WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 8, 2011

รายงาน: Politics of Poll – ภาพรวมโพลล์ก่อนการเลือกตั้ง 2554

ที่มา ประชาไท

"ตอน นี้มี 170 กว่าเสียง อยากได้เพิ่มมากกว่า 200 เสียง ทั้งนี้จากการทำโพลล์ทุกสำนักระบุว่า ภาคเหนือเป็นภาคที่คะแนนพรรคมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนภาคอีสานมีคะแนนร้อยละ 30 จากตอนเข้ามามีอยู่ร้อยละ 7 แต่การได้ ส.ส.ยังเป็นเรื่องยากอยู่"
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
8 กุมภาพันธ์ 2554
รายงานฉบับนี้เป็นการนำผลโพลล์ในช่วงต่างๆ ที่มีการเปรียบเทียบคะแนนนิยมระหว่าง 2 พรรคการเมือง คือ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” และการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลที่เสนอตัวลงแข่งขันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปลายปี 2553 หลังการตัดสินไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์, ต้นปี 2554 การประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และหลังการยุบสภา (โดยไม่ได้นำโพลล์ที่ไม่มีคำถามให้ประชาชนมีการเปรียบเทียบเพื่อเลือกพรรค การเมืองอย่างชัดเจน มาพิจารณาในรายงานฉบับนี้)
ทั้งนี้โพลล์ทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ อาจจะไม่ใช่โพลล์ทั้งหมดที่มีการสำรวจและเผยแพร่ในช่วงเวลาที่ได้กล่าวไป แต่ผู้เรียบเรียงพยายามค้นหาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้เรียบเรียงจะสืบค้น ได้ และพยายามอ้างอิงโพลล์หลัก คือ เอแบคโพลล์, สวนดุสิตโพลล์ และกรุงเทพโพลล์ ที่มีการทำผลสำรวจอย่างสม่ำเสมอ
สรุปภาพรวมผลการสำรวจความนิยมจากโพลล์หลัก* (เฉพาะที่ทำภาพรวมทั้งประเทศ) ** ในช่วงเวลาต่างๆ (ปลายปี 2553 – ก่อนเลือกตั้ง 2554)
ช่วงหลังการตัดสิน “ไม่ยุบ” พรรคประชาธิปัตย์และครบรอบ 2 ปี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
29 พฤศจิกายน 2553 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยกคำร้องเหตุคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 4 ต่อ 2 เหตุ กกต.ยื่นฟ้องเกิน 15 วันตามกฎหมายกำหนด และ 20 ธันวาคม 2553 เป็นวันครบรอบ 2 ปี การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยผลการสำรวจความนิยมจากโพลล์มีดังนี้
เอแบคโพลล์: ใครแพ้ใครชนะ ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศ (12 ธ.ค. 53) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
กรุงเทพโพลล์: ประเมินผลงาน 2 ปี รัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ (20 ธ.ค. 53) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
กรุงเทพ โพลล์: ประเมินผลงาน 2 ปี รัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ เปรียบเทียบก่อนและหลังนายกฯ แถลงผลงาน (27 ธ.ค. 53) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
ช่วงหลังการประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์
9 มกราคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายรัฐมนตรี แถลงนโยบายปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ "คิดนอกกฎ บริการนอกกรอบ" เพื่อเป็นของขวัญแก่ประชาชน 9 ข้อ
เอแบคโพลล์: หลังรัฐบาลประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ ประชาชนจะเลือกใคร ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง (20 ม.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
ช่วงก่อนและหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
15-17 มีนาคม 2554 การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
เอแบคโพลล์: การตัดสินใจของประชาชนคนไทย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเลือก (14 มี.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
สวนดุสิต โพลล์: ประชาชน “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” กับ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” (18 มี.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
ช่วงก่อนการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร
ในเดือนเมษายน 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยืนยันว่าจะยุบสภาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเดือนกรกฎาคม โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ก็มีสัญญาณจากหลายฝ่ายว่าจะมีการยุบสภา
เอแบคโพลล์: คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อ พรรคการเมือง ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ (4 เม.ย. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
เอแบคโพลล์: สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและความรู้สึกของสาธารณชนคนไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (3 พ.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
เอแบคโพลล์: เปรียบเทียบจุดแข็งของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค และความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมืองถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง (9 พ.ค. 54) [พรรคพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์]
ช่วงหลังการประกาศยุบสภา พรรคการเมืองเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง
9 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โดยกำหนดให้มีวันเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
เอแบคโพลล์: ประชันนโยบายของพรรคการเมืองในความชื่นชอบของประชาชน (18 พ.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย]
สวนดุสิต โพลล์: ประชาชนกับการเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (23 พ.ค. 54) [พรรคพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์]
เอแบคโพลล์: สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งที่สอง (23 พ.ค. 54) [อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความนิยมมากกว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร]
สวนดุสิต โพลล์: ประชาชนกับการเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (ครั้งที่ 2) (30 มิ.ย. 54) [พรรคพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์]
เอแบคโพลล์: สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งที่สาม (6 มิ.ย. 54) [อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความนิยมมากกว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร]
สวนดุสิต โพลล์: ประชาชนกับการเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (ครั้งที่ 3) (20 มิ.ย. 54) [พรรคพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์]
เอแบคโพลล์: เสนอผลวิจัยเพื่อประมาณจำนวนที่นั่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทั่วประเทศ (22 มิ.ย. 54) [พรรคพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์]
ตารางแสดงช่วงเวลากับความนิยมต่อสองพรรคใหญ่และผู้ท้าชิงตำแหน่งนายก

ช่วงเวลา
สถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจในขณะนั้น
คะแนนความนิยมจากผลโพลล์
ปลายปี 2553
29 พฤศจิกายน 2553 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยกคำร้องเหตุคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 4 ต่อ 2 เหตุ กกต.ยื่นฟ้องเกิน 15 วันตามกฎหมายกำหนด
20 ธันวาคม 2553 เป็นวันครบรอบ 2 ปี การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
มี 3 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์]
ต้นปี 2554
9 มกราคม 2554 นายกอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายรัฐมนตรี แถลงนโยบายปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ "คิดนอกกฎ บริการนอกกรอบ" เพื่อเป็นของขวัญแก่ประชาชน 9 ข้อ
มี 1 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์]
มีนาคม 2554
15-17 มีนาคม 2554 การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
มี 2 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์]
เมษายน 2554 (จนถึง 9 พฤษภาคม 2554 )
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยืนยันว่าจะยุบสภาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเดือนกรกฎาคม โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ก็มีสัญญาณจากหลายฝ่ายว่าจะมีการยุบสภา
มี 3 โพลล์ [มีการเปรียบเทียบความนิยมพรรคการเมือง 2 โพลล์ เพื่อไทยชนะ 1 ประชาธิปัตย์ชนะ 1 มีโพลล์เปรียบเทียบอภิสิทธิ์กับยิ่งลักษณ์ 1 โพลล์ อภิสิทธิ์ชนะทั้งหมด]
พฤษภาคม 2554 (หลัง 9 พฤษภาคม 2554)
9 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โดยกำหนดให้มีวันเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
มี 7 โพลล์ [มีการเปรียบเทียบความนิยมพรรคการเมือง 5 โพลล์ (พรรคเพื่อไทยชนะ 4 ประชาธิปัตย์ชนะ 1 ) มีโพลล์เปรียบเทียบอภิสิทธิ์กับยิ่งลักษณ์ 2 โพลล์ (อภิสิทธิ์ชนะทั้งหมด)]


