ที่มา มติชน ประเด็นก็คือว่าถ้า แขวนคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแขวนคุณอภิสิทธิ์ ก็แขวนไปเลย ที่ไม่ใช่เป็นการถ่วงน้ำหนักกัน ขณะเดียวกันประชาธิปัตย์ไม่ได้เสียหาย แต่ถ้าเพื่อไทยมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก็จะกลายเป็นประเด็นสำคัญ แม้จะเป็นรัฐบาลอยู่ นายกฯไม่ใช่สตรี เพราะมีประเด็นเรื่องหุ้น หากมีการเลือกตั้งใหม่ ผลก็จะตามมาอีก เหมือนการเลือกตั้งในพม่าที่แข่งได้แต่ห้ามชนะ กติกาถูกบิดเบือน ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ต้องระวัง ใน แง่เศรษฐกิจ บางอย่างที่ปฎิบัติได้ยาก แต่พอถอยกลับมาก็เป็นภาพที่ดี บางสิ่งไม่มีความรอบคอบ คนไทยก็เรียนเศรษฐศาสตร์เยอะ แต่สิ่งที่นำเสนอมา เหมือนกับคนที่ไม่จำเป็นต้องเรียนเศรษฐศาสตร์มาก็ได้ เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจดูตามสามัญสำนึกก็รู้แล้ว ตัวอย่างมีพรรคความหวังใหม่ครั้งเมื่อเป็นรัฐบาล ที่ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ให้ข้าราชการไปสัมนาในโรงแรม แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีการบริโภคในประเทศ ถ้าเป็นแบบนี้เศรษฐกิจพัง แล้วมีแนวคิดนี้มาได้อย่างไร ถ้า มองในแง่ดีของการเมืองแล้ว เลือกนายกฯ ตั้งครม.ให้เรียบร้อย ก็บริหารไปเลย ส่วนฝ่านค้านก็ทำไป แต่มีแนวโน้มหลัง 6 เดือน การเมืองจะปั่นป่วนสูง หรือถ้าครบ 1 ปี หากไม่ปรับครม.ก็ยุบสภา และถ้าเป็นตนก็จะทำแบบนั้น ให้รู้ว่า 1 ปี เสียเงิน 2 พันล้าน ยุบแล้วเลือกตั้งใหม่ เอาให้ถอยร่นลงทะเลไปเลย ซึ่งการยุบสภาก็ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าบรรยากาศทำให้พรรคของตัวมีส.ส.เพิ่มขึ้นก็ทำ ที่สำคัญการแขวนคุณยิ่งลักษณ์กับคุณอภิสิทธิ์เป็นการแขวนตลอดหรือไม่ ซึ่งอาจจะหลุดไม่เท่ากัน เพราะคุณอภิสิทธิ์ไม่มีคดีแบบคุณยิ่งลักษณ์ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่แน่ใจว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม ทุกอย่างจะสงบ แต่ในเบื้องต้นจะเปิดสภาทันหรือไม่ อย่าง ไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนรัฐบาลตามปกติ เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างความแพ้กับชนะ เมื่อไม่ชนะก็เป็นเดือดเป็นแค้น แสดงอารมณ์ หลายฝ่ายแสดงความไม่พอใจ ถ้าไม่เชื่อการเลือกตั้งแบบนี้จะให้ใช้ระบบใด ก็ให้เลือกเอา หาคำตอบเอง เมื่อเป็นการขัดแย้ง ต่อสู้ แย่งชิงแบบนี้ ตนก็ผิดหวัง เสมือนแพ้ชนะเป็นเรื่องของความตาย ใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการที่ใช้อารมณ์มาเกี่ยวข้อง คล้ายว่า นี่คือสงคราม แพ้ไม่ได้ ท้ายที่สุดหลังการเลือกตั้งก็อึมครึม ขณะที่ รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ความสดในทางการเมืองน่าจะหมายถึงความหวัง ส่วนจะอึมครึมนั้นก็คงเป็นเรื่องที่ผิดหวัง จากการเลือกตั้ง ถ้าย้อนอารมณ์ของคนในสังคมที่เรียกร้องให้ยุบสภาในสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ข้อหาก็เพราะเป็นรัฐบาลนอมีนีที่พยายามช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายที่เรียกร้องในสภาคือพรรคประชาธิปัตย์ นอกสภาคือ พันธมิตรฯ ก่อนมีการเปลี่ยนนายกฯด้วยตุลาการภิวัฒน์ แล้วทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกฯแทน เมื่อมากุมอำนาจก็ทำให้เห็นว่าไม่ควรยุบสภา และฝ่ายที่ยืนกรานว่าไม่ยุบ กลับไปเรียกร้องให้ยุบสภาแทน ข้อหาคือรัฐบาลชุดนี้มีอำนาจนอกระบบ ตรงนี้ตนพยายามชี้ว่าเป็นข้อขัดแย้ง ก่อให้รู้สึกอึมครึม คือเลวทั้งคู่ โดย เฉพาะมีเรื่องของสื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยมีการวางแผนกลยุทธ์ได้ดี รวมทั้งในแง่ตลาด ใช้สื่ออย่างไร ประชาธิปัตย์มีสื่อที่เป็นพันธมิตรน้อย เมื่อเป็นนายกฯ สื่อจากสื่อที่เป็นมิตรก็กลายเป็นศัตรู ยิ่งเปลี่ยนบทบาทจากสื่อมาเป็นพรรคการเมือง สถานภาพของบทบาทต้องขัดแย้งแน่นอน ทันทีที่ภาพประชาธิปัตย์เป็นลบก็แย่ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือโพลที่ออกมา แน่นอนว่าใน การนำเสนอของพรรคเพื่อไทยต่อประชาชน จะต้องเป็นวาระทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าบอกว่าเป็นวาระทางการเมืองสำคัญกว่า ต้องทำให้วาระเศรษฐกิจโดนใจ ชนิดที่ว่าครองรักกันอยู่ได้นาน ถึงจะอยู่ในภาวะสดใส ซึ่งแบบนี้ก็ท้าทายเพราะพรรคเพื่อไทยไม่ธรรมดา เขามีการตลาด เห็นได้ชัดในแต่ละกลุ่ม เห็นแล้วก็โดนใจ แม้พ่อแม่ชอบพรรคอื่น แต่ลูกเลือกเพื่อไทย เพราะจะได้เงินเดือนหมื่นห้า ตัวนโยบายที่ออกมีส่วนจูงใจ ชัดเจนต้องทำเพื่อให้เกมนี้แพ้ไม่ได้ ซึ่งประชาธิปัตย์แข่งนโยบายไม่ได้ นอก จากนี้คู่แข่งของพรรคประชา ธิปัตย์ไม่ใช่คุณยิ่งลักษณ์ แต่เป็นคนที่อยู่หลังยิ่งลักษณ์ เป็นการโคลนนิ่งแน่นอน ฉะนั้นสาเหตุเหล่านี้ที่ปชป.แพ้ ขณะเดียวกันยังมีโหวตโนด้วย คนเลือกตามอารมณ์ หากจะตอบคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ พรรคเพื่อไทยอยู่ได้นาน ยกเว้นตกม้าตาย ขนาดเป็นฝ่ายค้านยังมาเป็นรัฐบาลได้ เนื่องจากทรัพยากรเยอะ ไม่ว่าจะเป็นกระแสพรรค มวลชน สื่อ ขณะที่สื่อก็มีผลต่อการรับรู้ด้วย คนที่คิดให้กับพรรคเพื่อไทยเขาเป็นนักกลยุทธ์ มีทิศทางแน่นอน และเขาก็รู้ว่าถ้าจะอยู่นานจะต้องช่วยคนที่สามารถอุ้มเขาได้ เขาดูลำดับความสำคัญหมด ส่วนการวางตัวรัฐมนตรีก็การันตี 90 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีปัญหา พอมีปัญหาก็มีผู้ใหญ่ดูแล (ต้องมีคนคนนี้อยู่) ประชาชนก็ไม่สนใจ เพราะเขาต้องการให้ภาพออกมาสวย แม้ภาพของครม.อาจจะไม่สวย แต่สามารถจัดสรรลงตัว แม้จะมีเสียงบ่นบ้าง และคนที่เป็นรัฐมนตรีจะต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ค เพื่อเป็นแขนขา ช่วยกันทำงาน รัฐบาล ชุดนี้มีอะไรดีในแง่เศรษฐกิจ คิดว่าถ้าทำได้จะดี เพราะรัฐบาลชุดนี้ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และเป็นรอยต่อของพรรคเพื่อไทย เป็นจังหวะ เพราะแผนเหล่านี้เน้นประชานิยม พยายามผสมเป็นยุทธศาสตร์ ทำให้ลงตัว แต่การดำเนินนโยบายทั้งหลายอาจส่งผลต่อประเทศได้ ฉะนั้นต้องดูให้สถานการณ์ต่างประเทศให้ชัด ดูการขยายตัวด้วย ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายต้องระวัง เพราะแผนอาจจะส่งผลกระทบทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบถึงสถานะทางการคลัง ส่วนหนึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราทำ อาจจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกก็ได้ และการจัดการต้องป้องกันไม่ให้ส่งผล เพราะแก้ยากมาก อาจะเป็นภาวะอึมครึม ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช แคนดิเดตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในมุมมองของตนนั้น เข้าใจว่าการเลือกตั้งคราวนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนจากระบอบเดิม หรือที่เรียกว่าระบอบจารีต มีแต่ชนชั้นนำ มาเป็นการเลือกตั้งที่ให้คนจนหรือประชาชนมีเสียงหรือแสดงออกชัดเจน ที่ไม่ใช่ภาพมายา อีกนัยยะหนึ่งก็คือ เป็นการเปลี่ยนจากขุนนางนิยม เป็นประชานิยม เนื่องจากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอนั้น เป็นการเสนอความจริงใจต่อประชาชน เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่มองประชาชนเป็นคนรับใช้ พยายามซื้อเสียง เช่น เอาเงินให้เปล่าๆ หลายรูปแบบ ล่าสุดให้ส่วนต่างค่าข้าว ที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่เป็นการลดราคาข้าวของโลกมากกว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าปล่อยเรื่อย ๆ ประเทศจะยากจน อย่าง ไรก็ตาม เป้าหมายคือ ต้องสร้างโอกาส ให้มีรายได้ แม้จะทะเลาะกัน เสื้อเหลือง เสื้อแดง เราก็จัดระบบให้อยู่ได้ เหมือนคนในครอบครัว ใช้โมเดลของแอฟริกาใต้ เพราะเราเชื่อว่าการปรองดองไม่มีปัญหามากนัก เราก็เอื้ออาทรให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นด้วย ส่วนนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่พูดก็ทำได้หมด ทำให้คนยากคนจนอยู่ได้ และกลายเป็นคนชั้นกลางในอีก 10 ข้างหน้า ถึงวันนั้นคงไม่มีใครมาทำลายระบอบประชาธิปไตยได้

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 
รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ 
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ผอ.โครงการปริญญาเอก วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก 
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง
รับชมข่าว VDO ชมคลิป
เมื่อ วันที่ 13 ก.ค. 2554 วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก จัดการสัมนาภายใต้หัวข้อ "coffee talk เมืองไทยกับรัฐบาลใหม่ สดใส หรืออึมครึม" ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ (ลาดพร้าว)
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ผอ.โครงการปริญญาเอก วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า หากติดตามการเมืองในช่วงนี้ อาจเกิดความไม่สบายใจ ยิ่งดูข่าว ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ก็ไม่สบายใจ เกือบจะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะโพลบอกว่าเพื่อไทยจะชนะทั้งหมด เกือบจะล้มการเลือกตั้ง ยูเอ็นรู้ก็ออกมาพูด ทูตอเมริการู้จึงมาพบ 2 ครั้ง ทูตประเทศอื่นๆ รู้ก็เข้าพบ แต่เรื่องนี้ละเอียดอ่อน มีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ขอพูดในที่นี้ แต่ผ่านมาได้ก็ดี แต่ตอนนี้ยังลูกผีลูกคนอยู่ หรือยังอึมครึมอยู่
ส่วน นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ตนก็เห็นด้วยที่ทำให้คนพออยู่พอใช้ แต่การทำฉับพลับแบบนี้ก็อันตรายมหาศาล ซึ่งจะต้องใช้สามัญสำนึก อีกอย่างทั่วประเทศค่าแรงก็ไม่เท่ากัน วานนี้อุตสาหกรรมก็ออกมาขัดแย้ง มันจึงกลายเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นด้วยความขัดแย้ง เป็นสัญญาณที่ไม่ดี แต่ต้องจำเป็นทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ ทำเพื่อคะแนนเสียง ตรงนี้เป็นปัญหา บางคนเอาประเทศไปเลยเพื่อคะแนนเสียง กลายเป็นข้อเสียของประชาธิปไตย ทำอะไรก็ได้ แล้วค่อยมาแก้ปัญหา แต่ปัญหาคือมันแก้ไม่ได้ บางอย่างเกี่ยวพันกัน สัญญาแล้วก็ผูกพัน ตรงนี้จึงน่าเป็นห่วง
ฉะนั้นนาย อภิสิทธิ์ต้องยอมรับปาฏิหารย์ เพราะอยู่มาได้จนยุบสภา เพราะมีคนตายถึง 91 ศพ ทำไมอยู่ได้ ซึ่งมีอยู่ 2 ฝ่ายคือให้อยู่กับไม่ให้อยู่ และนี่ก็เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เป็นการเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง และตนก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะมีความเปลี่ยนแปลง เพราะมีปัญหาที่ซ้อนอยู่คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เข้าใจผิดมาตลอดว่า การแก้ปัญหานั้นถูกทาง นโยบายต่างๆ เช่น ประกันรายได้ เรียนฟรี ขณะที่คนยังเข้าแถวซื้อน้ำมัน ไข่แพงอยู่ และก็เป็นการตัดสินใจผิด ที่คิดว่าจะเรียกคะแนนได้ภายหลังมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่
