WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 16, 2011

บทบาทที่ "คนเสื้อแดง" ควรวางตัวในรัฐบาลเพื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย Siam Intelligence Unit

(ที่มา http://www.siamintelligence.com/what-red-shirt-role-should-be/)


ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า "คนเสื้อแดง" และ "พรรคเพื่อไทย" มีจุดร่วมกันหลายอย่าง และเสริมจุดเด่น-สนับสนุนซึ่งกันและกัน จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผ่านมา


แต่ "คนเสื้อแดง" ก็มีจุดยืน ประเด็น ข้อเรียกร้องอีกหลายอย่าง ที่ไม่ตรงกับพรรคเพื่อไทย และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาจนกลายเป็นปมขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกลุ่มในอนาคต ตัวอย่างเช่น การกระจายรายได้และความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก และ ส.ส. ของพรรคหลายคนก็มีพฤติกรรมที่คนเสื้อแดงต่อต้านอย่างไม่ต้องสงสัย (เพียงแต่เสื้อแดงอาจเลือกหลับตาข้างหนึ่ง และจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อโค่นศัตรูตรงหน้าลงก่อน)


นั่นเป็น เรื่องของอนาคตระยะไกล แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย กำลังจะได้เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร โดยสังกัดพรรคเพื่อไทย แถมบางคนก็มีชื่อเป็น "ตัวเต็ง" ที่จะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำ


วิ วาทะว่าคนเสื้อแดงสมควรนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่พูดกันไม่จบ และต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนของตัวเอง


แต่ SIU เห็นด้วยกับข้อเสนอของ สรกล อดุลยานนท์ ใน มติชน ว่าคนเสื้อแดง (โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) สมควรได้รับปูนบำเหน็จจากผลงานที่ผ่านมาหลายประการ


แต่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ก็ "ไม่ควร" รับตำแหน่งทางบริหาร เพื่อความสง่างามทางการเมือง


เรา เชื่อว่ามีงานสำคัญอีกมากที่คน เสื้อแดงควรทำภายใต้รัฐสภาชุดนี้ และสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี งานสำคัญ 3 ประการที่เราเห็นว่าคนเสื้อแดงควรวางบทบาทของตัวเองว่าจะทำให้สำเร็จ ได้แก่


1) สืบหาความจริงในเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553


เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุดที่เสื้อแดงควรทำ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้เสียหายหลักจากเหตุการณ์ไม่สงบหลายช่วง (ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภา แต่ก็มีเหตุการณ์อื่นๆ อีกด้วย เช่น การฆาตกรรม เสธ.แดง)


เสื้อแดงควรเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบและกดดัน ให้เกิดการอธิบายความจริง อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเหตุการณ์เหล่านี้ โดยอิงกับความจริงที่มีหลักฐานและพยานสนับสนุนตามหลักการด้านยุติธรรมที่ได้ รับการยอมรับในสากล


จากนั้นก็สร้างกระบวนการชดเชยและชดใช้ผู้ เสียหาย ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต และกระบวนการไต่สวนผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ต่อไป


แต่ คนเสื้อแดงก็ต้องไม่ลืมว่า ตัวเองเป็นหนึ่งใน "คู่ขัดแย้ง" ของความไม่สงบทางการเมืองครั้งนี้ และเสื้อแดงเองก็เป็นฝ่ายกระทำความผิด สร้างความรุนแรงด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงต้องวางบทบาทของตัวเองให้ดี ทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบภายนอก ปล่อยให้ "คนกลาง" (ซึ่งตอนนี้คงจะชัดเจนว่าเป็นคณะทำงานชุดของคณิต ณ นคร ในรูปแบบที่อาจเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง) ทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ความร่วมมือกับคณะทำงานคนกลาง ในขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบ กดดัน ไม่ให้มีอำนาจฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแทรกแซงได้


สิ่ง ที่เสื้อแดงต้องระวังมากที่สุดก็คือ ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการค้นหาความจริงเสียเอง ซึ่งจะทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายตัวเองหมดลงในทันที


2) แก้ไขกฎหมายที่สร้างความเหลื่อมล้ำ


จุด ยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสนอออกมาแล้ว "โดนใจ" คนไทยจำนวนไม่น้อย คือ "ความเหลื่อมล้ำในสังคม" ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ รายได้ ภาษี การศึกษา การประกอบอาชีพ ฯลฯ


คนเสื้อแดงควรใช้โอกาสที่มีที่นั่งของตัวเอง ในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคที่ตัวเองสนับสนุนได้ครองเสียงข้างมากในสภา แก้ไขกฎหมายที่พิกลพิการ สร้างไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยใช้กระบวนการทางรัฐสภาให้เต็มที่


ถ้า คนเสื้อแดง เลือกที่จะไม่แก้ไขกฎหมายเหล่านี้ในรัฐสภาชุดนี้ ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่เป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงหลังการเลือกตั้งแบบนี้ ก็คงจะยากที่จะเห็นความพยายามแก้ไขกฎหมายที่เหลื่อมล้ำในอนาคตอันใกล้


กฎหมาย ที่ SIU เห็นว่าควร "ตั้งธง" แก้ไขให้เร็วที่สุดคือ กฎหมายด้านภาษีมรดกและกฎหมายด้านที่ดิน ซึ่งจะช่วยให้การกระจายรายได้ในสังคมไทยเป็นธรรมมากขึ้น แถมแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน (ซึ่งกระทบผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงจำนวนมหาศาล) ไปพร้อมๆ กัน


อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่เสื้อแดงจะต้องเผชิญคือการคัดค้านจากผู้เสียประโยชน์ ซึ่งเสียงที่ดังที่สุดอาจจะมาจากพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ คนเสื้อแดงจะต้องต่อรองอำนาจกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ให้ดี และมุ่งมั่นทำเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้


