WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 10, 2011

ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี: “ประเทศที่ริบถ้อยคำผู้คน”

ที่มา ประชาไท

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว, นานก่อนที่ตำราประวัติศาสตร์เล่มใดจะบันทึกทัน ยังมีประเทศน้อยๆ ประเทศหนึ่ง หลบซ่อนอยู่ในเทือกผาแห่งทวีปอันยังมิได้ขนานนาม ประเทศเล็กๆ ของบรรดาพลเมืองที่เลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักปลูกหญ้า หาปลางมหอย ฝากชีวิตไว้กับเหล่าผู้ทรงคุณปัญญา ที่เรียกว่า “ปราชญ์” อันเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ แต่ก็เป็นคนกลุ่มผู้ทรงด้วยภูมิปัญญามหาศาล หยั่งรู้หมดทั้งวิทยา ปรัชญา และศีลธรรมตลอดจนรัฐวิชาว่าด้วยการปกครอง พลเมืองผู้ด้อยปัญญาไม่เคยตั้งคำถาม ต่อเหล่าปราชญ์เพราะเจียมตนว่าโง่เง่าไม่เข้าถึงพุทธิปัญญาดังบรรดาปราชญ์ นั้น เลยให้อำนาจบรรดาปราชญ์ทั้งหลาย สรรหาตัวแทนกันมาเป็นปราชญบดีปกครองประเทศนั้น เวียนกันไปตามแต่ปราชญานุปราชญ์จะเห็นสมควร ส่วนปราชญ์ชั้นรองๆ ก็ทำหน้าที่เป็นข้ารัฐการ

เมื่อประเทศใหญ่ขึ้น ปัญหาก็เริ่มมากขึ้น ปัญหาเริ่มมาจากชาวเมืองที่อยู่ไม่สุข ชอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนจะเป็นข้ารัฐการได้ต้องเป็นลูกหลานของปราชญ์เท่านั้น ทำไมที่ดินสวยๆ มีภูมิทัศน์งามๆ ถึงถูกปราชญ์จับจองได้ แม้จะมีพลเมืองจับจองทำไร่ไถนาอยู่แล้วก็ตาม ทำไมชาวปราชญ์ทำผิด ถึงลงโทษน้อยกว่าหรือไม่ต้องรับผิด ต่างจากพลเมืองกระทำความผิดอย่างเดียวกัน หรือไยปราชญบดีจึงมีฐานะร่ำรวยมั่งคั่งไปด้วยสฤงคาร ท่ามกลางพลเมืองยากจนเก็บผักกินหญ้า
การวิพากษ์วิจารณ์ สอดแทรกซุบซิบ อยุ่ในทุกวงสนทนาในประเทศ มีการเขียนการพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ตั้งคำถามหลายอย่าง ที่ปราชญ์ไม่อาจจะตอบ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนถาม จนกระทั่ง ปราชญบดีทนไม่ได้ ต้องประชุมปราชญ์สภา เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียม และความไม่เป็นธรรมดังกล่าว

ด้วยการตรากฎหมาย ห้ามมิให้ผู้คนพูดถึง “ความไม่เท่าเทียม” เนื่องจาก มันจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและการอยู่ร่วมกัน

กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ลบถ้อยคำดังต่อไปนี้ - “เท่าเทียม” “เสมอภาค” “เลือกปฏิบัติ” “ไม่เป็นธรรม” และคำที่มีความหมายใกล้เคียงนั้นออกไป ผู้ที่บังอาจพูด เขียน หรือแสดงข้อความดังกล่าว ต้องโทษหนักบ้าง เบาบ้าง ตามน้ำหนักคำและจำนวนคำ

เท่านี้ประเทศก็ปลอดจากปัญหาความไม่เท่าเทียมชั่วกาลนาน

พลเมือง ในรัฐจำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง ในแทบทุกวงสนทนา ชาวบ้านชาวเมืองต่างก่นด่าบรรดาปราชญ์และปราชญบดีเป็นทรราช โดยทุกคนถือบัญชีถ้อยคำต้องห้ามไว้ในมือ ท่องอ่านอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เป็นการพลาดพลั้งกระทำผิดกฎหมาย

ปราชญบดีจึงออกกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยออกมาอีกฉบับ ว่าด้วยการห้ามส่อเสียดใส่ร้ายปราชญบดีและชาวปราชญ์ มันผู้ใดกระทำ มีโทษจำคุกตลอดชีวิต รวมทั้งกำหนดให้คำว่า “ทรราช” และคำในกลุ่ม “กดขึ่” “ข่มเหง” “เผด็จการ” ฯลฯ นั้น เป็นโมฆะวจีต้องห้ามมิให้ผู้ใดพูด

ประเทศนั้นก็ไม่มีทรราช และปราศไร้ซึ่งการกดขี่บีฑาตลอดกาล เพราะไม่มีถ้อยคำเหล่านั้นเหลือหลงอยู่ในพจนานุกรมอีกแล้ว ...

ชาวเมืองทั้งหลายไม่มีใครกล่าวร้ายปราชญบดีอีก มีแต่พูดถึง “อ้ายคนพวกนั้น...”
ในที่สุด คำว่า “อ้ายคนพวกนั้น...” ก็อยู่ในบัญชีถ้อยคำต้องห้าม ไม่มีใครกล่าวคำนั้นอีก ทว่าหลังจากนั้น ประชาชนทุกคนก่นด่าต้นมะม่วง เพียงใครคนหนึ่งพูดคำว่า“ต้นมะม่วง” คนที่เหลือจะกล่าวว่า “ใช่” !!! แล้วเสียงกู่ร้องคำว่าต้นมะม่วง ก็ทอดยาวต่อกันไป

ปราชญบดีออกคำสั่งถอนคำว่าต้นมะม่วงออกจากพจนานุกรมภาษาของประเทศอีกครั้ง ตามด้วย “ต้นส้ม” “ต้นเชอร์รี่” “ต้นกัลปพฤกษ์” “ต้นชมพูพันทิพย์” ฯลฯ จนกระทั่งชื่อต้นไม้ทั้งหลายหมดไปจากบัญชี - ในช่วงนั้นหากคนประเทศดังกล่าวต้องการพูดถึงต้นไม้ - สมมติว่าเป็นต้นทุเรียน ก็ต้องบอกว่า “งอกพื้นผลหนามเนื้อสีเหลืองกลิ่นแรง” หรือ “งอกพื้นเรียวเม็ดลีบกระเทาะเปลือกแล้วหุงกินได้” ฯลฯ
คุกแทบไม่พอขังผู้เผอเรอ

ต่อจากต้นไม้ ก็ตามด้วยชื่อสัตว์ทั้งหลาย ชื่อสินแร่ ชื่อภูเขา ชื่อแผ่นน้ำ จนในที่สุด แทบไม่เหลือถ้อยคำกล่าวขานใดในภาษานั้นอีก คนเรียกสัตว์ทั้งหลาย ว่า ตัวเห่า ตัวขน ตัวเขา ตัวเกล็ดอยู่น้ำ เพราะชื่อสัตว์ทั้งหลายนั้นถูกริบเสียสิ้นแล้ว
ถ้อยคำต้องห้าม ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คำในกลุ่ม “เจ็บ” “ทรมาน” “ป่วย” “หิว” หรือแม้แต่ “โกง” “ทุจริต” ก็ถูกเพิ่มลงในบัญชีวจีต้องห้าม เพื่อแก้ปัญหา

เมื่อ ชาวบ้านร้องทุกข์ว่าด้วยภาวะอดอยากนาล่ม ขาดมดขาดหมอ หรือกรณีที่ข้ารัฐการถูกถามว่า ทำไมต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อทำเรื่องง่ายๆอันควรเป็นหน้าที่ของพวกเขาอยู่ แล้ว – ทันทีที่ประกาศชุดบัญชีคำใหม่ ประเทศนั้นก็หมดปัญหาความอดอยาก ปัญหาสาธารณสุข หรือปัญหาการคอรัปชั่นลงภายในชั่ววินาทีที่ปราชญบดีอนุมัติคำต้องห้ามกลุ่ม ใหม่ กล่าวกันว่าในตอนหลัง หนังสือประมวลศัพท์ต้องห้ามหนากว่าพจนานุกรม ที่บางลงทุกวัน เกินกว่าสิบเท่า ผู้คนในดินแดนนั้นมีถ้อยคำอันจำกัด หากผู้ใดถูกมีดบาด อาจจะร้องได้เพียงว่า “โอ หนังนิ้วแยกแดงออก !”

