WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 22, 2011

"ณัฐวุฒิ"แถลงข่าวโต้"กอร์ปศักดิ์" ปัด"เพื่อไทย-ทักษิณ"ทำการเจรจาปรองดองล่ม

ที่มา มติชน



นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำแนวร่วมประชาธิไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชา ติ(นปช.) แถลงข่าวกรณีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเริ่มต้นการปรองดอง พร้อมอธิบายขั้นตอนการเจรจาต่างๆ ในช่วงชุมนุมทางการเมือง และได้กล่าวหาคนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพรรคเพื่อไทย เป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์สร้างความวุ่นวายนั้น ถือเป็นการพูดเท็จ ที่ห้องสื่อมวลชน ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรี

ดีแต่โพสต์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



โดนเข้าอย่างจัง โพล 2 สำนักเผยผลสำรวจล่าสุด

พรรคเพื่อไทยนำโด่งพรรคประชาธิปัตย์ทั้งส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์

ตัวเลข 270-290 ส.ส.ที่คาดการณ์กันไว้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้นั้น

มีน้ำหนักมากขึ้น !?

ยิ่งทำให้สถานการณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลำบากเข้าไปทุกที

แม้ก่อนหน้านี้ จะปรับแผนเลิกชูนโยบายขายฝัน ประชานิยม

หันมาเน้น เขย่าภาพเผาบ้านเผาเมือง

แต่ก็เอาไม่อยู่

ที่หนักกว่านั้นเมื่อคะแนนนิยมถดถอย นายอภิสิทธิ์ยิ่งออกอาการ"หลุด"

อดกลั้นไม่ได้เวลาเจอป้าย"ดีแต่พูด"ตามสองข้างทาง

ต้องตอบโต้แทบทุกครั้ง

วันก่อนไปหาเสียงที่นนทบุรี เห็นผู้หญิงยืนถือป้าย "ดีแต่พูด" อยู่ข้างถนน

ก็คว้าไมค์สวนทันควันว่า

"มุขเก่าแล้วครับ อยากรู้ว่าใครดีแต่พูด ให้รอคืนนี้ ผมจะเขียนชี้แจงในเฟซบุ๊ก"

นี่หรือวุฒิภาวะของผู้นำ !?

พูดจาตอบโต้ยั่วยุลูกผู้หญิง 2-3 คนที่ยืนถือป้ายต้าน ต่อหน้ากองเชียร์ฝ่ายปชป.เป็นร้อยคน

แล้วยังมาบอกว่าโดนยั่วยุ-คุกคามอีก

พอไปเปิดเฟซบุ๊กบันทึกจากใจอภิสิทธิ์ตอนที่ 5

เนื้อหาก็พยายามบอกว่าวาทะ"ดีแต่พูด"เป็นขบวนการ มีคนเสื้อแดงไปชูป้ายที่งานวันแรงงานที่องค์กรเอกชนจัดขึ้นเพื่อให้ ส.ส.เพื่อไทยเอาไปขยายผลในสภาและสร้างกระแส

โดนสวนกลับทันทีว่าบิดเบือน

เพราะต้นตำรับ"ดีแต่พูด"ก็คือ"จิตรา คชเดช" ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับคนเสื้อแดงเลย

แต่เป็นอดีตคนงานไทรอัมพ์ฯที่ถูกนายจ้างเลิกจ้างแบบไม่เป็นธรรม และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็แก้ปัญหาให้ไม่ได้

จึงชูป้าย"ดีแต่พูด"ประท้วงหน้าเวที

แล้วประโยคนี้ก็"โดนใจ"คนเสื้อแดงจนนำไปใช้ต่อๆกันไปจนถึงทุกวันนี้

ฉะนั้น เรื่องที่นายอภิสิทธิ์โพสต์ในเฟซบุ๊กจึงเข้าข่ายไม่ใช่เรื่องจริงแต่อิงนิยาย !!

ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน โพสต์อยู่หลายตอน ทั้งพายเรือให้โจรนั่งบ้าง จำใจตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมบ้าง ฯลฯ

จนโดนผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาตอกกลับทุกครั้ง

จะหาเสียงในสังคมออนไลน์ก็ไม่มีใครว่าอะไร

แต่ไม่ควรโพสต์แบบเปิดคางให้ถูกสวน

เพราะตอนนี้เริ่มมีป้าย"ดีแต่โพสต์"ชูกันเกลื่อนเมืองแล้ว !?

เก็บตก ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ ช่วยผู้สมัครหาเสียง 21/06/54

ที่มา blablabla

Asif Ahmad เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย เข้าพบปะหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย 22 มิ.ย. 54






คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงข่าวสร้างเขื่อนป้องกันนํ้าท่วม ถมทะเลสร้างเมืองใหม่ และพบผู้บริหารบ.ไทยรุ่ง
ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร แถลงข่าวสร้างเขื่อนป้องกันนํ้าท่วม ถมทะเลสร้างเมืองใหม่ และพบผู้บริหารบ.ไทยรุ่ง ทักทายพี่น้องประชาชน ชาวหนองแขม, ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครส.ส.ระบบแบ่งเขต ใต้สพานพระราม 8 21 มิ.ย. 54









ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/06/54 อนาคตของชาติ..หรือนาคตตัวเอง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ยอมเป็นทาส นักการเมือง หวังเรืองรุ่ง
จรัสฟุ้ง ก่อเกิด หวังเจิดจ้า
แค่รับใช้ ประชาชน คนธรรมดา
มันต่ำต้อย เชื่องช้า น่าเบื่อจัง....

คำว่าเกียรติ ศักดิ์ศรี ไม่มีหรอก
ยอมเป็นหอก เป็นดาบ คาบความหวัง
เอากิเลส บวกความโง่ โชว์พลัง
ให้สมดั่ง มุ่งมาด อำนาจเงิน....

อนาคต เมืองไทย ไม่เคยสน
ความมืดมน เซซัด ไม่ขัดเขิน
ภาพลวงตา พาเตลิด จนเพลิดเพลิน
หวังแค่เงิน กับอำนาจ อนาถนัก....

เพื่อตัวเอง ก้าวหน้า นำพาสุข
ปลดเปลื้องทุกข์ เคยมี แต่ดีดัก
ไม่สนความ ถูกผิด ติดชนัก
ยอมยึกยัก หักเห ด้วยเล่ห์กล....

ข้าราชการ ดีดี ยังมีอยู่
จับตาดู เถิดหนอ พวกฉ้อฉล
อย่าให้เรื่อง ทุเรศ พวกเศษคน
สร้างหมองหม่น เลวทราม หยามประชา....

พวกเป็นทาส นักการเมือง หวังเรืองโรจน์
คิดฉ้อโฉด สร้างระยำ ทำต่ำช้า
ช่วยกำจัด ออกไป ให้ไกลตา
เพื่อเมืองไทย จรัสจ้า พา..รุ่งเรือง....

๓ บลา / ๒๒ มิ.ย.๕๔

'ไม่ประสงค์จะลงคะแนน' (Vote No) มีผลทางกฎหมายอย่างไร?