Poll Pre Elec

หมายเหตุ
* ได้แก่ เอแบคโพลล์, สวนดุสิตโพลล์ และกรุงเทพโพลล์
** ส่วนผลโพลล์ที่ทำสำรวจเฉพาะกลุ่มได้แก่ กลุ่มเยาวชนและความนิยมในกรุงเทพ ได้ตัดออกมาจากการสรุปภาพรวม โดยได้ผลดังนี้ สวนดุสิตโพลล์: ความสนใจของ “วัยรุ่น/เยาวชน” กับการเลือกตั้ง (18 พ.ค. 54) [พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคเพื่อไทย], กรุงเทพโพลล์: "คะแนนนิยมของคนกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งแรกของการเลือกตั้ง 54” (23 พ.ค. 54) [พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์], กรุงเทพโพลล์: "คะแนนนิยมของคนกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งที่ 2 ของการเลือกตั้ง 54” (13 มิ.ย. 54) [พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์], กรุงเทพโพลล์: “คะแนนนิยมของคนกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งที่ 3 ของการเลือกตั้ง 54” (23 มิ.ย. 54) [พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์]
โพลล์ที่แม่นที่สุด “ทักษิณโพลล์”
นอกเหนือจากสำนักวิจัยของสถาบันต่างๆ ที่ทยอยทำการสำรวจผลโพลล์เผยแพร่ต่อหน้าสื่อแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็ได้มีการซุ่มทำโพลล์และเปิดเผยต่อหน้าสื่อ เพื่อหวังผลทางด้านคะแนนเสียง และบลัฟฝ่ายตรงข้ามอย่างสนุกสนาน โดยโพลล์ของแต่ละพรรคมีดังนี้ โพลล์พรรคเพื่อไทยประเมินว่าจะกวาด ส.ส. เข้าสภาถึง 263 - 267 เสียง, โพลล์พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีโอกาสได้ส.ส. 205 -213 เสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยช่วยประเมินคะแนนเสียงให้สองพรรคใหญ่ว่าสูสีกัน มีโอกาสได้ส.ส. พรรคละ 170-180 เสียง แพ้ชนะไม่เกิน 10-20 เสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะได้ 63-68 เสียง (ผลการเลือกตั้งจริง พรรคเพื่อไทยได้ 265 พรรคประชาธิปัตย์ได้ 159 พรรคภูมิใจไทยได้ 34)
โดยโพลล์ของพรรคเพื่อไทยหรือโพลล์ทักษิณ ที่มีความแม่นยำที่สุด เคยคาดการณ์ผลการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้งและก็ได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับผล การเลือกตั้งจริงมากที่สุด ซึ่งมีข่าวยืนยันว่าเบื้องหลังความแม่นยำนี้ก็คือการว่าจ้างสำนักโพลล์มือ อาชีพอย่างแกลลัพโพลล์ (Gallup Poll) เป็นผู้สำรวจวิเคราะห์
โดย ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2544 ทักษิณโพลล์ทำนายว่าพรรคไทยรักไทยจะได้ ส.ส. 249 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งจริงได้ 248 ที่นั่ง และในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548 ทักษิณโพลล์ทำนายว่าพรรคไทยรักไทยจะได้ ส.ส. 370 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งจริงได้ 377 ที่นั่ง ส่วนในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2550 ทักษิณโพลล์ทำนายว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส. 240 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งจริงได้ 233 ที่นั่ง

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงยังไม่สิ้นสุด ปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาชน สร้างปชต.ให้สมบูรณ์

ที่มา Thai E-News



โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง


1 ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัยชนะเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย คะแนนเสียงส่วนสำคัญยิ่งมาจากขบวนการคนเสื้อแดง ที่มีส่วนร่วมผลักดันหาเสียงตามยุทธศาสตร์สองขาของนปช. โดยที่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยหาได้สังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

คน เสื้อแดง ไม่เพียงแต่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่คนเสื้อแดงได้เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนมาโดยตลอดเพื่อให้สังคมไทยมี ประชาธิปไตย มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาค

มีข้อ เสนอรูปธรรม ที่ชัดเจน เช่น ปล่อยนักโทษการเมือง คนสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกลงโทษ ต้องปฏิรูปกองทัพ ต้องแก้ไขรธน50 แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

ซึ่ง ล้วนเป็นข้อเสนอเพื่อเบียดขับอำนาจอิทธิพลของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย อำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็น มิให้แทรกแซงทางการเมืองอันขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

2 แน่นอนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับเสียงสวรรค์จากมือที่มองเห็นของประชาชนในครั้งนี้นั้น ก็มิอาจทำให้คนเสื้อแดงหลงระเริงหรือประมาทได้ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตย จะยอมรับความเป็นจริง ยอมจำนนต่อเส้นทางประชาธิปไตยโดยพลัน

เนื่อง เพราะบทเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการปฏิวัติ 2475 บอกให้รู้ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและเครือข่ายทั้งหลาย พร้อมเสมอที่จะหาโอกาสรุกกลับเพื่อฟื้นวิมานสวรรค์ในอดีตให้กลับมีอำนาจนำ ทางการเมืองอีกครั้งตลอดเวลา

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคน เสื้อแดจึงมิอาจสิ้นสุดได้ ยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และคนเสื้อแดงยังต้องเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความไม่ชอบธรรมของฝ่ายอำมาตยา ธิปไตยเช่นกัน

เพื่อจุดยืนต่อการปกป้องรัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย มาจากหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่

3 ภายใต้สภาพความจริงและบทบาทที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้กันดีว่า ผู้มีอำนาจบางคนในพรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็หาได้มีจุดยืนต่ออุดมการประชาธิปไตย หรือมีความคิดที่ชัดเจนต่อภารกิจเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์

จึง อาจเปิดช่องทางให้มีการฉวยโอกาส “เกียเซี๊ย” เกิดขึ้นได้ ซึ่งจักเป็นผลให้ข้อเสนอของคนเสื้อแดงบางประการถูกบิดเบือนไปได้เช่นกัน

คน เสื้อแดงในฐานะดุลพลังอำนาจสำคัญ จึงมิอาจเพิกเฉย ต้องเกาะติด แสดงท่าที บทบาท ความคิดเห็น มีส่วนร่วม ตามหลักการสิทธิพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เพื่อมิให้รัฐบาลเดินทางผิดทิศผิดทางอย่างที่มิควรจะเป็น

หรือแม้ แต่นโยบายปรองดองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญ เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อเพรียกหาความยุติธรรม เพื่อความเสมอภาคของทุกคน ก็ได้เปิดให้คณะกรรมการชุด อาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งแต่งตั้งสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ดำเนินงานต่อ คนเสื้อแดงก็ต้องจับตามองเกาะติด ตรวจสอบ กระบวนการทำงานเช่นกัน

เนื่อง เพราะที่ผ่านมามิอาจปฏิเสธได้ว่า มีกรรมการบางคนที่มีบทบาทสำคัญ ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายอำมายาธิปไตยทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยมาโดยตลอด

และ หลายครั้งที่แสดงบทบาทผ่านทีวี ผ่านสาธารณชน ดูเหมือนกลับมีจุดยืนเอียงเข้าข้างฝ่ายที่มีอาวุธอยู่ในมือมากกว่ากระทำตน เป็นกลาง เป็นธรรม และอิสระจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

คนเสื้อแดงจึงมิอาจไว้วางใจได้อย่างหมดใจ



4 ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผลให้การเติบโตของขบวนการคนเสื้อแดงเป็นไปทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นพลังประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างที่ไม่เคย ปรากฎมาก่อน

ขบวนการคนเสื้อแดงทั้งสังกัดพรรคเพื่อไทย นปช. และกลุ่มแดงอิสระต่างๆ ยังต้องเติบโตจากปริมาณสู่คุณภาพ จากคุณภาพสู่ปริมาณ จึงยังต้องคิดค้น ศึกษา จัดตั้ง ขยายสมาชิก สรุปบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อสร้างอำนาจนำของอุดมการให้ “แดงทั้งแผ่นดิน” ได้อย่างแท้จริง

ขบวน การคนเสื้อแดง นอกจากยึดมั่นในจุดยืนทางการเมืองประชาธิปไตยที่ชัดเจน อาจต้องร่วมกันพัฒนาคิดค้นทางออกด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม เพื่อสร้างความยุติธรรม ความเสมอภาคในสังคมไทยด้วยเช่นกัน

“ปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาชน ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์”

Thursday, July 7, 2011

โจทย์หินปูพรม"ประชานิยม"กระตุ้นศก. บททดสอบว่าที่นายกฯหญิง"ยิ่งลักษณ์" ธุรกิจลุ้นระทึก !