มี คนหัวใส ที่ไม่ใช่ปราชญ์ พยายามลดรูปคำเพื่อให้ยังมีความสามารถในการพูดสื่อสารได้ เช่น “ปร๊ะตร๊ะละลาด” ต่อมาคำใหม่ๆ เหล่านั้นก็ถูกเก็บหายเข้าบัญชี ทีละคำ ทีละคำ

บางคนก็ใช้วิธีเอาลำดับคำในประมวลศัพท์ต้องห้ามมาพูดแทน เช่น ลำดับที่ ๑๑๒ “ทรราชย์” ชาวบ้าน ก็กล่าวตัวเลขชุดดังกล่าวต่อกัน เมื่อมีคนถามว่า ทำไมเราจึงพูดอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ? – ก็เพราะ ๑๑๒ ไง ! ดังคาด, ตัวเลขจำนวนนับทั้งหลายก็สิ้นสูญไปจากประเทศนั้น

จนกระทั่งประชาชนทั้งหลาย ออกมานั่งร้องไห้กันตามที่ประชุมชน ประนมมือท่วมหัว แซ่ซ้องว่า“โอ้ปราชญบดีแสนประเสริฐ ! ปราชญ์ทั้งหลายล้วนเลิศทรงพระคุณ !”

ใน ครั้งแรกนั้นปราชญบดีและชาวปราชญ์เข้าใจว่า ชาวบ้านสรรเสริญ ถึงกับน้ำตาไหลเพราะซาบซึ้ง แต่เมื่อผู้คนกล่าวซ้องคำดังกล่าวพลางร้องไห้บ้าง ตีอกชกหัวบ้าง ในที่สุด ปราชญบดีก็กำหนดว่า ห้ามมิให้ใช้ถ้อยคำ “ดี” “งาม” “ประเสริฐ” “มีพระคุณ” “บุญญาธิการ” ฯลฯ เพราะคำดังกล่าว ถูกใช้เพื่อเจตนาส่อเสียด – ทั้งห้ามออกนามคำว่า “ปราชญบดี” และ “ปราชญ์” โดยไม่จำเป็น – หากจะแสดงความเคารพบรรดาปราชญ์และปราชญบดีจากใจจริง หมอบราบลงกับพื้นแล้วพนมมือขึ้นเหนือศีรษะก็พอ

จน ในที่สุด เมื่อปราชญบดีพบว่า ผู้คนพูดจากันด้วยการเปล่งตัวอักษรเป็นความหมายที่เข้าใจกันเอง แต่แน่ใจว่าเป็นคำกล่าวร้ายต่อปราชญบดีและปราชญ์ทั้งหลายแน่ เช่น “ปหค ปบดรยม ยม”

ระบบอักษรของประเทศนั้นก็ถูกยกเลิกลง

และเป็นการสิ้นสุดการบันทึกทุกอย่างของประเทศนั้น เนื่องจากไม่มีตัวอักษรหลงเหลืออยู่แล้ว

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ห้าร้อยปีต่อมา เมื่อนักมนุษยวิทยากลุ่มแรกจากดินแดนภายนอก ค้นพบประเทศเล็กๆนี้ก็พบว่า
ผู้คนในดินแดนนี้ไร้ซึ่งภาษา ใช้วิธีส่งเสียงในลำคอเป็นจังหวะ เพื่อสื่อสารกัน
เหมือนสัตว์...

ชำนาญ จันทร์เรือง: วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯ

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีวิชาการเล็กๆขึ้นมา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่มีผลตอบรับกลับมาเป็นวงกว้างเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนชาวเชียงใหม่เองหรือประชาชาวจังหวัดอื่นซึ่งล้วนแล้วแต่ เห็นด้วยในความคิดเช่นว่านี้ แต่จากภาคราชการมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พวกที่เห็นด้วยก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว โลกเราต้องก้าวไปข้างหน้าเหมือนนานาอารยประเทศเขา ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยก็อ้างว่าจะนำมาซึ่งการแตกความสามัคคี

การจัด เวทีในวันนั้นประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯที่ยกร่างโดยผมในฐานะประธานเครือข่ายบ้านชุ่มเมือง เย็น ซึ่งมีหลักการใหญ่ คือการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคแล้วให้เหลือเพียงราชการส่วนกลางกับส่วนท้อง ถิ่นเต็มพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้มีการวิจารณ์ร่างโดยนายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีต คปร.และอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ไชยยันต์ รัชชกุล จากมหาวิทยาลัยพายัพ ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เข้าร่วมเวทีอีกหลายคน

การจัดเวทีครั้งนี้จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโครงการบูรณาการเชียงใหม่จัดการตนเอง ซึ่งผลสรุปที่ได้จากการเปิดเวทีในครั้งนั้นสรุปได้ว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ได้รับรองสิทธิ์การยกฐานะของพื้นที่ที่มีความพร้อมในการดูแลปกครองตนเองให้ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่และรับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ ในบทบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 281-284

“ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการ สาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ปัญหาในพื้นที่ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครอง ตนเองได้ ย่อมมีสิทธิ์จัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการรับรองว่าการยก ระดับจังหวัดให้เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่ทำได้ มิใช่การแบ่งแยกการปกครองแต่อย่างใด

การจัดรูปแบบการปกครองของ เชียงใหม่มหานครฯตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะทำให้ราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงใหม่หมดไป ซึ่งก็หมายความว่าจะไม่มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไปจากส่วนกลางอีก ต่อไป แต่อาจจะแปรสภาพเป็นผู้ตรวจการฯอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศส เพราะอย่างไรเสียส่วนกลางก็ต้องมีผู้คอยประสาน (หากจะมี) อำนาจหน้าที่เดิมที่เคยเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดและอำนาจหน้าที่ที่เพิ่ม ขึ้นตาม พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯก็จะเป็นของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งอาจเรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ก็ได้ (ถ้าหวงชื่อนี้นัก) แต่ในชั้นยกร่างนี้ยังคงชื่อเดิมนี้ไว้อยู่

ในส่วนของการปกครองส่วน ท้องถิ่นจะมีการจัดรูปแบบเป็นสองระดับซึ่งแตกต่าง จากกรุงเทพมหานครซึ่งมีระดับเดียวคือระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯ จัดรูปแบบเป็นสองระดับ คือ ระดับบนเป็นระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน วาระ 4 ปี เป็นหัวหน้า ส่วนระดับล่างมีเทศบาลโดยมีนายกเทศมนตรีเป็นหัวหน้าเหมือนกัน ไม่ต้องแยกเป็น เทศบาลหรือ อบต.ให้ยุ่งยากเหมือนในปัจจุบันที่ในตำบลเดียวกันเช่น ต.ช้างเผือก มีตั้ง 2 นายก คือนายกเทศมนตรีและนายก อบต.การมีทั้งจังหวัดและเทศบาลนี้ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดจะเป็นผู้บังคับ บัญชาของเทศบาลนะครับ ต่างฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระในรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นเป็นของตัวเอง เพียงแต่แบ่งหน้าที่กันทำให้ชัดเจนว่าใครทำอะไร