ที่มา ประชาไท

คุณอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้เขียนบทความ “ผลทางนิตินัยของบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน (VOTE NO)” เผยแพร่โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2554 ที่ http://bit.ly/juTJyf และโดยคมชัดลึก วันเดียวกัน ที่ http://bit.ly/lDZ6nc และโดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ที่ http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074994

ผู้ เขียนเห็นว่าชื่อตำแหน่งของคุณอนุรักษ์มีความน่าเชื่อถือ แต่เกรงว่าข้อเขียนของคุณอนุรักษ์อาจไม่สมควรเชื่อถือในบางประเด็น อีกทั้งด้วยหวงแหนในสิทธิตามมาตรา 68 แห่งรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนจึงจำต้องตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นสามประการดังนี้

ข้อสังเกตประการแรก: บัตร Vote No ไม่มีผลจำกัดต่อผู้สมัครอื่น เว้นแต่เขตนั้นมีผู้สมัครคนเดียว
คุณ อนุรักษ์ตีความ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550” ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (เรียกย่อในที่นี้ว่า “กฎหมายเลือกตั้ง”) อย่างน่าเป็นห่วงยิ่งนัก โดยกล่าวว่า:

“มาตรา 89 บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 88 ซึ่งเป็นเทคนิคการร่างกฎหมายที่ต้องการให้มาตรา 89 นำหลักการตามมาตรา 88 มาใช้บังคับด้วยโดยไม่ระบุซ้ำลงไปในมาตรา 89 อีก จึงหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครหลายคน ผู้สมัครที่จะถือว่าเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะต้องผ่านองค์ประกอบของกฎหมายทั้งมาตรามาตรา 88 และมาตรา 89 กล่าวคือ

1.ได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น
2.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และ
3.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น”

หาก การตีความของคุณอนุรักษ์ถูกต้อง ย่อมหมายความว่า สมมติในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน และมีผู้มาใช้สิทธิครึ่งหนึ่ง คือ 50 คน แบ่งเป็นลงคะแนนให้พรรคที่หนึ่ง 15 เสียง พรรคที่สอง 5 เสียง และ Vote No อีก 25 เสียง แต่เมื่อผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่ง (15 เสียง) ได้รับคะแนนน้อยกว่า Vote No (25 เสียง) ผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่งก็ไม่ถือเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แม้จะได้รับคะแนนสูงสุดก็ตาม

การตีความเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด โดยคุณอนุรักษ์อาจสับสนนัยทางกฎหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ดังอธิบายตามบริบทได้ดังนี้

“ภาย ใต้บังคับ” เป็นวลีที่มีนัยพิเศษทางกฎหมายในบริบทนี้หมายความว่า “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น หากพิจารณาจากตัวบทที่คุณอนุรักษ์อ้างถึง คือ:

“มาตรา 88 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง...”

“มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้สมัครซึ่งได้ รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือก ตั้ง...”

การอ่านตัวบทย่อมหมายความว่า: ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 89 ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ ได้รับการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะมีคะแนน Vote No มากน้อยเท่าใด) ยกเว้นในกรณีตามมาตรา 88 กล่าวคือกรณีมีผู้สมัครคนเดียวผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับ คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิในเขต และมากกว่าจำนวนบัตรVote No

ดังนั้น กรณีมาตรา 88 กับ มาตรา 89 จะนำมาปะปนกันไม่ได้ เพราะในเขตเลือกตั้งเดียวกันย่อมเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือมีผู้สมัครหลายคนตามกรณีมาตรา 89 หรือไม่ก็มีผู้สมัครเพียงคนเดียวตามกรณีมาตรา 88 จึงไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือพร้อมกันได้

หากผู้อ่านยังไม่ เชื่อผู้เขียน สามารถพิจารณาตัวอย่างที่เทียบได้ชัดเจน คือ บทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวกัน ส่วนเดียวกัน ที่ใช้วลีเดียวกัน คือมาตรา 81 และ 85 ดังนี้:

“มาตรา 81 ภายใต้บังคับมาตรา 85 การนับคะแนนเลือกตั้งให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเลือกตั้ง"ตรา 85 ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้ หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้ง นั้น...”

จะเห็นได้ว่า “มาตรา 81 ภายใต้บังคับ มาตรา 85” หมายความว่า มาตรา 81 เป็นกรณีทั่วไป (ที่ต้องนับคะแนนให้เสร็จ) ยกเว้นในกรณีตาม มาตรา 85 (ที่ต้องงดนับคะแนนเพราะน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ฯลฯ) ซึ่งเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง ไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือเกิดพร้อมกันได้

สรุป คุณ อนุรักษ์เข้าใจความหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ผิดไปจากบริบท แท้จริงแล้ว คะแนน Vote No จะมี “ผลทางนิตินัย” ดังที่คุณอนุรักษ์ว่าก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่เขตเลือกตั้งนั้นมีผู้สมัครเพียง คนเดียว แต่หากมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน ผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับ การเลือกตั้ง จะนำสองกรณีมาปะปนกันไม่ได้

อนึ่ง สมควรกล่าวให้ความเป็นธรรมว่า จะหาว่าคุณอนุรักษ์จะเข้าใจผิดไปเองผู้เดียวก็มิถูกนัก เพราะนักกฎหมายไทยบางส่วนก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ที่สื่อความหมายอย่างปะปนและไม่รัดกุม เช่น นักกฎหมายผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ให้หมายถึง “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น ในมาตรา 142 และ มาตรา 146 แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเองกลับใช้วลี “ภายใต้บังคับ” เพื่อหมายถึง “ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม” เช่น มาตรา 128 หรือ เพื่อหมายถึง “ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อ” เช่นมาตรา 209 หรือ มาตรา 281 จึงน่าจะถึงยุคที่นักกฎหมายรุ่นใหม่จะได้ปฏิเสธการใช้ถ้อยคำที่ไม่รัดกุมโดย เฉพาะที่มาจากการร่างกฎหมายอย่างเร่งรีบและผิดครรลองประชาธิปไตยดังกล่าว เสียที

ข้อสังเกตประการที่สอง (ที่สำคัญมากกว่าข้อแรก): การ Vote No เป็นทั้งสิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย
แม้ ผู้เขียนอาจไม่เห็นด้วยกับคุณอนุรักษ์ในเรื่องวลี “ภายใต้บังคับ” แต่ผู้เขียนเห็นด้วยที่คุณอนุรักษ์ย้ำว่า การไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) นั้น “เป็นหลักประกันแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะสงวน[สิทธิ]ไม่เลือกผู้ใด” และ “สามารถกระทำได้โดยชอบ” อันที่จริงหากจะกล่าวให้ชัด ควรกล่าวว่าการ Vote No เป็น “เสรีภาพ”เพราะไม่มีกฎหมายใดจำกัดเสรีภาพนี้ไว้ อีกทั้งเป็น “สิทธิ” ที่กฎหมายรับรองโดยชัดแจ้งตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งกฎหมายเลือกตั้ง.

สรุป หากผู้อ่านท่านใดประสงค์จะVote No ก็ขอให้ท่านมั่นใจว่าการ Vote No เป็นการใช้เสรีภาพของมนุษย์ที่ท่านมีโดยชอบธรรม อีกทั้งเป็นสิทธิที่ท่านมีตามกฎหมาย และไม่มีผู้ใดปฏิเสธเสรีภาพหรือสิทธิของท่านได้นอกจากตัวท่านเองที่ยอมอยู่ ภายใต้กฎหมาย เพื่อมิให้มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ข้อสังเกตประการที่สาม (ที่สำคัญที่สุด): สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย มิได้อยู่เหนือหน้าที่ตามกฎหมาย
แม้ ผู้อ่านอาจใช้สิทธิเสรีภาพ Vote No ได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง มาตรา 28 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่า ที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น [และ] ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ…” และ มาตรา 70 บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ ธรรมนูญนี้”.

