ที่มา thaifreenews
โดย bozo
สามียิ่งลักษณ์เปิดใจสื่อนอก ย้ำครอบครัวพร้อมปรับตัวรับความท้าทายใหม่
ยืนยันขอให้คำปรึกษาเฉพาะที่บ้านเท่านั้น
สำนักข่าวต่างประเทศได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษ
อนุสรณ์ อมรฉัตร สามี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่นายกรัฐมนตรี
ซึ่งได้มีการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดย อนุสรณ์ได้กล่าวถึงการปรับตัวของครอบครัวภายหลังจากที่
ยิ่งลักษณ์ได้ตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง
อนุสรณ์ยอมรับว่า ทั้งตัวเขาและ ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย
ต้องปรับตัวอย่างมากกับบทบาทใหม่ของ ยิ่งลักษณ์
โดยที่ผ่านมา อนุสรณ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเอกชน
ด้านโทรคมนาคมเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น
"ก่อนหน้านี้ผมตกลงกับคุณยิ่งลักษณ์ว่า ชีวิตพวกเรามีความสุขดีอยู่แล้ว
เราได้ทำในสิ่งที่รัก เพราะฉะนั้น พวกเราจะไม่ลงเล่นการเมือง
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ผมก็ยอมรับกับหน้าที่ใหม่
ในฐานะสามีของว่าที่นายกฯ
และจะให้คำปรึกษากับน.ส.ยิ่งลักษณ์เฉพาะที่บ้านเท่านั้น"อนุสรณ์กล่าว
อนุสรณ์กล่าวว่า บุตรชายของเขาก็รู้สึกเช่นกันว่า
มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากที่ ยิ่งลักษณ์ กำลังจะดำรงตำแหน่งนายกฯ
โดย ศุภเสกข์ได้เคยกล่าวว่า อยากให้คุณแม่กลับบ้านเร็วขึ้นอีกสักหน่อย
ชายหนุ่มผู้เป็นหลังบ้านของว่าที่นายกฯ กล่าวถึง
ความรักระหว่างเขาและ ยิ่งลักษณ์ว่า ในตอนแรกเขาตกหลุมรักยิ่งลักษณ์
เพราะความสวยของเธอ แต่หลังจากแต่งงาน
แล้วก็พบว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตัว เป็นสิ่งที่ช่วยประสานความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่าใครจะเป็นผู้กล่าวขอโทษก่อนเมื่อทะเลาะกัน เขาตอบว่า
"ปกติแล้วผมจะเป็นคนที่กล่าวขอโทษ เพราะคุณยิ่งลักษณ์เป็นคนตั้งกฎที่ว่า
ข้อหนึ่ง คุณยิ่งลักษณ์เป็นคนถูกเสมอ และ
ข้อสอง ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ผิด ให้กลับไปดูกฎข้อหนึ่งอีกครั้ง"
อนุสรณ์ยังกล่าวถึงชื่อเล่นที่ใช้เรียกภรรยาด้วยว่า
ปกติจะเรียกว่า "คุณปู" หรือบางครั้งก็เรียกว่า "คุณแม่" และบางทีก็เรียกว่า "ที่รัก"
เขากล่าวด้วยว่า การที่ยิ่งลักษณ์กำลังจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น
เป็นความท้าทายอย่างสูง ซึ่งเขาและครอบครัวก็พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายนั้น
"ผมพร้อมเสมอที่จะสนับสนุน คุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ที่อยู่ข้างหลัง"อนุสรณ์กล่าว
***คลิ๊กชมวิดีโอสัมภาษณ์ "อนุสรณ์ อมรฉัตร" ได้ที่นี่***
http://newscontent.cctv.com/news.jsp?fileId=114755
http://www.posttoday.com/การเมือง/103781/อนุสรณ์เปิดใจสื่อนอกขอให้คำปรึกษาปูเฉพาะที่บ้าน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 8, 2011
"อนุสรณ์"เปิดใจสื่อนอกขอให้คำปรึกษา"ปู"เฉพาะที่บ้าน
ก่อแก้วหวังแดงได้ร่วมครม.
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"ก่อแก้ว"หวังแกนนำแดงได้ร่วมครม.
ชี้ณัฐวุฒิ-เหวงมีศักยภาพ เผยเตรียมผลักดันแก้รัฐธรรมนูญภายใน6เดือน-1ปี
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ แกนนำกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า
สมาชิกนปช.ที่เข้ามาเป็นส.ส.มีภารกิจที่ต้องทำหน้าที่คือ
การขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตย โดยสิ่งที่คิดว่า
ต้องทำคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นจุดอ่อน
เพราะถ้าไม่แก้เชื่อว่าจะไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
รวมทั้งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
อย่างไรก็ตามขั้นตอนการแก้ไขประเด็นเหล่านี้
น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจปากท้อง
ให้คนส่วนใหญ่สัก 6 เดือน หรือ 1 ปี เมื่อสถานการณ์การเมืองพร้อม
รัฐบาลก็ควรหันมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย
"การที่คนเสื้อแดงจะต้องมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อไปผลักดันเรื่องเหล่านี้หรือไม่นั้น
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี
และคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากมีแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในครม.
เมื่อมีประเด็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง
ซึ่งเป็นคนหมู่มากก็จะสามารถขับเคลื่อน ช่วยอธิบายได้กระจ่าง
แต่ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็จะขาดหายไป"นายก่อแก้วกล่าว
นายก่อแก้วกล่าวอีกว่า หากเอาภาพของความเป็นคนเสื้อแดงออก แล้ว
ดูขีดความสามารถจะพบว่าหลายคนมีศักยภาพสูง เช่น
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะเท่าที่ไล่เรียงรายชื่อคนในพรรคแล้ว
ไม่มีใครเก่งเท่านายณัฐวุฒิในตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสื่อ
ในขณะที่นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เหมาะที่จะเป็นรัฐมนตรี
เนื่องจาก เรื่องความรู้ ประสบการณ์ไม่แพ้ใคร
"ผมยืนยันว่าเราไม่ได้กดดัน หรือเรียกร้อง ถ้าไม่ได้ตำแหน่งแกนนำคงเฉยๆ
แต่ในส่วนของมวลชนก็อาจจะมีบางคนที่ไม่ชอบใจบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เพราะพวกเขาต่อสู้มาอย่างหนัก ช่วงเลือกตั้งก็ต้องไปเฝ้าสังเกตการณ์หน้าหน่วย
แต่เวลาเสวยสุข ทำไมถึงรังเกียจ
ซึ่งแกนนำก็คงต้องไปช่วยกันอธิบายทำความเข้าใจ"นายก่อแก้วกล่าว
http://www.posttoday.com/การเมือง/103828/ก่อแก้วหวังแดงได้ร่วมครม-
วงเสวนา มธ. ค้านนิรโทษกรรมแกนนำเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ใช้เวทีเสวนา“นิรโทษกรรม ทางออกหรือทางตัน” ค้านนิรโทษกรรมแกนนำเสื้อแดง...