เมื่อ ยุบสภาแล้ว จะเห็นว่าทุกอย่างเข้าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวเรื่องเศรษฐกิจแต่กลับหาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ปัญหาอยู่ที่การเมือง ผลการเลือกตั้งก็อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งต้องยอมรับว่านโยบายทางด้านตลาดของพรรคเพื่อไทยเหนือกว่า คนละชั้นกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะใช้เรื่องเผาบ้านเผาเมืองมาเป็นกระแสตีกลับ แต่ก็ช้า
หาก รัฐบาลใหม่มุ่งแก้ปัญหา เศรษฐกิจแล้ว ก็ยังคิดว่าสดใสต่อเดินหน้าตามที่โฆษณาไว้ แต่ถ้าเปลี่ยนทางก็แย่ และต้องมองให้ดีเนื่องจากว่าการเมืองกับเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องเกี่ยวพัน กัน แต่ครั้งนี้คนเลือกเพราะปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาการเมือง สิ่งที่อึมครึมหรือระแวงขึ้นมาได้ เนื่องจากสงครามยังไม่จบ มีคนพยายามรบ มิเช่นนั้นคงไม่มีการฟ้องว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ยังมีคนสู้ชนิดหัวชนฝา สิ่งที่อึมมครึมก็คือ ใครเป็นผู้มีอำนาจเต็ม หรือมีอำนาจที่แท้จริงแต่ถ้าเพื่อไทยมีอำนาจแท้จริง ก็สดใสได้ มีความชอบธรรม ไม่ว่าอย่างไร นายกฯที่อยู่ในตำแหน่งต้องอยู่ให้ได้ หากลิปซิ้งต้องทำให้เก่ง ต่อมาคือ การตั้งครม. ต้องให้รางวัลขุนพลนั่นคือแกนนำแดงที่ได้เป็นส.ส. เพราะอาจจะเป็นความชอบธรรมของอีกฝ่ายหนึ่งต้องข้อหาได้
ด้านรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวว่า จะ สดใสหรือไม่นั้น การเมืองที่สำคัญก็คือว่า ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลง พรรคประชาธิปัตย์ผิดพลาดตรงไหน มีการใช้การตลาดการเมืองหรือไม่ และเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ อย่างน้อยการเมืองเป็นเรื่องของการตลาดทั้งนี้ไม่สำคัญว่า ความจริงเป็นอย่างไร แต่คนจะมองอย่างไรมากกว่า ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ต้องศึกษาตรงนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ต้องยอมรับว่าประชธิปัตย์ได้เปรียบ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวสูงสุด เป็นความสามารถหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงหลังการเติบโตก็ยังคงดี การส่งออกขยายตัว ถามว่าคนส่วนมากรู้เรื่องเศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจภาพรวมดี แต่รากหญ้ามองว่าไข่แพง ตรงนี้จึงเป็นประเด็น
สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการก็คือ ไม่ทำร้ายและไม่โกงประชาชน แม้หลายคนในพรรคขณะนี้จะเคยคอร์รัปชั่นมาก่อน แต่การเมืองต้องเป็นแบบใหม่ ส.ส.ต้องมีอุดมการณ์ที่จะทำเพื่อประชาชน ถ้าส.ส.ได้เงินเดือนแล้วมาเป็นลูกจ้างในพรรคก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร และในอนาคตการเมืองต้องเป็นเหมือนอเมริกา มีอุดมการณ์ของตนเอง การเลือกตั้งที่เป็นการแจกเงินก็เปลี่ยนมาเป็นการลงขัน แล้วใช้ส่วนนั้นหาเสียงแทน ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งสู้กระแสเงินได้ยาก พอพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คาดหวังสูงว่า จะทำตามที่ประกาศเป็นนโยบายไว้ เมื่อทำไม่ได้คนยากคนจนที่เลือกก็หนี แม้จะมีส.ส.ที่มาจากเส้นสายบ้าง ที่เป็นลักษณะการบังคับให้ประชาชนเลือกคนตามที่พรรคเสนอแทนคนที่ประชาชนเสนอ
ส่วนเรื่องนโยบายก็เป็นที่ทราบกันแล้ว เรามองว่าถ้าครอบครัวนี้ มีลูก 5 คน คนที่ 1 อยู่ในตลาดทุน แค่ตัดสินใจเพียง 5 นาที ก็ได้กำไรเป็น 100 ล้าน ลูกคนที่ 2 อยู่ในระบบอุตสาหกรรม ลูกคนที่เหลือเป็นกรรมกรและชาวนา เรียนน้อย ตรงนี้ถ้าพี่ชายไม่กระจายเงินให้น้องประเทศก็ไปไม่รอด ในความคิดตนคนจนมีถึง 60 ล้านคน เงินเดือน 2 หมื่นบาทไม่ร่ำรวย ฉะนั้นต้องดูประชาชนให้อยู่ดีกินดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการกระจายเงินจากอุตสาหกรรมในโรงงานสู่น้องที่เป็นกรรมกรหรือชาวนา คิดประมาณว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนมีฐานะกระจายเงินของตนเองไปให้คนจน คนนั้นก็จะรวยมากยิ่งขึ้น ขอแค่ให้มีโอกาส
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 14, 2011
กูรูฟันธงรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งยังอึมครึม! จับตาแขวน "อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์" พลิกเกม..ใครมีอำนาจเต็ม
"มาร์ค"รีเทิร์น?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
พรรคประชาธิปัตย์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในวันนั้น และแถลงลาออกจากหัวหน้าพรรคในวันรุ่งขึ้น
ตามกระบวนการแล้ว ต้องจัดประชุมใหญ่ภายใน 90 วันเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็น่าจะนำไปสู่การไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
เพราะค่อนข้างแน่นอนว่าคงจะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอีกสมัย
มีกลุ่มนายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และส.ส.กทม.ผลักดัน
จัดเต็มพากองเชียร์-แฟนคลับเฟซบุ๊กรวมตัวกันกรี๊ดเชียร์มาร์คกันสนั่น
ปลุกกระแสประชาธิปัตย์ต้องมีหัวหน้าชื่อ "อภิสิทธิ์"
ที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์เองก็ไม่เคยปฏิเสธเรื่องนี้เลย !?
ฉะนั้น การแถลงลาออกก็คงเป็นแค่ละครการเมืองฉากหนึ่ง
แบบว่าแสดงสปิริตแล้วนะ รับผิดชอบแล้วที่ทำให้พรรคพ่ายแพ้
แต่การหวนกลับสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรคใช่ว่าจะราบรื่น
เพราะกลุ่มส.ส.ภาคใต้เริ่มตั้งท่า ไม่เอานายอภิสิทธิ์แล้ว
มีข่าวว่าส.ส.สายนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ไม่พอใจที่นายอภิสิทธิ์ทำพรรคแพ้ยับเยิน
เพราะประเมินสถานการณ์ผิดพลาด รีบร้อนยุบสภา
มีที่ไหนเป็นรัฐบาลแท้ๆ กลับไม่ชนะการเลือกตั้ง
ก็ต้องจับตาดูว่ากระแสส.ส.กทม.ที่คราวนี้ผลงานตกต่ำ ได้ส.ส.น้อยกว่าปี 50
กับส.ส.ภาคใต้ที่ยังเหนียวแน่น แถมได้เสียงเพิ่มใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ใครจะเสียงดังกว่ากันในการโหวตหัวหน้าพรรคคนใหม่ !
วกไปที่ตัวนายอภิสิทธิ์เอง ลึกๆ แล้วก็คงอยากกลับสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรค
เพราะเวลาจากนี้ไปต้องเผชิญชะตากรรมที่ถูกฟ้องร้องคดี 91 ศพ
ฐานะผู้นำฝ่ายค้านก็คงมีศักดิ์มีศรีดีกว่าเป็นส.ส.ธรรมดาๆ
และอาจเล็งผลถึงอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่มีอะไรที่แน่นอน
เผื่อว่ารัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1" เกิดไม่รอด
อย่ามีเรื่องเหลือเชื่อดันคดี "ซุกหุ้น-ผัดหมี่" จนนำไปสู่การยุบพรรคภาค 3 ขึ้นมาจริงๆ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่นายอภิสิทธิ์จะหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง
บทเรียนพรรคพลังประชาชนมีอยู่
ใครจะไปรู้ อาจจะวนกลับไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
มี "มือที่มองไม่เห็น" ชักใยอยู่อีกก็เป็นได้ !?
มาร์ค-คดีอื้อ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
เภรี กุลาธรรม
หลังจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะมีสถานะเป็นเพียงส.ส.ธรรมดาเท่านั้น
ต่อจากนี้ไป กระบวนการทางกฎหมายที่ชะงักไประหว่างสวมหัวโขนนายกฯ ก็ต้องเดินหน้าต่อ
จากการตรวจสอบ พบว่านายอภิสิทธิ์ถูกแจ้งความดำเนินคดีมากกว่า 10 คดี
ความผิดข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการแต่งตั้งผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ โดยมีเจตนาละเลยไม่กระทำให้เสร็จ
นอกจากนี้ ยังคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศอฉ. จากเหตุการณ์การสลายกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. และการกล่าวหากลุ่มบุคคลต่างๆ ว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการล้มล้างสถาบันเบื้องสูง รวม 6 คดี
คดีที่นายอภิสิทธิ์และพวก สั่งการใช้กำลังสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.2553 มีผู้แจ้งความร้องทุกข์รวม 2 คดี
คดีที่นางพะเยาว์ อัคฮาดและญาติผู้เสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกรณีเจ้าหน้าที่ยิงเข้าไปในวัด จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ
คดีนี้ ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้สอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดรวมถึงผู้สั่งการ คือ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,289 มาตรา 83 และ 84 ด้วย
ทั้งหมดเป็นคดีที่นายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาและจะต้องพิสูจน์ตัวเอง
ยังไม่รวมถึงความจริงในภาพรวมกรณีการสั่งใช้กำลังสลายการชุมนุมจนมีผู้เสีย ชีวิตกว่า 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันราย ถูกจับกุมคุมขังแบบเหวี่ยงแหอีกกว่า 300 คน
ซึ่งนายอภิสิทธิ์จะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างแน่นอน
อภิสิทธิ์กับตำรวจ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
ได้ ยินได้ฟังจากชาวประชาธิปัตย์บางส่วน เกรงกันว่าถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งแสดงความรับผิดชอบต่อการพ่ายแพ้เลือกตั้งด้วยการลาออกจากหัว หน้าพรรคไป แต่ทำท่าจะหนุนให้กลับมาใหม่ ถ้าได้ กลับมาจริงๆ จะมีผลกระทบอะไรต่อพรรคหรือไม่
ที่หนีไม่พ้นคือคดี 91 ศพ ที่กล่าวหากันว่านายอภิสิทธิ์คือผู้สั่งการใช้อำนาจศอฉ.และปฏิบัติการทางทหาร
นายอภิสิทธิ์อาจจะต้องใช้เวลากับคดีนี้มากๆ
ทั้งคดีนี้เปิดได้ไม่ช้าเลย เพราะมีพยานหลักฐานชัด เจนคือ 6 ศพวัดปทุมฯ
เปิดจาก 6 ศพนี้ได้ทันที!
แต่ทั้งหลายทั้งปวงย่อมขึ้นกับดุลพินิจของที่ประชุมพรรคเองจะว่ากันอย่างไร
มี ผู้คนที่ห่วงใยนายอภิสิทธิ์ยังเสนอว่า ปัญหาที่ติด พันอยู่บางเรื่อง หากสามารถสะสางให้เรียบร้อยได้ก่อน อาจแบ่งเบาภาระในชีวิตหลังจากพ้นนายกรัฐมนตรีได้
อย่างเช่น เรื่องของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. ซึ่งนายอภิสิทธิ์เซ็นย้ายจากผบ.ตร.ให้ไปช่วยราชการ
ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาทยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.
แล้วก.ตร.มีมติให้ยกโทษดังกล่าว โดยให้ นายอภิสิทธิ์เซ็นยกเลิกคำสั่งให้ไปช่วยราชการ
แต่นายอภิสิทธิ์ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความแล้วตีความอีก
สุดท้ายยังไม่ยอมเซ็น ทั้งที่ผลตีความบ่งบอกอะไรไว้ชัดเจนหมด!