ในส่วนขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ.ก็หมดไป กลายเป็นจังหวัดที่เป็นส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ยังคงอยู่ดัง เช่น กทม.แต่ไม่ได้เป็นราชการส่วนภูมิภาคแล้ว บทบาทก็จะเนั้นไปในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

ประเด็น สำคัญที่สอบถามกันมากก็คือ แล้วข้าราชการส่วนภูมิภาคจะไปไหน คำตอบก็คือ ก็ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนสังกัดจากกระทรวง ทบวง กรมเดิม มาสังกัดท้องถิ่นที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ บังคับบัญชาโดยตรง (ซึ่งดึเสียอีกจะได้ไม่ถูกกลั่นแกล้งโยกย้ายออกนอกพื้นที่) ซึ่งก็รวมข้าราชหารส่วนกลาง ซึ่งในปัจจุบันทำตัวเป็นผู้ที่ผู้ว่าฯแตะต้องไม่ได้ก็ต้องมาฝากการดูแลต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง (ซึ่งก็หมายความไมได้ห้ามส่วนกลางที่จะมาตั้งสำนักงานในจังหวัด แต่หน่วยงานนั้นควรจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางวิชาการ การวิจัย ฯลฯ แต่ต้องฝากการกำกับดูแลกับผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ดี)

การปฏิรูปโครง สร้างการปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัดเชียงใหม่ให้มีอำนาจ หน้าที่ในการดำเนินนโยบาย เพื่อดูแล ส่งเสริม พัฒนาคุณภาพชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม การสร้างมาตรการคุ้มครองสิทธิ์ สวัสดิการของบุคคล และชุมชน มีทิศทาง นโยบายที่กำหนดได้เองระดับจังหวัด มีหน่วยงานระดับจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หลัก โดยการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ให้บุคลากร การบริหารจัดการและงบประมาณ ย้ายจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น มีการบริหารเหมือนการย่อขนาดกระทรวงต่างๆ ให้มาอยู่ในจังหวัด ครอบคลุมในเรื่องเหล่านี้

ความปลอดภัย หน่วยงานตำรวจเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด มีหน้าที่การรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน อำนาจการแต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน การเรียน การสอบ การฝึกฝน ทักษะ เป็นภาระหน้าที่ของจังหวัด และมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยประชาชน นอกจากนั้ก็มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ/การศึกษา มีหน่วยงานระดับจังหวัดรับผิดชอบการดำเนินงานด้านการศึกษา ครอบคลุม 4 เรื่อง คือ การจัดการบุคลาการขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ การบริหารจัดการ งานวิชาการ และงบประมาณ

การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัวและการรักษาพยาบาล / การคมนาคม การพัฒนาระบบขนส่ง และการคมนาคม ระดับชุมชน จังหวัด มีวิศวกรรมจราจร /การท่องเที่ยว /สวัสดิการ การพัฒนาระบบสวัสดิการ ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร ตั้งแต่เกิดจนตาย และสร้างความมั่นคงในชีวิต/การจัดผังเมือง จังหวัดมีอำนาจในการกำหนดขอบเขต การใช้ประโยชน์ แบ่งโซนผังเมือง การสร้างสิ่งก่อสร้าง ควบคุมอาคาร/การพาณิชย์ของเชียงใหม่มหานคร ฯลฯ

โดยจะไม่ดำเนินการใน 4 เรื่องหลัก คือ การทหาร การต่างประเทศ เงินตรา และศาล ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจของส่วนกลาง

ใน ส่วนของการที่มาของรายได้นั้นมาจากการจัดเก็บภาษีอากรจากผู้ที่มี หน้าที่รับผิดชอบ เช่น สรรพากร สรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ มิใช่ภาษึท้องถิ่นจิ๊บจ๊อยเช่นในปัจจุบัน เมื่อเก็บได้แล้วก็นำส่งส่วนกลาง 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วเก็บไว้บริหารจัดการในพื้นที่ 70 เปอร์เซ็นต์ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้ง ”ลูกขุนพลเมือง (Civil Juries)” ขึ้นมาทำหน้าที่ถ่วงดุล ส่วนวิธีการที่ได้มาและอำนาจหน้าที่จะมีมากน้อยแค่ไหนเพียงใดเป็นที่จะต้อง ถกแถลงกันต่อไป

รายละเอียดคงต้องถกกันอีกมาก แต่อย่างน้อยก็เป็นก้าวย่างที่เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ เพราะจุดมุ่งหมายของการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือการเสนอร่างโดยภาคประชาชนในปี 2555 ที่จะถึงนี้

โลกพัฒนาไปมากแล้ว ผู้ที่ติดยึดกับอดีตโดยไม่ลืมหูลืมตา จะถูกกระแสของพัฒนาการกวาดตกเวทีที่ตนเองยึดว่าเป็นของตัวไปอย่างช่วยไม่ได้

-------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2554

รายงาน: เปิดปม ก่อนพิพากษาคดี “ผู้หญิง ยิง ฮ. (10 เมษา)”

ที่มา ประชาไท

วันพรุ่งนี้ (10 ส.ค.54) เวลา 9.00 น. จะมีการพิพากษาคดีที่ใหญ่ที่เพิ่งเป็นข่าวฮือฮาหลังจาก ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ออกมาให้ข่าว นั่นคือ คดีครอบครองปืน วัตถุระเบิด โดยมีผู้หญิง ชื่อ นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หรือจ๋า วัย 50 ปีอาชีพค้าขาย พร้อมกับพวกอีก 2 คนเป็นจำเลยคือ สุรชัย นิลโสภา อายุ 33 ปี อาชีพขับแท็กซี่ และ ชาตรี ศรีจินดา อายุ 28 ปี อาชีพทำสวน

ในการสืบพยานโจทก์ พยานปากหนึ่งระบุว่า เห็นนำปืนไปใช้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของทหาร เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จำเลยทั้ง 3 ก็อยู่ในเรือนจำมาปีกว่า โดยไม่ได้รับการประกันตัว แม้จะยื่นประกันตัวถึง 3 ครั้ง จนเมื่อเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ มีการเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง คนจึงเรียกกันติดปากว่า “คดีผู้หญิงยิง ฮ.”

ในคำฟ้องระบุว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวทั้งสามได้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค.53 จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา จำเลยว่า

“ร่วม กันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบ อนุญาตให้ได้ และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิด กฎหมาย และร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม

รายการ อาวุธแนบท้ายคำฟ้องที่ระบุว่าจับได้มี ปืนเล็กกล AK47 จำนวน 5 กระบอก, ปืนเล็กกล M16 จำนวน 1 กระบอก ระเบิดสารพัดชนิดเกือบ 20 ลูก กระสุนปืนแบบต่างๆ เกือบพันลูก ไม่นับตะไล ปืนคาร์ไบน์ ระเบิดเพลิง

ใน สืบพยาน มีพยานโจทก์ปากหนึ่งระบุว่า ในวันที่ 10 เม.ย.53 ประมาณเกือบ 17.00 น. เห็นกลุ่มคน 4 คน นั่งรถฮอนด้า ซีอาร์วี มาจอดบริเวณซอยแถวแยกมหานาค ซึ่งอยู่ในระยะที่มองเห็นได้ชัดเจน เห็นชาย 2 คนถืออาวุธปืน คนหนึ่งในนั้นถืออาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงเฮลิคอปเตอร์ของทหารที่บินผ่าน ประมาณ 3 วินาที ก่อนจะขึ้นรถขับออกไปจากบริเวณเกิดเหตุ ซึ่งใกล้กันนั้นมีผู้ชุมนุมกำลังชุมนุมกันอยู่ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้โทรแจ้งยังกรุงเทพมหานคร หมายเลข 1555 และ 191 จากนั้นเมื่อเห็นข่าวทหารบาดเจ็บจากการโดนยิงเฮลิคอปเตอร์จึงไปเยี่ยมเพื่อ บอกว่ายินยอมเป็นพยานให้ในคดีนี้ เพราะรู้สึกเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เวลาดังกล่าวใกล้เคียง กับช่วงเวลาที่มีปฏิบัติการทิ้งแก๊สน้ำตา ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมบริเวณสี่แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน เป็นทหาร 5 คน และพลเรือน 21 คน ในจำนวนนั้นเป็นนักข่าวชาวญี่ปุ่น 1 คน