ที่มา มติชน




ยิ่งลักษณ์ในวันที่เรียกประชุมทีมงานศก.เพื่อไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่พรรคได้หาเสียงไว้


ในวันแถลงจับขั้วตั้งรัฐบาล

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลกำลังฟอร์ม"ครม.ยิ่งลักษณ์1"

ดู เหมือนว่าขณะนี้หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจต่อนโยบายเศรษฐกิจของพรรค เพื่อไทยที่หาเสียงก่อนหน้านี้ รวมถึงทีม"ครม.เศรษฐกิจ"ที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ

โดย เฉพาะเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ทั้งเรื่องยกเลิกกองทุนน้ำมัน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น300บาท/วัน ขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่15,000บาท/เดือน การลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ30เหลือร้อยละ23 การซื้อแท็บเล็ตแจกให้กับนักเรียน เป็นต้น


แม้ก่อนหน้าบรรดาภาคเอกชน นักวิการจะออกมาเตือนอยู่เป็นระยะๆแล้วก็ตาม ว่า"นโยบายประชานิยม"จะมีผลกระทบตามมามากมาย


แต่ เมื่อชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแน่นอนแล้ว ภาคธุรกิจเอกชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจึงออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะตามมาอีก ครั้ง

@เอกชนค้านหัวชนฝา "ขึ้นค่าแรง-ปรับฐานเงินเดือน"


เริ่ม จากหัวเรือใหญ่ของภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมอห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท. นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธาน ส.อ.ท. สายแรงงาน ได้ออกมาย้ำอีกครั้งว่า นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมหาศาล เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดเฉลี่ยอยู่ที่ 180 บาทต่อวัน กทม.และปริมณฑลอยู่ที่ 215 บาทต่อวัน เมื่อปรับขึ้นเป็น300บาทต่อวัน จึงเป็นการปรับแบบก้าวกระโดด


ที่สำคัญผู้ประกอบการที่เสี่ยงจะ ปิดกิจการทันทีคือกลุ่มผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะใช้แรงงานจำนวนมาก มีสัดส่วนมากถึง 60-70% จากทั้งหมดประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบมีมากถึง 80% ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ใช้แรงงานน้อยเพราะใช้เทคโนโลยี ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก

ส่วนการลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% นั้นผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เพราะกำไรสูง แต่เอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์เพราะมีกำไรไม่มากจึงจ่ายภาษีไม่สูง ส.อ.ท.เตรียมเสนอความเห็นและผลกระทบที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับโดยเฉพาะผลจากการ ขึ้นค่าแรงจะทำให้กิจการใดเดือดร้อนหรือต้องปิดกิจการ

@เอกชนหวั่นราคาสินค้าพุ่ง ธุรกิจรอวันเจ๊ง


เช่น เดียวกับนายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาทต่อวัน ส.อ.ท.ไม่คัดค้าน แต่เห็นว่ายังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ขณะที่การประกาศว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็ได้กระตุ้นให้ราคาสินค้า อุปโภคบริโภคปรับราคาขึ้นไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20%


"หากรัฐบาลใหม่ จะเดินหน้าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทจริงๆ ก็ควรจัดทำแผนวิเคราะห์ผลกระทบให้รอบด้าน โดยเฉพาะตัวเลขผู้ประกอบการทุกขนาด จำนวนแรงงาน และดูว่าจะมีผู้ประกอบการล้มตายเท่าไร เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ" นายสมมาตกล่าว และว่า

ใน วันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ส.อ.ท.จะประชุมกับสมาชิกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดจุดยืนต่อนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม เช่น การขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งเห็นว่าเวลาเหมาะสมที่การจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทคือหลัง 3 ปีไปแล้ว

@เตือน"เงินเฟ้อ"พุ่ง ฉุดภาพรวมศก.ชะลอตัว

นาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เกือบจะทุกนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ไม่ควรทำทั้งสิ้น ถ้าจะทำจริงก็ควรทบทวนว่าจะทำได้แค่ไหน โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ควรปรับขึ้นให้สมเหตุสมผลกับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งไม่น่าจะถึง 300 บาท คิดว่าอัตราที่เหมาะสมน่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 10% ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ของพรรค เพื่อไทยอาจทำให้เกิดความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ถ้ารัฐบาลใหม่ยืนยันปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นสูงและต้องผลักภาระมายังผู้บริโภค ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทันที

สอดรับกับบทวิเคราะห์ ของต่างชาติหลายสำนักก็ออกมาเตือนรัฐบาลเพื่อไทยใน ทิศทางเดียวกันว่า นโยบายประชานิยมดังกล่าวจะสร้างความกังวลต่อแรงกดันทางด้านเงินเฟ้อตามมา เช่นวอลสตรีท เจอร์นัลระบุว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยแม้จะกระตุ้นการใช้จ่ายให้เติบโต แต่ก็จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นด้วย และอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษบกิจไทยตามมา เพราะเมื่อเงินเฟ้อเพิ่ม ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย ก็จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

@ ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ หนีไม่พ้นขึ้นภาษีสรรพสามิต

ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงทันที 7.50 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 91 ลดลงทันที 6.70 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล ลดลงทันที 2.40 บาทต่อลิตร


ส่วน พลังงานทางเลือก อาทิ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ที่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯชดเชยอยู่ในปัจจุบัน จะมีราคาเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 จะปรับเพิ่มขึ้น 1.30 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 จะปรับเพิ่มขึ้น 13.50 บาทต่อลิตร ส่วนเอ็นจีวีชดเชยกิโลกรัมละ 2 บาท

นายมนูญกล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ จะส่งผลกระทบต่อแผนพลังงานทดแทนของประเทศ โดยพลังงานทดแทนราคาเพิ่มขึ้น และราคาเบนซินลดลง ส่งผลให้ประชาชนจะหันกลับไปใช้พลังงานเดิมตามปกติ โดยราคาพลังงานก็จะเป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลกตามความเป็นจริง

สำหรับมาตรการที่จะมาทดแทนกองทุนน้ำมันฯหากมีการยกเลิกนั้น นายธรรมนูญกล่าวว่ามีทางเดียวคือ มาตรการทางภาษีสรรพสามิตน้ำมันเท่านั้น


ไม่ ต่างอะไรกับนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบางจาก หากยกเลิกกองทุนน้ำมัน ผลกระทบที่จะตามมาจะส่งผลไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาพลังงานทดแทนด้วย ซึ่งจะส่งผลไปถึงเกษตรกรที่ภาครัฐส่งเสริมให้มีการปลุกพืชพลังงานทดแทน เพราะคนจะหันไปใช้น้ำมันเบนซินมากขึ้น