ถามว่า “ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” และ “ตามรัฐธรรมนูญนี้” หมายความว่าอย่างไร ตอบว่าต้องเป็นไปตามหลักวิถีที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น

1. มีพระมหากษัตริย์ (มาตรา 8 - 25)
2. ชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพ (มาตรา 26 - 69)
3. มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 93 - 110)
4. มีนายกรัฐมนตรีที่เห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 171 - 196)
5. มีศาลพิจารณาอรรถคดี โดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม (มาตรา 197 - 228)
6. มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ (มาตรา 229 - 278)
ฯลฯ

ดัง นั้น หากผู้อ่านท่านใดกาบัตร Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีใดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ขัดแย้งต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่สำคัญ หากเรายอมให้มีผู้อ้างการ Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้อหนึ่งข้อใดได้ (เช่น ขัดขวางมิให้มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง) ก็เท่ากับเรากำลังยอมต่อหลักการว่า ต่อไปก็สามารถมีผู้อ้างสิทธิเสรีภาพเพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้อ อื่นได้เช่นกัน (เช่น ขัดขวางการมีพระมหากษัตริย์ หรือขัดขวางการมีสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น)!

สรุป ผลทางกฎหมายของบัตร Vote No ที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญจึงไม่นับเป็นคะแนนเสียงโดยชอบตามกฎหมาย และไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่กำจัดเสียงดังกล่าวให้เป็นบัตร เสียตามกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา 82 วรรคสาม อนุมาตราหก

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 72 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์ Vote No แต่สำนึกในหน้าที่ว่าตนไม่อาจ Vote No ในทางที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญได้ ผู้นั้นก็ย่อมต้องเปลี่ยนไป Vote No ด้วยเหตุผลอื่น หรือไม่ก็ Vote อื่นที่ไม่ใช่ Vote No เพราะกฎหมายกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะมีใจสองมาตรฐาน ใจหนึ่งเรียกร้องสิทธิ แต่อีกใจนอนหลับทับสิทธิหาได้ไม่

บทส่งท้าย
ผู้ เขียนย้ำว่าบทความนี้ไม่ต้องการชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย ของการกาบัตรในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) แต่ตรงกันข้าม ผู้เขียนต้องการย้ำว่าการVote No นั้น ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ย่อมทำได้โดยชอบธรรมหากไม่ขัดหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ หากผู้ใดมีมาตรฐานมโนสำนึกที่เป็นธรรมแล้วไซร้ การอ้างสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของตนทำได้ฉันใด การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตนย่อมทำให้สมกันได้ฉันนั้น

ประชาสังคมอาเซียนเตือนรัฐบาล หยุด "คิด" ก่อนเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์เครือข่ายพลเมืองเน็ตรายงานว่า ในการประชุมอินเทอร์เน็ตภิบาลระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2011 (APrIGF: Asia-Pacific Regional Internet Governance Forum 2011) ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 16-18 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมในอาเซียน แสดงความเป็นห่วงต่อการควบคุมอินเทอร์เน็ตและการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลออ นไลน์ พร้อมกับย้ำว่าการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตนั้น จะต้องเป็นไปตามข้อแนะนำของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ที่ได้เสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอกสาร A/HRC/17/27 หน้า 19-22)

ข้อ แนะนำในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตดังกล่าว โดยสรุปได้แก่ 1) กฎหมายต้องชัดเจน-โปร่งใส-คาดเดาได้ 2) มีเหตุผลชอบธรรมเพียงพอ และ 3) ต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย-ทำเฉพาะที่จำเป็น-ไม่เกินเหตุ/ตามสัดส่วน ทั้งนี้จะต้องไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่นตัวกลางที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล และจะต้องไม่ทำให้การแสดงออกที่ชอบธรรมต้องกลายเป็นความผิดอาญา

ประเด็น สำคัญที่น่าเป็นห่วงในอาเซียนขณะนี้ก็คือ แม้บางประเทศจะมีกฎหมายอินเทอร์เน็ตที่ชัดเจนแล้วก็ตาม แต่การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามอำเภอใจ (arbitrary) และเกินเหตุ ซึ่งรวมถึงการจับกุมคุมขังเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และการไม่ให้ประกันตัว

อ่านแถลงการณ์ร่วมของประชาสังคมอาเซียน ได้ที่ 2011 Southeast Asia Civil Society Statement on Internet Governance

องค์กร ที่สนับสนุนแถลงการณ์ดังกล่าว มีองค์กรจากประเทศไทย, อินโดนีเซีย, ติมอร์ตะวันออก, เวียดนาม, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, พม่า และองค์กรระดับภูมิภาคได้แก่ FORUM-ASIA และ SEACeM


ที่มา: เว็บไซต์เครือข่ายพลเมืองเน็ต

สืบพยานจำเลยเสื้อแดงมุกดาหารนัดแรก:DSIสอบสวนผู้ต้องขังโดยไม่มีทนาย

ที่มา ประชาไท

สืบ พยานจำเลยคดีเผาศาลากลางมุกดาหารวันแรก จำเลยขึ้นเบิกความ 6 ปาก พร้อมพยานอีก 2 จำเลยทั้ง 6 อ้างไม่ได้ร่วมก่อเหตุ แต่ถูกจับและทำร้ายร่างกายนอกรั้วศาลากลาง ถูกขังบนรถ 3 วัน 2 คืน อีกทั้งให้การตรงกันว่า การสอบสวนไม่มีทนายและอัยการเข้าร่วมตามที่ดีเอสไอกำหนด

21 มิถุนายน 2554 ศาลจังหวัดมุกดาหารนัดสืบพยานจำเลยเป็นวันแรก มีจำเลยที่ 2,3,5,7,8 และ 9 ขึ้นเบิกความ รวม 6 ปาก โดยให้การว่าในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จำเลยส่วนใหญ่มาธุระในเมืองเห็นการชุมนุมและควันไฟจากการเผายางที่ข้างศาลา กลางจึงเข้ามาดูเหตุการณ์ อีกส่วนหนึ่งตั้งใจมาศาลากลางเพราะได้ยินข่าวการ สลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ จึงมาเพื่อร่วมกดดันรัฐบาลให้หยุดฆ่าประชาชน จากนั้น จำเลยที่ขึ้นเบิกความ 5 คน ให้การว่า พวกเขาซึ่งต่างคนต่างมา เข้าไปในบริเวณศาลากลางขณะที่ประตูรั้วเปิดอยู่ และเพียงแต่ดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ จำเลยเห็นมีการกลิ้งยางเข้าไปใกล้อาคารศาลากลางหลังเก่า โดยได้ยินว่าเพื่อกดดันให้รัฐบาลหยุดฆ่าประชาชน บางคนเข้าไปช่วยกลิ้งยางออก เมื่อมีการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ด้วย

ช่วง หลังเที่ยง เมื่อเหตุการณ์เริ่มรุนแรง มีการจุดไฟเผากองยางที่อยู่ใกล้ตัวอาคารหลังเก่า จำเลยแต่ละคนจึงเดินออกมาด้านนอกรั้ว แต่ยังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ข้างนอก บ่ายโมงกว่าไฟก็ลุกไหม้ตัวอาคาร ไม่มีใครเห็นว่า ใครเป็นผู้จุดไฟ จากนั้น ไฟลุกไหม้อาคารศาลากลางอยู่ 2 ชั่วโมงกว่า ทั้งหมดยังอยู่นอกรั้วเพื่อดูเหตุการณ์ ประมาณใกล้ 4 โมงเย็น จำเลยที่ 9 และ 11 จึงมาถึงศาลากลาง จอดมอเตอร์ไซค์อยู่ด้านนอกรั้ว และเดินมาชิดรั้วเพื่อดูเหตุการณ์ ตอนนั้น กำลังชุดควบคุมฝูงชนทำการสลายการชุมนุม โดยวิ่งไล่คนที่อยู่บริเวณศาลากลางด้านในออกมาด้านนอก จำเลยทั้ง 6 ซึ่งอยู่นอกรั้วเบิกความว่า ไม่ได้วิ่งหนีเหมือนคนอื่น เนื่องจากคิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร


แต่ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงตัว จำเลยทั้งหมดก็ถูกควบคุมตัว บางคนถูกสั่งให้หมอบ บางคนถูกถีบหรือตีขาให้ล้มลง จากนั้น 3 คนให้การว่าถูกตีด้วยไม้กระบองนับครั้งไม่ถ้วน จนไม้กระบองหักก็มี ที่เหลือถูกเหยียบหรือเตะด้วยรองเท้าคอมแบท จากนั้น ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปสมทบกับจำเลยคนอื่นๆ ที่ถูกจับในวันนั้นรวม 16 คน ตำรวจพาจำเลยทั้งหมดขึ้นรถกระบะไป สภ.เมืองมุกดาหาร ทำการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันเผาทรัพย์โดยไม่มีทนายอยู่ด้วย ซึ่งทุกคนให้การปฏิเสธ หลังจากนั้น จำเลยทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นรถผู้ต้องขังกลับมาที่ศาลากลาง โดยจอดอยู่บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์ ร.5 ด้านหน้าอาคารที่ถูกไฟไหม้ และถูกควบคุมตัวอยู่ในรถอย่างนั้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ตำรวจจึงนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำมุกดาหาร ขณะถูกขังอยู่ในรถ จำเลยต้องปัสสาวะใส่ขวด หากจะถ่ายหนักตำรวจจะควบคุมตัวไปห้องน้ำทีละคน


หลัง จาก จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำในฐานะผู้ต้องหา มีการไปสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 23 กรกฎาคม จำเลยที่ขึ้นเบิกความทั้ง 6 ให้การตรงกันว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบปากคำเพียงคนเดียว ไม่มีทนายหรืออัยการเข้าร่วม(หมายเหตุ: คดีนี้เป็นคดีพิเศษที่กำหนดให้การสอบสวนผู้ต้องหาทุกครั้ง ต้องมีพนักงานอัยการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษแต่งตั้งเข้าร่วมด้วย-ประชาไท)) นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังไม่ได้บันทึกคำให้การต่อหน้าผู้ต้องหา แต่มีเป็นเอกสารที่พิมพ์มาเรียบร้อยแล้วมาให้ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ให้จำเลย อ่าน หรืออ่านให้ฟัง
นอกจากจำเลยทั้ง 6 แล้ว มีอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณศาลากลางในวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ขึ้นให้การเป็นพยาน 1 คน พยานให้การว่าปกติปฏิบัติหน้าที่อยู่ อ.ดอนตาล แต่ในวันเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้มาดูแลความสงบที่ศาลากลาง เวลาประมาณ 11.00 น. พยานเห็น อส.ที่ดูแลป้อมหน้าประตู ซึ่งพยานไม่รู้จัก ได้ทำการเปิดประตูให้ผู้ชุมนุมเข้ามาในบริเวณศาลากลาง พยานเห็นว่ามีรองผู้ ว่าฯ ลงมาเจรจากับผู้ชุมนุม และการกลิ้งยางเข้าไปกองที่บริเวณใกล้อาคารเกิดจาก การตกลงกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมแล้วว่าให้ทำเพียงเท่านี้ พยาน เป็นผู้เตือนผู้ชุมนุม รวมถึงจำเลย 4 คน ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน และพบกันขณะพยานเดินดูแลเหตุการณ์อยู่ภายในบริเวณศาลากลาง ให้กลับออกไปนอก ศาลากลาง เนื่องจากเหตุการณ์เริ่มรุนแรง โดยจำเลยก็เชื่อฟังพยาน ออกไปอยู่นอกรั้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุไฟไหม้อาคารศาลากลาง

รายงาน: 11 นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในคุกกรุงเทพฯ ปี 2011

ที่มา ประชาไท

ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ “มาตรา 112” ถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งกระแสต่อต้าน สนับสนุน วิพากษ์วิจารณ์ หรือกระทั่งการไล่ล่า

ขณะ เดียวกันการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาก็ยังคงดำเนินไปอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกโรงย้ำเอง “แผนผังล้มเจ้า” มีที่มาที่ไปหาใช่การมั่ว พร้อมย้ำว่าดีเอสไอมีคดีที่กำลังสอบสวนอยู่ จำนวน 20 คดี มีหมายจับ 8 คดี และได้มอบตัวแล้ว 4 คดี !

เรื่องตัวเลขผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดอย่างชัดเจน สื่อมวลชนกระทั่งสาธารณชน ไม่มีทางทราบได้ว่าตำรวจทั้ง 2 หน่วยหลักที่ดูแลเรื่องนี้ กองปราบฯ และดีเอสไอ จับกุมใครไว้บ้าง จำนวนเท่าไร ดำเนินการกับพวกเขาอย่างไร ขั้นตอนไหน และยังมีคดีที่เตรียมดำเนินการในมือมากน้อยแค่ไหน
เหล่านี้ยังเป็นปริศนาดำมืด สำหรับข้อหา “อาชญากรทางความคิด”

หาก สำรวจเท่าที่เป็นข่าว จะพบว่ามีผู้ถูกจับกุมและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัว เฉพาะในกรุงเทพฯ ณ ปัจจุบัน ประมาณ 11 ราย ได้แก่ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ,สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล, อำพล ตั้งนพกุล, สุริยันต์ กกเปือย, ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์, เสถียร รัตนวงศ์, Joe Gordon, สุชาติ นาคบางไทร, วันชัย แซ่ตัน และ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

มีรายละเอียดของคดีและเรื่องราวความเป็นมาดังนี้

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

แดน 1

1. สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ถูกจับกุม:

30 เมษายน 2554 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด่านอรัญประเทศ (ดีเอสไอ)

ความผิด:

มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา (อยู่ระหว่างต่อสู้คดี)

สาเหตุ:

เป็น เจ้าของและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin : เสียงทักษิณ ซึ่งเผยแพร่บทความที่ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาบางส่วนผิด มาตรา 112 ซึ่งกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยที่สมยศสังกัดระบุว่า บทความดังกล่าวคือ “6 ตุลาแห่ง พ.ศ.2553” ในคอลัมน์คมความคิด โดย จิตร พลจันทร์ ตีพิมพ์ในนิตยสารดังกล่าวใน ฉบับที่ 16 ปักษ์แรก มีนาคม 2553

ความคืบหน้า:

  • พนักงานสอบสวนของฝากขังผลัดที่4 จนถึงวันที่ 18 มิ.ย. นี้
  • ที่ ผ่านมายื่นประกันตัวไป 2 ครั้ง ในชั้นพนักงานสอบสวน และชั้นศาล โดยใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท ศาลยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง กระทบสถาบันอันเป็นที่เทิดทูนของประชาชน กระทบต่อจิตใจประชาชนโดยรวม และมีพฤติกรรมหลบหนี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

2. สุชาติ นาคบางไทร หรือ วราวุธ ฐานังกรณ์

ถูกจับกุม:

1 พฤศจิกายน 2553 (กองบังคับการปราบปราม)

ความผิด:

มาตรา 112 ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี สารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 3 ปี

สาเหตุ:

กล่าวปราศรัยบนเวที นปช. ที่สนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 โดยพูดใส่ความสมเด็จพระบรมราชนินีนารถ

ความคืบหน้า:

-

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

แดน 4

3. ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์

ถูกจับกุม:

15 ตุลาคม 2552 (ดีเอสไอ)

ความผิด:

  • มาตรา 14(2)(3)(4)(5) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • มาตรา 112
  • ศาลตัดสินจำคุก 9 ปี สารภาพลดโทษเหลือ 3 ปี 18 เดือน

สาเหตุ:

คลิ ปเข้าข่ายหมิ่นทางอีเมล์ให้เพื่อนต่างชาติ นายนายอีมิลิโอ เอสเทแบน (Emilio Esteban) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ที่ประเทศสเปน ซึ่งตำรวจเชื่อว่าคือผู้ใช้นามแฝงว่า stoplesemajeste ซึ่งร่วมกับนายสุวิชา ท่าค้อ โพสต์คลิปขึ้น youtube และเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา112 ตำรวจจึงขออนุญาตศาลเข้าถึงข้อมูลอีเมล์ของอีมิลิโอ และเจอการส่งอีเมล์ของณัฐที่ส่งให้อีมิลิโอจำนวน 3 คลิป

ความคืบหน้า:

  • ถูกจับวันที่ 15 ต.ค.52 ถูกฝากขังจนกระทั่งได้ประกันตัวในวันที่ 27 ต.ค.52
  • ในการจับกุมตัวครั้งแรกตำรวจแจ้งข้อหาผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากนั้นในวันที่ 30 พ.ย.52 ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่ม คือ ม.112
  • 14 ธ.ค.52 พิพากษาตัดสินจำคุก 9 ปี รับสารภาพ เหลือ 4 ปี 6 เดือน (หรือ 3 ปี 18 เดือน)
  • อายุประมาณ 29 ปี เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ไม่จบ ทำอาชีพค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ทางอินเตอร์เน็ต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

4. วันชัย แซ่ตัน

ถูกจับกุม:

ไม่ทราบแน่ชัด

ความผิด:

มาตรา 112, มาตรา 33
ศาล ตัดสินจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณา ก็ถือได้ว่าเป็นการรับว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดตามฟ้อง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาทางคดีอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือ 10 ปี ริบของกลางทั้งหมด

สาเหตุ:

แจกจ่ายเอกสารเข้าข่ายหมิ่นฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2552

ความคืบหน้า:

  • สัญชาติไทย-สิงคโปร์ อายุ 55 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

-

แดน 6

5. สุรชัย แซ่ด่าน

ถูกจับกุม:

22 กุมภาพันธ์ 2554 (กองบัญชาการตำรวจนครบาล 4)

ความผิด:

มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา (อยู่ระหว่างต่อสู้คดี)

สาเหตุ:

การ พูดในงานเสวนา ตาสว่างกว่าเดิม ครั้งที่ 2 ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อเดือนธันวาคม 2553 โดยขึ้นเวทีเสวนาร่วมกับอีก 3 ส.คือ สุทิน คลังแสง, สุนัย จุลพงศธร, สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ความคืบหน้า:

  • 6 มิ.ย.54 ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน อัยการแถลงสืบพยาน 10 ปาก ทนายจำเลยสืบพยาน 23 ปาก
  • ศาลนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 24, 25, 26, 27 ม.ค.2555 สืบพยานจำเลย วันที่ 31 ม.ค., 1 ,2,3,7,8 ก.พ.2555
  • ญาติ ยื่นประกัน 2 ครั้งด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท ศาลยกคำร้องเนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษสูง ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย และมีการกระทำกันเป็นเครือข่าย
  • ผู้ต้องหาอายุ 68 ปี มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากเคยทำบายพาสหัวใจ ขับถ่ายลำบาก และมีปัญหาปวดตามกระดูกและข้อ
  • สุ รชัย ยังมีคดีความผิดฐาน 112 อีกคดีหนึ่งเมื่อปี 2552 จากการปราศรัยที่สนามหลวงปลายปี 51แต่เป็นเพียงหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหาไม่ได้มีการจับกุม ทั้งนี้ คดีดังกล่าวจะมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 30,31 ต.ค.54, 1, 2, 6, 7 ก.ย.54

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

6. เสถียร รัตนวงศ์

ถูกจับกุม:

19 มีนาคม 2554

ความผิด:

มาตรา 112 (อยู่ระหว่างต่อสู้คดี)

สาเหตุ:

ถูกกล่าวหาว่าขายซีดีที่เนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นฯ ตำรวจล่อซื้อ และยึดของกลางไปประมาณ 20 แผ่น

ความคืบหน้า:

  • ศาลนัดพร้อมวันที่ 4 ก.ค. นี้
  • เป็น อดีตการ์ดส่วนกลางของ นปช. เริ่มชุมนุมกับ นปช.ตั้งแต่ปี 2552 ก่อนหน้านั้นมีอาชีพเป็นพ่อครัวโรงแรม แล้วลาออกมาชุมนุม ขณะถูกจับกุมทำอาชีพขายของ สินค้าเสื้อแดง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

7. Joe Gordon (เลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์)

ถูกจับกุม:

24 พฤษภาคม 2554 ที่บ้านพักจังหวัดนครราชสีมา (ดีเอสไอ)

ความผิด:

มาตรา 112, 116 ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 14 (2)(3) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
(อยู่ระหว่างต่อสู้คดี)

สาเหตุ:

ถูกกล่าว หาว่าเป็นผู้โพสต์ลิงโฆษณาในเว็บบอร์ด samesky เพื่อให้ผู้คนเชื่อมต่อไปอ่านหนังสือ The King Never Smiles (TKNS) ซึ่งทางการไทยระบุว่าเป็นหนังสือต้องห้าม ในบล็อกของผู้ถูกกล่าวหา และปรากฏบทความที่เข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าว เหตุเกิดเมื่อปี 2550-2552

ความคืบหน้า:

  • ยื่นประกัน 2 ครั้ง ศาลยกคำร้องเพราะเห็นว่าเป็นคดีร้ายแรง
  • มีสัญชาติไทย-อเมริกัน และเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน
  • มีโรคประจำตัวคือความดันสูงและเก๊าท์
  • อยู่อเมริกาเกือบ 30 ปี และเพิ่งเดินทางเข้ามาพักรักษาตัวในประเทศไทยราว 2 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

แดน 8

8. ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล

ถูกจับกุม:

1 เมษายน 2553 (กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)

ความผิด:

มาตรา 112
มาตรา 14 (3) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ศาลตัดสินจำคุก 13 ปี (อยู่ระหว่างอุทธรณ์)

สาเหตุ:

มี การนำข้อความในลักษณะหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์อันเป็นเท็จ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เผยแพร่ในรายการ “ทางออกประเทศไทย” ของเว็บไซต์ www.norporchorusa.com และ www.norporchorusa2.com โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาคือผู้ดูแลเว็บไซต์ ใช้นามแฝงว่า “เรดอีเกิ้ล”

ความคืบหน้า:

  • ศาลอุทธรณ์รับเรื่องแล้ว ยังไม่มีการนัดหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

9. อำพล ตั้งนพกุล

ถูกจับกุม:

3 สิงหาคม 2553 (กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่งให้ดีเอสไอ)

ข้อหา:

มาตรา 112
มาตรา 14 (2),(3) พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวตเตอร์ พ.ศ.2550 คำสั่ง คปค.ฉบับที่41
(อยู่ระหว่างต่อสู้คดี)

สาเหตุ:

ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS เข้าข่ายหมิ่นไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ควาคืบหน้า:

  • อำ พล หรือที่ผู้คนมักเรียกว่า “อากง” อายุ 61 ปี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ก่อนได้รับการประกันตัว จากนั้นเมื่ออัยการสั่งฟ้อง ศาลก็สั่งไม่ให้ประกันตัวจึงกลับเข้าเรือนจำอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ยื่นประกันตัวอีกแต่ไม่เป็นผล
  • นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย วันที่ 23, 27-29 ก.ย.54
  • ผู้ ต้องหาเป็นมะเร็งโคนลิ้น ยังมีอาการกำเริบเป็นระยะ เมื่อวันพฤหัสที่ 9 มิ.ย.มีอาการปวดตรงเนื้อร้าย รวมถึงช่องท้องข้างซ้าย หมอในเรือนจำจึงสั่งให้นอนที่ห้องพยาบาลหนึ่งคืน แล้วจึงย้ายเข้าแดน 8 ดังเดิม
  • ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำเรื่องเพื่อขอออกไปรักษามะเร็งที่ โรงพยาบาลนอก เรือนจำ ซึ่งผู้ต้องหาเพิ่งได้รับสิทธิรักษาฟรีเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

10. สุริยันต์ กกเปือย

ถูกจับกุม:

3 สิงหาคม 2553 (กองบัญชาการตำรวจนครบาล 1)

ความผิด:

มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี 1 เดือน สารภาพเหลือ 3 ปี 15 วัน

สาเหตุ:

โทรศัพท์ไปยัง 191 ข่มขู่จะวางระเบิดโรงพยาบาลศิริราช

ความคืบหน้า:

  • อายุ 29 ปี ครั้งแรกตำรวจนำตัวมาแถลงข่าว โดยระบุว่าจะแจ้งข้อหาทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ มีโทษจำคุก 1 ปีปรับไม่เกิน 1 พันบาท แต่ท้ายที่สุดมีการแจ้งข้อหาตามมาตรา 112
  • แหล่งข่าวจากในเรือนจำระบุว่าสุริยันต์ถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักเมื่อครั้งแรกเข้าในเรือนจำ ก่อนเหตุการณ์จะยุติลง
  • ทนายความเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษในสัปดาห์หน้า (กลางเดือนมิ.ย.54)

ข่าวเกี่ยวข้อง:

ทัณฑสถานหญิงกลาง

11. ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ถูกจับกุม:

22 กรกฎาคม 2551 (กองบัญชาการตำรวจนครบาล)

ความผิด:

มาตรา 112

สาเหตุ:

กล่าวปราศรัยที่เวทีเสียงประชาชน ที่สนามหลวง กลางปี 2551

ความคืบหน้า:

  • 17 ตุลาคม 2554 ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมีคำสั่งว่า การพิจารณาคดีลับที่ผ่านมาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

“อภิสิทธิ์” เจอส.ส.ฟิลิปปินส์ ฉะ “ประเทศที่ศิวิไลซ์จะไม่เอาปืนยิงใส่ประชาชน”

ที่มา ประชาไท

สืบ เนื่องจากที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางไปร่วมอภิปรายในงาน World Economic Forum ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 ทางสถานีโทรทัศน์ BBC World Service ได้นำบันทึกเทปดังกล่าวมาฉายในรายการ BBC World Debate ตอน Asia: Sharing the Wealth เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2554 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

Abhisit Vejjajiva - World Economic Forum Annual Meeting Davos 2009

ภาพประกอบ: http://www.flickr.com/photos/worldeconomicforum/3488883590/

การ อภิปรายดังกล่าว มีตัวแทนจากสี่ประเทศในเอเชีย คือ มารี เอลกา ปังเกสตู รัฐมนตรีกระทรวงการคลังประเทศอินโดนีเซีย, ปราชันท์ รัวร์ ซีอีโอเอสซาร์กรุ๊ป ประเทศอินเดีย, วอลเดน เบลโล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศฟิลิปปินส์ และนักวิเคราะห์อาวุโส Focus on the Global South และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประเทศไทย

ผู้ สื่อข่าว ได้ถามถึงความสัมพันธ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเป็นประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล วอลเดน เบลโล ได้ชี้ว่า ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงประสบปัญหาด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งประชาธิปไตยถดถอยมากหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ต่อมา อภิสิทธิ์ ใช้สิทธิถูกพาดพิงชี้แจง โดยยอมรับว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องทำให้ประเทศไทยถอยหลังจริง แต่หลังจากนั้นมา รัฐบาลก็จัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่สองหลังการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการนำเป็นประเทศก้าวไปข้างหน้า เขาเน้นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ “ได้นำหลักนิติรัฐกลับมาสู่ประเทศ”

ต่อประเด็นดังกล่าว ผู้สื่อข่าวบีบีซีตั้งคำถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ใช่หรือไม่ อภิสิทธิ์ชี้แจงว่า พรรคตนไม่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหารแต่อย่างใด และชี้แจงว่า บัดนี้ประเทศไทยได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว

“ในช่วงที่ผม เข้ามาบริหารประเทศ มีรัฐบาลสองรัฐบาลที่บริหารอยู่ก่อนหน้าแล้ว เราประสบกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวได้ ซึ่งในขณะนี้ นับว่าประเทศได้กลับสู่สภาวะปกติ เราจัดให้มีการเลือกตั้ง เป็นการคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ และทหารก็ไม่เข้ามาแทรกแซงการเมืองอีก” นายกฯ ไทย ชี้แจง

อย่างไรก็ ตาม วอลเดน เบนโลจากฟิลิปปินส์ ยังกล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ตนได้อยู่ที่กรุงเทพฯ และได้รับรู้ถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐในการสลายการชุมนุม ซึ่งตนมองว่า เป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ และไม่สามารถยอมรับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไทยที่กระทำต่อประชาชนตนได้

“ผม ช็อคมากกับการสังหารหมู่ประชาชนที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าประเทศที่มีอารยะ ควรนำอาวุธปืนมายิงใส่ประชาชน ผมตกใจมากจริงๆ กับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลประชาธิปัตย์” วอลเดน กล่าว

อภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า หากวอลเดน เบลโล ได้อยู่เมืองไทยก่อนหน้านั้น จะรู้ว่า ความรุนแรงดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่การสลายการชุมนุม เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพบว่ามีกลุ่มติดอาวุธอยู่ภายในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทั้งนี้ ทางรัฐบาลได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วไป และเป็นการนำหลักนิติรัฐกลับคืนมาสู่ประเทศ

“หลังจากเหตุการณ์ดัง กล่าว ก็มีกระบวนการทางการเมืองที่โปร่งใส เรามีการอภิปรายในสภา มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้เราก็ยังมีคณะกรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการค้นหาความจริง (Fact-finding) ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสียหรอกครับ แต่เราต้องยึดถือหลักนิติรัฐ” อภิสิทธิ์กล่าว

หลังจากนั้น ทางรายการ BBC World Debate เข้าสู่ประเด็นการพูดคุยเรื่องการคอร์รัปชั่นและนโยบายทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซียมองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้องเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับตัวแทนจากอินเดียและฟิลิปปินส์ซึงมองว่าการลดความเหลือมล้ำเป็น เรื่องที่จำเป็น และการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการคอร์รัปชั่นก็มีส่วนสำคัญในการบรรลุจุด ประสงค์ดังกล่าว

อภิสิทธิ์ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้อภิปรายเสริมว่า ในส่วนของประเทศไทย มีการริเริ่มนโยบายการลดการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะส่วนของภาคที่ธุรกิจ ที่ได้รวมตัวกันในนามของ ภาคีเครือข่ายการป้องกันและการปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรกในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