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาวิชาการวันรพี
ในหัวข้อ “นิรโทษกรรม ทางออกหรือทางตัน” โดยมี
นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากพรรคประชาธิปัตย์
พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเ
พื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ร่วมเสวนา
ทั้งนี้ตามกำหนดการระบุว่า จะมีการติดต่อตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยร่วมการเสวนาด้วย
แต่ยังไม่มีการระบุว่าเป็นผู้ใด
และพอถึงเวลาการเสวนากลับไม่มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเสวนาแต่อย่างใด
ซึ่งในการเสวนานายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกเว้น
ทำให้ความผิดถูกมองข้ามนั้น ควรจะมีเมื่อมีเหตุผลอันสมวควร
เพราะหากนำไปใช้ในทางที่ผิดและจะเกิดอันตรายได้ เช่น
ผู้ที่มีอำนาจออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมตนเอง
ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้ใช้ เพื่อการปรองดอง
แต่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อความผิดที่ลงโทษแบบไม่เป็นธรรม
ขณะที่ประเด็นที่กำลังพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมในขณะนี้
ตนมองว่าผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมมากที่สุดคือ
กลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553
เพราะชาวบ้านเดินทางมาชุมนุมโดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
ในส่วนกลุ่มที่ไม่ควรได้รับนิรโทษกรรมคือ ผู้ที่วางแผนการชุมนุม
โดยที่รู้ว่าหากชุมนุมจะเกิดอะไร แสดงว่าประสงค์จะให้ผู้ชุมนุมเกิดอันตราย
อีกทั้งพอเกิดเหตุก็มีการหนีจากที่ชุมนุม ในส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำการสลายการชุมนุม
หากพบว่ามีการทำเกินหน้าที่ก็ไม่ควรได้รับนิรโทษกรรม
ด้าน นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ
เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปาก ท้อง ของประชาชนที่ควรจะทำให้เห็นผลใน 1 ปี
ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่เลือกข้างกันอย่างชัดเจน
ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีที่จะได้เห็นว่าผู้ที่ถูกเลือกสามารถทำตามนโยบายที่เคยให้ไว้ได้มากน้อยแค่ไหน
http://www.thairath.co.th/content/pol/192270
Re:
BBBBB
ไม่เป็นไร
ผมก็ค้านการนิรโทษกรรมคนทำร้ายคนเสื้อแดงเหมือนกัน
Re:
โดย kiwi
ผมเสนอให้จับคนผิดหรือคนที่ต้องสงสัยว่าผิดมาสอบสวนอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่หลัง 19 กันยา รวมไปตั้งแต่คณะรัฐประหารไปจนถึงเผาห้าง
ถ้า พิสูจน์ได้ว่าไม่ผิดก็ต้องปล่อย แต่ถ้าผิดจริงก็ต้องลงโทษไปตามกฎหมายที่ชอบธรรม เช่นรัฐประหารก็ต้องถูกประหารชีวิต ก่อการร้ายสากลปิดสนามบินก็ขังลืมไม่ก็ประหารชีวิต ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนก็จับปรับไปตามเรื่อง หมิ่นประมาทใครก็ชดใช้ตามจะตกลงกัน
เอาตามนี้นะครับ ประเทศจะได้เป็นนิติรัฐนิติธรรมสักที
หวังว่าถ้าถึงตอนนั้นผมจะไม่เห็นใครที่เคยบอกไม่เอานิรโทษกรรมมาขอนิรโทษกรรมเองนะครับ
เจ้าของวลี ‘ดีแต่พูด’ ร่วมกิจกรรมเสื้อแดง
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 7 ส.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ได้จัดกิจกรรมที่บ้านวันอาทิตย์ ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยได้เชิญ นางจิตรา คชเดช สาวโรงงานไทรอาร์ม เจ้าของวลีดัง ‘ดีแต่พูด’ ที่ยืนถือป้ายประท้วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมีผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก โดยนางจิตรา ได้เล่าประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของตนเองให้กับผู้เขาร่วมสัมมนาฟังว่า ก่อนที่ตนเองจะผันชีวิตเข้ามาเป็นสาวโรงงาน ครอบครัวของตนเองก็ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ทำไปทำมาก็มีแต่หนี้ ไม่ประสบความสำเร็จ ครอบครัวต้องเอาที่ดินเข้าธนาคาร จนสุดท้ายตนเองก็ต้องเดินทางเข้ามาทำงานเป็นสาวโรงงาน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลไม่เคยเหลียวแลผู้ใช้แรงงาน ขึ้นค่าจ้างมาแต่ละครั้งเพียงไม่กี่บาท จนปัจจุบันค่าจ้างอยู่ที่วันละ 215 บาท
“ถามว่าผู้ใช้แรงงานจะดูแลครอบครัวให้อยู่ดีกินดีได้อย่างไร กับเงินเพียงแค่นี้ ถ้าหากได้ค่าจ้างมากกว่านี้ก็ต้องทำโอทีเพิ่ม จนบางคนไม่มีเวลาจะพักผ่อน สุขภาพร่างกายก็ทรุดโทรมเจ็บป่วย แถมบางครั้งยังถูกนายจ้าง หัวหน้างานพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจอีก แต่ผู้ใช้แรงงานก็ต้องอดทน จึงอยากขอสนับสนุนและยืนยันว่าการที่พรรคเพื่อไทย มีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศวันละ 300 บาท จะช่วยส่งเสริมทำให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและครอบครัว ของผู้ใช้แรงงานดีขี้น แน่นอน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมมนา นางจิตราได้หยิบกางเกงในสีแดงซึ่งตัดเย็บด้วยฝีมือของแรงงานคนไทย มาโชว์ให้ผู้เข้าร่วมฟังดู พร้อมกับกล่าวว่า นี่คือผลงานที่ได้จากหยาดเหงื่อ และฝีมือของแรงงานคนไทย ซึ่งมีคุณภาพ ซึ่งได้เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก
'เทือก'รับ คำสั่งศอฉ.-ของจริง
ที่มา ข่าวสด
แต่เฉไฉ-สื่อปิดวันที่ แจงวุ่นสั่งจนท.ใชปืน หลัง'ชุดดำ'อาละวาด
'เทือก'แจง วุ่นเอกสารคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนในเหตุการณ์สลายม็อบแดง อ้างหลักฐานที่นำลงจงใจตัดวันที่ออกไปเพื่อให้คนเข้าใจผิด พัลวันเป็นคำสั่งวันที่ 13 เม.ย.หลังจากชายชุดดำก่อเหตุเมื่อเย็นวันที่ 10 เม.ย.2553 โต้ลั่นกำหนดวิธีการใช้อาวุธในคำสั่งอย่างเป็นขั้นตอนแล้ว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ท้าลั่นไม่กลัวถูกไล่เช็กบิลหลังจากแพ้เลือกตั้ง พร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง
คำสั่งจริง - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โชว์เอกสารคำสั่งศอฉ.ฉบับจริง โดยยอมรับว่าตรงกับที่เผยแพร่ในเน็ต แต่อ้างว่าที่สื่อนำมาเสนอนั้นคลาดเคลื่อนเรื่องวันที่ ส่วนสาเหตุที่อนุญาตให้ใช้ปืนได้เพราะมีคนชุดดำ
เทือกโต้-อ้างสำเนาถูกตัดวันที่
เมื่อ เวลา 12.15 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงชี้แจงกรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวเอกสารลับของ ศอฉ. ที่มีคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธปืนยิงประชาชนที่มาชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่า ไม่รู้เจตนาของผู้เสนอข่าวว่าต้องการอะไร แต่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ จึงขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ 1.สำเนาเอกสารคำสั่งการที่หนังสือ พิมพ์ฉบับหนึ่งนำมาแสดง ได้ตัดวันที่สั่งการออกไป ไม่ได้นำมาแสดง แต่จริงๆ แล้วคำสั่งปฏิบัติการที่นำมาแสดงในหนังสือพิมพ์เป็นคำสั่งลงวันที่ 13 เม.ย.2553 ไม่ใช่วันที่ 10 เม.ย.2553 ซึ่งเป็นการสั่งการหลังเกิดเหตุคนชุดดำที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อ แดง นำอาวุธสงครามมายิงเจ้าหน้าที่และประชาชน จนมีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บ 800 คน เป็นความสูญเสียที่รุนแรง ศอฉ.จึงจำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก
นายสุเทพ กล่าวว่า แต่ปรากฏว่า หลังจากวันที่ 10 เม.ย.2553 เหตุรุนแรงยังไม่ยุติ คนชุดดำยังถืออาวุธร้ายแรงก่อเหตุร้ายต่อเนื่องแทบทุกวัน ศอฉ.จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธไม่ร้ายแรง สามารถควบคุมการยิงได้ เพื่อป้องกันตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของคนชุดดำ ซึ่งคำสั่งนี้ระบุเรื่องการควบคุมวิถีกระสุน โดยไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย ต้องการเพียงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และประชาชนเท่านั้น จึงมีคำสั่งชัดเจนว่า ในการใช้อาวุธให้เล็งยิงส่วนล่างของร่างกายตั้งแต่เข่าลงมา ยืนยันว่าสำเนาคำสั่งที่พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว เป็นคำสั่งการในวันที่ 13 เม.ย.2553 ไม่ใช่วันที่ 10 เม.ย.2553 ตามที่พยายามจะให้ผู้อ่านเข้าใจผิด การสั่งการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธ ปืนลูกซอง มุ่งหมายเพื่อควบคุม ความสูญเสีย ไม่ต้องการให้เสียหายร้ายแรง
แจงวุ่นคำสั่ง 10 เม.ย.กับ 13 เม.ย.