‘จ๋า’ รักหมาเหมือนลูก เลี้ยงไว้ 7 ตัว หลายครั้งมักเอาไปชุมนุมด้วย

สำหรับ ‘จ๋า’ เป็นหญิงห้าวแห่งสนามหลวง เธอออกมาประท้วงรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 โดยรวมกลุ่มกับ ‘กุล่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ’ เพราะเธอชื่นชอบนโยบายของพรรคไทยรักไทย และเกลียดชังการรัฐประหาร อาชีพเดิมเคยเป็นแม่ค้าขายผัก มีนิสัยตรงไปตรงมา โผงผาง ใจดี แต่ค่อนข้างปากร้าย เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกกล่าว จากนั้นแม้กลุ่มจะสลายหายไปแล้ว แต่จ๋ายังคงวนเวียนอยู่กับการชุมนุมโดยตลอด อาศัยรายได้จากการขายสมุนไพร และทำแชมพูสำหรับสุนัข เนื่องจากเธอเป็นคนรักสุนักเหมือนลูกแท้ๆ เธออยู่กับลูกๆ 7 ตัวเพียงลำพัง สามีของเธอที่เป็นนายตำรวจเสียชีวิตไปในปี 2535

จ๋าเล่าขณะติด คุกอยู่ทัณฑสถานหญิงกลางว่า รู้จักกับสุรชัย จำเลยที่ 1 จากการชุมนุมเมื่อปี 2552 เพราะเป็นแท็กซี่เสื้อแดง จากนั้นจึงว่าจ้างมารับส่งในการชุมนุมมาโดยตลอด จนเป็นเพื่อนสนิทกัน ขณะที่รู้จักกับจำเลยที่ 3 หรือชาตรีในการชุมนุมปี 52 เช่นกัน ขณะเขากำลังขายเสื้อผ้าหมาและเธอเดินซือเสื้อผ้าหมา ทั้งหมดมาเจอกันอีกที่การชุมนุมปีถัดมา

ในวันที่โดนจับ คืนนั้นกว่าจะกลับมาถึงบ้านของจ๋าก็ตีสี่ครึ่ง สุรชัยและชาตรีจึงงีบหลับที่บ้านจ๋าก่อนกลับบ้านในตอนเช้า

จาก นั้นเวลาประมาณ 9.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 30 คน อาวุธครบมือได้บุกเข้ามาในบ้าน และจับกุมทั้งสามคน นำตัวขึ้นรถแยกคนละคัน ทั้งสามให้การตรงกันว่า เมื่อคุมตัวสักพักก็ขับรถวนไปวนมาพักใหญ่ก่อนกลับมาที่บ้านพักที่จับกุม

สุ ชัย บอกว่า ขณะอยู่บนรถก่อนจะถึงที่บ้านพักของจ๋า เจ้าหน้าที่ก็ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่เอามือทุบหน้าอกของเขา และถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาก็ตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่ถามพร้อมกับทุบที่หน้าอกของเขาสลับไปมาประมาณ 20 ครั้ง

เมื่อ รถวิ่งมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาไปที่ห้องนอน ตอนที่จะเดินไปในห้องนอน ก็ปรากฎว่ามีอาวุธกองอยู่ในบ้านจำนวนเยอะมาก มีปืนอาก้า ระเบิด กระสุนเป็นถุง ๆ

เจ้าหน้าที่ถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธ อยู่ไหน เขาก็ตอบอีกครั้งว่า เขาไม่รู้ หลังจากนั้น เขาก็โดนเจ้าหน้าที่เตะเข้าที่ลำตัว จนเขาล้มทั้งยืน และเขาถูกกุญแจมือไขว่หลัง พอเขาล้มลงก็กระทืบเขาทั้งหน้าและหลังหลายครั้ง

หลัง จากนั้นก็พาเขาออกมาจากห้อง แล้วก็ใส่กุญแจมือให้เขาใหม่ โดยเอากุญแจมือใส่ที่ด้านหน้า และจากนั้นก็ให้เขาถือกระป๋องแก๊สน้ำตา แล้วถ่ายรูปเขา ก่อนจะให้ชี้ไปที่กองอาวุธและถ่ายรูปเขาไว้อีกครั้ง

เขา เล่าว่าตลอดเวลานั้น เขาไม่มีโอกาสคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่มีโอกาสถามว่าทำไมมาจับเขาและตรวจค้นเขา เขาไม่ทราบด้วยว่าเจ้าหน้าที่ มีหมายจับและหมายค้นหรือไม่ แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่แสดงหมายใดๆ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกว่า เขาสามารถติดต่อเพื่อน ญาติ หรือทนายได้ แต่ถึงให้ติดต่อ เขาไม่อยากติดต่อเพราะกลัวว่าญาติพี่น้องจะเดือดร้อน

ยิ่ง ไปกว่านั้น สุรชัยยังระบุว่าเขาทั้งสามถูกนำตัวไปยัง กองพันทหารราบที่ 11 ในช่วงเย็น โดยถูกแยกขังคนละแห่งเพื่อทำการสอบสวน ห้องที่เขาถูกนำไปสอบสวนเหมือนเป็นโกดังเก็บถังน้ำมัน มีถังน้ำมัน 200 ลิตร ตั้งเรียงรายอยู่ ประมาณ 20 ถัง กลิ่นน้ำมันคลุ้งไปหมด มีเจ้าหน้าที่สอบสวนนั่งในห้องเขาประมาณ 3-4 คน มีคนถาม 1 คน และมีคนจดบันทึก 2 คน เจ้าหน้าที่ในราบ 11 ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน และข่มขู่ว่าหากเขาไม่ยอมรับจะจับเขาไปใส่ถังน้ำมัน 200 ลิตร เอาผ้าปิดปาก แล้วเอาน้ำมันราดเมื่อเขาโดนขู่เขาจึงตอบคำถามทั้งหมดเรื่องไหนไม่รู้ก็ พยายามตอบๆ ไป เพื่อจะไม่ถูกทำร้าย แต่บางเรื่องเขาก็ตอบตามจริง เช่นการปลอมทะเบียนรถ เนื่องจากตอนที่ชุมนุมนั้นมีข่าวว่า มีคนจดทะเบียนรถยนต์คนเสื้อแดงแล้วจะไปตามทำร้ายจึงทำให้เขาต้องปลอมทะเบียน รถยนต์เพื่อความปลอดภัย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงให้มีการเซ็นเอกสารต่างๆ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้อ่าน แล้วค่อยนำตัวไปให้ดีเอสไอในตอนกลางคืน

ขณะ ที่ผู้ใช้นามแฝงในโลกอินเตอร์เน็ตว่า “ป้านินจา” อดีตสมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ตั้งข้อสังเกตว่า จากการสอบถามกับจ๋าในเรือนจำ พบว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาปืนขู่ชาวบ้านที่ออกมาดูเหตุการณ์ให้กลับเข้าบ้านจน หมด จึงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง มีการเอาตัวจำเลยทั้งหมดออกจากบ้านไป แล้วจากนั้นจึงนำกลับมาพร้อมกับบอกว่าพบอาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนมากใส่ไว้ ในถุงกอล์ฟซ่อนอยู่ในท่อระบายน้ำที่นอกตัวบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงท่อระบายน้ำดังกล่าวกว้างเพียง 14 เซ็นติเมตร ไม่มีทางจะนำถุงกอล์ฟยัดลงไปได้

