WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 7, 2011

ปชช.เกือบ50%หวัง"นายกฯยิ่งลักษณ์"บริหารชาติได้ ให้เวลาเกิน6เดือนพิสูจน์ แก้ของแพง-เพิ่มค่าแรง300

ที่มา มติชน



จาก มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของไทย และจะนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมแต่งตั้งทันที เพื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะได้เดินหน้าบริหารบ้านเมืองอย่างเต็มที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ต่อ “นายกรัฐมนตรีหญิง”คนแรกของไทย ในสายตาประชาชน จำนวนทั้งสิ้น 1,336 คน ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้

1. จากมติที่ประชุมได้เลือกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร?


อันดับ 1 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการเมืองไทยที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก 47.66%
อันดับ 2 เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะเป็นผู้ที่พรรคเพื่อไทยวางตัวไว้ให้เป็นนายกฯ ตั้งแต่แรก 21.35%
อันดับ 3 ไม่ มั่นใจในตัวคุณยิ่งลักษณ์ /บางคนมองว่าเป็นเพียงนายกฯ เงาที่ไม่มีอำนาจในการบริหาร อย่างแท้จริง /การบริหารประเทศจะต้องอาศัยประสบการณ์ มีความคลุกคลีเกี่ยวข้องกับการเมืองมาพอสมควร 14.33%
อันดับ 4 คงจะต้องพิสูจน์ตนเองอย่างเต็มที่และเร่งทำผลงานตามที่ได้ประกาศไว้กับประชาชนในช่วง หาเสียงเลือกตั้ง 8.68%
อันดับ 5 บ้าน เมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลงคงจะขึ้นอยู่กับการบริหารประเทศของนายกฯ คนใหม่ ว่าจะจริงจังหรือมีความตั้งใจจริงในการบริหารประเทศมากน้อยเพียงใด 7.98%

2. เรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนอยากให้ “นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์” ทำ


อันดับ 1 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้าแพง /การเพิ่มค่าแรง 300 บาท ขึ้นเงินเดือน ป.ตรี 15,000 บ. 46.87%
อันดับ 2 การแก้ปัญหายาเสพติด /ผู้มีอิทธิพล /ปัญหาอาชญากรรม 17.94%
อันดับ 3 ความมั่นคงของประเทศ /ปัญหาชายแดน 11.46%
อันดับ 4 การพัฒนาการศึกษาของไทย /การปฏิรูปการศึกษา 11.03%
อันดับ 5 การสร้างความปรองดองของคนในชาติ 7.66%
อื่นๆ เช่น นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่สัญญาไว้กับประชาชน,ปัญหาน้ำท่วม ,การจราจร ฯลฯ 5.04%

3. ประชาชนจะให้เวลา “นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์” แสดงฝีมือในการบริหารประเทศ เป็นเวลานานเท่าใด?

อันดับ 1 มากกว่า 6 เดือน 52.38%
เพราะ ปัญหาต่างๆของประเทศในขณะนี้มีมาก ต้องใช้เวลาในการศึกษา แก้ไขและจะต้องคำนึงถึงผลดี ผลเสีย ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ฯลฯ
อันดับ 2 ภายใน 6 เดือน 25.51%
เพราะ เป็นระยะเวลานานพอสมควรที่รัฐบาลน่าจะดำเนินการให้เห็นผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ ฯลฯ
อันดับ 3 ภายใน 3 เดือน 19.16%
เพราะ คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่จะลงมือหรือดำเนินการแก้ไขในเรื่องสำคัญต่างๆ ฯลฯ
อันดับ 4 ภายใน 1 เดือน 2.95%
เพราะ ประเทศชาติมีปัญหามากมายที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข ไม่สามารถรอต่อไปได้อีก ฯลฯ

4. ประชาชนคิดว่า “นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์” น่าจะทำให้ประชาชนสมหวังต่อการบริหารประเทศ มากน้อยเพียงใด?

อันดับ 1 น่าจะสมหวัง 48.04%
เพราะ ดูจากโผ ครม. ล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ คงจะบริหารประเทศไปได้ด้วยดี ฯลฯ
อันดับ 2 คิดว่าสมหวัง 20.44%
เพราะ เป็นรัฐบาลใหม่ที่ถูกจับตามองอย่างมาก และประชาชนคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้ดีขึ้นได้ ฯลฯ
อันดับ 3 คงจะไม่สมหวัง 16.92%
เพราะ การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ รัฐบาลประกอบด้วยบุคคลหลายกลุ่ม หากมีปัญหาหรือตกลงกันไม่ได้ ก็อาจส่งผลเสียตามมา ฯลฯ
อันดับ 4 ไม่สมหวัง 14.60%
เพราะ ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ ไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฯลฯ

5. จากที่ประธานสภาแสดงความจำนงจะเข้ามา กู้ภาพลักษณ์ กรณี สภาล่มซ้ำซาก โดยจะให้ ส.ส.เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง ประชาชนคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่?


อันดับ 1 ค่อนข้างเป็นไปได้ 33.62%
เพราะ คุณสมศักดิ์เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน และเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีมากกว่าครึ่งคงจะให้ความร่วมมือเป็น อย่างดี เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภา ฯลฯ
อันดับ 2 เป็นไปได้ 25.96%
เพราะ ประธานสภาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด หากยึดปฏิบัติด้วยความเคร่งครัด เด็ดขาด เชื่อว่าการประชุม คงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ฯลฯ
อันดับ 3 คงจะเป็นไปไม่ได้ 25.57%
เพราะ ส.ส. มีจำนวนมาก การควบคุมหรือขอความร่วมมือของประธานสภาคงจะทำได้ยาก ฯลฯ
อันดับ 4 เป็นไปไม่ได้ 14.85%
เพราะ เชื่อว่า ส.ส.บางคนยังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิม ขาดความเคารพและขาดความรับผิดชอบ ฯลฯ

พลาดไม่ได้ แม้แต่ก้าวเดียว

ที่มา ข่าวสด


เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนเพื่อไทย

หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดประวัติศาสตร์วันที่ 5 สิงหาคม

โหวตขานชื่อเรียงตัวส่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 และนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ผลคะแนนเห็นชอบ 296 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 และงดออกเสียง 197

ในส่วน 296 เสียงเห็นชอบ เมื่อหักลบเสียงของประธานสภา 1 รองประ ธานสภา 2 และน.ส.ยิ่งลักษณ์อีก 1 ที่งดออกเสียงตามมารยาท

เท่า กับพรรคแกนนำ กับอีก 4 พรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พลังชล และประชาธิปไตยใหม่ โหวตให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แบบเต็มสตรีม ไม่หายหกตกหล่นแม้แต่เสียงเดียว

หลัง ประธานสั่งปิดประชุม สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ได้เดินเรื่องให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา นำชื่อนายกฯ ที่ได้รับการโหวตเห็นชอบจากสมาชิกด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 251 เสียง ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทันทีช่วงบ่าย

พร้อมกันนั้นทางพรรคเพื่อไทยได้จัด เตรียมสถานที่สำหรับพิธีรับพระบรมราชโองการ ไว้ที่บริเวณ ชั้น 7 อาคาร โอเอไอ ซึ่งเป็นสถานที่ทำการพรรค

เป็นอันสิ้นสุดช่วงไฮไลต์กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจการบริหารประเทศ

ถ้า หากย้อนหลังไปดูจากคำพูดของบางคนในฝั่งตรงข้าม ที่ปล่อยออกมาช่วงก่อนเลือกตั้ง ที่ว่า ถึงพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่ได้เป็นนายกฯ

ก็ต้องถือว่ากระบวนการเปลี่ยน ผ่านอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ มาสู่มือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็น นายกฯ

ราบรื่นไร้อุปสรรคต่างจากที่ใครหลายคนเคยหวาดระแวง



เริ่ม ตั้งแต่การประกาศรับรองส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ที่บรรยา กาศขลุกขลักในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ยอมปล่อยเข้าสภาครบ 500 คน

โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ตั๋วเข้าสภาใบสุดท้าย พร้อมสถิติใหม่กกต. คือไม่มีการแจกใบแดงแม้แต่ใบเดียว

ส่งผลให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ตามกำหนดวันที่ 1 สิงหาคม

ซึ่ง เป็นจังหวะเดียวกับที่พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ประกาศถอนตัวจากแคนดิเดตประธานสภา ทำให้"ขุนค้อน"สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้รับเลือกเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

พร้อมกับนายเจริญ จรรย์โกมล และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 และ 2 แบบไร้คู่แข่งม้วนเดียวจบ

อย่าง ไรก็ตาม ถ้าพลิกดูปฏิทินที่พรรคเพื่อไทยล็อกวันไว้ก่อนหน้า วันอังคารที่ 2 สิงหาคม ประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา และประชุมโหวตเลือกน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ในปลายสัปดาห์เดียวกัน

จากนั้นจะเป็นเขย่า"โผรัฐมนตรี"รอบสุดท้าย

ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา คณะรัฐมนตรีต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

พรรค เพื่อไทยคาดว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จสิ้น ก่อนถึงวันสำคัญของประเทศ 12 สิงหาคม จากนั้นคณะรัฐบาลต้องจัดทำนโยบายเพื่อแถลงต่อรัฐสภาเสียก่อน กระบวนการเข้าสู่อำนาจการบริหารประเทศถึงจะสมบูรณ์