กฎหมายอื่นๆ ที่ควรทำได้แก่ การกระจายอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น สวัสดิการแรงงาน (สองเรื่องนี้ คณะกรรมการปฏิรูป ชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เสนอไว้บ้างแล้ว สามารถนำไอเดียบางส่วนไปพัฒนาต่อได้) สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน กระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ) การปฏิบัติต่อนักโทษในเรือนจำ (ซึ่งคนเสื้อแดงหลายคนก็ประสบด้วยตัวเองมาแล้ว) กฎหมายความผิดอาญาทางคอมพิวเตอร์ (ที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น) เป็นต้น


3) แก้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น


ประเด็น หลักที่คนเสื้อแดงต่อสู้มาตลอดคือ "ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และอุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งคือรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกเขียนขึ้นในรัฐบาล คมช. และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนเสื้อแดงว่ามีประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลาย ประการ


คนจำนวนไม่น้อยในสังคมก็มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ควรถูกแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และคนเสื้อแดงควรใช้เวทีรัฐสภาชุดนี้ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น


ถึงแม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกแก้ไขไปบางส่วนแล้วในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ถูกแก้ เช่น การสรรหา ส.ว. ที่ใช้ระบบการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง หรือ โทษการยุบพรรคการเมืองที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองแต่อย่างใด


ประเด็นอื่นๆ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของ ส.ส. ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ 50 กำหนดให้ผ่านคณะกรรมการที่มีบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น


ใน รอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาประเด็นต่างๆ ที่ควรปรับปรุงแก้ไขในรัฐธรรมนูญปี 2550 อยู่ 2 ครั้ง คือ คณะกรรมการชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถต่อยอดแนวทางที่คณะกรรมการทั้งสองชุดเสนอเอาไว้ หยิบยืมแนวคิดที่น่าสนใจมาใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่

49 วันยิ่งลักษณ์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ตอน นี้เลยเลิกถามกันแล้วว่า โผครม.ชุดใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะขนาดใครจะเป็นนายกรัฐมนตรียังทำท่าจะไม่แน่นอนเอาเสียเลย แม้เสียงประชาชนกว่า 15 ล้านจะเลือกเพื่อไทย หวังมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เป็นประวัติศาสตร์ของไทย

แต่ 5 เสียงของกกต.ก็ทำให้ความหวังของคน 15 ล้านชะงักได้

กระนั้นก็ตาม มองในด้านภาระหน้าที่ของกกต. ต้องเข้าใจและเห็นใจ

เมื่อมีการร้องเรียน จำเป็นต้องสอบสวนเพื่อให้กระจ่าง ก่อนตัดสินรับรองหรือไม่

การที่ยังไม่ประกาศรับรอง ยิ่งลักษณ์ ไปจนถึงแกนนำของชาวเสื้อแดง ถือเป็นการทำหน้าที่ในขอบเขตของกฎหมาย

สุดท้ายเมื่อตัดสินออกมา เหตุผลและคำอธิบาย จึงจะบอกได้ว่ากกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

หรือจะตกสู่ข้อครหา มีอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธไม่ได้ โผล่ออกมาอีก!?

สัปดาห์หน้าน่าจะมีมติจากกกต.ที่แน่ชัดออกมา

ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้าต่อไปได้เป็นปกติ บรรยา กาศการจัดครม.ย่อมกลับมาคึกคักอีกหน

สำหรับกองทัพย่อมอยากรู้ว่า รัฐมนตรีกลาโหมเป็นใคร

ส่วนชาวตำรวจก็ใจจดจ่อ ใครจะมาเป็นรองนายกฯความมั่นคงดูแลงานตำรวจแทนนายกฯหญิง

มีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วเก้าอี้ผบ.ตร.ซึ่งมักมาและไปตามลมการเมือง จะเป็นเช่นไร

ถ้าหันไปมองพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี แทบจะหาคำตอบไม่เจอเลยว่า ต้องย้ายด้วยสาเหตุอะไร!?

เอาเฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้งก่อนหน้านี้ ดูการทำหน้าที่ของศูนย์เลือกตั้งใหญ่ตำรวจที่ผบ.ตร.คุมเอง

ไม่พบบทบาทที่เอนเอียงเลย

ตำรวจที่เอนเอียงมีจริง แต่เป็นผบช.ในบางพื้นที่ ผบก.ในบางจังหวัด

ขณะที่ศูนย์ใหญ่ของตำรวจที่พล.ต.อ.วิเชียรดูเอง หนักแน่นมั่นคงมากยิ่ง

เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็อย่างหนึ่ง แต่การกระทำของฝ่ายการเมืองอย่างเป็นธรรม สำคัญที่สุด!

เช่นเดียวกัน การสอบสวนนักการเมืองของกกต.ในวันนี้ ต้องมีกรอบความเป็นธรรมกำหนด ไม่ใช่กำหนดจากมือที่มองไม่เห็น

ทั่วโลกจับตามองชะตากรรมของว่าที่นายกฯหญิงอย่างเข้มข้น

ระหว่างรอลุ้น หาหนังสือ "49 วัน ยิ่งลักษณ์ สู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"

ผลงานดีๆ สดๆ ของข่าวสด มาอ่านไปพลางๆ ก่อน!

