ที่ดูไม่ค่อยซื่อตรงเท่าใดนัก และอาจแฝงการหาเสียงไว้ด้วย รวมไปถึงการอนุมัติงบประมาณก้อนโตก่อนยุบสภา

หรือ ที่นายกษิต ภิรมย์ที่จับต่างชาติลักลอบเข้าเมืองมาในข้อกล่าวหาว่าเป็นสายลับ แล้วก็มีการตีข่าวอย่างใหญ่โต แล้วพยายามบอกว่าตัวเองดำเนินการอย่างยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่แม้แต่คนไทยเองก็ยังเรียกร้องความยุติธรรมอยู่ ทำให้ต่างชาติมองเรื่องนี้อย่างกังขา

นอกจากนี้ยังอาจเป็นความพยายามในการกลบกระแสอื่น ปลุกกระแสครั้งชาติ หรือกระทั่งก่อสงครามเพื่อยืดวาระของรัฐบาลรักษาการ

ในต่างประเทศ ความพยายามของพม่าที่จะขึ้นเป็นประธานอาเซียนก็ ถูก กังขาจากรอบด้าน เพราะการเลือกตั้งของพม่านั้นเป็นการเลือกตั้งจอมปลอม ที่ประชาคมโลกได้เห็นกันชัด ๆ มีทั้งการกีดกันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เข้ามีบทบาททางการเมือง การโกงการเลือกตั้ง แต่กองทัพไทยก็ส่งตัวแทนไปเยี่ยมเยียนและผูกสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่า

เป็นไปได้ว่า เพื่อหาวิธีการมาโกงการเลือกตั้งในประเทศไทยบ้าง

นอก จากเรื่องนี้แล้ว การเคลื่อนไหวของกองทัพไทยในประเทศก็มีพิรุธอย่างยิ่ง ทั้งการส่งชุดเฉพาะกิจฉก. 315 ที่ลงพื้นที่ไปบอกให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่ผู้นำกองทัพต้องการ

การเขียนข้อความลงเฟซบุ๊คของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่ทหารมีเหนือการเมืองและประชาชน

ดัง นั้นจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ชนะอย่างเด็ดขาด จนไม่มีการไปบังคับจับมือกันตั้งรัฐบาลได้อีกต่อไป

ใน เรื่องของเฟซบุ๊คเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นนี้ แม้จะมีผู้อ่านมาก แต่ก็ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เนื่องจากการที่กกต.ล้าหลังไม่รู้จะคิดค่าใช้จ่ายจากการใช้สื่อออนไลน์อย่าง ไรดี

ขณะเดียวกัน การโหวตโนของกลุ่มพันธมิตรก็ถูกโจมตีจากสื่อต่างชาติว่า เป็นการฉุดรั้งให้ประเทศเป็นเผด็จการต่อไปด้วยวิธีการโหวตโน แต่พันธมิตรก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวชุมนุมต่อไปด้วยกำลังคนที่น้อยนิด มีเพียงกลุ่มสันติอโศกที่ขนคนมาถ่ายเทเป็นระยะ ๆ

แต่เชื่อว่า หากฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งและได้ก่อตั้งรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรก็จะกระโจนออกมาเล่นบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ป้ายของกลุ่มพันธมิตรก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร แม้สื่อต่างชาติจะไปนำเสนอข่าวเรื่องป้ายสภาสิงสาราสัตว์ก็ตาม

แต่สื่อต่างชาติก็ยังมีการนำเสนอด้านดีในการเมืองไทยอยู่ด้วย เช่นปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งหญิงคนแรกของไทย ซึ่งเป็นการแสดงถึงการยอมรับในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเธอผู้นี้ได้ชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ใน วันอังคารที่ 14 คนเสื้อแดงไปเยี่ยมคุณจตุพร พรหมพันธุ์ในเรือนจำ และข่าวลือที่บอกว่า หากคุณจตุพรออกจากคุกมาจะไม่ได้เป็นสส. นั้นก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งยังแสดงถึงความไม่เป็นธรรม ที่นักการเมืองในฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำจากอำนาจของรัฐ ที่นอกจากจะรังแกกลั่นแกล้งแล้ว ยังไม่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนที่ไม่ต้องการเลือกตั้งล่วงหน้า

ทำให้ ประชาชนจำนวนมากเสียสิทธิ์ และอีกจำนวนมากที่จำเป็นต้องไปเลือกตั้งล่วงหน้า หรือต้องรายงานต่อกกต.ว่าทำไมตนถึงไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

******
ติดตามชมเพิ่มเติม:รายการที่นี่ความจริง อังคารที่ 14 มิถุนายน 2554