นาย สุเทพกล่าวว่า 2.ส่วนที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ได้นำสำเนาคำสั่งวันที่ 10 เม.ย.2553 และวันที่ 13 เม.ย.2553 มาลงตีพิมพ์ในหน้า 14 ของหนังสือพิมพ์ อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า เป็นคำสั่งการในเหตุการณ์เดียวกันนั้น ขอชี้แจงว่า คำสั่งวันที่ 10 เม.ย.2553 เนื่องจากก่อนวันที่ 10 เม.ย. ศอฉ.ได้สั่งการห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธโดยเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนคือ โล่ กระบอง แก๊ส น้ำตา ปืนลูกซองกระสุนยาง ซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนสากลการควบคุมฝูงชนอย่างเคร่งครัด แต่ปรากฏว่า วันที่ 9 เม.ย.2553 กลุ่มผู้ชุมนุมนับหมื่นคนได้บุกโจมตีสถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว ใช้ก้อนหิน มีด ทำร้ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับร้อยคน และยึดอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ไปจำนวนมาก ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจนำอาวุธนั้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ ศอฉ.จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ แต่ต้องเพื่อการป้องกันตนเองและประชาชน โดยให้ใช้กรณีมีผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และเพื่อป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวที่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และ ประชาชน ที่สำคัญมีการสั่งการว่า ใช้อาวุธเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัว หากจำเป็นต้องใช้อาวุธให้ทำตามลำดับขั้นตอนคือ 1.แจ้งเตือนด้วยวาจาให้ผู้ก่อเหตุหยุดการกระทำ 2.ยิงเตือนขึ้นฟ้า หรือในทิศทางที่ปลอดภัย 3.ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและสมควรแก่ เหตุ
ลั่นพร้อมสู้คดี-พิสูจน์ข้อเท็จจริง
นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่า ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้ายต่อประชาชน ขณะนี้เหตุการณ์ร้ายนั้นได้ผ่านมาปีเศษแล้ว รัฐบาลชุดที่แล้วได้ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางทำการสืบสวนข้อเท็จจริงทั้ง หมด เพื่อรายงานต่อประชาชนต่อไป และในขณะนี้มีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุ และผู้ต้องหาก่อการร้ายบางคนได้เป็นส.ส.ในสังกัดพรรครัฐบาล บางคนอาจได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ในฐานะรัฐบาลเป็นผู้กุมอำนาจรัฐจะสั่งการให้สอบสวน หรือดำเนินคดีกับตนที่เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็พร้อมพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่ามีกระบวนการตามไล่เช็กบิลตน แต่ตนพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่คิดหนีไปต่างประเทศ
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าเอกสารคำสั่งลับมากของศอฉ. ซึ่งระบุให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ ตามที่มีผู้นำมาเผยแพร่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่ง "ข่าวสด" นำมาตีพิมพ์นั้น เอกสารดังกล่าวระบุวันที่ออกคำสั่งปรากฏอย่างชัดเจนคือวันที่ 10 เม.ย.2553 และวันที่ 13 เม.ย.2553 ไม่ได้ตัดออกไปเพื่อให้คนเข้าใจผิดตามที่นายสุเทพกล่าวอ้างแต่อย่างใด
พท.ย้ำตรวจสอบคำสั่งใช้ปืน
เมื่อ เวลา 15.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554 ได้เผยแพร่เอกสาร อ้างว่าเป็นเอกสารลับของ ศอฉ.ที่สั่งการเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 มีการระบุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใช้ปืนลูกซองในการป้องกันตนเองของเจ้า หน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ว่า ประการแรกจะต้องตรวจสอบก่อนว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริง หรือเป็นเพียงการทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายกัน แต่หากเป็นเอกสารจริง ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ผอ.ศอฉ.ในฐานะผู้สั่งการ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งคอป. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือนักวิชาการ ที่ต้องรวมกันถามหาความรับผิดชอบจากผู้สั่งการ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงการโยนไปมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่พยายามเบี่ยงประเด็นว่าเป็นการทำเพื่อเลื่อยขาเก้าอี้กัน เพราะเรื่องนี้จะต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ผู้ลงนามคำสั่งต้องออกมารับผิดชอบ ตอบคำถามสังคมได้ เพราะทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ส่วนการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยฐานะว่าที่รัฐบาลว่าจะดำ เนินการอย่างไรในเรื่องนี้นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ตั้ง แต่ในฐานะของส.ส.ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และหากมีกระทำตามเอกสารลับดังกล่าวจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงถือเป็นความผิดอาญาระดับนานาชาติ
สารคามรณรงค์ปล่อย 9 เสื้อแดง
เมื่อ เวลา 10.00 น.วันเดียวกันที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม เครือข่ายพลเมืองประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดมหาสารคาม นำโดยนายสุรศักดิ์ ศรีธรรมจรรยา ประธาน คปท.กลุ่มอำเภอบรบือ นางศิรินารถ จันทะคัต เลขาธิการ คปท. กลุ่มอำเภอเมือง พร้อมด้วยคนเสื้อแดงกว่า 100 คน ได้พากันเดินทางมาเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังภายในเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงที่ถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุกเหตุก่อความไม่สงบเมื่อปี 2535 จำนวน 9 คน หลังแล้วเสร็จการเยี่ยม คนเสื้อแดงได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ที่ลานด้านหน้าเรือนจำ
นายสุ รศักดิ์ ได้กล่าวว่า สังคมไทยปัจจุบันไม่ได้รับความยุติธรรมจากการใช้กฎหมายเนื่องจากความเสื่อม 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.การออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม 2.กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม 3.ตุลาการที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายที่ล้าหลังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความใช้อำนาจแทรก แซงช่องว่างกฎหมาย ผลที่ตามมากลายเป็นเครื่องมือรัฐบาล ทำให้ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรี ภาพโดยบริสุทธิ์ใจ ต้องถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก ดังนั้น คปท.มหาสารคามจึงเรียกร้องให้สถาบันที่ควบคุมอำนาจตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร ได้ปลดปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด ก่อนที่ประชาชนทั้งประเทศจะลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจตุลาการไปเป็นของปวงชน
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมด ได้เดินทางโดยรถยนต์เปิดเครื่องขยายเสียง แห่เข้าไปในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม จากนั้นได้เข้าไปที่บริเวณลานด้านหน้าศาลจังหวัดมหาสารคาม พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวซ้ำอีก ขณะนั้นทางศาลจังหวัดมหาสารคาม ได้มีการจัดกิจกรรมวันรพี หลังอ่านแถลงการณ์จบได้มอบแถลงการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นได้แยกย้ายกันกลับในเวลา 11.30 น.
นิติศาสตร์มธ.ถกกม.นิรโทษ
เมื่อ เวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดการเสวนาทางวิชาการ "งานวันรพี 2554" เรื่อง "นิรโทษกรรม...ทางออกหรือทางตัน" เชิญนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิ การนายกรัฐมนตรี และพล.ท.พีรพงษ์ มานะกิจ อนุกรรมการด้านการศึกษาวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการ คอป.เข้าร่วมเสวนา ทั้งนี้คณะนิติศาสตร์ได้เชิญตัวแทนพรรคเพื่อไทยหลายคนให้มาร่วมงาน เช่น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายพีรพันธุ์ พาลุสุข แต่ได้รับการปฏิเสธ
นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นสามารถกระทำได้ จากประวัติ ศาสตร์ประเทศไทย คือ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากนั้นมีกบฏบวรเดช สงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งคณะราษฎรที่แปลงสภาพเป็นเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น ก็มีการนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างความปรองดอง โดยมีเหตุผลที่ยอมรับกันคือทุกประเทศมีต้นทุนทางการเมืองและสังคม หากใช้กำลังปราบปรามจะเกิดปัญหา คือต้นทุนที่จะพัฒนาบ้านเมืองลดลง ฝ่ายสนับสนุนนิรโทษกรรมคือหากสร้างสรรค์ต้องลืมอดีต แต่การออกกฎหมายไม่ใช่ลบล้างความผิดอย่างเดียว แต่ต้องอีกฝ่ายยอมรับการกระทำที่ทำไปนั้นเป็นความผิดก่อน