300 บาท ต่อวัน นโยบาย จากเพื่อไทย ท้าทาย แหลมคม

ที่มา ข่าวสด

การ ปรากฏขึ้นของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ของพรรคเพื่อไทยก็เหมือนกับการปรากฏขึ้นของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทย

คือ ท้าทาย

คงจำกันได้ว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยบรรจุโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ไว้ในนโยบายและประกาศพร้อมปฏิบัติเมื่อได้เป็นรัฐบาล

ปรากฏว่า ไม่มีใครเชื่อ

หากคนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่หลงลืม ไม่ว่า นายชวน หลีกภัย ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนออกมาคัดค้าน แสดงความไม่เห็นด้วย

กระทั่งเกิดวิวาทะอันแหลมคมยิ่งจาก น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ปราบเซียนระดับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลางสภา

คำถามก็คือ จะเอา "เงิน" มาจากไหน



ล่วงมาถึง ณ วันนี้ แทบไม่มีใครข้องใจว่าโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ อย่างไร

ขอถามว่า มีใครกล้ายกเลิกโครงการนี้หรือไม่

ตอบได้เลยว่า ไม่มี ตรงกันข้าม มีแต่จะต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถขยายกรอบการประกันสุขภาพของ ประชาชนให้ได้กว้างขวาง ลึกซึ้งและรอบด้านมากยิ่งกว่าที่เคยทำมาแล้ว

จากโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคเมื่อปี 2544 มาถึงการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ก็มีโครงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันปรากฏขึ้น

เป็นการปรากฏขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้าน ต่อต้าน อย่างรุนแรงแข็งกร้าว

ไม่เพียงแต่จะมาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะมาจากหอการค้าแห่งประเทศไทย หากพรรคประชาธิปัตย์เจ้าเก่าก็ไม่เห็นด้วย

ท้าทายอย่างยิ่ง



ประเมิน จากผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน การปรับเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันล้วนเป็นเรื่องดีสะท้อนให้เห็นความห่วงใยจากพรรคเพื่อไทยต่อผู้ใช้ แรงงาน

เพราะทุกวันนี้แม้กระทั่งกทม.และปริมณฑลก็ได้ค่าแรง 215 บาทต่อวัน

ทั้งๆ ที่หากประเมินจากการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (ครสท.) ค่าแรงขั้นต่ำที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงคือ 421 บาทต่อวัน

การได้ 300 บาทต่อวันแม้ว่าจะยังต่ำกว่าที่ต้องการ แต่ก็ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอ และแนวนโยบายของพรรคการเมืองอื่น

หากพรรคเพื่อไทยทำ 300 บาทต่อวันให้เป็นจริงได้ผู้ใช้แรงงานย่อมร้องไชโย



การเมืองเรื่อง "นโยบาย" ก็เป็นเช่นนี้ไม่ว่าเมื่อเดือนมกราคม 2544 หรือเดือนกรกฎาคม 2554

ปมเงื่อนของพรรคการเมือง คือ การศึกษาและนำเสนอตัวเลขออกมาให้ทุกภาคส่วนพิจารณาร่วมกัน และหาบทสรุปเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

เมื่อท่านพูดคนเขาจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำได้ตามที่พูดคนเขาจะเชื่อมั่น ศรัทธา

ใครทำป่วน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ระหว่าง ใจจดจ่อรอลุ้นว่านารีจะตกม้าหรือไม่ หลายคนบอกว่าเห็นใจ กกต.ทั้ง 5 คนที่กำลังตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนัก หลังการประกาศแขวนคือยังไม่รับรองผลเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 2 ระบบ จำนวน 142 คน จากทั้งหมด 500 คน

โดยเฉพาะในรายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่นำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 265 ที่นั่ง ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนเกือบ 16 ล้านเสียง

ตามที่กกต.ระบุ"ยิ่งลักษณ์"ถูกแขวนเนื่องจากมีข้อคัดค้าน 2 เรื่อง

คือการนำญาติพี่น้องในกรงขังบ้านเลขที่ 111 มาขึ้นรถขบวนแห่หาเสียงที่เชียงใหม่ กับการชูป้ายสโลแกน"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

ครั้งนี้ 5 เสือกกต.ถูกวิจารณ์ขนานหนักจากการเมืองทั้ง 2 ขั้ว

เพราะ ระหว่างที่แขวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ และแกนนำคนเสื้อแดง ก็ยังสั่งแขวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตัวใหญ่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์อีก 2-3 คนด้วย

ก็เลยไม่มีใครช่วยปกป้องให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตามถ้าดูจากหลายๆ อย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่ากกต.ชุดนี้มักทำอะไรนอกเหนือความคาดหวังของสังคมอยู่เสมอ

เช่น ตอนใกล้จะเลือกตั้งอยู่รอมร่อ กกต.กลับยกทีม 4 คนบินไปเมืองนอก อ้างว่าเดินทางไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

สุดท้ายการจัดเลือกตั้งในประเทศในความรับผิดชอบของตนเองก็เกิดปัญหา เพราะปรากฏว่ามีประชาชนคนไทยจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนอดใช้สิทธิ์

เพราะ ความหย่อนยานของ กกต.ที่ไม่ตั้งใจประชา สัมพันธ์ให้คนรับทราบกฎเกณฑ์ที่ว่า ใครเคยลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ต้องไปถอนชื่อออกเสียก่อน

ที่ผ่านมากกต.ทั้ง 5 ยังขาดเอกภาพทางความคิดและการกระทำ หลายครั้งให้สัมภาษณ์สวนกันไปสวนกันมา ส่งผลให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการตัดสินข้อร้องเรียนต่างๆ บ่อยครั้ง

ตอน"เนวิน"เอาใจออกห่าง"ทักษิณ" หันไปเล่นบทเลิฟซีนกับ"อภิสิทธิ์" มีคนไปยื่นร้อง กกต.บอกว่าไม่เป็นไร-ไม่ผิด

ทีตอนนี้กลับมาตั้งป้อมเตรียมจะเอาเรื่องเอาราวกับคนบ้านเลขที่ 111 ที่ไปขึ้นรถหรือเดินแจกแผ่นพับหาเสียง

เห็นหรือยังว่าคนที่สามารถทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายได้

ไม่ได้มีแต่เฉพาะนักการเมืองหรือม็อบเสื้อสีเท่านั้น

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 16/07/54 สิทธิมนุษยชนแบบไทยๆ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

สิทธิมนุษยชน แบบไทยไทย ใจสกปรก
รอนรก ลากคอ พวกตอแหล
ทั้งอคติ บิดเบือน สุดเชือนแช
โอบอุ้มแต่ พวกพ้อง พี่น้องมัน....