อาจเพราะเกรงอกเกรงใจขาใหญ่ม็อบ
แต่บัดนี้ความเกรงอกเกรงใจนั้นหมดไปแล้วอย่าง สิ้นเชิง
การเซ็นยกเลิกคำสั่งย้ายไปช่วยราชการดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
พล.ต.อ.พัชรวาทก็เกษียณอายุราชการนานแล้ว
เพียงแค่ขอความถูกต้องความเป็นธรรมกลับคืนมา!
จะ ว่าไปแล้ว ในจังหวะที่ชีวิตคงสงบนิ่งลงไปมาก หลังพ้นจากงานรัฐบาล น่าจะเป็นโอกาสให้นายอภิสิทธิ์ได้ทบทวนการตัดสินในเรื่องวงการตำรวจที่ผ่านๆ มา
หลังตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ ที่ไปเชื่อแรงกดดันจากผู้อยู่ข้างหลัง จนไม่สามารถตั้งผบ.ตร.ได้เกือบ 1 ปีเต็ม
สะท้อนความล้มเหลวในการเป็นผู้นำ กระ ทบองค์กรตำรวจ จนทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับจากชาวสีกากีอย่างรุนแรง
ตัดสินใจผิดใหญ่ครั้งที่สอง คือ การเด้งพล.ต.อ.พัชรวาท
เรื่องหลังยังมีโอกาสได้แก้ไข ไม่งั้นจะมีคดีเพิ่มอีก!
อวสานของ “เอกภาพ”: การเลือกตั้ง 3 กรกฎากับบทเรียนของชนมลายู
ที่มา ประชาไท
ดวงยิหวา อุตรสินธุ์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ที่มา: เว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ DeepSouthWatch
เป็น ที่ทราบกันดีว่าประชาชนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งนราธิวาส ปัตตานี และยะลานั้น มีความแตกต่างทางด้านภาษา ชาติพันธุ์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่ต่างจากคนไทยในภูมิภาคส่วนอื่นๆ ของประเทศ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องการก่อเหตุความรุนแรงและความขัดแย้ง อันเป็นผลต่อเนื่องจากเงื่อนไขที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ถูกกดขี่ข่มเหงและ ถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายความมั่นคงและเจ้า หน้าที่ฝ่ายพลเรือนจากส่วนกลางในอดีต

ข้อมูลผลการเลือกตั้งระบบแบ่งเขตแบบเบอร์เดียวต่อหนึ่งเขตของปี 2548 และ 2554
ในพื้นที่ของจังหวัด นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา


ฉลาดและดี: การศึกษาและศีลธรรมของคนชั้นกลางไทย
ที่มา ประชาไท
มุกหอม วงษ์เทศ
ชื่อบทความเต็ม : ฉลาดและดี: การศึกษาและศีลธรรมของคนชั้นกลางไทย (ฉลาดที่สุดและดีที่สุด: ปัญญาญาณและภูมิธรรมของคนชั้นอาวุโสไทย)
“คนที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มจะยึดถือคุณค่าแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตย”
ถ้า ทฤษฎีฝรั่งพื้นๆ แบบนี้เป็นความจริง เราก็น่าจะอนุมานได้ว่า คนที่รังเกียจคุณค่าแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยมีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีการ ศึกษาต่ำ
ในประเทศไทย คนกลุ่มไหนที่รังเกียจเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ดึงดันให้คง(หรือกระทั่งเพิ่มอัตราโทษ)กฎหมายที่จำกัดและริดรอนเสรีภาพใน ด้านต่างๆ เอาไว้ และนิยมอ้างความชอบธรรมจากกฎเกณฑ์ตามจารีตประเพณี?
คน กลุ่มไหนที่หวาดระแวงประชาธิปไตย เกลียดชังการเรียกร้องความเสมอภาคทางการเมืองที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง หมิ่นแคลนเจตนารมย์ของคนส่วนใหญ่ และดื่มด่ำกับวัฒนธรรมที่เน้นลำดับชั้นสูงต่ำของคนในสังคม?
ไม่จำ เป็นต้องเหน็ดเหนื่อยมองหา แค่หลับตาก็เห็นแล้วว่ากลุ่มคนที่มีคุณสมบัติข้างต้นอย่างเพียบพร้อม คือชนชั้นกลาง(และ “ขุนนาง อำมาตย์ เสนาบดี แม่ทัพ”)ไทยชื่อกระฉ่อนนั่นเอง สมมติฐานสำคัญสำหรับการปฏิรูประบบการศึกษาไทยที่ถูกมองข้ามเสมอก็คือ ชนชั้นกลางไทยมีความโน้มเอียงจะเป็นพวกเล่าเรียนสูงแต่มีการศึกษาต่ำ
แน่ นอนว่าค่านิยม “อเสรีนิยม” และ “อประชาธิปไตย” สามารถพบเจอได้ทั่วไปในผู้คนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะคนชั้นล่าง ชั้นกลาง หรือชั้นสูง เพราะสังคมไทย(ราชการ+เอกชน)เป็นสังคมที่เชิดชูวัฒนธรรมไทย/ความเป็นไทย เหนือสรรพสิ่งในจักรวาล ทั้งนี้วัฒนธรรมไทยโดยหลักใหญ่ใจความเป็นวัฒนธรรมจารีตนิยม-อำนาจนิยม และ “จารีตนิยม-อำนาจนิยม” แบบไม่ลืมหูลืมตาเป็นปฏิปักษ์กับ “เสรีนิยม” และ “ประชาธิปไตย” อย่างมิอาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้
ลึกๆ แล้วกระฎุมพีรอยัลลิสต์(ซึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็เป็นไพร่)ไม่ต้องการให้ทุก คนนอกจากตัวเองเป็น “ประชาชน/พลเมือง” แต่ต้องการให้สังคมไทยมีทั้ง “ไพร่” และ “อำมาตย์” เพื่อตนเองจะได้ยังคงมีไพร่ไว้คอยรับใช้ มีอำมาตย์ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางเกียรติยศและจิตใจ พร้อมทั้งฝันใฝ่ว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นอภิสิทธิชนกับเขาบ้าง โดยระหว่างนี้ก็คอยสมัคร-สะสม-ใช้บัตร Privilege ประเภทต่างๆ ไปพลางๆ ก่อน
ถึง จุดหนึ่งแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะกล่าวถึงกระแสการดูถูกเหยียดหยามคนชนบทภาค เหนือ-อีสานของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ โดยไม่ดูถูกเหยียดหยามคนกรุงฯ เหล่านั้น
แต่ ในเมื่อคนกรุงฯ เหล่านี้ไม่ได้มีการศึกษาและไม่ได้มีวัฒนธรรมพอจะสำเหนียกถึงท่าทีที่เรียก กันว่า “politically incorrect” ข้าพเจ้าก็คร้านที่จะพยายาม “politically correct” ด้วยให้เมื่อย ในบางที่ ประเด็น “politically correct” อาจทวีความซับซ้อนจนกลายเป็นเรื่องน่าเยาะหยันอย่างอุนุงตุงนังไปหมดแล้ว แต่ที่นี่ “politically incorrect” เป็นอาการสามัญธรรมดาในสังคมกึ่งอารยะ
ใช่ ว่าจะดำเนินนโยบายเยี่ยงนี้ได้ทุกที่ในโลก แต่คุณลักษณะพิเศษของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ ทำให้การต้องดูถูกพวกเขาอย่างถูกต้องเป็นวาระฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ใน ประเทศที่เจริญแล้ว การแสดงการดูถูกเหยียดหยาม เกลียดชัง ข่มขู่ เลือกปฏิบัติ และมีอคติทางชนชั้น เพศ เพศสถานะ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและศาสนาความเชื่อในที่สาธารณะ ถือเป็นความผิดทั้งทางกฎหมายและทางแบบแผนวัฒนธรรมอันมีอารยะ สำนึกเสรีประชาธิปไตยที่เปิดกว้างเช่นนี้มักจะดำรงอยู่อย่างแพร่หลายในหมู่ คนที่มีการศึกษาสูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำ ในกลุ่มชนชั้นกลางมากกว่าชนชั้นแรงงาน และในเขตเมืองใหญ่มากกว่าเขตเมืองเล็ก เขตภูธรหรือชนบท
แต่ในเมืองไทย เราจะเห็นภาพของ “ลักษณะเฉพาะทางชนชาติ” ที่กลับตาลปัตรอย่างมีเอกลักษณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจและน่าประกาศให้โลกรู้
พลัน ที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยกวาดคะแนน เสียงอย่างถล่มทลายในภาคเหนือและอีสานอีกครั้งหนึ่ง คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้เลือกพรรคที่ชนะต่างออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างมีการศึกษากันอย่าง ทะลักทลาย
ต่อไปนี้คือการผลิตซ้ำเพื่อการซึมซับอย่างซาบซึ้งยิ่งขึ้น
“นอกจากจะเป็นภาคที่มีคนหน้าตาขี้เหร่ที่สุด ยากจนที่สุดแล้ว ยังโง่ที่สุดอีกด้วย”
“เหนือ, อีสานโง่กันดีนัก ให้ดินถล่มสูบลงนรกไปเลยท่าจะดี”
“ต่อไปคนอีสานจะตกงานทั่วประเทศ เพราะไม่มีคนรับทำงาน...รับพม่าดีกว่า”
“กำหนด สิทธิ์ในการเลือกตั้งให้เฉพาะผู้ที่เสียภาษีเงินได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า...กลุ่มคนเหล่านี้ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูประชากรส่วน ใหญ่ของประเทศ”
“เห็นได้ชัดว่า เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ คิดแต่เรื่องเงิน คิดแต่เรื่องปากท้องของตัวเองเพียงอย่างเดียว เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม และไม่ค่อยคิดอะไรไกลๆ “คิดสั้น” กันทั้งนั้น”
“ประชาธิปไตยนั้นเหมาะกับประเทศที่การศึกษาพร้อมแล้วเท่านั้น แต่ไทยแลนด์ยังไม่พร้อม”
“ทำไม ภาคที่คนจนมากที่สุด ความรู้น้อยที่สุด ซื้อเสียงได้ง่ายที่สุดถึงมีจำนวน สส. มากที่สุด เท่ากับเปิดโอกาสให้พวกซื้อเสียงได้ง่ายๆ เข้ามาเหยียบย่ำประเทศได้เรื่อยๆ”
“ประเทศไทยมีคนจนเยอะกว่าคนรวย ช่วยคนจนให้มีกินไม่กี่วัน มันยอมขายสิทธิให้เหี้ยเข้ามาปกครอง”
“ทำไงดีครับ พวกผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมืองชนะแล้ว เรียกทหารมาลุยดีมั้ยครับ”
“ชาว นา...เลือกมานักใช่มั้ยเผาไทยเนี่ย...ขอประกาศตัวไว้ก่อนเลยว่า ต่อไปนี้จะไม่ไปแดกมันแล้ว ข้าวน่ะ...จะกินก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ขนมปัง... “จน” กันต่อไปเหอะ พ่อ แม่ พี่ น้อง”
“เบื่ออีสานด้วยคน เบื่อเชียงใหม่ด้วย เลิกเที่ยวแล้ว”
“คน ไทยก็ไม่ได้โง่ไปซะหมดจิงๆ แหละค้ะ...อย่างน้อยก้นี้แหละคนนึงที่ไม่ได้โง่เลือกพวกที่หมิ่นพระบรมเดชา เนรคุณแผ่นดิน จะเลือกเอามาให้มันสนตะพายเหรอ ไม่ใช่ความค้ะ คนฉลาดๆ มีการศึกษาเค้าไม่เลือกกันหรอกค่ะ แร้วเค้าก้ไม่ได้เหนเงินแล้วก้ตาโตสังเกตดูได้จากพลพรรครักเอยทั้งหลายแหล่ ที่เลือกส่วนใหญ่ก้ได้คะแนนตามต่างจังหวัดทั้งนั้น ไม่ได้มีเจตนาดูถูกใครนะค้ะ นี้ก้คนบ้านนอกเหมือนกันค้ะ แต่พอดีว่าเกิดมาทันในยุคที่พอได้มีการศึกษาอ่านออกเขียนได้อยู่บ้างค่ะ”
“เรียนกันให้เยอะ อ่านหนังสือให้เยอะ เข้าใจอะไรให้เยอะๆ อย่าโง่ดักดาน ขอเถอะ หรือว่าบางกลุ่มยังดักดาน”
“วันนี้ เมื่อ 235 ปีก่อนเป็นวันที่ชาวอเมริกันทุกคนได้ประกาศอิสระภาพอย่างชัดเจน (Independence Day) และวันนี้ของปีนี้ก็เป็นวันที่ประเทศไทยสูญเสียการปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้กับไพร่อย่างชัดเจนเช่นกัน”
“เสียงส่วนใหญ่มาจากไหนล่ะ อีสานไง ดูระดับก็รู้แล้ว คนระดับล่างไร้การศึกษาและไม่ได้รับข้อมูลเลือกเพื่อไทย แต่กทม.คนที่มีการศึกษามีคุณภาพเค้าเลือกปชป. ก็ตอบได้ว่าพรรคไหนดี ตรรกะแค่นี้ ง่ายๆ”
“ที่มันชนะก็เพราะคนอีสานนั่นแหละหูพิการ ตาบอด ก็เงี้ยแหละพวกคนลาว คนเขมรไม่มีการศึกษา”
ฯลฯ
ถ้า ความคิดเห็นต่างๆ ข้างต้นถือเป็นความคิดเห็นของชนชั้นกลางผู้มีการศึกษา ก็ต้องตั้งสมมติฐานกันว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลูกฝังสภาวะไร้การศึกษาผ่านระบบการศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่ง
ถ้อยคำและวัฒนธรรมดูถูกเหยียดหยามอันประจานจิตสำนึก อันต่ำทรามและเต็มไป ด้วยความเกลียดชังเสียจนน่าขำแบบนี้ ทำให้เราไม่อาจตำหนิผู้พูด/พิมพ์ตามสำนวนถนัดปากว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” หรือ “พวกไม่ได้รับการอบรม” เพราะจริงๆ แล้วการพูด/พิมพ์ออกมาอย่างนี้นี่แหละที่น่าจะมาจากการสั่งสอนของพ่อแม่ชน ชั้นกลาง และ/หรือการได้รับการอบรมอย่างดีเลิศจากสถานศึกษาไทย