แต่ก่อนไปถึงจุด นั้น สิ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมเวลานี้ คือการลุ้นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ว่าจะออกมาในนามของการตอบสนองการทำงานเพื่อประเทศชาติ สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนตามที่เคยหาเสียงไว้

หรือเพียงมุ่งตอบสนองอำนาจและผลประโยชน์ในหมู่เครือญาติ พวกพ้องนักการเมืองด้วยกันเอง

รวมถึงเป็นการกรุยทางไว้รอใครบางคนเดินทางกลับประเทศ โดยไม่ต้องรับโทษจากสิ่งที่เคยก่อเอาไว้เมื่อครั้งยังอยู่ในอำนาจ

เหมือนอย่างที่ฝ่ายค้านตั้งฉายาให้รัฐบาลล่วงหน้าว่า"แฟมิลี่ คาบิเนต"



จากผลสำรวจเอแบคโพล จัดลำดับความคาดหวังของประชา ชนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่วนใหญ่ต้องการให้ทำให้ได้ตามที่พูดหาเสียงไว้

รอง ลงมา คือการเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาปากท้อง เพิ่มรายได้ประชาชน ช่วยเหลือเกษตรกร ฯลฯ และขอให้แสดงความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด ควบคุมความวุ่นวายต่างๆ ได้มากกว่านี้

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าโฉมหน้ารัฐมนตรีทั้ง 35 คนที่ใกล้คลอด ออกมาในอีกไม่กี่อึดใจ คือ ก้าวแรกในการพิสูจน์ความเป็นผู้นำของนายกฯยิ่งลักษณ์

ว่าเข้า มา ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ตามที่ประชาชนตั้งความหวังเอาไว้ หรือเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาให้กับญาติพี่น้อง ตลอดจนบุคคลบางกลุ่มบางพวก

โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษกรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าคือเบื้องหลังในการเข้าสู่อำนาจการเมืองของยิ่งลักษณ์

สำนัก ข่าวรอยเตอร์อ้างนักวิเคราะห์การเมืองไทยจำนวนมาก เชื่อว่าฝ่ายตรงข้าม"ทักษิณ" กำลังรอคอยให้รัฐบาลชุดใหม่ทำสิ่งผิดพลาด เพื่อ นำไปสู่เงื่อนไขในการแทรกแซงการ เมืองอีกครั้ง

ทั้งยังอ้างคำกล่าวนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ระบุ

ชัยชนะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็น ชัยชนะเด็ดขาดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย การกีดขวางในทันทีทันใดจึงไม่น่าจะเป็นไปได้

การเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลต้องถูกคิดคำนวณอย่างถ้วนถี่

ฝ่าย ตรงข้ามต้องรอคอยให้รัฐบาลชุดนี้ทำสิ่งที่ผิดพลาด และต้องมีเหตุผลอันชอบธรรมมารองรับการเคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นผลที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นภาวะจลาจลวุ่นวาย

เหล่านี้คือรหัสเตือนภัยว่า

ถึง เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ คนที่ 28 และนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย จะเป็นห้วง ระยะเวลาสั้นๆ ที่ค่อนข้างราบรื่น ปราศจาก การแทรกแซงของพลังอำนาจพิเศษใดๆ

แต่จากนี้ไป"ยิ่งลักษณ์"จะพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว

มาร์คโบ้ย เอกสารลับ'ศอฉ.'

ที่มา ข่าวสด

สั่งยิงวัน10เมย. โยนถามเทือก ในฐานะเป็นผอ. 'ทนายแดง'เล็ง ใช้ฟ้องศาลโลก



นรม.สั่ง - เอกสารลับที่มีผู้นำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ อ้างว่าเป็นคำสั่งของศอฉ. ในการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมและขอคืนพื้นที่ในเหตุ การณ์วันที่ 10 เม.ย.2553 โดยระบุ "นรม." เป็นผู้สั่งการอย่างชัดเจน

มา ร์ คปัดไม่รู้เรื่องเอกสารลับ โยนให้ไปถามเทือก ที่คุมศอฉ. ทนายเสื้อแดงชี้รายละเอียดในเอก สารระบุชัด ข้ออ้างเรื่องคนชุดดำโกหกทั้งเพ เชื่อใช้เป็นหลักฐานฟ้องคดีได้ น้องชาย'น้องเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม' ลั่นเป็นคำสั่งมิชอบ ชี้ห้ามยิงผู้หญิง-เด็ก แล้วพี่สาวตนและด.ช.อีซาวัย 14 ปี ถูกยิงตายได้อย่างไร ยันเดินหน้าเอาผิดคนสั่งการ ด้านพ่อเหยื่อสไนเปอร์รายแรกครวญลูกชายตกเป็นเหยื่อคำสั่งนี้

เมื่อ วันที่ 6 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่มีเว็บ ไซต์หลายแห่งเผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่ม "ทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554" ฉบับที่ 3 ซึ่งอ้างว่าเป็นเอกสารลับของ ศอฉ. เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 โดยมีการระบุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใช้ปืนลูกซองในการป้องกันตนเองของเจ้า หน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ว่า ตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่กำกับดูแล ศอฉ.อยู่ในขณะนั้น และไม่มีการส่งเรื่องมาให้ตนดู จึงไม่รู้ว่าเป็นเอกสารอะไร ควรจะนำเอกสารนี้ไปให้นาย สุเทพ เผื่อจะรู้

นาย คารม พลทะกลาง ทนายกลุ่มนปช. กล่าวถึงเอกสารคำสั่งการใช้อาวุธต่อกลุ่มผู้ชุมนุมของศอฉ. ว่าเอกสารชิ้นนี้เป็นหลักฐานสำคัญ ที่ย้ำให้เห็นได้ว่าการกล่าวอ้างว่ามีการต่อสู้จากชายชุดดำจนทำให้เจ้า หน้าที่ต้องตอบ โต้นั้นเป็นเรื่องโกหก แต่ที่จริงแล้วเป็น การ เตรียมที่จะมายิงอยู่แล้ว เพียงแต่มีคำสั่งว่ายิงกับใครได้บ้าง ห้ามยิงเด็กและผู้หญิง แสดงว่าคนออกคำสั่งต้องรู้ว่ากลุ่มคนที่เป็นเป้าหมาย มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ดังนั้น เรื่องนี้จะต้องนำไปใช้ต่อสู้ในชั้นศาล กับกลุ่มคนที่ถูกฟ้องคดีก่อการร้าย และหากว่ามีชายชุดดำเข้ามาก่อกวน ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก

นายคารม กล่าวว่า สำหรับการฟ้องในข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา และพยายามฆ่า ของญาติ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม สามารถนำเอกสารชิ้นนี้ไปฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ และผอ.ศอฉ.ในข้อหาดังกล่าวได้เลย ซึ่งตนจะหารือกับญาติผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บอีกครั้งในการยื่นฟ้อง นอกจากนี้จะนำ ส่งเอกสารชิ้นนี้ให้กับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ ดัม ทนายความของนปช. เพื่อนำไปใช้ประกอบ การฟ้องคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย

นายณัท พัช อัคฮาด น้องชายของน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวันปทุมวนารามเมื่อ 19 พ.ค.ปีที่ผ่านมา กล่าวถึงเอกสารลับ จากแถลงการณ์ของกลุ่ม "ทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554" ว่า เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จะตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดในคำสั่งนี้อีกครั้งว่าหน่วยงานไหนบ้างที่รับคำ สั่งนี้ไปปฏิบัติการในการปราบปรามฆ่าประชาชนปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่สาวตนและ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมากในทั้ง 2 เหตุการณ์ เพราะการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนนั้นมาจากคำสั่งลับใบนี้ และวันนี้ก็ถูกเปิดเผยความจริงออกมา

นายณัทพัชกล่าวต่อว่า ผ่านมากว่า 1 ปี ผู้เสียชีวิตที่บริสุทธิ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 เหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้บาดเจ็บที่ไม่รู้เรื่องและไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายหรือชายชุดดำ ที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพกล่าวหา นอกจากนั้นผู้บาดเจ็บก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ดังนั้น จะเดินหน้าค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด จนกว่าจะได้ตัวฆาตกรที่ฆ่าและสั่งฆ่าประชาชนนี้มาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

น้อง ชายน้องเกดกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อความแต่ละข้อในคำสั่งลับฉบับนี้ พบว่ามีข้อที่ 2.2 ระบุให้ใช้อาวุธต่อเป้าหมาย ในระยะ 30-50 เมตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมวิถีกระสุนและควบคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้สมควรแก่ เหตุ และห้ามใช้อาวุธต่อเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและเด็ก

"ผมขอตั้งคำ ถามว่าแล้วพี่สาวของผมที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามนั้นเป็นผู้หญิงใช่ หรือไม่ นอกจากนี้ยังมี ด.ช.อีซา อายุ 14 ปี ที่ถูกยิงตายย่านบ่อนไก่ ก่อนที่ศพจะถูกนำไปฝังแบบไม่มีญาติที่สุสาน จ.ชลบุรี อยากถามว่าใช่เด็กหรือไม่ ซึ่งพี่สาวผมและน้องอีซาที่เสียชีวิตในครั้งนี้ก็เพราะคำสั่งฉบับนี้ จะต้องมีคนรับผิดชอบ"