“การ แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นนับเป็นเรื่องที่ต้องทำกันอีกนาน เนื่องจากอาจกล่าวได้ว่าคนไทยได้ชาชินกับการคอร์รัปชั่นไปแล้วเป็นเรื่อง ปกติ โชคดีที่เราได้นำหลักคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวมาใช้ ซึ่งเน้นเรื่องความพอเพียง และให้คนลดเว้นจากความตะกละและความเห็นตัว ซึ่งเป็นรากฐานของการคอร์รัปชั่น” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบาย

ใน ช่วงท้ายของรายการ มีการถามถึงการเลือกตั้งและสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย โดยผู้ดำเนินรายการถามว่า การเลือกตั้งในเมืองไทยครั้งนี้ อาจเกิดการแทรกแซงจากทหารหรือไม่ นายกฯ ไทยตอบว่า จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่ากองทัพ หรือพรรคการเมืองใดๆ ต่างมีอิสระในการรณรงค์หาเสียง และต่างเคารพในผลการเลือกตั้งที่ออกมา

ในขณะเดียวกัน วอลเดน เบนโลกลับมองว่า หลังการเลือกตั้ง หากฝ่ายค้านชนะ อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในประเทศไทยได้ เนื่องจากจะมีปัญหาในส่วนของทหารและสถาบันกษัตริย์ และยังกล่าวด้วยว่า ในประเทศที่เป็นสมัยใหม่ ไม่ควรจะนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้ โดยทัศนะของเขาเห็นว่าการนำคนเข้าคุก เพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่องที่มีปัญหา

อภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวว่า ตนและทุกส่วนยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ และถ้าหากฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง ก็จะยอมรับเช่นกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใหม่จะมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ถ้าหากรัฐบาลใหม่บริหารประเทศโดยคำนึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของ ประเทศ ก็เป็นเรื่องดี แต่หากคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนคนเดียว โดยเฉพาะต่อคนที่ถูกตั้งข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชั่นและสิทธิมนุษยชน ก็คงต้องเป็นเรื่องควรกังวล และได้ชี้แจงถึงการใช้กฎหมายมาตรา 112 ในประเทศไทยด้วยว่า มีการใช้เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป

“กฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับรากเหง้าและเอกลักษณ์ของประเทศไทย และยังเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติ ที่ต้องมีการบังคับใช้ เนื่องจากว่า สถาบันกษัตริย์ไม่มีกลไกป้องกันตนเองอื่นๆ เช่น ถ้าหากคุณถูกหมิ่นประมาท คุณสามารถไปฟ้องศาลได้ แต่หากสถาบันกษัตริย์ถูกดูหมิ่น ท่านไม่สามารถไปฟ้องศาลเองได้”

“อาจกล่าว ได้ว่า คนที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ก็จะถูกดำเนินคดี เหมือนกับเวลาเขาไปหมิ่นประมาทคนทั่วไป ซึ่งกรณีดังกล่าวก็ย่อมไม่ได้รับการอภัยโทษเช่นกัน” อภิสิทธิ์ ชี้แจง

ฟังคลิปรายการดังกล่าวได้จาก The World Debate - Asia - Sharing the Wealth?

แม่นไหมไม่ทราบ : ดวงบ้านดวงเมือง ตอน หญิงมุมแดง ชายมุมฟ้า

ที่มา ประชาไท

มา มี้และลีอองกลับมาประชาไทอีกครั้ง ในคอลัมน์ใหม่ ดวงบ้านดวงเมือง หลังจากห่างหายไปนานตั้งแต่คราวที่โดน ศอฉ. กระชับพื้นที่เว็บไซต์เมื่อปีก่อนโน้นนน คราวนี้มามาดใหม่ ทำนายเรื่องบ้านเรื่องเมืองมั่งดีกว่า เผื่อจะไม่โดนกระชับพื้นที่อีก ^_^ มามี้การะเกต์ รับหน้าที่ทำนาย ส่วนลีอองสาวน้อย ก็ตามมาให้กำลังใจเหมือนเคยจร้า

แม่นไหมไม่ทราบ : ดวงบ้านดวงเมือง ตอน หญิงมุมแดง ชายมุมฟ้า

อองก็คิดนะ ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

แม่นไหมไม่ทราบ : ดวงบ้านดวงเมือง ตอน หญิงมุมแดง ชายมุมฟ้า

พี่โด้ พี่โด้ว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนั้น

แม่นไหมไม่ทราบ : ดวงบ้านดวงเมือง ตอน หญิงมุมแดง ชายมุมฟ้า

อะไรกันพี่โด้นี่ ถามแค่นี้มีน้ำโหทำไม

แม่นไหมไม่ทราบ : ดวงบ้านดวงเมือง ตอน หญิงมุมแดง ชายมุมฟ้า

อ้าว ที่แท้พี่โด้ก็ตอบไม่ได้ใช่มะ โถ่ แล้วทำเป็นเท่

แม่นไหมไม่ทราบ

หญิงมุมแดง VS ชายมุมฟ้า

ใกล้ ถึงวันชี้ชะตาประเทศ-ชาติเข้ามาแล้วทุกที ประสามามี้และลีอองก็ลุ้นๆ ตาม อดระทึกไม่ได้ว่าใครจะมา ใครจะไป ใครจะเข้าวิน และประชาชนพลเมืองอย่างเราๆ จะเป็นอย่างไร

ลองมาเปิดไพ่ดูกันบ้างค่ะ จากครั้งก่อนที่่ “ถอดเลข” แต่ละพรรคเด่นๆ ไปแล้ว มาดูกันหน่อยสิว่า ระหว่าง “หญิง” กับ “ชาย” ใครจะ “ได้” มานั่งเก้าอี้ตัวสำคัญค่ะ หรือว่า ไพ่จะบอกอะไรเราเป็นพิเศษบ้างมั้ย?

ไพ่ตัวแทนของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ฝ่ายหญิงที่โดดเด่น (มุมแดง)

The Moon ค่ะ

เอ๊ะ ยังไง หน้าไพ่ใบนี้ มีความหมายเกี่ยวข้องกับดาวจันทร์ ความเป็นแม่ มารดา และเล่ห์เหลี่ยมอันไม่น่าไว้วางใจจากบุคคลและสถานการณ์รอบข้าง

เจ้าชะตาหลายคนที่ได้ไพ่ใบนี้ มักเกี่ยวพันอยู่กับความหวาดระแวง ความกังวล จิตใต้สำนึกที่ไม่มีความมั่นคงทางใจ และอนาคตที่พร่ามัว

เมื่อ เจ้าชะตาผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งฝ่ายหญิง มุมแดง ได้ไพ่ใบนี้ ที่บอกว่าแปลก เพราะดูเหมือนสิ่งสำคัญในเวลานี้คือภาวะภายใน ความกังวลที่ลึกซึ้งและไม่อาจแสดงออก ตลอดจนแรงกดดันจากสิ่งที่มีอิทธิพลประดุจดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อการขึ้น-ลง ของกระแสน้ำ (!?!)

