ที่มา ประชาไท
ร้อง กลุ่มอิทธิพลใช้อาวุธสงครามยิงถล่มพื้นที่นำร่อง "โฉนดชุมชน" แจ้งความแต่ตำรวจเพียงให้ลงบันทึกประจำวัน ชาวบ้านวอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่



คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
ร้อง กลุ่มอิทธิพลใช้อาวุธสงครามยิงถล่มพื้นที่นำร่อง "โฉนดชุมชน" แจ้งความแต่ตำรวจเพียงให้ลงบันทึกประจำวัน ชาวบ้านวอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่



ที่มา ประชาไท
เมื่อ วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา องค์กร Committee for Protecting Journalists หรือ CPJ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสากลที่รณรงค์ด้านสิทธิของนักข่าวทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ-เรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย สืบเนื่องจากการตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ส่งผลให้เขาถูกคุมขัง 84 วัน และถูกสั่งฟ้องโดยอัยการไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ในแถลงการณ์ระบุว่า ทางองค์กร Committee for Protecting Journalists มีความห่วงใยต่อกรณีการตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อสมยศ พฤกษาเกษมสุขเป็นอย่างมาก โดยหากสมยศถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกรวมกันถึง 30 ปี เนื่องมาจากบทความสองชิ้นที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ในนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ
นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ยังได้ชี้ด้วยว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษสูงสุด 15 ปีนั้น เป็นกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดย ชอวน์ คริสปิน ผู้แทนอาวุโสขององค์กร CPJ ให้สัมภาษณ์ว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อลิดรอนเสรีภาพในการ แสดงออกนี้ ทำลายความน่าเชื่อถือของความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย และส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อสถาบันฯ ดังที่กฎหมายตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น”
“เรา ขอเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข และยกฟ้องข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เขาถูกตั้งข้อกล่าวหา” ชอวน์ คริสปิน ผู้แทนอาวุโสจาก CPJ กล่าว
นอกจากนี้ ทาง CPJ ยังมองว่า ถึงแม้รัฐบาลในชุดของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อมาดูแลการปฏิรูปการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมออกมาชัดเจน และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทางกองทัพไทยกลับมีบทบาทในการยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นฯ หลายคดี รวมถึงต่อนักวิชาการอาวุโสของไทยด้วย
ทั้งนี้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ในขณะที่นำกรุ๊ปทัวร์ที่ชื่อ “เรดทัวร์” ออกไปยังประเทศกัมพูชา ด้วยหมายจับที่ออกโดยกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในข้อหามาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ทำให้เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษเป็นเวลา 84 วันโดยไม่ได้รับการประกันตัว และล่าสุด อัยการได้สั่งฟ้องสมยศตามข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ที่มา Thai E-News
ที่ ประชุมกกต.มีมติเมื่อค่ำนี้ 4:1 รับรองจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นส.ส.แล้ว และจะส่งเรื่องให้ประธานสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความสอยทีหลัง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่ผู้เชี่ยาชาญฟันธงไว้ก่อนหน้านี้ว่า กกต.ไม่มีทางมีมติเป็นไปทางอื่น ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการยื้อเรื่องไว้ให้นานที่สุดเท่านั้นเอง
สรุป กกต.พลาดเอง ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากทำนอกจากนี้ผิดหมด
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงไม่รับรองการเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับ ๘ ของบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ?
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงรับรองการเป็น ส.ส. ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ ๖๐ คน ?
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงเพิ่งจะมาถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ฐานขาดคุณสมบัติ เนื่องจากขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เอาเมื่อผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วตั้งเกือบเดือน ถามว่า กกต. ใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ ?
แล้ว กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร เมื่อจัดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใหม่ไม่ได้ แล้ว กกต. ไปให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อย่างไร ?
ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจของศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้ง กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังการประกาศผล ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน
แค่กรณีนี้ ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีตำแหน่งเป็น ส.ส. หรือยัง ถ้า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตำแหน่ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะว่างลงได้อย่างไร
คำถามง่ายๆ คือ ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว จะพ้นจาก ส.ส. ได้อย่างไร
ก็ ถามง่ายๆ เช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๓)
จะไปเอาข้อความในกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ?
คือ กกต. ส่งเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายจตุพร ก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว กกต. จะส่งเรื่องให้ใคร ?