ไร้สำนึก ชั่วดี อัปรีย์มาก
คำสำราก ปากหมา ช่างน่าขัน
คนของใคร ใยเสแสร้ง แสดงกัน
สุดท้ายมัน ก็หลบเลี่ยง เพื่อเบี่ยงเบน....

พวกไม่คิด สังวรณ์ องกรค์เถื่อน
สร้างเลอะเลือน ชั่วช้า มาให้เห็น
สมชื่อพวก ตอแหล แค่กากเดน
เลวไม่เว้น แต่ละวัน พากันทำ....

ดีแต่ปกป้องฆาตกร กระฉ่อนนรก
แม้นหยิบยก ล้านเหตุผล จนน่าขำ
แต่สันดาน ต่ำช้า พาระยำ
ไร้ยุติธรรม หลบเลี่ยง ทำเยี่ยงโจร....

สาละวน พลิกลิ้น จนสิ้นใส้
ใบสั่งใคร จึงขยี้ บี้หัวโขน
ยุบไปซะ ถอนราก ฝากถอนโคลน
มันเอนโอน โง่นแง่น แสนอัปรีย์....

๓ บลา / ๑๖ ก.ค.๕๔
วันทำบุญไม่อยากด่าเลย...จริงๆ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ในเฟซบุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์บทความ "เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่" โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่

ในที่สุดการเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ผม คาดว่าสภาชุดใหม่จะเปิดประชุมได้ในช่วงต้นเดือนหน้าและรัฐบาลชุดใหม่จะ เข้ารับ หน้าที่ได้ก่อนวันที่ 11 สิงหาคม นั่นหมายถึงรัฐบาลใหม่จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินหลังแถลงนโยบาย ได้ประมาณปลายเดือนสิงหาคม เราจะได้ช่วยกัน "เดินหน้าประเทศไทย" กันต่อไป และสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการให้เดินหน้ามากที่สุดก็หนีไม่พ้น เรื่องการแก้ปัญหาปากท้องกับการปรองดอง

ช่วงนี้ผมจึงอยากเห็นพรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในสองเรื่องนี้

เริ่มจากเรื่องปากท้องก่อน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมีความคาดหวังสูงมากจากนโยบายหาเสียงว่า

ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาททันทีทั่วประเทศ

เงินเดือนคนจบปริญญาตรีจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาททั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ราคาข้าวจะอยู่ที่ 15,000 บาท

นำ้มันเบนซินจะลดลงลิตรละ 7 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 2 บาท

แต่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้กลับมีแต่ความไม่แน่นอน

ผมคงไม่คาดคั้นว่าทุกเรื่องต้องทำได้ทันที

แต่ พรรคเพื่อไทยต้องมีข้อยุติที่ชัดเจนและชี้แจงให้ตรงกันว่านโยบายแต่ละ เรื่อง จะทำได้หรือไม่ เมื่อใด อย่างไร มีวิธีแก้ผลกระทบด้านต่างๆหรือไม่

เพราะนโยบายเหล่านี้ถือเป็นสัญญาประชาคม

อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน

นอก จากนั้นยังเป็นการป้องกันไม่ให้ความสับสนที่มีอยู่กระทบความเชื่อมั่น และการ คาดคะเนซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนโดยตรงจากการฉวย โอกาสขึ้นราคาสินค้าและความไม่แน่นอนในการจ้างงาน

หันมาดูเรื่องปรองดองบ้าง

เมื่อ การเลือกตั้งผ่านมาแล้ว พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะ สิ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างง่ายๆ คือการลดการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกประชาชน

ถึงเวลาที่จะสลายหมู่บ้านแดงได้แล้ว

หมดเวลาที่จะใช้มวลชนไปกดดันองค์กรอิสระแล้ว

เพราะ การชี้ถูกผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งหรือการค้นหาความจริง เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่างๆต้องให้ผู้มีหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างอิสระ ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน มิฉะนั้นจะไม่มีทางได้ความจริงและความยุติธรรมอันนะนำไปสู่การปรองดอง

ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำและควรเลิกคิดได้แล้ว

คือการหาทางนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

ไม่ว่าจะโดยการออกกฎหมายหรือการแก้รัฐธรรมนูญโดยเอาเรื่องอื่นมาบังหน้า

เพราะนั่นคือการสร้างความขัดแย้งใหม่ ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้

คนส่วนใหญ่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งในอตีต

เรามีโอกาสแล้ว รัฐบาลใหม่อย่าทำลายโอกาสนี้

ประเทศไทย ประชาชนไทยไม่ต้องการวิกฤติอีกรอบ

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์: ชิงปิดคดี "บิ๊ก" ศาลปกครอง ช่วยหรือทำลายกระบวนการยุติธรรม?