นายณัทพัชกล่าวย้ำว่า คำสั่งกับการปฏิบัติจริงมันคนละทาง ในพื้นที่เกิดเหตุจริงมันโหดร้ายกว่าที่นายอภิสิทธิ์เขียนไว้มาก ยิงมั่วแม้กระทั่งผู้หญิง คนแก่ และเด็กที่หลบอยู่ในวัดปทุมวนาราม และพื้นที่อื่นๆ

ด้านนายสำราญ วางาม บิดาของนายสวาท วางาม เหยื่อสไนเปอร์รายแรกบริเวณสี่แยกคอกวัว กล่าวว่า ลูกชายของตนก็ตกเป็นเหยื่อของคำสั่งลับ ศอฉ.ฉบับนี้เป็นรายแรก โดยถูกสไนเปอร์ยิงระยะไกลสมองกระจายเสียชีวิตคาที่ ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมลูกชายอีก 2 คนได้ไปร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐประหารร่วมกับกลุ่มคน เสื้อแดงกันมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. เรื่อยมาจนถึง 10 เม.ย. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและแยกคอกวัว และในวันที่ 10 เม.ย.นั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าสถานการณ์ตึงเครียดตลอดทั้งวัน มีเฮลิคอปเตอร์บินวนเพื่อโปรยใบปลิวให้พวกเราออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีคนเสื้อแดงยิงพลุตะไลขึ้นฟ้าเพื่อขับไล่เฮลิคอปเตอร์แต่ไม่ โดนใคร จนกระทั่งช่วงเย็นถึงค่ำสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น เจ้าหน้าที่จาก ศอฉ.เริ่ม ประชิดเข้ามาถึงคอกวัว พร้อมอาวุธนานาชนิด รวมทั้งรถหุ้มเกราะและรถถังกว่า 10 คัน มาจอดประจันหน้ากับคนเสื้อแดง และพอฟ้ามืดก็เริ่มมีเสียงปืน ขณะเดียวกันทราบว่าคนเสื้อแดงสามารถยึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ได้กว่า 500 กระบอก ก่อนจะนำไปที่เวทีใหญ่ สะพานผ่านฟ้าฯ

นายสำราญกล่าวต่อว่า ช่วงประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่คอกวัว พบว่าแถวหน้าส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี ก็ถูกยิง ถูกแก๊สน้ำตาไปหลายคน ก่อนจะบอกให้ผู้หญิงและเด็กถอยออกมาเพื่อให้ผู้ชายเข้าไปอยู่แถวหน้าแทน ซึ่งจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่สนใจว่าจะเป็นใครก็เพราะว่าได้รับคำสั่งมาให้ ยึดพื้นที่คืนให้ได้เท่านั้น ใครจะตายไม่สน ซึ่งเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการเข้าสลายช่วงกลางคืน ซึ่งทั่วโลกไม่มีใครทำกัน อย่างไรก็ตามคำสั่ง ศอฉ. ที่ถูกเปิดเผยออกมาก็มีความชัดเจนมากขึ้นว่าใครสั่งการสลายในครั้งนี้ ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วยก็ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับลูกชายต่อไป

นายสำราญกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการเสียชีวิตของลูกชายตนนั้นตนก็เกือบที่จะไม่ได้ร่างออกมาจากจุด เกิดเหตุ เนื่องจากมีกลุ่มเจ้าหน้าที่พยายามที่จะเข้ามานำเอาศพลูกชายขึ้นรถหุ้มเกราะ ไป แต่ถูกคนเสื้อแดงช่วยสกัดและตนก็กอดร่างลูกชายไว้แน่นจึงไม่สามารถเอาไปได้ และเห็นมีหลายร่างที่ถูกโยนเข้าไปในรถหุ้มเกราะและรถขยะสีเขียวซึ่งไม่ทราบ ชะตากรรม และทราบมาว่ามีการแจ้งคนหายช่วงการชุมนุมนี้ โดยเป็นข้อมูลจากบ้านเลขที่ 111 ที่ดำเนินการเรื่องนี้อยู่

"และใน วันที่ 9 ส.ค.นี้เวลา 10.00 น.ทางพรรคเพื่อไทยได้เรียกประชุมญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53 ที่พรรค เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการฌาปนกิจศพของผู้เสียชีวิตที่ยังคงเก็บไว้ตาม วัดต่างๆ ซึ่งมีทั้งสิ้น 7 ศพ เก็บอยู่ที่วัดพลับพลาไชย 1 โดยจะมีกำหนดการเผาพร้อมกันในวันที่ 16 ต.ค.54 ที่วัดบำเพ็ญเหนือ ย่านมีนบุรี และในช่วงเช้าวันที่ 10 ส.ค.นี้ตนและญาติผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ จะไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย ที่วัดพลับพลาไชย 1" นายสำราญกล่าว

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีเว็บไซต์หลายแห่งเผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มบุคคลที่อ้าง ชื่อ "ทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554" เปิดเผยเอกสารลับที่อ้างว่าออกมาจากศอฉ. ว่า ทราบจากสื่อ แต่ยังไม่ได้ดูในรายละเอียด จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบว่าเอกสารที่มีการเผยเป็นเอกสารฉบับจริงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ

"พรรค เพื่อไทยต้องตรวจสอบก่อนว่าเอก สารดังกล่าวเป็นของจริงหรือมีการทำปลอมขึ้นมาเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่ที่นำ ออกมาเผยแพร่ หากเป็นเอกสารที่มีการทำขึ้นมาจะส่งผลเสียหายตามมาภายหลังได้ จึงต้องขอเวลาในการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความชัดเจน หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป" นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ในฐานะผอ.ศอฉ.ควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่ามีการออกคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลทั้งคณะกรรมการอิสระค้นหาและตรวจสอบ ความจริงเพื่อความปรองดอง (คอป.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ควรมีส่วนในการตรวจสอบเช่นเดียวกัน และถ้ามีการใช้อาวุธจริงเข้าสลายการชุมนุม ผู้ที่สั่งการควรแสดงความรับผิดชอบให้ชัดเจน

หัวใจตท.10ไม่เป็นทาส2เจ้าเป็นบ่าว2นาย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ตท.10 ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผม ผมไม่ได้หวังตำแหน่งอะไรอยู่แล้ว
ผมจึงกล้าพูดเพื่อรักษาพรรคเพื่อไทย

โดย......ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม


ภาพ ครม.ยิ่งลักษณ์ งวดเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับปัญหาการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี
ที่ท้าทายนายกฯหญิงคนใหม่ ภายในพรรคเพื่อไทยฝุ่นตลบอบอวล
จากการหักดิบ สู้รบ ของกลุ่มก๊วนต่างๆ รวมถึง
การจัดตามยุทธศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่ต้องแชร์อำนาจทุกกลุ่ม และเดินหน้าสู่ความปรองดอง


พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ

เก้าอี้สำคัญที่มีผลต่อ "ความมั่นคง" ของรัฐบาลเพื่อไทย คือ รมว.กลาโหม
ในยุคที่ผู้นำกองทัพชุดปัจจุบันเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทย
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินเกมปรองดองกับชนชั้นนำเขาจึงเล็ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
คนใกล้ตัวที่ประสานได้สิบทิศแม้กระทั่งวิ่งเข้าบ้าน พล.อ.เปรมติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี จนเกิดเสียงต้านจากรุ่นน้อง
อดีตนายทหาร ตท.10 หรือเตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ
ที่มาช่วยงานในพรรคเพื่อไทย นำโดยพล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
ที่ปรึกษาพิเศษของพรรคไม่ใช่ว่า "บิ๊กอ๊อด" ถูกมองเป็นเครือข่ายอำมาตย์
ทว่าคำถามที่ดังกว่านั้น คือ พรรคเพื่อไทยกำลังหักหลังคนเสื้อแดง!