พูดแบบบ้านๆ ก็คือ ตัวเจ้าชะตาและผู้เกี่ยวข้องเอง มีเรื่องหวั่นไหวอยู่ลึกๆ ถึงสิ่งที่มองด้วยตาเปล่ายากจะเห็น แต่มีแรงกระเพื่อมและการเคลื่อนไหวซึ่งรู้สึกถึง อุปมาว่าเจ้าชะตายืนเท้าเปล่าบนหาดทราย และมีการเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน กระแสที่สั่นสะเทือนมาเป็นจังหวะ ไม่ได้มาแบบสึนามิ ไม่ได้ก่อตัวแบบพายุทอร์นาโด แต่ก็ชวนสังหรณ์ว่าจะมีแผ่นดินไหวหรืออาฟเตอร์ช็อคตามมา

ลองมาดูไพ่ประกบกันอีกใบค่ะ สถานการณ์แปลกแท้

Wheel of Fortune ค่ะ ใครที่เป็นกองเชียร์มุมแดง น่าจะหายใจโล่งขึ้นล่ะค่ะ เพราะหน้าไพ่บอกถึงจังหวะ โอกาส เกมที่พลิกผัน จังหวะการพลิกเข้าสู่การเป็นฝ่ายที่มีแต้มต่อสูงกว่า

ไพ่ใบนี้ หมายถึงจังหวะของโชคชะตาที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะที่มาถึงในตอนไม่ทันกะพริบตา จุดสำคัญของไพ่ใบนี้ คือการ “คว้า” โอกาสให้ทัน และหมุนกงล้อไปในทิศทางที่ควรจะเป็น พูดแบบบ้านๆ ก็คือ ตีเหล็กตอนกำลังร้อน หรือน้ำขึ้นให้รีบตัก

เจ้าชะตาใดที่ได้ไพ่ใบนี้ หากก่อนหน้านี้มีเรื่องย่ำแย่ ผิดหวัง จะมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

เปอร์ เซ็นของการได้นั่งเก้าอี้ 100 % (ไพ่หมายเลข 10) แต่ลบด้วยไพ่ดวงจันทร์ (ไพ่หมายเลข 18) โอกาสที่จะต้องกลับไปสู่เงามืดมีสูงถึง 80 % (!?!)

ลองมาดูฝ่ายชายกันบ้างค่ะ
ไพ่ตัวแทนของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ฝ่ายชายที่โดดเด่น (มุมสีฟ้า)

Two of Swords ค่ะ ไพ่ใบเล็กและมีความหมายในทางไม่สู้ดีนักค่ะ

ความ หมายหลักของไพ่ใบนี้ การสื่อสารที่ผิดพลาด การตัดสินใจที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องพะว้าพะวังทางอารมณ์ และผู้คนรอบตัวไม่ว่าจะมิตรหรือศัตรู จะอยู่ในจุดพร่ามัวไปหมด สิ่งสำคัญที่สุดของไพ่ใบนี้คือ การพูดกันไม่รู้เรื่อง

ดูจากหน้าไพ่ใบนี้แล้ว ต้องบอกว่า เป็นไพ่ของความผิดหวัง แต่ไม่ยอมรับความจริง และไม่เข้าใจด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น สัญลักษณ์หน้าไพ่ใบนี้ เป็นคนที่ถือดาบไขว้กันอยู่ในมือ ปิดตา นั่งเผชิญหน้ากับ...ใครก็ตามที่เข้ามาประจันหน้า

ความหมายอีกอย่าง ของไพ่ใบนี้ แม้จะมีคนที่ปรารถนาดี แต่ก็อาจมองเห็นเป็นมีเจตนาร้าย หรือบางครั้ง ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคนอื่น เพียงพยายามปกป้องตัวเอง แต่ก็นั่นล่ะ ฟาดดาบไปเสียสะเปะสะปะกระทั่งไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ถึง

เจ้า ชะตาหลายคนที่ได้ไพ่ใบนี้ มักอยู่ในจุดที่กำลังติดกับตัวเอง เต็มไปด้วยอคติ หรือแวดล้อมด้วยคนที่มีอคติ เหมือนคนผูกตาตีกัน ยินเสียงเคลื่อนไหวหน้าหลังก็แยกแยะไม่ถูกว่าใครเป็นใคร เพื่อการเอาตัวรอดจึงมักจะ “ฟาด” เอาไว้ก่อน ถึงจุดหนึ่ง จึงตีกันวุ่นวาย

ดู ไพ่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้นั่งเก้าอี้หรือไม่ บอกว่าอารมณ์เสียอย่างแรง และพยายามปกป้องตำแหน่งแห่งหนของตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนยิ่งทำ (ที่คิดว่า) ดี กลับยิ่งมีแต่ข้อผิดพลาด

มาดูไพ่ประกบกันอีกใบค่ะ
Ace of Pentacles

อ้าว! เอ๊ะ ยังไง ไพ่ใบนี้ ดีอย่างมากเชียวล่ะ ถ้าถามว่า เจ้าชะตามุมสีฟ้าคนนี้ จะได้นั่งเก้าอี้ไหม ได้ไพ่ใบนี้ ต้องบอกว่ามีโอกาสอย่างมาก และยังเป็นโอกาสที่เด่นกว่าไพ่ Wheel of Fortune อีกค่ะ

อย่าลืมว่า Wheel of Fortune หมายถึง “จังหวะ” ซึ่งถ้าคว้าทันก็เป็นโชค แต่ถ้าคว้าไม่ได้ก็ปลิดปลิว จนกว่าจะถึงเวลาดีๆ รอบใหม่

แต่ ไพ่ Ace of Pentacles ใบนี้ หมายถึงทุนในการเริ่มต้น, การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้, การมีทรัพย์, มีความพร้อมในการเริ่มต้นและก้าวต่อไปอีกมาก

แต่กำลังสงสัยว่า เจ้าชะตามุมสีฟ้าที่ได้ไพ่ใบนี้ อาจต้องกลายเป็น “ทุน” หรือผู้สนับสนุนผู้อื่น ให้ต่อยอดออกไปสู่ความสำเร็จภายหน้า

ประกบอีกสักใบค่ะ Knight of Cups
จะ มีคนหนุ่มกำลังเดินทางมา (!?!) มาช้าๆ เรื่อยๆ เอื่อยๆ มาด้วยจังหวะที่นุ่มนวล และมาพร้อมกับความสมบูรณ์พูนสุข กล่าวว่า ไพ่ใบนี้เป็นตัวแทนบุคคลที่มีเสน่ห์ โดยเฉพาะกับอิสตรี เป็นคนที่นุ่มนวล รู้วิธีเอาอกเอาใจ ตอบสนองความพึงพอใจทางอารมณ์ได้ดี

เอาละสิ ใครกันนะ ใครกันนะ

สถานการณ์ ท่าทางจะชวนลุ้นกันอย่างยิ่งต่อไปค่ะ เพราะถ้าดูจากหน้าไพ่ของฝ่ายชายแล้ว ก็มีภาษีดีไม่เบาเชียวล่ะ

เอ...ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองเสี่ยงทายกันอีกสักรอบ (ขอไพ่เป๊ะๆ หน่อยได้มั้ย!) ใครจะมา และใครจะไป

Knight of Pentacles

อัศวินหนุ่มที่มีทุนทรัพย์จะมาค่ะ (!?!).

หมาย เหตุ 1 : ดูเองก็ยังสงสัยเองค่ะ จะมาทางไหน ตอนไหน อย่างไร และเป็นใคร ? ก็แม่นไหมไม่ทราบนะคะ ลองมาดูกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หรือว่า...สถานการณ์จะเป็น The Moon เข้าจนได้ !?!

หมายเหตุ 2 : ไพ่ Knight เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครื่องแบบได้ค่ะ และ Knight of Cups ก็หมายถึงบุคคลที่มาด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ความรักใคร่ชอบพอเป็นพิเศษ หรือบุคคลที่ว่านอนสอนง่าย สามารถดำเนินกิจการต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายด้วยดี (กระตือรือร้นเอาอกเอาใจ) และ Knight of Pentacles แปลได้อีกทางคือ ผู้ที่มาพร้อมการเงิน เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน นักธุรกิจ การเจรจาต่อรองอย่างคนที่มั่นใจของในมือตัวเองค่ะ