@ติงแจก"แท็บเล็ต" ดาบสองคม

ด้าน นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแจกแท็บเล็ตเป็นดาบ 2 คม ข้อดีคือ เด็กไทยจะก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่และค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ด้านลบคือ เด็ก ป.1 ยังอ่านและเขียนไม่ได้ ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนควรเป็นเวลาของการวิ่งเล่นออกกำลังกาย เรียนรู้การเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง หากแจกแท็บเล็ตจะทำให้เด็กหมกมุ่นกับเกมคอมพิวเตอร์ ไม่มีสังคมกับคนรอบข้าง ขาดพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ

@ เพื่อไทยยันทำได้ "ยิ่งลักษณ์"ยันพร้อมชี้แจงทุกประเด็น


ขณะ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค พท. และอดีตปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงถึงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นนโยบายที่มุ่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนจนและระดับล่างลืมตาอ้าปากได้ ยืนยันจะให้เท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของลูกจ้างที่เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำที่ 441 บาท แม้แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ก็ระบุว่าค่าจ้างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่สามารถเลี้ยงดูแรงงาน รวมทั้งคู่สมรสและบุตรได้ จากนี้เมืองไทยจะไม่มีค่าแรงถูกอีกต่อไป โดยจะยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานและยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในปี 2020

นายจารุ พงศ์กล่าวว่า ยืนยันจะไม่รื้อระบบไตรภาคีค่าจ้าง เพราะถือว่าเป็นระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่จะแก้กระบวนการสรรหาที่มาของตัวแทนไตรภาคีที่ยังไม่มีตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง เพราะติดขัดเรื่องสหภาพแรงงานที่มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนแรงงานทั้งประเทศ

"ส่วนการ ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจระดับปริญญาตรีไม่ต่ำ กว่า 15,000 บาท คาดว่าจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำจะเริ่มได้หลังทำความเข้าใจกับภาคเอกชน รวมถึงหานโยบายลดภาระให้เอกชนจากการขึ้นค่าจ้าง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล ภาษีเครื่องจักร หาตลาดส่งออกให้ คาดจว่าะเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2555 ส่วนที่กังวลการขึ้นค่าจ้าง จะทำให้มีการย้ายฐานผลิตนั้น ยืนยันว่าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น หากจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต ภาครัฐจะสนับสนุนให้ไปตั้งโรงงานในประเทศที่ค่าแรงถูกหรือตามแนวชายแดนแทน" นายจารุพงศ์กล่าว

กระนั้นก็ตามพลันที่การยกเลิก กองทุนน้ำมันฯค่อนข้างสับสนว่าจะยกเลิกหรือ ไม่อย่างไร จะทำเมื่อไหร่ ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาชี้แจงอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายจะยุบกองทุนน้ำมัน เพียงแต่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแบบชั่วคราว ในรายการน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และ ดีเซล แต่ยังคงต้องรอดูระยะเวลาในการยกเลิกก่อนว่าจะนานเท่าใด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายที่จะยกเลิกตลอด แต่จะดูระบบเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง อีกทั้งยังต้องรอดูแผนงบประมาณต่าง ๆ ด้วย


ซึ่งขัดแย้งกับเมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยประกาศตอนหาเสียงไว้ชัดเจนว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ

นาง สาวยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อีก ครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุดด้วย ซึ่งในขณะนี้ยังคงเป็นเพียงแผนงานระยะสั้นเท่านั้น ส่วนกรณีหากราคาน้ำมันลดลงจะทำให้การใช้พลังงานทดแทนลดน้อยลงหรือไม่นั้น ตนคิดว่าในปัจจุบันพลังงานทดแทนก็ยังไม่มีเพียงพอต่อประชาชน ซึ่งในอนาคตก็จำเป็นที่จะต้องมีสร้างพลังงานทดแทนมากขึ้น

นาง สาวยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นจะใช้เงินที่ยังคงมีเหลือจากกองทุนน้ำมันก่อน โดยเมื่อเงินหมด ก็จะเป็นหน้าที่ภาระของรัฐบาลที่จะจัดสรรเงินจากส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพและราคาของสินค้าต่าง ๆ อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยขอเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการหารือและสร้างแผนงบ ประมาณ

@ ยันไม่แทรกแซงค่าเงินบาท ชี้การวิจารณ์เป็นความเห็นส่วนตัว

ส่วน กรณีเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศไทยนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกดึงเข้ามาเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท เพราะในขณะนี้ค่าเงินบาทที่ลอยตัว ก็ยังส่งผลดีต่อการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ผู้ สื่อข่าวถามว่านโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทยจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยก็มีนโยบายที่พยายามจะลดค่าใช้จ่าย ซึ่งตนคิดว่าคงไม่กระทบค่าเงินมากนัก ซึ่งประเด็นสำคัญนั้นประชาชนคงอยากจะเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เชี่ยวชาญในขณะนี้ตนเห็นว่าเป็นความคิด เห็นส่วนตัว

แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็จะออกมา ชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังจะต้องดูสภาพการเงินการคลังในขณะนี้ด้วย


นี่จึงเป็นบททดสอบด่านแรกของว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยว่าจะรับมือกับโจทย์เศรษฐกิจใหญ่นี้ได้หรือไม่ ?




เปิดใจ "สหรัฐ" เบื้องหลังเจาะ "บรรหารบุรี" ประกาศสมัยหน้าลงแข่งครบทุกเขตไม่หวั่น "บิ๊กเติ้ง" คืนสนาม

ที่มา มติชน




นายพงค์พิชาญ ดามาพงศ์


นายสมใจหมาย อิ่มมณี


นายยุทธนา ลับบัวงาม

รับชมข่าว VDO ชมคลิป

"พ่อ แม่พี่น้องครับ สหรัฐมาแล้วเด้อ มาขอคะแนนเสียงพี่น้อง ยังไงแล้วช่อยแหน่เด้อ เป็นคนลาวนำกัน เว้ากันง่าย บ้านก่บ่ไก๋ กิ๋นปลาร้าคือกั๋น เบิ่งเฮาเด้อ มีหยั๋งจะได้ช่อยกั๋น"


นี่เป็นเสียงของ "สหรัฐ กุลศรี" ว่าที่ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย ขณะลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ หลังชนะแชมป์เก่าอย่าง "มุกดา เที่ยงธรรม" จากพรรคชาติไทยพัฒนา มาหมาดๆ


"สหรัฐ" หรือ "อ้ายเกี๋ยง" เดิมชื่อ "นายเกรียงไกร กุลศรี" เป็นชาวอำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรีโดยกำเนิด เชื้อสายลาวคั่ง จบการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จาก เส้นทางของชาวนา แล้วมาเป็นทนายความ ก่อนจะลงเล่นการเมือง จนได้มานั่งเก้าอี้ส.ส. แม้จะยังไม่มีการรับรองผลอย่างเป็นทางการก็ตาม "มติชนออนไลน์" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายสหรัฐ กุลศรี ถึงแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง

นาย สหรัฐ กล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวนาและเคยเป็นชาวนามาก่อน ก่อนจะมายึดอาชีพเป็นทนายความ ส่วนเส้นทางการเมืองนั้น ตนเริ่มหาเสียงมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 หรือ 14 ปีเต็ม เดินหาเสียงมาโดยตลอด ชนิดที่ไม่ท้อถอย เดินเข้าหาชาวบ้านแบบธรรมชาติ และคิดว่าชาวบ้านเป็นครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งตนยังเป็นคนในพื้นที่ สัมผัสชีวิตแบบชาวบ้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ และคิดว่าจุดนี้เป็นจุดที่ตนได้เปรียบ ขณะเดียวกันยังพูดภาษาถิ่น พูดลาวใส่กัน จนกลายเป็นความผูกพันในที่สุด ชาวบ้านก็ภูมิใจ



