ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 11, 2011
Wednesday, August 10, 2011
ส่งเพื่อไทยถึงฝั่งครองอำนาจรัฐแล้ว วันนี้วันที่ต้องกลับสู่โลกความเป็นจริงเสื้อแดงแท้ต้องดูแลตัวเอง
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 สิงหาคม 2554
คนเสื้อแดงตื่นมาในเช้าวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 16 เดือนเหตุการณ์ 10 เมษา 53 เพื่อที่จะพบว่า พวกเขาได้ส่งพรรคเพื่อไทยถึงฝั่งฝันในการยึดครองอำนาจรัฐ ด้วยการประนีประนอมกับอำนาจเก่าแก่ แลกกับการไม่ยินยอมให้มีแม้แต่เก้าอี้รัฐมนตรีสักตัวในรัฐบาลใหม่ และคนเสื้อแดงแท้ก็ต้อง"ดูแลตัวเอง"
ข้อเสนอเร่งด่วนผมต่อพรรคเพื่อไทย และ นปช.คือวันนี้ต้องยื่นประกันผู้หญิงคนนี้ ผู้ถูกกล่าวหาว่ายิงฮ.ที่โปรยแก๊สน้ำตา วันที่ ๑๐ เมษา ๕๓ "จ๋า นฤมล !" และขอเชิญท่านที่สะดวกร่วมให้กำลังใจเธอในวันฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัด พระโขนง ๐๙.๐๐ น.เป็นข้อความจากอานนท์ นำภา ทนายความที่อาสาว่าความให้นักโทษเสื้อแดง และคดี112
แต่สำหรับ"ผู้หญิงยิงฮ.แล้ว"เธอบอกว่า อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาฟังคำพิพากษาคดีของเธอ และพร้อมจะเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อพิสูจน์ความเป็นธรรมในประเทศไทย ขณะเดียวกันเธอประณามฝ่ายที่จับกุมเธออย่างดุดันว่าดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้ พร้อมระบุไม่หวังกับนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดนอกจากพลังของประชาชนด้วยกันเอง
"ผู้หญิงยิงฮ."หรือนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ จะถูกศาลพระโขนงพิพากษาในเวลา 9 โมงเช้าวันนี้ พร้อมกับพวกอีก 2 คนเป็นจำเลยคือ สุรชัย นิลโสภา อายุ 33 ปี อาชีพขับแท็กซี่ และ ชาตรี ศรีจินดา อายุ 28 ปี อาชีพทำสวน
เปิดปม ก่อนพิพากษาคดี “ผู้หญิง ยิง ฮ. (10 เมษา)
ประชาไท รายงาน ว่า ในการสืบพยานโจทก์ พยานปากหนึ่งระบุว่า เห็นนำปืนไปใช้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของทหาร เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จำเลยทั้ง 3 ก็อยู่ในเรือนจำมาปีกว่า โดยไม่ได้รับการประกันตัว แม้จะยื่นประกันตัวถึง 3 ครั้ง จนเมื่อเรื่องนี้เป็นที่รับรู้เพราะอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.เข้าเยี่ยม มีการเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง คนจึงเรียกกันติดปากว่า “คดีผู้หญิงยิง ฮ.”
ในคำฟ้องระบุว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวทั้งสามได้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค.53 จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา จำเลยว่า
“ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่ สามารถ ออกใบอนุญาตให้ได้ และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิด กฎหมาย และร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม"
รายการอาวุธแนบท้ายคำฟ้องที่ระบุว่าจับได้มี ปืนเล็กกล AK47 จำนวน 5 กระบอก, ปืนเล็กกล M16 จำนวน 1 กระบอก ระเบิดสารพัดชนิดเกือบ 20 ลูก กระสุนปืนแบบต่างๆ เกือบพันลูก ไม่นับตะไล ปืนคาร์ไบน์ ระเบิดเพลิง
ในสืบพยาน มีพยานโจทก์ปากหนึ่งระบุว่า ในวันที่ 10 เม.ย.53 ประมาณเกือบ 17.00 น. เห็นกลุ่มคน 4 คน นั่งรถฮอนด้า ซีอาร์วี มาจอดบริเวณซอยแถวแยกมหานาค ซึ่งอยู่ในระยะที่มองเห็นได้ชัดเจน เห็นชาย 2 คนถืออาวุธปืน คนหนึ่งในนั้นถืออาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงเฮลิคอปเตอร์ของทหารที่บินผ่าน ประมาณ 3 วินาที ก่อนจะขึ้นรถขับออกไปจากบริเวณเกิดเหตุ ซึ่งใกล้กันนั้นมีผู้ชุมนุมกำลังชุมนุมกันอยู่ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้โทรแจ้งยังกรุงเทพมหานคร หมายเลข 1555 และ 191 จากนั้นเมื่อเห็นข่าวทหารบาดเจ็บจากการโดนยิงเฮลิคอปเตอร์จึงไปเยี่ยมเพื่อ บอกว่ายินยอมเป็นพยานให้ในคดีนี้ เพราะรู้สึกเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เวลาดังกล่าวใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่มีปฏิบัติการทิ้งแก๊สน้ำตา ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมบริเวณสี่แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน เป็นทหาร 5 คน และพลเรือน 21 คน ในจำนวนนั้นเป็นนักข่าวชาวญี่ปุ่น 1 คน
ความพิลึกของคดีผู้หญิงยิงฮ. แฉถูกขังในร.11ขู่เผาทั้งเป็นก่อนยัดคุกปีเศษ
สำหรับ ‘จ๋า’ เป็นหญิงห้าวแห่งสนามหลวง เธอออกมาประท้วงรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 โดยรวมกลุ่มกับ ‘กุล่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ’ เพราะเธอชื่นชอบนโยบายของพรรคไทยรักไทย และเกลียดชังการรัฐประหาร อาชีพเดิมเคยเป็นแม่ค้าขายผัก มีนิสัยตรงไปตรงมา โผงผาง ใจดี แต่ค่อนข้างปากร้าย เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกกล่าว จากนั้นแม้กลุ่มจะสลายหายไปแล้ว แต่จ๋ายังคงวนเวียนอยู่กับการชุมนุมโดยตลอด อาศัยรายได้จากการขายสมุนไพร และทำแชมพูสำหรับสุนัข เนื่องจากเธอเป็นคนรักสุนักเหมือนลูกแท้ๆ เธออยู่กับลูกๆ 7 ตัวเพียงลำพัง สามีของเธอที่เป็นนายตำรวจเสียชีวิตไปในปี 2535