ที่มา Thai E-News
ที่มา มติชน
โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ
(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2554)
![]() |
ที่มา มติชน







ภาย หลังจากที่สำนักจุฬา ราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432 ในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2554 หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432 จึงตรงกับ 1 สิงหาคม 2554 เริ่มต้นถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

หลายคนที่นับถือต่างศาสนา คงสงสัยไม่ใช่น้อยว่า เดือนรอมฎอน ตามหลักศาสนาอิสลาม มีความสำคัญอย่างไร นอกเหนือไปจาก เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิมแล้ว
รอมะฎอน หรือ รอมฎอน คือ เดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เดือนบวช เป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง เนื่องจากชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติเพราะเป็นศาสนบัญญัติ ด้วย การงดอาหารทุกชนิด รวมถึงน้ำดื่ม ในช่วงเวลา พระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตกดิน รวมทั้ง ให้อดทนต่อสิ่งรอบตัว หยุดทำความชั่ว และออกห่างจากสิ่งหรือคนที่จะชักนำเราไปสู่การฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าไม่ว่า จะโดยมือ(ทำร้ายหรือขโมย) เท้า (เดินไปสู่สถานที่ต้องห้าม) ตา (ดูสิ่งลามก) หู (เช่นการฟังสิ่งไร้สาระ ,ฟังเรื่องชาวบ้านนินทากัน) ปาก (การนินทาว่าร้ายคนอื่น โกหก โป้ปด)
![]() ![]() |
เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่จูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีมากยิ่งขึ้นกว่า เดือนอื่นๆ เน้นการบริจาคทาน หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการแสดงความเคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮฺและหันไปหาพระองค์มากขึ้น เรียกได้ว่า รอมฏอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ นั่นเอง เพราะจะไม่ทำสิ่งไร้สาระ จะทำอะไรต้องระมัดระวังทุกการกระทำและคำพูด มิเช่นนั้น ก็จะเป็นการถือศีลอดที่ได้แค่เพียง การอดอาหาร เท่านั้นเอง รวมทั้งจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ด้วย

นอก จากถือศีลอด และทำทานแล้ว รอมฎอนยังเป็นเดือนสุดประเสริฐ ที่มีการประทานคัมภีร์อัล-กรุอาน (พระวัจนะของพระเจ้า) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคน และเป็นเดือนแห่งความเมตตา ประตูสวรรค์เปิด ประตูนรกปิด เดือนนี้จึงหมั่นทำความดีให้มากๆมุสลิมทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (อากิลบาเล็ฆ) มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และ โลกหน้าจะเป็นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง
เมื่อสิ้นเดือนรอมะฎอนแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 เดือนเชาวาล เรียกว่า อีดุลฟิฏริหรือ วันอีดเล็ก
การ กำหนดวันที่ 1 ของเดือนการเริ่มต้นวันตามศาสนาอิสลามเริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า และการกำหนดเดือนเป็นระบบจันทรคติ ซึ่ง 1 เดือนจะมี 29 หรือ 30 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการหมุนรอบโลกครบ 1 รอบในเดือนนั้นๆ
ความ จริงแล้วการกำหนดวันที่ 1 ของแต่ละเดือนนั้น ประเทศที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่หรือประเทศมุสลิมจะมีการกำหนดไปในทิศทางเดียว กัน เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีนักวิชาการหลากหลายครบทุกแขนง ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้งด้านดาราศาสตร์ด้วย ดังนั้นการกำหนดวันที่ 1 ของเดือนต่างๆ ด้วยการดูจันทร์เสี้ยว เมื่อผ่านพ้นวันที่ 29 ของแต่ละเดือนขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มตกลับขอบฟ้า ถ้าเห็นจันทร์เสี้ยวให้เริ่มนับจากคืนนั้นว่าเป็นวันที่ 1 ของเดือนใหม่ แต่ถ้าไม่ปรากฏว่ามีจันทร์เสี้ยว แสดงว่าดวงจันทร์ยังโคจรไม่ครบรอบ ให้นับเดือนนั้นว่า มี 30 วัน จึงเป็นไปตามหลักศาสนาและตรงตามสภาพความจริงบนฟ้าตามที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ทรง กำหนดไว้

บุคคลที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ได้แก่ คนเจ็บป่วย หญิงที่มีประจำเดือน หญิงที่ให้นมบุตร แต่หากมีความสามารถ ก็จะถือได้ หญิงที่ตั้งครรภ์ และคนแก่ชรา ที่ไม่มีความสามารถเพียงพอ
ทั้งนี้ หญิงที่ตั้งครรภ์และที่ให้นมบุตร กับคนที่ไม่มีความสามารถที่จะถือศีลอดนั้น....ต้อง จ่ายเป็นทาน โดยจ่ายทานเป็นข้าวสาร จ่ายทานข้าวสาร วันละ 1 มุด 1 มุดประมาณ 6 ขีด ส่วนคนเจ็บป่วย และ สตรีที่มีประจำเดือนนั้น ให้ถือศีลอดใช้ภายหลัง ให้ครบ ก่อนรอมฎอนในปีถัดไปช่วงเวลาที่เริ่มถือศีลอด คือตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้น - แสงพระอาทิตย์เริ่มตกดินการคำนวนดูเวลาแสงพระอาทิตย์ ขึ้น-ตก ตามการคำนวณของหลักดาราศาสตร์อิสลาม วัดตามพิกัดองศาแต่ละพื้นที่เวลาละศีลอด นั้นมักจะใช้อินทผลัมในการละศีลอด...เพราะเป็นแบบอย่างจากท่านนบีมูฮำมัด ซึ่ง อินทผลัมนั้น ประกอบด้วย น้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส จัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายชนิดหนึ่ง และเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในสภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย จากการขาดพลังงานและน้ำ ลูกอินทผลัมน่าจะเป็นผลไม้ที่ดีชนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะละศีลอด ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีรสหวานก็สามารถทานได้
อย่าง ไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของเดือนรอมฎอน คือ เพื่อเพิ่มความยำเกรงพระเจ้าให้มากขึ้น ต้องการให้เราทำทานมากขึ้น รวมถึงยังให้ฝึกฝนตนเองไว้ให้พร้อมสำหรับการญิฮาด (เสียสละ)ตลอดชีวิต สุดท้ายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคัมภีร์กุรอานให้มากยิ่งขึ้น