"ตท.10 ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผม แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด เขาก็เตือนๆ
ผมนะว่าให้เบาๆ หน่อยกลัวเป็นอะไรไป แต่ผมไม่ได้หวังตำแหน่งอะไรอยู่แล้ว
ผมจึงกล้าพูดเพื่อรักษาพรรคเพื่อไทย"

พล.อ.อำนวย ยืนยันก่อนเตือนสติดังๆ ให้คนในพรรคเพื่อไทยได้คิด

"คนที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ คือประชาชน
พรรคเพื่อไทยเป็นเพียงสื่อกลางที่ไปรับมาเท่านั้นเอง
อย่าไปหยิ่งผยองพองขนว่าเราได้ชัยชนะประชาชน
สามารถเขี่ยพรรคที่เป็นเครือข่าย เป็นกลไก เป็นลูกมือของอำมาตย์ออกไป
นี่จึงต้องปูนบำเหน็จประชาชน
อย่าไปตั้งรัฐมนตรีที่อยู่ไปวันๆเข้ามาเอาผลประโยชน์ของตัวเอง
และพวกพ้อง ไม่เคยทำให้พรรค พรรคก็แตก พรรคก็อ่อนแอ

"เราก็เลยคิดว่าต้องมาเตือนกันบ้างนะ มันเป็นชัยชนะของประชาชน
ถ้าท่านไปฮั้วกันและหักหลังประชาชน มันจบ... พรรคก็จบ
มีคนบอกว่าพวกเราถูกเผาบ้านไป 2 ทีแล้ว คือ
ไทยรักไทยทีหนึ่ง และพรรคพลังประชาชนอีกทีหนึ่ง
ตอนนี้กลับมาสร้างบ้านใหม่ ก็มีคนเอาปลวกเข้าบ้าน พญาปลวก
และมันก็นับถอยหลัง รอปลวกกินบ้านพัง เอากันอย่างนั้นเลยหรือ

"การตั้ง ครม.ครั้งนี้ เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์บางอย่างจึงได้มาท้วงติง
ท่านไม่ต้องเชื่อเรา แต่เค้าลางทุกคนเห็นด้วยว่าอย่างนี้เคาต์ดาวน์
แล้วจะใครถ่วงดุล คานอำนาจกับอำมาตย์ ประชาชนเสียประโยชน์
ขาดตัวถ่วงดุล กลุ่มอำนาจเก่าก็กลับมารุ่งเรืองทำอะไรตามอำเภอใจ
วันนี้เพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งที่สามารถถ่วงดุลได้
ฉะนั้นฝ่ายโน้นถึงจะไม่ให้อำนาจเต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็ถูกลดทอนลงมาบ้าง"

พล.อ.อำนวย เท้าความเหตุที่ออกมาต้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์
เพราะแรกเริ่มมีข่าวว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์จะมา ที่สุด
ตท.10 ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เอา พล.อ.ยุทธศักดิ์ เพราะไม่เคยมาช่วยอะไรในพรรค
ทั้งเรื่องการหาเสียง หรือเรื่องอะไร ภาพลักษณ์การทำงานก็ไม่มี
เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิก 7-8 ปี กีฬาของประเทศก็ถดถอย
และที่สำคัญคนใกล้ตัวเป็นทหารมาเฟีย ทหารนักเลง มาข่มเหงชาวบ้าน



แต่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ อยู่ในพรรคกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มานมนาน
ตั้งแต่เป็นไทยรักไทย ยุคนายกฯ สมัคร ก็เป็นที่ปรึกษานายกฯด้านความมั่นคง
ทำไมถึงไม่เหมาะ?"

ไม่ใช่ เข้าใจผิดแล้ว... เอาเป็นว่าที่ไหนมีอำนาจท่านก็วิ่งไป
ตอนไทยรักไทย พลังประชาชนเซ
ท่านก็ไปอยู่กับบรรหารไปลงปาร์ตี้ลิสต์ของบรรหาร คนเรามันต้องหนักแน่น
ไม่เป็นทาส 2 เจ้า เป็นบ่าว 2 นาย
วิ่งไปเรื่อย แบบเนวิน แล้วศักดิ์ศรีมันจะไปเหลืออะไร
นี่แค่ศักดิ์ศรีนะ ท่านก็อยากจะเป็น คือ
วิ่งไปทุกที่ที่เป็นตัวที่จะให้อำนาจท่านได้ อันนี้เป็นความจริง
แต่พอทางนี้แข็งแกร่งท่านก็มา
มาด้วยวิธีพิเศษ อยากมาก็ต้องถามท่านว่าท่านจะทำอะไร"

ผู้ที่เหมาะเป็น รมว.กลาโหม นอกจากภาพลักษณ์สำคัญแล้ว
ตท.10 ผู้นี้ยังเห็นว่าต้องไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอำมาตย์
และไม่ปรองดองกับอำนาจเก่า
ใครที่อยู่ในเครือข่ายอำมาตย์ เข้าบ้าน พล.อ.เปรม ได้หากขึ้นมาเป็น รมว.กลาโหม
ก็จะถูกมองว่าเพื่อไทยยอมฮั้ว

"พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นเครือข่ายของอำมาตย์ ที่เข้ามาแชร์อำนาจ
เพราะท่านให้สัมภาษณ์ว่า เข้าบ้านสี่เสาฯ ได้ 24 ชั่วโมง
และจะเอามาได้อย่างไร เอามาแล้วเสื้อแดงจะยอมหรือ
ท่านจะมาเสวยสุขบนซากศพของพี่น้องเสื้อแดงที่ตายไปหรือเจ็บ เขาจะยอมหรือ...ไม่มีทาง
มันเห็นเค้าลางแห่งความถดถอยแตกแยก พรรคเพื่อไทยเคาต์ดาวน์แน่นอน
เรามาติติงนี่ไม่ใช่อะไร เพราะเรารักพรรคเพื่อไทย เราไม่อยากให้สังคม ประเทศชาติ เสียประโยชน์"

ไม่เอา "บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ แล้วเอาใครตัวเลือก รมว.กลาโหม
ที่โยนมาขณะนี้มีร่วม 10 คนนับว่ามากสุดในบรรดาเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหนๆ
สำหรับ พล.อ.อำนวย สนับสนุนคนในพรรคอย่างพล.อ.วัฒนา สรรพานิช
เพื่อนร่วมรุ่น "บิ๊กอ๊อด" ภาษีก็ไม่ด้อย เคยเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 2519 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา
อีกคนคือพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัยอดีตรองประธานสภาที่เพิ่งหลุดเก้าอี้ประธานสภาไปหมาดๆ
หรือแม้แต่ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี แกนนำ ตท.10 ที่เป็นข่าว อาจได้นั่งตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง



พล.อ.อำนวย บอกว่า ภารกิจของ รมว.กลาโหม คนใหม่
จะต้องทำให้กองทัพเป็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ไม่ใช่กองทัพของคนส่วนน้อย เหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
ดังนั้นต้องกล้าเอาผู้นำกองทัพที่ทำให้กองทัพเป็นของชนส่วนน้อยออกไปจากอำนาจ
ถ้าท่านมีความกล้าก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีประชาชนเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กให้

"ถ้ากองทัพยังเป็นของคนส่วนน้อย แล้วรัฐบาลนี้เป็นของประชาชนส่วนใหญ่
แล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร ผมไม่ใช่ฮาร์ดคอร์ สายเหยี่ยวนะ
แต่ผมมองว่ากองทัพต้องเป็นของประชาชนส่วนใหญ่มันถึงจะเป็นประชาธิปไตย"

วิสัยทัศน์ของ รมว.กลาโหม ในมุมมองของพล.อ.อำนวย

1.ต้องไม่ใช่พวกมือเปื้อนเลือดอยู่เครือข่ายที่เข่นฆ่าประชาชน

2.ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีรวมถึงฝีไม้ลายมือ ไม่หน่อมแน้ม
และบอกกับประชาชนได้ว่าเอาคนนี้มาทำอะไร ไม่ใช่อยู่ไปแบบหายใจทิ้งไปวันๆ

3.ไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยแตก และสังคมขาดการถ่วงดุล

สำหรับ พล.อ.อำนวย ไม่เห็นด้วยอย่างแรง
หากพรรคเพื่อไทยจะปรองดองกับผู้เกี่ยวข้องกับการทำให้ประชาชนล้มตาย
เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะล้นหลาม ก็ไม่ควรสนใจฝ่ายชนชั้นนำ
เพราะพรรคมีประชาชนจำนวนมากเป็นฐานสนับสนุน

"มันต้องจับหลักให้ถูกนะ
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่ พล.อ.เปรม ขัดแย้งกับทักษิณ
หรือพล.อ.เปรม ขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย
แต่อำมาตย์ขัดแย้งกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
อำมาตย์ไม่ได้ขัดแย้งกับทักษิณขณะนี้มันเลยไปแล้วครับ
อย่างที่เรียนตอนต้นกองทัพตกลงใจอะไรไม่ได้
เพราะกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือ กลไกแห่งอำนาจ
มันอยู่ที่อำมาตย์ใหญ่ อำมาตย์ใหญ่ยอมลดราวาศอกก็ปรองดองได้
ถ้าอำมาตย์ใหญ่ไม่ยอมลดราวาศอก ไม่มีทาง"

นี่จึงเป็นโอกาสทองที่เขาเห็นว่า
พรรคใหญ่สามารถถ่วงดุลกับกลุ่มอำนาจเก่าได้เป็นครั้งแรก
ดังนั้นอย่าทำให้ประชาชนและคนเสื้อแดงผิดหวัง
แต่ถ้าตั้งคนที่ไม่ได้รับศรัทธา พล.อ.อำนวย ยืนยันว่าจะเป็นคนหนึ่งที่ออกไปร่วมต้าน

"ผมถือว่าเป็นหุ้นส่วนหนึ่ง ถ้าเขาทำอะไรผิดหวัง
คนที่ทุ่มเทก็จะถอดใจ ก็จะเดินหายไปผมก็จะไปปลุกคนให้ตื่น
อย่างที่ผมกำลังทำอยู่นี้เพื่อบอกว่าไอ้นี่ส่อจะมากินเมืองอีกแล้ว"
ตท.10 ผู้นี้กล่าวเข้าทำนองเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล?"...
เมื่อเขาสร้างตึกเสร็จ ก็มักรื้อนั่งร้านแต่เราคิดว่าเราไม่ใช่นั่งร้าน"