จ๋าเล่าขณะติดคุกอยู่ทัณฑสถานหญิงกลางว่า รู้จักกับสุรชัย จำเลยที่ 1 จากการชุมนุมเมื่อปี 2552 เพราะเป็นแท็กซี่เสื้อแดง จากนั้นจึงว่าจ้างมารับส่งในการชุมนุมมาโดยตลอด จนเป็นเพื่อนสนิทกัน ขณะที่รู้จักกับจำเลยที่ 3 หรือชาตรีในการชุมนุมปี 52 เช่นกัน ขณะเขากำลังขายเสื้อผ้าหมาและเธอเดินซือเสื้อผ้าหมา ทั้งหมดมาเจอกันอีกที่การชุมนุมปีถัดมา
ในวันที่โดนจับ คืนนั้นกว่าจะกลับมาถึงบ้านของจ๋าก็ตีสี่ครึ่ง สุรชัยและชาตรีจึงงีบหลับที่บ้านจ๋าก่อนกลับบ้านในตอนเช้า
จากนั้นเวลาประมาณ 9.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 30 คน อาวุธครบมือได้บุกเข้ามาในบ้าน และจับกุมทั้งสามคน นำตัวขึ้นรถแยกคนละคัน ทั้งสามให้การตรงกันว่า เมื่อคุมตัวสักพักก็ขับรถวนไปวนมาพักใหญ่ก่อนกลับมาที่บ้านพักที่จับกุม
สุชัย บอกว่า ขณะอยู่บนรถก่อนจะถึงที่บ้านพักของจ๋า เจ้าหน้าที่ก็ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่เอามือทุบหน้าอกของเขา และถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาก็ตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่ถามพร้อมกับทุบที่หน้าอกของเขาสลับไปมาประมาณ 20 ครั้ง
เมื่อรถวิ่งมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาไปที่ห้องนอน ตอนที่จะเดินไปในห้องนอน ก็ปรากฎว่ามีอาวุธกองอยู่ในบ้านจำนวนเยอะมาก มีปืนอาก้า ระเบิด กระสุนเป็นถุง ๆ
เจ้าหน้าที่ถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธ อยู่ไหน เขาก็ตอบอีกครั้งว่า เขาไม่รู้ หลังจากนั้น เขาก็โดนเจ้าหน้าที่เตะเข้าที่ลำตัว จนเขาล้มทั้งยืน และเขาถูกกุญแจมือไขว่หลัง พอเขาล้มลงก็กระทืบเขาทั้งหน้าและหลังหลายครั้ง
หลังจากนั้นก็พาเขาออกมาจากห้อง แล้วก็ใส่กุญแจมือให้เขาใหม่ โดยเอากุญแจมือใส่ที่ด้านหน้า และจากนั้นก็ให้เขาถือกระป๋องแก๊สน้ำตา แล้วถ่ายรูปเขา ก่อนจะให้ชี้ไปที่กองอาวุธและถ่ายรูปเขาไว้อีกครั้ง
เขาเล่าว่าตลอดเวลานั้น เขาไม่มีโอกาสคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่มีโอกาสถามว่าทำไมมาจับเขาและตรวจค้นเขา เขาไม่ทราบด้วยว่าเจ้าหน้าที่ มีหมายจับและหมายค้นหรือไม่ แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่แสดงหมายใดๆ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกว่า เขาสามารถติดต่อเพื่อน ญาติ หรือทนายได้ แต่ถึงให้ติดต่อ เขาไม่อยากติดต่อเพราะกลัวว่าญาติพี่น้องจะเดือดร้อน
ยิ่งไปกว่านั้น สุรชัยยังระบุว่าเขาทั้งสามถูกนำตัวไปยัง กองพันทหารราบที่ 11 ในช่วงเย็น โดยถูกแยกขังคนละแห่งเพื่อทำการสอบสวน
ห้อง ที่เขาถูกนำไปสอบสวนเหมือนเป็นโกดังเก็บถังน้ำมัน มีถังน้ำมัน 200 ลิตร ตั้งเรียงรายอยู่ ประมาณ 20 ถัง กลิ่นน้ำมันคลุ้งไปหมด มีเจ้าหน้าที่สอบสวนนั่งในห้องเขาประมาณ 3-4 คน มีคนถาม 1 คน และมีคนจดบันทึก 2 คน
เจ้าหน้าที่ในราบ 11 ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน และข่มขู่ว่าหากเขา ไม่ ยอมรับจะจับเขาไปใส่ถังน้ำมัน 200 ลิตร เอาผ้าปิดปาก แล้วเอาน้ำมันราดเมื่อเขาโดนขู่เขาจึงตอบคำถามทั้งหมดเรื่องไหนไม่รู้ก็ พยายามตอบๆ ไป เพื่อจะไม่ถูกทำร้าย แต่บางเรื่องเขาก็ตอบตามจริง เช่นการปลอมทะเบียนรถ เนื่องจากตอนที่ชุมนุมนั้นมีข่าวว่า มีคนจดทะเบียนรถยนต์คนเสื้อแดงแล้วจะไปตามทำร้ายจึงทำให้เขาต้องปลอมทะเบียน รถยนต์เพื่อความปลอดภัย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงให้มีการเซ็นเอกสารต่างๆ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้อ่าน แล้วค่อยนำตัวไปให้ดีเอสไอในตอนกลางคืน
ขณะที่ผู้ใช้นามแฝงในโลกอินเตอร์เน็ตว่า “ป้านินจา” อดีตสมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ตั้งข้อสังเกตว่า จากการสอบถามกับจ๋าในเรือนจำ พบว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาปืนขู่ชาวบ้านที่ออกมาดูเหตุการณ์ให้กลับเข้าบ้านจน หมด จึงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง มีการเอาตัวจำเลยทั้งหมดออกจากบ้านไป แล้วจากนั้นจึงนำกลับมาพร้อมกับบอกว่าพบอาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนมากใส่ไว้ ในถุงกอล์ฟซ่อนอยู่ในท่อระบายน้ำที่นอกตัวบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงท่อระบายน้ำดังกล่าวกว้างเพียง 14 เซ็นติเมตร ไม่มีทางจะนำถุงกอล์ฟยัดลงไปได้
“เท่าที่มีการสืบพยาน ลายนิ้วมือแฝงบนอาวุธก็ไม่มีเลย พยานคนเดียวที่บอกว่าเห็นก็เบิกความว่าพี่จ๋าผมยาวประบ่า ทั้งที่จริงๆ แกตัดผมสั้นตลอด”
“คดีนี้ไม่มีใครช่วยเลย วอล์กอินไปที่ไหนเขาก็กระโดดหนีหมด เพราะกลัวจะถูกโยงมาเกี่ยวพัน คดีมันหนัก โทษหนัก แต่ที่สุดก็มีทนายพรรคมาช่วย แล้วก็ได้ทนายอาวุโสอีกคนที่เขาอาสามาช่วยในช่วงหลังเพราะสงสาร ญาติๆ เขาก็รวมเงินให้ทนายไปไม่กี่พันบาท” ป้านินจากล่าว
"ถ้าพี่จ๋าไม่โดนจับเสียก่อน แล้วอยู่รอดจนเขาสลายการชุมนุม ต้องโดนยิงตายแน่ๆ เพราะแกต้องวิ่งไปอยู่ด่านหน้าอย่างแน่นอน" ป้านินจากล่าว