ถึงจะ ได้รับการศึกษาในระบบแบบทางการหรือจบการศึกษาจากเมืองนอก แต่คนชั้นกลางไทยตามแบบฉบับซึ่งมักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มประชากรที่มีสำนึกเสรีประชาธิปไตยต่ำ ตั้งแต่ต่ำปานกลางไปจนถึงต่ำเตี้ยเรี่ยราด
ถึงจะว่องไวกับเทรนด์ใน โลกการสื่อสาร/บริโภคนิยม แต่คนชั้นกลางไทยกลับเลือกที่จะเปิดรับ แพร่กระจาย และเชื่อมั่นเฉพาะข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ตอกย้ำและสอดคล้องกับอุดมการณ์ หลักที่ถูกบ่มเพาะในสังคม ส่วนข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ขัดแย้งกับความรักความศรัทธาเดิม พวกเขาจะปิดรับและโจมตีว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อล้างสมอง อันเป็นข้อหาเดียวกับที่พวกเขาได้รับเช่นกัน
ถึงจะเชื่อมั่นว่าตนเอง มีคุณธรรมจริยธรรมสูงกว่าชาวบ้าน (ไม่ขายเสียง, ไม่ตีรันฟันแทง, ไม่เสพยาบ้า, ไม่ฆ่าสัตว์ - ซึ่งเป็น “บาป” หรือ “อาชญากรรม” ที่ไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์กระฎุมพี) แต่คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ก็ไม่มั่นใจว่าตนเองมีคุณธรรมจริยธรรมที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียทีเดียว เพียงแต่เรื่อง “ไม่บริสุทธิ์” เหล่านั้นถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ, ให้อภัยได้, ใครๆ ก็ทำเป็นธรรมเนียม และกระทั่งไม่ถือเป็นเรื่องผิดจริยธรรม
ถ้า เรื่องที่หมิ่นเหม่ทางศีลธรรมของตนเองเป็น “ภาวะจำยอม” ในวัฒนธรรมเส้นสายและคอรัปชั่น แล้วทำไมเรื่องหมิ่นเหม่ของคนอื่นจึงเป็นสิ่งคอขาดบาดตายที่ละเว้นการ พิพากษาไม่ได้ การมีศีลธรรมแบบเลือกปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นศีลธรรมที่มีมลทิน
ข้าพเจ้า ลองสุ่มตัวอย่างถามประชากรที่รู้จักคนหนึ่งซึ่งพื้นเพเป็นคนต่าง จังหวัดแถบอีสานแต่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เดินทางกลับไปใช้สิทธิที่บ้านเกิดด้วยความตั้ง มั่นอันแรงกล้า “มีแจกเงินจริงมั้ย” ผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนชั้นกลางระดับล่างผู้อาศัยอยู่ในบ้านเช่าและไปไหนมา ไหนด้วยมอร์เตอร์ไซค์ท่านนี้ตอบทันทีว่า “จริง” ข้าพเจ้าถามต่อว่า “แล้วคนเลือกพรรคนั้นเพราะเงินที่แจกเหรอ” เขาตอบว่า “ถ้าชอบถึงไม่แจกก็เลือก เพราะนโยบายของเขามันดีจริง เห็นผลจริง เงินเขามีเยอะมาก มันก็ต้องให้เป็นสินน้ำใจกันบ้าง”
ถ้าตัดเรื่อง โครงสร้างเครือข่ายอำนาจและความสัมพันธ์ในชุมชนท้องถิ่นและ การต่อสู้ฟาดฟันกันทางอุดมการณ์/การสร้างปีศาจทักษิณอันเป็นปัจจัยสำคัญใน ช่วงที่ผ่านมาแล้ว เอาเข้าจริง การที่คนชั้นกลางกรุงเทพฯ จำนวนมากซึ่งไม่ได้มีอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยและไม่ต้องการการ ปกครอง/บริหารประเทศที่ตัดสินจากผลการเลือกตั้ง มั่นใจว่าตัวเองไม่ขายเสียง(หรือไม่รับเงินแจก) อาจไม่ใช่เพราะยึดมั่นในจริยธรรมอย่างแรงกล้า แต่เป็นเพราะมูลค่าของสิ่งแลกเปลี่ยนไม่สูงพอ ไม่จูงใจพอ หรือไม่ตอบสนองความปรารถนาในวิถีชีวิตก็เป็นได้
ถ้าชาวบ้านได้รับ เงินแจก 500 บาท ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ก็ควรได้รับสักหัวละ 500,000 บาท ไม่ใช่ได้ 500 บาทเท่ากันซึ่งกิน dinner มื้อหนึ่งบวก drinks & desserts แล้วยังไม่พอยาไส้เลย โดยจะคิดเสียว่าฉลาดรับแล้วก็ไม่จำเป็นต้องโง่เลือกพรรคที่แจกด้วยก็ได้
ข้าพเจ้า ลองสุ่มตัวอย่างถามประชากรแถวๆ บ้านอีกคนหนึ่งซึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขับรถออกไปกากบาทที่หน่วยเลือกตั้งบริเวณปั๊มน้ำมันหน้าปากซอยว่า “ถ้ามีพรรคการเมืองมาแจกเงินให้หัวละห้าแสนบาทจะเอามั้ย?” คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ท่านนี้ซึ่งมีการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี, อาศัยอยู่ใน “บ้านมีรั้ว”, มีรถยนตร์ราคาเกินหนึ่งล้าน, ไปช้อปปิ้งกินอาหารตามร้านแพงๆ และท่องเที่ยวต่างประเทศตามโอกาส (กลุ่มเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์เห็นๆ) ตอบแบบไม่ลังเลว่า “ห้าหมื่นก็เอาแล้ว!”
ข้าพเจ้าผิดหวังเล็กน้อยว่าเธอช่างเด็ดเดี่ยว เกินคาด น่าจะทำเป็นลังเลสักหน่อย แต่ก็ถูก, ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าห้าหมื่นก็ไม่เลว แม้ว่าได้ซักห้าแสนก็น่าจะดีกว่า และจริงๆ แล้วแค่ห้าพันก็พอถูไถ ส่วนห้าร้อยหรือต่ำกว่านั้นยังเป็นเรทที่ซื้อศีลธรรมและวุฒิภาวะทาง ประชาธิปไตยของคนชั้นกลางไม่ได้ และยังกลับช่วยให้คนชั้นกลางตะเบ็งได้อย่างฮึกเหิมขึ้นว่า “ชั้นไม่มีวันรับเงินซื้อเสียงแบบพวกมัน!”
แม้ว่าการเป็นคน “มีเงิน” จะเป็นสิ่งค้ำประกันความสุขสบายและสถานภาพทางสังคมเป็นขั้นต้น แต่ในจินตภาพของกระฎุมพีกรุงเทพฯ “เงิน” ที่จับต้องได้แบบ “ธนบัตร” หรือ “เหรียญ” น่าจะกำลังเสื่อมมนต์ขลังลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธนบัตรหรือเหรียญนั้น “สกปรก” ซึ่งส่อว่าเป็นเงินที่ผ่านมือของชนชั้นแรงงานมาอย่างโชกโชน ไปซื้อของเซเว่นติดตลาดนัดหน้าปากซอยทีไร ข้าพเจ้าจะได้ธนบัตรทอนในสภาพทรุดโทรมย่อยยับแทบทุกครั้งไป แต่เมื่อไหร่ไปซื้อของในสถานที่ไฮโซสักหน่อย ธนบัตรที่ทอนกลับมามักจะใหม่สดจากแท่นพิมพ์แทบจะเอาไปอัดพลาสติกใส่กรอบติด ผนังบ้าน
“เงินสด” ทั้งแบงค์ทั้งเหรียญ (แล้วยังเหรียญสลึงเหรียญห้าสิบตังค์อีก!) เป็นอะไรที่ “out” มากๆ มานานแล้ว มีติดกระเป๋านั้นคงต้องมี แต่สิ่งที่แสดงความโก้เก๋และอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า “เงินสด” ย่อมคือบัตรเครดิต ซึ่งยังแบ่งเกรดไปตามวงเงินตั้งแต่บัตรเงิน บัตรทอง บัตร Platinum และบัตร Black
“เงินสด” ในจินตภาพการซื้อขายเสียงในชนบทจึงยิ่งเป็นอะไรที่น่ารังเกียจสำหรับคนชั้น กลางไทย ฉะนั้นถ้าจะแจกเงินคนชั้นกลางกรุงเทพฯ กันจริงๆ ก็ควรโอนเข้าบัญชีไปเลย ไม่ต้องหยิบจับกันให้แสลงใจ
อย่างไรก็ดี หากจะจำกัดขอบเขตอยู่แค่การครองชีพตามไลฟ์สไตล์ทั่วๆ ไป “เงิน” อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของชนชั้นกลางเสมอไป (โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่า ระบบการแลกเปลี่ยนที่มี “เงิน” มาเกี่ยวข้องในการเลือกตั้งถูกสร้างภาพให้เป็นวงจรอุบาทว์ของชนชั้นล่าง) เพราะในชีวิตประจำวันพวกเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินๆ ทองๆ ในการกินอยู่ตามปกตินัก สิทธิประโยชน์อื่นๆ กลับน่าจะมีความเย้ายวนมากกว่าด้วยซ้ำ แทนที่จะใช้เงินซื้อเสียงคนชั้นกลาง ใช้สิทธิพิเศษบางอย่างน่าจะโดนใจไลฟ์สไตล์ของกระฎุมพีมากกว่า อาทิเช่น แจกบัตรรับประกันว่ามีที่จอดรถฟรีทุกหนทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าตามห้างร้านหรือถนนหนทาง, แจกบัตรรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์และไม่บุฟเฟ่ต์ฟรีตลอดปีในโรงแรมหรูทุก โรงแรม, แจกตั๋วเครื่องบินชั้นบิสซินเนสคลาสไม่จำกัดเที่ยวบินไปไหนก็ได้ทั่วโลกตลอด ปี, แจกบัตรวีไอพี ไปไหนก็เป็น “คนสำคัญมาก” ไม่ต้องเข้าคิว ไม่ต้องรอคอย ไม่ต้องโดนตรวจ และไม่มีใครบังอาจมาอ้างกฎระเบียบอะไรด้วย ฯลฯ
พรรค ไหนแจก “สิทธิพิเศษ” แบบนี้ได้น่าเชื่ออย่างยิ่งว่าจะได้เสียงจากชนชั้นกลางกรุงเทพฯ แบบแลนด์สไลด์แผ่นดินไหวและอาจถึงขั้นธรณีสูบ และนั่นจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพติดนโยบาย “ประชานิยม” แบบแบงค็อกๆ อย่างไม่ต้องสงสัย นโยบายประชานิยมแบบกระฎุมพีกรุงเทพฯ ไม่ต้องการ “สิทธิพื้นฐาน” หรือการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเท่าใดนัก เพราะปกติเกิดมาก็มีเหลือเฟืออยู่แล้ว (ยกเว้นระบบที่ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่มากๆ เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน) ประชานิยมที่จะครองใจกระฎุมพีกรุงเทพฯ ได้คือประชานิยมที่มอบ “สิทธิพิเศษ” หรือ “อภิสิทธิ์” ในด้านต่างๆ ต่างหาก
การที่ไม่มีพรรคไหนสามารถแจก สิทธิพิเศษแบบนี้ได้จึงทำให้คนชั้น กลางกรุงเทพฯ เข้าใจผิดหลงคิดไปว่าตนเองเลือกด้วยอุดมการณ์และศีลธรรมอันสูงส่ง ปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัวเจือปน
ในทางกลับกัน หากจะเลือกด้วยอุดมการณ์ที่ “ถูกต้องกว่า” หรือ “เข้าใกล้” หลักการสมัยใหม่ซึ่งมีอารยะกว่าหลักการสมัยเก่าจริงๆ การเลือกพรรคที่สนับสนุนรัฐประหาร ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ปราบปรามสังหารหมู่ประชาชน ส่งเสริมการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน โกหกบิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ ก็ย่อมเป็นการเลือกด้วยอุดมการณ์ที่ไม่สูงส่งอย่างน่าสยดสยอง
ในอีก มุมมองหนึ่ง หากเอาหลักเสรีประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับในโลกสากลเป็นตัวประเมินค่าจริงๆ แล้วล่ะก็ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงของ “คนชนบท” ก็ไม่ได้เลวร้ายและสร้างความมัวหมองให้กับอุดมการณ์ประชาธิปไตย “มากไปกว่า” การสนับสนุนการทำรัฐประหาร เรียกร้องอำนาจนอกรัฐธรรมนูญให้แทรกแซงกลไกประชาธิปไตย เห็นดีเห็นงามกับการล้มรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยยุทธวิธีอันโสมมครั้ง แล้วครั้งเล่า และปกป้องรัฐบาลหุ่นเชิดที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งของ “คนกรุงเทพฯ” แถมยังมีความชอบธรรมและน่าเห็นอกเห็นใจมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ เพียงแต่เสียงประณามคนกรุงเทพฯ ไม่ดังและถูกประโคมให้เอิกเริกเท่าเสียงประณามคนชนบทเท่านั้นเอง
ถ้า สมมติให้การประณามด้วยเหตุด้วยผลเป็นวิธีลัดที่จะชี้ให้เห็นความผิด บาปอันนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ก็หลงระเริงลอยนวลมานานเกินไปจากการไม่ถูกประณามเพียงพอ และการเอาแต่ประณามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับล่างโดยไม่ประณาม อุดมการณ์และพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยของคนระดับบน ก็เป็นเรื่องที่คู่ควรแก่การประณามเช่นกัน