“เท่าที่มีการสืบพยาน ลายนิ้วมือแฝงบนอาวุธก็ไม่มีเลย พยานคนเดียวที่บอกว่าเห็นก็เบิกความว่าพี่จ๋าผมยาวประบ่า ทั้งที่จริงๆ แกตัดผมสั้นตลอด”

“คดีนี้ไม่มีใครช่วยเลย วอล์กอินไปที่ไหนเขาก็กระโดดหนีหมด เพราะกลัวจะถูกโยงมาเกี่ยวพัน คดีมันหนัก โทษหนัก แต่ที่สุดก็มีทนายพรรคมาช่วย แล้วก็ได้ทนายอาวุโสอีกคนที่เขาอาสามาช่วยในช่วงหลังเพราะสงสาร ญาติๆ เขาก็รวมเงินให้ทนายไปไม่กี่พันบาท” ป้านินจากล่าว

"ถ้าพี่จ๋าไม่โดน จับเสียก่อน แล้วอยู่รอดจนเขาสลายการชุมนุม ต้องโดนยิงตายแน่ๆ เพราะแกต้องวิ่งไปอยู่ด่านหน้าอย่างแน่นอน" ป้านินจากล่าว

ขณะที่ เจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้อมูลประชานผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุม กรณี เม.ย.- พ.ค.53 หรือ ศปช. ซึ่งติดตามการพิจารณาคดีมาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งข้อหานั้นตั้งเรื่องการครอบครองอาวุธสงคราม แต่ดูเหมือนในการสืบพยานโจทก์จะเน้นไปสู่เรื่องการยิงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อทำให้เห็นแรงจูงใจในการครอบครองอาวุธเสียมากกว่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็น่าแปลกที่ไม่มีการตั้งข้อหาพยายามฆ่า และไม่มีการเบิกตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บมาให้การแต่อย่างใด

สำหรับ จ๋าที่ใช้ชีวิตอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง 1 ปี กับ 3 เดือนกว่า เธอบอกก่อนจะมีการตัดสินคดีในไม่กี่วัน หลังจากเรื่องของเธอถูกเผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ตว่า เธออยากเชิญชวนให้ทุกคนมาฟังคำพิพากษาคดีของเธอ และพร้อมจะเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อพิสูจน์ความเป็นธรรมในประเทศไทย ขณะเดียวกันเธอประณามฝ่ายที่จับกุมเธออย่างดุดันว่าดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้ พร้อมระบุไม่หวังกับนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดนอกจากพลังของประชาชนด้วยกันเอง

*ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ศปช.

รัฐบาลอังกฤษยันไม่ฉีดน้ำสลายจลาจล ไม่พึ่งกำลังจากกองทัพ

ที่มา ประชาไท

รายงานโดย 'เพลงไพร'

นายกอังกฤษหารือแนวทางรับ มือจลาจล เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในลอนดอนเป็น 13,000 นาย โฆษกกระทรวงมหาดไทย (Home Office) ยืนยันว่าจะไม่ใช้การฉีดน้ำสลายการก่อจลาจลและจะไม่มีการนำกองทัพเข้ามาร่วม สลายกลุ่มผู้ก่อจลาจล

ตำรวจนครบาลลอนดอน (London’s Metropolitan Police) เร่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยตามท้องถนนเป็น 13,000 นาย หลังเหตุการณ์ความไม่สงบลุกลามไปรอบกรุงลอนดอนและกระจายไปเมืองใหญ่หลายแห่ง

วัน อังคารที่ 9 สิงหาคมนับเป็นวันที่ 4 ที่ผู้ก่อความไม่สงบเข้าปล้นและเผาทำลายห้างสรรพสินค้าใหญ่หลายแห่ง ร้านรวง อาคารที่พักอาศัยและทรัพย์สินทั้งของส่วนราชการและประชาชน คือรถโดยสารประจำทาง รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรถยนต์ส่วนบุคคลในบริเวณเกิดเหตุ ผู้ที่ถูกจับกุมในเหตุก่อจลาจลทั้งในลอนดอนและเมืองอื่นขณะนี้มีจำนวนรวมกัน มากกว่า 500 ราย

ทางรัฐยังถกเถียงกันว่าควรใช้มาตรการอะไรเพื่อปราบ ปรามผู้ก่อความไม่สงบ สำนักข่าว Express รายงานว่าโฆษกกระทรวงมหาดไทย (Home Office) ยืนยันว่าจะไม่ใช้การฉีดน้ำสลายการก่อจลาจลและจะไม่มีการนำกองทัพเข้ามาร่วม สลายกลุ่มผู้ก่อจลาจลด้วย โดยทางโฆษกกล่าวว่าการฉีดน้ำไม่ใช่มาตรการยุติจลาจลที่กระทรวงมหาดไทยจะใช้ กับกลุ่มผู้ชุมนุมบนแผ่นดินสหราชอาณาจักร

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษนาย เดวิด คาเมรอน (David) จากพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) จัดการประชุมหารือวิกฤตการณ์ (crisis talks) กับนายกเทศมนตรีลอนดอนนายบอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนางเทเรซา เมย์ (Theresa May) และตำรวจนครบาลลอนดอนถึงมาตรการจัดการเหตุจลาจลที่เริ่มขึ้นตั้งแต่คืนวัน เสาร์ที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล อังกฤษเรียกผู้ก่อเหตุไม่สงบว่าอาชญากร เนื่องมาจากการเข้าปล้นห้างสรรพสินค้าและร้านค้าของประชาชน พร้อมยืนยันว่าการจลาจลจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา โอลิมปิกในปี 2012

สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ภาคภาษาอังกฤษ รายงานว่ารองนายกรัฐมนตรีอังกฤษนายนิค เคลก (Nick Clegg) จากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat Party) ให้สัมภาษณ์หลังจากไปเยือนท็อตแนม (Tottenham) ซึ่งเป็นจุดแรกที่เกิดเหตุจลาจลขึ้น โดยเขากล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการฉกฉวยโอกาสเพื่อขโมยข้าวของและการใช้ความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุจำเป็นแต่ประการใด และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

เคลกยังแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนที่อาศัยในชุมชนที่เกิดจลาจลและประนามการปล้นและการใช้ความรุนแรงในเหตุก่อความไม่สงบ

ขณะ เดียวกัน ผู้นำฝ่ายค้านนายเอ็ด มิลิแบน (Ed Miliband) จากพรรคแรงงาน (Labour Party) ก็ได้ทวิตข้อความลงทวิตเตอร์ของเขาเองว่า ภาพที่เขาได้เห็นในลอนดอนและเบอร์มิ่งแฮมทำให้เขาตกใจมาก และเรียกร้องให้มีการเพิ่มกำลังตำรวจเพื่อยุติการจลาจลเพื่อที่ชุมชนเหล่า นี้จะได้เดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แกนนำเคลื่อนไหวภาคประชาชนและนักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนมีความเห็นร่วมกัน ว่าสาเหตุการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้เกิดจากมาตรการตัดงบประมาณแผ่นดินของ รัฐบาลอนุรักษ์นิยมผลักให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและคนว่างงานเข้า ร่วมปล้นร้านค้าและทำลายทรัพย์สิน

ข้อเสนอนี้ถูกโต้แย้งโดยนักการ เมืองอนุรักษ์นิยมว่ามาตรการดังกล่าวไม่ เพียงพอที่จะทำให้คนกลายเป็นโจรได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการฉวยโอกาสขโมยสิ่งของมีค่า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้าในขณะที่เกิดเหตุไม่สงบขึ้นทั่วกรุงลอนดอน