ขณะที่เจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้อมูลประชานผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุม กรณี เม.ย.- พ.ค.53 หรือ ศปช. ซึ่งติดตามการพิจารณาคดีมาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งข้อหานั้นตั้งเรื่องการครอบครองอาวุธสงคราม แต่ดูเหมือนในการสืบพยานโจทก์จะเน้นไปสู่เรื่องการยิงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อทำให้เห็นแรงจูงใจในการครอบครองอาวุธเสียมากกว่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็น่าแปลกที่ไม่มีการตั้งข้อหาพยายามฆ่า และไม่มีการเบิกตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บมาให้การแต่อย่างใด
สำหรับจ๋าที่ใช้ชีวิตอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง 1 ปี กับ 3 เดือนกว่า เธอบอกก่อนจะมีการตัดสินคดีในไม่กี่วัน หลังจากเรื่องของเธอถูกเผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ตว่า เธออยากเชิญชวนให้ทุกคนมาฟังคำพิพากษาคดีของเธอ และพร้อมจะเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อพิสูจน์ความเป็นธรรมในประเทศไทย ขณะเดียวกันเธอประณามฝ่ายที่จับกุมเธออย่างดุดันว่าดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้ พร้อมระบุไม่หวังกับนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดนอกจากพลังของประชาชนด้วยกันเอง
จดหมายจากคุกที่คนเสื้อแดงต้องอ่าน
นักโทษเสื้อแดงรายหนึ่งได้เขียนจดหมายจากคุกถึงทนายอานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 26 กรกาคม 2554 เล่าสภาพที่นักโทษการเมือง"คนรากหญ้าต้องเจอ"หลังจากที่ทนายอานนท์นำคนเสื้อ แดงจัดกิจกรรม"ของขวัญเสื้อแดงแด่นักโทษเสื้อแดง"เพื่อให้กำลังใจนักโทษการ เมืองในคุก เนื้อความสะท้อนสภาพที่เป็นจริงถึงสาเหตุการติดคุก และสภาพที่ต้องเผชิญ และการไร้การแลเหลียว แม้พวกเขาได้เอาตัวอุทิศเข้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ตาม ดังรายละเอียดต่อปนี้
เรียน คุณอานนท์และทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม
กระผม พศิน แสนจิตต์ แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผู้ต้องหาคดีพรบ.อาวุธปืนและรับของโจร, ข้อหาเสื้อแดง, ก่อการร้ายเหมือนพี่น้องทั้งหลายที่มีอุดมการณ์เหมือนพี่น้องเรา
พอมีโอกาสได้รู้จักคุณหนุ่ม (ธันย์ฐวุฒิ) และครอบครัวบ้าน112 และชาวรากหญ้า(รากหญ้าจริงๆ หลายคนหลายชีวิต ช่วยกันกับคุณหนุ่มเก็บรายละเอียดของทุกคนทีละเล็กละน้อย ซึ่งกว่าจะได้ยากมากเพราะอยู่ในคุกคนละแดน ส่งจดหมายของรายละเอียด ความเป็นมา สารทุกข์สุขดิบ อันใหนพอแบ่งกันได้ในข้อกฎหมาย ของกินของใช้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เพราะแต่ละคนมาคนละทิศละทาง
บางคนคิดนี่หรือคือเหยื่อของสงครามการเมือง
การถูกขังในกรงนาน มนุษย์เป็นสัตว์แม้จะประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานแต่มันคือสัตว์โลก แต่ด้วยโดนขังโดยที่ตัวเองไม่ผิด จากการต่อสู้พวกเขาจุดจบต้องเป็นแบบนี้หรือ!!
คืนวันฟังไฮปาร์คมีเสียงเพลงขับกล่อม ยกตีนตบขึ้นลงตามแกนนำบอกซ้ายไปซ้าย บอกขวาไปขวา เฮไปใหนไปกัน ขอกำลังเสริมตรงนั้นทีตรงโน้นที
“จับมือกันไว้พี่น้อง ตั้งกำแพงไว้ มันไม่กล้าทำอะไรหรอก”
“มหาสารคามมาอีกหนึ่งรถบัสไปรับหน่อยเร็ว”
ทุกคำพูดมันวนเวียนไปมาตลอดเวลา แม๊เฮกันไป พอถูกสลายจริงๆไม่รู้ใครเป็นใครจนถูกจับ ความรู้สึกต่อต้านโดยจิตสำนึก ความเครียด ความหดหู่เพิ่มขึ้นไปตามวันเวลาสะสมไปทุกๆวัน
ต้องการใครก็ได้ให้ความหวังว่ายังมีใครสักคนห่วงเราอยู่ ก็เพิ่งได้รับน้ำใจจากพวกคุณๆพี่ๆทั้งหลายมาให้กำลังใจ ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน การได้ออกมาเยี่ยมพร้อมหน้าพร้อมตา แม้ไม่รู้จักกัน แต่ความรู้สึกอบอุ่นการมีพวกพ้อง ยังไงเราก็มีกันและไม่ทิ้งกัน เดินออกมาจากแดนขังแต่ละแดน เดินไปคุยกันไป
“ใครเข้ามาเยี่ยมพวกเรา” “แล้วเราจะพูดอะไรกับพวกพี่ๆเขาดีหล่ะ”
“เขาจะรังเกียจเราไหมเรามีคดีลักทรัพย์” “แต่เราเป็นเสื้อแดงนะแดงจริงๆ”
หลากหลายคำพูดตื่นเต้น ดีใจคุยกันไป เหมือนมีพลังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาหลากหลายของรากหญ้าแท้ๆบางคนมีอาชีพเป็นยาม พอออกเวรยามก็มานั่งฟังปราศรัย บางคนทำงานโรงงานออกกะก็รวมกลุ่มกันมา บางคนโดยเฉพาะ”ยัยเปิ้ล”(อาทิตย์ เบ้าสุวรรณ) แดน4ที่บ้านเป็นคนทรงเจ้าอุตส่าห์มากะเขา เขาเคยเข้าไปช่วยคนไฟไหม้ชั้น2เซนทรัลเวิลด์กลับถูกจับข้อหาเผาห้าง(ท่าจะบ้า)
กรณีของสุรชัย(ปลา) ชาตรี และนฤมล(จ๋า) วิ่งเข้าออกเวทีรู้จักกันดีกับแกนนำ มันเป็นตลกร้ายทางการเมืองหาเสียงทางทีวี วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง(3ก.ค.54) เอาชีวิตเอาตัวเป็นๆมาติดคุก โดนตำรวจซ้อม โดนทหารเอาไปขังในค่ายทหารไอ้ค่ายที่เรีกยว่าราบ11(ศอฉ.) เอาไปขังข้างถังน้ำมัน เอาถัง200ลิตรมาตั้ง ผูกตากะจะเผาทั้งเป็นๆให้รับสารภาพ จนสูญสิ้นอิสรภาพมาทุกวันนี้ มันป็นนิยายการเมือง
แต่คนถูกกระทำมันไม่ใช่ ยื่นประกันครั้งแล้วครั้งเล่า ขายสวนขายไร่ขายนามาเป็นบ้าเป็นหลังทั้งบ้านทั้งหมู่บ้าน ศาลก็ค้านครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกัน ทั้งที่คดีเหมือนกันได้ !!