ที่มา ประชาไท

นับ แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ให้รับเรื่องร้องเรียน อดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดและพวกใน 2 กรณีคือ

หนึ่ง ถูกกล่าวหาว่า ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเปลี่ยนองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการ พิจารณาคดีมิให้นำมติ ครม.นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปดำเนินการใดๆ

สอง ถูกกล่าวหา ใช้อำนาจโดยมิชอบในการส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 16 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือ ไม่

(คลิกดู ป.ป.ช.หงอศาลปกครองสูงสุด ดองคดีแทรกกระบวนการยุติธรรม)

ปรากฏว่า เวลาผ่านไปกว่า 7 เดือน การไต่สวนในทั้งสองกรณีไม่มีความคืบหน้าใดๆเพราะ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุดไม่ยอมให้เข้ามาตรวจสอบในกรณีดังกล่าวโดยอ้างว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจแทรกแซงการทำงานของตุลาการ

ดัง นั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้เลขาธิการ ป.ป.ช.ทำหนังสือสอบถามข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากสำนักงานศาลปกครอง นอกจาก ดร.หัสวุฒิจะไม่ยอมให้สำนักงานศาลปกครองส่งข้อมูลข้อเท็จจริงให้แก่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.แล้ว ยังนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(ก.ศป.)หลายครั้งและมี มติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขื้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงมีนายวิชัย ชื่นชมพูนุท รองประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการฯชุดนายวิชัยได้สรุปข้อเท็จจริงทั้งสองกรณีว่า ไม่ มีมูลและแจ้งเรื่องให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบซึ่งจะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีดังกล่าวว่า จะดำเนินการอย่างไร

แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ

หนึ่ง กรณีการก ล่า วหาว่าอดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบที่มีกระทบต่อ ความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ซึ่งส่งต่อความน่าเชื่อถือของศาลปกครอง

เมื่อผลสอบสวนสรุปว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ควรที่ ดร.หัสวุฒิจะต้องเปิดเผยผลสอบสวนดังกล่าวต่อสาธารณะหรือไม่

สอง ในการสอบสวนดังกล่าว คณะกรรมการได้สอบสวนตุลาการเสียงข้างมากในองค์คณะจำนวน 3 คนคือ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา และนายธงชัย ลำดับวงศ์ หรือไม่

สาม การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวของ ก.ศป.มีอำนาจเพียงการสอบสวนทางวินัยเท่านั้น(ในกรณีผลการสอบสวนข้อเท็จจริงมีมูล) แต่กรณีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกระทำผิดในทางอาญา จึงเป็นคนละประเด็นกันหรือไม่

สี่ การที่แต่งตั้ง “คนใน”สอบสวนกันเอง โดยที่อดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็น “เจ้านาย เก่ายังนั่งค้ำหัวเป็นที่ปรึกษาศาลปกครองอยู่และเดินทางไปทำงานอยู่ทุกวัน เป็นการลูกหน้าปะจมูกหรือไม่ ผลการสอบสวนน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

ด้าน คณะกรรมการ ป.ป.ช.เอง เมื่อดูจากกระบวนการแล้วก็ทำแบบกล้าๆกลัวปล่อยให้เรื่องยิดเยื้อมานานกว่า ครึ่งปีโดยไม่ดำเนินการใดๆ ผิดกับบางเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เร่งรัดให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ข้อกล่าวหาทั้งสองกรณีเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เพราะถ้าข้อกล่าวหาเป็นจริงเท่ากับเป็นการแทรกแซงและทำลายกระบวนการยุติธรรมโดยผู้บริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมเอง

การปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อแบบซื้อเวลายิ่งทำให้สาธารณะคลางแคลงใจว่า จะมีการช่วยเหลือกันเพื่อปกปิดความผิดหรือไม่

ตรง กันข้าม ถ้ามีการสอบสวนด้วยความโปร่งใสและผลสรุปออกมาว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูลจะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลปกครองใสสะอาดหน้าเชื่อถือยิ่ง ขั้น

ปฐมเทศนากับ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ”

