WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 22, 2011

′นิ่ง′

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2554)

การเมืองไทยปลอดโปร่งไปอีกเปลาะหนึ่ง

ภายหลัง กกต. มีมติรับรอง ส.ส. เพิ่มขึ้นอีก 12 คน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยใน 12 คนนั้น ก็มีรายชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวโน้มจะกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย และว่าที่นายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย

หลังจากนี้ คงต้องจับตามองต่อไปว่า กกต.จะรับรอง ส.ส.ได้ถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน

เพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร/รัฐสภา และเลือกนายกรัฐมนตรี ได้เมื่อไร?

และ 12 แกนนำ นปช. หรือนักการเมืองระดับนำรายอื่นๆ จะได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. ด้วยหรือไม่? ถ้าไม่ จะส่งผลอย่างไรต่อสภาพการเมืองไทยโดยรวม?

แต่อย่างน้อย ดูเหมือนการเมืองไทยกำลังมีเค้าลางว่าจะดำเนินไปอย่างเข้าที่เข้าทางตามระบบระบอบมากยิ่งขึ้น

ส่งผลให้ผู้คนในสังคมมีอาการวิตกกังวลน้อยลง เกี่ยวกับ "อำนาจนอกระบบ" หรือ "มือที่มองไม่เห็น"

ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางกระบวนการประกาศรับรอง ส.ส. ที่ยังไม่เสร็จสิ้น

ผสาน กับบรรยากาศฝุ่นตลบของการกะเก็งรายชื่อ ครม. ชุดใหม่, การตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่ยังไม่ทันได้ลงมือปฏิบัติของว่าที่รัฐบาล และการลุ้นว่าจะเกิด "อุบัติเหตุทางการเมือง" ขึ้นอีกหรือไม่

มีหลายคนเป็นห่วงเรื่อง "ความไม่นิ่ง" ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ซึ่งบางฝ่ายเห็นว่า ดีไม่ดีอาจเป็นแรงกระหน่ำซ้ำเติมให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องผจญปัญหาหนักหนาสาหัสมากขึ้น

ทว่า หากมองในทางกลับกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นนักการเมืองธรรมดาทั่วๆ ไปคนหนึ่ง

ซึ่งไม่เคยมีอาการ "นิ่ง" มาแต่ไหนแต่ไร แต่มักหลุดอาการต่างๆ นานา หรือคิดอะไรก็เผลอพูดออกมา แบบไม่ค่อยอ้อมค้อมอยู่เสมอ

เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่อาจสลัดพ้น "เงาทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเหมือน "ค่าเสื่อมราคา" ของรัฐบาลชุดใหม่โดยปริยาย

ไม่ใช่ปัจจัยเร่งให้รัฐบาลเพื่อไทยพังเร็วขึ้นแต่อย่างใด

กลุ่มคนที่เล่นการเมืองแบบ "นิ่งๆ" "เงียบเชียบ" และ "ไม่เปิดหน้า" ต่างหาก ที่เป็นปัจจัยคุกคามอันน่ากลัวสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ มากกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจาก กกต.อาจแสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยน่าจะเดินหน้าไปสู่ความมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นบ้าง

และคงถึงเวลาที่กลุ่มการเมืองซึ่งมักเล่นการเมืองแบบ "นิ่งๆ" ควรจะกลับเข้าที่ทางอย่าง "สงบนิ่ง" จริงๆ เสียที

เพื่อหลีกทางให้พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล

เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินชะตากรรมของรัฐบาลที่เสียงส่วนใหญ่ของพวกเขาเลือกเข้ามาด้วยตัวเอง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/07/54 ศึกนอก..ศึกใน และอำนาจพิเศษนอกสภา

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



กี่ร้อยเรื่อง วุ่นวาย หลายปัญหา
ล้วนนำพา หมองหม่น จนหวั่นไหว
ทั้งศึกนอก ก่อผนึก ทั้งศึกใน
ขอหัวใจ เธอแกร่ง มีแรงเดิน....

ทั้งมือมืด มือสยอง มือมองไม่เห็น
ก่อประเด็น รุกไล่ ไม่ขัดเขิน
บนเส้นทาง แสนลำบาก ยุ่งยากเกิน
อย่าหมางเมิน เบือนหน้า แล้วลาไป....

ประชาชน อุ้มสู่ ประตูฝัน
เติมพลัง สร้างสรรค์ วันสดใส
ต่างรอคอย ความหวัง กำลังใจ
แล้วเริ่มต้น ชีวิตใหม่ ได้ชื่นชม....

พวกปากหอย ปากหมา พวกกาฝาก
แม้นสำราก วาจา มาทับถม
ขอให้รู้ สิ่งนั้น มันอาจม
อย่าทุกข์ตรม หมองหม่น คำคนพาล....

รีบมาช่วย เยียวยา รักษาแผล
แล้วดูแล เติมรัก สมัครสมาน
นำความสุข สดใส ในวันวาน
เพื่อให้บ้าน เมืองนี้ มีร่มเย็น....

เจอศึกนอก ศึกใน อย่าใจเสาะ
จงลัดเลาะ เติมสุข ไร้ทุกข์เข็ญ
ลบรอยบาป ตกต่ำ ที่ลำเค็ญ
สร้างให้เป็น แผ่นดินทอง ของคนไทย....

๓ บลา / ๒๒ ก.ค.๕๔

รายงานเสวนา: วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มรัฐบาลใหม่

ที่มา ประชาไท

(20 ก.ค.54) ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนาโต๊ะกลม "วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มรัฐบาลใหม่" ดำเนินรายการโดย สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนความต่อเนื่องของเทรนด์บางประการของระบบการเมืองและการเลือกตั้งไทย ตั้งแต่หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา โดยมีแนวโน้มมุ่งสู่ระบบสองพรรคการเมืองใหญ่อย่างชัดเจน แต่การแข่งขันระหว่างสองพรรคยังไม่สูสี ซึ่งหากต้องการสร้างเสถียรภาพให้การเมืองไทย จะต้องช่วยให้ ปชป.อยู่ในสภาพที่แข่งขันได้จริง โดยย้ำว่า การใช้วิธีพิเศษ เช่น รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ จะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งและความนิยมต่อพรรคการเมืองของคนไทย ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ จากผลการเลือกตั้งที่ทั้งสองพรรคใหญ่มีคะแนนกระจุกตัวตามภูมิภาค ประจักษ์เสนอว่า ถ้าต้องการความชอบธรรมในการบริหารประเทศ จะต้องพยายามกระจายฐานเสียงของตัวเองให้กระจายทั้งประเทศด้วย

ต่อคำ ถามว่า หากประเทศไทยเดินเข้าสู่การมีสองพรรคใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ความหลากหลายจะอยู่ตรงไหน ประจักษ์ตอบว่า ระบบสองพรรคนั้นจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อสองพรรคไม่ได้เสนอนโยบายที่แตกต่างกัน ให้ประชาชนเลือก พร้อมเสนอว่า ปชป. ต้องมีแพคเกจนโยบายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก พท. เช่นเดียวกับพรรคขนาดเล็กที่จะปรับตัวมาเป็นขั้วที่สามได้ก็ต่อเมื่อเสนอ นโยบายทางเลือกที่สาม เช่น พรรคกรีนในยุโรปที่เสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม หรือพรรคที่เสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นสวัสดิการสังคม ไม่เช่นนั้น พรรคเหล่านี้จะลำบากมากขึ้นทุกทีๆ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเล็กไม่มีอะไรนอกจากกระแสและกระสุน