ระวังเสื้อแดงตั้งพรรคใหม่

พล.อ.อำนวย บอกว่า ทุกวันนี้ ตท.10 ในพรรคเพื่อไทยมีเหลือประมาณ 20 คน
จากเดิมที่ย้ายมาร่วม 50 คน งานล่าสุดอยู่ใน"ทีมกรกฎ" คอยช่วยพรรคช่วงเลือกตั้ง



พล.อ.อำนวย เข้าพรรคสัปดาห์ละ 2 ครั้งเจ้าตัวรับว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรในพรรค
หรือในชีวิตรับราชการกองทัพบก เพราะอยู่ประจำมาตลอด
"แต่ความคิดความอ่านผมก็ไม่น่าเป็นรองใคร เพราะชอบศึกษาเรื่องความก้าวหน้าต่างๆ"

"วันนี้ ตท.10 เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง อาจมีบางคนรับราชการในกองทัพอยู่
แต่เมื่อเขาถูกกลั่นแกล้ง โยกย้ายไม่เป็นธรรม ก็ต้องคืนความชอบธรรมให้เขา เช่น
พล.ท.พฤณฑ์สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
เพราะก่อนหน้านี้เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์(พล.1 รอ.)
และเกษียณ 2555 ก็ยังมีเวลาอยู่"

สถานการณ์การเมืองจากนี้จึงอยู่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นหลัก
เขาให้ข้อคิดว่า ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยทำได้ดี คือแก้ปัญหาปากท้อง ไม่มียี้ไม่มีโกง
มีฝีมือๆ ก็จะอยู่ต่ออีกสมัย แต่ถ้าเริ่มด้วยการจัดรัฐมนตรีผิดฝาผิดตัว
สมยอมอำนาจเก่า ทำอะไรฝืนความรู้สึกประชาชนพรรคก็จะถดถอย
และถ้าเสื้อแดงคิดว่าพรรคเพื่อไทยทรยศหักหลัง เสื้อแดงก็อาจไปสร้างพรรคใหม่ได้

"อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะ คนเสื้อแดงมีเยอะจะตายไป
พรรคเสื้อแดงก็มีอยู่แล้ว เช่นพรรคของ เสธ.แดง พรรคขัตติยะธรรมก็ไม่แน่นะ
วันนี้มีการจัดตั้งถึงระดับหมู่บ้านขึ้นมาแล้ว
และดีไม่ดีวันหนึ่งเสื้อแดงจะหันหัวเรือมาทิ่มพรรคเพื่อไทย
เหมือนที่พันธมิตรฯ ทำกับประชาธิปัตย์
ถ้าเขาบอกว่า91 ศพ ก็ฮั้วๆ กัน ไม่มีใครดำเนินคดีอะไรไม่ได้นะ"


"ผมว่าวันนี้เสื้อแดงก้าวข้ามทักษิณแล้วนะ
ทักษิณเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเป็นบุคคลที่ถูกกระทำและถูกปฏิวัติ
ฉะนั้นจึงเอาเป็นสัญลักษณ์ชูเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

"คิดว่าทักษิณจะฟังไหม เพราะมีบทเรียนมาเยอะ?"
ชีวิตคน...ผมไม่ได้หมายถึงท่านนะไอ้ตอนเจ็บปวดนึกได้
แต่พอหายแล้ว มันจะลืม
ผมก็ไม่อยากให้ท่านเป็นเช่นนั้น ผมก็ห่วงท่าน อยากให้ท่านกลับมา
ท่านยังมีความเฉลียวฉลาด เป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าอยู่"

"คนแวดล้อมก็สำคัญถ้าได้กุนซือดี
ถ้าได้คนแวดล้อมที่กลัวตัวเองจะตกเก้าอี้ มันก็ไม่กล้าท้วงติงอะไร
มันก็ใช่ครับพี่ ดีครับนายไม่เป็นไรครับท่าน ก็เลยชวนกันพัง ดังนั้น
ถ้าคนรอบข้างเห็นอะไรไม่เหมาะก็ต้องท้วงติงแต่ถ้ากลัว มันก็กอดคอกันจมน้ำตาย"



http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/103606/หัวใจตท-10ไม่เป็นทาส-2-เจ้า-เป็นบ่าว-2-นาย

รบกวนปชส.ด้วยครับ ชาติรอไม่ได้แล้ว เราต้องช่วยกันเอง ช่วยนายกหญิงเราทำงานก่อน

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

รบกวนประชาสัมพันธ์ด้วยครับ ชาติรอไม่ได้แล้ว เราต้องช่วยกันเอง ช่วยนายกหญิงเราทำงานก่อน

ธีร์ ณ กูรักแดง

รวมใจเสื้อแดงต้านภัย นกเต็น จะกางเต้นท์เย็นนี้ครับ
เชิญพี่น้องเสื้อแดง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม(เหนือ-อีสาน)
โดยวิทยุมหาชนคนไทยหัวใจเดียวกัน FM 102.75 MHz ลาดพร้าว - วังหิน 025417914
วิทยุมหาชนคนบางเขน FM 91.75 MHz วัดกล้วยสันติธรรม นนทบุรี
วิทยุ Red Skill Radio FM 96.35 MHz ลำลูกกาคลอง 4
วิทยุประชาชนรักความเป็นธรรม FM 95.25 MHz รามอินทรา
วิทยุนิยม FM 98.25 MHz
วิทยุผู้กล้าประชาธิปไตย FM 90.25 MHz สมุทรปราการ
น้ำดื่มมิสเตอร์ดี (โด่ง - อรรถชัย อนันตเมฆ)
กลุ่มรักประชาธิปไตย บ้านเลขที่ 111 พี่เป้าบ้านเลขที่ 111
ทีมงานม้าเร็ว Speed Horse
นักเลงโบราณ คุณเกรียง ทีมงาน วุฒิโมเดล
รับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภค ยารักษาโรคต่างๆ
จุดรับบริจาครวม อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
และทุกคลื่นวิทยุที่ได้ประกาศ

ขอบพระคุณทุกท่าน ช่วยกระจายข่าวด้วยน่ะครับ
ประเทศเรารออะไรต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันเองก่อน

http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=4729

เปิดใจผู้ชายที่มีอิทธิพลต่อนายกฯปูมากที่สุด

ที่มา ประชาไท

โดย สุรชัย..namome

เปิดใจ'น้องไปป์'ลูกชาย 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ϟ

http://www.youtube.com/watch?v=rgqOzhGPHfQ&feature=related

fahlaeb


น้องไปป์อวยพรวันเกิดแม่ปู

http://www.youtube.com/watch?v=MXxcUJBtNdI&feature=related


matichononline


ครอบครัวยิ่งลักษณ์ทำบุญ

http://www.youtube.com/watch?v=F3loOTiejJo&feature=related


matichononline

ฟังเพื่อนร่วมรุ่น(ยุพราช) นินทานายกฯปู

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เพื่อนร่วมรุ่นยิ่งลักษณ์ (ยุพราช)

http://www.youtube.com/watch?v=46WKMFNF9uE&feature=related



ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วัยเด็ก

http://www.youtube.com/watch?v=RvJihVbb2rk&feature=related

66 ปีก่อน เมื่อฮิโรชิม่ากลายเป็นนรก

ที่มา ประชาไท

รำลึก ครบรอบ 66 ปี เหตุการณ์ทิ้งระเบิดฮิโรชิม่าเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคอิจิโร่ มัตสุชิม่า ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น บอกเล่าเรื่องราวในห้วงเวลาแห่งความพินาศและความตาย

ฮิโรชิม่าโดมใรปี ค.ศ. 1945 (ที่มาภาพ: wikipedia.org)

6 ส.ค. 54 - เมื่อ 66 ปีที่แล้ว เมืองฮิโร่ชิม่าหมกไหม้ไปด้วยเพลิงนรกเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจทิ้งระเบิดนิวเคลียร์

เคอิจิโร่ มัตสุชิม่า ยังคงอายุ 16 ปี ในช่วงเวลานั้น เมื่อเขาได้เห็นการโจมตีที่ปลิดชีวิตผู้คน 100,000 คนในวันเดียว

เค อิจิโร่เล่าย้อนความทรงจำว่าในวันที่ 6 ส.ค. 1945 นั้นเป็นวันที่อากาศสดใส ท้องฟ้าเป็นสีคราม เขาเพิ่งกลับมาเรียนหนังสือเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากที่เขาและเพื่อนต้องถูก เกณฑ์ให้ไปทำงานหนึ่งปีครึ่งในโรงงานผลิตเครื่องแบบทหาร

ในตอนเช้า 8.15 น. ของวันนั้น ชั้นเรียนของเขาเพิ่งเริ่มขึ้น เขากำลังฟังครูอธิบายโจทย์แคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และเชิงปฏิพันธ์

"ผม มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 ของอเมริกา 2 ลำ ในใจก็คิดว่า 'เครื่องบินพวกอเมริกันอีกแล้ว' เดาว่าเครื่องบินพวกนั้นคงแค่ออกบินลาดตระเวนตามปกติ"

แต่พอเขาหันกลับมาที่ตำราเรียน ก็เกิดระเบิดขึ้น

"มีแสงสว่างจ้าและคลื่นความร้อนมหาศาล โลกทั้งใบกลายเป็นสีส้ม ผมรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปในเตาอบชั่วขณะหนึ่ง"