ที่มา ประชาไท

วันนี้ เป็นวันอาสาฬหบูชา แทนที่จะถามกันว่าชาวพุทธนิยมทำบุญ สวดมนต์มากขึ้นหรือน้อยลง ควรฟื้นฟูการสวดมนต์หน้าเสาธงหรือไม่ เราควรจะทบทวนหน่อยไหมว่าเทศนาครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าแสดงในวันนี้นั้น เป็นการวางระบบ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ” อย่างไร
เป็นที่เข้าใจกันว่า พระพุทธเจ้าวิพากษ์วิถีจริยธรรม 2 แนวทางว่า เป็น “ทางสุดโต่ง” ไปคนละด้าน กล่าวคือ
1) สุดโต่งในทางตอบสนองความต้องการ ทาง วัตถุ ทางเนื้อหนังร่างกายโดยถือว่า เมื่อตอบสนองความต้องดังกล่าวอย่างเต็มที่จะทำให้บรรลุนิพพาน แต่พระพุทธองค์วิจารณ์วิถีชีวิตเช่นนี้ว่า เป็น “กามสุขัลลิกานุโยค” หรือเป็นการหมกมุ่นปรนเปรอความต้องการของอัตตามากไป ไม่อาจทำให้พ้นทุกข์ได้
2) สุดโต่งในทางเผด็จการกับชีวิตของตนเองมากไป ด้วย การคิดว่าเนื้อหนังร่างกายเป็นบ่อเกิดของกิเลสตัณหา ดังนั้น ต้องทรมานให้ร่างกายได้รับความลำบากจนถึงที่สุดจึงจะทำให้พ้นทุกข์ได้ แต่พระพุทธเจ้าวิจารณ์ว่า แนวทางดังกล่าวเป็น “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การทำตัวเองให้ทุกข์ทรมานเปล่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
แล้ว พระองค์ก็เสนอทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แต่ว่าคำว่า “กลาง” ไม่ใช่ผลของการคำนวณการลดสัดส่วนของทางสุดโต่งสองทางนั้นแล้วสรุปว่า “กลาง” คืออย่างนี้ แต่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าเสนอมีความหมายจำเพาะว่า เป็น “วิถีจริยธรรมแบบพุทธที่สัมพันธ์กับทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ ด้วยปัญญา ศีล และสมาธิ”
พูด อีกอย่างว่าทางสายกลางคือองค์ประกอบหนึ่งของอริยสัจสี่ ฉะนั้น เราไม่สามารถพูดถึงทางสายกลางที่ไม่สัมพันธ์กับความเข้าใจทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ได้เลย
หมาย ความว่าที่เทศนากันว่า สังคมแบ่งเป็นเหลืองเป็นแดง ทางสายกลางแบบพุทธก็คือ “ความเป็นกลาง” ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง อาจไม่ใช่ “ทางสายกลาง” เพราะความเป็นกลางที่คุณพูดถึงมันอาจไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความเข้าใจทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์
ใน ทางตรงข้าม การเลือกข้างก็เป็นทางสายกลางได้ ถ้าเป็นการเลือกด้วยความเข้าใจว่าทุกข์ของสังคมคืออะไร สาเหตุที่แท้จริงของทุกข์คืออะไร และความดับทุกข์นั้นคืออะไร
เช่น รู้ว่าทุกข์ของสังคมคือความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือก รัฐบาลมาแล้ว รัฐบาลที่ประชาชนเลือกจำเป็นต้องฟังเสียงข้างน้อยของเหล่าอภิสิทธิชนใน ประเทศ มากกว่าที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และสาเหตุของทุกข์คือโครงสร้างอำนาจที่กดทับอำนาจของประชาชนอยู่ยังไม่ถูก แก้ไข ความดับทุกข์ก็คืออำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ รัฐบาลสามารถทำงานตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง และทางดับทุกข์ก็คือการแก้ไขโครงสร้างอำนาจกดทับที่เป็นปัญหานั้น พร้อมกับเพิ่มอำนาจ เพิ่มช่องทางการตรวจสอบแก่ประชาชน เป็นต้น หากชัดเจนว่าการแบ่งฝ่ายทางการเมืองมีฝ่ายหนึ่งยืนยันแนวทางเช่นนี้ การเลือกข้างที่ยืนยันแนวทางนี้ก็ยังถือว่าเดินสายกลาง
ส่วนเป็นกลางที่ไม่เลือกข้าง หรือที่อ้าง “ธรรมะ” ลอยๆ โดยไม่ตอบโจทย์ความดับทุกข์ใดๆ นั้น ไม่ใช่ใช่ทางสายกลาง
ที่ พูดนี่ผม “ตีความ” นะครับ ถ้าว่ากันตามตัวอักษรจริงๆ ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าพูดถึงในปฐมเทศนา คือทางดับทุกข์ของปัจเจกบุคคล เพราะจริงๆ แล้ว หากความทุกข์มับดับได้จริง หรือหายทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้จริง มันก็น่าจะเป็นไปได้เฉพาะทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ทุกข์ทางสังคม เช่น ความขัดแย้ง ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม ฯลฯ คงไม่มีวันดับได้อย่างสิ้นเชิง โลกที่สมบูรณ์แบบอย่าง “โลกพระศรีอาริย์” คงมีในความฝันเท่านั้น สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะลดทุกข์ หรือปัญหาต่างๆ ทางสังคมให้น้อยลง หรือทำอย่างไรที่แม้ว่าสังคมจะยังมีปัญหาต่างๆ อยู่ต่อไป แต่เราก็มีระบบการจัดการปัญหาต่างๆ นั้น ภายใต้ระบบความยุติธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของหลักเสรีภาพและความเสมอภาคให้มาก ที่สุด
อย่าง ไรก็ตาม แม้ทางสายกลาง หรือ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ” จะเป็นวิถีที่มุ่งดับทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคล แต่เมื่อพิจารณาดู “เนื้อหา” ของทางสายกลางก็มีมิติที่เกี่ยวข้องกับสังคมอยู่ด้วย เพราะเนื้อหาของทางสายกลางประกอบด้วยการฝึกฝนปัญญา (ปัญญาสิกขา) การฝึกฝนศีล (สีลสิกขา) และการฝึกฝนจิต (จิตสิกขา)
การ ฝึกฝนปัญญา คือการเรียนรู้เพื่อให้มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเห็นความจริงตามที่มันเป็น และเห็นถูกต้องว่าครรลองหรือหลักการที่ควรจะเป็นคืออะไร (สมมาทิฐิ) เมื่อเห็นความจริงและครรลองที่ควรจะเป็น ก็ทำให้เกิดความคิดถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ)
จะ เห็นว่าปัญญาในส่วนที่เป็นสัมมาทิฐิสัมพันธ์กับสิ่งสำคัญสองส่วน คือ 1) ความจริงระดับพื้นฐาน เช่น อริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ขันธ์ 5 ฯลฯ 2) ความจริงทางศีลธรรมที่เรียกว่าเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ความจริงอย่างตามข้อ 2) ที่ปัญญาในความหมายของ “สัมมาทิฐิ” เข้ามาเกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องทางสังคมแล้ว คือเป็นเรื่องสังคมควรอยู่ร่วมกันด้วยครรลองที่เป็นธรรมอย่างไร
เมื่อ มีสัมมาทิฐิเห็นความจริงพื้นฐาน (คือความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและชีวิต) และความจริงทางศีลธรรม หรือความจริงที่ว่าสังคมควรอยู่ร่วมกันด้วยครรลองทางศีลธรรมอย่างไรแล้ว ก็ทำให้เกิดปัญญาในความหมายที่สองที่เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ คือความคิดถูกต้องหมายถึงความคิดที่มุ่งอิสรภาพ คิดไม่พยาบาทเบียดเบียน มีเมตตากรุณา
ฉะนั้น เมื่อพูดถึง “ปัญญา” ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ แม้ปัญญาจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของปัจเจก แต่ความหมายของมันก็ครอบคลุมถึงการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐานของโลกและชีวิต เข้าใจครรลองทางศีลธรรมในการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งมีความรู้สึกนึกคิดไปในทางรักอิสรภาพจากพันธนาการต่างๆ และมีเมตตากรุณา
ฉะนั้น องค์ประกอบของทางสายกลางที่เรียกว่า “ปัญญา” จึงเชื่อมโยงมิติเชิงปัจเจกและมิติทางสังคมเข้าด้วยกัน คือเข้าใจทั้งคุณค่าชีวิตเชิงปัจเจก และคุณค่าเชิงระบบที่พึงประสงค์ของสังคม จึงจะถือได้ว่าความเข้าใจนั้นเป็นการเกิด “ปัญญา”
ส่วน การฝึกฝนเรื่องศีลที่ประกอบด้วยการใช้วาจาที่ถูกต้อง (สัมมาวาจา) การกระทำที่ถูกต้องไม่เบียดเบียน (สัมมากัมมันตะ) การเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ (สัมมาอาชีวะ) ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นหลักการพื้นฐานว่า ขั้นต่ำสุดมนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกันด้วยความซื่อสัตย์ การไม่เบียดเบียนชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว และการมีอาชีพสุจริต
และ การฝึกฝนจิตที่ประกอบด้วย ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ความมีสติ (สัมมาสติ) และความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) ก็เป็นเรื่องความมุ่งมั่น ความสงบ ความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งปัจเจกแต่ละคนควรจะมี
ฉะนั้น วิถีจริยธรรมแบบพุทธตามนัยปฐมเทศนา แม้จะมุ่งไปที่เป้าหมายคือความดับทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคล แต่กระบวนการดำเนินชีวิตทางจริยธรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวก็ไม่ได้ ตัดขาดจากการทำความเข้าใจมิติทางสังคม หรือการให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันทางสังคมที่ควรจะมีครรลองหรือหลักการ ที่ดี ที่ยุติธรรม ไม่กดขี่เบียดเบียน หรือระบบซึ่งเอื้อต่ออิสรภาพ เมตตากรุณาหรือภราดรภาพทางสังคม