การถือศีลอดเดือนรอมฎอนตามบัญญัติอิสลาม เป็นอิบาดะฮฺที่ต้องมีการปฏิบัติในประชาชาติอิสลามโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะต้องปฏิบัติในช่วงเดือนรอมฎอน ที่มีเพียงเดือนเดียวต่อปี จึงทำให้ชาวมุสลิมต้องตระหนักถึงความเป็นปึกแผ่นของการถือศีลอดในเดือนรอม ฎอน ตามคำสอนของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ตรัสไว้ว่า "เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้นเถิด"
ขอขอบคุณ ข้อมูล-รูปภาพประกอบบางส่วนจากวิกิพีเดีย และเว็บไซต์อิสลาม
ที่มา มติชน



ดร. สารสิน วีระผล ผู้บริหารระดับสูงของ ซีพี เขียนบทความเรื่อง จากค่าแรง 300 บาทถึงทฤษฏีสองสูง ต้องสร้างสมดุล แรงงาน-ธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ ในคอลัมน์ คุยกับซีพี มีสาระสำคัญ ดังนี้
เมื่อพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมาก ได้ให้คำมั่นสัญญาในการรณรงค์หาเสียงว่าจะปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาททั่วประเทศ ปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาทต่อเดือน จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักถึงโอกาส ความเป็นไปได้
ในมุมของซี.พี. ได้ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องนี้ว่า วันนี้ประเทศไทยพัฒนาไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่ด้อยพัฒนา และไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่อยู่กลางๆ ในภาวะ Middle development syndrome ดังจะเห็นจากการประเมินด้านต่างๆ ดัชนีชี้วัดประเทศไทยจะอยู่ในระดับกลางๆ ตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความต้องการไต่อันดับที่ดีขึ้น
“สมัย ก่อนประเทศไทยเป็นประเทศที่โตเร็วที่สุด ในช่วงทศวรรษที่ 80 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้วเพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายอย่าง นอกจากจะเป็นประเทศที่เปิดแล้วยังอยู่ในโลกเสรีที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุน นิยม ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องค่าแรงงาน นักลงทุนจากอเมริกา ยุโรป ต่างย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย เพื่อใช้ศักยภาพแรงงานราคาถูก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการ์เม้นท์ ตัดเย็บเสื้อผ้า ที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก แห่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จนทำให้ในยุคนั้นประเทศไทยมีบทบาทในการส่งออกการ์เม้นท์สูงที่สุดในโลก”
จาก จุดนั้นรัฐบาลมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เริ่มตั้งแต่การวางพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค เพื่อทำให้ต้นทุนของธุรกิจถูกลง การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมุ่งไปในเรื่องของการส่งออกเป็นหลัก สินค้าเกษตรพลอยได้รับอานิสงฆ์ไปด้วย โดยมีการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก ทั้งน้ำตาล ข้าวสาร รวมถึงเนื้อไก่
เรียกว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตมากที่สุดในโลกเฉลี่ยปีละ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์
แต่มาในระยะหลังสถานการณ์เปลี่ยน จีนพัฒนาศักยภาพตัวเองเข้ามาแทนที่ประเทศไทยในเรื่องแรงงานราคาถูก ดังนั้น คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ จึงอยู่ที่ว่า อำนาจการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
การที่ พรรคการเมืองเสียงข้างมาก แสดงความเป็นห่วงเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นของประชาชน แล้วมีนโยบายเพิ่มค่าแรงมาแก้ปัญหาตรงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะการให้เงินค่าจ้างเพิ่มเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทุกอย่างจบได้ แต่กลับจะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย
ที่สำคัญการ เพิ่มค่าแรงก็ไม่ได้เป็นมาตรการเดียวในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะทันทีที่มีกระแสปรับค่าแรง ราคาสินค้าก็ขยับไปรอท่าแล้ว ดังนั้นจะปรับค่าแรง 300 บาทหรือ 500 บาทก็ไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหานี้
การปรับ ค่าแรงงาน 300 บาทต้องดูอำนาจการแข่งขันของประเทศไทยด้วยว่าอยู่ตรงไหน เพราะหากเป็นแรงงานที่มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจในโลก ค่าแรงงาน 300 บาทอาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ดังนั้น ก่อนดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเบื้องต้นรัฐบาลต้องยอมรับสภาพธุรกิจในปัจจุบันก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ต้องดีดลูกคิดออกมาให้ดี เนื่องจากโรงงานแต่ละแห่งภาระต้นทุนด้านแรงงานแตกต่างกัน ยกตัวอย่างโรงงานชำแหละไก่ในอลาบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้แรงงานน้อยกว่าโรงงานชำแหละไก่ในประเทศไทยถึง 3 เท่า เพราะที่สหรัฐฯใช้เครื่องอัตโนมัติในการเฉือนเนื้อไก่ออกจากโครงกระดูก วัฒนธรรมการบริโภคของคนอเมริกาจึงนิยมรับประทานเนื้อบริเวณหน้าอก ส่วนเศษเนื้อชิ้นเล็กๆก็นำไปทำอาหารสัตว์ ในขณะที่ประเทศไทยใช้แรงงานเลาะเนื้อไก่ออกจากโครงกระดูก ดังนั้นถ้าจะเพิ่มค่าแรงต้องดูว่าแต่ละธุรกิจใช้แรงงานเป็นสัดส่วนเท่าไร ของกระบวนการทั้งหมด
แน่นอนว่าค่าจ้างแรง งานไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าคุณภาพแรงงานยังไม่มีการพัฒนา แล้วจะให้ผู้ประกอบการเพิ่มค่าจ้าง ทุกคนคงอยู่ลำบากแม้แต่ซี.พี.เอง เพราะต้องดูแลแรงงานเป็นแสนคน