ผมเองอาวุโสกว่าน้องๆทั้งหลายคอยปลอบคอยโยนเท่าที่ทำได้
“เอาน่าเค้าไม่ทิ้งพวกเราหรอก” “มาด้วยการเมืองไปด้วยการเมือง”พยายาม พูดให้ท่ออาไว้ เช่นคดีของสุรชัย(ปลา) โทษสูงถึงตลอดชีวิตก็พยายามเปรียบให้ฟัง กบฏบวรฯยังไม่ประหารเลย มีหลายชีวิตเขาได้โอกาส จะเอาเขียนมาเล่าสู่กันฟังอีก
พอยามบ่ายกลับมาจากห้องเยี่ยมก็ถามกันแกได้อะไรบ้าง ชั้นได้โน่นเราได้นี่ตามประสา บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง ผมเองแอบนั่งทำตาแดงๆคนเดียว…..ขอบคุณ ขอบคุญจริงๆสำหรับบุญอันยิ่งใหญ่นี้ จิตใจไม่ท้อสู้ต่อไป คุยกับคุณหนุ่มตื้นตันใจจนพูดกันไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา มาม่าหนึ่งลังบางคนต้มกินกับข้าวเปล่าไปได้หลายอาทิตย์
พยายามสื่อสารกับพวกพี่ๆแกนนำทั้งผอ.นิสิต คุณจตุพร อ.สุรชัย คุณสมยศ ทุกวันที่เสวนากันพี่ๆก็บอกตามระบบ เลือกนายกฯ รัฐบาล เจ้ากระทรวง กรมสิทธิฯ
แต่สภาพการเป็นอยู่มันต่างกัน รากหญ้าก็เป็นรากหญ้า
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ดีดีแบบนี้ จากท่านๆพี่ๆทั้งหลายที่ทำให้พวกเรารู้ว่ายังมีคนห่วงเราว่าเราไม่ได้เดิน หลงทางคนเดียว ยังมีคนนำพา ประคับประคองเดินไปสู่จุดหมายปลายทางของเราต่อไปด้วยใจมั่น
กราบขอบพระคุณทุกท่านด้วยใจ
พศิน
สุภาพบุรุษ-ลูกผู้ชาย
ที่มา มติชน
โดย ฐากูร บุนปาน
ตามความตั้งใจของคนในรัฐบาลใหม่หลายคน
เมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรีเต็มตัวไปตั้งแต่เมื่อวานนี้
ที่จะพยายามทำทันทีก็คือการเสนอชื่อ ครม. ซึ่งฝุ่นตลบกันจนถึงวัน (หรือวินาที) สุดท้าย
ออกมาแล้วจะยี้หรือฮ้อ รออีกไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะชัดเจน
แต่สำหรับคนอีกจำนวนไม่น้อย ข่าวหนึ่งที่มาแรงพอๆกันหรือยิ่งกว่าการตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ก็คือการที่มีผู้นำเอาเอกสารภายในของ ศอฉ. ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มาเผยแพร่กระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ต
และมีหนังสือพิมพ์บางฉบับนำมาเล่นเป็นข่าวใหญ่ ไปติดตามให้ผู้เกี่ยวข้องพูดจาแสดงความคิดเห็น
เพราะเอกสารที่ว่านั้นยืนยัน ′ข่าวลือ′ ที่มีมาก่อนหน้านี้ว่า ทหารจะไม่ลงมือปฏิบัติการใช้กำลังใดๆ
หากไม่มีคำสั่งจากผู้นำรัฐบาลสั่งการลงมา
ในเอกสารลับมากที่อ้างว่าออกจาก ศอฉ. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ถึงผู้รับปฏิบัติ ใจความว่า
ข้อ 2.ตามที่ นรม.สั่งการให้ ศอฉ.ทำการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่และพื้นผิวการจราจร บริเวณสะพานผ่านฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.53 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป
อีกฉบับหนึ่งอ้างว่าเป็นคำสั่งด่วนภายใน ลงวันที่ 13 เม.ย.53 จาก ศอฉ.ถึงผู้รับปฏิบัติ ระบุว่า
ข้อ 2.เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของ ศอฉ.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ จึงให้หน่วยพิจารณาใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ร้ายแรงและสามารถควบคุมการยิงได้ ในการป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกำหนดแนวทางในการใช้ ดังนี้
2.1 ใช้อาวุธทำการยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือกลุ่มติดอาวุธที่มีท่าทีคุกคามต่อชีวิตเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์
2.2 ให้ใช้อาวุธต่อเป้าหมาย ตามข้อ 2.1 ในระยะ 30-50 เมตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมวิถีกระสุนและควบคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ให้สมควรแก่เหตุและห้ามใช้อาวุธต่อเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและเด็ก
ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็น ผอ.ศอฉ.ในขณะนั้น ก็ออกมายอมรับว่านี่เป็นเอกสารจริง
แต่ทำท่าสับสนเรื่องวันที่ ทั้งที่ในเอกสารก็ระบุเอาไว้ชัดเจน
กระนั้นก็เอาเถิด จะงงจริงหรือแกล้งงง จากนี้ไปเมื่อน้ำลดแล้ว ตอก็คงจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
เผลอๆ จะได้เห็นตอที่ใหญ่กว่านี้ในเวลาอันไม่ช้า
ถึงเวลานั้นอย่าแกล้งงงอย่างที่ทำมา หรือปัดไปว่าไม่รู้เรื่องอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำไปแล้วเลย
ภาษาอังกฤษแบบข้างถนนบอกว่า-ไม่แมน
แปลไทยให้สุภาพคือไม่เป็นสุภาพบุรุษและไม่เป็นลูกผู้ชาย
แมนจริงหรือไม่ ดูกันตรงนี้แหละ
รถไฟความเร็วสูงของจีน เร่งรีบนัก มักจะได้ของที่เลว
ที่มา มติชน
โดย สมเกียรติ พงษ์กันทา วิศวกรอิสระ spongkanta@gmail.com
|
ตรงกับคำพังเพยของชาวอเมริกันที่ว่า If you need it badly - You are going to get it badly...