ต่อมาเขาถึงรู้ว่าอุณหภูมิที่จุดระเบิดตกห่างจากโรงเรียนของเขา 2 กม. นั้นสูงถึงระดับ 3,000 องศาเซนติเกรด

'คุณพระช่วยลูกด้วย'

แสง สว่างจ้าตามมาด้วยเสียงปะทุสนั่นหวั่นไหว จนถึงบัดนี้มัตสุชิม่ายังไม่อาจระบุแย่ชัดว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียง จากระเบิดหรือเสียงของอาคารที่พังทลาย

"ผมปิดหูปิดตาแล้วกระโดดหลบลงไปใต้โต๊ะ" เขากล่าว

"ทุกอย่างเป็นสีดำสนิท ผมไม่เห็นอะไร มีเด็กอยู่มากในห้องเรียนแต่ไม่มีใครหวีดร้อง"

"ทุกอย่างเงียบสงัด ผมคลานไปมา ในใจร้องว่า 'แม่จ๋าช่วยลูกด้วย คุณพระช่วยลูกด้วย' เป็นครั้งแรกเลยที่ผมสวดภาวนาถึงพระพุทธ"

มัตสุชิม่าบอกว่าตัวเองเป็นผู้มีชีวิตรอดที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง เขามีแผลถูกเศษกระจกบาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงใดๆ เลย

"ผม คิดว่ามันจะเป็นแค่ระเบิดธรรมดาลูกเดียว แต่เมื่อผมออกไปดู ผมก็ตกตะลึงที่ได้เห็นตึกราบ้านช่องถูกทำลาย ผมคิดว่า 'มันแค่เครื่องบินสองลำนี่ พวกมันทำอะไรไว้' "

เพื่อนของเขาคนหนึ่ง มีแผลเป้นรอยตัดใหญ่ที่ศรีษะ มัตสุชิม่าใช้เศษผ้าช่วยผิดบาดแผลไว้ และคอยพยุงเพื่อนขณะที่พาเขาเดินช้าๆ ไปยังสถานพยาบาลของสภากาชาด

'ขบวนภูติผี'

สิ่งก่อสร้างต่างๆ มีเพลิงโหมไหม้ เด็กทั้ง 2 คนพบคนบาดเจ็บจำนวนมากเดินไปตามทางรถราง ห่างจากจุดระเบิดใจกลางเมือง

"ผมของพวกเขาลุกตั้งชัน บางคนเสียเส้นผมของพวกเขาไป" มัตสุชิม่าย้อนรำลึก

"บางคนมีแผลไหม้เต้มตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า มีหนังลอกออกมาจากหัว เสื้อเป็นรอยไหม้ บางคนแทบเปลือย"

"ตอนนั้นในใจผมคิดว่า 'ฮิโรชิม่ากำลังจะตาย' "

"ผม มองเห็นกล้ามเนื้อสีแดงใต้ผิวหนังของพวกเขา พวกเขายื่นแขนออกมาข้างหน้ากันหมด อาจจะเพราะแผลของพวกเขาก็ได้ พวกเขาเดินช้าๆ เป็นแถวๆ นับร้อยคน ราวขบวนของภูติผี"

แต่ก็มีคนอีกจำนวนมากที่เดินไม่ได้อีกต่อไป

"ผู้ คนพากันคลานไปที่แม่น้ำ ร้องเรียกหาน้ำเพื่อทำให้แผลไหม้ของพวกเขาเย็นลง แต่มีคนจำนวนมากที่เสียชีวิตอยู่ริมตลิ่งหรือไม่ก็จมน้ำ แม่น้ำถึงเต็มไปด้วยซากศพ"

มัตสุชิม่าเล่าว่า โรงพยาบาลของของสภากาชาดเองก็ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด มีเพียงแพทย์และพยาบาลเพียงจำนวนเล็กน้อยที่แม้ตัวพวกเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็พยายามรักษาผู้ป่วยนับร้อยราย

เมื่อรู้ว่าไม่มีใครที่สามารถ ช่วยพวกเขาได้ มัตสุชิม่าและเพื่อนเขาก็เดินออกไป พวกเขาโชคดีพอที่มีรถกู้ภัยผ่านมารับเพื่อพาไปรักษาที่โรงพยาบาลนอกตัวเมือง

ในระยะ 2 กม. ที่จุดระเบิดตก อาคารแทบทั้งหมดไหม้เป็นเถ้าถ่าน และพังราบ

เมืองยุทธศาสตร์

ฮิ โรชิม่าเป้นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในทางยุทธศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ สอง ในการเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการทหารและมีศูนย์บัญชาการกองทัพอยู่จำนวน หนึ่ง

มีประชากรอยู่ราว 400,000 คน ในช่วงที่มีการทิ้งระเบิด ผู้อาศัยส่วนใหญ่ถูกใช้ให้ทำงานในโรงงานของทหาร รวมถึงชาวเกาหลีและแรงงานที่ถูกบังคับรายอื่นๆ แรงงานที่ถูกบังคับเหล่านี้รอดพ้นจากการถูกกดขี่ภายใต้สภาวะการทำงานที่โหด ร้ายเพียงเพื่อจะมาถูกสังหารด้วยระเบิด

แม่ของมัตสุชิม่าอพยพออกจากเมืองเมื่อต้นปีนั้นหลังจากที่สามีเสียชีวิต

หอ พักที่มัตสุชิม่าพักอยู่ถูกทำลายไป เขาออกจากฮิโรชิม่าด้วยการเดินเท้า และไปขึ้นรถไฟกู้ภัยได้หลายกิโลเมตรห่างจากเมือง เขาเดินทางไปยังบ้านแม่ในชนบท

เมื่อแม่ของเขาเห็นควันรูปดอกเห็ดลอยอยู่เหนือเมือง เธอก็คิดไปก่อนแล้วว่าลูกชายของเธอคงเสียชีวิต

วัน ถัดจากนั้น มัตสุชิม่าล้มป่วยอย่างหนัก มีไข้และท้องเสีย แต่ก็อาการดีขึ้นในสัปดาห์ต่อมา เขาคิดว่าเป็นเพราะเขาอยู่ห่างจากเมืองในช่วงที่มีภัยทำให้เขารอดจากการถูก กัมมันตภาพรังสี

ขณะที่มีอีกหลายคนที่ยังคงอยู่ในฮิโรชิม่าเพื่อช่วย กู้ภัยหรือไม่ก็ตามหา ญาติพี่น้องหรือคนรัก โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังอยู่กับภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่ง

"ผมล้มป่วยลงอีกหลายครั้ง แต่ก็ต้องขอบคุณพระพุทธเจ้า ที่ผมยังคงมีชีวิตอยู่" มัตสุชิม่ากล่าว

บูรณะเมือง

การที่ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งในช่วงฤดูร้อนยิ่งทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยช้าลงไปอีก มีหลายคนที่แผลติดเชื้อ

"พวก เขามีหนอนออกมาจากแผล แล้วใช้ตะเกียบคีบมันออก แล้วก็ตายไปทีละคน ทีละคน" มัตสุชิม่าเล่า พลางส่ายหัวไปมาให้กับความทรงจำที่น่าเศร้า

3 วันหลังจากฮิโรชิม่าถูกโจมตี มีระเบิดนิวเคลียร์อีกลูกถูกทิ้งที่นางาซากิ

หลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในวันที่ 15 ส.ค.เท่านั้น ชาวญี่ปุ่นถึงได้รู้ว่า สหรัฐฯ ใช้ระเบิดอะไรทิ้งใส่พวกเขา

จน ถึงปลายปี 1945 มีชาวฮิโรชิม่า 140,000 คนเสียชีวิตโดยเกี่ยวเนื่องกับระเบิด ทั้งผู้ที่ถูกสังหารจากแรงระเบิดและผู้ที่เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการถูก กัมมันตภาพรังสี ขณะที่ในนางาซากิ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 80,000 ราย

ฮิ โรชิม่าในทุกวันนี้กลายเป็นเมืองสมัยใหม่ที่ได้รับการบูรณะ มีประชากรราวหนึ่งล้านคน มีสถานที่เรียกว่า "เอ-บอมบ์โดม" ที่เป็นสถานที่รำลึกถึงเหตุการณ์ทำลายล้างในครั้งนั้น อาคารแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานจัดนิทรรศการในช่วงสมัยที่ถูกทิ้งระเบิด มีเพียงโครงสร้างของอาคารที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่หลังจาก ที่ระเบิดถูกทิ้งลงตรงอาคารที่พอดี

แม้ว่าการโจมตีในครั้งนั้นจะสร้างความทุกข์ทรมานให้ แต่มัตสุชิม่าก็ไม่มีความรู้สึกแย่ๆ ต่อชาวอเมริกัน

"คน เราทำอะไรบ้าๆ ในสงครามเพียงเพื่อจะกำจัดศัตรู ถ้าหากญี่ปุ่นมีระเบิดนิวเคลียร์ พวกเราก็อาจจะใช้เหมือนกัน การโต้เถียงเรื่องในอดีตนั้นไร้สาระ ในตอนนี้พวกเราควรร่วมมือกันกำจัดระเบิดนิวเคลียร์ให้หมดไป"

ที่มา:

The day Hiroshima turned into hell, Aljazeera, 06-08-2011
http://english.aljazeera.net/indepth/2011/08/20118514019236497.html

เสวนา: “ทางออกกรณีปราสาทพระวิหาร”

ที่มา ประชาไท

5 ส.ค. 2554 – เมื่อเวลา 13.00 น. ณ อาคารเทพทวารวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดการอภิปรายทางวิชาการ “ทางออกกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร” โดยมิผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการวิชาการและวิจัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำสั่งศาลโลก ไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบ?