การสัญญาว่าจะให้ เป็นเสมือนการให้ความหวังกับแรงงาน ซึ่งเบื้องหลังความหวังนั้นมีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากมาย อุปมาอุปมัยเหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ ทุกคนหวังว่าจะถูกรางวัล แต่ระหว่างที่นั่งรอความหวังทุกคนก็ต้องปรับปรุงการทำงานของตัวเอง ไปพร้อมๆกันด้วย
ดั่งนโยบายสองสูงของนาย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งพูดถึงเรื่องการปรับค่าแรงในภาวะที่ค่าครองชีพสูงเช่นปัจจุบันว่า เมื่อเพิ่มรายได้ให้ “สูง” ขึ้นแล้ว จะต้องมีการเพิ่ม “ประสิทธิภาพในการทำงาน”ให้สูงขึ้นตามไปด้วย
ทฤษฏี นี้ก็เป็นความหวังเพราะเจ้าสัวธนินท์ไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ วันนี้จึงอยากเตือนสติคนไทยที่ตั้งความหวังกับเรื่องการปรับค่าแรงงาน เพราะมิเช่นนั้น จะมีสภาพไม่ต่างจากนิทานสอนใจของจีน

เรื่อง “โส่ว จู ไต้ ทู่” ที่เล่าไว้ว่า วันหนึ่งมีชาวนากำลังทำนา อยู่ดีๆ มีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือมาชนต้นไม้คอหักตาย เมื่อชาวนาเห็น ก็คิดว่า นี่คือความหวัง แล้วบอกกับตัวเองว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่ทำนาให้ลำบากอีกแล้ว แต่จะมานั่งเฝ้าโคนต้นไม้รอให้กระต่ายวิ่งมาชนโคนต้นไม้ นับตั้งแต่วันนั้นชาวนาก็เลิกทำนา มานั่งเฝ้าโคนต้นไม้ ให้กระต่ายวิ่งมาชนต้นไม้
ซึ่งหากเปรียบเทียบ การที่กระต่ายวิ่งชนโคนต้นไม้กับเรื่องการปรับค่าแรง จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เป็นการสร้างความหวังให้กับผู้ใช้แรงงาน
แต่ ถ้าวันนี้ทุกคนไม่อยู่กับความหวังอย่างเดียว แต่คิดต่อว่าจะเปลี่ยนจากการทำนามาเลี้ยงกระต่ายเพื่อเอาเนื้อ เอาขนไปแปรสภาพเป็นเงิน หรือหากมองว่ากระต่ายสามารถสร้างรายได้ที่ดี ก็อาจจะทำกับดักกระต่ายไว้เยอะๆ ไม่นั่งรอให้กระต่ายวิ่งมาชนโคนต้นไม้เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้แรงงานก็เช่นกันระหว่างรอการปรับค่าแรงก็ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้มี โอกาสได้ค่าแรง 300 บาท
ทั้งนี้ การจะปรับค่าแรงต้องฟังเสียงนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย แล้วใช้มาตรฐานตรงนั้นมาปรับปรุงเรื่องค่าแรงให้เป็นมาตรฐานสากล เพราะวันนี้ไม่ว่าประเทศไทยจะดีแค่ไหนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากนักลงทุนมีทางเลือกเยอะ ไม่มาประเทศไทยก็ไปประเทศอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นบังคลาเทศ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้หรือเปล่า

การดำเนินการเรื่องค่าแรงจึงไม่ควรเอาโจทย์เรื่องค่าแรง 300 บาทนำหน้า เพราะจะเหมือนกับการเอาตัวรถม้ามาอยู่ข้างหน้าม้า การขับเคลื่อนไปข้างหน้าจึงไม่สามารถทำได้
เรื่องนี้ต้องพิจารณาถึงทักษะของม้าและรถม้าไปพร้อมๆ กัน
ซึ่ง “ม้า”ในที่นี้ คือ นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจ
ส่วน “รถม้า” คือ แรงงาน
การจะเพิ่มค่าแรงจะต้องดูทั้งกระบวน ทั้งตัวม้า รถม้า และทางที่รถม้าจะวิ่ง
มา ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ารูปธรรมเป็นอย่างไร วิธีการ คือ รัฐบาลต้องดูในรายละเอียดว่า ธุรกิจที่มีอยู่ในประเทศไทยวันนี้เป็นอย่างไร เพราะบางธุรกิจ ค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวันอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากใช้แรงงานฝีมือที่หายากในตลาด แต่ในบางธุรกิจ การจ่ายค่าแรงงาน 300 บาทอาจจะมากเกินไป
ดังนั้นจึงต้องมาดูว่า ม้า หรือธุรกิจ ในวันนี้พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือยัง แล้วน้ำหนักของรถตัวรถม้าเป็นอย่างไร สมดุลกับม้าหรือเปล่า ที่มากกว่านั้นต้องดูว่าสภาพถนนที่จะวิ่งไปเป็นอย่างไร เป็นถนนคอนกรีต ลาดยาง หรือว่าเป็นถนนที่เต็มไปด้วยหลุม บ่อ เพระทันทีที่ไม่มีความสมดุลรถม้าก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศแล้วต้องใช้แรงงานจำนวน มาก หากมีการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน โอกาสในการแข่งขันก็จะน้อยลง ทันที
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสภาพถนนจะดีแค่ไหน ถ้าเอาตัวรถม้ามาอยู่หน้าม้า โอกาสความเป็นไปได้ก็แทบจะไม่มี ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพ Middle development syndrome ประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ใช่ พัฒนาแล้วก็ไม่เชิง สภาพถนนก็ไม่ราบเลียบเหมือนในอดีต แต่เป็นทางขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยหลุม บ่อ ประเทศไทยจะใช้เครื่องมือแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว ต้องมีการพัฒนาในทุกด้านไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะเรื่องระบบสาธารณูปโภคของประเทศที่ขาดการปรับปรุงพัฒนามานานนับ 10 ปี
เพราะการ จะแข่งขันกับต่างชาติ เรื่องโลจิสติกส์สำคัญมาก แต่ประเทศไทยกลับมีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์มากที่สุด ถ้ารัฐบาลแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้รถม้าสามารถวิ่งได้ฉลุย แล้วมีการพัฒนาทักษะ ความสามารถของผู้ใช้แรงงาน แล้วปรับค่าแรงขึ้นมาเป็น 300 บาท ภาวะสมดุลจึงจะเกิด
ที่มา มติชน


ตกไป 3 เหลืออีก 440 ลำ

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์สอนกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นทางวิชาการ ว่าด้วย"เรื่องของทหาร" ผ่านบทบรรณาธิการเว๊บไซต์ www.pub-law.net ประเด็นน่าสนใจคือการตั้งคำถามสำคัญกับบทบาทของกองทัพ และทิ้งประเด็นการปฎิรูปกองทัพ อย่างน่าสนใจ ดังนี้
เมื่อ ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก 3 ลำตกในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน บาดเจ็บ 1 คน และสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการมูลค่าเป็นพันล้านบาทไปอย่างน่าเสียดาย
น้ำเสียงและลีลาที่ “ดุดัน” ของ ผบ.ทบ.