ยุคสมัยอัน มหัศจรรย์ได้สร้างอาเพศทางสังคมนานาประการ การไม่เพียงไม่มีฉันทามติในเรื่อง “sense of decency” ของสาธารณชน “ที่มีการศึกษา” ของไทยในกรณีร้ายแรงที่มีพยานหลักฐานชัดเจนท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แต่ยังใช้การพิพากษาทางศีลธรรมแบบไทยๆ ที่ผิดศีลธรรมสากล หรือหลักการพื้นฐานด้านมนุษยธรรมสากล คือสิ่งบ่งบอกถึงความวิปริตทางศีลธรรมของชนชั้นมีการศึกษาของไทยซึ่งกลับยัง คงหลงเชื่อในความสูงส่งทางศีลธรรมของตนเองได้อย่างเหลือเชื่อ
การ ประกาศตนว่า “รังเกียจคนโกง” เป็นเครื่องหมายการค้าทางศีลธรรมของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่น่ารังเกียจตามมาตรฐานสังคมศิวิไลซ์อื่นๆ คนชั้นกลางกรุงเทพฯ มากมายกลับไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย เช่น วัฒนธรรมหมอบคลาน, การจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น, การเอารถถังมายึดอำนาจรัฐ, การมีกระบวนการยุติธรรมที่ “อธรรม”, การข่มเหงรังแกคนด้อยอำนาจ, การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนอย่างไร้จรรยาบรรณ ฯลฯ
การจำกัดการ รังเกียจไว้แค่การ “โกงเงิน” (ของทักษิณและนักการเมือง) เป็นหัวใจหลัก สะท้อนว่าโลกทัศน์ของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ หมกมุ่นแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ (ซึ่งเป็นข้อหาที่คนกรุงฯ มีต่อคน “ชนบท”) แต่ไม่ยึดมั่นในคุณค่านามธรรมที่สำคัญอื่นๆ
ต่อให้มีความเชี่ยวชาญ ตามสาขาวิชาชีพอันแสนทันสมัย มีเกียรติ หรือใช้ทักษะชั้นสูง แต่ความคิดอ่านและการแสดงออกทางสังคมการเมืองของคนชั้นกลางไทยกลับมีลักษณะ ล้าหลัง (backward-reactionary) แบบพวกมีการศึกษาน้อย พวกโลกทัศน์คับแคบ พวกจารีตนิยม พวกเคร่งศาสนา และพวก(เชื้อ)ชาตินิยมจัดในโลกตะวันตก ซึ่งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างหลากหลายไปตามภูมิศาสตร์และความถนัดเฉพาะทาง อาทิเช่น “ขวาอนุรักษ์นิยม” “Neo-Nazi” “White Supremacist” “Christian Fundamentalist” ฉลากเหล่านี้เป็นเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิความเป็นพวก “โลกแคบ” หรือ “บ้านนอก” และลักษณะล้าหลังตกขอบแบบนี้มักกระจุกอยู่ในชนกลุ่มน้อย มิใช่ชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ
ถ้าการศึกษาแบบตะวันตกทำให้คนตะวันตกที่ มีการศึกษามีแนวโน้มจะเป็นพวก “เสรีนิยม” ตามมาตรฐานปกติ การศึกษาแบบไทยๆ ตั้งแต่ออกจากช่องคลอดจนถึงรับปริญญาในมหาวิทยาลัยกลับหล่อหลอมให้คนไทยเป็น พวก “อนุรักษนิยม อำนาจนิยม ล้าหลัง” เพราะในประเทศอนุรักษนิยมอำนาจนิยมพรรค์นี้ การศึกษา = การปลูกฝังกล่อมเกลาอุดมการณ์ของรัฐราชการ = การล้างสมองด้วยโฆษณาชวนเชื่อ การศึกษาไทยไม่ได้วางอยู่บนฐานของอุดมการณ์ที่เชื่อในความเป็นปัจเจกของ มนุษย์ผู้มีสติปัญญาที่จะเรียนรู้ โต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล
การศึกษาแบบตะวันตกเริ่มต้นที่การมีจิตวิพากษ์ แต่การศึกษาไทยเริ่มต้นที่การเชื่อฟังอำนาจตามจารีตประเพณี ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบการศึกษาที่มีปรัชญาต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้จึง สร้างมนุษย์คนละประเภท และชนชั้นกลางไทยคือผลิตภัณฑ์อันแทบจะไร้ที่ติของระบอบการสร้างความไร้การ ศึกษานี้
ตรงข้ามกับที่มักจะโอดครวญและก่นด่ากัน ปัญหาก้นบึ้งของสังคมไทยคือการมีความเป็นไทยมากล้นเกินไป และเอาอย่างฝรั่งน้อยเกินไป
วิธี สังเกตความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา (หรือประเทศ “ไม่ประสงค์จะพัฒนา”) นั้นไม่ยาก แถมออกจะสนุกสนานและเต็มไปด้วยความขบขัน อะไรที่ทำในประเทศพัฒนาแล้ว “ผิด” ในประเทศด้อยพัฒนาจะ “ไม่ผิด” (เช่น รัฐประหาร, มือที่มองไม่เห็น, การมีอคติและเลือกปฏิบัติ, เหยียดมนุษย์ ฯลฯ) และในทางกลับกัน อะไรที่ทำในประเทศพัฒนาแล้ว “ไม่ผิด” ถ้าทำในประเทศด้อยพัฒนาจะ “ผิด” (เช่น วิพากษ์วิจารณ์สถาบันอำนาจ, สร้างความเสมอภาคทางวัฒนธรรมและการเมือง, ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ฯลฯ)
สำนึก ดูถูกเหยียดหยามแบบคนกรุงเทพฯ มีมิติของทั้ง class และ ethnic ดังนั้นคนชั้นกลางกรุงเทพฯ จึงน่าจะจัดว่าเป็นพวก racist หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” ที่สุดพวกหนึ่งในบรรดาประชากรในเขต metropolitan ของโลก
พวก เขาเหยียด “คนผิวดำ” เหยียด “แขก” เหยียด “ชาวเขา” เหยียดคนจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพม่า ลาว เขมร และเหยียดผู้คนในประเทศของตนเอง ส่วน “ฝรั่ง” แม้จะเป็นที่พิศมัยและเกรงขาม แต่ก็ต้องเป็นฝรั่งตามแบบฉบับ คือ ฝรั่งผิวขาวชนชั้นกลางที่รักเมืองไทยและรู้ที่ต่ำที่สูง ถ้าพูดไทยได้และไหว้เป็นด้วย ก็จะยิ่งเป็นที่เสน่หาน่าเอ็นดู ทว่าหากเป็นฝรั่งนอกจินตภาพอันสวยงามนี้ เช่น ฝรั่งขี้นกสกปรก หรือฝรั่งชอบวิจารณ์เมืองไทยในทางเสียๆ หายๆ คนชั้นกลางไทยก็รังเกียจและไล่ด่าเปิดเปิงได้เหมือนกัน
ด้วยตัวอย่าง อันมากล้นมหาศาล การแสดงการหมิ่นหยาม “คนอื่น” ของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ ประจานความไม่มีวัฒนธรรมของพวกเขาได้โอ่อ่าตระการตาทีเดียว
สิ่งแรก ที่ควรให้การศึกษาคนชั้นกลางกรุงเทพฯ หรือหากจะทำแคมเปญรณรงค์เพื่อการตื่นรู้ไปเลยก็ยิ่งวิเศษ คือความเข้าใจผิดมหันต์ของคนชั้นกลางกรุงเทพฯว่าตนเองเป็นผู้มีการศึกษาและ เป็นคนดี
การศึกษาแสวงหาความรู้ ข้อมูล การถกเถียง และประสบการณ์จริง “นอก” ระบอบความรู้ (ความหลอกลวง/การโกหกมดเท็จ) กระแสหลักภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงเป็นความรู้ที่ “จริงกว่า” และ “ถูกต้องกว่า” ผู้ที่แสวงหาความรู้แบบนี้และสลัดทิ้งการครอบงำความ(ไม่)รู้แบบเดิมจึง “มีการศึกษากว่า” ผู้ที่จมปลักอยู่กับมายาคติและมิจฉาทิฐิเกี่ยวกับเมืองไทยซึ่งบังเอิญเป็นคน ชั้นกลางไทยในกรุงเทพฯ นั่นเอง
ตรงข้ามกับที่คนชั้นกลางคิด การทำความเข้าใจขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงและคน “ชนบท” ที่ถูกเหยียดหยามเองนั่นแหละที่จะทำให้คนชั้นกลาง(หรืออันที่จริง เราทุกคน) มีการศึกษาขึ้น เข้าใจสังคมการเมืองมากขึ้น และปลดเปลื้องมายาคติ-มิจฉาทิฏฐิที่มีมาแต่เดิมได้เร็วขึ้น
ไม่ ใช่แค่ชนชั้นกลางเท่านั้นที่น่าเคลือบแคลงเรื่องการศึกษา แต่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ องค์กรและคณะกรรมการต่างๆ ที่ต้องใช้ผู้มีวิชาความรู้จำนวนมากมายก่ายกองกลับแสดงความไร้การศึกษาและ ไร้จริยธรรมออกมากันอย่างน่าสมเพชอเนจอนาถ แบบอย่างล่าสุดที่ควรแก่การจารึกไว้คือ คณะกรรมการ(ทำลาย)สิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ให้ท้ายและแก้ต่างให้กับรัฐบาลที่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและเห็นประจักษ์กันไปทั่วโลก ผู้ใหญ่คนหนึ่งให้โอวาทว่าคนไทยตามบ้านนอกเป็นคนหิวกระหายและนิสัยเสียเพราะ อยากได้ของที่มีคนเอามาล่อ ผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งชอบแสดงตนเป็นผู้ทำงานเพื่อแก้ไขความยากจนให้คนจนมีอำนาจ มากขึ้น แต่กลับแสดงปาฐกถาคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะผู้ใช้แรงงานควรอยู่อย่างพอเพียง
จะมีอะไรน่าหัวเราะและน่า อาเจียนไปกว่านี้อีก ฝ่ายที่กดขี่ประชาชนทั้งทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจไม่ให้มีโอกาสเลื่อนสถานะให้ดีขึ้นที่แท้จริงและอำมหิตที่สุดแทน ที่จะเป็นฝ่าย “ทุนสามานย์” อย่างที่มักประณามกัน กลับเป็นฝ่ายใส่หน้ากาก “คนดีมีคุณธรรม” ทั้งนั้น
ในทางวัฒนธรรม จงเป็นผู้น้อยผู้ไร้ค่าที่กราบไหว้และเชื่อฟังผู้ใหญ่ต่อไปจนตาย ในทางการเมือง จงเป็นพวกไร้การศึกษาที่ถูกเหยียดหยามเสียงในการเลือกตั้ง หากชนะรอบนี้ก็จงรอถูกยึดอำนาจกลับจากกลุ่มอำนาจเก่าที่มีศีลธรรมตอแหลในการ ปกครองเหนือกว่า ในทางเศรษฐกิจ คนบ้านนอกจงอย่าทะเยอทะยาน อย่าอยากได้อะไรเกินตัว ถ้าเดือดร้อนแสนสาหัส ให้รอถุงยังชีพที่ภูมิลำเนา คนชั้นแรงงานจงพอเพียงและพอใจกับการดำรงชีพอันไร้ศักดิ์ศรีและไร้ความหวัง ที่จะมีอนาคตที่ดีกว่าด้วยเงิน 150 บาทต่อวัน ในยุคสมัยที่เงิน 150 บาทนั่งแท็กซี่ไปประชุมคณะกรรมการร้อยพ่อพันแม่เที่ยวเดียวยังไม่ถึงที่หมาย เลย
การขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันจะส่งผลกระทบทางดีทางร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และแม้แต่ตัวผู้ใช้แรงงานเองอย่างไรเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ แต่ทัศนคติที่แฝงอยู่ในการให้เหตุผลของผู้อาวุโสเหล่านี้เพ้อฝันอย่างโหด เหี้ยมยิ่งกว่านายทุนที่มีความเห็นต่อเรื่องค่าแรงไปตามสภาพความเป็นจริงของ เศรษฐกิจสังคม
เลิกทำตัวเป็นนักบุญหลอกลวงสาธารณชนเถิด กดขี่กันตรงไปตรงมา ไม่ต้องตลบแตลงอ้างความสูงส่งทางศีลธรรม ยังจะน่าเลื่อมใสกว่า
เนื่อง จาก “คุณธรรมจริยธรรม & ภูมิปัญญา” เป็น “ไสยศาสตร์” ที่พวกที่ได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมไทยเหล่านี้ใช้สยบและบิดเบือนหลัก การและเหตุผลของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างสัมฤทธิผลมาตลอด นอกจากต้องปลดหน้ากากแล้วส่องไฟให้เห็นเต็มตาว่า “พวกคุณไม่ใช่คนดี” แล้ว ยังต้องให้การศึกษาอีกว่าการเรียกร้อง “จิตสำนึกใหม่” กับประชาชนที่ถูกเหยียบย่ำแทนที่จะเรียกร้องกับเครือข่ายชนชั้นนำเก่าที่ กระทำการเหยียบย่ำนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อที่ควรจะหยุดพร่ำเพ้ออย่าง ไม่รู้จักพอเสียที
การเทศนาซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่อง New Consciousness (ซึ่งเป็นทฤษฎีทางภูมิปัญญา/จิตวิญญาณแนวหนึ่งในกระแสนิวเอจของบรรดา ชาวตะวันตกในสังคมเสรี-ทุนนิยม-ประชาธิปไตย) แบบปิดตาข้างหนึ่งในสังคมอำนาจนิยม ก็เหมือนกับการเอาเรื่อง Environment หรือ Global Warming มาตำหนิการใช้กล่องโฟมกับถุงพลาสติกในการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยไม่แตะต้องเรื่องการใช้ปืนกับสไนเปอร์สังหารผู้ชุมนุมโดยกองทัพและรัฐบาล ถ้าผู้นำในการเผยแพร่ “New Consciousness” ในเมืองไทยคิดได้แค่นี้ ก็สมควรจะต้องทบทวนขนาดจิตของตัวเองว่าน่าจะ “เล็กๆ แคบๆ” ไม่ได้ “ใหญ่” และ “ใหม่” อย่างที่ชอบยกย่องตัวเองกัน คนที่ชอบเทศนาเรื่อง “จิตสำนึกใหม่” เองนั่นแหละที่ควรจะมีจิตสำนึกใหม่