ประมาณ สองทุ่มครึ่ง ของวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2554 รถไฟความเร็วสูง ขบวนหมายเลข ดี 3115 (D3115) ประเภทซีอาร์เฮช 1 (CRH1-046B) มี 16 ตู้ ผลิตโดยบริษัทบอมบาร์ดิเอ (Bombardier) ร่วมกิจการกับจีน มีผู้โดยสาร 1,072 คน เดินทางจากเมืองหังโจว (Hangzhou) ไปยังเมืองฝู่โจว (Fuzhou) ประสบอุบัติเหตุ
อ้างว่าไฟดับ ขาดแรงไฟฟ้าขับเคลื่อนหยุดอยู่กับที่บนราง ทางวิ่งยกระดับสูงจากพื้นดิน ประมาณ 20 เมตร ที่เมืองชวนหยู ใกล้เมืองเหวินโจว (Wenzhou District) มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province)
ในเวลาเดียวกัน มีรถไฟความเร็วสูงอีกขบวนหนึ่ง หมายเลข ดี 301 (D301) ชนิด ซีอาร์เฮช 2 (CRH2-139E) มี 16 ตู้ เช่นกัน ผลิตโดยบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเลียนแบบคาวาซากิ (kawasaki) ของญี่ปุ่น ขนคน 558 ชีวิต ออกเดินทางจากกรุงปักกิ่งเพื่อไปเมืองฝู่โจว ปลายทางที่เดียวกันวิ่งมาชนท้ายด้วยความเร็วและแรง ทำให้ตกราง 8 ตู้ สองตู้สุดท้ายของขบวนแรกและสองตู้แรกของขบวนหลังหล่นจากสะพานซึ่งเป็นทางยก ระดับ ลงนอนกับพื้นดินสามตู้และพิงอยู่กับโครงสร้างของทางยกระดับอีกหนึ่งตู้
มีผู้เสียชีวิต 39 คน และบาดเจ็บกว่า 210 คน มี 12 คน อาการสาหัสมาก ในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้มีชาวอเมริกัน 2 คน
หน่วย ปฏิบัติการกู้ภัยที่ปฐมพยาบาล นำผู้บาดเจ็บส่งสถานพยาบาลและหน่วยเก็บกู้อุปกรณ์ซ่อมรางนั้น ทำงานกันอย่างเร่งรีบ ขาดแผนการปฏิบัติที่รอบคอบ หลังยุติการค้นหาผู้บาดเจ็บ และเริ่มตัดชิ้นส่วนของซากรถแล้ว อีก 21 ชั่วโมงของวันต่อมา ได้พบเด็กผู้หญิงชื่อ เชียง เหวยอี้ อายุ 2 ขวบ คาดว่าทั้งบิดาและมารดาของเธอคงจะเสียชีวิตในรถขบวนแรก
เป็น ที่น่าสังเกตว่า ในการเก็บกู้ซากตัวรถและอุปกรณ์ต่างๆ ของรถนั้น เป็นไปอย่างรีบเร่งและมักง่าย ปราศจากกระบวนการพิสูจน์หลักฐานตามมาตรฐานความปลอดภัยของสากล ซากรถได้ถูกตัดทำลายโดยปั้นจั่นขนาดใหญ่ (backhoes) นำไปฝังกลบอยู่ใกล้กับที่เกิดอุบัติเหตุ โดยปราศจากขั้นตอนการนำไปวิเคราะห์หาหลักฐานสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ
ทางราชการของจีนได้ออกแถลงการณ์เพียงแต่ว่าสาเหตุนั้น เกิดจากฟ้าผ่า ทำให้ระบบสายส่งกระแสไฟขัดข้องเท่านั้น
ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา (Chinese President Hu Jintao) นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า (Premier Wen Jiabao) และ รัฐมนตรีว่าการรถไฟ เฉิง กวงสู (Minister of Railway, Sheng Guangzu) ต่างก็ออกมาสั่งการให้ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยจ่ายค่าชดเชยให้คนละ 2 ล้านบาทเศษ เมื่อถูกประท้วงต่อมา เพิ่มเป็น 4 ล้านบาทเศษ บางครอบครัวปฏิเสธไม่ยอมตกลง ด้วยเห็นว่าน้อยไปสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว
การแก้ไขวิกฤตของ อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นไปอย่างไม่โปร่งใสนัก กรมโฆษณาการของพรรคคอมมิวนิสต์ (The Chinese Communist Party′s Propaganda Department) พยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ของการรถไฟความเร็วสูงของประเทศ ได้ออกคำสั่งให้สื่อมวลชน งดการส่งนักข่าวลงพื้นที่ ไม่ควรให้ความสำคัญกับข่าวนี้ งดเสนอข่าวเกี่ยวกับการพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายอื่นของประเทศ ให้นำเสนอเฉพาะภาพที่เป็นทางบวกต่อประเทศเท่านั้น
คำสั่งเหล่านี้ได้รับการวิจารณ์จากประชาชน และต่อต้านอย่างรุนแรงจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต
ผล จากการกดดันของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกคำสั่ง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ให้ตรวจสอบและรณรงค์เกี่ยวกับความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศและ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
ฉี ชิกซิน (Qi Qixin) ศาสตราจารย์ของสถาบันวิจัยการขนส่งของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า อุบัติเหตุการชนท้ายนี้ น่าจะเกิดจากการควบคุมการเดินรถ (dispatching management) มากกว่าที่จะเป็นปัญหาความผิดพลาดทางเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัยของรถน่าจะสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยให้ขบวนหลังรับรู้ และสามารถหยุดได้ในระยะทางที่ปลอดภัย
เป็นที่น่าสงสัยว่าปัญหาไฟฟ้า ดับที่เกิดจากฟ้าคะนอง (thunder storm complex) นี้ มีศูนย์กลางเกิดขึ้นที่ 97 ก.ม. ห่างจากอุบัติเหตุรถไฟชนกัน ไปทางตะวันตก และ 32 ก.ม.ไปทางทิศใต้ จะเป็นสาเหตุให้ไฟฟ้าขับเคลื่อน (traction power) ที่ส่งไปตามสายไฟที่ขึงสูงเหนือหลังคารถไฟ (catenary) ให้ดับได้
แต่ ถึงแม้ไฟฟ้าขับเคลื่อนจะดับ ระบบความปลอดภัยของรถ (Automatic Train Protection, ATP) ซึ่งเป็นระบบย่อยอยู่ในระบบการควบคุมอัตโนมัติ (Automatic Train Control, ATC) ของระบบใหญ่ ก็น่าจะยังทำงานอยู่
ถ้า หากไม่มีคำสั่งจากศูนย์ควบคุมการเดินรถ (Central Control and Dispatcher) ให้ปลดระบบอัตโนมัติออกและให้เดินรถโดยการควบคุมจากคนขับ (Manual Mode)
อาจเป็นสาเหตุในการสั่งปลดผู้รับผิดชอบการเดินรถ 3 คน คือ นายลอง จิง หัวหน้าการรถไฟเซี่ยงไฮ้ (Long Jing, head of Shianghai Railway Bureau) นายฮี แชงลี ผู้ช่วย (He Shengli, Deputy Chief) และ นายลี เจีย เลขาธิการพรรค (Li Jia, Party Secretary)
และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลจีนก็ได้สั่งปลดนายหลิว ชีจุ่น รัฐมนตรีกระทรวงการรถไฟคนก่อน (Liu Zhijun, previous Railway Minister) ในข้อหารับสินบนจากงานก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นเงิน 800 ล้านหยวน
พนักงานขับรถขบวนที่สอง แป้น หยี่เฮง (Pan Yiheng) ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษในอุบัติเหตุครั้งนี้ เพราะได้พยายามเหนี่ยวคันห้ามล้อเพื่อให้รถหยุดอย่างเต็มที่