นายกิตติ ศักดิ์กล่าวว่า ความคิดนี้แม้อาจใช้ในทางที่ผิด คือการออกกฎหมายไม่ได้เป็นไปในทางปรองดอง แต่เป็นเพียงข้ออ้างสำหรับออกกฎหมาย ตัวอย่างที่ถกเถียงกันคือการปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลา 2519 ที่กล่าวหาว่านักศึกษาบางคนเป็นคอมมิวนิสต์ จากนั้น รัฐบาลก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย แต่เมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นั้นไม่มีการนิรโทษกรรมให้ทหารและตำรวจ จากนั้นเหตุการณ์พฤษ ภาทมิฬ ก็มีการนิรโทษกรรมตัวเองโดยพล.อ.สุจินดา คราประยูร แม้รัฐสภาไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ก่อผลใดๆ หลักนิรโทษกรรมนั้นต้องมีเหตุผลที่สมควร และมีภยันตรายหากใช้ไปในทางที่ผิด
"สิ่งไม่พึงกระทำคือผู้มีอำนาจ นิรโทษกรรมให้ตัวเอง เช่น นายพลปิโนเชต์ แห่งชิลี ที่นิร โทษกรรมให้ตัวเองและออกกฎหมายให้ตัวเองเป็นวุฒิสภาตลอดชีพ รวมทั้งได้รับการคุ้มครอง" นายกิตติศักดิ์กล่าว
'กอร์ป'ยังอ้าง-ทักษิณต้นเหตุ
นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ฟังสิ่งที่นายกิตติศักดิ์พูดเเล้ว ตนเข้าใจว่านิรโทษกรรมน่าจะเป็นทางตัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนั้น ตนเป็นหนึ่งในผู้ติดตามเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากพูดเรื่องนิรโทษกรรมและปรองดอง ควรถามตัวเองว่าพูดเพราะอะไร และท้ายสุดหากอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า เศรษฐกิจดี มีงานทำ ดูแลครอบครัว ตัวเองมีความสุข ฉะนั้นกติกาสังคมนั้นทุกคนต้องปฏิบัติ หากทำผิดแบบเลยเถิดไปนั้นจะให้อภัยกันได้หรือไม่ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า
นายกอร์ปศักดิ์อ้างว่า การทำงานของพ.ต.ท. ทักษิณคือต้นเหตุความขัดแย้งที่ต้องกลับไปมอง เพราะตอนนั้นตนเป็นส.ส.ฝ่ายค้านที่คัดค้านการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือ ถือ การให้พม่ากู้เงินแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ค้านไม่สำเร็จ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้อำ นาจฝ่ายบริหาร จนฝ่ายค้านตรวจสอบไม่ได้ ต่อมาพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลสมัยที่สอง จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นและซุกหุ้นให้เทมาเส็กแบบไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ตรงนี้คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงสุด เพราะประชาชนมองว่า ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่ตนพูดไว้ก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว จากนั้นเกิดการรัฐประหารและทำให้ทุกอย่างดิ่งลงเหวทุกวัน
นายกอร์ป ศักดิ์ กล่าวว่าคนที่มีญาติพี่น้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งร้านค้าเสียหายจากการโดนเผาในช่วงปีที่ผ่านมานั้น คำถามคือหากเป็นญาติพี่น้องของตนนั้นจะรู้สึกเช่นใดว่า ให้อภัยทุกอย่าง มันยาก แม้จะเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งแต่ก็มีความสูญเสียและเดือดร้อน แม้จะเยียวยา ยกเว้นต้องให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น โดยธรรมชาติหรือมนุษย์ สมมติว่ามันยุติธรรมนั้น หากตัวเองได้ประโยชน์ก็ดี แต่หากไม่ใช่ก็บอกว่าสองมาตรฐาน การเมืองวันนี้เดินมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ข้อดีคือเลือกข้างไปเลยให้เป็นเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ แม้ฝ่ายตนจะแพ้ แต่ตนมองว่า มันดี เพราะจะได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่หาเสียงไว้จะเดินหน้าอย่างไร เพราะบางฝ่ายมีการหาเสียงกันว่าต้องปรองดองและนิรโทษกรรม วันนี้จะได้ดูของจริงกันแล้วว่าจะทำแบบใด ช่วงนั้นพรรคเพื่อไทยบอกว่าจะให้คอป.เดินหน้า "ผมเคยอ่านความเห็นของคอป.ที่เสนอครม.และครม.ปฏิบัติทุกครั้ง รวมทั้งการค้นหาความจริง ขอเล่าว่าความจริงมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กจนเกิดความขัดแย้ง ขึ้น" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
ออกมาชุมนุมเพราะสงสารคนมีเจ็ต
นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ความผิดทางอาญาไม่ควรนิรโทษกรรม คนที่โดนคุมขังตอนนี้ต้องช่วยในเรื่องประกันตัว และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเต็มรูปแบบ ตอนนั้นนายกฯ สั่งการไปแล้วแต่กระบวนการบางอย่างล่าช้า อีกทั้ง นปช.บางคนไม่ยอมรับความช่วยเหลือของรัฐบาลและอยากอยู่ในคุกต่อ ตนเล่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์บ่อยและเกิดข้อสังเกตว่า ช่วงที่ตนเป็นพยานให้นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช.จนได้รับการประกันตัว ตนโดนต่อว่าแบบเสียหายว่า ไปช่วยผู้ก่อการร้ายแบบไม่มีความผิด จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย ตนคิดว่าทุกคนคงได้ดูคลิปนายตำรวจฆ่าคนตาย แต่ไม่ติดคุกและได้ประกันตัว หากตนใส่เสื้อแดงไปชุมนุมและเผาเมือง ติดคุกหกเดือนนั้น ตรงนี้คือความขมขื่น รวมทั้งคดีหมอที่โดนรถชน หากเป็นคนสวนของตนทำแบบนั้นติดคุกไปแล้ว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่าตนมองว่าคนที่มาชุมนุมนั้น เกิดความสงสารคนที่มีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ตนรู้ว่าบางคนไปทำงานวิจัยคนไทยออกมาจนรู้จุดอ่อนและนำมาใช้ในคำว่า ไพร่ อำมาตย์ สองมาตรฐาน รวมทั้งคู่แข่งทางการเมืองของตนไปทำวิจัยว่าชนชั้นกลางว่าอยากได้อะไร จึงตอบสนองทุกอย่าง นักการเมืองใช้วิธีนี้ปลุกระดมมวลชนจนได้เสียงสนับสนุน เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วคำพูดเหล่านี้หายไปแล้ว ส่วนทางออกของเรื่องนี้นั้น ตนคิดว่ายากและต้องใช้เวลา ความขัดแย้งในอนาคตควรกลับเข้าไปอยู่ในรัฐสภา อย่าออกมานอกถนนจนประชาชนเดือดร้อนอีก
เจอสวนมองแค่ทักษิณ-ไม่จบแน่
พล.ท.พีร พงษ์ กล่าวว่า ตนทำงานในฐานะคอป.คืออนุกรรมการค้นหาความจริงและอนุกรรม การวิจัยทางวิชาการเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหา สิ่งที่นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า บางคนใช้หลักการตลาดปลุกระดมมวลชนนั้น หากพิจารณาพ.ต.ท. ทักษิณเเบบปัจเจกชนก็ได้มุมหนึ่ง แต่มองในมุมของรัฐบาลก็ได้อีกมุมหนึ่ง ขอย้อนในอดีตว่าสงครามเย็นนั้นเป็นเรื่องภายนอกประเทศไทย แต่สหรัฐอเมริกาบอกว่าคอมมิวนิสต์ยิ่งตียิ่งโต ในวันนั้นปัญญาชนไปร่วมกับคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นต้องมองให้ออกว่า ต้องแก้ปัญหาความคิดทางการเมือง เพราะนักศึกษาก็รักชาติ โดยนำความขัดแย้งมาแก้ทางการเมือง คำถามคือได้อะไรมาบ้างหลังจากที่รัฐบาลยุคนั้นปราบปรามนักศึกษา เพราะตอนนั้นมีมหาอำนาจฝ่ายขวาและซ้าย รวมทั้งพรรคการ เมืองเข้ามา แต่ปัญหาคือ คนของเราไปหากลุ่มนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีเป้าหมายชัด พล.ท.พีรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาวันนี้หากมองเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณมีปัญหากับกลุ่มทุน เพราะกลุ่มทุนได้อำนาจทางการเมือง เมื่อกลุ่มทุนเข้าไปเทก โอเวอร์อำนาจทางการเมืองตามที่คนเสื้อเหลืองระบุ เมื่อกลุ่มทุนเก่าสู้กลุ่มทุนใหม่ไม่ได้ จึงไปแสวงหาพันธมิตร ตามทฤษฎีที่ตนวิเคราะห์คือใช้กำลังแก้ปัญหาคือปฏิวัติ แต่หลังปฏิวัติแล้วมีการแก้โครงสร้างอำนาจแบบกระจายตัวหรือไม่ แต่กลับมีการไล่ล่าบุคคลที่ไม่ใช่การเมืองแก้การเมือง แต่ใช้กฎหมายและกำลังแทนนั้น การใช้กลไกรัฐก็มีปัญหาคือ ใช้ทหารไปจัดการบริหารกับการชุมนุม ทหารโดนฝึกมาจัดการศัตรู โดยโดนโปรแกรมไว้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นอริราชศัตรู ล้มเจ้า รวมทั้งเป็นผู้ก่อการร้าย ศอฉ.นั้นแม้นายกฯ มอบอำนาจให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ดูแลโดยส่งทหารไปแก้ปัญหา แต่ในชั้นสอบข้อเท็จจริงพบว่าทหารนั้นน่าสงสาร เพราะไปทำตามหน้าที่ คำถามคือรัฐสั่งให้นำกองกำลังขนาดนี้ไปจัดการได้อย่างไร ฝ่ายการเมืองต้องรับผิดชอบด้วยในเรื่องนี้ ส่วนอีกฝั่งคือประชาชนที่มาชุมนุมกับคนที่อยู่เบื้องหลังว่าใครบริหารชายชุด ดำ
"รัฐบาลอภิสิทธิ์มีฝ่ายสนับสนุนมากสุดในประเทศนั้น ทำไมจับชายชุดดำไม่ได้เลย แล้วจะให้รัฐบาลใหม่สอบสวนหาชายชุดดำนั้นจะทำได้อย่างไร เพราะปล่อยเวลามาสองปีเศษแล้ว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายหากจะนิรโทษกรรมต้องคิดให้จบก่อน ว่าปัญหาคืออะไร ควรวิเคราะห์สังคมไทยให้แตกฉานเสียก่อน หากมัวแต่มองเรื่องปัจเจก คือเพียงพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเดียวมันไม่จบ แต่ต้องคิดและปรับเชิงโครงสร้างด้วย ทั้งนี้สุดยอดของการนิรโทษกรรมคือต้องใช้ Rule of Law เพราะสังคมไทยจะใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้เพราะยังมีธรรมรัฐอยู่ แต่ตนไม่เห็นด้วยกับนปช. แต่จะมองข้ามไม่ได้ว่ามาชุมนุมเพราะอะไร เมื่อใดที่มองว่าประชาชนโง่ ก็เสี่ยงเหลือเกิน ปัจจุบันความรู้ของคนจนนั้นสูงมาก มีความรู้อยู่ในใจ เพียงแค่ไปฟังจากใครมาก็สามารถต่อยอดได้ การเรียนรู้ของคนจนวันนี้ล้ำหน้าไปมาก อย่าไปตัดสินใจแทนว่าคนจนไม่รู้เรื่องการเมือง" พล.ท.พีรพงษ์กล่าว