ตลอด ระยะเวลาการหาเสียง กระแสพรรคมีส่วนทำให้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าเป็นกระแสต้นๆ แล้วตัวบุคคลเข้าไปเสริม พร้อมกับนโยบายของพรรคซึ่งเป็นนโยบายที่ดี และทำได้ ซึ่งเมื่อก่อนเรามองว่าหลายๆ นโยบายไม่น่าจะทได้ หรือทำได้ยาก เช่น นโยบายปราบยาเสพติด หวยใต้ดิน เป็นต้น พอจริงๆ ทำได้ ชาวบ้านก็เลยเกิดความศรัทธา


ด้วยความเป็น ลูกชาวนา เป็นเด็กวัด กินง่าย เข้าได้ทุกพื้นที่ จึงเข้าใจชาวบ้านเป็นอย่างดี รับรู้ทุกปัญหา และก็รู้ว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการคืออะไร ขณะเดียวกัน การที่ตนเรียนมาทางด้านกฎหมาย ชาวบ้านก็ต้องการคนที่มีความรู้ด้านกฎหมายมาช่วยเหลือชุมชน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครเข้ามาแก้ปัญหาแล้วประสบผลสำเร็จ หรือไม่มีคนไหนสามารถทำได้ ตนจึงอาสาเข้าไปแก้ปัญหา แล้วก็แก้ไขได้จริง ตนน่าจึงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนตรงนี้ด้วย


สิ่ง แรกที่จะทำก็คือ การแก้ปัญหาความทุกข์ยากของชาวบ้าน เนื่องจากหลายพื้นที่ถนนยังเป็นฝุ่น แทบจะเลี้ยงปลาหรือปลูกอ้อยได้ ซึ่งเป็นปัญหาภาพรวม ลึกๆ แล้วชาวบ้านในพื้นที่ยังลำบากอีกมาก ชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ถูกประกาศเป็นพื้นที่ทับซ้อนบ้าง ปัญหาชัวร์ที่สุดก็คือ ราคาข้าว เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านอยู่ไม่ได้ พอพรรคเพื่อไทยมีนโยบายจำนำข้าว ชาวบ้านก็ดีใจ เพราะพรรคอื่นพอเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้ จนถึงขณะนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ ตนจะเป็นคนแรกที่อภิปรายพรรคตนเอง เนื่องจากชาวบ้านตั้งความหวังไว้มาก


นาย สหรัฐ ยังกล่าวอีกว่า ตนเคยเติบโตมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เคยลงสมัครส.ส.อยู่ครั้งหนึ่ง แต่พอมีกระแสเรียกร้องให้ไปอยู่พรรคไทยรักไทยตอนนั้น ส่วนตัวยังคิดว่าเป็นพรรคใหม่ ยังไงก็ไม่สามารถสู้พรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์ได้ แต่การเลือกตั้งผ่านไป ปรากฎว่าประชาชนให้การตอบรับนโยบายดี ชาวบ้านชอบแบบนั้น จากการเรียกร้องของชาวบ้าน จึงมาถามตัวเองดูว่า เราเล่นการเมืองเพื่อใคร คิดได้ว่า เพื่อประชาชน จึงตัดสินใจย้ายพรรค จากนั้นคะแนนก็ดีขึ้น จนได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้


ชีวิตหลังจากนี้ก็คงไม่ เปลี่ยนแปลง และยังเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ภาระอาจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องรับภาระหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาของประชาชน เต็มที่ ก่อนหน้านี้เป็นเพียงผู้สมัคร ได้แต่รับฟังปัญหาแล้วก็หาช่องทางช่วยเหลือไป จนถึงขณะนี้ได้มาทำหน้าที่ ก็จะนำปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านมาแก้ไข ทั้งนี้ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อได้รับตำแหน่งแล้วไม่สามารถทำได้ ตนยืนยันได้ว่าสมัยหน้าก็ไม่ต้องเลือก หรือเลือกคนอื่นก็ได้ และเชื่อว่าตนไม่มีนิสัยอย่างนั้นแน่นอน เพราะการได้มาซึ่งตำแหน่งนี้ แม้จะเป็นภาระ ก็ถือเป็นธรรมดา ตนไม่ได้เป็นส.ส.เทวดา แต่จะเป็นส.ส.ที่นั่งในใจประชาชน


จากกระแส ภายหลังการเลือก ตั้งนั้น นายสหรัฐ ยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง แต่ไม่ได้กลัว และได้ชี้แจงว่า คุณจองชัย และคุณมุกดา เที่ยงธรรม ไม่คิดจะทำร้ายร่างกายตน แต่เกรงว่าลูกน้องอยากจะแสดงสปิริตมากกว่า อาจจะเห็นลูกพี่ทำใจไม่ได้ ทั้งนี้ตนมั่นใจว่า คุณจองชัยและคุณมุกดา เป็นนักสู้คนหนึ่ง ยอมรับกติกา และทั้ง 2 ก็เป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่พอ และไม่ทำอะไรตนอยู่แล้ว มากกว่านั้นตนก็รู้จักคุณจองชัยดี และที่ผ่านมาบ้านก็เคยเป็นหัวคะแนนให้ด้วย แม้กระทั่งงานบวชตนคุณจองชัยก็เคยไปร่วม

ส่วน ผู้ใหญ่ในพรรคอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยให้ผู้ใหญ่ในพรรคโทรมาให้กำลังใจขณะที่หาเสียง ก็ทำให้ตนมีกำลังใจเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งคุณบรรหารเอง ก็ยังอยู่ในใจตน ยังเคารพท่าน เพราะว่าท่านสร้างผลงานไว้เยอะ ท่านก็เคยให้กำลังใจผมว่า "สู้ต่อไปนะ" และหลังจากการดำรงตำแหน่งส.ส. ตนก็ไม่ได้หวังถึงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด สิ่งที่หวังอย่างเดียวก็คือ จะทำอย่างไรให้คนสุพรรณบุรีมีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป อยู่อย่างมีความสุข


บทบาท หน้าที่ในสภาจากนี้ไป นายสหรัฐมองว่า ทุกวันนี้กฎหมายบางอย่างมันล้า และน่าเสียดายมากที่ไม่มีกฎหมายที่ว่า เมื่อสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ลาออกจากตำแหน่งแล้วเป็นนายกอบจ. หรือแม้กระทั่ง การที่กำนันลาออกจากตำแหน่งแล้วมาลงนายกอบต. ทำให้มีการเลือกตั้งซ่อม แล้วต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมาผลาญตรงนี้ ทั้งที่งบประมาณตรงนี้ควรจะให้คนที่ลาออกจ่ายชดเชย หรือนำมาเลือกตั้งซ่อม ที่เป็นการเรียกเงินคืนจากการลาออก เพราะอย่างน้อยก็เป็นเงินที่ในการเลือกตั้งก็เป็นเงินที่เก็บมาจากภาษีของ ประชาชน


มากกว่านั้น การที่ตนเป็นลูกชาวนา อยู่กับการเกษตรมาก่อน อยากให้พรรคเพื่อไทยดูแลกระทรวงเกษตรฯมากกว่า เพราะนโยบายต่างๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท บัตรเครดิตการ์ดชาวนา ล้วนแล้วเป็นเรื่องกระทรวงเกษตรฯทั้งนั้น แต่เมื่อมีกระแสว่ากระทรวงเกษตรฯจะให้พรรคนั้นพรรคนี้ดูแล ตนจึงเสียดาย