จน กระทั่งคันห้ามล้อนั้นได้ทิ่มแทงเข้าไปในหน้าอกเสียชีวิตคาที่ ซึ่งหาไม่แล้วจะเกิดความรุนแรง (more collision impact) เพิ่มจำนวนรถตกราง และมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้
จีนเพิ่งจะเริ่มพัฒนารถไฟความ เร็วสูงอย่างจริงจังใน ค.ศ.2004 โดยเริ่มงานก่อสร้าง และนำเอาเทคโนโลยีการผลิตหัวรถจักรของทั่วโลก จาก ยุโรปและญี่ปุ่น มาถอดแบบแล้วต่อยอด ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่จะจดลิขสิทธิ์ใหม่เป็นของตนเอง สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าของ ผู้คิดค้นเทคโนโลยีเดิมหลายราย รวมทั้งคาวาซากิ และบริษัทที่เป็นต้นแบบของรถไฟหัวกระสุนในญี่ปุ่น ได้กล่าวหาว่าจีนผิดจริยธรรมของทรัพย์สินทางปัญญา (patent theft)
สำหรับ ระบบการควบคุมรถไฟ จีนได้ต่อยอดจากระบบการควบคุมรถไฟของยุโรป (European Train Control System, ETCS) ดัดแปลงมาเป็นของตนเอง เรียกว่า ระบบซีทีซีเอส (Chinese Train Control System, CTCS) ประยุกต์ใช้ระบบไร้สายให้สื่อสารกันระหว่างราง ทางวิ่ง หัวรถจักร กับศูนย์ควบคุมการเดินรถ ระบบการควบคุมรถไฟของจีนปัจจุบัน ดำเนินงานภายใต้อาณัติของบริษัทโฮลลี่ซิส ออโตเมชั่นเทคโนโลยี (Hollysys Automaion Technologies) ซึ่งมีอายุไม่มากนัก อยู่ในอุตสาหกรรมการควบคุมที่หลากหลาย บริษัทนี้ยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเกี่ยวกับการควบคุมรถไฟ (Train Control System) ของนานาชาติ
จากการสำรวจทางอินเตอร์เน็ต สองแสนห้าหมื่นคนในประเทศจีน ร้อยละ 54 บอกว่าจะไม่ใช้รถไฟความเร็วสูง และหลายคนได้ส่งข้อความลงอินเตอร์เน็ตว่า ประเทศจีนเต็มไปด้วยปัญหาการคอร์รัปชั่น โกงกินกันมาก เพียงแต่ฟ้าผ่าก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันได้
ถ้าเปรียบก็เสมือนว่า ประเทศจีนเป็นรถไฟ ประชาชนทุกคนเป็นเพียงผู้โดยสารรอเวลาเพียงแต่ว่าเมื่อไรฟ้าจะผ่าลงมาเท่านั้นเอง
จุด ประสงค์ของบทความนี้เพื่อเพียงเป็นข้อมูลให้แก่รัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ เฝ้ารอรับการช่วยเหลือในโครงการรถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีน หลังจากการช่วยเหลือเช่นเดียวกันแก่ประเทศลาวนั้น ได้สะดุดหยุดลงแล้ว ด้วยเหตุผลที่ประเทศลาวเห็นว่าประเทศจีนเอาเปรียบมากเกินไป
"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ชี้ การเรียกตัวเองว่า "ปู" ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมไทย
ที่มา มติชน
หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มักเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น "ปู" ในพื้นที่สาธารณะว่า อาจถือเป็นการไม่แยกแยะว่า "ความเป็นนายกรัฐมนตรี" กับ "ความเป็นปู" นั้นแตกต่างกันอย่างไร ซึ่ง อาจส่งผลให้เกิดการไม่แยกแยะในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงประเทศไทยอาจมีนายกรัฐมนตรีที่เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นในการสนทนา กับแขกบ้านแขกเมือง
ล่าสุด นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นที่เป็นปฏิกิริยาต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ซึ่งมติชนออนไลน์ขออนุญาตตัดทอน-แก้ไข-เรียบเรียงข้อความและนำมาเผยแพร่ใหม่ อีกครั้ง ดังนี้
คุณ "ปู" น่ะ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น เวลาเขาพูดกับ "แขกบ้านแขกเมือง" เขาเรียกตัวเองว่า "I" ครับ
อันที่จริง โดยส่วนตัวผมเฉยๆ (ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์) เรียกตัวเองว่า "ปู" ที่ผ่านมา ในขณะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่นายกฯ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นประเด็นในการ "แยกบทบาทตัวเองไม่ออก" ได้อย่างไร ที่ผ่านมา ผมฟังคุณ "ปู" ก็ยังไม่เห็นเขาพูดเรื่องในลักษณะ "ส่วนตัว" อะไร จะบอกว่า เป็นการสะท้อนการ "แยกบทบาทไม่ออก" ยังไงไม่ทราบได้
ผมเดาว่า เมื่อเป็นนายกฯ คุณปู คงเรียกตัวเองว่า "ดิฉัน" มากกว่า แต่ต่อให้เรียก "ปู" ผมก็มองไม่เห็นว่า จะเป็นประเด็น "แยกบทบาทไม่ออก" อยู่ดี
ป.ล. ทำไมผู้หญิงไทย ที่มีอายุหน่อย ชอบเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น ปัญหาคือ คำเรียกตัวเองของผู้หญิงในภาษาไทย มีปัญหาอยู่ เรียก "ดิฉัน" จะใช้กับหลายคนก็ไม่ได้ เพราะ "ประเพณีวัฒนธรรม" เช่น "นักการ" จนท. ประจำชั้น 8 คณะผม เธอจะเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นประจำ ไม่ยอมเรียก "ดิฉัน" เพราะเธอคงรู้สึกว่า ไม่เหมาะที่จะใช้กับ "อาจารย์" ครั้นจะใช้ "หนู" เธอ ก็อายุมาก 60 เศษแล้ว จะ "หนู" ก็ชอบกล (แต่ผมเคยเจอ หลายคนอายุมากๆ เจอผมในฐานะ "อาจารย์" ก็ยังอุตส่าห์เรียกแทนตัวเองว่า "หนู" เพราะไม่กล้าจะใช้คำว่า "ดิฉัน" หรือ "ชื่อเล่น")
เพื่อนอาจารย์ของผมที่เป็นผู้หญิง เวลาคุยกับผม ก็นิยมใช้ชื่อเล่นเรียกแทนตัวเอง เช่น อ.... ที่จุฬาฯ เรียกตัวเองว่า "เล็ก" อะไรแบบนี้ อ... ที่ภาควิชาผม เรียกตัวเองว่า "นก" ฯลฯ คนเหล่านี้ จะว่า "แยกบทบาทตัวเองไม่ออก" ยังไง ผมก็นึกไม่ได้เหมือนกัน อาจารย์บางคนที่อายุมากกว่าผม ก็จะเรียกตัวเองว่า "พี่" อายุน้อยกว่าผมมากหน่อย ก็จะเรียกตัวเองว่า "หนู" ไปเลย (ความจริง "อ.เล็ก" กับ "อ.นก" ก็อายุน้อยกว่าผม แต่ไม่มาก ก็เลยคงรู้สึกว่า การเรียกตัวเองด้วยคำว่า "ดิฉัน" หรือ "หนู" มันชอบกล)
สรุปแล้ว ปัญหาการเรียกตัวเองของผู้หญิง เป็นปัญหาที่สะท้อนวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ปัญหาว่า คนโน้นคนนี้ ชอบเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/08/54 วันนั้น..ที่นี่มีคนตาย..ฆ่าเขาทำไม
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
จะสั่งลับ สั่งแจ้ง แสดงผล
อย่าวกวน เฉไฉ ไอ้..ตอแหล
ฟังคำพูด เลอะเลือน ช่างเชือนแช
ที่แน่แน่ มันสั่งฆ่า ประชาชน....