นาย เดวิด คาเมรอนยังยืนยันว่าจะไม่มีการชะลอการตัดงบประมาณของภาครัฐ โดยการตัดงบนี้กระทำขึ้นภายหลังจากพรรคอนุรักษ์นิยมเข้ามาเป็นรัฐบาลแทนพรรค แรงงานของนายกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) มีจุดประสงค์เพื่อลดงบประมาณขาดดุลที่รัฐบาลใช้จ่ายในการสร้างสวัสดิการและ สาธารณูปโภค

โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมอ้างว่างบประมาณขาดดุล(รายรับของ ภาครัฐไม่เพียงพอ กับรายจ่าย)ทำให้รัฐบาลมีภาระในการหางบมาสนับสนุนการดำเนินนโยบาย ซึ่งมักมาในรูปการขึ้นภาษี

ทั้งนี้ สาเหตุของการจลาจลยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นประเด็นเรื่องการเหยียดผิว ระหว่างคนผิวขาวและผิวสี ข้อขัดแย้งระหว่างตำรวจและกลุ่มวัยรุ่นหรือเป็นการกระทำของโจรฉวยโอกาส แต่เหตุจลาจลเกิดขึ้นภายหลังนายมาร์ค ดักเกน ชายผิวดำถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาอังกฤษ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในลอนดอนเป็น 13,000 นาย โฆษกกระทรวงมหาดไทย (Home Office) ยืนยันว่าจะไม่ใช้การฉีดน้ำสลายการก่อจลาจลและจะไม่มีการนำกองทัพเข้ามาร่วม สลายกลุ่มผู้ก่อจลาจลด้วย

‘หมอนิรันดร์’ แนะสังคมไทยควรสรุปบทเรียนการใช้กฎหมายหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แนะสังคมไทยสรุปบทเรียนร่วมกันถึงการใช้กฎหมายหมิ่นฯ และพรบ. คอมพิวเตอร์ ชี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ส่งผลดีใดๆ ต่อสังคม หวังรัฐบาลหน้าดูแลเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่ความปรองดองที่แท้จริง

9 ส.ค. 54 –นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวประชาไท ต่อประเด็นการจับกุมผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ รายล่าสุด นายนรเวศร์ ยศปิยะเสถียร บัณฑิตจบใหม่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อายุ 23 ปี เนื่องมาจากการส่งฟ้องของนายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนายแพทย์นิรันดร์ให้ความเห็นว่า ต่อปัญหาการละเมิดสิทธิดังกล่าว ทางคณะกรรมการสิทธิฯ กำลังเข้าไปตรวจสอบและศึกษายุทธศาสตร์ในการจัดการเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ เพื่อดูว่ามีปัญหาในจุดใด และหาทางป้องกันไม่ให้มีการนำกฎหมายดังกล่าว รวมถึงพรบ. คอมพิวเตอร์มาใช้ในทางละเมิดสิทธิ

“ก็มีเรื่องที่เราเข้าไปตรวจสอบ จากกรณีของอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) และคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) แล้วเราก็ตรวจสอบโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ตอนนี้เรากำลังดำเนินการเรื่องศึกษายุทธศาสตร์ในการจัดการเรื่องคดีหมิ่น ไม่ว่าจะเป็นจากมาตรา 112 หรือ กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เรามองว่าปัญหาเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 112 อยู่เนืองๆ หรือว่าในเรื่องของสื่อ ที่ปิดกั้นการแสดงออก ในประเด็นนี้ก็คงจะต้องมีการนำเสนอ และศึกษาวิจัยในเรื่องของสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขเพื่อไม่ให้มีการนำกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ. คอมพิวเตอร์มาละเมิด และเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกัน” นพ. นิรันดร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากกรณีรายล่าสุดที่ถูกจับกุม พบว่าเป็นคดีหมิ่นฯ ที่อายุน้อยที่สุดที่เคยปรากฎ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายหมิ่นฯ ถูกใช้อย่างมากขึ้นและครอบคลุมมากขึ้นหรือไม่ นพ. นิรันดร์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กฎหมายนี้ถูกใช้มากขึ้น ตอนนี้เราก็กำลังนำข้อมูลจากส่วนต่างๆ มาดูด้วยว่าอะไรที่มันมากขึ้น มันมากขึ้นเพราะอะไร มันเกี่ยวข้องกับของการกระทำอะไร และหน่วยงานใดที่ไปจับ เพราะมันมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 ก็คงต้องเอาข้อมูลนั้นมาดูกันในรายละเอียด

ต่อคำถามที่ว่า คิดว่ารัฐบาลใหม่จะมีท่าทีอย่างไรต่อการบังคับใช้กฎหมายหมิ่น จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่ ประธานคณะอนุฯ สิทธิทางพลเมืองและการเมืองตอบว่า รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นความหวังในการนำมาซึ่งสิทธิมนุษยชนที่ดีขึ้น เนื่องจากได้ผ่านการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมา และคงมีการสรุปบทเรียน เพื่อทำให้สังคมไทยก้าวไปสู่การปรองดองได้

“ผม คิดว่าเราก็ต้องหวังว่ารัฐบาลใหม่นี้... ต้องยอมรับว่ามีส่วนได้รับกรรมดีในเรื่องการต่อสู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เข้ามาร่วมต่อสู้ในพรรคเพื่อไทยเอง ก็เคยต้องคดีหมิ่นฯ มามากพอสมควร พรรคเพื่อไทยเองก็ได้ภาพในเรื่องการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องของประชาธิปไตย ก็น่าจะพยายามทำเรื่องของกรณีนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายล้างกันโดยการเอากฎหมายต่างๆ ไปเป็นเครื่องมือและเกิดการกล่าวหา มันจะยิ่งทำให้เกิดสังคมมีความขัดแย้ง เกิดความแตกแยก และนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ก็น่าจะมีการสรุปบทเรียนที่ดีพอสมควร ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว ก็น่าจะมีแนวทางการทำงานเพื่อให้สังคมไทยเกิดความปรองดองอย่างที่คุณยิ่ง ลักษณ์ได้พูดไว้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในส่วนของประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ (คอป.) หรือ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีนายสมชาย หอมลออ เป็นประธาน จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 มากน้อยเพียงใด นพ. นิรันดร์เห็นว่า เป็นเรื่องที่เห็นตรงกันว่าขณะนี้สังคมต้องการการปรองดอง หลายภาคส่วนต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีสรุปบทเรียน และแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างโดยดูจากข้อมูลของปัญหาในการใช้กฎหมาย

“ผม คิดว่าหลายฝ่ายในสังคมไทยมีความคิดที่ตรงกันว่า ขณะนี้เราต้องมาหาแนวทางในการที่จะนำไปสู่การปรองดอง และในเรื่องสถาบันทหาร หรือในเรื่องคดีหมิ่นๆ ต่างนี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เห็นว่ามันเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกัน และทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้น ผมเองก็ได้พูดคุยกับคณะกรรมการหลายท่านในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือในคอป.เอง เราก็คงต้องแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาดู

แม้แต่นักวิชาการ หรือส่วนข้าราชการต่างๆ ในเรื่องด้านความมั่นคง ผมคิดว่าหลายๆ คนก็คงสามารถสรุปบทเรียนในหลายปีที่ผ่านมาได้ว่า กฏหมายนี้มันไม่ได้ส่งผลดีต่อสังคมไทยถ้าเรายังอยู่ในวังวนของการกล่าวหา แต่ข้อมูลนี้จะชัดขึ้นเมื่อเรามีการศึกษาวิจัย และทำให้เห็นประเด็นเรื่องการกล่าวหา หรือการใช้กฎหมายในส่วนต่างๆ เพราะมาตรา 112 มันมีหลายส่วน เช่น ในเรื่องของผู้กล่าวหาที่จะการฟ้องร้อง หรือในเรื่องของการตีความเรื่องการกล่าวร้ายต่างๆ มันเป็นเรื่องที่ต้องมาดูกันในรูปธรรม เราถึงจะสามารถทำให้สังคมมีความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นมันก็จะมีการมองกันด้วยเรื่องที่จับต้องไม่ได้ และเกิดการกล่าวหากัน”