การ ที่เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำในเวลาไม่กี่วันย่อมสร้างความสงสัยให้กับผู้คนว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลาย ๆ ลักษณะจนทำให้ผู้บัญชาการทหารบกออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงและลีลาที่ “ดุดัน” (ที่น่าจะไปใช้กับ “ศัตรูของประเทศ” มากกว่า “คนไทยด้วยกัน”) และนอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์ ผู้บัญชาการทหารบกก็ยังออกมา “ตอบโต้” สื่อและนักวิชาการที่ออกมาตั้งข้อสงสัยถึงการทุจริตในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ของกองทัพบกอีกด้วย
ผมไม่ได้เข้าข้าง “สื่อและนักวิชาการ” ที่ผู้บัญชาการทหารบกออกมา “ตอบโต้” แต่อยากจะบอกว่า หากเรารู้จักประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เราก็จะพบว่าเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เสียภาษี “มีสิทธิ” ที่จะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนว่า มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ? มีการทุจริตหรือไม่ ? ก็จะไม่ให้ตั้งข้อสงสัยได้อย่างไร คงจำกันได้ถึงเครื่อง GT 200 หรือเรือเหาะตรวจการณ์ ซึ่งซื้อมาด้วยเงินจำนวนที่สูงมากแต่กลับมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการ ใช้งาน
ผู้เสียภาษีอากรย่อมมีสิทธิที่จะ “สงสัย” และ “ตรวจสอบ”
นอก จากนี้แล้ว กองทัพไทยเองก็ยังใช้งบประมาณจำนวนมากซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ตลอดเวลาจนทำ ให้บางครั้งต้องสงสัยว่า จะซื้อไปรบกับใครกัน !!! เพราะฉะนั้น หากเราอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริง ประชาชนเจ้าของประเทศและเจ้าของภาษีอากรย่อมมีสิทธิที่จะ “สงสัย” และ “ตรวจสอบ” การใช้ภาษีอากรของเขาได้ครับ !!!
คงจำกันได้ว่า เมื่อตอนต้นปี พ.ศ. 2554 มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ หลายฉบับถึงการจัดอันดับความเข้มแข็งทางการทหารของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคำนวณจาก 45 ปัจจัย ปรากฏว่ากองทัพไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 ของโลก
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าประเทศ เล็ก ๆ อย่างเราจะมีทหารพร้อมรบ 305,860 คน กองกำลังสำรองพร้อมรบ 245,000 คน งบประมาณด้านการทหาร 156,000 ล้านบาทต่อปี กองทัพบกมีรถถัง 542 คัน รถหุ้มเกราะ 1,005 คัน ปืนใหญ่ลากจูง 741 กระบอก ปืนใหญ่อัตราจร 26 กระบอก จรวดหลายลำกล้อง 60 ชุด ปืน ค. 1,200 กระบอก อาวุธนำวิถีทำลายรถถัง 818 ชุด อาวุธต่อสู้อากาศยาน 378 ชุด ยานยนต์ส่งกำลังบำรุง 4,600 คัน กองทัพอากาศมีเครื่องบินรบ 913 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 443 ลำ เครื่องบินลำเลียง 105 ลำ กองทัพเรือมีเรือรบ 614 ลำ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกอากาศยาน 1 ลำ เรือฟริเกต 6 ลำ เรือยามฝั่ง 109 ลำ เรือปราบทุ่นระเบิด 7 ลำ เรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก 9 ลำ และกองเรือพาณิชย์นาวี 382 ลำ
หากตัวเลขทั้งหมดข้างต้นเป็นจริง วันนี้เราคงเหลือเฮลิคอปเตอร์ 440 ลำแล้ว เพราะตกไป 3 ลำครับ !!!
เฮลิคอปเตอร์ ตก 3 ลำเพราะเหตุใด คงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า เกิดจากความบกพร่องของคน ของเครื่อง หรือของสภาพอากาศ เพราะเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 ลำเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อหาว่า ควรอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใด แต่ถ้าหากผลการสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย จึงไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ
ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า กองทัพบกได้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วหรือยัง เท่าที่ทราบจากข่าว เห็นว่าจะมีการเลื่อนยศและปูนบำเหน็จให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำโดยยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนถึงเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 ลำตก หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็น่าเสียใจแทนข้าราชการประเภทอื่น ๆ เพราะหากอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการเหมือนกัน ข้าราชการประเภทอื่นก็จะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ มากมายเพื่อหาข้อยุติให้ได้ก่อนว่า ทรัพย์สินของทางราชการที่สูญเสียไปนั้น ไม่ได้เกิดจากข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของตนเองครับ !!!
ทหารเป็นใหญ่ จากเหตุผลทางประวัติศาสตร์
ใน บ้านเรา เรายอมยกให้ทหารเป็นใหญ่กว่าข้าราชการประเภทอื่นมานานแล้ว อาจเป็นด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ที่แม้ “พลเรือน” จะเป็น “เจ้าของ” ความคิด แต่ถ้าหากไม่ได้ “พลัง” จากทหารมาช่วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันนั้นคงไม่มีทางสำเร็จเป็นแน่ จากจุดนี้เองที่น่าจะทำให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองประเทศ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ทุกครั้งที่ทหาร “คิดว่า” การปกครองในระบอบประชาธิปไตย “มีปัญหา” ทหารก็จะเข้ามาควบคุมประเทศเอาไว้ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่ทหารเองก็มีส่วนช่วยให้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2475 อย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จากประสบการณ์นี้เองที่ทำให้ “ทหาร” ในบ้านเรามีความสำคัญถึงขนาด “ชี้” อนาคตของประเทศได้
แม้ ว่าการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งจะตามมาด้วยความล้มเหลว ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ แถมยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลกอีกด้วย แต่ทหารก็ไม่เคยคิดที่จะ “หยุด” บทบาทในด้านการ “ตรวจตรา” ประชาธิปไตยในแบบของทหาร และยิ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือวิกฤติขึ้นในประเทศและสื่อประเภทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทหารและพยายามมองไปว่าทหารอาจปฏิวัติ ทหารก็เลยเข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศมากขึ้นตามลำดับ
ด้วยเหตุนี้เองที่งบประมาณจำนวนมากจึงถูกจัดสรรให้ทหารนำไปใช้ซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์อย่างมากเพื่อ “เอาใจ” ทหาร โดยไม่คำนึงถึง “ฐานะของประเทศ” จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 ของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางการทหารของประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกครับ
เราคงทำอะไรในเรื่องนี้มากไม่ได้เพราะก็อย่างที่ทราบกันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ในฐานะนักวิชาการ คิดว่ารัฐบาลใหม่ควรต้องทำความเข้าใจกับทหารถึงสิ่งที่เป็นความจริงในโลก ปัจจุบัน ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นกันอยู่ก็คือ กรณีพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งไม่มีทางจบลงได้ด้วย การใช้อาวุธหรือใช้กำลังทหาร เพราะในโลกปัจจุบัน การแก้ปัญหาระหว่างประเทศย่อมต้องเป็นไปตามกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ เราไม่มีทางที่จะใช้แสนยานุภาพของกองทัพไทยที่อยู่ในอันดับที่ 19 ของโลกไปทะเลาะหรือเปิดศึกกับประเทศเพื่อนบ้านได้