อจ.นิติศาสตร์ชี้มาร์คสอบตก
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าการสัมมนาในช่วงที่ 2 นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ความคิดปรองดองมีสองปีกคือ ปีกซ้ายคือให้อภัยแบบสุดปีก คือออกกฎหมายอภัยโทษอย่างมองข้ามความผิดไปเลย แต่ต้องแสวงหาความจริงก่อน เช่น การฆาต กรรมหมู่ของฮิตเลอร์ ส่วนอีกปีกหนึ่งคือปีกขวา ที่ต้องเยียวยาและสอบสวน ซักฟอกความคิดว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก รวมทั้งฟ้องร้องดำเนินคดี จากนั้นค่อยคิดว่าจะให้อภัยกันหรือไม่ สองปีกนี้สัมพันธ์แบบสองด้านเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น ฐานการนิรโทษกรรมนั้นมองได้สองปีกข้างต้นแล้ว ควรเข้าใจว่าจะนิรโทษการก่อความไม่สงบ การกระทำที่กระทบความมั่นคงของรัฐจากมวลชนที่มีอารมณ์ชั่วแล่น บันดาลโทสะรัฐ รวมทั้งได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนด้วยหรือไม่ เพราะการประท้วงในทวีปแอฟริกานั้นมาจากกลไกสังคมพิการ ตรงนี้เป็นบาปหมู่ที่ทุกฝ่ายต้องเยียวยาและยอมรับได้
นายกิตติ ศักดิ์ กล่าวอีกว่า แต่การกระทำที่มีความชั่วในตัวที่มีความคิดไตร่ตรองตั้งใจกระทำผิด เช่น คนวางแผนให้ผู้ชุมนุมตีกัน นำระเบิดไปยิงโดยไม่แสดงตัวให้สังคมแตกแยก คนพวกนี้ไม่ควรได้รับการนิรโทษ ส่วนเจ้าพนักงานนั้นได้รับคำสั่งให้ปราบการชุมนุม แม้บางครั้งกระทำไปรุนแรงบ้าง เช่น โดนก้อนหินขว้างก็ไม่ควรใช้ปืนยิง แต่ต้องใช้โล่ป้องกันตัวเท่านั้น ตรงนี้เจ้าพนักงานไม่ได้รับการอบรมในเรื่องแบบนี้ "มันต้องโทษรัฐบาลที่ไม่ตั้งกองกำลังมาดูแลการชุมนุมอย่างนี้ เพราะการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่สี่หมื่นเจ็ดพันนายแต่ยับยั้ง การชุมนุมไม่ได้ รัฐบาลมีบทเรียนมาแล้วสองครั้ง ผมจึงให้คะแนนสอบตก เพราะรัฐบาลต้องหาทางปรับปรุงไว้ เนื่องจากน่าจะประเมินออกว่าปีต่อมาจะมีการชุมนุมอีกแน่นอน"
ตั้งแต่นายกฯ ลงมาต้องรับผิดชอบ
นาย กิตติศักดิ์ย้ำว่า กรณีแบบนี้เจ้าพนักงานตั้งแต่นายกฯ ลงมาต้องรับผิดชอบ เพราะผู้ก่อความรุนแรงนั้นใช้ความร้ายแรง แต่การตอบโต้กลับทำให้ประชาชนไม่ยอมรับเพียงพอ เพราะช่วงแรกของการชุมนุมกลับไม่ทำอะไร แต่ระยะหลังกลับทำรุนแรงมาก ภาพมันเห็นว่ามีการถ่ายภาพคนใช้อาวุธหนักโจมตีฝ่ายรัฐบาลแบบยอมให้ถ่าย เพราะคนพวกนี้เชื่อว่ายึดอำนาจรัฐได้ แสดงว่าต้องมีการแบ่งงานชัด แต่ทำไมไม่มีการจับกุมตัวให้ได้ รวมทั้งไม่มีการอธิบายการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่บางครั้งกระทำไปแบบสมควร แก่เหตุ บางครั้งเกินกว่าเหตุ รวมทั้งการสอบสวนของดีเอสไอและคอป. รวมทั้งกรรม การสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังไม่คืบหน้านั้นสมควรโดนตำหนิ แต่ผู้ที่ประสงค์ต่อผลและวางแผนไว้ล่วงหน้านั้นต้องนำตัวมาลงโทษและไม่ นิรโทษกรรมให้ได้ ไม่ใช่ทำไปแล้วคนในสังคมคิดว่าทำอะไรตามอำเภอใจแล้วก็จะมีการนิรโทษให้ หากขืนปล่อยไปแบบนี้บ้านเมืองจะวนเวียนในวงจรอุบาทว์
นายกิตติ ศักดิ์ยังยกตัวอย่างด้วยว่า นักแม่นปืนของเยอรมันตะวันออกที่มีหน้าที่ยิงคนหากจะข้ามกำแพงเบอร์ลิน เมื่อมีการรวมชาติก็มีการลงโทษทั้งๆ ที่ทำงานตามหน้าที่ เพราะนักแม่นปืนสามารถยิงไปที่เท้าแทนหัวและหัวใจได้ สุดท้ายนักแม่นปืนและคนสั่งการก็โดนลงโทษคนละสามปีเพราะกระทำเกินกว่าเหตุ ฉะนั้น การปฏิรูปนั้นต้องกระทำภายใต้กฎหมาย
อ้างปชป.ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับรบ.
จาก นั้นนายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกครั้งว่า หลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนั้นก็ไม่ถูกใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ แต่มันยากหากอยู่ในช่วงเหตุการณ์ แต่การมองหลังเหตุการณ์มันง่าย ธรรมชาติของคนไทยจะไม่ใช้เงินไปเพื่อป้องกันกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่น เสื้อเกราะอ่อนนั้นเพิ่งซื้อหลังเจ้าหน้าที่ตาย หากซื้อไว้ก่อนก็จะโดนอ้างว่าไม่มีงบ หากถามว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่พร้อมนั้นจะสลายชุมนุมง่าย มันไม่ใช่ เพราะการชุมนุมมีเด็ก สตรี คนแก่ คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ร่วมด้วยเยอะมาก วันนั้นหากรัฐบาลสลายการชุมนุมจะตายเป็นร้อย แต่การกระชับพื้นที่ในวันนั้นที่มีการมอบตัวแล้วเสียชีวิตในเหตุการณ์เพียง เจ็ดราย
"ช่วงที่ผมอยู่ที่ ร.11 รอ. (ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลและศอฉ.) นั้น บางเรื่องผมไม่พอใจเท่าใดนัก เพราะในช่วงนั้นนปช.เริ่มเข้ากทม.ในเดือนมี.ค.2553 ผมเจรจาตั้งแต่เดือนมี.ค.จนถึงการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์และราช ประสงค์ กลุ่มนี้ต่อรองว่าขอให้นำทหารออกไปและนำตำรวจมาแทน จากนั้นนปช.นำมวลชนสองหมื่นคนบุกร.11 รอ. โดยมีการเตรียมโซ่มาบนรถสิบล้อด้วย และขู่ว่าจะใช้มวลชนห้าพันคนบุกเข้าไป หากจำได้ก่อนหน้านี้ก็มีการยิงอาร์พีจีเข้ามาในร.11 รอ. ช่วงนั้นเจ้าของพื้นที่คือทหารสามารถปราบได้ตามกฎอัยการศึก และในพื้นที่ร.11 รอ.มีอาวุธอยู่ ถามว่าผู้รักษาบ้านเมืองควรทำเช่นใด ตอบคือ เจรจาทางการเมือง ทั้งๆ ที่ทหารพร้อมประกาศกฎอัยการศึกอยู่แล้ว คุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ขอให้ถอนมวลชนออกจากร.11 รอ. เพื่อที่จะให้นปช.ออกทีวีกับรัฐบาล ผมนึกไม่ออกว่าหากนปช.ปีนเข้ามาจะทำเช่นใด เพราะทหารไม่ยอมแน่ๆ" นาย กอร์ปศักดิ์กล่าว
เจรจาล่ม-เพราะคนมีเงินไม่ยอม
นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนั้นตนคุยหลายคืนกับนปช.ทีละจุด เมื่อได้คุยกับนายวีระแล้ว นายวีระก็ไปคุยกับแกนนำคนอื่นกว่าสี่สิบคนในตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งโทรศัพท์จากต่างประเทศ ฝ่ายนั้นก็เพิ่มข้อเสนอขึ้นเรื่อยๆ ท่าม กลางคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน จนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะนิรโทษกรรมเฉพาะคดีการเมือง เว้นคดีอาญา แต่คนที่โดนคดีอาญาไม่ยอม เพราะบอกว่าตนไม่ได้อะไร และคนกลุ่มนี้มีเงินสดเป็นทุนเจ็ดหมื่นหกพันล้านบาท ซึ่งมีไม่กี่รายในโลก ส่วนเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนารามนั้น คนโดนยิงบาดเจ็บโทรศัพท์เข้ามาในช่วงที่ตนกินข้าว โดยแจ้งว่าอยากออก แต่ออกไม่ได้ ส่งใครมารับด้วย โดยช่วงนั้นรถพยาบาลเข้าไปไม่ได้ รวมทั้งไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ รถดับเพลิงเข้าไปแต่โดนยิงทำจะอย่างไร หากเสี่ยงชีวิตเข้าไปไม่คุ้ม เพราะสิ่งของนั้นสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตคนนั้นสร้างใหม่ไม่ได้และไม่มีใครตายในช่วงที่มีการเผาเซ็นทรัล เวิลด์ด้วย รัฐบาลทำงานด้วยความยาก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นคุยจบแล้วหากไม่มีนายทุนคนนั้นที่มีเงินมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสิ่งที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้วแต่นายทุนคนนั้นต้องการนิรโทษทุกเรื่อง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของทุกคน แต่คนๆ หนึ่งกลับได้เงินคืนสี่หมื่นกว่าล้านบาทด้วย
เจอสวนอีก-ถ้าเป็นรบ.ออกแล้ว
พล.ท.พีร พงษ์ กล่าวว่า บริบทของทุนนั้นควรไปหาให้ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณรวยสุดในประเทศไทยจริงหรือไม่ แต่บางคนไม่มีตำแหน่งกลับมีอำนาจมาก เราต้องศรัทธาในประชาธิปไตยและเศรษฐกิจในระยะยาวที่โครงสร้างต้องกระจายตัว แต่โครงสร้างของสังคมไทยมันขัดกัน คือทุนเก่ากับทุนใหม่ที่ขัดกันเพราะมีเท้าที่มองไม่เห็น แต่อย่าใช้อำนาจนอกระบบและเครื่องมือพิเศษ การสลายการชุมนุมครั้งที่แล้วไม่มีคำขอโทษแต่มีแค่คำว่าเสียใจเท่านั้น หากตนเป็นรัฐบาลแล้วเกิดเหตุแบบนั้นก็ลาออกไปแล้ว แต่วันนั้นฝ่ายการ เมืองควรมีฝ่ายข้อมูลในสถานการณ์ช่วงนั้นประเมินสถานการณ์ด้วย ทหารไทยไม่มีระบบทบ ทวนคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและยังมีวัฒนธรรมว่าคำสั่งผู้บังคับบัญชาคือคำ สั่งสวรรค์ และรุ่นพี่เลวที่สุดยังดีกว่ารุ่นน้องที่ดีที่สุดอยู่ในระบบ ตรงนี้ต้องปฏิรูปกองทัพไปด้วย
สาววลีดีแต่พูดร่วมเวทีอาทิตย์แดง
เมื่อ เวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ได้จัดกิจกรรมสัมมนาที่บ้านวันอาทิตย์ ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยเชิญ นางจิตรา คชเดช แกนนำสหภาพแรงงานบริษัทไทรอัมพ์ เจ้าของวลีดัง "ดีแต่พูด" ประท้วงนายอภิสิทธิ์จนกลายเป็นที่รู้จัก โดยมีผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก
นางจิตรา ได้เล่าประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของตนให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาฟังว่า ก่อนที่จะผันชีวิตเข้ามาเป็นสาวโรงงาน ครอบครัวของตนเองก็ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ทำไปทำมาก็มีแต่หนี้ ไม่ประสบความสำเร็จ ครอบครัวต้องเอาที่ดินเข้าธนาคาร จนสุดท้ายก็ต้องเดินทางเข้ามาทำงานเป็นสาวโรงงาน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลไม่เคยเหลียวแลผู้ใช้แรงงาน ขึ้นค่าจ้างมาแต่ละครั้งเพียงไม่กี่บาท จนปัจจุบันค่าจ้างอยู่ที่วันละ 215 บาท ถามว่าผู้ใช้แรงงานจะดูแลครอบครัวให้อยู่ดีกินดีได้อย่างไร กับเงินเพียงแค่นี้ ถ้าหากได้ค่าจ้างมากกว่านี้ก็ต้องทำโอทีเพิ่ม จนบางคนไม่มีเวลาจะพักผ่อน สุขภาพร่างกายก็ทรุดโทรมเจ็บป่วย แถมบางครั้งยังถูกนายจ้าง หัวหน้างานพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจอีก แต่ผู้ใช้แรงงานก็ต้องอดทน ซึ่งตนขอสนับสนุนและยืนยันว่าการที่พรรคเพื่อไทย มีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศวันละ 300 บาท จะช่วยส่งเสริมทำให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและครอบครัว ของผู้ใช้แรงงานดีขี้นแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมมนา นางจิตราได้หยิบกางเกงในยี่ห้อ "ไทร อาร์ม" สีแดง ซึ่งตัดเย็บด้วยฝีมือของแรงงานของบรรดาฉันทนาที่ถูกบริษัทไทรอัมพ์เลิกจ้าง มาโชว์ให้ผู้เข้าร่วมฟังดู พร้อมกล่าวว่า นี่คือผลงานที่ได้จากหยาดเหงื่อ และฝีมือของแรงงานคนไทย ซึ่งมีคุณภาพ ซึ่งเรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก
โปรดเกล้าฯปูเย็นนี้ ครม.ใหม่ เตรียมทูล-พรุ่งนี้
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โปรดเกล้าฯนายกฯ 8 ส.ค.
วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา
สำนักราชเลขาธิการ ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ รล 0001.1/12104
เรื่อง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ส่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาระบุว่า
ตามที่ขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
รับพระราชทานประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเฝ้าฯ ร่วมด้วย
ในวันเวลาใดสุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ความแจ้งอยู่แล้วนั้น
ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว
พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ในวันจันทร์ที่ 8 ส.ค. 2554 เวลา 17.30
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ
โรงพยาบาลศิริราช ลงชื่อ นายสนอง บูรณะ รองราชเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนราชเลขาธิการ
ให้เข้าเฝ้าฯที่ศิริราช
นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า
ขณะนี้มีความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการนำเสนอรายชื่อเพื่อกราบบังคมทูล
ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ซึ่งตามหลักการของสำนักเลขาธิการสภา เมื่อวันที่ 5 ส.ค.
หลังจากส.ส.ลงมติเสียงข้างมากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกฯ
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาได้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ
เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯรับพระ ราชทานประกาศพระบรมราชโองการ
และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลขาธิการเฝ้าฯ ร่วมด้วย
นายพิทูร กล่าวว่า ขณะนี้สำนักราชเลขาธิการ ได้ทำหนังสือแจ้งมายังเลขาธิการสภาว่า
ได้นำความกราบบังคมทูลฯแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ
ในวันจันทร์ที่ 8 ส.ค. เวลา 17.30 น. ที่ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
คาดทูลเกล้าฯครม.อังคารนี้
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า คาดว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะนำรายชื่อครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในวันที่ 9 ส.ค.ทันที
เนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าตอนนี้ครม.มีความคืบหน้าไปเกินครึ่ง
เหลือเพียงการหาคนที่เหมาะสมในตำแหน่ง โดยหลักการจะเน้นเรื่องการวางคนให้ถูกกับงาน
เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิ ภาพ อีกทั้งตอนนี้ประชาชนจำนวนมาก
ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ รอรัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหาให้
ซึ่งพรรคเพื่อไทยรอช้าไม่ได้ จึงต้องเร่งตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด หลังจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์
จะเร่งทำงานให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาอุทกภัย
เรียกพรรคร่วมถกนโยบาย
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ส่วนการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาล
ขณะนี้ถือว่าทำเสร็จแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ
จะประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เพื่อร่วมหารือแลกเปลี่ยนแนวนโยบายร่วมกัน
และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชนตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ทันที
สำหรับภารกิจแรกที่นายกฯ จะเร่งรีบทำงาน คือ
ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า โพลที่ประชาชนให้เวลารัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำงาน 6 เดือนนั้น
เพราะประชาชนคาดหวังให้พรรคแก้ปัญหาต่างๆ โดยเร็วที่สุด ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วจะต้องเริ่มทำงานทันที มัวแต่ศึกษางานอยู่ไม่ได้
เพราะตอนนี้มีปัญหาทั้งเรื่องอุทกภัยที่ต้องเร่งแก้ปัญหา รวมถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้น
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะเร่งลงมือทำงาน และถ้าประชาชนเห็นถึงความตั้งใจ
ก็จะเกิดความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาของประเทศได้
'อนุสรณ์'ขอเป็นกุนซือส่วนตัว
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ
โดยยอมรับว่าต้องปรับตัวอย่างมากต่อบทบาทหน้าที่ใหม่ครั้งนี้
และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น
จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวกับการสื่อสารคมนาคมเรียบร้อยแล้ว
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตกลงกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า
ชีวิตพวกเรามีความสุขดีอยู่แล้ว ได้ทำในสิ่งที่รัก ฉะนั้น
พวกเราจะไม่ลงเล่นการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
ตนก็ยอมรับกับหน้าที่ใหม่ในฐานะสามี
ซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกฯ แต่เฉพาะที่บ้านเท่านั้น
ตนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแน่นอน
ส่วนครอบครัวนั้นพร้อมรับกับสิ่งท้าทายที่เข้ามาใหม่ๆ ทุกคนพร้อมสนับสนุนอยู่ข้างหลังเสมอ
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ในตอนแรกตกหลุมรักน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะความสวย
แต่หลังจากแต่งงานแล้วพบว่าความอ่อนน้อมถ่อมตัว
เป็นสิ่งที่ช่วยประสานความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
เมื่อถามว่าใครจะเป็นคนกล่าวขอโทษก่อนเมื่อทะเลาะกัน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า "ปกติแล้วจะเป็นผมที่กล่าวขอโทษ
เพราะคุณยิ่งลักษณ์เป็นคนตั้งกฎที่ว่า
ข้อหนึ่ง คุณยิ่งลักษณ์เป็นคนถูกเสมอ และ
ข้อสอง ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ผิด ให้กลับไปดูกฎข้อหนึ่งอีกครั้ง"
ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร ลูกชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า
สิ่งที่ตนเองต้องการคืออยากให้คุณแม่กลับบ้านเร็วขึ้นเท่านั้น
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEE0TURnMU5BPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdPQzB3T0E9PQ==
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
555 ใครๆ ก็ตกหลุมรักเพราะความสวยทั้งนั้นแหละ ครับ ไม่แปลก
"จตุพร"พ้นบ่วง กกต."ขุนค้อน"นั่ง ปธ.สภา"นายกฯ ปู"ยังหืดจับโผเก้าอี้ รมต.-ฝุ่นตลบ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจก้าวไปตามจังหวะอย่างราบรื่น
เริ่มตั้งแต่การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง ส.ส. ครบทั้ง 500 คน
โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. แกนนำ นปช. รายสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย
ที่ผ่านการรับรองมาแบบกองเชียร์ใจหายใจคว่ำ
วันที่ 1 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2554
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดย
นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ได้ออกหนังสือถึง ส.ส.