ควรเพิ่มเติมด้วยว่า เทรนด์ทางภูมิปัญญาแบบ “จิตสำนึกใหม่” นี้เมื่ออิมพอร์ตเข้ามาในเมืองไทยก็สวมรับและบรรสานสอดคล้องกับท่าทีทาง ภูมิปัญญาเดิม(ซึ่งอิมพอร์ตมาเหมือนกัน)คือพุทธศาสนา หัวใจของภูมิปัญญาทั้งสองแบบคือ Moral (Spiritual) Hierarchy ซึ่งยิ่งได้รับการเน้นย้ำเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนำตามจารีตในบริบทของสังคม วัฒนธรรมไทย ทั้งพุทธศาสนาและจิตสำนึกใหม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำเก่าและเครือ ข่ายที่จะแบ่งแยกผู้คนตามลำดับชั้นของศีลธรรมและระดับการวิวัฒนาการของจิต ศีลธรรมชั้นสูงสุดและระดับวิวัฒนาการของจิตขั้นสูงสุดย่อมเป็นคุณสมบัติที่ ไม่ต้องตรวจสอบของเครือข่ายชนชั้นนำ ในขณะที่ประชาชนสามัญทั่วไปถูกยัดข้อหาว่ามีระดับชั้นทางศีลธรรม(รวมทั้ง ระดับขั้นของการบรรลุธรรม)และวิวัฒนาการของจิตที่ต่ำกว่าโดยไม่ต้องตรวจสอบ เช่นกัน
ความวิปริตทางภูมิปัญญาแบบนี้คือการที่พุทธศาสนาและจิตสำนึก ใหม่ถูกอ้าง ให้เป็น “ที่มา” และ “รากฐาน” ของทั้ง “ปัญญา” และ “ศีลธรรม” ที่ถูกต้องบริสุทธิ์สมบูรณ์ที่สุดในการตัดสิน อธิบาย และเสนอทางออกให้กับปรากฏการณ์ทุกชนิดในสังคม ด้วยท่าทีเช่นนี้ สังคมไทยจึงกลายเป็นหมู่บ้านเด็กในนิทานที่ทุกอย่างถูก simplified ให้ง่ายดายดูบ้องแบ๊วไร้เดียงสา แต่ถ้าขยี้ตาแรงๆ หรือทุบกะโหลกหนักๆ เราก็จะพบว่าเฉพาะในนิทานเท่านั้นจึงจะมีหมู่บ้านเด็กที่ดำรงอยู่ในโลกที่ เป็นไปได้แบบนี้ ในความเป็นจริงการใช้พุทธศาสนาและจิตสำนึกใหม่แบบตื้นเขินและหลอกลวงกำลังทำ ให้สังคมไทยกลายเป็นหมู่บ้านคนปัญญาอ่อนมากกว่า
Moral (Spiritual) Hierarchy แบบ Buddhism และ New Consciousness แบบไทยๆ จะถูกใช้เป็นกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมในสังคมระดับกว้าง (ทั้งที่ควรจะเป็นทางเลือกในการพัฒนาตนเองของปัจเจก) เพื่อกลบเกลื่อน บิดเบือนและหักล้างความ “ผิด” ในระบอบจริยธรรมแบบใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ดังนั้นเมื่อระบอบจริยธรรมแบบใหม่ต้องการ “เปิดโปง” และ “เอาผิด” ฝ่ายอำนาจนิยมที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน พวกนิยมพุทธและจิตสำนึกใหม่แบบไทยๆ (ซึ่งถูกตีความและให้อรรถาธิบายจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน จะพากันออกมาเทศนาการให้อภัยไม่จองเวร เรียกร้องให้มองทุกอย่างแบบองค์รวม สรรพสิ่งเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าคิดแยกส่วนตายตัวสุดโต่ง เพราะผิดธรรมชาติความเป็นจริง อย่าแบ่งแยกฝ่ายกดขี่กับฝ่ายถูกกดขี่ อย่าแบ่งแยกคนฆ่ากับคนถูกฆ่า (แต่ดันแบ่งแยกพวกบรรลุธรรมแล้วกับพวกยังไม่บรรลุธรรม แบ่งแยกจิตเล็กกับจิตใหญ่!)
ในที่สุดแล้ว ที่ถูกด่าว่า “ทุน” กับที่ถูกสดุดีว่า “คนดี” ฝ่ายไหนสามานย์อย่างลึกซึ้งกว่ากัน สังคมไทยต้องใช้ “จิตสำนึกใหม่” เพื่อการแยกแยะโดยแยบยล
การ โหมปลุกระดมเรื่องศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อยกตัวเองและเหยียบฝ่าย เสรีประชาธิปไตยของเครือข่ายชนชั้นนำเก่า ทำให้สังคมไทยสร้างภาพหลอนขึ้นจากมรดกความเป็นสังคมเบาปัญญามาแต่เดิมว่า ความมีศีลธรรมอยู่คู่กับฝ่ายสถาบันตามจารีต และความไม่มีศีลธรรมอยู่คู่กับฝ่ายเรียกร้องเสรีประชาธิปไตย หรือพูดอีกอย่างว่า เสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นลัทธิที่ไร้ศีลธรรม
ถ้า ตัดเรื่องศีลธรรมจอมปลอมแบบมือถือสากปากถือศีลของสังคมไทยออกไป การเรียกร้องเสรีประชาธิปไตยโดยมูลฐานแล้วคือการเรียกร้อง “จริยธรรม” แบบใหม่ให้เป็นคุณค่าร่วมของคนในสังคมแทนระบบศีลธรรมแบบเก่าของสังคมโบราณ (traditional values) ซึ่งวางอยู่บนคติการจำแนกคนตามลำดับชั้นและอิงอยู่กับศีลธรรมทางศาสนาและ อุดมการณ์อำนาจศักดิ์สิทธิ์นิยมของชนชั้นปกครอง
กล่าวอย่างกว้างที่ สุด คุณค่าพื้นฐานที่จริยธรรมแบบใหม่ของเสรีประชาธิปไตยเชิดชู (ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นอุดมการณ์สัมบูรณ์ปราศจากปัญหา ข้อบกพร่อง ข้อวิจารณ์และความขัดแย้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ) คือ หลักการและกฎกติกาในสังคมต้องมาจากเหตุผล (Reason) ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ (God), การยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค (Human Rights, Liberty, Equality), ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง (Tolerance), นิติรัฐ (Rule of Law), การเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม (Free & Fair Election), การไม่เลือกปฏิบัติ (Anti-Discrimination), การรับผิดชอบและตรวจสอบได้ (Accountability) ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าการที่สังคมใดจะเปลี่ยนมายึดถือ “คุณค่าแบบใหม่” แบบนี้ได้ก็ต้องมีการปฏิรูป/ปฏิวัติอุดมการณ์วัฒนธรรมเดิมที่ขัดแย้งอย่าง ถึงรากกับคุณค่าเหล่านี้ด้วย เมื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา เราก็จะยิ่งเห็นว่าคุณค่าเสรีประชาธิปไตยข้างต้นนี้เป็น “จริยธรรมสมัยใหม่” ที่คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ไม่มีหรือมีอย่างกะพร่องกะแพร่ง
ฉะนั้น หากประเมินด้วยหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมสมัยใหม่เหล่านี้อย่างจริงจัง คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ที่ต่อต้านคุณค่าดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นคนดี พวกเขาเป็น “คนไม่ดี” อย่างไม่อาจบิดพริ้วได้
หลักการสมัยใหม่เหล่านี้มีรากมา จากความคิดปรัชญาแบบ Enlightenment การปฏิเสธหลักการพื้นฐานนี้ของคนชั้นกลางกรุงเทพฯ ในแง่หนึ่งก็คือการปฏิเสธแสงสว่าง เพราะในความมืด ความฉ้อฉลที่พวกเขาเคยชินมิอาจมองเห็นและตรวจสอบได้ “Endarkenment” ของไทยปลุกเสกความมืดให้เป็นสรวงสวรรค์อันน่าหลงใหล ในการสร้างฝันอันสูงสุดถึงความมืดชั่วนิรันดร์ที่ทำให้ความสว่างเป็น อาชญากรรมนี้ บุตรธิดาแห่งรัตติกาลพึงพอใจกับการมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น
เฉพาะ ประเด็นการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป คนชั้นกลางไทยควรทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า การที่พวกเขาจำนวนหนึ่งเลือกประชาธิปัตย์จากความเกลียดกลัวทักษิณ-พรรคเพื่อ ไทย-เสื้อแดง ไม่ใช่เพราะพวกเขามีการศึกษาสูง มีคุณธรรมจริยธรรมชั้นเลิศ และรู้เท่าทันการเมืองอย่างที่ทึกทักและปลอบประโลมกันเองแต่อย่างใด แต่พวกเขาเลือกพรรคเบอร์สิบเพราะพวกเขาเลือกข้าง และข้างที่พวกเขาเลือกคือข้างอนุรักษนิยม-จารีตนิยม (ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ monarchy-military)
แต่ ข้างอนุรักษนิยม-จารีตนิยมซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนสำคัญที่ สุดในระบบพรรคการเมืองไม่สามารถเทียบได้อย่างเด็ดขาดกับบรรดาพรรคแนว “Conservative” ของประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว เพราะ “อนุรักษนิยม” ในประเทศเหล่านั้นต้องนำเสนอแนวทางอยู่ “ภายใต้” กฎกติกาและคุณค่าประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน แต่สิ่งที่ “อนุรักษนิยม” ในเมืองไทยกระทำอยู่ผ่านเครือข่ายลูกสมุนทุกระดับทั้งในที่ลับและที่แจ้ง คือการสกัดขัดขวางและทำลายการเติบโตของประชาธิปไตย ด้วยวิถีทางและวิธีการที่ละเมิดหลักประชาธิปไตยและมนุษยธรรมสากล
พูด ง่ายๆ ก็คือ ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยโดยเนื้อแท้คือเผด็จการอำนาจนิยม ซึ่ง “มืด” และ “เถื่อน” เกินกว่าจะเอาไปเทียบกับอุดมการณ์อนุรักษนิยมในประเทศศิวิไลซ์ และไม่มีหลักจริยธรรมสมัยใหม่ใดจะสนับสนุนและให้ความชอบธรรมกับเผด็จการ อำนาจนิยมได้
ถ้าตระหนักว่าการเลือกฝ่ายจารีตนิยม (the Establishment) ก็เพราะต้องการจะยืนหรือหมอบอยู่ข้างนี้ และต่อให้เห็นความชั่วร้ายฉ้อฉลนานัปการของฝ่ายจารีตนิยม แต่ก็ยังเลือกที่จะอิงแอบแนบชิดอยู่กับระบอบเก่า นี่ต้องถือว่าเป็นการเลือกที่มีเหตุผลของฝ่ายรอยัลลิสต์ แต่การปักใจว่าการเลือกฝ่ายจารีตนิยมของตนเองเป็นการเลือกอันชาญฉลาด สูงส่ง ถูกต้องดีงาม และเท่เก๋ไก๋ต่างหากที่แสดงถึงความไร้การศึกษาของผู้เลือก
และ เมื่อคำนึงถึงอาชญากรรมโดยรัฐในการสังหารประชาชน (รวมทั้งสื่อมวลชนต่างชาติ) ที่มีพยานหลักฐานฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ทว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์และกองทัพยังปิดบังอำพราง โกหก ใส่ร้าย โยนความผิดและไม่ยอมรับผิดจนถึงทุกวันนี้แล้ว การเลือกเพื่อให้พรรคนี้ได้กลับมาครองอำนาจอีก เป็นสิ่งที่ผู้เลือกต้องใคร่ครวญและสำรวจศีลธรรมประจำตนด้วยจิตใจอันเที่ยง ธรรม(ถ้ามี)เอาเอง
อายัด ‘โบอิ้ง 737’ ที่มิวนิค อ้างทวงหนี้ดอนเมืองโทลล์เวย์
ที่มา ประชาไท
13 ก.ค. 54 สื่อและสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ บีบีซี รอยเตอร์ นิวยอร์กไทมส์ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินของบริษัทสัญชาติเยอรมัน วอลเตอร์ บาว (Walter Bau AG)
ทั้งนี้รายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ให้รายละเอียดว่าเครื่องบินลำดังกล่าวถูกอายัดเนื่องมาจากข้อเรียกร้องทาง การเงินที่มีต่อรัฐไทย โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทในเยอรมันเมื่อวันอังคาร (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ามาจากความพยายามเร่งรัดการทวงหนี้ในส่วนของบริษัทวอลเตอร์ บาว ซึ่งถือหุ้นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัททางยกระดับดอนเมือง ซึ่งสร้างและดำเนินการทางด่วนยกระดับจากตัวเมืองกรุงเทพฯ เชื่อมต่อสนามบินดอนเมือง และต่อมาบริษัทวอลเตอร์ บาวล้มละลายในปี 2548 เจ้าหน้าที่จึงพยายามเร่งรัดหนี้ดังกล่าวให้กับเจ้าหนี้ โดยการเรียกร้องสินไหมต่อประเทศไทย สืบเนื่องจากการเปลี่ยนเงื่อนไขของข้อสัญญาในการสร้างทางด่วนและการปฏิเสธ การขึ้นค่าทางด่วนในปี 2547 ในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุให้ทำให้โครงการดังกล่าวขาดทุน
ในปี 2552 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำสั่งให้ประเทศไทยจ่ายเงินจำนวน 29.2 ล้านยูโรเป็นค่าชดเชย พร้อมค่าปรับ 1.98 ล้านยูโรเป็นค่าละเมิดสัญญา (การตัดสินใจและความเป็นมาที่เป็นปัญหาของโครงการทางยกระดับสนามบินดอนเมือง สามารถอ่านได้ที่นี่) ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมรับผลการตัดสินดังกล่าว และตัดสินใจสู้คดี โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ซึ่งรายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ระบุว่า “เพื่อฝังกลบประเด็นดังกล่าวด้วยระบบราชการที่ยืดยาดและไม่มีวันจบสิ้น”