ดังนั้น การ “สะสม” อาวุธจึงเป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็น” สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เราคงมีอาวุธเท่าที่จำเป็นไว้เฉพาะการป้องกันตนเอง ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบริเวณชายแดนมากกว่ามีอาวุธไว้เพื่อทำ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านครับ
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับทหารนอกไปจากเรื่องงบ ประมาณทางทหารก็คือเรื่องการยอมรับในอำนาจของพลเรือน ซึ่งผมคิดว่ายังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ระหว่างหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในเรื่องดังกล่าว สังคมเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับทหารว่า “ใหญ่กว่า” พลเรือนที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารของประเทศ มีหลายต่อหลายครั้งที่สื่อต่าง ๆ พยายามถามทหารชั้นผู้ใหญ่ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการเมือง มีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของรัฐบาล มีความคิดเห็นอย่างไรกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบางคน หรือแม้แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรเป็นใคร
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม
ทั้ง ผู้ถามและผู้ตอบในบางครั้งก็หลงทางกันไปไกล เราต้องไม่ลืมไปอย่างหนึ่งว่า ในประเทศไทยเรามี 19 กระทรวงและอีก 1 สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมเป็นหนึ่งใน 19 กระทรวง กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 คือ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัย คุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ สนับสนุนการพัฒนาประเทศและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของกระทรวงกลาโหมหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงกลาโหม
และ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (3) ยังบัญญัติไว้ว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุก ตำแหน่งซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม จากกฎหมาย 2 ฉบับข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระทรวงกลาโหมเป็นส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับ นโยบายของคณะรัฐมนตรี
ส่วนทหารซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ใน สังกัดกระทรวงกลาโหมก็เป็นข้าราชการ ประเภทหนึ่งซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี การที่รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร กระทรวงกลาโหมก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ส่วนในเรื่องของตัวบุคคลนั้น หากนายกรัฐมนตรีจะตั้งใครมาเป็นรัฐมนตรีก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะทำ ได้ หากทหารสามารถเรียกร้องให้เอาใครมาเป็นรัฐมนตรีได้ ทุกกระทรวงก็คงต้องอยู่ในสถานะที่เหมือน ๆ กัน
พลเรือนเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือทหาร
อีก เรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจของพลเรือนที่อยู่เหนือทหารก็คือ รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายกำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณของทางทหาร ด้วยเหตุนี้เองที่ประเทศต่าง ๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ยอมรับว่า พลเรือนเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือทหารครับ
“ยอมรับ” และ “กลับเข้าสู่ระบบ” ที่ถูกต้องกันเสียที
ที่ กล่าวมาก็เพื่อให้เกิดการ “ยอมรับ” และ “กลับเข้าสู่ระบบ” ที่ถูกต้องกันเสียที ทหารมีหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ก็ต้องทำหน้าที่ไปตามนั้น การออกมาแสดงแสนยานุภาพบ่อย ๆ นอกจากจะไม่ทำให้สถานะของประเทศดีขึ้นแล้ว ยังอาจเป็นภัยต่อความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ต่อความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี และต่อความมั่นใจของประชาชนคนไทยที่ต้องการเห็นประเทศชาติก้าวเดินไปภายใต้ ระบอบประชาธิปไตย แท้ ๆ อย่างมั่นคงด้วยครับ
งบประมาณทางทหารจึงควรได้รับการทบทวนเพราะแสนยานุภาพกองทัพไทยนั้น “น่ากลัว” อยู่แล้ว แม้เฮลิคอปเตอร์จะตกไป 3 ลำแต่เราก็ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีกตั้ง 440 ลำ ข่าวที่ว่าจะขอซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่อีก 30 ลำ คงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า 440 ลำที่มีอยู่นั้นใช้ได้หรือไม่ได้อย่างไรครับ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนจำนวนหนึ่งมากกว่าหากเอาเงินที่จะซื้อเฮลิคอปเตอร์ ใหม่ไปสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาลในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เอาไว้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหรือที่มีอยู่ 440 ลำนั้นใช้ไม่ได้หรือเสียไปสักครึ่งหนึ่งแล้วค่อยคิดจะซื้อยุทธปัจจัยกันใหม่ จะเหมาะสมกว่า
ขอฝากรัฐบาลใหม่ไว้อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่านพบในหน้าหนังสือ พิมพ์คือ มีบริษัทผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ที่เป็นคู่ค้ากับกองทัพไทยจำนวนหนึ่งที่มีลักษณะ ผูกขาด เพื่อความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ควรที่จะเปิดเผยรายชื่อและรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเหล่า นั้นต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพไทยควรทำโดยวิธีปกติเหมือนกับการจัด ซื้อจัดจ้างในหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบได้ จะได้ไม่ต้องมีใครมาสงสัยหรือกล่าวหากันอีกต่อไปว่ามีการทุจริตในระบบจัด ซื้อจัดจ้างของกองทัพไทยครับ
ถึงเวลา ปฎิรูปกองทัพ หรือยัง ?
ข้อสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ซึ่งน่าจะลองให้พลเรือนเป็นดู เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียใด ๆ ทั้งสิ้น ควรคิดที่จะปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมกับขนาดประเทศและจะต้อง เข้าไปตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่กองทัพไทยมีอยู่อย่างละเอียดทั้งหมดว่าใช้ได้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งควรเข้าไปตรวจสอบการซ่อมบรรดายุทโธปกรณ์เหล่านั้นด้วยว่า มีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องเสียไปหรือไม่ เพราะในบางครั้ง หากต้องเสียเงินซ่อมจำนวนมหาศาลแล้วใช้งานไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เอาเงินไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าครับ
การปฏิรูประบบทหารทั้งระบบมีความจำเป็นหรือไม่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบและมีคำตอบที่ชัดเจนครับ โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว เราจะย่ำอยู่ที่เดิม พูดจาแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ เหมือน 70 ปีที่แล้วมาคงไม่ได้ครับ !!!