ขณะ ที่คุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็ยอมรับว่า ทำประโยชน์ให้กับชาวมาเยอะเหมือนกัน และเป็นคนที่มีผลงาน แต่การพัฒนาเป็นภาพกว้างเท่านั้น เพราะในพื้นที่ยังมีรายละเอียดที่ยังเป็นปัญหาและต้องการรับความช่วยเหลือ อีกเยอะที่ชาวบ้างอยากให้ทำเช่นกัน ชาวบ้านอยากให้ทำละเอียดกว่านั้น บางครั้งเป็นความต้องการที่ชาวบ้านสัมผัส แล้วไม่กล้าพูด อยากคุยกับส.ส. แต่ส.ส.มีเวลาน้อย หรือบางครั้งก็คุยไม่รู้เรื่องบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านคุยเป็นภาษาลาว ทั้งนี้ เมื่อตนเข้าไปหาเสียง


อย่าง ไรก็ตามนายสหรัฐ ยังกล่าวถึงปรากฎการณ์ทางการเมืองอีกว่า หลายคนเคยคุยกันว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในจ.สุพรรณบุรีจะไม่เกิด แม้กระทั่งคนในพรรคเพื่อไทยเองก็พูดให้ช้ำใจว่า จะส่งไปทำไม ส่งไปก็แพ้ แพ้จนกว่าคุณบรรหารจะหมดอำนาจก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางทีมงานของตนได้คุยกันแล้วว่า ในสมัยหน้าอาจจะส่งผู้สมัครยกทีมทุกเขต เดิมทุกคนคิดแบบนั้นหมดว่าไม่มีทางชนะทีมของคุณบรรหารได้ แต่ขณะนี้ทุกคนหันกลับมามองว่า เมื่อคุณบรรหารอยู่เราก็ลงเล่นการเมืองได้ ทุกคนจึงเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เราสู้ตั้งแต่วันนี้ แม้คุณบรรหารจะมาในอีก 1 ปี หรือ 2 ปี ข้างหน้า แต่ 4 ปีนี้ เราเอาก่อน ไม่มีคำว่าถอย


จนถึงขณะนี้ "สหรัฐ" ยังไม่กลับพื้นที่ จนกว่าจะรับรองผลการเลือกตั้ง


มากกว่านั้น จนถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังยังไม่ได้โทรมาแสดงความยินดีแต่อย่างใด


จึงทำให้ว่าที่ส.ส.ไฟแรงคนนี้เกิดอาการ "น้อยใจ" อยู่เหมือนกัน!!

"ดร.สุเมธ"ชี้3-4เดือนผ่านมาเหมือนฝันแต่แป๊บเดียวก็หาย คนไทยนิสัยเสียแค่คนเอาของมาล่อก็หิวกระหาย

ที่มา มติชน



ที่ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ "เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจพอเพียง" ในงานการสัมมนาทางวิชาการ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เรื่อง เปิดมิติและมุมมองประวัติศาสตร์ใต้ร่มพระบารมี จัดโดย สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

โดย ระบุว่า ว่า ตั้งแต่ประเทศไทยมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 พบว่า ระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมุ่งสร้างความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว ใช้หลักคิดว่ารวยแล้วดี มุ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยใช้ค่าจีดีพีเป็นตัวชี้วัดมุ่งแต่เรื่องเงินทองติดมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาก็มาก็มุ่งอุตสาหกรรม แต่ขอเรียกว่า อุตสาหากรรม ความบ้าคลั่งครั้งแรกในความปรารถนาของนักวางแผนกระแสนักคิด อยากเป็นประเทศอุตสาหากรรม


เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวต่อว่า ที่ผ่าน มาผู้นำประเทศแทบไม่ได้คิดเรื่องการบริหารบ้านเมือง ชอบตามแบบอย่างคนอื่น ตามก้นคนอื่น จนไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยตรวจสอบตัวเองเลยว่าเราจะเป็นอะไร แต่จากแผนดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน อัตราความเจริญสูง ความร่ำรวยกระจุก ความจนกระจาย เมื่อเรามุ่งความเจริญเติบโต เราก็ควรจะใช้สมบัติที่เรามีอยู่นั่นคือทรัพยากรธรรมชาติ หรือดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งทั้งหมดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรักษาตลอดระยะเวลา 60 ปี พระองค์ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ทรงใช้วรกาย พระราชสติปัญญารักษาเพื่อให้สิ่งนี้อยู่กับคนไทยให้ได้ แม้จะอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมไป เนื่องจากการบริโภคของคนไทย จากการบ้าพัฒนาประเทศอย่างสุดกู่ ที่ทำให้เกิดผลเสียหายขึ้น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติหร่อยหรอ แม่น้ำเจ้าพระยา ลำคลองเน่าเสีย ป่าไม้ถูกทำลาย เป็นต้น

ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจบ้านเรา เหมือนกับสร้างบ้านโดยไม่ปักเสาเข็ม ซึ่งการที่เราใช้วิธีเลือกเดินไปโดยใช้วิธีการทางด้านอุตสาหกรรมก็เหมือนกับ การสร้างบ้านที่ต้องปักเสาอย่างน้อย 4 ต้น คือ เสาแรก คือ เงิน ซึ่งต้องยืมเขามา เสาที่ 2 เทคโนโลยี ประเทศเราไม่มีการสร้างและคิดค้นเทคโนโลยีเป็นของเราเอง จึงต้องซื้อมาจากต่างประเทศ เสาที่ 3 คน ที่สุดหากเสาบ้านเราไม่แข็งแรงทุกอย่างจะสูญสิ้นไปในที่สุด และเสาที่ 4 คือ ทรัพยากรซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ประเทศไทยมี และเป็นทุนทางธรรมชาติบวกกับ แรงงานในระดับล่างที่กำลังจะได้รับเงิน 300 บาท

"ตลอด 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา ผมเหมือนอยู่ในความฝันเวลาขับรถไป เห็นทุกป้ายสร้างความฝันให้ผมมาก ว่าจะปลดหนี้ไม่มีหนี้แล้ว พอลูกอายุ 20 ก็เบิกได้ 1 ล้าน ใครอยากได้บ้านหลังแรก อยากมีรถคันแรกก็จะมีกุญแจให้ 2 ดอก แต่เผลอแป๊ปเดียวความฝันผมก็หายไป นโยบายต่างๆ กำลังบอกว่าเศรษฐกิจดี แต่ส่งผลความสูญเสียนานัปการ ไม่เหลืออะไรเลย และสังคมมีปัญหา คนไทยแม้แต่เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ตามบ้านนอก มีคนเอาของไปล่อ ก็เกิดความอยากได้ กลายเป็นคนหิวกระหาย และนิสัยเสียไปหมด จึงอยากให้ทุกคนยึด 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1. พอประมาณ 2. มีเหตุผล 3. มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ก็คือ พูดง่ายๆ พอประมาณ ดูตนเอง อย่าเกินตัว"

"ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ระบุผลเลือกตั้ง 3 ก.ค. ชี้ "นิทานการเมืองเรื่องเขาพระวิหาร" ใช้หาเสียงไม่ได้!