เพื่อประชุมสภาผู้แทนฯ นัดแรก วาระเลือกประธานสภาและรองประธานสภา ในวันที่ 2 สิงหาคม
การประชุมสภาวันที่ 2 สิงหาคม ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 20 นาที
ในการโหวตเลือก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ดำรงตำแหน่งประธานสภา
และ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ กับ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา
ดำรงตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับ แบบม้วนเดียวจบ
เป็นไปตามรายชื่อที่พรรคเพื่อไทยล็อกเอาไว้ในการประชุมคณะผู้บริหารพรรคก่อนหน้านั้น
ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 2 สิงหาคม ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งบุคคลทั้ง 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาอย่างเป็นทางการ
ในวันพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง วันที่ 3 สิงหาคม
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาคนใหม่ ได้แจ้งเลขาธิการสภาผู้แทนฯ
ให้ออกหนังสือเชิญถึง ส.ส. เข้าร่วมประชุมสภาในวันที่ 5 สิงหาคม
ในวาระสำคัญคือโหวตเลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ภายหลังการเซ็ตทีมคุมงานฝ่ายนิติบัญญัติเป็นที่เรียบร้อย
ในจังหวะเดียวกันบรรยากาศการจัดวางคนลงตำแหน่งฝ่ายบริหาร คือ
รัฐมนตรีที่จะไปนั่งคุมกระทรวงต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า "โผ ครม."
ซึ่งผลุบๆ โผล่ๆ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ได้เริ่มกลับมาเข้มข้นคุกรุ่นอีกครั้ง
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทยอย่างเต็มตัว
ยืนยันว่าการจัดทำโผ ครม. จะเป็นการหารือร่วมกัน
ระหว่างตนเอง กับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค
ตามที่พรรคมอบอำนาจไว้ให้แล้วเท่านั้น
เช่นเดียวกับการเสนอชื่อประธานและรองประธานสภา
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง
กระนั้นก็ตาม การปฏิเสธของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดูเหมือนจะสวนทางกับข้อวิจารณ์ที่ว่า
ในบรรดาบุคคลที่ปรากฏชื่อเป็นตัวเก็งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ในเวลานี้
หลายคนเคยมีประวัติแวดล้อมอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง
เช่นเดียวกับข้อสังเกตว่า
ถ้าหากบุคคลใดไม่ได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ
ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับบุญคุณความแค้น หรือความเหมาะสมใดก็ตาม
ถึงจะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย
แต่ชื่อของคนนั้นก็จะหลุดจากโผ หรือไม่ก็จะค่อยๆ เงียบหายไปในที่สุด
อย่างเช่นกรณีของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นต้น
พ.อ.อภิวันท์ คือหนึ่งในแคนดิเดตประธานสภา
มีชื่อตีคู่มากับ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มาตลอดในลักษณะผลัดกันแรง ผลัดกันแผ่ว
กระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายมีข่าวระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ
ไม่ต้องการให้ พ.อ.อภิวันท์ เป็นประธานสภา เนื่องจากมีภาพของเสื้อแดงติดแน่นมากเกินไป
ดังจะเห็นได้จากการที่มีตัวแทนแนวร่วมเสื้อแดงรวมตัวกันยื่นหนังสือต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์
เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ พ.อ.อภิวันท์ ขึ้นเป็นประธานสภา
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มองว่าหากประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมีภาพของเสื้อแดงชัดเจนเกินไป
อาจขัดกับแนวทางสร้างความปรองดอง
ไม่เหมาะกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ปัญหาการแบ่งสีเริ่มเบาลง
ท่ามกลางกระแสข่าวการเจรจาต่อรองบางอย่าง
ทำให้ พ.อ.อภิวันท์ ได้เปิดแถลงข่าวถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตประธานสภาไปในที่สุด
ด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เจ้าของฉายาขุนค้อน
มีชื่อเป็นเต็งหนึ่งประธานสภามาตลอดตั้งแต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ออกมาว่า
พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง
โดยมีข่าวหลังจากนั้นไม่กี่วันว่านายสมศักดิ์ ได้เดินทางไปดูไบ
เพื่อทวงถามสัญญาใจกับคนซึ่งพำนักอยู่ที่นั่น
ในเรื่องที่นายสมศักดิ์ เคยหลีกทางให้ นายชัย ชิดชอบ ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานสภามาแล้วครั้งหนึ่ง
แทน นายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งถูกศาลตัดสินเว้นวรรค 5 ปี ต้องพ้นจากเก้าอี้นี้ไปในสมัยรัฐบาลสมัคร
มาครั้งนี้นายสมศักดิ์ จึงไม่อยากอกหักซ้ำสอง
ซึ่งต่อมามีกระแสข่าวจากฝ่ายนายสมศักดิ์ ว่า
ผู้ใหญ่สั่งให้อยู่เฉยๆ นิ่งๆ พร้อมยืนยันสัญญาเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การจัดทีมประธานและรองประธานสภา
จะจบลงแบบไร้แรงกระเพื่อมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านการเมืองที่ดี
แต่ที่ถูกจับตาว่าเป็นการบ้านข้อยากจริงๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ
การจัดทำโผ ครม. ภายใต้ข้อจำกัดหลายด้านด้วยกัน
อย่างแรกเลยก็คือ การสรรหามืออาชีพ เข้ามาผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
ทั้งยังต้องแบกความคาดหวังของสังคม ที่ต้องการคนดีมีฝีมือเข้ามาเป็นรัฐมนตรี
เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และสร้างความสามัคคีปรองดองในบ้านเมือง
ไหนยังต้องเผชิญกับแรงกดดันของคนเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆ ในพรรค
ที่ต้องการผลักดันแกนนำกลุ่มของตนเองเข้ามามีตำแหน่ง
โดยเฉพาะในส่วนของคนเสื้อแดง
หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย
หลังจาก พ.อ.อภิวันท์ ถอนตัวจากเก้าอี้ประธานสภาไปแล้ว
การเบนเข็มไปรับตำแหน่งฝ่ายบริหาร อาจกระทบถึงโควต้าของแกนนำ นปช. คนอื่นๆ
หรือหากจะเพิ่มโควต้าให้แกนนำ นปช. ก็จะกลายเป็นปัญหาลูกโซ่กระทบไปถึงโควต้ากลุ่มก๊วนอื่นเช่นกัน
เช่นเดียวกับการดึง "คนนอก" เข้ามาเบียดแย่งเก้าอี้
ที่นอกจากเหมือนเป็นการดูแคลนฝีมือ "คนใน" และถูกมองเป็นการชุบมือเปิบแล้ว
ยังอาจทำให้ลูกพรรคเกิดอาการน้อยอกน้อยใจ เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา"คลื่นใต้น้ำ"ตามมา
อย่างเพียงแค่มีกระแสข่าวว่า
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ชื่อหลุดหายไปจากโผ ครม. ในช่วงโค้งสุดท้าย
สมาชิกในกลุ่มที่เป็น ส.ส.ภาคอีสานก็เดือดร้อนทันที
"ที่ผ่านมาใครทุ่มเทให้กับพรรคก็ควรจะพิจารณาด้วย ผู้บริหารจะมางี่เง่าไม่ได้ ดังนั้น
จะเกิดแรงกระเพื่อมแน่นอนถ้า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี"
ยังไม่นับรวมถึงกลุ่ม ส.ส. ในสายภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาค กทม.