ความ จริงผมไม่อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับ “ทหาร” เท่าไรนัก ก็อย่างที่ทราบกันอยู่ว่า ทหารนั้นมี “อำนาจ” ในตัวของตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า จำเป็นต้องเขียน เพราะถ้าไม่เขียนก็อาจเกิดผลเสียตามมาในวันข้างหน้าได้ ถ้าบทบรรณาธิการนี้ไปกระทบกระเทือนความรู้สึกใครก็ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ท้าย ที่สุด ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของข้าราชการทุกคนที่เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรณีของข้าราชการทหารและพลเรือน 17 คนจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำ รวมทั้งข้าราชการทุกประเภททั้งในภาคใต้และภาคอื่น ๆ ที่ต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ !!!
ที่มา มติชน หมายเหตุ - เป็นเนื้อหาโดยสังเขปจากรายงาน "สรุปปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์" ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่นำเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และรัฐบาลใหม่ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาโดยด่วน (ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับ 1 สิงหาคม 2554 หน้า2)



ความเป็นมาของโครงการ
ความ เป็นมาของโครงการ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" (AIRPORT RAIL LINK) หรือโครงการระบบขนส่งทางรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่ง ผู้โดยสารท่าอากาศยานในเมือง เป็นโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของรัฐบาลและเป็นโครงการที่รัฐลงทุนเองทั้งหมด อยู่ใต้หน่วยงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2548
ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังระบบรถไฟฟ้าอื่นๆ ได้ 2 สถานี คือ 1.เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยมีสถานีร่วมที่พญาไท 2.เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยมีสถานีร่วมที่เพชรบุรี
นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ได้เปิดให้บริการเป็น 3 แบบ โดยวิ่งในรางเดียวกัน คือ
1.รถไฟ ฟ้า ธรรมดา (SA City Line) วิ่งจากพญาไท ไปสนามบินสุวรรณภูมิ จอดให้บริการทุกๆ สถานี (รวม 8 สถานี) มีรถไฟทั้งหมด 5 ขบวน ระยะปล่อยรถทุกๆ 15 นาที ใช้เวลาเดินทางจากพญาไทถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 30 นาที ซึ่งจะให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทุกวัน
2.รถไฟฟ้า ด่วน MAS Express วิ่งจากสถานีมักกะสัน/อโศก ไปสถานีสุวรรณภูมิ เท่านั้น (รับจอดเฉพาะ 2 สถานีเท่านั้น) มีรถไฟฟ้าที่ให้บริการทั้งหมด 1 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ และมีระยะปล่อยรถทุกๆ 45 นาที (ตู้บรรทุกกระเป๋าสัมภาระ 1 ตู้) ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทุกวัน
3.รถไฟฟ้าด่วน PTH Express วิ่งจากสถานีพญาไทไปสถานีสุวรรณภูมิ (รับจอดเฉพาะ 2 สถานีเท่านั้น) มีรถให้บริการทั้งหมด 2 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ มีระยะปล่อยรถทุกๆ 30 นาที (ตู้บรรทุกกระเป๋าสัมภาระ 1 ตู้ ไม่ได้ใช้งาน) ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น.ทุกวัน
แผนการเงินและการลงทุนของโครงการ ARL ที่ได้จัดทำขึ้นโดยรัฐบาล เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยคาดหวังรายได้หลักจากค่าโดยสาร และรายได้จากการพัฒนาเป็นร้านค้าขาย โฆษณาต่างๆ และให้บริการที่จอดรถตามสถานี
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ
เนื่อง จาก บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบ และภารกิจเฉพาะในการบริหารการให้บริการรถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยาน ในขณะที่เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และยังคงไม่มีความชัดเจนด้านนโยบายการบริหารและงบประมาณสนับสนุน พร้อมกับมีความคาดหวังเบื้องต้นจากรัฐบาลว่า ต้องการให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หลุดพ้นจากลักษณะการบริหารแบบภาครัฐ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในระยะแรกเริ่มจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แนวคิดดังกล่าวยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม เพราะการบริหารงานยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ และปัจจุบันสนับสนุนต่างๆ จาก ร.ฟ.ท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาในเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ต่อไปนี้
1.การ พึ่งพาบุคลากรในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารระดับกลาง เพื่อรับผิดชอบการบริหารงาน และงานด้านนโยบายของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
2.การพึ่งพางบประมาณสนับสนุนในด้านต่างๆ เนื่องจากบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังไม่มีเงินรายได้ (รายได้ปัจจุบัน ถูกนำส่งให้ ร.ฟ.ท.) หรืองบประมาณเป็นขององค์กรเอง
3.การพึ่งพาด้านกฎระเบียบและกระบวนการวิธีปฏิบัติในด้านการทำงานต่างๆ
การ พึ่งพาในเรื่องสำคัญต่างๆ ข้างต้น ได้ส่งผลกระทบอย่างมากกับแนวคิดที่จะทำให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หลุดพ้นจากแนวคิดทางการบริหาร และกระบวนการวิธีปฏิบัติแบบภาครัฐ โดยสามารถจำแนกสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาได้ 4 ประการ ดังนี้
1.การไม่ เพียงพอด้านงบประมาณสนับสนุน หรือไม่มีเงินงบประมาณเป็นขององค์กรเอง ยังคงต้องพึ่งพาการรถไฟแห่งประเทศไทย และเนื่องจากเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐยังดำเนินการไม่เรียบร้อย และใช้ระยเวลานาน ซึ่งปัจจุบันล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี ซึ่งทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนภายในบริษัท เข้าสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก ไม่สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้ในการบริหารจัดการภายใน และปรับปรุงการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว
2.การไม่เพียงพอในเรื่อง วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และขาดอะไหล่สำรองและอะไหล่สิ้นเปลืองต่างๆ สำหรับรถไฟฟ้าที่จำเป็น ส่งผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นด้วยความยากลำบาก และไม่สามารถบำรุงได้อย่างเพียงพอ หรือดำเนินการใดๆ ในการยกระดับการให้บริการต่อประชาชน