ต่อประเด็นที่ว่า ผู้แจ้งความในกรณีหมิ่นฯ ล่าสุดนี้ เป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการของมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยควรจะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้มีการตั้งคำถามและความหลาย หลาย แต่กลับเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น นพ. นิรันดร์เห็นว่า ต้องยอมรับว่าสังคมไทยในขณะนี้มันยังมองอะไรที่ไม่ตรงกันในหลายๆอย่าง อันนั้นก็เป็นความลำบากในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มันเกิดจากการมองสิ่งต่างๆ ที่ไม่ตรงกัน และสังคมไม่สามารถตีแผ่ พูดคุยความจริงที่เกิดขึ้น ในเรื่องบางสิ่งบางอย่าง ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยจะต้องสรุปบทเรียนตรงนี้ อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ว่าในเรื่องความนึกคิดหรือความหลงผิดของคนในสังคมในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็มีส่วนด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อายุ 23 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ในข้อหาผิดพรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ล่าสุด หลังจากนรเวศย์ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลาสามวัน วานนี้ (8 ส.ค) ศาลมีคำสั่งให้เขาได้รับการประกันตัวชั่วคราวโดยกำหนดวงเงินประกันจำนวน 5 แสนบาท โดยครอบครัววางโฉนดหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 860,000 บาท

มองอย่างคนชายแดน สถานการณ์ใต้ในมือรัฐบาลเพื่อไทย

ที่มา ประชาไท

จน ถึงวันนี้คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างเฝ้าจับตามองว่า รัฐบาลชุดใหม่ ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะมีนโยบายแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 7 ปี ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จะมอบหมายให้ใครเข้ามาดูแลพื้นที่นี้เป็นพิเศษหรือไม่

หรือจะปล่อยให้การดูแลตกไปอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้กลไกความรับผิดชอบของกระทรวง กรม กองปกติ

อันที่จริงการเฝ้าจับตามองในประเด็นนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปรากฏผลการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ออกมา โดยพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่ที่นั่งเดียว

จะเห็นได้ว่า ในแทบทันทีที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง กระแสสอบถามถึงท่าทีรัฐบาลใหม่ต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ดังกระหึ่ม

เห็น ได้ชัดจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ออกมาจัดเสวนาในประเด็น “สังคมชายแดนใต้หลังการเลือกตั้ง” ในแทบจะทันทีทันใด

เนื้อหาการเสวนา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ณ อาคารเรียนรวม 19 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี บ่งบอกถึงความสนใจอยากรู้อยากทราบท่าทีของรัฐบาลใหม่ ต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ชนิดชัดเจนยิ่ง

“นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล” สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ นักธุรกิจใหญ่เจ้าโรงแรมซีเอส ปัตตานี มองว่า ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีผลงานเห็นชัดที่สุดแค่เพียงฟื้นศูนย์อำนวยการ บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) ให้กลับมาเป็นหน่วยงานแก้ปัญหาพื้นที่ แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเสนอนโยบายจัดตั้งมหานครปัตตานี ก็กลับไม่ได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่ที่นั่งเดียว

มองจาก มุมของ “นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล” ถึงแม้การกระจายอำนาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรงลงได้ก็จริง แต่ในเมื่อปัจจุบันมีการกระจายอำนาจผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งรูปแบบเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้ายึดครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ เป็นมลายูมุสลิมถึงร้อยละ 95–98 อยู่แล้ว

ทำให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการ กระจายอำนาจในรูปแบบต่างๆ ทั้งทบวงการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของพรรคมาตุภูมิ และมหานครปัตตานีของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับการขานรับจากคนในพื้นที่ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่ที่นั่งเดียวในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

“สรุปได้ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ประสบผลสำเร็จทางการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้”

เป็นบทสรุปของ “นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล”

ทว่า ดูเหมือน “นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน” บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ จะมองต่างออกไป

“นาย มูฮำมัดอายุบ ปาทาน” กล่าวว่าฐานเสียงมุสลิมเดิมในพื้นที่ที่เคยถูกยึดกุมด้วยกลุ่มวาดะห์ ที่บัดนี้กระจัดกระจายออกไปอยู่กับพรรคการเมืองต่างๆ ส่งผลให้คะแนนเสียงแตกกระจายไปให้กับทุกพรรค น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งหวังใช้ฐานเสียงของกลุ่มวาดะห์เดิมประสบกับความพ่ายแพ้

เมื่อพูด ถึงการกระจายอำนาจ ด้วยการปกครองรูปแบบพิเศษที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ ก็ปรากฏว่ามีรูปแบบแตกต่างไปจากที่ภาคประชาสังคมเสนอ มีรูปแบบไม่เหมือนกัน

ประเด็น ที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากการนำเสนอของนายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ก็คือ กรณีพรรคประชาธรรมเน้นการใช้ภาษามลายูในการหาเสียงเลือกตั้ง จากเมื่อก่อนไม่มีคนกลุ่มใด พรรคการเมืองไหนกล้าใช้มาก่อน

“แสดงให้เห็นว่า ความเป็นมลายูตอนนี้มีพื้นที่มากขึ้น” เป็นบทสรุปของนายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน

อันหมายรวมไปถึงกระแสการเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ข้อ เสนอแนะต่อคนชายแดนภาคใต้จาก “นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน” ก็คือ ภาคประชาสังคมและนักศึกษาในพื้นที่ ต้องจับตาดูนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะนำลงสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ประเด็นที่จะต้องจับตาดูคือ รัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายลดความรุนแรงในพื้นที่อย่างไร พรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรกับการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน

“เราต้องถามเรื่องเหล่านี้ต่อรัฐบาล เพราะเรากำลังเดิมพันชีวิตของคนที่เสียชีวิตรายวันวันละ 2 คน เราต้องมีจุดยืนและยืนยันจุดยืนของเราต่อรัฐบาล หลังจากนี้ คนชายแดนภาคใต้จะต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนที่เห็นต่าง ต้องให้เกียรติคนกลุ่มน้อยในสังคมคนกลุ่มใหญ่ เพราะเราจะเอาชีวิตของคนชายแดนภาคใต้เป็นเดิมพันไม่ได้แล้ว เราต้องมีอำนาจในการต่อรอง จึงต้องสร้างพื้นที่รองรับ เพื่อทำให้ข้อต่อรองของเรามีน้ำหนัก”

เป็นข้อเสนอแนะในเชิงรูปธรรมจาก “นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน”

ขณะที่ “ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มองผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นคนไทยพุทธร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกร้อยละ 80 เป็นมลายูมุสลิม จากการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์พบว่า ฐานเสียงสำคัญที่ให้เทคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์คือ ร้อยละ 90 ของคนไทยพุทธในพื้นที่

“จากการสอบถามคนมุสลิม 100 คนพบว่า ไม่เทคะแนนไปกระจุกให้กับพรรคใดเพียงพรรคเดียว แต่จะตัดสินใจลงคะแนน โดยขึ้นอยู่กับกลุ่มหรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่า กรณีการพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย เป็นเพราะชาวมลายูมุสลิมลงสมัครรับเลือกตั้งตัดคะแนนกันเอง ในขณะที่คนไทยพุทธเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะส่งผู้สมัครเป็นไทยพุทธหรือมุสลิม”

