WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 24, 2011

TCIJ รักจัดหนัก: คำถามหนักๆถึง กสม.กรณีรายงานฉาว...!!!

ที่มา ประชาไท


จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.) เรียกร้องให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศยุบสภาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 12 มีนาคม 2553 จนนำมาสู่การที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าทำการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มี ความรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั้งทางแกนนำ นปช.ได้ประกาศยุติการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553

จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีทั้งพยานที่อยู่ในเหตุการณ์และหลักฐานจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในช่วงเหตุการณ์ดัง กล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. (National Humanrights Commision of Thailand NHRC) จึงเป็นจุดที่ถูกจับตาว่าจะมีรายงานข้อสรุปถึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีดังกล่าวอย่างไร

หลังจากเวลาผ่านมากว่าปี มีเอกสารรายงานของกรรมการสิทธิ์ ในกรณีดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกมาจนเป็นที่สนใจในวงกว้าง มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการ สื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และผู้อยู่ในเหตุการณ์ถึงความน่าเชื่อถือทั้งในด้านหลักการสิทธิมนุษยชน และ ข้อเท็จจริง ว่าน่าจะมีความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ทำให้กรรมการสิทธิ์ต้องได้ประกาศขอเลื่อนการรายงานผลการตรวจสอบ ของ กสม.ออกไป

กระทั่งในวันที่ 22 ก.ค.54 นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วย น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ และประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ร่วมกันจัดแถลงแถลงข่าว กรณีเหตุผลความล่าช้าในการเปิดเผยรายงาน “การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553” ขึ้น

นักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวจึงได้เข้าร่วมรับฟังและ ตั้งคำถามต่อนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( กสม.)







สมช.ลุยทำนโยบายใหม่ คลุมทุกมิติเน้นความมั่นคงของคน

ที่มา ประชาไท

มูฮำหมัด ดือราแม

สม ช. จัดเวทีฟังความเห็นทุกส่วน เพื่อทำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2555 – 2559 คลุมหลายมิติ นอกเหนือจากเอกราช ดินแดนและอธิปไตย เดินหน้า Peace Talk ดับไฟใต้
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ที่โรงแรมโนโวเทล เซ็นทารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำนโยบายความมั่นคงแห่ง ชาติ พ.ศ. 2554-2559 เพื่อรับทราบสถานการณ์ ข้อเท็จจริง รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนในพื้นที่14 จังหวัดภาคใต้ โดยช่วงเช้าเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการ ส่วนช่วงบ่ายเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคสังคม รวมกว่า 120 คน
นาย ถวิล เปิดเผยว่า สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีภารกิจในการจัดทำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ จึงได้ดำเนินการจัดทำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติฉบับต่อไป โดยกำหนดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ ประเมินสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายความมั่น คงแห่งชาติ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2554-2559
นาย ถวิล เปิดเผยต่อไปว่า สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติได้ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาค ส่วนใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างครอบคลุมที่สุด จะนำข้อมูลข้อคิดเห็นที่ได้รับ เพื่อให้การดำเนินงานยกร่องไปจัดทำแผนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2554-2559 ได้ใช้กระบวนการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิมากที่สุด
นายถวิล เปิดเผยด้วยว่า นิยามของความมั่นคงในปัจจุบัน มีมิติที่ครอบคุลมมากกว่าคำว่า เอกราชของชาติ ดินแดนและอธิปไตย แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นผลกระทบในวงกว้าง เช่น ภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม โรคระบาด เป็นต้น โดยความมั่นคงในโลกยุคใหม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มากขึ้น เป็นความมั่นคงของชาติบวกกับความมั่นคงของประชาชน คือภัยความมั่นคงที่เข้าถึงตัวตนของคนมากขึ้น เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานข้ามชาติ ดังนั้นการจัดทำนโยบายในยุคใหม่จึงต้องครอบคลุมมิติต่างๆ มากกว่า เอกราช ดินแดน และอธิปไตยของชาติ
นายถวิล เปิดเผยอีกว่า นอกจากนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเป็นกรอบใหญ่ที่จะให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติ ตาม ซึ่งรวมถึงความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยังได้จัดทำนโยบายความมั่นคงเฉพาะอีกหลายเรื่องด้วย เช่น การก่อการร้าย ชายแดน อิทธิพลข้ามชาติ ความมั่นคงทางทะเล เป็นต้น
นาย ถวิล เปิดเผยว่า ส่วนนโยบายความมั่นคงเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำร่างนโยบาย
นายถวิล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ยังมีเหตุการณ์ไม่สงบอยู่ แต่การแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเรามีความมั่นใจมากขึ้น การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ มีความถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
นายถวิล กล่าวอีกว่า สาเหตุพื้นฐานของปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจที่ถูกทอดทิ้งมานาน ขณะที่ลักษณะเฉพาะของพื้นที่ แม้ไม่ใช่สาเหตุของปัญหา แต่ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการก่อความรุนแรง เช่น ประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์และศาสนา
“ในช่วง หลังๆ ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ถูกเติมเข้าไปด้วย เช่น โลกตะวันตกที่มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมว่าเป็นการก่อการร้าย แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง มองว่าเป็นการปกป้องมุสลิมจากการคุกคามของตะวันตก ซึ่งอิทธิเหล่านี้ได้ขยายเข้ามาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” นายถวิล กล่าว
“ช่วงหลังๆ เจ้าหน้าที่เข้าใจปัญหามากขึ้น การทำงานจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและมุ่งมั่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดและมีธรรมาภิบาล เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น” นายถวิล กล่าว
แหล่ง ข่าวระดับสูงใน สมช. เปิดเผยว่า ขณะนี้ สมช.ได้ดำเนินกระบวนพูดคุยเพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ หรือ Peace Talk โดยขณะนี้มีกลุ่มคนที่เห็นต่างกับรัฐเข้ามาร่วมในกระบวนการนี้มีการขยายตัว มากขึ้น แต่เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ยังรอรัฐบาลใหม่อยู่ กระบวนการต่างๆ จึงยังไม่คืบหน้าอะไรมาก เมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว ทางสมช.จึงจะรายงานการดำเนินการเรื่องนี้ให้รัฐบาลทราบ
แหล่ง ข่าวกล่าวว่า กระบวนการ Peace Talk ทางสมช.ได้จัดระบบนี้ขึ้นมา เพราะเชื่อว่า การพูดคุยทำความเข้าใจกัน จะเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่ากลุ่มคนที่เข้ามาร่วมกระบวนการ เป็นตัวจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญอยู่ที่วิธีการถูกต้อง ผลที่ออกมาก็จะถูกต้องด้วย

ยิ่งลักษณ์สามารถสร้างความปรองดองในประเทศไทยได้ด้วย “ความจริง”

ที่มา Thai E-News





เป็นเรื่องจริงที่การปรองดองไม่อาจเกิดได้ หากปราศจากความยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันความยุติธรรมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความจริง

โดย เดวิด สตรัคฟัสส์
ที่มา เวบไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
แปลจากบทความใน Wall Street Journal

หลัง จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 3 กรกฎาคม ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สร้างความประหลาดใจให้กับประเทศ ด้วยการสัญญาว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความ จริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

นี่คือกลยุทธ์ทางการเมืองอันอัจฉริยะที่ช่วยคลายความขุ่นข้องหมองใจของฝ่ายตรงข้าม และเพิ่มโอกาสของเสถียรภาพทางการเมือง

ผู้ สนับสนุนนางสาวยิ่งลักษณ์มองคณะกรรมการชุดนี้อย่างเคลือบแคลง ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งทั่วไป เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2553

โดยให้ เวลาสองปีในการทำหน้าที่สอบสวนและรายงานข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความ รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังของรัฐบาลและผู้สนับสนุนของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว โดยการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาลทำให้มีผู้เสียชีวิต 92 ราย และบาดเจ็บอีก 2,000 ราย