ใช้ลูกซอง เหมาะเหม็ง เล็งใต้เข่า
พูดงี่เง่า ด้วยมารยา พาสับสน
เอาลูกปืน ไล่ปลิด ชีวิตคน
จะหลีกพ้น แก้ตัว มั่วเกินไป....
สไนเปอร์ เอ็มสิบหก ยกมาฆ่า
ทั้งไล่ล่า เจาะตรงหัว ชั่วเข้าใส้
คำแก้ตัว พวกโฉด โคตรจัญไร
ยังเฉไฉ ไหลลื่น แค่..ปืนลูกซอง....
สมเป็นยุค แสนอุบาทว์ ชาติสถุน
จึงว้าวุ่น ชั่วช้า พาหม่นหมอง
หวังใช้เล่ห์ หลบหลีก ฉีกครรลอง
จึงจดจ้อง แต่ไล่ล่า ฆ่ากันเอง....
คิดแก้ตัว บ่ายเบี่ยง หวังเลี่ยงหลบ
ด้วยบัดซบ แห่งชน คนข่มเหง
ใช้อำนาจ ตอกย้ำ ทำนักเลง
แล้วอวดเบ่ง กูไม่ผิด คิดได้ไง....
จะสั่งลับ สั่งแจ้ง หรือแสร้งโง่
จะอวดโอ้ ตอแหล สักแค่ไหน
แต่พวกมัน สั่งล่า ฆ่าคนไทย
คิดเฉไฉ หลบลี้ ไม่มีทาง....
มาให้กำลังใจทุกๆ คน ในเช้าวันใหม่นี้ครับ
๓ บลา / ๑๐ ส.ค.๕๔
เช็กบิล"เทือก"?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
"ขบวนการเช็กบิลเริ่มขึ้นแล้ว"
เป็นการแสดงความเห็นของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. หลังชี้แจงคำสั่งศอฉ. 2 ฉบับที่มีการเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต
นายสุเทพพยายามบอกว่าเป็นการวางแผนเล่นงานตนเองและศอฉ.หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
จึงแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นการเช็กบิลได้อย่างไร!?
เพราะ 1 นายสุเทพก็ยอมรับว่าเอกสารคำสั่งศอฉ.ทั้ง 2 ฉบับที่มีการเผยแพร่เป็นของจริง
เพราะ 2 ในเมื่อเป็นของจริง ไม่แปลกปลอม จึงไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีใครเพื่อเล่นงานใคร
แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน การเผยแพร่เอกสารคำสั่งศอฉ.ทั้ง 2 ฉบับ
ทั้งคำสั่งเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ให้กระชับพื้นที่ม็อบแดงและการใช้อาวุธปืน กับคำสั่งวันที่ 13 เม.ย. 2553 ซึ่งมีรายละเอียดเรื่องการใช้อาวุธปืน ลักษณะการยิงใส่เป้าหมาย
เป็นการเปิดเผยความจริงให้สังคมได้รับรู้ว่ารัฐบาลในยุคนั้นมีวิธีการจัดการกับการชุมนุมของประชาชนอย่างไร!?
ต้องยอมรับว่าคำสั่งทั้ง 2 ฉบับสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เพราะมีความสูญเสียในเหตุการณ์ที่คอกวัวและถนนดินสอขึ้นจริงๆ
และเกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์ช่วงเดือนพ.ค.2553 ทั้งที่ราชประสงค์-วัดปทุมวนาราม-ซอยรางน้ำ ฯลฯ
กระนั้นก็ตามคนที่เขียนคำสั่งดังกล่าว ก็พยายามจะอธิบายเหตุผลและขั้นตอนการใช้อาวุธ
ฝ่ายนายสุเทพก็เน้นย้ำเรื่องปัญหาชายชุดดำ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้อาวุธ
เอาเป็นว่ารอไปพิสูจน์กันตามกระบวนการยุติธรรมดีกว่า
เพราะผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายม็อบ เตรียมจะนำเอกสารนี้เป็นหลักฐานในการฟ้อง
โดยจะมีการปรับกระบวนการฟ้องร้องใหม่
เริ่มจากตั้งโต๊ะให้ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพและผู้บาดเจ็บกว่า 2 พันคนมาลงชื่อแสดงความประสงค์จะดำเนินคดีกับ"ผู้สั่งการ"สลายม็อบแดง
ก่อนจะยื่นฟ้องทั้งศาลอาญาของไทยและศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ
โดยมีจุดมุ่งหมายแค่เพียงทวงความยุติธรรมให้ผู้สูญเสีย
ทำให้ความจริง 91 ศพปรากฏต่อสายตาชาวโลก
และต้องนำ"ผู้สั่งการ"มาลงโทษให้ได้
ไม่ใช่การตาม"เช็กบิล"รัฐบาลเก่าตามที่นายสุเทพกล่าวอ้าง!?