ที่พร้อมใจกันเคลื่อนไหวเรียกร้องโควต้าเก้าอี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง
กระทั่งต้องมีการส่งสัญญาณจากฟากคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาปรามว่า
ขณะนี้โผ ครม. ลงตัวแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
การเกาะกลุ่มวิ่งเต้นในช่วงนี้จึงไม่เกิดประโยชน์
ในทางตรงข้ามยังจะเป็นผลร้ายต่อคนที่พยายามวิ่งเต้นเองโดยไม่รู้ตัว
ในการพิจารณาตำแหน่งการเมืองอื่นๆ ของพรรคที่จะตามมา
ไม่ว่าตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ในสภา
เหล่านี้คือภาวะฝุ่นตลบภายในพรรคเพื่อไทย
ที่ต้องจับตาว่าถึงสุดท้ายแล้วระหว่างความต้องการของประชาชนกับกลุ่มก๊วนการเมือง
รายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ออกมาจะตอบสนองสิ่งใดมากกว่ากัน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312700558&grpid=no&catid=&subcatid=
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ไม่ต้องการให้ พ.อ.อภิวันท์ เป็นประธานสภา เนื่องจากมีภาพของเสื้อแดงติดแน่นมากเกินไป
ไม่ใช่ทักษิณต้องการครับ พวกอำมาตย์ใหญ่ไม่ต้องการ ดร.อภิวันทน์เลยถอนตัวเพื่อไม่ให้ต้องทะเลาะกัน
แถลงการณ์ "ในพระองค์" สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ที่มา มติชน
ในประเทศ
11 กรกฎาคม 2554 ศาลเยอรมนี มีคำพิพากษาให้อายัดเครื่องบินพระที่นั่งโบอิ้ง 737-400 ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไว้เป็นของกลางในคดีพิพาทระหว่าง บริษัท วอลเตอร์ บาว กับรัฐบาลไทย
เรื่อง นี้สืบเนื่องจาก บริษัท วอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี ที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนรับสัมปทานการก่อสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์เมื่อปี 2543 ได้ดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรมกับรัฐบาลไทย โดยอ้างว่า รัฐบาลไทยทำผิดสัญญา ผ่านคณะอนุญาโตตุลาการที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
1 กรกฎาคม 2552 คณะอนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหาย 30 ล้านยูโร (ราว 1,200 ล้านบาท) บวกดอกเบี้ย 6 เดือนในอัตราร้อยละ 2 ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2549
แต่รัฐบาลไทยได้ประวิงเวลาชดใช้ และพยายามหาช่องสู้คดีอยู่หลายปี
บริษัท วอลเตอร์ บาว จึงได้ฟ้องร้องต่อศาลเยอรมนีเพื่อบังคับคดี
จนนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งดังกล่าว
รัฐบาลไทยส่งคณะกฎหมายไทย ประกอบด้วย อัยการสูงสุด และรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาเดินทางไปเยอรมนี เพื่อยกเลิกการอายัด
โดย ชี้แจงศาลเยอรมนีว่าเครื่องบินพระที่นั่ง ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาล เป็นเครื่องบินที่กองทัพอากาศไทยได้น้อมเกล้าฯ ถวาย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จึงถือเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์
วันที่ 20 กรกฎาคม ศาลเยอรมนี เห็นพ้องที่จะถอนอายัดเครื่องบินดังกล่าว
แต่มีเงื่อนไขต้องมีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่าประเมินของเครื่องบิน 20 ล้านยูโร หรือราว 840 ล้านบาทไว้
รัฐบาล ไทยได้หารือในประเด็นนี้ ที่สุดเห็นว่าไม่ควรวางหลักประกันดังกล่าว เพื่อรอให้ศาลพิจารณาและสืบพยานให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียว ซึ่งคาดว่ากระบวนการสืบพยานจะมีขึ้นประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2554
นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แสดงความมั่นใจว่าจะนำเครื่องบินกลับมาได้ โดยไม่ต้องเสียเงินค่ามัดจำแม้แต่บาทเดียว
พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า
"ผม ได้เข้าเฝ้าฯ โดยแรกๆ ที่ถูกอายัดเครื่องบินพระองค์ท่านก็ทรงห่วงความรู้สึกของคนไทย แต่วันที่พระองค์ท่าน เสด็จฯ ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตที่วัดพระแก้ว วันนั้นมีฝนตก และมีประชาชนรอเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก พร้อมกับเปล่งเสียงทรงพระเจริญ แสดงความรู้สึกจงรักภักดี"
"ทั้งนี้ พระองค์ท่านเป็นนักบิน รักการบิน เมื่อถูกอายัดเครื่องบินก็ย่อมไม่สบายพระทัยเป็นปกติ แต่เมื่อคนไทยแสดงความรู้สึกดี พระองค์ท่านก็สบายพระทัย"
"ส่วน เครื่องบินที่ประเทศเยอรมนี พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่ต้องวางเงินประกัน แม้รัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะเอาเงินวางเพื่อจะนำเครื่องบินออกมาเพื่อ น้อมเกล้าฯ ถวายให้พระองค์ท่านทรงใช้งาน แต่พระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้นำเงินของรัฐบาลไทยไปวาง"
อย่าง ไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม สถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอกย้ำให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้บริษัท วอลเตอร์ บาว
เพราะคำตัดสินถือเป็นสิ้นสุดแล้ว
"เพื่อ การปกป้องการลงทุนที่ประเทศไทยและประเทศเยอรมนีร่วมลงนามกันไว้ รัฐบาลเยอรมนีคาดหวังว่า รัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามคำตัดสินนี้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้" แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ
และย้ำว่า
"การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้โดยเร็ว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเยอรมนีและจากประเทศอื่นๆ"
"รัฐบาล เยอรมนีได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลไทยหลายครั้ง ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นมิตรด้วยการชำระค่าชดเชยอย่างสมเหตุสมผลให้ กับบริษัท แต่แล้วก็ไม่สามารถมีข้อตกลงที่พอใจของทั้งสองฝ่ายได้"
กระทรวง การต่างประเทศไทย ตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ ระบุว่า รัฐบาลไทยรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งรวมถึงการพาดพิง เรื่องการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ "โดยมิบังควร"
สัมพันธภาพระหว่าง 2 ประเทศ ตึงเครียดขึ้นโดยลำดับ
ท่าม กลางกระแสข่าวลือว่าจะมียึดเครื่องบินส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อีกลำหนึ่งที่สนามบินมิวนิก ประเทศเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
วันที่ 31 กรกฎาคม
หน่วย ราชการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จากกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับ บริษัท วอลเตอร์ บาว"
ความว่า
"ตาม ที่ศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลินสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ให้ดำเนินการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ ไว้เป็นของกลางในคดีพิพาทระหว่าง บริษัท วอลเตอร์ บาว กับรัฐบาลไทย และศาลแขวงแลนส์ฮูท ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ให้วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร เพื่อถอนการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งดังกล่าวนั้น
ตลอดระยะเวลา ตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลิน และคำสั่งของศาลแขวงแลนส์ฮูท สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มิได้ทรงตอบโต้แต่ประการใดต่อคำพิพากษาและคำตัดสินดังกล่าว รวมทั้งต่อกระแสข่าวทั้งจากในและต่างประเทศ ทรงเคารพต่อคำพิพากษาของศาล และทรงเชื่อมั่นในความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมด้วยทรงมีความสัมพันธ์ ที่ดีกับรัฐบาลและประชาชนของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงพำนักอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี ทรงได้รับการต้อนรับ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี
แม้ว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะมิได้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับ บริษัท วอลเตอร์ บาว และมิได้ทรงเป็นผู้สร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ข้อพิพาทขึ้นมา แต่ผลจากข้อพิพาทดังกล่าว ได้นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ และเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง
ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสและพระราชปณิธานที่จะทรงตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทย และทรงใช้หนี้บุญคุณให้กับประเทศชาติในพระราชฐานะที่ทรงเป็นประชาชนชาวไทย พระองค์หนึ่ง และทรงเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารของประเทศไทย อีกทั้งมิให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนี และเพื่อให้ข้อพิพาทดังกล่าวจบลงด้วยดีและรวดเร็ว จึงจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว
ทั้งนี้ ไม่ทรงปรารถนาที่จะให้มีพระนามาภิไธยไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทและมิให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ"
วัน ที่ 1 สิงหาคม นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด (อสส.) นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะทำงานหารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเร่งด่วน
นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงผลประชุมว่ารัฐบาลจะยึดหลักในการแก้ไขเรื่องนี้คือ
1.การยุติคดีหลักโดยเร็ว
2.ไม่ให้กระทบสัมพันธภาพของสองประเทศ
และ 3.ให้มีกลไกในการยุติคดีเพื่อไม่ให้เกิดการอ้างเอาข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติ ไม่ได้ ไปมีผลกระทบกับบุคคลที่สามโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันของประเทศไทย
ด้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อแก้ปัญหานั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พระราชทาน เพียงแต่พระองค์ท่านแสดงพระราชปณิธานที่จะสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่รัฐบาลก็จะดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหานี้เอง โดยไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะยังคิดว่ามีหนทางที่จะดำเนินการได้
"พระองค์ท่าน ทรงห่วงในเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น ถ้าหากเหตุการณ์ยืดเยื้อลุกลาม ก็มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย พระองค์ท่านจึงแสดงพระราชปณิธานที่จะสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งรัฐบาลก็กราบบังคมทูลว่าจะขอไปดำเนินการตามแนวทางด้วยตัวของรัฐบาลเอง ก่อน"
ณ ขณะนี้
คนไทยกำลังเฝ้ารอว่าการ "ดำเนินการตามแนวทางด้วยตัวของรัฐบาล" เองนั้น จะยุติปัญหาที่ ยืดเยื้อตั้งแต่ปี 2543 อย่างไร!
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/08/54 แก้ภัยธรรมชาติ...กู้ภัยเผด็จการ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
มีปัญหา สารพัน รอวันแก้
กี่เรื่องแย่ อัดอั้น มันทับถม
เหมือนขยะ กองไว้ ที่ใต้พรม
มันหมักหมม เน่าเหม็น เห็นทั่วกัน....
มีทั้งภัย..ธรรมชาติ ที่สาดซัด
สร้างวิบัติ ทั่วไทย เห็นไหมนั่น
ต้องเร่งรีบ แก้ไข ให้เร็วพลัน
ด้วยมุ่งมั่น แก้ปัญหา ประชาชน....
เคยมีมาร ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันรุกฆาต ยัดข้อหา พาสับสน
เอาเครื่องมือ เผด็จการ บันดาลดล
จนปี้ป่น บดขยี้ บี้แหลกราน....
เอายุติธรรม คืนเขา ที่เศร้าหมอง
ตามครรลอง แห่งรัก สมัครสมาน
เอาร่มเย็น กลับคืน ด้วยชื่นบาน
ลืมวันวาน ที่ขื่นขม ระทมใจ....
โปรดมาช่วย เยียวยา รักษาแผล
เดินหน้าแก้ ทุกปัญหา อย่าหวั่นไหว
เพื่อความสุข สมปอง พี่น้องไทย
สว่างไสว ทั่วถิ่น แผ่นดินทอง....
เอารอยยิ้ม แสนหวาน ที่ซ่านซึ้ง
ให้เป็นหนึ่ง ทันที ไม่มีสอง
เอายุติธรรม เติมฝัน ตามครรลอง
เลิกเศร้าหมอง..ยิ้มเริงร่า..ทั่วฟ้าไทย....
๓ บลา / ๘ ส.ค.๕๔
นักปรัชญาชายขอบ: อาจารย์แจ้งความลูกศิษย์ “ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง” สะท้อนวุฒิภาวะประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยไทย
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ข่าว ที่น่าสะเทือนใจที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คือข่าวรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แจ้งความตำรวจในข้อหากระทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ให้ดำเนินคดีกับลูกศิษย์ตนเอง เนื่องจากได้รับร้องเรียนว่าลูกศิษย์คนดังกล่าวถูก “ล่าแม่มด” ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง (ดูมติชนออนไลน์, 6 ส.ค.54)