เป็นการวิเคราะห์จากนักรัฐศาสตร์ในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง “ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี”

แตกต่างเป็นอย่างมากกับมุมมองของ “นายกฤษณะ โชติสุทธิ์” นัก ศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ วิชาเอกการปกครอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่มองว่า เหตุการณ์ตากใบและเหตุการณ์กรือเซะ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันแปลงร่างกลายรูปเป็นพรรคเพื่อไทย ส่งผลอย่างมากที่ทำให้คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตัดสินใจไม่ลงคะแนนเสียงให้ กับพรรคเพื่อไทย

“โครงสร้างของรัฐไทยไม่มีพื้นที่ทางการเมืองที่ตอบ สนองต่อชาติพันธุ์หรือ อัตลักษณ์ที่แตกต่างไปจากสังคมใหญ่ หากรัฐไทยใจกว้างกว่านี้ เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้คงไม่เกิดขึ้น”

เป็นความเห็นของ “นายกฤษณะ โชติสุทธิ์”

ขณะที่ “นายดันย้าล อับดุลเลาะ” นัก ศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยอิสลามศึกษา วิชาเอกตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สรุปง่ายๆ สั้นๆ แต่ได้ใจความ

“ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร หลังเลือกตั้งทุกอย่างก็จะยังเหมือนเดิม”

โปรดเกล้าฯ 'ครม.ยิ่งลักษณ์'

ที่มา ประชาไท

9 ส.ค. 54 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 แล้ว นั้น
บัดนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี
พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
พล.ต.ท. ชัจน์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นายภูมิ สาระผล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงมหาดไทย
นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นางสุกุมล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายวิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 9 ส.ค. พุทธศักราช 2554

Tuesday, August 9, 2011

รวมเอกสารมัดแน่นเช็กบิลหนี้เลือดวีรชน2553

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 สิงหาคม 2554

1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง

สาระสำคัญของเอกสารคือ:นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ

2.เอกสารที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุม เสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดต้าน

AW-SP-69-81

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการสลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับ สนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)

คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม

3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร

Lesson 7

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหารยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์


4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53







สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็นการเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับ บัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

เพิ่มเติม:
-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ


-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง

5.เอกสารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย13ศพ ต้องเอาทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง

หนังสือเรียนนายกรัฐมนตรี เรื่องรายงานความคืบหน้า 6 เดือนแรก

สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญา ทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม

อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ที่มา Thai E-News


สมศักดิ์ เจียมฯ:การได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาคุ้มค่ากับคนตาย เจ็บ พิการ ติดคุกหรือไม่?-คำตอบคือ"ไม่"!

โดย ปาแด งา มูกอ
9 สิงหาคม 2554

ขออนุญาตโต้แย้งและเตือนสติจากคนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง ที่ไม่มีความรู้ถึงขั้นนักวิชาการ ไปยังท่านอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯ ซ่ะหน่อย

ด้วยความเคารพ ผมเห็นว่าอาจารย์จะซีเรียสมากจนเกินพอ เกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง ผมเคยเห็นบทความของอาจารย์ในหลายเรื่อง มันออกจะหมิ่นเหม่และสวนกับความรู้สึกของสังคมไทย

ผมเน้นคำว่าสังคมไทย ที่ส่วนใหญ่รวมถึงบรรพบุรุษของอาจารย์และของผม ยังรับไม่ได้ ยังสับสน กับเรื่องที่อาจารย์พยายามชี้แจง ถ่ายทอด ยัดเยียด และปลุกปั่น

ผมจะไม่สาธยายว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง คงเข้าใจเอง

ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในรูปแบบคนบ้าคลั่ง แบบคนไม่มีความรู้ แบบคนที่ไม่มีเลศนัย แบบคนที่ไม่มีแผนสลับซับซ้อนเยี่ยงแกนนำหรือนักวิชาการบางกลุ่มบางคน แต่พวกเราบ้าคลั่งด้วยใจ

ใจที่บริสุทธิ์ ที่ยอมสละแม้ชีวิตตัวเอง เยี่ยงวีรชนทุกท่านที่เสียชีวิตและบาดเจ็บพิกลพิการ มาแล้วในอดีตและเหตุการณ์ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่แปลกที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ ทำไม…? แกนนำและนักวิชาการที่เก่งแต่พูด มันไม่เคยตายและบาดเจ็บพิกลพิการซักคน คำถามนี้ช่วยกรุณาตอบด้วย

สิ่งที่ผมกังวล ในฐานะคนหัวใจแดง ที่ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัว สร้างภาพ หรือเรียกร้องความสนใจ ขอกราบวิงวอน และขอร้องมายังท่านอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯ 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก ถ้าอาจารย์สมศักดิ์ฯมีหัวใจแดงที่แท้จริงด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ขอให้ยุติบทบาท การเคลื่อนไหว ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ เพราะนั่นมันไม่ใช่อุดมการณ์ของคนเสื้อแดงในประเทศไทย ถ้าท่านชอบหนทางดังกล่าวท่านก็ทำไป หน้าที่ใครหน้าที่มันไม่ก้าวก่ายกัน แต่ขอร้องอย่าทำในนามของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย หากทนไม่ได้ให้ไปดำเนินการที่ต่างประเทศจะปลอดภัยกว่า เพราะผมกลัวกลุ่มคนเสื้อแดงจะถูกลากลงไปสู่เหวลึก

ประการที่สอง อย่าดีแต่พูด แต่เขียน หรือวิจารณ์ แบบอภิสิทธิ๋ เวชชาชีวะ เพราะสิ่งที่ตั้งคำถาม ไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ว่า

- จะมีการปลดนายทหาร และปฏิรูปกองทัพหรือไม่ (ตอบ: คงไม่)
- จะมีการปฏิรูประบบตุลาการ ศาล หรือไม่ (ตอบ: คงไม่)
- จะมีการทำอะไรกับปัญหาองคมนตรี และในที่สุด คือ ปัญหาสถานะ/อำนาจ ของสถาบันฯ ในลักษณะปฏิรูป ให้เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ (ตอบ: ฝันไปก่อน)

ขอเรียนถามกลับไปว่า ถ้าเป็นตัวท่านอาจารย์สมศักดิ์เอง ท่านคิดว่าท่านจะทำได้ไหม? ไม่ใช่ถามเอง ตอบเอง เพราะนั่นมันไม่ใช่วิสัยของนักวิชาการที่เพียบพร้อมด้วยภูมิปัญญา

และที่สำคัญ มันไม่แฟร์ ครับ...

กวีศรีประชา:ต่อยอดดอกใบประชาธิปไตยให้เต็มต้น

ที่มา Thai E-News



โดย วิสา คัญทัพ

ต้นไม้นี้ไร้ดอกใบ
ถูกลิดรอนเรื่อยไปไม่ให้เต็มต้น
ปุ๋ยคือเลือดน้ำตาประชาชน
และซากศพผู้ถูกปล้นประชาธิปไตย

ต้องใช้ชีวิตกี่ชีวิต
ถมอุทิศทางวิถีที่พลีให้
ผ่านมาแล้วกี่รุ่นโลกหมุนไป
ที่ยากเย็นยาวไกลเพราะใดฤา

เพราะศัตรูไม่พร้อมจะยอมให้
และเราไม่สันทัดความสัตย์ซื่อ
เพราะยื่นมือสามัคคีไม่กี่มือ
เพราะแย่งยื้อยึดถือประโยชน์ตน

ต้นไม้นี้ไร้ดอกใบ
ต้องต่อยอดต่อไปให้เต็มต้น
โดยคนธรรมดาสามัญชน
ที่ไม่เหยียบซากศพคนขึ้นหยัดกาย