ชุมพร ปัจจุสานนท์ นักวิชาการทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวว่า การที่ศาลโลกออกคำสั่งให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวบริเวณปราสาทพระวิหาร ไม่ควรมองว่าจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากศาลโลกเป็นองค์กรสากลที่ตัดสินจากความเป็นกลาง และมุ่งหวังผลทางมนุษยธรรม เช่น การให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวทั้งสองฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือ การอนุญาตให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถขนสงเสบียงสิ้นเปลืองให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการคุ้มครองความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ ตามคำร้องของกัมพูชา

ชุม พลให้ความเห็นว่า คำสั่งของศาลโลก ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายให้รัฐทั้งสองจำเป็นต้องปฏิบัติตาม พร้อมทั้งให้รายงานผลการปฏิบัติกลับไปยังศาลโลก และให้มีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามาในเขตปลอดทหาร ล้วนเป็นกลไกที่ศาลโลกเห็นว่าจำเป็นและสามารถหนุนเสริมการสร้างสันติภาพใน ความขัดแย้งดังกล่าวได้ จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการแทรกแซง หรือเป็นเรื่องที่ไทยต้องเสียเปรียบ

ด้านวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ เห็นคล้ายกันว่า คำสั่งชั่วคราวของศาลโลกที่ตัดสินเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นคำตัดสินชั่วคราวที่มีความจำเป็น เนื่องมาจากเหตุความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ และกลไกระหว่างประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ต่างก็ใช้ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็น คำร้องขอของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2552 ที่เรียกร้องให้กัมพูชาและไทยหยุดยิง หรือการพยายามเสนอตัวไกล่เกลี่ยของรัฐบาลอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานอาเซียน ทำให้ศาลโลกจำเป็นต้องมีคำสั่งดังกล่าวเป็นมาตรการบังคับออกมา

อย่าง ไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ไม่ควรนับเป็นการแทรกแซง เนื่องจากในการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก จำเป็นต้องมีการตีความคำสั่งให้ครบถ้วนและให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของคำ สั่ง ซึ่งในที่สุดต้องนำไปผ่านกฤษฎีกาเพื่อตีความ เพื่อให้มีความเกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญของไทย นอกจากนี้ การเข้ามาของผู้สังเกตการณ์อาเซียน ก็จำเป็นต้องขออนุญาตจากทั้งสองประเทศก่อนที่จะเข้ามาได้ และให้ทำงานกันในลักษณะให้ความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย จึงไม่ควรนับเป็นการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของไทย แต่เป็นไปเพื่อเอื้ออำนวยให้กลไกดังกล่าวทำงานได้ดีที่สุดเท่านั้น

นพดล ปัทมะ แจง “ขายชาติ” เป็นเพียง “วาทกรรม” ที่ไม่เป็นจริง

นพ ดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ลงนามกับกัมพูชาในข้อตกลง MOU ปี 2551 ชี้แจงว่า คำว่า “ขายชาติ” ที่ตนถูกกล่าวหา เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น เนื่องจากในสมัยของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถูกกล่าวหาว่าขายชาติ หากแต่ในความเป็นจริงนั้น ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 แล้วว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และสิ่งที่เป็นข้อพิพาทแท้จริงคือพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยในปี 2548 กัมพูชานำปราสาทและพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไปยื่นจดทะเบียนมรดกโลกกับยูเนสโก แต่ก็ได้รับการประท้วงจากฝ่ายไทย เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทำให้การประชุมที่ไครส์เชิร์ชในปี 2551 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ตนจึงไปเจรจาให้กัมพูชาเอาพื้นที่ทับซ้อนออกจากแผนการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งออกมาเป็นแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ในปี 2551 สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาทพระวิหาร อย่างไรก็ตาม ก็ถูกศาลปกครองวินิจฉัยให้เป็นโมฆะเนื่องจากมองว่าเป็นหนังสือสัญญา ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาก่อนตามมาตรา 190

นพดล อธิบายต่อว่า เหตุที่ไม่ได้นำวาระดังกล่าวผ่านสู่สภาเป็นเพราะว่า แถลงการณ์ร่วม ไม่นับเป็นหนังสือสัญญา หากเป็นเพียงบันทึกการประชุมเท่านั้น ซึ่งไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่มีเพียงเจตนาในการปกป้องดินแดน โดยกระบวนการดังกล่าว ต่างเป็นไปตามข้อกำหนดและคำแนะนำของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ตามมาตรา 190 และยังได้นำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบก หรือคณะรัฐมนตรี

“ณ วันนี้ไทยยังไม่ได้เสียดินแดนใดๆ พื้นที่ทับซ้อนก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่จริงเป็นเพราะรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) กัมพูชาจึงขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ในการประชุมการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เมืองควิเบก ในปี 2551 โดยแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีข้อเสนอว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้ปักปันดินแดนในพื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ควรมีโมเดลการจัดการพื้นที่ร่วมกัน ก่อนที่จะมีการปักปันเขตแดนถาวร นี่คือคำในแถลงการณ์ร่วม” อดีต รมต. ว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

“ใน ขณะนี้ ศาลโลกรับคดีไว้แล้ว และจะตัดสินในอีกปีสองปีข้างหน้าว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. เป็นของไทยทั้งหมด หรือเป็นของกัมพูชาทั้งหมด นอกจากนี้ก็มีแนวทางใหม่คือ พื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. ควรเป็นพื้นที่ที่จะได้บริหารจัดการร่วมกัน และให้ศาลโลกตัดสิน จริงๆ ก็มีคนเสนอมาเหมือนกันว่า เราอาจมีความเสี่ยงในการแพ้คดีดังกล่าว เราจึงควรเสนอให้มีการจัดการร่วมกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ระหว่างไทยและกัมพูชาเท่าๆ กัน คนละครึ่ง”

นักวิชาการเสนอทางออก ต้องจัดการให้สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เฉกเช่นวิถีของผู้มีอารยะ

ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า พื้นที่ทับซ้อน (ในภาษาอังกฤษคือ Overlapping Claim Area –OCA) แท้จริงแล้วไม่ได้มีแต่ในเฉพาะกรณีของไทยเท่านั้น หากแต่มีมาแล้วในหลายประเทศ มีทั้งทางบก และทางน้ำ โดยวิธีในการแก้ไขจัดการปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องมีวิธีที่สามารถรักษาผลประโยชน์ได้อย่างชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่จะเอาแต่ปืนมายิงใส่กัน ทั้งนี้ ประเทศไทยเองยังเคยจัดการปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและมาเลเซียเกี่ยว กับพื้นที่ทางทะเลได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เจรจากันได้ ทั้งนี้ บรรยากาศทางการเมืองต้องดี และคนในประเทศก็จำเป็นต้องเห็นใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

“เรื่องการขึ้น ทะเบียนปราสาทพระวิหาร ยูเนสโก้เองเขาก็มีกรอบในการปฏิบัติ และมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองมรดกของโลก คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เขาไปเถียงอะไรในที่ประชุม ยูเนสโก้เขาไม่บันทึกไว้หรอก เนืองจากการพิจารณามรดกโลก ไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการตัดสินเส้นเขตแดน แทนที่เราจะเดินออกมาจากที่ประชุม เราต้องใช้วิธีการคัดค้านให้เป็นประโยชน์ เพราะไม่รู้ว่าออกมาแล้วได้อะไร นี่เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ต้องมีกระบวนการประกอบ ดังนั้นเป็นเรื่องทีรัฐบาลใหม่ต้องมาทบทวนว่าจะออกจากคณะกรรมการมรดกโลกหรือ ไม่” ชุมพรอธิบาย

“ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า เรื่องของอธิปไตยของประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็น และน่าสมควรเป็นเรื่องที่หวงแหน เราต้องปกป้องก็จริง แต่การใช้อำนาจอธิปไตย มันเป็นเชิง Relative (สัมพัทธ์) ตามกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ที่อยู่ในโลกมากมายหลายประการ การใช้อำนาจที่สามารถทำให้เราต้องอยู่ในโลกได้ มันต้องใช้ต้องร่วมกับคนอื่น มีความสัมพัทธ์กับคนอื่น ต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศกล่าว

จะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายต้องกลับไปสู่กระบวนการทางการทูต

ด้าน วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เสนอทางออกสามประการที่อาจเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร กล่าวคือ ทางแรก กัมพูชาน่าจะต้องถอนคดีออกมาจากศาลโลก เพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ต้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราจำเป็นจะต้องกลับไปสู่กระบวนการของนักการทูต เพื่อยุติข้อพิพาท และหาวิธีที่จะพัฒนาพื้นที่และผลประโยชน์ดังกล่าวร่วมกัน