เอกสารชุดแรก
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ปลาย สัปดาห์ที่ผ่านมาเว็บไซต์หลายแห่งเผยแพร่เอกสารที่อ้างว่าออกจากศูนย์อำนวย การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 มีใจความว่า
ข้อ 2. ตามที่นรม.สั่งการให้ศอฉ.ทำการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่และ พื้นผิวการจราจร บริเวณสะพานผ่านฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.53 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป
ข้อ 2.7 นปพ.ทบ.จัดชุดปฏิบัติการพิเศษ ปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยบินเฉพาะกิจศอฉ.ในการตรวจการณ์และการใช้ แก๊สน้ำตาทางอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจ ของทภ.1/กกล.รส.ทภ.1 บริเวณพื้นที่ชุมนุม ตามขั้นตอนของกฎการใช้กำลัง
และต่อมามีการเผยแพร่เอกสารของศอฉ.อีกฉบับ อ้างว่าเป็นคำสั่งด่วนภายในลงวันที่ 13 เม.ย.53 ใจความว่า
ข้อ 2. เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของศอฉ.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถาน การณ์ จึงให้หน่วยพิจารณาใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ร้ายแรงและสามารถควบคุมการยิงได้ ในการป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกำหนดแนวทางในการใช้ ดังนี้
2.1 ใช้อาวุธทำการยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือกลุ่มติดอาวุธที่มีท่าทีคุกคาม
2.2 ห้ามใช้อาวุธต่อเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและเด็ก
2.3 การใช้อาวุธ ให้ดำเนินการโดยไม่มุ่งประสงค์ ต่อชีวิตของเป้าหมาย
ดังนั้นจึงให้เล็งส่วนล่างของร่างกาย(ตั้งแต่เข่าลงมา)
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐ มนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. ยอมรับว่าเอกสาร ดังกล่าวเป็นของจริง
แต่ยืนยันว่าเป็นคำสั่งที่ออกมาเพื่อระงับยับยั้งสถานการณ์ โดยอ้างถึง"ชายชุดดำ"ดังที่เคยอ้างมาตลอดกว่า 1 ปี
และ เมื่อมีแนวโน้มว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของประชาชน ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะถูกเปิดเผยเพิ่มขึ้นในลำดับต่อไป
นอกจากคนทั่วไปจะหวังว่านายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี จะพร้อมชี้แจงหรืออธิบายเหตุผลในการออกคำสั่งแล้ว
ยังหวังว่ากระบวนการค้นหาความจริง จะเดินหน้าไปโดยราบรื่นยิ่งขึ้นด้วย
ในฐานะคนเสื้อแดง ประเภทไม่ Hardcore(มั้ง) ขอวิจารณ์
ที่มา thaifreenews
โดย Athaiman
ก่อนอื่น ผมเคารพในกติกา ของประชาธิปไตย ไม่ว่า จะถูกใจ ครม. หรือไม่(ซึ่งผมไม่ถูกใจหลายๆ คน)
แ่ต่ ผมว่า ก่อนอื่น เราค้อง เคารพ กติกาที่เราเรียกร้องก่อน คือเราต้องปล่อยให้ รัฐบาลทำงานจนครบวาระ
แต่ไม่ใช่ว่า นั่งเฉยๆ เราในฐานะ ประชาชน มีสิทธิ แสดงความคิดเห็นไม่ว่า เห็นด้วย หรือคัดค้าน
ผม เชื่อว่าคนเสื้อแดง แตกต่างจาก สาวก แมงสาป ที่ เชื่อว่า แมงสาป นั้นทำถูกเสมอ
แต่ คนเสื้อแดง ส่วนใหญ่ เป็นปัญญาชน(ที่มีปัญญาจริงๆ คิดเองเป็นไม่ใช้ พวกที่เชื่อเขาเล่าว่าไปหมด)
ดังนั้นย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป จะให้คิดไปทางเดียวหมดคงไม่ได้
แต่หน้าตา ครม. เป็นสิ่งที่คนเสื้อแดงเรียกร้องหรือ ผมว่าไม่ใช่นะ
ที่เราเรียกร้องคือ ระบบ กติกา และความยุติธรรม ให้สังคมไทย
ดังนั้น การที่คนเสื้อแดงมีตำแหน่งหรือไม่ไม่สำคัญ และไม่เห็นว่าเป็นการแสดงความจริงใจ
หรือ หลอกลวง เพราะผม ว่าใครทำงาน ก็ต้องทำตาม นโยบายของเพื่อไทยอยู่แล้ว
แต่หาก ไม่ผลักดันความยุติธรรมให้ ชาวเสื้อแดงที่ถูกฆ่าถูกทำร้าย ถูกใส่ความ
ทั้งหากไม่แก้กติกาให้ กลับมาเป็นธรรม รวมทั้งแก้ไข ระบบ ชั่วๆ ที่มีอยู่
ผมจะถือว่า พรรคเพื่อไทยทรยศ ต่อประชาชน และหลอกใช้ ประชาชน
ในอดีต เพื่อไทย เคยมีโอกาสมาครั้ง แต่ไม่ยอมทำ ผมพอเข้าใจว่า
เขายังเชื่อว่า ความยุติธรรม ยังมีในระบบ ที่บิดเบี้ยว
แต่หากครั้งนี้ ทั้งๆ ที่รู้ระบบมันบิดเบี้ยว แล้ว ยังไม่แก้ไข ปล่อยไว้ แล้ว ลอยตัวไปเรื่อยๆ
เหมือนครังก่อน ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ขออำลา ขอให้เป้นไปตามกรรมแล้วกัน
เพราะถือว่า ประชาชน ช่วยถึงที่สุดแล้ว นอกจาก ทหารมา ปฏิวัติ เพื่อขัดขวางการทำงาน
ผมเชื่อว่า เสื้อแดง จะไม่ออกมา หนุนเพื่อไทย ตรงๆ อีกแล้ว
เพราะถือว่า ประชาชนได้ทำถึงที่สุดแล้วที่ส่ง อำนาจเข้ามือ ของคุณ
หากยังใช้อำนาจไม่เป็น และ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน ถ้าเช่นนั้น
พวกเราก็ คงเชื่อมั่นในตัวท่านไม่ได้เช่นกัน
ประชาชนเลือก ส.ส.เข้าสภา --> สภาเลือกนายก --> นายกเลือก ครม.
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า

ประชาชนโหวตเลือก ส.ส.
ส.ส.เข้าสภา โหวตเลือก นายกฯ
นายกฯ เลือก คณะรัฐมนตรี
ขั้นตอนนี้ เป็นอำนาจของนายกที่จะเลือกใครก็ได้
เพื่อเป็นรัฐมนตรี 35 คน และที่ปรึกษาอีกจำนวนหนึ่ง
เพื่อนๆ อาจติดภาพนายกสมัคร ที่เวลาทำอะไรไม่แคร์สื่อ
ตั้งณัฐวุฒิ เป็นโฆษก ตั้งจักรภพ ทำงานสำนักนายก
ตั้งสันติ คนสนิทตัวเองเป็นรัฐมนตรีคมนาคม
ส่วนนายก ยิ่งลักษณ์ ไม่ใ่ช่คนแบบ นายกสมัคร
นายก แต่ละคนก็มีสไตล์ไม่เหมือนกัน
ผมคิดว่าอย่าเพิ่งมองแง่ร้ายไป...
อย่าลืมว่า นายก มีโอกาส ปรับ ครม. บ่อยแค่ไหนก็ได้
หน้าที่ของประชาชนคือตรวจสอบการทำงาน
หากมีสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ทำสิ่งที่ควรทำ
เราก็ต้องเหนื่ีอยกันหน่อย...
อย่างน้อยคนเสื้อแดงก็เป็น ส.ส.เกือบ 10 คน
สามารถเป็น คณะทำงาน หรือ กรรมาธิการด้านต่างๆ ได้
Re:
โดย psybuster
ตั้งไปก่อน ปรับทีหลัง
ประโยคนี้มันคุ้นๆนะ
แต่ก็คงต้องดูกันไปก่อน
Re:
โดย tongtata
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ . .
อย่าเพิ่งน้อยใจ อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน
ใจเย็น ๆ ดูไม่เรื่อย ๆ ก่อนครับ
เขาอาจจะพูดกันเรียบร้อย เข้าใจกันดีแล้ว
โดยที่เราไม่รู้เรื่อง . . ก็เป็นได้
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
อธิบายไปครับ แต่คงไม่ได้ใจผมหรอกครับ
การเมืองมันขึ้ันกับการสนับสนุนของคนหมู่มาก เมื่อเขาไม่สนับสนุนก็ทำการใหญ่ไม่สำเร็จ
ทักษิณกับคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงมีคนคลางแคลงใจขึ้นอีกมาก
เมื่อพวกเดียวกันคลางแคลงใจ งานที่ยากกว่า ก็จะยากยิ่งขึ้น ก็ทำไปครับ ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ผมขอดูห่างๆ และหากมีอะไรก็ขอวิจารณ์ได้เต็มที่ ตามสิทธิของพลเมือง