เยอรมนีแจง การอายัด 'โบอิ้ง 737' เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการเร่งรัดหนี้

ที่มา ประชาไท

“วอ ลเตอร์ บาว” แจง การอายัดเครื่องบินเป็นมาตรการที่จำเป็น “เอพี” ชี้ ปกติเครื่องบินของรัฐบาลจะมีความคุ้มกันทางการฑูต แต่ในกรณีไทยอายัดได้เพราะใช้ส่วนตัว ฝ่ายจนท. เยอรมันเผย ได้เตรียมการอายัดอย่างลับมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว

สืบเนื่องจากการอายัด เครื่องบินโบอิ้ง 737 ของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นพระราชพาหนะส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทวอลเตอร์ บาว จากคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพีได้รายงานคำพูดของ โรเบิร์ต วิลเฮล์ม โฆษกของสนามบินมิวนิคว่า ในขณะนี้เครื่องบินลำดังกล่าวถูกศาลสั่งอายัดไว้แล้ว ซึ่งในขณะนี้จอดพักอยู่ที่สนามบินมิวนิค และเนื่องจากการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาพำนักที่ประเทศเยอรมนีอย่างบ่อยครั้งนั้น ทำให้พระองค์พลอยตกอยู่ในข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาว นานไปโดยปริยาย

ทางโฆษกฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว, อเล็กซานเดอร์ โกร์บิง กล่าวว่า “มาตรการที่รุนแรง” ในการอายัดเครื่องบินของกองทัพอากาศไทยนี้ เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการที่จะเร่งรัดเงินค้างชำระ ซึ่งเป็นคำสั่งทางการเงินที่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ตัดสินไว้ในปี 2009

“การตามหาเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นไปอย่างซับซ้อนมาก และแน่นอนว่าต้องทำไปด้วยความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสัญญาณเตือน หลุดออกไป” แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว กล่าวในแถลงการณ์

เอพีรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ล้มละลายฝ่ายเยอรมนีได้เตรียมการที่จะอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ ยังระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว เครื่องบินของรัฐบาลจะมีสถานะทางการทูต ทำให้โดยส่วนใหญ่จะอยู่นอกเหนืออำนาจศาลจากประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขตามนั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อเครื่องบินถูกใช้ในทางการเท่านั้น ซึ่งไม่นับการใช้ในทางส่วนตัว

ทางกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี กล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า “เราเสียใจสำหรับความขัดข้องที่เกิดขึ้นแก่มกุฎราชกุมาร ที่เกิดขึ้นจากการอายัดดังกล่าว” และมิได้ให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

เอ พีรายงานว่า เครื่องบินพระราชพาหนะลำดังกล่าว จอดนิ่งอยู่ในลานสนามบินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และมีรูปที่แสดงถึงคำสั่งศาลที่ระบุว่า “ต่อราชอาณาจักรไทย ที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นผู้แทน” ติดอยู่บนประตูของเครื่องบิน ซึ่งสั่งห้ามไม่ให้มี “การเปลี่ยนแปลง, การนำไปใช้ หรือการลดมูลค่า (ของเครื่องบิน)”

หนังสือ พิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ลำดังกล่าวซึ่งสร้างขึ้นในปี 1995 น่าจะมีมูลค่าราว 5-6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีที่นั่ง 36 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับเครื่องบินโบอิ้งที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วไปซึ่งบรรจุที่นั่ง ราว 189 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ชไนเดอร์ ได้กล่าวด้วยว่า เขาได้ใช้วิธีการอายัดเครื่องบินเพื่อเร่งรัดหนี้เช่นนี้มาแล้วในปี 2005 ในกรุงอิสตันบูล โดยได้อายัดเครื่องบินแอร์บัสของสายการบินมิดเดิ้ลอีสต์ เนื่องมาจากข้อพิพาททางการเงินระหว่างบริษัทวอลเตอร์ บาวและรัฐบาลเลบานอน