รายงาน ของอดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ผู้นี้ระบุว่า เหตุพิพาทดังกล่าวและคำสั่งให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าชดเชยโดยคณะอนุญาโต ตุลาการ เป็นเหตุให้ผู้ตรวจการทางการเงินของเอาส์เบอร์ก (Ausburg) แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ (Werner Schneider) ซึ่งดูแลเรื่องการล้มละลายของวอลเตอร์ บาว ตัดสินใจทำการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวเพื่อเป็นมาตรการบังคับให้ประเทศไทย จ่ายหนี้ที่ค้างชำระ
ทั้งนี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค ถูกนำเสนอในหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดังหลายแห่ง โดยระบุด้วยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงใช้เป็นการส่วนพระองค์ และย้ำว่าหนี้ดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม นิวยอร์กไทม์ รายงานคำสัมภาษณ์ของนายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศซึ่งยอมรับว่า มีการอายัดพระราชพาหนะลำดังกล่าวจริง แต่พระราชพาหนะดังกล่าวเป็นของส่วนพระองค์ ไม่ใช่ของรัฐบาลไทยตามที่สื่อมวลชนเข้าใจ และการกระทำครั้งนี้ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ธกส. เผยเตรียมพัฒนากองทุนหมู่บ้านสู่องค์กรการเงินชุมชน
ที่มา ประชาไท
ลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการ ธกส.ระบุแนวทางพัฒนากองทุนหมู่บ้าน และกองทุนชุมชน เป็นองค์กรชุมชน ตั้งเป้านำร่อง 70 แห่งปีนี ด้านเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ระบุ ถึงเวลากระจายอำนาจบริหารจัดการเงิน เช่นเดียวกับการกระจายอำนาจปกครอง
วันที่ 12 ก.ค. 2554 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการผู้จัดการธนาการเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) นำเสนอเรื่อง “สถาบันการเงินเพื่อปลดปล่อยศักยภาพชุมชนท้องถิ่น” ต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปว่า ธกส. มีแนวคิดจะโอนงานบริการการเงินรายย่อยให้ยังสถาบันการเงินชุมชนดำเนินการ และธกส. จะปรับตัวไปสู่การบริการทางการเงินที่สลับซับซ้อนกว่านั้น โดยคิดว่าสามารถ นำร่องได้ในปีนี้เป็นปีแรก 70 แห่ง
“หากมีการกำกับ ดูแลที่ดี ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในอนาคตได้ ขณะนี้กำลังดูเรื่องการกำกับดูแลกิจการ ธปท. ก็ไม่อยากให้ใช้คำว่าธนาคาร เราจึงเลี่ยงมาใช้องค์กรการเงินชุมชน แต่อยากยืนยันว่าหลายที่เขาทำได้ดี และทำได้มีประสิทธิภาพกว่า และน่าจะให้ชาวบ้านได้ทำควบคู่กับกับการบริหารจัดการ แล้วเราถอยห่างออกมาเป็นพี่เลี้ยง"
"แล้ว ธกส. จะไปทำอะไร ก็ไปทำอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่า ผมก็ให้กำลังใจพนักงานว่าเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย นี่เป็นแนวทางที่เราจะทำและจะมุ่งมั่นทำให้เกิดเป็นมรรคผลให้ได้ เพื่อเป็นต้นแบบที่ดี เพราะในหลายประเทศที่มีการพัฒนาระบบการเกษตรที่ดี ธนาคารแบบธกส. คือการให้บริการโดยตรงไม่น่าจะอยู่ได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริการแบบสองสเต็ปท์คือให้เพื่อช่วยในการบริหารจัดการการ เงินในท้องถิ่น”
นายลักษณ์อธิบายแนวทางของ ธกส. โดยระบุว่า การทำงานของ ธกส. กว่า 45 ปี แล้ว ซึ่งมีสถิติการเข้าถึงบริการในระดับที่ติดอันดันโลก อย่างไรก็ตาม แต่การยกระดับคุณภาพชีวิตยังเป็นปัญหาที่สำคัญ ยังต้องเชื่อมโยงเรื่องการสร้างองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรด้วย ดังนั้นต้องมีการบูรณาการ องค์ความรู้คู่กับการทำงานชุมชน และเครือข่ายสนับสนุนงานด้านการตลาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายเกษตรกร โดยต้องใช้ชุมชนเป็นฐานในการขับเคลื่อนและจัดการข้อมูล
นายลักษณ์ ยกตัวอย่าง ตำบลหนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งมีการพัฒนาโดยชุมชนมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพต่างๆ และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่จะให้ลูกค้า ธกส. ได้รับการดูแล ทั้งแง่การหาปัจจัยการผลิต คุณภาพของผลิตผล แล้วรวมตัวกันเป็นโรงสี ทำการสีขาว ทั้งหมดทำในรูปแบบกิจกรรมกลุ่ม เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งสิ้น และเนื่องจากกองทุนชุมชน หนองโสน มาจากกองทุนหมู่บ้าน ธกส. จึงไปหนุนเสริม ให้บริการทั้ง ดังนั้น ธกส. ทำบริการทั้งในระดับรายบุคคล กลุ่มอาชีพ สถาบันการเงินชุมชน และสินเชื่อโครงการธนาคารชุมชน เป็นผลิตภัณฑ์ของธกส. แต่สิ่งที่พยายามทำทั้งหมดในปัจจุบันคือให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการสินเชื่อ ประเภทต่างๆ ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลจากลูกค้าที่เป็นเกษตรกร เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธกส. สูงกว่า “ผมก็พยายามจะบอกว่า สถาบันการเงินชุมชนเป็นของชุมชน ทำแล้วเกิดประโยชน์กับชุมชน ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าในสถาบันการเงินชุมชนมีลูกหลานของพี่น้องเกษตรกรเอง คนในชุมชนทำงานอยู่ 4-5 คน ก็จะทำให้เกิดความปร่งใสที่ดี ผลัดกันมาเป็นคณะกรรมการอนุมัติสินเชื่อ โดยคณะกรรมการ 3 คน ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาทุกวัน มีคนหนุ่มคนสาวทำงานอยู่ในชุมชน ถ้า ธกส. แย่งมาทำเสียก็จะไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อทำแล้วก็ไม่ต้องเดินทางไปถึงในเมือง และเมื่อสิ้นปีก็จะคืนเงินปันผลด้วย และสถาบันการเงินชุมชนเหล่านี้ก็จะจัดเอาส่วนเหลือไปจัดการสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ตกกับชุมชนทั้งสิ้น” นายลักษณกล่าวและย้ำด้วยความมั่นใจว่า หากแนวทางนี้มีความชัดเจนและสามารถอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจ ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กล่าวเสริมว่าการจัดการกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา มีทั้งกองทุนที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ซึ่งกองทุนที่เข้มแข็งสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรการเงินชุมชนได้ โดยมีข้อเสนอ 2 ประการคือ
1 ให้ ธกส. หรือออมสินที่เป็นแม่ใหญ่ในการดูแลกองทุนหมู่บ้านประเมินศักยภาพของกองทุนที่ดูแลอยู่ ว่าสามารถพัฒนายกระดับได้หรือไม่
2 ปฏิรูป ธกส. สู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศ และลดบทบาทในฐานะ Retail Bank ที่ดูแลลูกค้ารายย่อย โดยผ่องถ่ายลูกค้ารายย่อย ไปสู่องค์กรการเงินชุมชน ถือเป็นการกระจายอำนาจการเงิน ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจปกครอง
“ชาวบ้านก็ไม่ต้องมาหา ธกส. เหมือนการปฏิรูปประเทศไทยที่ต้องกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น นี่ก็เหมือนกันเป็นการกระจายอำนาจการจัดการการเงิน ต้องหนุนเสริมเขา ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดทุกอำเภอมีกลุ่มที่มีความพร้อม ผมเชื่อว่าท่านทำได้ ถ้ามีระบบการจัดการที่พวกเราเข้าไปช่วย” นายเอ็นนูกล่าว
อย่างไร ก็ตาม นายเอ็นนูระบุว่า การกระจายอำนาจการเงิน และการจัดการระบบการควบคุม ระบบการจัดการดูแลเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะรัฐบาลใหม่กำลังจะต้องดำเนินนโยบาย และจะมีงบประมาณลงไปยังกองทุนหมู่บ้านอีกจำนวนมาก
“ผมคิดว่าขณะ นี้เรามีองค์กรท้องถิ่นที่ดีอยู่เยอะพอสมควร เราไม่ต้องกลัว ถ้าเกิดทำแล้วไม่ได้ เราก็ต้องช่วยกัน ทำให้เกิดการสนับสนุนกัน เรามีความสำเร็จแบบนี้อยู่เยอะแล้ว เพียงแต่ไม่มีคนจัดการเรื่องใหญ่ ที่ผมต้องรีบพูดเพราะว่ารัฐบาลใหม่ก็จะมีลดประมาณลงไปมหาศาล ต้องมีการจัดการที่รองรับ เหมือนเรามีวัคซีนที่น่าจะลองใช้ เพราะเงินอย่างเดียว มีปัญหานะครับ ผมมาจาก ธกส. ปล่อยกู้ปีละสี่แสนล้าน ถ้าเงินอย่างเดียวแก้ปัญหาได้ ก็คงไม่มีคนจนแล้ว” นายเอ็นนูกล่าวในที่สุด
สาวเจ้าของวลีเปลี่ยนประเทศ'ดีแต่พูด'ลุยประธานกรรมการสิทธิฯถึงกับซีด:ดีแต่ปกป้องฆาตกร92ศพ
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค
เมื่อ วานนี้(13 ก.ค.) เวลา 14.30 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นางสาวจิตรา คชเดช เจ้าของวลีฮิต"ดีแต่พูด" และตัวแทนกลุ่มจับตาการทำงานคณะกรรมการสิทธิฯ (NHRC-WATCH)ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบการทำงานของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวม หลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.อมรา พงษาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับจดหมายด้วยตนเอง
ทั้งนี้ นอกจากจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวแล้วทางกลุ่มนี้ยังได้มอบแบบจำลอง หนังสือเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนเล่ม 1 ที่ภายในบรรจุหลักการสิทธิมนุษยชนสากลพร้อมด้วยรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุ การเมษา-พ.ค.53 จำวน 92 ราย อีกทั้งยังได้มอบแว่นขยายจำลองขนาดใหญ่ รวมถึง ปืน M16 จำลองที่เขียนข้อความว่า "ร่างรายงานผลการตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช. โดยกรรมการสิทธิฯ" อีกด้วย
"เราและประชาชนเห็นว่ารายงานของคณะกรรมการสิทธิฯไม่น่าเชื่อ ถือและไม่เป็น กลาง จึงมายื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมกับหนังสือเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนเบื้องต้น ซึ่งภายในหนังสือบรรจุรายชื่อผู้เชียชีวิต 92 ศพ พร้อมกับแว่นขยายขนาดใหญ่มาให้ เพราะกลัวว่าอาจารย์อมราจะอ่านไม่ออก"นางสาวจิตราและตัวแทนกลุ่มจับตาการทำ งานคณะกรรมการสิทธิฯ กล่าวกับประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งประธานกรรมการสิทธิฯรับไว้แต่โดยดี
ศ.ดร.อมรา ประธานคณะกรรมการสิทธิฯกล่าวกับผู้ประท้วงโดยอ้างว่า รายงานฉบับจริงของคณะกรรมการสิทธิฯยังไม่ออกมาเลย ทาให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ปรากฎเป็นข่าวไปนั้น เพราะผู้สื่อข่าวตัดตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยนำไปเป็นข่าว ผู้ประท้วงควรรออ่านก่อน
ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม ได้เปิดเผยเอกสาร "ผลสอบ เมย.-19พค."ฉบับกสม." ซึ่ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ถูกคณะกรรมการสิทธิฯคนอื่นคัดค้านไม่ให้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ และให้เลื่อนการเผยแพร่ออกไปก่อน
อย่างไรก็ตามน.พ.ชูชัยยืนยันว่า รายงานฉบับดังกล่าว(ที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด เผยแพร่)ถูกต้องและได้รับความเห็นชอบจากศ.ดร.อมราแล้ว โดยนำเสนอข่าวในเวบไซต์ของคณะกรรมการสิทธิฯว่า (เป็นที่น่าสังเกตว่าข่าวนี้ถูกลบออกในภายหลัง คงเหลือแต่รายงานข่าวเรื่อง กสม.จ่อแฉรายงานลับพฤษภาเลือด ปี 53 ประจานสังคม )
ก่อน หน้านี้ได้มีการหารือกับประธาน กสม. ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ และได้ข้อสรุปตรงกันว่า การประชุม กสม. ในวันพุธที่ ๖ กรกฎาคม น่าจะเป็นการพิจารณารายงานครั้งสุดท้ายสามารถเสนอต่อสาธารณะได้ในวันที่ ๘ กรกฎาคม แล้ว (แต่) เนื่องจากกรรมการบางท่านเห็นว่า มีประเด็นอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว และที่ประชุม กสม. เห็นว่าควรพิจารณาให้ครบถ้วน และเห็นว่าเงื่อนไขเวลาในการเปิดเผยรายงานที่ขยายออกไปอีกไม่น่าจะเป็นปัญหา ใด ๆ
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ขอแนะนำให้อ่านรายงาน ที่องค์กรต่างๆสรุปเกี่ยว กับเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53ซึ่งจะพบว่ามีเพียงคณะกรรมการสิทธิฯที่หลุดโทนออก มาแบบเดี่ยวๆว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ทำถูก ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายผิด
-รายงานAMNESTYปี2011:ไทยกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ระบุว่า
ผู้ ประท้วง 74 คน เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ 11 คน เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ 4 คน และผู้สื่อข่าว 2 คนถูกสังหาร กองกำลังฝ่ายความมั่นคงได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้อาวุธปืนที่มุ่งหมายชีวิตและการประกาศ “เขตกระสุนจริง” เป็นเหตุให้ผู้ประท้วงและคนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธหลายคนเสียชีวิต ..รัฐบาลได้ควบคุมตัวประชาชนกว่า 450คนในช่วงเริ่มต้นการประท้วง และยังมีอีก 180 คนที่ถูกควบคุมตัว
-ฮิวแมนไรต์ว็อตช์:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล ซึ่งเผยแพร่เมื่อ3พ.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า
แบ รด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า "เห็นชัดๆ ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลยิงผู้ชุมนุมประท้วง ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็ยิงทหาร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครที่ต้องรับผิด" "คนที่ถูกสังหาร และได้รับบาดเจ็บสมควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ รัฐบาลควรจะรับรองว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรง และละเมิดสิทธิ์มนุษยชนจากทั้งสองฝ่ายต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีลงโทษ"
-คอป.สรุปชี้ชัดทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษ ซึ่งคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร สรุปเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสรุปว่า
ไม่ มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 แต่ได้ระบุชัดเจนว่า จากการตรวจสอบจนถึงขณะทำรายงานนี้พบว่าอย่างน้อย 13 ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ แต่ก็ไม่มั่นใจระบบสอบสวนว่าถูกผู้มีอำนาจแทรกแซงหรือไม่เพราะไม่เคยมีการ ดำเนินคดีจึงควรนำทหารขึ้นศาลโดยเร็ว ส่วนDSIนั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลขาดความเป็นกลาง ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง และศาลก็ไม่เข้าใจสถานการณ์จึงไม่ยอมให้ประกันตัว
รำลึกวีรชน19พฤษภาเชิญลงชื่อถอดกก.สิทธิฯ
ใน โอกาสรำลึกวีรชน19พฤษภาในวันที่19กรกฎาฯนี้ กลุ่มราษฎรใหม่ และกลุ่ม24มิถุนาเพื่อประชาฑิปไตย ได้แจ้งว่า ขอเชิญร่วมลงชื่อถอดถอนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีปฏิบัติหน้าที่มิชอบจัดทำรายงานว่ารัฐบาลสามารถฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์10เม.ย.-19พ.ค.53ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ร่วมลงชื่อที่แยกราชประสงค์ 16.00น.เป็นต้นไป
นปช.เลื่อนฉลองชัยให้ชาร์จแบตรอสู้หากอำมาตย์ฝืนเจตนาประชาชน
ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.แดงทั้งแผ่นดินแถลงข่าวเมื่อวานนี้ว่า ได้ประกาศเลื่อนการฉลองชัยชนะที่กำหนดไว้ในว้นที่ 17 เดือนนี้ ที่สวนลุมพินีออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด ภายหลังจากกกต.มีมติยังไม่รับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแกนนำเสื้อแดงเป็นส.ส. และได้ขอให้คนเสื้อแดงและผู้ลงเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง อยู่ในขั้นชาร์จแบตเตอรี่เตรียมพร้อมที่จะออกมายืนหยัดสิทธิธรรมที่ประชาชน ได้ออกเสียงให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หากระบอบอำมาตย์ยังสมคบกับกกต.แขวนยิ่งลักษณ์กับแกนนำเสื้อแดงต่อไป โดยจะเฝ้าดูการประกาศรับรองรอบสองในว้นที่ 19 นี้ และสุดท้ายภายใน 3 สิงหาคม
**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
-กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่
-แม่น้องเกดพ้อกรรมการสิทธิฯหูหนวกตาบอดไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ญาติคนเจ็บคนตาย
-จรัล ดิษฐาอภิชัย วิพากษ์รายงานอัปยศกรณีพฤษภาเลือดของกก.สิทธิฯ:ขัดหลักสากล-ไม่เป็นกลาง
-กรำฝนรำลึกวีรชน10เมษาเพื่อนเราคือผู้บริสุทธิ์ บก.ลายจุดไล่กก.สิทธิลาออกหลังปูดรายงานอัปยศ
Wednesday, July 13, 2011
เครื่องมือคัดค้านเจตจำนงของประชาชนของกลุ่มอำมาตย์
ที่มา Thai E-News
ในวันนี้ แกนนำนปช.แถลงข่าว ขอให้คนเสื้อแดงและผู้ลงเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง อยู่ในขั้นชาร์จแบตเตอรี่เตรียมพร้อมที่จะออกมายืนหยัดสิทธิธรรมที่ประชาชน ได้ออกเสียงให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หากระบอบอำมาตย์ยังสมคบกับกกต.แขวนยิ่งลักษณ์กับแกนนำเสื้อแดงต่อไป โดยจะเฝ้าดูการประกาศรับรองรอบสองในว้นที่ 19 นี้ และสุดท้ายภายใน 3 สิงหาคม และได้ประกาศเลื่อนการฉลองชัยชนะในว้นที่ 17 เดือนนี้ออกไปก่อน
โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
เมื่อ ค่ำวานนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศไทย ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 358 ราย และยังไม่ประกาศรับรองผล 142 ราย เนื่องจากมีคำร้องคัดค้านเรื่องการกระทำผิดกฎ
โดยในจำนวนส.ส.ที่ยัง ไม่ได้รับการรับรองนั้นรวมถึงผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 16ราย ประกอบด้วยแกนนำเสื้อแดงซึ่งได้รับการเลือกตั้งส.ส.ระบบจากบัญชีรายชื่อ นายกรัฐมนตรีรักษาการอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยกกต.จะตรวจสอบคำร้องคัดค้านเหล่านี้ก่อนจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 19 กรกฎาคม
หลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยกลัวว่า จะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการล้มผลการเลือกตั้งที่ใสสะอาด (อีกครั้ง)
โดย เมื่อสองเดือนที่แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง นางสดศรี สัตยธรรมได้บอกกับสื่อมวลชนถึงเรื่องแผนการทำ “รัฐประหารเงียบ” ซึ่งจะนำไปสู่ “การแต่งตั้งรัฐบาลที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด”
นอก จากเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการตัดสิทธิ์ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจาก พรรคเพื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเปิดประชุมได้ หากส.ส.น้อยกว่า 475 คน ได้รับการรับรอง สิ่งที่ตลกร้ายคือ ความยากลำบากใจของเราที่ตัดสินใจนับรวมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ในรายชื่อส.ส.ที่ยังไม่ได้รับการรับรองด้วย หลังจากที่เขาเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้เลือกตั้ง
จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่ม อำมาตย์ไทยจะไม่มีปัญหาในการบูชายัญนายอภิสิทธิ์ ถ้าหากนั้นจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่พวกเขาจะสามารถกันไม่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง (นายกรัฐมนตรี)
เราหวังว่า ความกังกลของเราจะเป็นแค่เรื่องเหลวไหล และการตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเพียงสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ ปรารถนาที่จะทำงานหนัก เพื่อตรวจสอบคำร้องคัดค้านที่มีต่อทุกฝ่าย
เรา ควรตระหนักด้วยว่า คณะกรรมการเลือกตั้งอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาลจากกลุ่มผู้มีอำนาจ อย่างเช่น กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังพยายามจะล้มผลการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจะต้องใส่ ใจข้อเท็จจริงที่ว่าคณะกรรมการชุดก่อน ถูกจำคุกหลักจากการเลือกตั้งในปี 2549 เพราะล้มเหลวที่จะยอมรับแรงกดดันจากกลุ่มอำมาตย์
อย่างน้อยที่ สุด ข่าวล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด และเราต้องตื่นตัวถึงความเป็นไปได้ว่า เจตจำนงของประชาชนอาจจะถูกปฏิเสธอีกครั้ง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่อะไรนอกไปจากความล่าช้าของกระบวนการ
แต่การ ตัดสินใจครั้งนี้ย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปใน ประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตย ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมักจะถูกอนุมานว่า มีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว
การตัดสิทธิเรื่อง คุณสมบัติควรจะมาหลังผลสรุปการพิจารณาคดี ไม่ใช่จากการตัดสินของฝ่ายบริหาร ตราบใดที่กฎเหล่านี้ไม่ได้รับการปฏิรูป จึงหลีกเลี่ยงที่จะตีความไม่ได้ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือคัดค้านที่ทรงประสิทธิภาพ
ที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ต่อต้านผู้ลงสมัครที่พวกเขาไม่ยอมรับ