"เราไม่จำเป็นต้องมีพรรคมากมาย ถ้าไม่ได้มีความแตกต่างทางนโยบาย" ประจักษ์ทิ้งท้าย


เวียงรัฐ เนติโพธิ์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า มีเรื่องกลับตาลปัตร 3 ประการ ได้แก่ 1) คนส่วนใหญ่ที่เลือก พท.ถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนโง่ ขาดข้อมูลข่าวสาร จึงเลือกนโยบายที่ตอบสนองผลประโยชน์เฉพาะหน้า อย่างไรก็ตามดูจากนโยบายของสองพรรคพบว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แจกด้วยกันทั้งคู่

เวียงรัฐมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกเชิงอุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดง "ปรากฏการณ์ยิ่งลักษณ์" คล้ายกับปรากฏการณ์ของผู้นำชาตินิยมของในหลายประเทศ ที่อาจไม่ได้มีผลงานหรือยังไม่มี แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้บางอย่างที่คนรู้สึกว่าต่อสู้มาด้วยกัน แม้ว่ายิ่งลักษณ์จะไม่ได้เคยต่อสู้ด้วยก็ตาม โดยจากผลสำรวจ กรณีที่ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้รับการรับรองโดย กกต. มีผู้ไม่พอใจ 70% สะท้อนว่า พวกเขาไม่ได้สนใจนโยบาย แต่สนใจ พท.ในฐานะสัญลักษณ์บางอย่างของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมบางอย่างที่ เขาต้องการ

2) คนสามสิบกว่าล้านคนลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ กกต.เพียงสามในห้า สามารถเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งได้ โดยเวียงรัฐวิจารณ์การตัดสินรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. ว่า ไม่ควรรับเรื่องร้องเรียนกรณีผัดหมี่ แคะขนมครกตั้งแต่แรก และมองว่าเรื่องนี้เป็นโจ๊กที่กลายเป็นเรื่องตลกระดับนานาชาติ นอกจากนี้การตัดสินโดยที่ไม่มีความรับผิดรับชอบ (accountability) ต่อสังคม แต่สามารถเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งได้ จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้กระบวนการของระบอบรัฐสภาอ่อนแอลง

3) เรามักตอบว่าคนเลือก พท.เพราะนโยบายตอบสนองคนจน แต่จะพบว่าคนที่ออกมาทักท้วง-วิจารณ์ก่อนว่าจะทำได้หรือไม่ได้ คือฝ่ายที่ไม่ได้เลือก พท. ขณะที่กลุ่มที่เลือก พท.จะกดดันให้มีการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง รวมทั้งหาความจริงว่าใครเป็นผู้ยิง 92 ศพ ใครเผา


อนุสรณ์ ธรรมใจ
คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขปัญหาประเทศ ตามวิถีทางประชาธิปไตย สอง สะท้อนว่า ต้องการสันติภาพ จะเห็นว่ามีพรรคการเมืองขนาดกลาง ขนาดเล็กบางพรรคเสนอประเด็นที่อาจก่อความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ จำเป็น ไม่ได้ความสนใจและไม่ได้รับการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ มองว่า กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย และชนชั้นล่าง ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลมากขึ้น มีการจัดตั้งเครือข่ายทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น และมีวาระทางการเมืองของตัวเอง นักวิชาการบางส่วนวิจารณ์ว่าคนเหล่านี้โง่และซื้อได้ ดูเหมือนเนื้อเดียวกับ พท. แต่ไม่ใช่ เพราะคนเหล่านี้ใช้ พท. เพื่อผลักดันวาระทางการเมืองของตัวเอง

อนุสรณ์มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดสูงสุดของพรรคเพื่อไทย หลังจากนี้จะขาลง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้ หรือดำเนินการขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชน รวมถึงยังเป็นขาลงของอำมาตยาธิปไตย รัฐประหาร และตุลาการภิวัตน์ด้วย

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสื่อไทย-สื่อต่างประเทศในการรายงานและทำความเข้า ใจเกี่ยวกับสถานการณ์และสภาพสังคมไทยที่ผ่านมาว่า สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของคนจนชนบทมากเป็นพิเศษ ขณะที่สื่อไทยเหมือนจะจูนไม่ติด หรือไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจว่าคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศว่า เปลี่ยนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่างว่า ก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ โทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าว นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลทริบูน ลงพื้นที่ต่างจังหวัดของไทย เสนอรายละเอียดแบบที่สื่อไทยไม่สามารถเสนอได้ เช่น ควายกลายเป็นสัตว์ที่อ้วน เด็กรุ่นใหม่ทำนาไม่เป็น เข้าแต่ร้านอินเทอร์เน็ต ไม่อยากทำนา ภรรยาที่ต้องเอาไก่ที่เลี้ยงให้คนอื่นเชือด เพราะสามีซึ่งทำงานขับรถรับจ้างสงสารไก่ เชือดเองไม่ลง

เขาวิจารณ์ ว่า สื่อกระแสหลักไทยเหมือนรถไฟฟ้าบีทีเอสที่มีไว้เพื่อชนชั้นกลาง โดยชนชั้นกลาง และสำหรับชนชั้นกลาง อยู่แต่ในโลกของตัวเอง และวันที่ 3 ก.ค. ต่างก็เกิดอาการเซอร์ไพร์สเมื่อทราบผลการเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามว่าเช่นนี้แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เมื่อสื่อเป็นเช่นนี้

ประวิตร วิจารณ์ว่า การที่สื่อเสนอแต่เพียงให้ปรองดองนั้นเป็นโจทย์ที่ผิด เนื่องจากเขามองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องสำคัญในสังคมประชาธิปไตย เพียงแต่ให้อยู่กันได้โดยที่ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญอีกก็พอ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เริ่มได้ที่สื่อ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างสื่อกระแสหลักก็เป็นแบบบนลงล่าง ที่คนทำสื่อที่มีความเชื่อต่างสีกับผู้บริหารยากจะอยู่ได้ พร้อมยกปรากฏการณ์ที่ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ สื่อมวลชนในเครือมติชน บอกว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นเสาร์สุดท้ายที่จะได้ลงบทความในมติชน ซึ่งประวิตรตั้งคำถามว่า องค์กรสื่อจะต้องบังคับให้คนในองค์กรเห็นเหมือน บก. หรือไม่ ถ้าเช่นนั้น สังคมไทยจะไปต่อลำบาก

ประวิตรเสนอว่า สิ่งที่ท้าทายสำหรับสื่อและสังคมคือ การประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้ไปได้ก่อน โดยใช้ขันติและความอดทน การผลักดันทหารกลับกรมกอง และการตั้งคำถามกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีผลโดยตรงกับเสรีภาพใน การแสดงออกของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า ตอนนี้สื่อไทยแยกออกไหมว่า "จาบจ้วง" กับการพูดถึงนำเสนออย่างเท่าทัน มีเส้นแบ่งไหม หรือการประจบยกยออย่างไม่พอเพียงเท่านั้นที่รับได้

จรัส สุวรรณมาลา อดีต คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ซึ่งมาร่วมฟังการเสวนา ร่วมแสดงความเห็นโดยกล่าวถึงงานวิจัยในหัวข้อลักษณะเดียวกับประจักษ์ว่า พบว่า การตัดสินใจเลือกตั้งคราวนี้ของประชาชนไม่ต่างจากที่ผ่านมา โดยในอีสาน เหนือ ใต้ คะแนนที่ได้เสียงส่วนใหญ่เป็นคะแนนจัดตั้งทั้งหมด โดยมีหัวคะแนน ซึ่งไม่ได้อาจแจกเงินในช่วงเลือกตั้ง แต่ดูแลคนในเขตเลือกตั้งมาตลอด 3-4 ปี โดยเกือบทั้งหมดมีการใช้ระบบหัวคะแนนในการรักษาฐานเสียงของทั้งประเทศ ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่ ดูได้ที่ http://www.tpd.in.th/

จรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า คนแทบไม่สนใจว่าจะมีนโยบายอย่างไรแต่มีการคุมมาแล้ว ดังนั้น เมื่อถามถึงคุณภาพ ต้องบอกว่าคุณภาพต่ำพอๆ กับคราวที่ผ่านมา คนไม่ได้สนใจว่าจะเลือกอะไร ได้ข้อมูลด้านเดียวมาก ไม่ได้ตัดสินใจต่างไปจากเดิมเลย ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาการเมืองของเรา ด้านการเลือกตั้ง จะต้องทำให้ข้อมูลไปถึงชาวบ้านจริงๆ

นักรัฐศาสตร์ชี้ รบ.ยิ่งลักษณ์อยู่ได้นานสุด 1 ปี

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันอังคารที่ผ่านมา สถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง “Post Election Thailand: Conflict or Compromise?” ว่าด้วยสถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยนักวิชาการต่างมีข้อสรุปคล้ายกันว่า รัฐบาลชุดใหม่ น่าจะต้องเผชิญกับสัญญาณความขัดแย้งที่ยังคงมีมาอีกเป็นระยะ พร้อมทั้งฝากข้อเสนอแก่ชนชั้นนำ พรรคการเมือง รวมถึงสังคมบางประการ เพื่อให้สร้างความประนีประนอมให้เกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย

“ฐิตินันท์” ชี้ ความกดดันอาจบีบให้รบ. ยิ่งลักษณ์อยู่ได้ 6 เดือน – 1 ปี
รศ.ดร.ฐิติ นันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองไทยหลังเลือกตั้งว่า ถึงแม้ว่าผลการเลือกตั้งจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทย เป็นอาณัติจากประชาชนที่ชัดเจนแต่รัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ไม่นาน เนื่องจากจะเผชิญแรงกดดันและการท้าทายจากหลายฝ่าย ซึ่งอาจทำให้เธออยู่ได้เพียง 6 เดือน ถึง 1 ปีเท่านั้น และมองว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการที่ฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้ง ไม่ยอมรับผลที่ออกมา มิฉะนั้นสัญญาณเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตั้งคำถามด้วยว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะมีสัญญาณที่ท้าทายจากฝ่ายต่างๆ มากเท่ากับพรรคเพื่อไทยหรือไม่
“หาก การเลือกตั้งในประเทศอื่น มีพรรคที่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ชัดเจนขนาดนี้ พรรคนั้นก็คงจะขึ้นมามีอำนาจอย่างชัดเจนไปแล้ว หากแต่ในประเทศไทย อาณัติที่เพื่อไทยได้รับมากลับค่อยๆ หมดลงไปเสียแล้ว” ฐิตินันท์ตั้งข้อสังเกต
“ประชาธิปัตย์” ต้องหัดเอาชนะทางการเมืองให้ได้โดยไม่หวังพึ่งผู้อยู่เบื้องหลัง
นอก จากนี้ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยังได้ถอดบทเรียนถึงความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไขที่เอื้อให้กับการเอาชนะการเลือกตั้งใน ครั้งนี้หลายอย่าง เช่น การแก้กฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็ยังทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยอย่างขาดลอย พรรคประชาธิปัตย์จึงจำเป็นต้องกลับไปทบทวนว่าข้อผิดพลาดคืออะไร และพยายามแข่งขันทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยให้ได้ โดยที่ใช้วิธีที่ใสสะอาดและปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและสมดุลของการเมืองในระบบเลือกตั้ง
“พรรค ประชาธิปัตย์ ควรใช้ประโยชน์จากความสามารถที่มีอยู่ให้มากที่สุดในการเอาชนะการเลือกตั้ง และแข่งขันทางนโยบายกับพรรคเพื่อไทย โดยไม่หวังพึ่งความช่วยเหลือพิเศษจากนอกระบบ” ฐิตินันท์เสนอแนะ
ชนชั้นนำไทย จำเป็นต้องปรับตัวก่อนความขัดแย้งจะลุกลาม
ฐิติ นันท์ ยังวิเคราะห์ความขัดแย้งในการเมืองไทยว่า มีที่มาจากขั้วระหว่างฝ่ายสถาบันกษัตริย์นิยม และฝ่ายนิยมประชาธิปไตย อันเป็นผลจากซากที่ตกค้างสมัยสงครามเย็น โดยเขาอธิบายว่า การดำรงอยู่ของฝ่ายอำนาจเก่าหรือฝ่ายที่นิยมสถาบันฯ ตั้งแต่ในทศวรรษที่ 20 ในแง่หนึ่ง นับว่าเป็นการรักษาไว้ซึ่งการพัฒนา ระเบียบความสัมพันธ์ และป้องกันประเทศจากภัยจากคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงทศวรรษที่ 21 การขึ้นมาของทักษิณ ก็ได้ท้าทายระเบียบอำนาจเก่า ที่ทำให้ชนชั้นนำเกรงกลัวว่าความสัมพันธ์ในระบบการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ต้องอาศัยการปรับตัวและการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อการประนี ประนอม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวมากขึ้นอีก
“พิชญ์” วิเคราะห์พลังประชาธิปไตยในสังคมไทยสี่แบบ
ทาง ด้านพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้แบ่งประเภทพลังประชาธิปไตยในไทยออกเป็นสี่แบบ ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างแข่งขัน และช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง อันประกอบด้วย ประชาธิปไตยแบบไทย ซึ่งมีที่มาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ มีลักษณะเป็นชาตินิยม เน้นความมีเสถียรภาพ และศีลธรรมเชิงพุทธศาสนาเป็นตัวกำกับสังคม ประเภทที่สองคือ ประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้ง ซึ่งมีจุดอ่อนตรงที่เน้นประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าในระยะยาว และไม่สามารถรักษาความยั่งยืนได้เสมอไป นอกจากนี้ พิชญ์ยังกล่าวถึง ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมแบบชนชั้นกลาง โดยในส่วนนี้ จะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นฝ่ายที่นับว่ามีพลังและอำนาจมากกลุ่มหนึ่ง และมักมีทัศนคติว่า ประเทศไทยควรตัดสวัสดิการให้น้อยลง และเน้นการต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยคนเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสี จัดอยู่ในพลังกลุ่มนี้ ส่วนประเภทสุดท้าย คือ ประชาธิปไตยแบบปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยเหล่าเอ็นจีโอ และภาคประชาสังคม ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง โดยพลังกลุ่มนี้ ประสบข้อกังขาในเรื่องความเป็นตัวแทน ความโปร่งใส และการตรวจสอบ
เสนอแนะ ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันได้ พร้อมปฏิรูปกองทัพ-ศาล
นัก วิชาการประจำภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงได้มีข้อเสนอสี่ประการต่อข้อท้าทายที่ดำรงอยู่ในการเมืองไทย โดยเน้นว่า หากจะให้พลังทางการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย(Democratization) ร่วมกันได้ จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เปิดให้สำหรับทุกฝ่าย เช่น การทำให้การต่อต้านปัญหาคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่จำเป็นทางการเมือง มิใช่โยงอยู่กับศีลธรรมอันดีเช่นที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ต้องทำให้ฝ่ายที่นิยมประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเข้าใจด้วยว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ทุกอย่าง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้อย่างหมดสิ้น นอกจากนี้ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพ โดยไม่ใช่ให้เพียงทหารกลับกรมกองอย่างเดียว เช่นในสมัยพฤษภาคม 2535 แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปให้โปร่งใส และมีการสานเสวนาและความร่วมมือระหว่างฝ่ายประชาชน รวมถึงการค้นหาความจริงเพื่อสร้างความยุติธรรม และให้มีการปฏิรูปอำนาจศาลให้มีความเป็นธรรมทางการเมือง

นักศึกษาประท้วงคณบดีศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ที่มา ประชาไท

นัก ศึกษา-อาจารย์ชุมนุมแห่โลงศพประท้วงคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เหตุคณบดีเตรียมยุบ 10 สาขาวิชาในคณะ ด้านรองอธิการบดีฯ จะนำเรื่องเข้าสภามหาวิทยาลัยเสาร์นี้

ที่มาของภาพ: เฟซบุคกลุ่มมั่นใจ ศึกษาศาสตร์ มช.ทุกเพศทุกวัย ไม่เอาคณบดี

ช่วง บ่ายวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ 200 คน รวมตัวกันที่อาคารกิจกรรมคณะศึกษาศาสตร์แล้วเดินขบวนแห่โลงศพ และถือพวงหรีดของสาขาวิชาต่างๆ ในคณะศึกษาศาสตร์ มาที่ตึกคณบดี มีการอ่านแถลงการณ์ และมีตัวแทนอาจารย์ และตัวแทนนักศึกษากล่าวเรียกร้องให้ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ งามประภาสม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ลาออกภายในวันที่ 22 ก.ค. จากนั้นจากนั้นก็เคลื่อนย้ายขบวนแห่ศพไปวนหอนาฬิกามหาวิทยาลัยเชียงใหม่สาม รอบ

นักศึกษาที่ร่วมการประท้วงกล่าวว่า สาเหตุที่มีการชุมนุมเกิดจาก คณบดีจะสั่งยุบสาขาวิชาในคณะศึกษาศาสตร์จากเดิมที่มีอยู่ 15 สาขาวิชาจะยุบเหลือ 5 สาขาวิชา โดยจะปิดบางสาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาภาษาไทย อังกฤษ ศิลปะ ฝรั่งเศส คหกรรม เป็นต้น เพื่อให้ผ่านระบบเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษา โดยมีนักศึกษาเสียใจที่สาขาของตนจะถูกยุบ บางสาขาวิชาจึงถามคณบดีให้ชี้แจง โดยคณบดีให้เหตุผลว่าเพื่อให้บุคลากรครูอาจารย์มีเพียงพอต่อนักศึกษาปริญญา ตรี แต่นักศึกษาก็ยังไม่พอใจเหตุผลของคณบดี

แหล่งข่าวในคณะศึกษา ศาสตร์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ทางสภามหาวิทยาลัยรับทราบเรื่องในคณะศึกษาศาสตร์แล้ว และแต่งตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการ โดยจะประเมินผลจนถึงปลายเดือนตุลาคม ขณะที่ฝ่ายต่อต้านคณบดีเห็นว่าปลายเดือนตุลาคมเป็นเวลานานเกินไป ควรชุมนุมเพื่อให้คณบดียุติบทบาท

ทั้งนี้ นพ.ศุภชัย เชื้อรัตนพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมารับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา ได้ยืนยันว่าจะตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะนำเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเป็นวาระเร่งด่วนในวันเสาร์ 23 ก.ค.

นักข่าวพลเมือง: พรรค ปชต.แรงงานเกาหลี “ยืนเดี่ยว” ปล่อย “สมยศ”

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา องค์กรรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ หรือ Clean Cloth Campaign (CCC) ส่งจดหมายเปิดผนึก พร้อมด้วยรายชื่อประชาชน 1,188 คนทั่วโลก ที่ได้จากการรวบรวมตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงนาง​สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เพื่อเรียกร้อ​งให้ปล่อยตัวหรือให้สิทธิกา​รได้รับการประกันตัวแก่สมยศ​ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานและสื่ออิสระ ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาละเมิด​กฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 และปัจจุบันยังคงถูกคุมขังอ​ยู่ ณ เรือนจำพิเศษ

สำหรับ Clean Cloth Campaign (CCC) เป็นองค์กรที่ทำงานรณรงค์คุ้มครองการละเมิดแรงงาน ส่งเสริมการปรับปรุงสภาพการ​จ้างงานและหนุนช่วยการเสริม​สร้างศักยภาพของคน งานในอุตส​าหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วโ​ลก มีสำนักงานประจำอยู่ใน 15 ประเทศในยุโรปและทำงานกับเค​รือข่าย 250 องค์กรทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา CCC ได้ส่งจดหมายถึงนาย David Lipman คณะผู้แทนจากสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยกรณีสมยศ พฤษาเกษมสุข ถูกจับและคุมขัง พร้อมเรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนนายสมยศ และเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค นักกิจกรรมจากกว่า 10 เครือข่ายของ CCC ทั่วยูโรป จัดกิจกรรมหน้าสถานทูตไทย​เพื่อประท้วงการจับกุมคุมขั​งนายสมยศอย่างต่อ เนื่อง (ดูเพิ่มเติม "สมยศ พฤกษาเกษมสุข")

นักกิจกรรมด้านแรงงานในเกาหลีใต้ยังคง “ยืนเดี่ยว” ประท้วง หน้าสถานทูตไทย ต่อเนื่อง
วัน เดียวกันที่เกาหลีใต้ 2 นักกิจกรรมจากพรรคป​ระชาธิปไตยแรงงาน(Democratic Labour Party - DLP) "ยืนเดี่ยว" ประท้วงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หน้าสถานทูตไทย ประจำกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวหรือใ​ห้สิทธิในการได้รับการประกันตัว​แก่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ พร้อมด้วยนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ

นักข่าวพลเมือง: พรรค ปชต.แรงงานเกาหลี “ยืนเดี่ยว” ปล่อย “สมยศ”

โดยในวันนี้มีตำรวจเกาหลีใต้ 2 นายมายืนในบริเวณดังกล่าวพร้อมโล่ปราบจลาจลด้วย แต่ไม่มีเหตุปะทะกันแต่อย่างใด

อนึ่ง กิจกรรมรูปแบบนี้เกิดขึ้นอ​ย่างต่อเนื่องในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ วันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนักกิจกรรม นักสหภาพแรงงานผลัดเปลี่ยนกันมา​ยืนประท้วง และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2554 นี้ (ดูเพิ่มเติม นักสหภาพแรงงานเกาหลี ‘ยืนเดี่ยว’ จี้ปล่อย ‘สมยศ’ ต่อ หลังหยุดเข้าพรรษา)

พรรค ประชาธิปไตยแรงงาน (DLP) ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 โดยสมาพันธ์แรงงานเกาหลี หรือ KCTU (Korean Confederation of Trade Unions) ปัจจุบันมีสมาชิกพรรคกว่า 60,000 คน โดยในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2547 พรรคนี้มีถึง 10 ที่นั่งจาก 299 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่การเลือกตั้งในปี 2551 ลดเหลือ 5 ที่นั่ง โดยก่อนหน้านี้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เคยเข้าเยี่ยมผู้นำพรรคนี้​หลายครั้ง

AttachmentSize
Petition_Release_Somyot_July14-18-2011.pdf129.5 KB

ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

ที่มา ประชาไท

ตัว แทน ส.ป.ก.ลุยแจ้งความบริษัทจิวกังจุ้ย ผิดละเมิดคำสั่งศาลห้ามทำการใดๆ ที่ทำให้เกินผลเสียหายต่อพื้นที่ ส.ป.ก. เข้าขุดดินเป็นร่องคูแบ่งแนวเขต หวังขายเปลี่ยนมือ

วัน ที่ 19 กรกฎาคม 2554 เมื่อเวลา 14.00 น.นายฉลอง มณีโชติ หัวหน้า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ชัยบุรีว่า ได้มีการซื้อขายพื้นที่ของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และได้ทำลายพื้นที่ให้เสียหาย จากนั้น เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกำลังตำรวจกว่าสิบนายได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว และได้พบรถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน รถแบคโฮ 1 คัน และรถไถ 1 คันพร้อมคนขับ ตำรวจจึงได้จับกุมและเชิญตัวไป สภ.ชัยบุรีเพื่อดำเนินคดี

เมื่อ เวลา 18.00 น.นายฉลอง ในฐานะตัวแทนของ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฏร์ธานี เข้าให้ปากคำกับร้อยเวร สภ.ชัยบุรีเพื่อลงบันทึกประจำวัน ถึงกรณีนี้ว่า บริษัทจิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด มีเนื้อที่ 1,051 ไร่ เป็นบริษัทที่ ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่ให้ออกจากพี้นที่ ส.ป.ก. แต่บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ผลอาสินไว้กับศาลภาคแปด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กระทำผิดต่อคำสั่งศาลนอกจากนั้นยังละเมิดคำสั่งศาลที่ระบุว่าห้ามทำการใดๆ ที่ทำให้เกินผลเสียหายต่อพื้นที่ ส.ป.ก. โดยบริษัทได้ว่าจ้างให้ไปขุดดินเป็นร่องคูแบ่งแนวเขต เพื่อทำการขายเปลี่ยนมือ

คดีนี้นายฉลองได้แถลงว่าจะดำเนินคดีในฐานทำลายทรัพย์ให้เสียทรัพย์
ทั้ง นี้ ในปี 2551 ส.ป.ก.ได้กำหนดมาตรการที่จะดำเนินการกับผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินใน เขตปฏิรูป 4 กลุ่ม คือ1.กลุ่มเกษตรกรรายแปลง ที่ได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.ไปแล้วจำนวน 1.69 ล้านราย เนื้อที่กว่า 27.6 ล้านไร่ โดยจะเร่งเจรจาลดขนาดการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงตามศักยภาพของเกษตรกร พร้อมดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ หากตรวจพบว่ามีการโอนเปลี่ยนมือหรือไม่เข้าทำประโยชน์2.กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อกิจการสาธารณูปโภค เช่น ขอใช้ที่ดินสร้างสถานที่ราชการ สถานศึกษา วัด ฯลฯ หากตรวจสอบพบว่า มีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะสั่งเพิกถอนการอนุญาตหรือลดขนาดพื้นที่
3 กลุ่มภาคเอกชน ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ในที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภค หรือกิจการเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน หรือได้รับความยินยอมให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายอื่น เช่น การขอสำรวจแร่ ทำเหมืองแร่ หากพบว่าใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและ สิ่งแวดล้อม จะดำเนินการเพิกถอนทันที 4 กลุ่มเกษตร/บุคคล ที่ไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน เช่น นายทุนที่ถือครองที่ดินแปลงใหญ่ จะเร่งเจรจาและดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือผู้ถือครองที่ดินแปลงใหญ่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย


ชักกระแด่วไปแล้ว1แค่จัดงาน62ปีทักษิณมหาราษฎร์ กะโปกลิ้มเจ้าเดิมคดีเก่ายังไม่เคลียร์-ตีกินเรื่องใหม่!

ที่มา Thai E-News

เอาอีกแล้วลูกกะโปกลิ้ม-เมื่อ วันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาASTVผู้จัดการเพิ่งนำเสนอข่าวให้ร้ายว่าไทยอีนิวส์ "มั่ว"เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่พอถูกเราตีโต้กลับด้วยหลักฐานว่าASTVมั่วเองเสียจนมุมก็ทำเฉยๆ วันนี้ขุดเรื่องใหม่มาใส่ร้ายอีกหาว่าไทยอีนิวส์"เหิมเกริม" ซึ่งดูเจตนาแล้วก็คงเป็นการตีกินเช่นเคยตามสันดานของลูกพี่ลิ้ม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กรกฎาคม 2554

เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มฯผู้นำสูงสุดพันธมิตร กลุ่มกดดันการเมืองล้าหลังขวาจัดปฏิกริยา พาดหัวข่าวว่า แดงเหิมเกริม! ประโคมกระแส “ทักษิณมหาราษฎร์” 61 จังหวัด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


เสื้อ แดงจัดงานวันเกิดทักษิณ 62 ปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ถือโอกาสฉลองพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งในตัว ชื่องานเล่นคำพ้องเสียง “ทักษิณมหาราษฎร์” เสียดสี โวมี 61 จังหวัดทั่วประเทศจัดงาน หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวบอกปัดไปบาหลี หลัง กต.จี้อินโดนิเซียเข้มตรวจคนเข้าเมือง

วันนี้ (21 ก.ค.) เว็บไซต์ไทยอี-นิวส์ หนึ่งในเว็บไซต์เครือข่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้รายงานข่าวโดยพาดหัวว่า “พรึ่บ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง 62 ปีทักษิณมหาราษฎร์” โดยกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องหาหนีคดีอาญาแผ่นดิน ได้นัดหมายกันจัดงานคล้ายวันครบรอบวันเกิด 62 ปี ให้ พ.ต.ท.ทักษิณต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไม่ต้องมาเกณฑ์ พวกกูจัดเอง” ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ หลังจากเริ่มจัดงานแซยิดในโอกาสครบ 60 ปีไปเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552

ไทยอี-นิวส์อ้างว่า มีการจัดงานทั้งหมด 61 จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอามิเรตส์ นอกจากนี้ ในรายงานข่าวของไทย อี-นิวส์ยังระบุอีกด้วยว่า มีการนัดหมายของคนเสื้อแดงหลายจุดในเวลานี้ว่าจะพากันจัดงานวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือโอกาสฉลองชัยชนะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งคนเสื้อแดงสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 อย่างท่วมท้นในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย อาทิ ที่ จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยผู้สนับสนุนเปิดเผยว่าในงานคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่กลุ่มแดงเชียงใหม่จะจัดในปีนี้ที่วัดดอนจั่น ต.ท่าศาลา อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่เวลา 8.00น. ทำบุญร่วมกัน จากนั้นเวลา 16.00 น. จะมีกิจกรรมบนเวที ฉลองวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งใหญ่

อย่าง ไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะจัดงานที่หมู่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้กระทรวงต่างประเทศได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลอินโดนีเซียใน การตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทย แต่นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวว่า ในวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่มีการจัดงานวันเกิดที่เกาะบาหลี และคงไม่มีการจัดงานที่ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะใช้เวลาในวันดังกล่าว อยู่กับลูกๆ และไปทำบุญไว้พระ ที่ไหนสักแห่งในโลก แต่ไม่ใช่ทวีปเอเชีย หรือสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็จะไม่อยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนั้น ใครที่คิดจะเดินทางไปคงจะไม่ได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ไทยอีนิวส์ขอชี้แจงความจริงว่า ข่าวของASTVผู้จัดการมีเจตนาให้ร้ายเราอย่างมีสาระสำคัญ และมั่วดังต่อไปนี้

1.ASTVผู้จัดการไม่ได้นำเสนอในประเด็น"ทักษิณมหาราษฎร"ที่ไทยอีนิวส์นำเสนอไว้ในรายงานข่าวต้นฉบับ (ดูข่าวต้นฉบับของจริง:พรึบ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง62ปีทักษิณมหาราษฎร์ )ซึ่งนำเสนอไว้ตอนหนึ่งว่า

ในการจัดงานเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มคนไทยเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา หรือ RED USA รายงานว่าได้พากันจัดฉลองวันเกิดให้พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ พร้อมกับยกย่องให้เป็นมหาราษฎร์ หรือราษฎรผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย

2.การ ที่ASTVผู้จัดการพาดหัวว่าไทยอีนิวส์"เหิมเกริม"บ้าง หรือ "เล่นคำพ้องเสียง"บ้าง หรือ" เสียดสี "บ้าง แสดงว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่หรือไม่ จึงมีจิตเจตนาทำนองนั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนเป็นคนที่มีอาวุโสไม่มากนัก เพราะหากถามสนธิลิ้มฯคนเป็นเจ้านายดูสักหน่อย ก็จะเห็นได้ว่าคำว่า"มหาราษฎร์"นี้เป็นคำปกติธรรมดา ขนาดนายปรีชา สามัคคีธรรม คนหนังสือพิมพ์อาวุโส ก็ยังนำไปตั้งชื่อหนังสือพิมพ์ว่า"หนังสือพิมพ์มหาราษฎร์" ก็ไม่เคยมีใครไปว่านายปรีชาเหิมเกริม หรือ เล่นคำพ้องเสียง หรือเสียดสีที่ตรงไหน หนังสือพิมพ์นี้ชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์ที่สนับสนุนพันธมิตรออกนอกหน้าก็เคยไปทำงานด้วย ไม่เห็นชัย ราชวัตร ตั้งข้อรังเกียจแต่อย่างไร

หรือหากนายสนธิลืมเรื่องนี้ก็ให้ ไปถามปราโมทย์ นาครทรรพ คอลัมนิสต์ASTVผู้จัดการไม่น่าจะลืม เพราะเคยคบหากับนพพร สุวรรณพานิช อดีตคนหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์มาก่อน ก็เห็นมีมิตรไมตรีเรื่อยมา ไม่เคยได้ยินขัดเคืองที่นพพรไปทำงานอยู่หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเป็น"คำพ้อง เสียงที่เสียดสีหรือเหิมเกริม"สักหน่อย

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็เคย ชื่อว่า พรรคมหาราษฎร์ธิปัตย์ แม้แต่บริษัทผลิตจำหน่ายสุรารายหนึ่งก็ชื่อ บริษัทสุรามหาราษฎร์ ชื่อคนไทยที่ไปจดทะเบียนตั้งชื่อว่าเด็กชาย หรือนายมหาราษฎร์มีเยอะแยะ คำๆนี้จึงเป็นคำปกติสามัญนั่นเอง

แล้ว มันแปลกตรงไหน หากคนเสื้อแดงจะจัดงานให้ทักษิณ"มหาราษฎร์" ซึ่งข่าวต้นฉบับก็บอกชัดอยู่แล้วว่า หมายถึง ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย

ยก เว้นแต่ว่าASTVผู้จัดการ เกิดมาติดใจว่า เพราะบังเอิญเรื่องนี้เกี่ยวกับทักษิณ เกี่ยวกับเสื้อแดง..หากเป็นบริษัทสุรามหาราษฎร์ของเจ้าสัวเจริญ หรือหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ ของปรีชา หรือชัย ราชวัตร-นพพร สุวรรณพานิช ที่เคยทำงานที่หนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ ก็ไม่เป็นไร...

ยก เว้นแต่ASTVผู้จัดการจะตีกินด้วยสันดานเดิมๆเพื่อให้ร้ายป้ายสีใครต่อใคร ไปทั่วหล้าด้วยข้อหาว่าไม่จงรักภักดีหรือล้มเจ้า ซึ่งก็น่าสลดใจว่านับแต่ASTVผู้จัดการมีสันดานเช่นนี้มา ก็ยิ่งเป็นการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาแปดเปื้อนโคลนการเมือง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แต่จะดึงลงเบื้องต่ำเพื่อสนองทัศนะท่าทีนโยบายการเมืองของตน ซึ่งคนไทยต่างรู้ความจริงหมดแล้ว ดังผลโหวตโนที่ออกมาไม่ถึง 1 ล้านเสียง นั่นก็คือคำตอบว่าคนไทยเขาไม่เอาด้วยกับสันดานแบบนี้ของASTVผู้จัดการ

3.ASTV ผู้จัดการยังนำเสนอผิดเพี้ยนด้วยว่า ไทยอี-นิวส์อ้างว่า มีการจัดงานทั้งหมด 61 จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอามิเรตส์

ความ เป็นจริงเรานำเสนอว่า ในการจัดงานวันเกิดให้ทักษิณครั้งแรกเมื่อ 26 กรกฎาคม 2552 นั้น มีการจัดงานทั้งหมด 61จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศที่จัดแซยิดกระหึ่มโลก โดยเป็นกิจกรรมที่ประชาชนจัดให้ประชาชนที่พวกเขาสนับสนุน

อย่าง ไรก็ตามนี่ไม่ใช่การ"มั่ว"เพื่อให้ร้ายป้ายสีครั้งแรกของเวบไซต์ASTV ผู้จัดการ เพราะเมื่อไวๆนี้เมื่อ 14 กรกฎาคม เวบไซต์นี้ก็เคยกล่าวหาว่าไทยอีนิวส์มั่วเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งพอไทยอีนิวส์ชี้แจงอย่างมีหลักฐานย้อนกลับไป ก็กลับเงียบเฉย ไม่ยอมโต้แย้ง เพราะจำนนด้วยหลักฐานข้อมูล

ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

หนังสือ พิมพ์ASTVผู้จัดการ และเวบไซต์ASTVผู้จัดการเมื่อวานนี้พาดหัวว่า ไทยอีนิวส์โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300บาท เพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น แต่กลับไม่พูดกรณีAISตั้ง “ดุสิต-ประธานหอการค้าไทย” เป็นบอร์ด ลองอ่านรายงานข่าวที่เต็มไปด้วยหลักฐานด้านล่างนี้ ก็จะได้คำตอบชัดๆว่า ใครกันแน่ที่"มั่ว"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กรกฎาคม 2554

ตามที่ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

ใจ ความสำคัญสรุปว่า การที่หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแสดงท่าทีคัดค้านนโยบายรัฐบาลใหม่ของยิ่ง ลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท อาจมีมูลเหตุจากการที่ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาอุตสาหกรรม มีแบ็คกราวนด์มาจากเครือซิเมนต์ไทย ทุนอำมาตย์ ด้วยกันทั้งคู่ จึงมีทัศนะท่าทีนโยบายสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และคัดค้านเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวบไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้นำเสนอรายงานข่าวตอบโต้เรื่อง เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น โปรยข่าวว่า


เว็บ ไทยอีนิวส์ของคนเสื้อแดงโวยวายจะเอาค่าแรง 300 บาท ตามนโยบายเพื่อไทยให้ได้ จินตนาการเลอะเทอะระบุที่สภาหอการค้า-สภาอุตฯ ออกมาคัดค้านเพราะ “อำมาตย์” ส่งคนมาเตะตัดขา แต่กลับไม่พูดกรณีเอไอเอสตั้ง “ดุสิต” เป็น กรรมการบริษัท

โดยระบุว่า
อย่าง ไรก็ตาม ไทยอีนิวส์ กลับไม่กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทแทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ซึ่งได้ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป แต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการASTVฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม นำไปเป็นข่าวพาดหัวตัวไม้ว่า เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300

ไทยอีนิวส์เห็นว่าข่าวของASTVผู้จัดการนั้น ต่ำชั้นกว่ามาตรฐานที่พึงจะเป็น จึงขอชี้แจงความจริงกรณีถูกพาดพิงดังนี้

1.ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AIS หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการระบุว่า ได้แต่งตั้งนายดุสิต ไปเป็นกรรมการนั้น ในปัจจุบันนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนี้

1. บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1,263,712,000 หุ้น คิดเป็น 42.52 %
2. SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. 568,000,000 หุ้น คิดเป็น 19.11 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=ADVANC&language=th&country=TH

2.สำหรับ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS เดิมชื่อย่อ SHIN ตอนนี้เปลี่ยนเป็นINTUCH ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,742,407,239 หุ้น คิดเป็น 54.42 %

2. บริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,334,354,825 หุ้น คิดเป็น 41.67 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=INTUCH&language=th&country=TH

ทั้ง นี้เมื่อต้นปี 2549 กองทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์ เข้ามาซื้อหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น จากตระกูลชินวัตร โดยปัจจุบันถือหุ้นผ่าน บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์

3.บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชิน คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1.บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 48.99%
2.บริษัท กุหลาบแก้ว (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 41.1%
3.ธนาคารไทยพาณิชย์ (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 9.9%

4.สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 722,941,958 หุ้น คิดเป็น 21.31%

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=SCB&language=th&country=TH

5.การที่ เวบไซต์ASTVผู้จัดการระบุว่า นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทAIS แทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ นั้น ต้องดูที่ไปที่มาของนายศุภเดช ตอนที่เข้ามาในบริษัทชินฯตอนที่เทมาเส็กเข้าซื้อหุ้นไปจากตระกูลชินวัตร นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปล่อยกู้ให้นายศุภเดชไปซื้อหุ้นจำนวน32.8ล้านบาท (รายละเอียด ดู หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10412)

ดังนั้นก็อาจมีร่องรอยว่า นายดุสิต ประธานหอการค้าไทย อดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ น่าจะเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทAISแทนนายศุภเดช ซึ่งเป็นโควต้าของธนาคารไทยพาณิชย์ อันเป็นธนาคารในเครือสำนักงานทรัพย์สินฯ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซีดาร์ โฮลดิ้งส์
ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในชิน คอร์ปอเรชั่น
ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS
AIS ซึ่งแต่งตั้งนายดุสิต นนทะนาคร มาเป็นกรรมการบริษัท
นายดุสิต ผู้ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารและลูกหม้อของเครือซิเมนต์ไทย
เครือซิเมนต์ไทยอันเป็นธุรกิจในเครือสำนักงานทรัพย์สิน

จึง เรียนมาเพื่อให้เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการได้รับทราบ ความจริง ณ โอกาสนี้ หากผู้เขียนข่าวของASTVผู้จัดการ ยังเข้าใจมั่วๆว่าAIS ยังเป็นของตระกูลชินวัตร ก็ย่อมแสดงว่าที่นายสนธิ ลิ้มฯทำมาตลอด 5 ปีนี้ล้มเหลวในการสื่อสารโดยสิ้นเชิง เพราะลูกน้องของนายสนธิก็ยังเข้าใจผิดถนัดขนาดนี้

เข้าใจผิดปล่อยไก่หมดเล้าว่า..นายดุสิตเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทAISเพราะตระกูลชินวัตรแต่งตั้งมา...อนิจจาอนิจจัง


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์

Thursday, July 21, 2011

"โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง" พูดถึง "อาปู" ในหนังสือ "49 วัน ยิ่งลักษณ์สู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"

ที่มา มติชน



















ถ้าไม่มี "อุบัติเหตุทางการเมือง" ขึ้นมา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จะสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยขึ้นมาถึง 3 เรื่อง

เรื่องแรก เป็นนายกรัฐมนตรี "หญิง" คนแรกของเมืองไทย


เรื่องที่สอง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุด


และเรื่องสุดท้าย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้เวลาบนเส้นทางการเมืองอย่างเป็นทางการน้อยที่สุด

...เพียง 49 วัน


และนั่นคือเหตุผลที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" ตั้งชื่อหนังสือเล่มพิเศษนี้ว่า...

... "49 วัน ยิ่งลักษณ์สู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"


บันทึกวันต่อวัน ครบครันคนในครอบครัว ผ่าปมนอมินีทักษิณ พร้อมภาพวัยเยาว์

หนังสือเล่มนี้ 4 สีทั้งเล่ม 224 หน้า ราคาเพียง 165 บาท


นอก จากเรื่องราว 49 วันของ "ยิ่งลักษณ์" แล้ว ยังมีประวัติชีวิตอย่างละเอียดตั้งแต่วัยเด็กจนก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่ในองค์กร ธุรกิจระดับหมื่นล้านอย่าง "เอไอเอส"


ที่พลาดไม่ได้ก็คือภาพหายากตั้งแต่สมัยวัยเด็กของ "ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง" คนแรกของประเทศไทย

บางภาพไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

นอกจากนั้น "ข่าวสด" ยังได้สัมภาษณ์คนใกล้ชิดของ "ยิ่งลักษณ์" ทั้งสามีและลูกชาย

รวมทั้งความเห็นจาก "โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง" ทายาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายสุดที่รักของ "น้องปู"

และนี่คือมุมมองของคนใกล้ชิดที่มีต่อ "ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง" คนแรกของเมืองไทย

พานทองแท้ ชินวัตร (โอ๊ค)


"อาปูเป็นคนจริงจังกับการทำงานมาก ทำงานด้วยแล้วจะโดนใช้งานเยอะ (หัวเราะ) เขาเป็นนักบริหารรุ่นใหม่

เมื่อก่อนจะสนิทกับเขามาก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้เจอกัน เพราะต่างเดินสายหาเสียง ปกติก่อนที่เขาจะลงเล่นการเมือง เวลาประชุมจะเจอกันตลอด


ที่ เขาถูกโจมตีว่าไม่มีประสบการณ์การเมือง เรารู้สึกว่าประสบการณ์การเมืองอาจจะไม่จำเป็น เพราะบางคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การบริหาร ก็ยังเข้ามาทำได้ ส่วนเรื่องความเด็ดขาด ตอนทำงานอยู่ในบริษัทเขาจะเด็ดขาดมาก เป็นนักบริหารที่เก่งและมีประสบการณ์สูง พอเขาลงเล่นการเมือง เราต่างให้กำลังใจกันในฐานะคนเป็นหลานอยู่แล้ว

เขาไม่เคยบ่นให้ใครฟัง มีแต่ผมไปบ่นเขาว่าไม่เหนื่อยบ้างหรือไง (หัวเราะ) เขาเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง ตัดสินใจได้เอง


และเป็นคนรุ่นใหม่ของแท้"

พินทองทา ชินวัตร (เอม)

"มุมกุ๊กกิ๊กๆ ของคุณอา เช่น ตอนบ่ายถ้าคุณอาหมดแรงต้องรับประทานกาแฟกับเฉาก๊วย แล้วจะเติมพลังประชุมได้ถึง 2 ทุ่มเลยค่ะ


เอม ทำงานกับอาปูมาประมาณ 3 ปีแล้ว อาปูเด็ดขาดมาก เวลาที่เอมตัดสินใจอะไรไม่ได้ ถ้าเรื่องไปถึงอาปู ทุกคนจะรู้ว่าจบที่อาปูเลยค่ะ เพราะฉะนั้นสำหรับเอมมองว่าอาปูเด็ดขาดมาก


อาปูไม่เคยพูดให้ฟังว่าอยากเล่นการเมือง ส่วนใหญ่เราคุยกันเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ อาปูจะคอยสอนเอมตลอด เพราะเขาเก่งด้านธุรกิจ


เวลา สอนส่วนใหญ่เขาจะเน้นเรื่องความเป็นผู้นำ เป็นผู้นำอย่างไรให้ได้ใจลูกน้อง เป็นผู้นำอย่างไรให้ลูกน้องเกรงใจ การได้ใจลูกน้องเป็นเรื่องยาก


อาปูจะสอนเรื่องนี้เพราะเขาเป็นคนละเอียดอ่อน พนักงานทุกคนจะรักเขา"

แพทองธาร ชินวัตร (อุ๊งอิ๊ง)

"คุณ ปูเป็นคุณอาที่สนิทมาก คุณอาจะน่ารักมาก ก่อนจะลงเล่นการเมือง เราจะผลัดกันไปหาคุณพ่อ คุณอาก็บอกว่าให้คุณอาเป็นลูกสาวคนโตก็แล้วกัน ผลัดกันไปหาคนละอาทิตย์


ก่อน หน้านี้ เขาก็ไม่เคยพูดเลยว่าอยากจะเล่นการเมือง คุณอาเป็นคนที่ไม่ชอบเป็นจุดเด่น เป็นคนน่ารักมาก เวลาสอนเราส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน แต่คุณอาก็มีสอนเรื่องชีวิตบ้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ยังวัยรุ่นอยู่ ให้คำปรึกษาหมดทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน


ส่วนเรื่องความเด็ดขาดในการตัดสินใจ คุณอานำองค์กรใหญ่ๆ มาเยอะ เราก็มีความเชื่อมั่นเขาจากประสบการณ์ตรงนั้น"


...........................


นอกจากนั้นยังมีมุมมองจาก "เพื่อนรัก" และ "คุณครู" ที่พูดถึง "ปู" ในความทรงจำ

มีบทสัมภาษณ์ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ถึงเบื้องหลังเวทีปราศรัย

"ณัฐวุฒิ" นั้นเปรียบเทียบการทำหน้าที่บนเวทีปราศรัยตอนที่หาเสียงกับ "ทักษิณ ชินวัตร-สมัคร สุนทรเวช" จนมาถึง "ยิ่งลักษณ์" ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

"สมัคร" นั้นปราศรัยเพียงวันละ 2-3 เวที

แต่ "ยิ่งลักษณ์" ปราศรัยทำสถิติสูงสุดถึง 14 เวทีใน 1 วัน

ที่สำคัญปฏิกิริยาของประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้เข้มข้นรุนแรงเหมือนว่า "ประชาชนเป็นเจ้าของการต่อสู้ และประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็หวงแหนชัยชนะของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน"

ความเข้มข้นที่เปี่ยมด้วยสีสันมากมาย อยู่ในหนังสือเล่มนี้

"49 วัน ยิ่งลักษณ์สู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"

พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

นต.ของขึ้นซัดฮ.ตกเพราะนายโง่ทำผิดหลักนิรภัยการบิน ลุยมาร์คปล่อยฝรั่งยึดโบอิ้งหลู่พระบรมฯ

ที่มา Thai E-News

นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง เมื่อตคอนมอบตัว และปฏิเสธข้อหาหมิ่นฯเบื้องสูง ลั่นถูกกลั่นแกล้งทางเฟซบุ๊ค (ภาพ:มติชนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กรกฎาคม 2554

น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง หัวหน้าฝ่ายกรมช่างทหารอากาศ ซึ่งเคยต้องหาคดีถูกกล่าวหาว่าใช้เฟซบุ๊คหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (รายละเอียดข่าว) เขียนลงในเฟซบุ๊คของเขาแสดง ความเห็นในกรณีฮ.แบล็กฮอว์กตกตำหนิผู้บังคับบัญชาของทหารที่อาจเป็นต้นเหตุ ของเครื่องบินตก และกล่าวตำหนิรัฐบาลที่ปล่อยให้เยอรมันอายัดเครื่องบินของสมเด็จพระบรมฯ โดยประกาศว่าจะดำเนินคดีต่อนายอภิสิทธิ์ด้วย
น.ต.ชนินทร์ บอกว่า เขาแค่นักบินพลเรือนของกองท​ัพอากาศ และเป็นวิศวกรบินทดสอบเครื​่องบินต้นแบบกองทัพ ในฐานะคนไทยแล้ว ผมเสียใจกับการตายโดยไม่สมควรแก่เหตุครับ

ทหารรับใช้นายมักสบายและ ได้ดีทุกคน ขอไว้อาลัยผูเสียชีวิตทุกคนจากฮ.ตกทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารประชาชนเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ เราทุกคนต่างถูกหลอกใช้เหมือน ๆกันครับ

เขากล่าวว่าไม่อยากเห็นใคร สะใจกับการตายในกรณีนี้ "รู้หรือไม่ว่านายทหารหนึ่ง คนกว่าจะจบได้ใช้งบประมาณเป็นล้านบาท​ ซึ่งส่วนนี้มาจากภาษีประชาชน จงอย่ายินดีในความตายโดยใช้อารมณ์ส่วนตัวครับ"

สำหรับเหตุการณ์ฮ.ตกนั้นเขาให้ความเห็นว่า
ตอบคำเดียวคือ นายสั่งเพื่อสร้างภาพ ขัดกับหลักนิรภัยการบินทุกประการ

ผม ไม่อยากด่าใครอีกในกรณี ฮ.แบล็คฮอว์คตก แต่มันเหลืออดแล้ว ไอ้ผู้บังคับบัญชาหน้าโง่ตัวไหน​สั่งเครื่องขึ้นบิน ทั้งๆ ที่สภาพอากาศไม่สามารถบินได้โดยปลอดภัย ผิดหลักนิรภัยการบินชัดเจน อย่าอยากเอาหน้ามากนัก ตายไปแล้ว ยังมาตายซ้ำอีก ผิดซำ้ผิดซากส้นตีน

ส่วน เรื่องเยอรมนีอายัดเครื่องบินสมเด็จพระบรมฯนั้น น.ต.ชนินทร์เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าผมจะไปแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ต่อ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการเบื้องต้นกรณีปล่อยปละละเลยให้เครื่องบินพระราชพาหนะถูกยึด และถ้าเข้าข่ายมาตรา 112 ผมจะแจ้งความดำเนินคดีต่อไปครับ

รัฐบาล อภิสิทธิ์คือรัฐบาลที่ปล่อยให้มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญามาตรา 112 โดยเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยชัดเจน ไม่มียุคใด ที่คดี "ล้มเจ้า" จะมากมายถึงเพียงนี้ แต่ในทางกลับกันองค์รัชทายาทกลับถูกดูหมิ่นจากคนทั่วโลก จากการยึดเครื่องบิืนพระราชพาหนะ รัฐบาลนี้สมควรถูกตัดหัวหากเป็นโบราณราชประเพณี

พระมหา กษัตริย์ของปวงชนชาวไทย ต่อไปคือองค์รัชทายาท หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งอ้างว่าจงรักภักดีและทำลายล​้างผู้เห็นต่างด้วยข้อหา "ล้มเจ้า มาตรา 112" กลับปล่อยปละละเลย ให้พระราชพาหนะถูกยึด เหมือน รถยนต์ที่ถูกนักเลงไฟแนนซ์ยึดกลางสี่แยกไฟแดงอย่าบังอาจบอกว่า คนอื่นไม่จงรักภักดี

พึ่งไสยศาสตร์ขอให้พบลูกน้อง-แบ็คฮอร์คที่สูญหาย

ส่วนความคืบหน้าค้นหาฮ.แบล็กฮอว์กตก สำนักข่าวเนชั่น รายงานว่า เมื่อเวลา 12.20 น. ร.อ.จีรวัฒน์ สุนทรพรหม ผบ.ร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ จุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขาที่บริเวณริมสนามเฮลิคอปเตอร์ ในค่ายฝึกรบพิเศษแก่งกระจาน ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขอให้ช่วยเปิดทางหากเครื่องบินแบ็คฮอว์กที่สูญหายให้เจอ และผู้ที่สูญหายไปกับเครื่องบินกลับมาด้วยความปลอดภัย

ร.อ.จีรวัฒน์ สุนทรพรหม เผยว่าตนยังมีความหวังว่าลูกน้องของตนที่สูญหายไปกับเครื่องแบ็คฮอว์คยังมี ชีวิตอยู่ รวมทั้งทุกคนที่อยู่ในเครื่องแบ็คฮอว์คด้วย ตนจึงได้มาจุดธูปไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา ให้ช่วยเปิดทางให้เจอเครื่องบินแบ็คฮอว์คพร้อมผู้สูญหายด้วย เพราะตนเองมีประสบการณ์ในตอนที่ไปปฎิบัติราชการที่ชายแดนภาคใต้ ลูกน้องถูกยิงเสียชีวิตหาศพสองวันไม่เจอ แต่พอจุดธูปขอเปิดทางก็เจอ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเรื่องที่เครื่องแบ็คฮอว์คลำที่สูญหายไม่ได้ส่ง สัญญาณแจ้งตำแหน่งเป็นเพราะเครื่องลำดังกล่าวไม่ได้ติดเครื่องส่งสัญญาณ ทำให้ไม่สามารถทราบตำแหน่งที่เครื่องตกได้