สืบพยานคดี 2 เยาวชนผู้ต้องหาเผาเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วัน ที่ 14 ก.ค.54 เวลา 9.00 -16.30 น. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ออกนั่งพิจารณาคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่าง พนักงานอัยการฯ กอง 4 โจทก์ กับนายอัตพล วรรณโต จำเลยที่ 1 นายภาสกร ไชยสีเทา จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกพนักงานอัยการฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 จำเลยทั้งสอง ร่วมกันวางเพลิงเผา เซ็นทรัลเวิลด์ จนเป็นเหตุให้นาย กิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตาย

ในวันช่วงเช้า พนักงานอัยการได้นำนายเด่นอาชา รักษาคุณ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งช่างไฟฟ้า ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มาเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อประมาณวันที่ 15-16 พ.ค. 2553 พยานได้พบเห็นชายอายุประมาณ 30 -40 ปี ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มที่ ลานจอดรถชั้น บี 1 แต่งตัวใส่กางเกงยีนส์และเสื้อยืดธรรมดา ไม่ได้ปิดบังใบหน้า ได้นำขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งที่ปากขวดไม่มีฝาปิด แต่มีพลาสติกปิดไว้ที่ปากขวด มายื่นให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งนั่งพักผ่อนภายใน บริเวณลานจอดรถ ชั้น บี 1 ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 2 ขวด แต่พยานไม่ทราบว่าภายในขวดเครื่องดื่มชูกำลังนั้นจะบรรจุอะไรไว้ในขวด และ นายเด่นอาชา ได้เบิกความว่า ตนเองไม่เคยพบเห็นจำเลยทั้งสองมาก่อน

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ พนักงานอัยการโจทก์ ได้นำตัวนาย อานนท์ เข็มเพ็ชร ซึ่งเป็นพนักงานควบคุมกล้องวงจรปิด (cctv )ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มาเบิกความโดยมีการเปิดซีดีประกอบด้วย ซึ่งซีดีนี้บันทึกได้จากกล้องวงจรปิดของห้างฯ ซึ่งในกล้องวงจรปิดของห้างปรากฏว่า ไม่มีภาพของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด และนอกจากนี้ นายอานนท์ ได้เบิกความว่า คืนวันที่ 18 พ.ค.2553 ตนได้รับทราบจากหัวหน้าของตนว่า ผู้บริหารของห้างให้เตรียมตัวในการดับเพลิง เนื่องจากได้ยินข่าวจากผู้ชุมนุมว่าจะมีการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัล โดยได้รับทราบข่าวนี้จากทางวิทยุสื่อสารของห้าง และในกล้องซีซีทีวีของห้างฯมีชายบุกเข้าไปในห้างฯ ฝั่งประตูห้างเซ็น ถนนพระราม 1 โดยใช้ถังแก๊สจุดให้ลุกไหม้ในบริเวณแผนกเครื่องสำอาง และขณะที่มีการลุกไหม้ฝั่งเซ็นทาวเวอร์ ในส่วนอื่นๆของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีการลุกไหม้ในเวลาไล่เลี่ยกัน

ศาลนัดไปเลื่อนสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เวลา 9.00 -16.30 ต่อไป
ทั้งนี้ ในคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือ นายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี ชาว จ.ชัยนาท และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ โดยได้มีการสืบพยานโจทก์จำเลยไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ศาลอาญาใต้ ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือนที่เก็บสินค้า จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ อาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่แยกราชประสงค์
โดยในการสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 12 ก.ค. อัยการได้นำเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการกล้องวงจรปิด CCTV ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน ของ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เบิกความเป็นพยาน พร้อมกับนำพยานวัตถุ ซึ่งเป็นภาพที่บันทึกได้จากกล้อง CCTV รวม 6 จุดภายในอาคาร มานำสืบประกอบด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำห้อง CCTV ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏในกล้อง CCTV ระบุว่าจะมีชายฉกรรจ์ที่มีผ้าปิดบังใบหน้า ประมาณ 10-20 คน ซึ่งบางคนมีผ้าพันคอสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ด้วย เข้ามาอยู่ภายในอาคาร และพยายามที่จะหาเชื้อเพลิง มาวางเพลิง โดยช่วงเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พยายามที่จะเจรจาด้วยแต่ไม่เป็นผลจนเกิดเพลิง ไหม้ครั้งแรกซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามเข้าระงับเหตุแล้ว แต่กลุ่มชายฉกรรจ์พยายามวางเพลิงอีกรอบสอง โดยเมื่อเหตุเริ่มลุกลามขึ้นพนักงานทั้งหมดต่างลงมาที่ลานจอดรถชั้น 1 ของอาคาร อย่างไรก็ดีเมื่อเสร็จสิ้นการเบิกความของพยานปากนี้แล้ว ศาลได้นัดสืบพยานปากต่อไปอีกครั้ง
คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2553 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยพวกจำเลยได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วใช้กำลังทำลายบานกระจกผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวจนแตกเสียหายและยังเป็นการกีด ขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน
นอก จากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวก ยังได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ แล้วพวกจำเลยได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เผาอาคารเซ็นทาวเวอร์และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 270 รวมค่าเสียหายจำนวน 8,890,578,649.61 บาท และยังเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์หรือกิตติพงษ์ สมสุขที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวง- เขตปทุมวัน กทม.
ที่มาบางส่วน: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์