ที่มา มติชน



(ที่มา บทความ "Food For Thought -Post Election- Preh Vihear Non Issue" ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ")


"ปั้นน้ำเป็นตัว" ข้อคิดจากสุจิตต์ วงษ์เทศ


การ "โหวต" ของประชาชนชาวไทย เมื่อ 3 ก.ค. โดย เฉพาะอย่างยิ่งจากอีสานใต้ ติดกัมพูชา ติดพนมดงรัก ติดเขาพระวิหาร ไม่ทำให้พรรคการเมือง ที่ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย และ walk out จาก กก. มรดกโลก Unesco ได้คะแนน หรือได้รับเลือกตั้ง ทำไมเล่า


"นิทานการเมืองเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ประเด็นทั้งปราสาท ทั้งเขาพระวิหาร ไม่เป็นประเด็นการเมือง เอามาหาเสียงไม่ได้" (???!!!)

PS: นิทานการเมืองเรื่องนี้ ยังสอนให้รู้ว่า ประชาชนชาวสยามประเทศไทย ต้องการ "สันติภาพ" ไม่ต้องการ "สงคราม" กับเพื่อนบ้านอาเซียน ครับ Peace not War


อ่านบทกวี "ปั้นน้ำเป็นตัว" ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309859433&grpid=&catid=02&subcatid=0207

กกต.สอบกรณี"ยิ่งลักษณ์"ทำผิดกม.เลือกตั้ง-เหตุผัดหมี่โคราชเข้าข่ายรับจัดเลี้ยง

ที่มา ประชาไท

กก ต.โคราชสอบกรณี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผัดหมี่โคราชถวายอนุสาวรีย์ย่าโมและแจกผู้สนับสนุน เมื่อ 31 พ.ค. เข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ห้ามผู้สมัครจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนเสียง และห้ามรับจัดเลี้ยงผู้ใด ผิดจริงถึงขั้นตัดสิทธิ์เลือกตั้ง ด้านแม่ค้าให้การ กกต. ยันควักเงินซื้อเส้นหมี่โคราช 1 กิโลเอง เพื่อให้ยิ่งลักษณ์แสดงฝีมือทำอาหารเป็นสีสันทางการเมือง

ที่มาของภาพ: สปริงนิวส์

หนังสือพิมพ์หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน คนอีสาน รายงานว่า ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา (กกต.นครราชสีมา) เมื่อ 2 ก.ค. เจ้าหน้าที่งานสืบสวนสอบสวน ได้เรียกนางจงรัก แววโคกสูง อายุ 63 ปี แม่ค้าขายผัดหมี่โคราช อยู่ที่ 26 สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ มาสอบปากคำเพิ่มเติม

กรณี นสพ.ไทยรัฐ ฉบับที่ 19490 วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 เสนอภาพข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ผัดหมี่โคราชถวายอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) และแจกจ่ายพี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจ ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร้องกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิด กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 53 ห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมือง (4) เลี้ยงหรือรับจัดเลี้ยงผู้ใด โดยใช้เวลาในการสอบสวนคนละประมาณ 30 นาที

นาง จงรัก แววโคกสูง แม่ค้าขายผัดหมี่ในสถานีรถไฟจิระ เปิดเผยว่า “ข้อเท็จจริงตนมีความรักและศรัทธาพรรคเพื่อไทย เมื่อทราบข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มาหาเสียง จึงชักชวนเพื่อนๆ ให้มาต้อนรับ และเพื่อแสดงความเป็นท้องถิ่นโคราช ซึ่งมีอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ คือ ผัดหมี่โคราช ตนซึ่งมีอาชีพขายผัดหมี่ จึงนำอุปกรณ์ และเครื่องปรุง โดยใช้เส้นหมี่โคราช 1 กิโลกรัม มาตั้งโต๊ะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงฝีมือทำอาหาร เป็นสีสันทางการเมือง โดยไม่มีอะไรแอบแฝง ที่สำคัญค่าใช้จ่ายทุกบาทเป็นของตนเพียงคนเดียว ประมาณ 320 บาทเท่านั้น จึงขอชี้แจงให้สังคมรับทราบ”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 นายกนก สิริเพ็ญโสภา หัวหน้างานสืบสวนสอบสวน กล่าวกับหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน คนอีสานว่า ขณะนี้กกต.นครราชสีมา สรุปสำนวนการสอบปากคำผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ผัดหมี่โคราชถวายอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) และแจกจ่ายพี่น้องประชาชน ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมาไปให้ กกต.กลางได้พิจารณาแล้ว แต่ในชั้นสืบสวนสอบสวนทางกกต.นครราชสีมาไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ซึ่งกรณีนี้จะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 53 (4) และอาจถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง

ผู้มาใช้สิทธิ"ปาร์ตี้ลิสต์-แบ่งเขต" ต่างกันกว่า 8 หมื่นคน "โคทม" ชี้โดยทฤษฎีเป็นไปไม่ได้

ที่มา บางกอกทูเดย์



จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้จัดการแถลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
โดย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. แถลงว่า ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ( 3 กรกฎาคม 2554) โดยการลงคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,203,107 คน หรือร้อยละ 75.03 บัตรเสียจำนวน 1,726,015 บัตร หรือร้อยละ 4.9 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,052 บัตร หรือร้อยละ 2.72

ส่วนการลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,777 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 35,119,885 คน หรือร้อยละ 74.85 บัตรเสีย 2,039,694 บัตรหรือร้อยละ 5.79 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 บัตร หรือร้อยละ 4.03

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ

การลงคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน

การลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,777 คน

ข้อสังเกตก็คือ ผู้มีสิทธิ 2 ระบบ จำนวนไม่เท่ากัน ห่างกัน 95 คน

จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ 35,203,107 คน

จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 35,119,885 คน

ข้อสังเกต คือ ผู้มาใช้สิทธิ 2 แบบ จำนวนไม่เท่ากัน แตกต่างกันถึง 83,222 คน

นาย โคทม อารียา อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า โดยทฤษฎีแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งใน 2 ระบบ จะมีจำนวนไม่เท่ากัน น่าจะเป็นการผิดพลาดด้านตัวเลข หรือ อาจจะเป็นเรื่องระบบทะเบียนบ้านกลาง

ขณะ ที่"สมศรี หาญอนันทสุข" ผู้อำนวยการอันเฟรล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นข้อมูลตรงนี้ แต่โดยข้อเท็จจริงไม่น่าเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้

ล่าสุด แหล่งข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า สาเหตุที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2 ระบบไม่เท่ากัน เกิดจากบัตรเลือกตั้งในต่างประเทศกับบัตรเลือกตั้งนอกเขต ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ บางซองส่งมาล่าช้า บางซองหายไป บางซองส่งมาแค่บัตรสีแดง ไม่มีบัตรสีเขียว บางซองผ่านไปแล้วตั้งนานเพิ่งส่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่นับบัตรเลือกตั้งนอกเขตที่มีปัญหาเรื่องการจัดส่ง.