3.การไม่เพียงพอในด้านอัตรา กำลัง และศักยภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เต็มไปด้วยข้อจำกัด เนื่องจากงานบริหารส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก ร.ฟ.ท. และงานบางส่วนต้องผ่านสถาบันศศินทร์ ทำให้ไม่เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการคัดสรร
4.การไม่สามารถบริหาร และไม่มีระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นของตนเองในการรองรับการปฏิบัติหน้าที่
จาก ปัจจัย และสาเหตุข้างต้น นำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยสามารถจำแนกได้ 3 ส่วน ดังนี้
1.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบาย
2.ปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ และวิธีการทำงาน
3.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงการให้บริการ
1.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบาย ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้
- การที่ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจาก ร.ฟ.ท. ให้ทำหน้าที่รักษาการแทนในตำแหน่งระดับสูงต่างๆ เป็นการชั่วคราวในขณะที่ บุคคลเหล่านั้นยังคงต้องรับผิดชอบบริหารงานที่รับผิดชอบในส่วนของ ร.ฟ.ท.ควบคู่ไปด้วยนั้น ย่อมส่งผลทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดตั้งระบบการบริหารความปลอดภัย และขั้นตอนในการปฏิบัติงานภายในต่างๆ
- รายละเอียดอัตรากำลังตามโครงการสร้างองค์กร และการรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ล่าช้า ได้แสดงให้เห็นว่า อัตรากำลังในส่วนของผู้บริหารระดับสูง ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มให้เกิดความชัดเจน ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการวางแนวทางปฏิบัติในการทำงาน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใน
- นโยบายการบริหารงาน ณ ปัจจุบัน ขาดนโยบายเชิงรุกในทุกด้านทั้งนโยบายภายใน และภายนอก โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแบบวันต่อวัน ขาดการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน และไม่สามารถคาดหวังการทำงานที่มุ่งผลสำเร็จได้ เนื่องจากขาดการพัฒนาศักยภาพในตัวพนักงาน ด้วยการเข้ารับการฝึกอบรมที่ต่อเนื่องเป็นระบบ และจำเป็น
- นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญและกำลังใจของพนักงาน ส่งผลทำให้อัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในอัตราที่สูงมาก โดยสาเหตุหลักที่ถูกนำมาใช้ในการลาออก คือ การเปลี่ยนไปทำงานอื่น
- นโยบายการบริหารและทางการเงินงบประมาณ ไม่สามารถแก้ไข หรือตอบสนองต่อปัญหาและอุปสรรค ที่ได้รับความเห็นจากที่ปรึกษาวิศวกรอิสระ
- เงื่อนไขของการจ้างงานที่เหมาะสมสำหรับบริษัทภาคเอกชนไม่ได้ถูกนำมาใช้ โดยนำเงื่อนไขของการจ้างงานของ ร.ฟ.ท.มาใช้ชั่วคราว เกือบ 2 ปี ย่อมเป็นปัจจัยสนับสนุนในการลดประสิทธิภาพของพนักงาน และเพิ่มอัตราส่วนการลาออกของพนักงาน
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดซื้ออะไหล่สำรองสำหรับการเดินรถไฟฟ้าเพื่อการ ให้บริการ ได้ส่งผลทำให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการ เช่น การลดจำนวนเที่ยวการให้บริการลง เนื่องจากการขาดอะไหล่สำรอง
- การยกเลิกสัญญาจ้างกับ Deutsche Bahn International ของ ร.ฟ.ท. โดยไม่ได้มีการจัดเตรียมแผน และงบประมาณ เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ส่งผลทำให้ขาดความต่อเนื่องในการถ่ายโอนความรู้ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ตามข้อตกลงในสัญญา
2.ปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ และวิธีการทำงาน ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้
- อุปกรณ์สำนักงานมีอยู่ไม่เพียงพอ เช่น ตู้เอกสาร เครื่องพิมพ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และความไม่สะดวกสำหรับการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต พนักงานยังคงต้องพึ่งพาอุปกรณ์สำนักงานส่วนตัว
- การพัฒนาตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงานยังไม่มีการดำเนินการบังคับใช้ เพื่อให้เกิดการประเมินผลงานเทียบกับมาตรฐานสากล
- ระบบ ERP ยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยในการทำงานให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
- ระบบ SAP ยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยในการทำงานให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
3.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงการให้บริการ ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้
- ความยากลำบากในการยกระดับ หรือปรับปรุงการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ วิธีการทำงาน และงบประมาณในการสนับสนุน
- การดำเนินการต่างๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ เป็นไปด้วยความล่าช้า และขาดงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนา เช่น การจัดทำทางเดินเชื่อม ป้ายประชาสัมพันธ์ และป้ายสัญลักษณ์บอกทาง เป็นต้น
- มีจำนวนอัตรากำลังคนที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการ ส่งผลทำให้เกิดปัญหาด้านภาพลักษณ์การให้บริการของพนักงาน
- อุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เพื่อปรับปรุงการให้บริการ มีการจัดหาที่เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของงานที่ปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที และในบางกรณีส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
...........
ที่มา ข่าวสด

บี บีซีรายงานวันที่ 1 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา แถลงประณามรัฐบาลซีเรีย กรณีใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งล่าสุด ในวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. มีผู้เสียชีวิตกว่า 130 ราย โดยผู้นำสหรัฐยังขอร้องให้รัฐบาลซีเรียเลิกใช้กำลังต่อประชาชนของตนเองได้ แล้ว ในขณะที่สหรัฐจะพยายามหาทางโดดเดี่ยวนายบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรียให้เด็ดขาดให้ได้
จากภาพข่าว รัฐบาลซีเรียส่งรถถังบุกเข้าเมืองฮามา เพื่อกวาดล้างผู้ชุมนุม หลังจากเดือนก่อน เพิ่งถอนกำลังทหารออกมา การบุกเข้าไปใหม่นี้มีเสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วเมือง ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมากจนล้น ทั้งคนที่ตายด้วย ชาวบ้านต่างต้องช่วยกันบริจาคเลือดเพื่อช่วยผู้บาดเจ็บ
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51