“แน่นอนว่า การจะให้กัมพูชาถอนคำร้องเรื่องคดีออกจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็น เรื่องยาก แต่เราอาจต้องมาคิดว่ามีอะไรบ้างที่เราอาจจะเสนอให้เขาได้เพื่อเป็นการจูงใจ และแลกเปลี่ยน เช่น การเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลไทย เพื่อให้กัมพูชานำไปพัฒนาประเทศ หรือกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน ดังที่ไทยเคยบริการจัดการกับมาเลเซียในพื้นที่ทางทะเลทับซ้อน ซึ่งอาจทำได้โดยให้เป็นเขตท่องเที่ยวพิเศษที่ร่วมมือกันบริหารจัดการ” วีรพัฒน์ระบุ

ทางที่สองคือ ไทยอาจต่อสู้คดีดังกล่าวต่อไป ในเรื่องบริเวณของปราสาทพระวิหารดั้งเดิมว่ามีเขตแดนอย่างไร ซึ่งอาจย้อนไปถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 14 เนื่องจากประเด็นปัญหาข้อพิพาทในตอนนี้ คือคำตัดสินของศาลเรื่อง “บริเวณโดยรอบ” (its vicinity) ของปราสาทพระวิหาร ซึ่งยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน

และทางที่สาม เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องถามตัวเองว่าจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ว่าจะสู้ให้สุดตัว หรือจะหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน ทั้งนี้ คงไม่ใช่เป็นแค่หน้าที่ของรัฐบาลที่ไปเจรจาแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากมีผู้เล่นในปัญหานี้หลายส่วน จึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือนักวิชาการต่างๆ ที่มองข้อเท็จจริง แต่กลับถูกเรียกว่า “คลั่งชาติ” หรือ “ขายชาติ” บ้าง ให้เข้ามาทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและการบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่า กัมพูชาเองไม่ได้อยากต่อสู้กับเราเรื่องชัยชนะด้านการทหารหรือความมั่นคง แต่เขาต่อสู้ตรงนี้ เนื่องจากต้องการเม็ดเงินและการลงทุนทางเศรษฐกิจ เปิดการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศ จึงควรต้องเห็นใจและหาวิธีที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

‘นพดล’ เสนอ เปลี่ยน “พื้นที่ทับซ้อน” ให้เป็น “พื้นที่พัฒนาร่วมกัน”

ด้าน นพดล ปัทมะ เห็นว่า ต่อประเด็นข้อเสนอให้กัมพูชาถอนฟ้องคดีในศาลโลก ตอนนี้อาจจะเกินมาไกลพอสมควร เกินกว่าจะถอยกลับได้ และจากการที่กัมพูชาให้ศาลตีความการตัดสินการพิจารณาคดีปี 2505 หากดูเราดูคะแนนการตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลโลกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว ก็สามารถเห็นแนวโน้มแล้วว่า ใครมีแนวโน้มที่จะแพ้มากกว่ากัน

จากแนวโน้มดังกล่าว ตนจึงเห็นว่า ที่ผ่านมาทางการไทยพยายามประคับประคองเรื่องดังกล่าวให้เป็นปัญหาทวิภาคีมา ตลอด โดยป้องกันไม่ให้เป็นปัญหาไตรภาคี หรือมีส่วนอื่นมาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเห็นแล้วว่าผลที่ออกมาไม่น่าจะเป็นผลดีต่อฝ่ายไทยนัก ทั้งนี้ ตนจึงเสนอทางออกคือ ให้ทั้งสองประเทศพัฒนาผลประโยชน์ร่วมกัน จากพื้นทีทับซ้อน (Overlapping Claim Area) ให้กลายเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area) และในฐานะนักการเมือง ได้เสนอด้วยว่า ควรให้มีการทำประชามติไปเลยเพื่อชี้ให้เห็นว่า ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะจัดการอย่างไร ควรนำคดีไปสู้ต่อที่กรุงเฮกหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ นอกจากนี้ นพดลยังเห็นว่า เรื่องพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร เป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าพรรคใดพรรคหนึ่งจะทำงานเองได้ จึงเสนอให้เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะกรรมการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางการเมืองต่างๆ พรรคการเมืองต่างๆ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้มีการหารือและตัดสินใจร่วมกันที่ยอมรับได้เป็นส่วนใหญ่ของสังคม

'บวรศักดิ์' แนะ ไทยต้องแสดงความเป็นอารยะต่อสังคมนานาชาติ

เช่น เดียวกับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณที่เห็นว่า ถ้ากัมพูชายังให้ศาลตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ไทยน่าจะมีความเสี่ยงในการแพ้ จึงควรจะให้มีการถอนคำร้องของกัมพูชาออกจากศาลโลก แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้กัมพูชายอมถอนการตีความดังกล่าวออก เพราะความต้องการของกัมพูชา ไม่ใช่เป็นเพราะคำพิพากษาเหนือดินแดนเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลให้เขาได้ดินแดนเพิ่มมาเพียงหนึ่งตารางกิโลเมตรหรืออะไรก็ตาม แต่ แต่การได้ชัยชนะของคำพิพากษาของศาลโลก ยังส่งผลให้รัฐบาลฮุนเซน ได้อำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จในสภา ดังนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้กัมพูชาถอนคดีออก คำถามคือว่า เราควรต้องทำอย่างไรให้เราอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด

บวรศักดิ์ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทำให้คนในสังคมโลกและประชาคมนานาชาติเห็นว่าเราเป็น สังคมที่มีอารยะ และเคารพกฎหมายระหว่งประเทศ หากไทยยังคงยืนยันที่จะปฏิเสธกลไกระหว่างประเทศต่างๆ คงจะเป็นผลร้ายต่อประเทศมากกว่าผลดี อาการอย่างนี้ต้องเลิกเสีย เพราะแสดงถึงความไม่แยแสต่อสันติวิธี ไม่แยแสต่อความเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่แยแสต่อประชาคมโลก การกระทำดังกล่าวนี้ ไม่ใช่วิสัยของชาติที่จะได้การยอมรับและการสนับสนุนจากนานาชาติ ดังนั้น หากไทยไม่อยากให้เกิดความเสียหายในทางระหว่างประเทศ แนวทางการดำเนินการแก้ไขจัดการข้อพิพาท จึงต้องระวังความรู้สึกระหว่างประเทศให้มากขึ้น

ศาลปกครองสั่งรับคำฟ้องคนไทยพลัดถิ่นที่ฟ้อง รมว.มหาดไทย

ที่มา ประชาไท

ศาล ปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องของคนไทยพลัดถิ่น 73 ราย จากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ละเลยปฏิบัติหน้าที่ไม่ยอม ดำเนินการเรื่องสัญชาติให้ ทั้งๆ ที่ยื่นเรื่องมากว่า 7 ปี และผ่านกระบวนการสาบานตนแล้ว

คนไทยพลัดถิ่นนับพันคนรวมตัวขอความช่วย เหลือจากสภาทนายความในเรื่องการขอ สัญชาติไทย ซึ่งได้ยื่นเรื่องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ต่อมาผ่านกระบวนการตรวจสอบ และเข้าสาบานตนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 แต่ไม่มีการประกาศรายชื่อให้ได้รับสัญชาติไทยในราชกิจจานุเบกษา ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการเสียสิทธิที่ตนพึงจะได้หากได้รับ สัญชาติไทย ไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน อาทิ สิทธิการเดินทาง สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิการศึกษา สิทธิในกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเลือกตั้งระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น เป็นต้น

คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่มีความพร้อมสำหรับการฟ้องครั้งนี้จำนวน 73 ราย และดำเนินการฟ้องร้องที่ศาลปกครองกลางในวันอังคารที่ 27 มิถุนายน 2554 โดยฟ้องร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ตามกฎหมายในการพิจารณาให้สัญชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 , พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 5, 10 และ 12 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) ในประเด็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ทางราชการล่าช้าเกินสมควรในการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้ สัญชาติไทยในราชกิจจานุเบกษา

สาเหตุที่เป็นคนไทยพลัดถิ่น เนื่องจากบรรพบุรุษของคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย โดยมีวิถีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป คือมีการใช้ภาษาไทย มีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมแบบไทย มีกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในลักษณะแบบไทย ต่อมาประเทศไทยเสียดินแดนนี้ไปให้ประเทศอังกฤษที่มายึดครองพม่า คนเหล่านี้ยังให้มีความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ ประเทศไทยมาโดยตลอด จึงทยอยอพยพมาสู่ประเทศไทยปัจจุบันและอยู่ร่วมกับญาติพี่น้อง แต่ทางการไทยกลับไม่ให้สัญชาติไทยแก่คนเหล่านี้ทันที ให้เพียงบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติไทยให้ และต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นบัตรประจำตัวคนต่างด้าว มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย ซึ่งจะได้สัญชาติไทยด้วยการขอแปลงสัญชาติ แต่เมื่อยื่นขอแปลงสัญชาติกลับพบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างเนิ่นช้ากว่า 7 ปี

ปัจจุบัน ยังมีคนไทยพลัดถิ่นที่ได้เข้าปฏิญาณตนและผ่านการพิจารณาแล้วประมาณพันกว่าคน ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย และมีผู้ผ่านการตรวจสอบจากชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆรอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยลงนามให้สัญชาติไทยอีกประมาณกว่าหมื่นคน