ทั้งคนเสื้อแดง นักวิชาการ และนักกิจกรรมหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า คณะกรรมการอาจจะไม่มีความเป็นกลางและจะปกปิดถึงสาเหตุที่แท้จริงของความ รุนแรง

พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งทหารให้ใช้กำลังอย่าง รุนแรงต่อผู้ชุมนุม มือเปล่าจำนวนมาก ความกลัวนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตอกย้ำเมื่อนายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ซึ่งแต่งตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า เป้าหมายแรกของคณะกรรมการคือการให้อภัยมากกว่าการค้นหาความจริง

นาย ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการได้ตั้งข้อสงสัยในช่วงนั้นว่า “ความจริงโดยปราศจากความยุติธรรมจะเพียงพอต่อการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง หรือไม่”

การทำงานของคอป.คือส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันบกพร องอย่างลึกซึ้งใน เรื่อง “การปรองดอง”ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินในพื้นที่ ส่วนใหญ่ของประเทศ คนเสื้อแดงนับร้อยคนต้องทนทรมานอยู่ในคุกอย่างยาวนานหลายเดือน และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

คนเสื้อแดงและนักกิจกรรมมากกว่า 60 รายยังคงถูกคุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

คน เสื้อแดงได้วางหลักการอย่างรวดเร็วว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถกลับมาปรองดองได้จนกว่าเหยื่อจากเหตุการณ์ปีที่แล้วจะ ได้รับความเป็นธรรม โดยในการชุมนุมมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องว่า “ไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความยุติธรรม”

ตอน นี้ คำถามคือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับการปรองดองจะประสบความสำเร็จ มากกว่าหรือไม่ พรรคเพื่อไทยของนางสาวยิ่งลักษณ์ในความสำคัญในประเด็นเรื่องความปรองดองไม่ กี่อาทิตย์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และคำพูดโน้มน้าวดังกล่าวทำให้พรรคชนะการเลือกตั้ง

ซึ่งสามารถ สันนิษฐานได้ว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าต้องมีการปรองดองที่ สามารถทุกฝ่ายที่มีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันสามารถยอมรับ หรืออย่างน้อยต้องสามารถอดทนอดกลั้น [ต่อการปรองดอง] ได้

คำมั่น สัญญาที่จะสนับสนุนการทำงานของคอป.ของนางสาวยิ่งลักษณ์ เกิดขึ้นพร้อมกับความกลัวของหลายคนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยอาจส่งผลให้รัฐบาลใหม่นิรโทษกรรมให้กับทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารในปี 2549

แต่นางสาว ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “ดิฉันต้องการเห็นคณะกรรมการทำงานอย่างอิสระเต็มที่” และยืนยันว่ารายงานคำแนะนำของคอป.ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนิรโทษกรรม

คำ พูดของยิ่งลักษณ์เบี่ยงเบนความสนใจเรื่องการปรองดองโดยการนิรโทษกรรมไปสู่ การค้นหาความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องจริงที่การปรองดองไม่อาจเกิดได้ หากปราศจากความยุติธรรม

แต่ในขณะเดียวกันความยุติธรรมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความจริง

อย่าง ไรก็ตาม การเปิดเผยความจริงฟังดูเหมือนจะง่ายในประเทศไทย ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ในเดือนตุลาคม ปี 2519 หรือการตายของประชาชนในการสลายการชุมนุมนองเลือดของทหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ไม่เคยได้รับการเปิดเผย

การปกปิดความจริงทางประวัติศาสตร์ทำให้ วัฒนธรรมที่ผู้กระทำไม่ต้องรับ ผิดกลายเป็นอมตะ ไม่มีหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ก่อการสำเร็จคนไหนถูกดำเนินคดีในศาลในข้อหาล้ม ล้างรัฐบาลหรือยิงผู้ชุมนุม

ดังนั้น หลังจากรัฐประหารปี 2549 รัฐบาลจึงสามารถใช้กฎอัยการศึกและอำนาจฉุกเฉินอย่างมัวเมา ซึ่งกัดกร่อนหลักนิติรัฐ

ตาม มาด้วยการขัดขวางเสรีภาพการแสดงออก ตามการจัดลำดับเสรีภาพสื่อของนักข่าวไร้พรมแดน ประเทศไทยถูกเลื่อนจากอันดับ 54 ในปี 2547 ให้อยู่ในลำดับที่ 153 จาก 178 ประทศทั่วโลกในปี 2553 สิทธิมนุษยชนในประเทศถูกทำลายในหลายปีที่ผ่านมา

แล้วเช่นนั้นพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ในเรื่องการปรองดอง?

ประการแรกและที่สำคัญที่สุดคือ นาง สาวยิ่งลักษณ์จะต้องหาทางที่จะส่ง เสริมความพยายามของคอป.โดยไม่กำหนดวาระการทำงานของคอป. รัฐบาลใหม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยให้อำนาจคอป.มากขึ้น เช่น อำนาจที่จะเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและทหารมาให้ปากคำ

คณะ กรรมการได้ทำงานเพื่อปล่อยคนเสื้อแดงที่ยังคงถูกคุมขังแล้ว และยังระบุในเอกสารชั่วคราวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ถ้าหากคอป.ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สามารถคร่ำครวญอย่าง น่ารังเกียจได้เลย เพราะพวกเขาเป็นคนจัดตั้งคอป.ตั้งแต่แรก

ประการที่สองคือ พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องหยุดพูดถึงเรื่องนิรโทษก่อนจนกว่า คอป.จะตีพิมพ์รายงานสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม การถอดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของคอป.อย่างชาญฉลาด นางสาวยิ่งลักษณ์อาจจะทำลายความน่าเชื่อถือการตัดสินใจดังกล่าว โดยจัดตั้งกระบวนการพิจารณาประเด็นนิรโทษกรรมแยกต่างหาก

โดยเฉพาะการ นิรโทษกรรมพี่ชายของเธอ การพูดคุยเรื่องดังกล่าวจะทำให้ความพยายามขององค์กรอื่นหยุดชะงักและขาดความ ชอบธรรม อาทิเช่น ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ดำเนินการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยจำเป็นที่จะต้องอดทนต่อความอยากแก้แค้น แทน ที่จะดำเนินตามรูปแบบเดิมที่ เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มใหม่ขึ้นสู่อำนาจก็มักจะจะปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ตน เองอย่างรุนแรง นางสาวยิ่งลักษณ์จำเป็นที่จะต้องทำงานกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับเสรีภาพสื่อ

ประการสุดท้าย รัฐบาลใหม่ควรจะกำหนดวาระของพันธกรณีที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม สร้างความแข็งแกร่งให้กับสิทธิทางรัฐธรรมนูญ รวมถึงทำงานร่วมกับสหประชาชาติเพื่อให้หลักการเหล่านี้ถูกต้องตรงตามมาตรฐาน นานาชาติ ในขณะที่รัฐบาลใหม่สัญญาที่จะสร้างโครงการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ รัฐบาลจำเป็นต้องประกันว่าสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ นั้นได้รับการเคารพ

รัฐบาลใหม่สามารถฟื้นฟูภาพลักษณ์ในเวทีโลกโดยการ การปกป้องสนับสนุนสิทธิ มนุษยชนนั้น พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงเปิดเผยความอ่อนแอ และลดความขุ่นข้องหมองใจในกลุ่มนักวิพากษ์วิจารณ์ ผลักดันการปรองดอง

และเริ่มนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่เต็มใบ

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:น้ำลดตอผุดคอป.สรุปชี้ชัดทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษ

Saturday, July 23, 2011

นิทาน "พระวิหาร"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2554)

ถ้ารัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็น "บริษัท"

และกำลังต้องปิดกิจการ

ตอนนี้ "นักบัญชี" คงกำลังกดเครื่องคิดเลขคำนวณเพื่อดูว่า "บรรทัดสุดท้าย" เป็นอย่างไร

"ตัวดำ" หรือ "ตัวแดง"

"กำไร" หรือ "ขาดทุน"

ผมเชื่อว่าเมื่อตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียด "อภิสิทธิ์" คงรู้แล้วว่าเขามี "รายจ่าย" มโหฬารจากการแต่งตั้ง "กษิต ภิรมย์" เป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ"

2 ปีกว่าในตำแหน่งนี้ เวลาครึ่งหนึ่งเขาใช้กับการไล่ล่า "ทักษิณ ชินวัตร" ที่เหลือใช้กับการทะเลาะกับ "ฮุน เซน"

ถ้าดูข้อมูลเก่าเราจะเจอข่าว "กษิต" และ "ชวนันท์ อินทรโกมาลย์สุต" เลขานุการ รมต.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจว่าจะไล่จับ "ทักษิณ" ได้อย่างแน่นอนเยอะมาก

ถึงวันนี้เราก็รู้แล้วว่าที่ทั้งคู่พูดมาตลอดนั้นเป็นความจริงหรือไม่

และไม่รู้ว่าเป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ ที่บรรดาทูตประเทศต่างๆ จึงเข้าคิวพบ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจนรู้ผลการเลือกตั้ง

ถ้อยคำที่เผยแพร่ออกมาเหมือนมีนัยยะอะไรบางประการ

เชื่อว่าหลังจากนี้เราคงจะได้ยิน "ความจริง" ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากคนในกระทรวงการต่างประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน

นั่นคือ "รายจ่าย" ของประเทศไทย

และที่ต้องจ่ายมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่อง "ปราสาทพระวิหาร"

จนถึงวันนี้คนส่วนใหญ่ยังตั้งคำถามอยู่เลยว่าเมืองไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

นึกถึงวันที่ "นพดล ปัทมะ" ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา สนับสนุนให้ "กัมพูชา" จดทะเบียน "ปราสาทพระวิหาร" เป็นมรดกโลก

ส่วนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็ให้ 2 ประเทศพัฒนาร่วมกัน

ถ้าทุกอย่างจบลงด้วยดีในวันนั้น "กัมพูชา" ก็ต้องรู้สึกดีว่า "ไทย" มีน้ำใจ

ส่วนการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันมี "นัยยะ" แห่งความจริงที่ไม่อยู่ในตัวอักษรในสัญญา

คือ "ไทย" ได้เปรียบ "กัมพูชา" ทั้งศักยภาพทางการเงิน และฝีมือทางธุรกิจ

แค่คิดง่ายๆ ว่านักท่องเที่ยวจะขึ้นปราสาทพระวิหารทางไหน

ก็เมื่อทางขึ้นอยู่ในประเทศไทย เขาก็ต้องขึ้นทางฝั่งไทย

พักที่ไหน ก็ต้องพักทางฝั่งไทยเพราะสะดวกสบายกว่า

แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในช่วงรัฐบาล "อภิสิทธิ์" กลับมีแต่ความขัดแย้งจนถึงขั้นเปิดศึกที่ชายแดน

คนไทย 5 หมื่นกว่าคนต้องอพยพทิ้งบ้านเรือน

"อาเซียน" ต้องเรียกประชุมเพื่อแก้ความขัดแย้งระหว่าง "ไทย-กัมพูชา"

รัฐบาลไทยถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก

"กัมพูชา" ยื่นเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

และในที่สุดก็ยื่นเรื่องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 2505 และคุ้มครองฉุกเฉินให้ไทย-กัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง

นี่คือ "รายจ่าย" ครั้งใหญ่ของประเทศชาติ

ที่ผ่านมาแม้ว่าใครจะ "ปากแข็ง" ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย แต่ในใจนั้นแฝงด้วยความหวาดหวั่นเพราะรู้อยู่ว่าถ้าเรื่องถึง "ศาลโลก" เมื่อไร เรามีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ

ใครที่บอกว่าหลักฐานของเราดีกว่า

ใครที่บอกว่ากัมพูชาเสียพื้นที่มากกว่าเรา

ใครที่บอกว่าเราชนะแน่นอน ฯลฯ

ในโลกแห่งความเป็นจริง สุดท้าย "นิทาน" ก็ย่อมเป็น "นิทาน"

และ "นิทาน" เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

"คนโง่แต่ขยัน" อันตรายที่สุดจริงๆ

ฮีโร่พันธุ์ไทย:ตบเด็กเตะหมาตื้บหญิงยิงคนมือเปล่า

ที่มา Thai E-News



" ที่เขายิงต่อไปเพราะตรวจสอบแล้วในเบื้องต้นว่า บุคคลที่ถือระเบิดเข้ามาจะขว้างนั้น กำลังจะหยิบลูกระเบิดแล้วจะขว้างอีกรอบหนึ่ง"

พัน เอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด-ไก่อูยอมรับแล้วว่า สอ.คชารัตน์ เนียมรอดกับ สอ.ศฤงคาร ทวีชีพ สังกัด ม.พัน 5 ส่องยิงจริง เพื่อคุ้มกันกำลังภาคพื้นดิน

นั่นเป็นการแถของนายไก่อูเมื่อโดนจับได้คาหนังคาเขา ความจริงเป็นการยิงเอามัน ดูเคสข้างล่างนี้


นายชาติชาย ซาเหลา โดนยิงในรัศมีการทำงานของทเอี้ยสองคนนี้

นายชาติชาย ซาเหลา ไม่ได้ถือลูกระเบิดเพื่อจะเข้าไปขว้างปาใส่ทหาร แต่ถือกล้องถ่ายวิดีโอ ยิงเขาทำไม!(ที่มา:บอร์ดประชาทอล์ก)



รุมสาปแช่ง-คน ในโลกไซเบอร์รุมสาปแช่งมือ สไนเปอร์ที่สังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างเลือดเย็นอำมหิต โดยที่ 1 ใน 2 มือสังหารมีรูปถ่ายในเฟซบุ๊คที่อยู่กับป้ายคำขวัญว่า"อะไรก็ได้ ถ้านายสั่ง" รวมทั้งการสั่งสังหารประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย และไม่มีอาวุธ (ภาพ:กระดานสนทนาIF)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom
23 กรกฎาคม 2554

ใน กระแสเชิดชูยกย่องวีรบุรุษทหารที่ตายในอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยยังไม่ทราบภารกิจแน่ชัด ในด้านหนึ่งก็มีทุรกรรมที่ไม่เคยเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อกระแสหลัก เช่นกัน เราเลยขอนำมาให้รำลึกอีกด้าน


เทือกทำหล่น-ภาพ สไลด์ที่อ้างว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำไปประกอบการชี้แจงและกล่าวหาเสื้อแดงในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและ เผอเรอทิ้งไว้ ระบุว่ามือสไนเปอร์ คือ ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และมือชี้เป้าคือ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด กำลังสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่าอย่างมันมือ ต่อมา 1 ใน 2 คนนี้ยังไปเขียนข้อความในเว็บบอร์ดของนายสิบทหารบกประกาศว่าตนคือทีมสไน เปอร์ ราวกับเป็นวีรกรรม

กระดานสนทนาการเมือง Internet Freedomได้ เปิดเผยภาพถ่ายสไลด์ที่อ้างว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นำไปประกอบการชี้แจงและกล่าวหาเสื้อแดงในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและ เผอเรอทิ้งไว้ ระบุว่า มือสไนเปอร์ คือ ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และมือชี้เป้าคือ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด ขณะกำลังสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่าอย่างมันมือ







คลิปวิดิโอ-มือสไนเปอร์(ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ) และมือชี้เป้า (ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด)กำลังสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่าอย่างมันมือ




หลักฐาน-สไลด์ ที่อ้างว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำไปประกอบการชี้แจงกล่าวหาเสื้อแดงในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและเผอเรอ ทิ้งไว้ แต่ในภาพกลางนั้นระบุวันที่ 15 เมษายน ความจริงเป็น 15 พฤษภาคม


วีรกรรม?-ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด (โอ๊ต)ไปโพสต์ข้อความในเวบบอร์ดของนายสิบรุ่นเดียวกันยอมรับว่า ตัวเองคือบุคคลในคลิป ศอฉ.ที่ชุมชนบ่อนไก่ด้วยความภาคภูมิใจ


ข้อมูลจำเพาะมือสไนเปอร์-ข้อมูลจำเพาะของส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ มือสไนเปอร์ที่สังหารผู้ชุมนุมมือเปล่าอย่างเลือดเย็น


กระดาน สนทนาIFระบุว่า จากการสืบค้นพบว่า มือสไนเปอร์คือ ส.อ. ศฤงคาร ทวีชีพ สังกัด ม.พัน ๕ รอ. เลขที่บัตรประชาชน 3189900095166 วันเกิด 4 กันยายน 2524 โทรมือถือ 086-7643501 ที่อยู่ 196 พหลโยธิน, ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง จ.สระบุรี 18000

ส่วนส.อ. คชารัตน์ เนียมรอด (โอ๊ต)มีเบอร์อีเมล์ kacharat_746@hotmail.com เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100001606870309

อย่าง ไรก็ตามการนำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อของไทยอีนิวส์ ไม่มีความประสงค์ให้เกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพียงแต่ต้องการให้เป็นข้อมูลต่อDSI เนื่องจากหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปนาน 9 เดือน ยังไม่มีหลักฐานใดชี้ว่าDSIได้ดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสอง

เผยนายทหารตัวเอ้คุมสังหาร10เมษา-19พฤษภา,แก๊งฆ่าเสธ.แดง,กระชากโฉม5สมุนเหี้ย..มสังหาร6ศพวัดปทุม


ก่อนหน้านี้กระดานสนทนาบอร์ดInternet freedom เผยแพร่ครั้งแรก 30 มกราคม 2554 ได้เปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคน เสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งกรณีสังหารเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล และ 5 นายสิบมือสังหารบาป 6 ศพวัดปทุมฯ ดังต่อไปนี้

1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพรระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)

2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์


เอก สารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพาน มัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อ แดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง

พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ


เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา

โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี

4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)


เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์

ทหารกล้าฆ่า6ศพในวัดปทุมฯ?-หลัง จากนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงรายชื่อทหารที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นทีมปฏิบัติการสังหารหมู่เหยื่อ 6 ศพที่ลี้ภัยในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคม 53 ล่าสุดมีการเปิดเผยโฉมหน้าและประวัติทีมงานที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวทาง อินเตอร์เน็ต (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)
นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ

และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

เอกสาร แผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2 รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข

5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

เอกสาร แผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวย ลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดง ระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา

6.)พล.ม.2รอ.


เอกสาร แผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2

เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย


7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์


เอกสาร แผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)

อะไรๆ ก็เสื้อแดง

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2554)

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ให้สัมภาษณ์เมื่อหลายวันก่อนว่า เตรียมจะลดบทบาทตัวเองจากเสื้อแดงเพื่อหันกลับไปทำงานด้านเอ็นจีโอดังเดิม

ใครไม่รู้จักตัวตนของ บ.ก.ลายจุดอาจงุนงง สงสัยว่าขัดแย้งแตกแยกอะไรกันหรือ

แต่คนที่รู้จักความเป็นมาของ บ.ก.ลายจุดดี จะเข้าใจได้ไม่ยาก

เพราะแก่นแท้ไม่ใช่ นปช. ไม่ใช่แกนนำเสื้อแดงขนานแท้และดั้งเดิม แบบ วีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จตุพร พรหมพันธุ์ อะไรเหล่านั้น

บ.ก.ลายจุดโดดเข้ามาร่วมกับเสื้อแดง ด้วยการตั้งกลุ่มเฉพาะกิจ

เป็นกลุ่มที่ก่อเกิดขึ้นในจังหวะสถานการณ์ที่แกนนำเสื้อแดงตัวจริงอยู่ในคุกหรือลี้ภัย

เข้ามาเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวให้กับชาวเสื้อแดงเป็นการชั่วคราว

ความ ที่พื้นฐานคือเอ็นจีโอด้านศิลปการละคร เลยเกิดการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ขึ้นที่แยกราชประสงค์ และตามจุดต่างๆ ที่มีคนตาย มีคนถูกฆ่า

การประท้วง ทวงถามความเป็นธรรมให้กับ 91 ศพ โดยไม่ต้องถือไมค์ไฮด์ปาร์ก แต่ใช้รูปแบบศิลปะ ผูกผ้าแดง แพลงกิ้งนอนตาย

จึงพอดิบพอดีกับช่วงที่ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจ ศอฉ.ยังครองเมือง

อำนาจรัฐซึ่งกำลังหน้ามืดตามัวเพิ่งผ่านการละเลงเลือดมาหมาดๆ จึงได้แต่มองอย่างสับสน คิดตามไม่ทัน และไม่รู้จะหยุดยั้งได้อย่างไร

ชาวเสื้อแดงที่ไม่ถูกฆ่าตาย ไม่ถูกจับกุม จึงมีทางออก มีพื้นที่ได้ระบายในทุกๆ สัปดาห์

จนเมื่อการต่อสู้ของคนเสื้อแดงดำเนินไปอย่างสงบสันติ จนได้รับชัยชนะในขั้นแรกผ่านการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมแล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ บ.ก.ลายจุดจะเตรียมตัวถอยกลับไปสู่ชีวิตเอ็นจีโอ เพราะคงจบภารกิจชั่วคราวนั้นแล้ว

ทั้ง ยังเป็นคำอธิบายว่า การโดดเข้ามาร่วมกับคนเสื้อแดงนั้น มาจากการทนเห็นรัฐบาลใช้อำนาจเผด็จการกับการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนไม่ ได้

ไม่ต่างจากผู้รักความเป็นธรรมหลายๆ คน ที่เข้ามาร่วมกับเสื้อแดงหลังเหตุการณ์ 91 ศพ เพราะรับไม่ได้กับคนที่สั่งทหารเข้ามาจัดการม็อบ

อย่างเช่น นที สรวารี "ไอ แอม คัมอะโลน"

แม้แต่อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักวิชาการที่ต่อต้านการใช้อำนาจรัฐผิดๆ มาตั้งแต่ยุคทักษิณ เมื่ออภิสิทธิ์ก็ใช้อำนาจไม่แพ้ทักษิณเลย อาจารย์สุธาชัยก็ต้องลงสนาม

ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ใช่เสื้อแดง แต่ต้องเข้ามา เพราะเห็นคุณค่าชีวิตคนตาย มากกว่าเสียดายตึกถูกเผา

เสื้อแดงเลยเป็นขบวนใหญ่โตขึ้นมา ด้วยฝีมือของรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ ซึ่งไร้ความชาญฉลาดนั่นเอง

ตั้งแต่เริ่มเข้ามามีอำนาจก็ตั้งเป้าเป็นศัตรูกับเสื้อแดง เลยตีกันมาตลอด จนสุดท้ายมีคนตายหมู่กลางเมือง

แม้แต่สื่อมวลชนที่กล้านำเสนอความจริงในเหตุการณ์ 91 ศพ ก็ถูกรัฐบาลจัดเป็นพวกเสื้อแดง

กวาดต้อนคนทุกฝ่ายไปยืนอยู่ตรงข้ามกับตัวเอง

กว่า 15 ล้านเสียง เมื่อ 3 กรกฎาคมนั้น ไม่ใช่เสื้อแดงทั้งหมดหรอก

แต่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมรับกลุ่มอำนาจโง่ๆ

คนทำสื่อชี้! อย่ามองคนดูเป็นเพียง "ลูกค้า" ระบุปัญหา ′เรตติ้ง′ "อาชญากรฆ่าสติปัญญาคนในประเทศ"!!

ที่มา มติชน



"เรตติ้ง เป็นอาชญากรตัวสำคัญที่ฆ่าสติปัญญาของคนในประเทศนี้" จำนรรค์ ศิริตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เจเอสแอลฯ กล่าวในเวทีเสวนา "ช่วยคิด ช่วยทำ เพื่อส่งเสริมและสร้างสรรค์สื่อรายการน้ำดี สู่สังคมไทย" เมื่อวันพฤหัสบดี (21 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยการเสวนาดังกล่าวเป็นเวทีย่อยของการสัมมนาระดมความคิดเห็น "สร้างสังคมให้ดี สร้างสื่อดีดีให้กับสังคม" ซึ่งจัด ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


"เรตติ้ง" มีปัญหา?
พิชญ์สินี หล่อวิจิตร
ผู้อำนวยการสายงานธุรกิจของบริษัท ออพติมัม มีเดีย ไดเร็คชั่นฯ กล่าวอธิบายคำว่า "เรตติ้ง" ว่า เรตติ้งคือการวัดจำนวนคนดูว่ามีจำนวนเท่าไรเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายของ รายการนั้นๆโดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยี ซึ่งในทุกวันนี้ เรตติ้งเป็นตัวชี้วัดเดียวที่สามารถวัดผลออกมาเป็น "ตัวเลข"ได้


"ใน แง่ของธุรกิจ เราก็อยากได้คนดูสูงสุด แต่ในแง่จริยธรรมนั้นเราไม่ได้ใช้ตัวเลขเป็นตัววัด ซึ่งตรงนี้ ลูกค้าบางรายรับได้ แต่บางรายก็รับไม่ได้ หรืออาจจะมีอีกแบบหนึ่งคือ สปอนเซอร์แบบที่จะไม่ดูเรตติ้งเลย แต่ดูที่เนื้อหาว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายไหม ถ้าใช่ก็ไปด้วยกันได้"


ในมุมมองของนักวิชาการ ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในเรื่องนี้ว่า "เราต้องหาตัวชี้วัดตัวใหม่ที่ไม่ได้วัดแค่ยอดคนดูเท่านั้น และยังต้องมีผลในทางเศรษฐกิจได้ด้วย ซึ่งจะทำให้สปอนเซอร์หรือคนจัดสบายใจ ตอนนี้กำลังมีนิสิตนักศึกษากำลังทดลองในเรื่องนี้อยู่ เพราะในอเมริกาเองก็มีปัญหากับเรื่องเรตติ้งมาก"

จำนรรค์ ศิริตัน, ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว


รายการดี ไม่มีคนดูจริงหรือ?

พิชญ์สินี กล่าวว่า "คำถามที่ว่ารายการดีๆทำไมไม่มีคนดูนั้น คิดได้สองแบบ คือรายการอยู่ดึกเกินไป และ "คนดูของเราได้หลับไปหมดแล้ว" นั่นคือปัญหาของการอยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง"


ส่วน ดร.สุภาพร กล่าวว่า "ผู้ผลิตรายการซึ่งทำหน้าสร้างสรรค์นั้นก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจสูงสุดของอุตสาหกรรมสื่อ" แต่ฝ่ายสถานี มีอำนาจคุมช่องทาง และฝ่ายเงินสนับสนุนหรือสปอนเซอร์เป็นอีกสองปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลมาก และเราควรจะต้องไปผลักดันในสองส่วนหลักนี้ให้มาก


"ถ้าสถานีไม่เปิดพื้นที่ให้ ต่อให้ผู้ผลิตรายการสร้างสรรค์ให้ตายก็ไม่มีที่แสดงออก" ดร.สุภาพรกล่าว


แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?
ดร.สุภา พร: "ถ้าทำ (รายการ) อย่างชาญฉลาด แล้วเจอโจทย์ที่ชนเป๊ะเมื่อไหร่ รายการนั้นก็จะดังระเบิดเถิดเทิง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาแล้ว มันอยู่ตรงจังหวะ เมื่อมันเกิดแล้วอย่าปล่อยให้มันนิ่ง ปัญหาคือจะหล่อเลี้ยงความเคลื่อนไหวและความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไร"


"ยกตัวอย่างจากซีรี่ส์อเมริกันเรื่อง "Ugly Betty" ซึ่งเป็นรายการแนวป๊อปปูลาร์ ซึ่งโจทย์ใหญ่ของรายการนี้คือคำถามที่ว่า ความงามแท้จริงคืออะไร รายการนี้เกิดมาจากจำนวนคนเชื้อสายลาตินในอเมริกานั้นมีเยอะมาก ทั้งคนเม็กซิกัน คนเปรู "อักลี่เบ็ตตี้" หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาอย่างชาญฉลาดมาก นางเอกเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความงามแบบตะวันตกเลย แต่ได้ไปทำงานในวงการแฟชั่นซึ่งมีแต่คนผิวขาวทั้งนั้น แล้วในเรื่องนี้เบ็ตตี้ก็เป็นฮีโร่ของสาวน้อยสาวใหญ่ สาวอ้วนสาวผอม และรายการก็เป็นที่ติดตลาดมาก"


"แต่จู่ๆก็เกิดความไม่เป็นธรรม ขึ้นในระบบการผลิตรายการนี้ คือคนเขียนบทถูกกดราคา แล้วเป็นครั้งแรกในระบบผลิตโทรทัศน์ในอเมริกา ที่คนเขียนบทสามารถนัดหยุดงาน แล้วมีผลให้ "อักลี่เบ็ตตี้" ไม่ได้ออกอากาศเป็นเวลาสามเดือน คนก็ถามกันใหญ่ว่ารายการนี้หายไปไหน ซึ่งนี่ก็ยังเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความเป็นทุนนิยมสุดโต่ง"


พิชญ์สินี หล่อวิจิตร, ดวงกมล โชตะนา

ทางด้านดวงกมล โชตะนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธุรกิจมีเดียฯ กล่าวถึงแนวทางในการสร้างสรรค์สื่อน้ำดีว่า เรา "ต้องไม่มองว่าผู้ชมเป็น "ลูกค้า" แต่มองว่าผู้ชมนั้นเป็น "พลเมือง""


"ถ้า มองว่าคนดูเป็นลูกค้าก็จะพยายามยัดเยียดเนื้อหา จนในที่สุดจะนำมาสู่ความไม่พอใจของผู้ดู อย่างทีวีสาธารณะในอังกฤษเช่นบีบีซี พวกนี้เกิดขึ้นจากความไม่พอใจในสื่อที่เป็น commercial (สื่อที่มีความเป็นธุรกิจสูง) ก็เลยเกิดแนวคิดทีวีสาธารณะขึ้นมา มีการบังคับให้ผู้ชมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบีบีซี หรือในบ้านเราก็ใช้เงินกองทุนภาษีสุราเข้ามาเพื่อให้เกิดทีวีสาธารณะ"


นอก จากผู้ผลิตสื่อแล้ว ดวงกมลกล่าวว่า "สื่อจะดีได้ ไม่ได้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตฝ่ายเดียว แต่ประชาชนหรือผู้รับสื่อต้องเป็น พลเมืองที่กระตือรือร้น คนดูต้อง "เดินออกมาแล้วบอกว่า ฉันไม่ชอบรายการนี้!" พลเมืองต้องมีส่วนร่วมในการให้ feedback "สื่อไม่ดีเราต้องคอมเมนท์ สื่อดีเราต้องเชียร์" ดวงกมลกล่าว


นอก จากนี้ ดวงกมลยังกล่าวด้วยว่า การบ่มเพาะความเท่าทันสื่อในหมู่ประชาชนนั้นมีความสำคัญ สังคมต้องช่วยกัน "ตรวจสอบสื่อ" และกล่าวถึงสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นมามากมายในปัจจุบันว่า สื่อใหม่ทำให้การผลิตและเข้าถึงสื่อนั้นสามารถทำได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง ซึ่งเป็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดสื่อดีๆที่เข้าถึงสังคมได้มากขึ้น


ส่วน พิชญ์สินี กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก เวลาที่ขายลูกค้าในแง่ของเนื้อหารายการ ลูกค้าก็จะบอกว่า ขอลองสักครั้งก็ได้ แต่เขาก็คิดว่าเขาควรจะได้อะไรกลับมาด้วย ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าก่อนว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดได้ในหนเดียว มันต้องการการสะสมไปเรื่อยๆ มันอาจต้องทำกันเป็นปีๆ ต้องใช้แผนระยะยาว โดยถ้าวัดในเชิงคุณภาพมันแล้วมันก็จะออกมาได้เป็นความพึงพอใจ ซึ่งตัวเอเยนซี่เองก็ยังมีความพยายามในการทำแบบนี้อยู่

ปัญหาอุปสรรคทางแพร่งสำคัญของ ′รัฐบาลใหม่′

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



(เรียบ เรียงเพิ่มเติมจากส่วนท้ายของปาฐกถา "บ้านเมืองเป็นเรื่องของเรา" ในงานสัมมนา "ขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจสังคมยุครัฐบาลใหม่" จัดโดยเครือธนาคารกสิกรไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสถาบันอิศรา อมันตกุล ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และเซ็นทรัลเวิลด์, 8 กรกฎาคม 2554)

รัฐบาล ผสมใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กำลังฟอร์มตัวขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางบริบทแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของสังคม การเมืองไทย ที่อำนาจกำลังเปลี่ยนย้ายในหมู่ชนชั้นนำ, การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านจากแวดวงชนชั้นนำไปสู่มวลชน และแนวนโยบายเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาที่ชี้นำโดยเทคโนแครตไป เป็นการกระจายความมั่งคั่งที่ผลักดันด้วยพลังการเมือง

และในฐานะที่ ประกาศตัวอย่างเปิดเผยชัดเจนแต่แรกว่ารัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลโคลนนิ่ง ทักษิณ รัฐบาลใหม่ก็อาจคิดและทำผิดพลาดเพลี่ยงพล้ำซ้ำรอยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลนอมิ นีทักษิณแต่เดิม จนประสบความล้มเหลวในการรับมือและฟันฝ่ากระแสแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่ กำลังเกิดขึ้นได้เช่นกัน

เพื่อที่จะเข้าใจรัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ จึงน่าจะทบทวนทำความเข้าใจลักษณะ ฐานะ และบทบาททางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลทักษิณสักเล็กน้อย

ใน กรอบของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองเปรียบเทียบระดับโลก รัฐบาลทักษิณจัดเป็นรัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่นสอง หรือที่เรียกว่าเสรีนิยมใหม่เชิงสังคม/ชดเชย (second-generation neoliberalism, or social/compensatory neoliberalism) เช่นรัฐบาลประธานาธิบดีบิล คลินตัน ของอเมริกา และรัฐบาลนายกฯโทนี แบลร์ ของอังกฤษ

ซึ่งปรับเปลี่ยนแตกต่างไปจากบรรดารัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่น แรกที่ยึดมั่นหลักตลาดเสรี บริสุทธิ์สุดโต่งและต่อต้านการแทรกแซงของอำนาจการเมืองไม่ว่าจากการเลือก ตั้งหรือจากมวลชนโดยตรงเข้ามาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ (the anti-politics of market fundamentalists/neoliberal purists) เช่น รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกออกุสโต ปิโนเช่ต์ แห่งชิลี, รัฐบาลประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของอเมริกา และรัฐบาลนายกฯมากาเร็ต แธตเชอร์ ของอังกฤษ

รัฐบาลทักษิณปรับแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่ให้เข้า กับความเป็นจริงของการเมืองเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยซึ่งเรียกร้องความชอบ ธรรมที่กว้างไปกว่าหลักการตลาดเสรี และต้องการแรงสนับสนุนของประชาชน ผ่านการสร้างนโยบายสัญญาประชาคมใหม่แบบประชานิยม (populist social contracts) นำเสนอสิทธิและความเสมอภาคแบบใหม่ที่ต่างไปจากสิทธิและความเสมอภาค แบบเดิมของรัฐชาติในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ เปลี่ยนจาก [สิทธิที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง + ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ] ---> [สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในตลาด + ความเสมอภาคในการเข้าถึงตลาด]

นโยบาย ประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลทักษิณก็คือการ ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น (ห่วงชูชีพ) เพื่อมวลชนโดยเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งขาดแคลนทุน, ที่ดิน, ทักษะ, การศึกษา ฯลฯ สามารถเอื้อมถึงสิ่งเหล่านี้สำหรับอาศัยใช้มันในอันที่จะเข้าร่วมและประคอง ตัวลอยคออยู่รอดได้ในตลาดแข่งขันเสรี

เสรีนิยมใหม่ของ รัฐบาลทักษิณจึงมิใช่เสรีนิยมใหม่หรือตลาดเสรีบริสุทธิ์ หากมีทั้งแง่มุมเชิงสังคม (ประชานิยม) และเชิงอุปถัมภ์กลุ่มทุนพวกพ้อง (โลกาภิวัตน์แบบลำเอียงเข้าข้างทุนนิยม พวกพ้อง crony-capitalist oriented globalization) และดังนั้นจึงถูกต่อต้านคัดค้านจากพลังหลายฝ่าย โดยเฉพาะ 1) พลังฝ่ายขวาภาครัฐ-ราชาชาตินิยม ("อำมาตย์", คปค., พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย), 2) พลังฝ่ายซ้ายตลาดเสรี (TDRI) และ 3) พลังฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจายอำนาจและทรัพยากรออกไปจากภาครัฐและทุนมาให้ภาคประชาชน (สมัชชาคนจน ฯลฯ)

ตราบ เท่าที่รัฐบาลใหม่โคลนเอาแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่เชิงสังคมและโลกาภิวัตน์แบบ ลำเอียงเข้าข้างทุนนิยมพวกพ้องของรัฐบาลทักษิณต้นแบบมา ตราบนั้นก็คงจะเผชิญกับพลังคัดค้าน ต่อต้าน 3 ฝ่ายดังกล่าวอีก

ใน ความหมายนี้ รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจึงน่าจะเผชิญกับทางแพร่ง (dilemmas) ด้านแนวนโยบายใหญ่ๆ 3 ประการ คล้ายกับรัฐบาลทักษิณต้นแบบด้วย กล่าวคือ :-

1) ทางแพร่งระหว่างประชาธิปไตยกับหลักนิติธรรม หรือนัยหนึ่งทางแพร่งระหว่างอาญาสิทธิ์ที่ได้มาจากมติเสียงข้างมากของ ประชาชนในการเลือกตั้ง กับการจำกัดอำนาจรัฐไว้ให้อยู่ในกรอบที่ไม่ไปล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ, สิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล และเสียงข้างน้อย, รวมทั้งเหล่าสถาบันตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคุมเส้น

ทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่หนึ่ง

2) ทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเครือข่าย กับผลประโยชน์ส่วนรวม
หรือนัยหนึ่งปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) อันเป็นกลุ่มอาการประจำตัวของรัฐบาลทักษิณแต่ก่อน

ทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการทวงคืนทรัพย์สินของคุณทักษิณและญาติมิตรที่ถูกรัฐยึดไปซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่สอง

3) ทางแพร่งระหว่างความจำเป็นสองด้านที่ต้องทั้งหาทางรอมชอมปรองดองกับชนชั้นนำ เก่า กับตอบสนองความเรียกร้องต้องการของฐานมวลชนเสื้อแดง ทำให้รัฐบาลใหม่จะตกอยู่ในแรงกดดัน 2 ด้านที่หนักหน่วงรุนแรงกว่ารัฐบาลทักษิณแต่เดิมก่อนเกิดการปะทะแตกหักกับ กลุ่มชนชั้นนำเก่า และก่อนเกิดมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานพลังสนับสนุนในยามพ่ายแพ้ลี้ภัย

หาก ทำได้ รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณคงต้องการทั้งรอมชอมกับชนชั้นนำเก่าและเอาใจมวลชนเสื้อ แดงไปพร้อมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอำนาจการเมืองและการทวงคืนความยุติธรรมของตน, แต่หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง คงง่ายกว่าที่รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจะโน้มไปในทางเลือกรอมชอมกับชนชั้นนำเก่า แทนที่จะตอบสนองมวลชนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ (ดังคำกล่าวของคุณทักษิณช่วงเลือกตั้งในทำนองว่าคนที่เจ็บกว่าใครเพื่อนต้อง ยอมลืมและให้อภัยก่อน)

รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณน่าจะหยิบ ยื่นสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักสำคัญ ที่สุดแก่มวลชนเสื้อแดงอย่างใจกว้าง ไม่ว่าให้ลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้นๆ หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารกับแกนนำเสื้อแดง, ยกย่องสดุดีหรือชดเชยค่าเสียหายบาดเจ็บล้มตายแก่ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์มีนา-พฤษภาอำมหิต 2553, เปิดโอกาสเพิ่มงบประมาณให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างยืดเยื้อเรื้อรัง ยาวนานออกไปเรื่อยๆ ฯลฯ

ทางแพร่งนี้ย่อมแสดงออกเป็นรูปธรรม ชัดเจนและแหลมคมที่สุดในปัญหาความจริง, ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อกรณี 92 ศพมีนา-พฤษภาอำมหิต 2553 ซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่สามนั่นเอง

ขณะที่ความแตก ต่างสำคัญระหว่างรัฐบาลทักษิณต้นแบบกับรัฐบาลโคลนนิ่งยิ่งลักษณ์ก็คือ รัฐบาลทักษิณปกครองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารโดยสร้างตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่เข้มแข็งขึ้นมา, ส่วนรัฐบาลโคลนนิ่งยิ่งลักษณ์กลับจะต้องบริหารอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ประชามติ พ.ศ.2550 (รวมทั้งพระราชบัญญัติฉบับอื่นๆ ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติของ คมช.) ที่ออกแบบมา "เพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ" โดยจำกัดควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารไว้ในบทบัญญัติต่างๆ มากมายผ่านกลไกและตัวแทนของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงข้าง มาก (non-majoritarian institutions) โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการ

สรุป

เพื่อ ให้สอดคล้องกับบรรยากาศแห่งการปรองดองหลังการเลือกตั้งและต้อนรับรัฐบาลใหม่ ผมใคร่ขอสรุปจบลงด้วยเรื่องการปรองดอง 3 ข้อ กล่าวคือ

1) สำหรับพลังการเมืองทุกพรรคทุกฝ่าย การปรองดองที่สำคัญที่สุดคือปรองดองกับประชาธิปไตย หมายความว่า เราควรถือเป็นจุดเริ่มพื้นฐานในการออกเดินทางร่วมกันไปต่อจากนี้ว่า ประชาธิปไตยจะอยู่ยั้งยืนยงกับเราที่นี่, ฉะนั้น เราต้องหาทางปรองดองกับประชาธิปไตยและอยู่กับประชาธิปไตยให้จงได้ แม้ว่าผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะออกมาไม่ตรงกับใจเรา, ได้คนที่เราไม่ชอบหรือคิดว่าไม่ดี, เราก็ไม่มีทางเลือกของระบอบปกครองอื่นนอกจากประชาธิปไตย เพราะต้นทุนความเสียหายที่ได้เกิดต่อชาติบ้านเมืองมาแล้วในรอบ 5 ปีนี้ และจะเกิดต่อไปหากเลือกแก้ปัญหาด้วยรัฐประหารและระบอบเผด็จการอีก มันแพงเกินไป, การต่อสู้คัดค้านหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ พึงต้องดำเนินไปภายใต้กรอบของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

2) สำหรับแฟนๆ ของคุณยิ่งลักษณ์ การปรองดองที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ ปรองดองกับหลักนิติธรรมในความหมายของการเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด (the rule of law = limited government) บรรดาผู้สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ควรต้องช่วยเธอโดยหาทางป้องกันไม่ให้ระบอบ ประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กลายเป็นแบบอำนาจนิยมเหมือนสมัยรัฐบาล ทักษิณ เพราะระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยม (authoritarian democracy) อันหมายถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ทว่าใช้อำนาจเกินเลยไม่จำกัด ไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้คนพลเมืองโดยมิชอบนั่นแหละที่เป็นตัวขับดัน คนให้ไปหาการรัฐประหารเป็นทางออก

3) สุดท้าย สำหรับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เองและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย วิธีจัดการ/ปรองดองกับพลังต่อต้านประชาธิปไตย ที่เรียกร้องรัฐประหารไม่ขาดปากนั้น ไม่ใช่ไปทำให้พวกเขากลายเป็น "วีรชน" ด้วยการกดขี่ข่มเหงรังแกพวกเขา แต่ควรทำให้พวกเขากลายเป็น "ตัวตลก" จะดีกว่า

เช็กเสียงใครเหมาะ"ท่านประธาน"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


หาก เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันประกาศรับรองส.ส.ให้ได้ ร้อยละ 95 เพื่อให้ทันเปิดสมัยประชุมนัดแรก ภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 1 ส.ค. นี้

ทำให้เก้าอี้ประธานฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจะทำหน้าที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี คนใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถูกจับตามอง

ให้หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ ระบุมีชื่ออยู่ในใจแล้ว เป็นคนที่มีประสบการณ์

อดีตรองประธานสภา ทั้ง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่มีชื่อขับเคี่ยวกันมาแต่ต้น ก็ยิ่งอยู่ในข่าย

ในมุมมองของเพื่อนส.ส. และส.ว. ที่ต้องทำงานร่วมกัน ยอมรับได้หรือไม่ เห็นว่าใครเหมาะสมกว่ากัน หรือเห็นว่าควรเป็นตัวเลือกอื่น



นิคม ไวยรัชพานิช

ส.ว.ฉะเชิงเทรา รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1


ผมมองว่า พ.อ.อภิวันท์ มีคุณสมบัติความเหมาะสมเพียงพอกับตำแหน่งประธานรัฐสภา เพราะเป็นผู้ที่มีความเด็ดขาดและเคร่งครัดในข้อกฎระเบียบเป็นอย่างมาก

ถึงแม้จะมีความนุ่มนวลน้อยกว่านายสมศักดิ์ ซึ่งได้รับการสนับ สนุนจากส.ส.อีสานที่เคยสังกัดกลุ่มขุนค้อน ก็ตาม แต่ก็น่าจะสามารถควบคุมเกมในสภาได้ดี โดยเฉพาะในสภาวะที่เกิดความวุ่นวาย

ซึ่งนายสมศักดิ์ ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์และบททดสอบนี้ จึงไม่รู้ว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด แต่สำหรับพ.อ.อภิวันท์ เคยมีผลงานรองประธานสภาคนที่ 2 ที่แสดงให้เห็นแล้วว่า มีการพยายามวางตัวเป็นกลาง แม้จะมีท่าทีที่อาจตกเป็นเป้าล่อต่อกรณีในฐานะนักเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อ แดงบ้างก็ตามที

ตำแหน่งประธานสภา ไม่ว่าคนใดจะได้รับเลือก หรือจะวางตัวเป็นกลางหรือไม่ กฎระเบียบก็บังคับควบคุมอยู่ และหากเป็นเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ส.ส.ให้การยอมรับแล้ว ทุกคนก็ควรเคารพในความคิดเห็น

คุณสมบัติความพร้อมของประธานสภา ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี พร้อมด้วยวัยวุฒิ และมีความคิด ความหนักแน่นในกฎระเบียบข้อบังคับการประชุม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงการสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีได้ นอกจากนี้ ก็ควรสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศ เป็นตัวแทนในนามสภาไทยในเวทีโลกได้อีกด้วย

ส่วนรองประธานสภาที่คาดว่าจะเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นคนใดก็รู้สึกยินดี และสนับสนุนที่จะเห็นระบบการทำงานของสภาไทยมีสีสันความนุ่มนวลมากขึ้น เช่นเดียวกับที่วุฒิสภาก็มีรองประธานวุฒิสภาที่เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกัน



วิทยา แก้วภราดัย

อดีตประธานวิปรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์


ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภา เป็นใครก็ได้ที่ยึดตามข้อบังคับและเดินตามแนวข้อบังคับอย่างเคร่งคัด และต้องรู้ตัวว่าการเป็นประธานสภาหมายถึงความเป็นกลางและเป็นบุคคลของสภา ลดทิฐิความเป็นตัวตนที่พรรคตัวเองสังกัดอยู่ แค่นั้นก็ทำได้แล้ว

ส่วนชื่อของ พ.อ.อภิวันท์และนายสมศักดิ์ ทั้ง 2 ท่านมีประสบการณ์ทั้งคู่ แต่อยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะตัดสินมอบหมายหน้าที่นี้ให้ใคร แต่เวลาเป็นแล้วต้องไม่เป็นคนของพรรค ผมจึงมองว่าคงเป็นได้พอๆ กันทั้ง 2 ท่าน

แต่ที่ผ่านมา พ.อ.อภิวันท์ แม้จะแม่นข้อบังคับการประชุม แต่อาจมีกิจกรรมนอกสภามากเกินไปถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้น หากจะมาเป็นประธานสภา ก็ต้องลดกิจกรรมนอกระบบลง เพราะถือเป็นตัวแทนของสภา

ส่วนนายสมศักดิ์ ก็เคยทำหน้าที่รองประธานสภา มาก่อน มีความเป็นกลาง เป็นตัวของตัวเองดีอยู่ แต่สุดท้ายแล้วจะเป็นใครมาเป็นประธานสภา ก็อยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะให้ใครมาเป็น



วิชาญ มีนชัยนันท์

ส.ส.กทม. ประธานภาคกทม. เพื่อไทย


ผมไม่ทราบว่าแคนดิเดตประธานสภา มีใครบ้าง ที่มีชื่อระหว่างนายสมศักดิ์ กับ พ.อ.อภิวันท์ ให้น้ำหนักการทำงานไม่ต่างกัน เพราะต่างก็ตั้งใจทำงาน แต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจคือว่าที่นายกฯ

ส่วนที่มองว่านายสมศักดิ์ มีความเหมาะสมและมีภาพความเป็นกลาง ขณะที่พ.อ.อภิวันท์ ถูกมองว่าอาจมีการเอนเอียงไปบ้างเพราะไปมีบทบาทในฐานะแกนนำคนเสื้อแดงนั้น ผมไม่อยากให้ไปตัดสินแค่ความเป็นกลาง ไม่เป็นกลาง ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน

แต่ต้องมองเรื่องการทำงานและประสานกับกลุ่มต่างๆ

สำหรับส.ส.ภาคกทม. ไม่ว่าพรรคจะเสนอชื่อใครก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ในฐานะของตัวเองให้ดีที่สุด



อิทธิเดช แก้วหลวง

ส.ส.เชียงราย เพื่อไทย แกนนำกลุ่มวังบัวบาน


ไม่ว่าคณะกรรมการบริหารของพรรคจะเสนอใครขึ้นมา ส.ส.เหนือก็คงไม่ขัดข้อง แต่ถ้าถามความเห็นส.ส.เหนือ ก็ยังให้การสนับสนุนนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย

ขณะรายชื่อแคนดิเดตที่ปรากฏหน้าสื่อทั้งนายสมศักดิ์ และพ.อ.อภิวันท์ นั้น คงให้น้ำหนักความเหมาะสมที่จะทำหน้าที่พอกัน เพราะทั้ง 2 คน ถือว่ามีประสบการณ์ในการทำงานในสภา มาก่อนเช่นเดียวกัน

แต่ส่วนตัวมองว่าภาพการทำงานของนายสมศักดิ์ ค่อนข้างมีความเป็นกลาง สามารถทำหน้าที่ประสานได้ทุกฝ่าย และเป็นตัวแทน ของส.ส. อีสาน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุด

ขณะที่บุคลิกของ พ.อ.อภิวันท์ เห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะทำงานอย่างอื่นในฝ่ายบริหารน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับว่าที่นายกรัฐมนตรี ว่าจะเลือกใคร



ดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี

คนที่จะมาเป็นประธานสภา คนใหม่ ในความเห็นส่วนตัว ต้องมีความอดทน ใจต้องเย็นเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญต้องมีความเป็นกลาง การวินิจฉัยต้องไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง คุณสมบัติตรงนี้จึงจะเป็นที่ยอมรับกับทุกฝ่าย

ส่วนกระแสข่าวที่มีการเสนอแคนดิเดต 2 คน ทั้งพ.อ.อภิวันท� และ นายสมศักดิ์ ที่เป็นตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวผมมองว่า บุคคลทั้ง 2 สามารถเป็นประธานสภา ได้ ไม่มีปัญหา เพราะทั้งคู่ก็ล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ไม่น่ามีปัญหาอะไร

แต่ในส่วนของ พ.อ.อภิวันท์ อาจมีปัญหาบ้าง เนื่องจากข้องเกี่ยวกับการเป็นแกนนำคนเสื้อแดง อาจเกิดข้อครหาขึ้นได้ แต่จุดเด่นของพ.อ.อภิวันท� คือ คนที่นิ่ง สุขุมและใจเย็น

ขณะที่นายสมศักดิ์ แม้ไม่มีข้อครหาเรื่องเสื้อแดง แต่ติดที่อาจเป็นคนใจร้อนไปหน่อยเท่านั้น

ส่วนตัวมองว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยอยากให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ นายสมศักดิ์ น่าจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

วิญญาณฝ่ายค้าน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ในแวดวงการเมืองไทยมีเรื่องเล่าขานว่า

มีพรรคการเมืองหนึ่งเหมาะสมเป็นฝ่ายค้านมากที่สุด เรียกว่าถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ พรรค ประชาธิปัตย์

ไม่ต้องไปเปิดประวัติสืบค้นใดๆ

แค่ดูอย่างตอนนี้ที่การเลือกตั้งเพิ่งจบไปหมาดๆ กกต.ยังรับรองส.ส.ไม่ครบตามเกณฑ์ที่จะเปิดสภาได้ด้วยซ้ำ ใบเหลือง-ใบแดงก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ

นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีแต่'ว่าที่'

ส่วนใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ก็เป็นแค่ ข่าวกะเก็งกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็เปลี่ยนไปมาทุกวัน

นโยบายต่างๆ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

การขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นเพียงหัวข้อหยาบๆ ที่ยังขาดรายละเอียดในทางปฏิบัติ

แต่ปรากฏท่ามกลางความไม่ชัดเจนแน่นอนเหล่านี้

'วิญญาณฝ่ายค้าน'ได้เข้าสิงร่างสมาชิกประชาธิปัตย์อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเคาะสนิม

อย่างการจัดตั้งครม.'ยิ่งลักษณ์ 1' ที่พรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่าการที่ใครจะได้ตำแหน่งใดนั้น ต้องรอฟังบัญชาจาก'มือที่อยู่ต่างประเทศ'

เหมือนแกล้งลืมไปว่าช่วงการเมืองพลิกขั้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ ก็ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหาร

โดยมี'พลังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้'ยุ่มย่ามชักใยอยู่เบื้องหลัง

กรณีค่าแรง 300 บาท ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ในประชาธิปัตย์ก็ออกมาเร่งความชัดเจน ด้วยเชื่อว่านโยบายนี้จะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน

และทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น

ซึ่ง เป็นการพูดโดยไม่ยั้งคิดว่าต่อให้ไม่ปรับขึ้นค่าแรง ราคาสินค้าก็ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ดี และความจริงก็คือราคาสินค้าได้ปรับสูงขึ้นมานานแล้ว

แล้วก็เป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่อยู่มา 2 ปีกว่า แต่สุดปัญญาจะแก้ไข ดูได้จากกรณี'สวาปาล์ม' และการ'ชั่งไข่ขาย' เป็นต้น

พรรคประชาธิปัตย์นั้นมีชื่อเสียงลือลั่นว่าเป็นพรรคชอบพูด พูดเก่ง พูดเป็นต่อยหอย

แต่ปัญหาคือเวลาข้ามฝั่งจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล หรือจากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน มักพูดไม่เหมือนกันในเรื่องเดียวกันแต่คนละเวลา

หลายครั้งสิ่งที่'พ่น'ไว้ในอดีต

จึงกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองในเวลาต่อมา