สาวแกร่งแห่ง"กองร้อยน้ำหวาน" บอดี้การ์ดผู้เคียงข้าง"ยิ่งลักษณ์"

ที่มา มติชน













หลาย วันมานี้ เราจะได้เห็น "หญิงสาว" หน้าตาหวานบ้าง คมเข้มบ้าง แต่พวกเธอมีบุคลิกเดียวกันคือ ท่าทางทะมัดทะแมง ยืนประกบขวาซ้ายระวังหลัง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย พร้อมสอดส่ายสายตาอย่างระแวดระวัง เพื่อหาสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา


ถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกตาอยู่บ้าง ที่เราไม่เคยเห็นทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็น "ผู้หญิง" หลายคนคงสงสัยพวกเธอเหล่านี้มาจากไหน


พวก เธอเป็นตำรวจหญิงจาก "กองร้อยน้ำหวาน" หรือ "กองร้อยปราบจลาจลหญิง กองกำกับการควบคุมฝูงชน 1" ซึ่งคัดเลือกหัวกะทิจากการเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก ซึ่งกำหนดคุณสมบัติต้องจบปริญญาตรี และมีอายุไม่เกิน 25 ปี


คัด เลือกกลุ่มที่ดีที่สุด สู่ขั้นตอนการอบรมยุทธวิธีอย่างหนักมากกว่า 3 เดือน เฉกเช่นเดียวกับหลักสูตรตำรวจปราบจลาจลชายอกสามศอก หากผ่านไปได้จะรับการบรรจุประจำการ รอคำสั่งให้ออกทำงาน แต่ระหว่างนี้พวกเธอยังต้องถูกเรียกฝึกอบรมยุทธวิธีอยู่เป็นระยะ


เรียก ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวมาเป็นสาวหนึ่งใน "กองร้อยน้ำหวาน" และยิ่งไม่ง่ายที่จะได้เป็นสาวแกร่งยืนประกบ"ยิ่งลักษณ์" ว่าที่นายกฯ สาวคนแรกของไทย...

(ภาพวิธีการฝึกจาก http://div2.riot.police.go.th/indextrain.html)

เสร็จนาฆ่าโคถึก ระวัง!พลังแดงแตกสลาย

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
7 กรกฏาคม 2554

ห้วงเวลาแห่งความดีใจ สุขใจ ฉลองชัย แห่งชัยชนะของมวลชนคนเสื้อแดงทั่วโลก มันช่างสั้นนัก

พี ยงแค่ 2 วันแห่งการฉลองชัย พลังศักดิ์สิทธิ์ของมวลชนคนเสื้อแดง ก็ถูกผีห่าซาตานเข้าสิงสู่จนกลายเป็นปัญหาบานปลาย ที่อาจนำไปสู่ความเสื่อมสลายของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อุตส่าห์ร่วมฝ่าฟันและ ร่วมสร้างมันขึ้นมาด้วยมือแห่งมวลชนคนเสื้อแดงทั้งโลก

จากบทความที่ เสนออย่างต่อเนื่องอันส่อถึงเค้าลางแห่งความแตกแยกของเหล่าบรรดาแกนนำ หนึ่ง

การรุกเร้าและถาโถมในปัญหาต่างๆเพื่อให้ รัฐบาลใหม่ที่ยังมองไม่เห็น ให้แก้ไขปัญหาหนึ่ง

ล้วนเป็นประเด็นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในฝ่ายของมวลชนคนเสื้อแดงเอง มันผิดปกติครับ

หตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นึกถึงบทความเรื่อง “พลังศักดิ์สิทธิ์ คืออะไร..??”ที่ผมเขียนไว้เมื่อ 19 มีนาคม 2554 ก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันดันจะมาเจอกับองค์กรที่เรารัก หวงแหนและห่วงใย เสียเอง

เอาเป็นว่า ผมขอเตือนสติแทนมวลชนคนเสื้อแดงทั่วโลกไปยังบรรดาท่านแกนนำ หรือแกนอะไรก็ไม่รู้ ว่า

“อย่าลืมตน อย่าหลงตนเอง อย่าบ้าอำนาจ อย่าทำตัวเหนือประชาชน”

เพราะ ประชาชนสามารถแยกแยะความผิดชั่วดีได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยแกนนำอะไรทั้งสิ้น มันหมดสมัยแล้ว ไอ้อุดมการณ์แบบบ้าๆบอๆ ผลุบเข้าผลุบออก แบบแกนนำบางคนประพฤติปฎิบัติอยู่ทุกวันนี้ เอวังครับ

รำคาญกับไอ้เรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้จริงๆ....


เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล..?!

อีกเรื่องคือ เห็นบทความเรื่อง “ข้อสังเกตบางประการของวิสา และสมศักดิ์ เจียมฯเสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปรองดองเริ่มได้ทันทีไม่ต้องรอ คอป.” แล้ว รู้สึกไม่สบายใจเลยด้วยความสัตย์จริง

เพราะ ข้อสังเกตดังกล่าวมันแฝงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจยังไงๆชอบกล เอาล่ะครับก็ไม่ว่ากัน ข้อคิดเห็น ข้อสังเกต สามารถเห็นแตกต่างกันได้เป็นธรรมดาของผู้แสวงหาความเป็นธรรมอย่างพวกเราๆชาว เสื้อแดง ที่แสวงหามากว่า 38 ปีแล้ว

ทุกท่านต้องยอมรับความจริงใน 2 ประเด็นหลักก่อนน่ะครับว่า การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและกำลังจัดตั้งรัฐบาลแบบไทยๆ ท่ามกลางวิกฤตของบ้านเมืองมากว่า 5 ปี บวกกับความวิบัติของประชาธิปไตยที่ผ่านมาอีก 38 ปี

ดังนั้นการที่จะ ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ปฎิบัติงานแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินโดยทันทีนั้น มันย่อมเป็นไปไม่ได้ นั่นประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่สอง วิกฤตทางการเมือง วิกฤตของบ้านเมือง มันมิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวงของประเทศไทยเท่านั้น

จริงอยู่การเรียกร้องความเป็นธรรม การเรียกหาความยุติธรรม จากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา อำมหิต เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

แต่ ต้องอย่าลืมว่า ทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตทั้งในเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซ๊ะห์ เหตุการณ์ที่ตากใบ รวมถึงอีกหลายๆเหตุการณ์ ในพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้ ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน แต่พวกเขาเหล่านั้นเขาไม่ตั้งข้อสังเกต แต่เขาเตรียมหาความยุติธรรมจากรัฐบาลชุดใหม่อยู่เหมือนกัน

และนั่น ย่อมหมายถึง รัฐบาลชุดใหม่ จะเจอกับกระดูกชิ้นใหญ่ที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะขุดขึ้มาจากหลุมที่ฝังไว้ เพื่อเป็นเกมส์ทางการเมืองในไม่ช้านี้

ใจ เย็นไว้สักนิดเถอะครับ อย่าเพิ่งรุกเร้ารัฐบาลชุดใหม่ที่เราร่วมกันสร้างขึ้นมากับมือ อย่างไรเสียมันก็เหมือนกับเป็นร่างกายเดียวกันอยู่แล้ว พรรคคือร่าง เลือดคือมวลชนแดง ผมว่าพวกเราสู้เอาเวลาไปฉะกับไอ้พวกเวรจัญไร ที่กำลังดาหน้าออกมาทีละตัวๆ ไม่ดีกว่าหรือ

ขอให้ลืมซะ ไอ้คำว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ผมกลัวแต่ขุนพลบางคนที่หนีทัพเท่านั้น ส่วนพวกเรามวลชนคนเสื้อแดงของจริง เสียงจริง ไม่กลัวหรอกครับ ไอ้เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

เพราะโคถึกและขุนพลแดงทั้งแผ่นดินอย่างเรา จะเป็นผู้ขจัดผู้ตระบัดสัตย์ด้วยมือของพวกเราเอง คนอื่นอย่าเสือก .......

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-แถลงการณ์ของวิสา คัญทัพ และไพจิตร อักษรณรงค์ เรื่อง นปช.แตก

-ธิดายันไม่ได้ถูกปลดจากปธ.นปช.ชี้อาจเข้าใจผิด-กระทบกระทั่งทำงาน

-ณัฐวุฒิรับแดงขัดแย้งปรับความเข้าใจแล้ว

-ธิดา ถาวรเศรษฐ:เพราะคนอื่นชั่ว ผมจึงเป็นคนดี

-น้ำลดตอผุดคอป.สรุปชี้ชัดทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษ