เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 15, 2011
รอยยิ้ม...แห่งความหวัง
จะร้อยเรียง ตัวอักษร เป็นกลอนหวาน
จงแผ่ซ่าน เร้นลับ กระฉับกระเฉง
เหมือนลำนำ คำร้อง ทำนองเพลง
รื่นละเลง อิ่มละมุน อบอุ่นใจ....
เฉกปุยฝ้าย สยายพราว ขาวบริสุทธิ์
งดงามดุจ นิราศฝัน อันผ่องใส
คอยโน้มน้าว สกาวฟ้า ระย้าไกล
ให้ฟุ้งไป ทุกอณู ผู้อ่านกลอน....
ดั่งนางฟ้า มาจุติ ศศิสว่าง
ส่องนำทาง แสนรัก เป็นอักษร
ชโลมหล่น ปนรัก ประจักษ์ภมร
เอื้ออาทร จุดประกาย มุ่งหมายงาน....
รอยยิ้มใส ใจพร้อม จนยอมรับ
ฟังสำเนียง เสียงสดับ ที่ขับขาน
ช่วยเติมสุข ให้เป็น เช่นวันวาน
จนถึงบ้าน พี่น้อง ชนผองไทย....
เหงื่อรินหยด รดแก้ม ยังแย้มยิ้ม
ดวงตาพริ้ม เติมรัก ไม่ผลักใส
แม้นภารกิจ เหนื่อยหนัก สักปานใด
ยังยิ้มได้ ทุกเมื่อ เพื่อ..ประชาชน....
๓ บลา / ๑๔ ส.ค.๕๔
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 13/08/54 อีกหนึ่งความทุกข์..ที่รอสลาย
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
บรรยากาศ สดใส ไปได้สวย
ทุกแรงช่วย นำพา มาเกื้อหนุน
งานเป็นทีม ว่องไว ได้เพิ่มพูน
ให้เป็นคุณ แก่ประชา ทั่วหน้ากัน....
เพื่อนที่อยู่ ในเรือนจำ สุดช้ำหม่น
ยังทุกข์ทน ปวดร้าว จากคราวนั้น
หาทางช่วย ทันใด ให้เร็วพลัน
นั่งนับวัน มาแลเหลียว ช่วยเยียวยา....
จะกราบเขา กราบใคร ไม่ว่าหรอก
จะช้ำชอก แค่ไหน ไม่ขอด่า
จะอวยเขา อวยใคร ไม่พรรณา
แค่น้ำตา เอ่อท่วมท้น คน..เรือนจำ....
เพื่อนหัวร่อ เริงร่า นำพาสุข
อีกฝั่งทุกข์ เหน็บหนาว ทุกเช้าค่ำ
อยากเห็นยื่น ไมตรีจิต ยุติธรรม
เพื่อหนุนนำ ดูแล รอยแผลใจ....
ส่วนไอ้พวก ห่าเหว พวกเลวสถุน
มันหมกมุ่น สาดโคลนมา อย่าหวั่นไหว
พวกมันคือ คนชั่ว ตัวจัญไร
ปล่อยมันเห่า ต่อไป อย่าได้แคร์....
แสร้งมาพูด ปากดี พี่สอนสั่ง
โถ..ไอ้งั่ง อัปรีย์ พวกขี้แพ้
กลับลงรู เถิดหนา อย่าวอแว
นึกว่าแน่ ที่แท้โง่ โธ่..ของปลอม....
๓ บลา / ๑๓ ส.ค.๕๔
จดหมาย 'บก.ฟ้าเดียวกัน' ถึง 'ประชาไท' โต้วิธีหาข่าวของ 'ประวิตร โรจนพฤกษ์'
ที่มา ประชาไท
ธนาพล อิ๋วสกุล
"ผมได้คุยกับคนอย่างธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก. ฟ้าเดียวกัน อ้างว่า คุณประสงค์ฉวยโอกาสปั่นตัวเอง ปั่นกระแสความนิยมตนเองตอนที่รั
ประวิตร โรจนพฤกษ์
ที่มา: ประชาไทสัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์: ตลกร้าย (2) กรณีประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ คนเสื้อแดง และเด็กม.เกษตร
0 0 0
คุณประวิตร ทำผิดมารยาทอย่างรุนแรง (และไม่ใช่ครั้งแรกด้วย) คุณประวิตรโทรมาคุยกับผมเรื่
อย่างน้อย่การแสดงความเห็นต่
นอกจากนั้นก็ควรดูวัฒนธรรมมติ
ความเห็นกรณีคุณประสงค์มีแค่ว่า ให้คุณประวิตรดูจั
ดังนั้นสำหรับคุณประวิตรแล้ว หลังจากนี้ผมจะไม่คุยด้วยถ้าไม่
ธนาพล อิ๋วสกุล
แม่กู..แม่ประชาชน
ที่มา ประชาไท
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์
แม่กูเป็นชาวนาอยู่ในป่าอยู่ในไร่
เหงื่อหยาดท่วมกายกลางแดดกล้า
อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้หมดราคา
เป็นคนป่าคนดอยต้อยติดดิน
แม่กูเป็นคนจนยิ่งกว่าจน
ก้มหน้ายอมทนเหนื่อยหนักหนา
โดนประณามหยามเหยียดเจ็บอุรา
ไม่เป็นไรแม่บอกว่าเรามันจน
ยังจำได้ห้วงร้ายในคืนฝน
หนาวเหลือทนแม่กอดอย่าหวั่นไหว
ฝนตกมาคงหยุดไม่เป็นไร
ในอ้อมกอดอุ่นไอแม่ดูแล
ยังจำได้ในยามหิวมันแสบใส้
แม่มองลูกน้ำตาไหลเศร้าหนักหนา
อดทนไว้เป็นลูกแม่อย่าคณา
จงยึดมั่นศรัทธาเหนืออื่นใด
แม่บอกว่าคนแบบเรามีอีกมาก
อยู่เหมือนคนตายซากในยุคสมัย
รัฐชั่วศักดินามันกดไว้
เป็นวัวควายให้มันได้ไล่ตี
ต่อจากนี้ให้เจ้าจงจำไว้
ไม่มีใครยิ่งใหญ่เป็นคนกล้า
เลือดของประชาชนสำคัญกว่า
จำไว้หนาลูกยาประชาชนดิ อีโคโนมิสต์: ถึงครายิ่งลักษณ์ออกโรง
ที่มา ประชาไท
นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย หลังยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชี้ ถึงแม้ยิ่งลักษณ์ หรือ “นารีขี่ม้าขาว” จะเข้ามาบริหารประเทศด้วยอาณัติจากประชาชนที่สดใหม่ แต่ยังคงหนีไม่พ้นปัญหาและอำนาจเก่าที่ดำรงอยู่ในการเมืองไทย
เมื่อ วันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย โดยวิเคราะห์ถึงการขึ้นมาของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งบางคนเปรียบเหมือนกับเป็น “นารีขี่ม้าขาว” ว่า เธอน่าจะประสบศึกหนักจากทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นจากการที่เธอขึ้นมาในช่วงเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ภาวะความวุ่นวายทางการเมืองที่ดำรงมาห้าปี รวมทั้งฝ่ายชนชั้นนำ กองทัพที่มุ่งจะเล่นงานพรรคเพื่อไทย และคนภายในพรรคเพื่อไทยที่มีวาระของตนเอง รวมถึงคนเสื้อแดงที่พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยือ
อีกทั้ง ยังมีพี่ชายของเธอ คือ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งหวังว่า การที่ได้ยิ่งลักษณ์มาคุมเกม จะช่วยทำให้เขาสามารถกลับประเทศได้ง่ายขึ้น และถึงแม้ว่าความพยายามครั้งล่าสุดของเขาที่จะกลับประเทศในปี 2551 ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า แต่ในครั้งนี้ เขาอาจจะอดทนรอนานขึ้น และหวังว่าจะได้กลับมาสู่สิ่งที่เขาได้ลงทุนไว้ ทั้งนี้ การเลือกคณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของทักษิณต่อการแต่งตั้งครม. เช่นกัน
นอก จากนี้ นิตยสารดังกล่าวชี้ด้วยว่า จากปูมหลังของรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจ ก็น่าจะทำให้เหล่านักลงทุนใจชื้นได้บ้าง เนื่องจากมีคนเช่น อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์ และผู้กำกับหน่วยงานทางด้านนโยบายอยู่ และที่น่าสนใจก็คือไม่มีแกนนำคนเสื้อแดงที่ได้เข้าเป็นเป็นส่วนหนึ่งในคณะ รัฐมนตรีเลย นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ คือสุรพงศ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้ซึ่งเคยเป็นประธานกรรมาธิการต่างประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร นับเป็นตัวเลือกน่าแปลกใจ และปัญหาแรกที่เขาควรจะต้องแก้ไข คือความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ซึ่งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำสองประเทศ คือฮุน เซน และทักษิณน่าจะเป็นประโยชน์
ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า เธอจะปกครองประเทศด้วยความประนีประนอม ทำให้เรายังไม่เห็นการออกมาโจมตีศัตรูทางการเมืองอย่างตรงๆ จากเธอ เธอกล่าวในระหว่างการเข้าเฝ้ารับพระบรมราชโองการว่า เธอจะ “คืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชน” และใช้คุณสมบัติของความเป็นผู้หญิงที่ “เข้มแข็งและนุ่มนวล” แก้ไขปัญหาของชาติ
ดิ อีโคโนมิสต์ กล่าวถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของยิ่งลักษณ์ว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้พยายามอย่างมาก นโยบายที่เพื่อไทยหาเสียงว่าจะขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทและขึ้นเงินเดือนข้าราชการนั้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจบ่นขรมว่าการขึ้นค่าแรงกว่าร้อยละ 50 เช่นนั้น ไม่สามารถทำได้จริงและอาจนำไปสู่การปลดคนงาน และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เป็น ร้อยละ 23 เพื่อมาทดแทนภาระค่าใช้จ่าย แต่การลดภาษีดังกล่าว ก็น่าจะส่งผลดีต่อเฉพาะบรรษัทขนาดใหญ่ที่จ่ายเงินค่าแรงสูงกว่าอยู่แล้ว ต่างกับบริษัทขนาดเล็กที่เป็นกิจการครอบครัวซึ่งมีกำไรที่น้อยกว่า
นอก จากนี้ยังมองว่า การขึ้นค่าแรง ประกอบกับนโยบายประกันราคาข้าว และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยธนาคารแห่งชาติได้ออกมาเตือนแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3.23% นั้นต่ำเกินไป และนักลงทุนต่างชาติก็คาดว่าน่าจะสูงขึ้นกว่านี้ และภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะทำให้อัตราที่คำนวนเหล่านี้ไว้แล้วไม่คงที่มากนัก อย่างไรก็ตาม ดิ อิโคโนมิสตมองว่า ด้วยหนี้สาธารณะที่อยู่ร้อยละ 42 และเงินสำรองคงคลังกว่า 200 พันล้านดอลลาร์ ประเทศไทยก็น่าจะสามารถมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาได้ หากแต่เงินเศรษฐกิจที่นำมาใช้นั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือช่วยให้การกระจายรายได้ดีขึ้นหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง
แต่ สิ่งที่ยิ่งลักษณ์น่าจะต้องระมัดระวัง ไม่ใช่แค่เรื่องฝ่ายค้านอย่างเดียว หากแต่การเมืองในค่ายเดียวกันเธอก็จำเป็นต้องรักษาสมดุลให้ได้ระหว่างนักการ เมืองที่มุ่งหวังจะหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง และระหว่างส่วนที่สนับสนุนเสื้อแดง ซึ่งพยายามแสวงหาผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปีที่แล้ว บ้างก็อยากให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นศาล หากแต่กองทัพกลับไม่สนใจการเรียกร้องการค้นหาความจริงต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ มีผู้ชุมนุมมือเปล่าและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เสียชีวิต ส่วนอัยการเองก็เลือกที่จะไม่สนใจเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร และมาไล่จับเสื้อแดงมือเผาแทน อย่างไรก็ตาม จุดสนใจของพวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนไป เนื่องจากหัวเรือทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์ก็ค่อนข้างระมัดระวังกับท่าทีที่แสดงออก เพื่อไม่ให้ไปขัดหูขัดตากองทัพ ก่อนหน้านี้ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวว่าเธอจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระ ค้นหาความจริงที่ตั้งขึ้นโดยอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในปีที่แล้ว โดยดิ อิโคโนมิสต์มองว่า คณะกรรมการดังกล่าว ต้องทำหน้าที่ค้นหาความจริงที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยนับศตวรรษ และชี้ว่า การทำงานน่าจะทำได้ยากมาก นอกจากเสียว่าคณะกรรมการดังกล่าวจะมีอำนาจเรียกสอบสวนเหนือเจ้าหน้าที่ทหาร และแกนนำเสื้อแดง ซึ่งกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วบางส่วน
ท่า ที่ระมัดระวังของยิ่งลักษณ์อาจจะทำให้ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางส่วน ผิดหวัง บ้างก็คาดหวังให้เธอจัดการกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยการโยกย้ายตำแหน่ง และตั้งข้อสังเกตว่า โผโยกย้ายทหารในเดือนตุลาคมที่จะมาถึง น่าจะเป็นการตบรางวัลให้กับทหารที่สนับสนุนทักษิณ ซึ่งถูกจำกัดบทบาทมากตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา
นอกจากนี้
ดิ อีโคโนมิสต์ระบุว่า ท่าทีที่ก้าวร้าวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังสะท้อนถึงมุมมองของผู้อุปถัมป์ของเขา เนื่องจากการเลือกข้างที่ชัดเจนในปี 2008 ทำให้เป็น “หายนะทางด้านการประชาสัมพันธ์” (ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนในโทรเลขของสถานทูตสหรัฐอเมริกาจากวิกิลีกส์) นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบว่าสถานการณ์ของชนชั้นนำของไทยขณะนี้ คล้ายกับยุคสมัยของซูสีไทเฮา ผู้ปกครองในราชวงศ์ชิงของจีน เนื่องจากกลุ่มอภิสิทธิ์ชนดูเหมือนจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ เกิดขึ้นนอกกำแพงพระราชวัง
คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ รู้ดีถึงบทบาทของราชสำนักที่เข้ามายุ่งเกี่ยวในทางการเมือง ไม่น่าประหลาดใจที่พวกเขาจะสามารถสรุปได้ว่ากลุ่มชนชั้นนำดังกล่าวขัดขวาง สิทธิและเสียงของพวกเขา และรัฐบาลภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ถูกมองว่าเป็นตัวเดินหมากให้กับกลุ่มชนชั้นนำดังกล่าว ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าไม่ใส่ใจในเสียงของประชาชน
ดิ อีโคโนมิสต์ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้เปรียบมากเพียงใด แต่ก็ล้มเหลวในการได้รับเสียงสนับสนุนในชนบท และพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างชัดเจน หากแต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงเลือกอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคเช่นเดิมในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
และสำหรับพรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้งให้กับ พรรคที่สนับสนุนทักษิณสี่ ครั้งรวด ในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ นักการเมืองอาจจะต้องสรุปร่วมกันได้ว่า ถึงเวลาสำหรับผู้นำเลือดใหม่ๆ ที่จะขึ้นมา หากแต่สำหรับประชาธิปัตย์แล้ว ก็ยังถึงเวลาสำหรับแนวทางที่เป็นเลือดสีน้ำเงินน้อยลง และเข้าหาชาวนาและแรงงานของประเทศให้มากขึ้น
ในตอนท้าย นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์สรุปโดยเปรียบเทียบว่า ในเกมหมากรุก ตัวคิงและควีน เป็นหมากที่มีความสำคัญที่สุดบนกระดาน หากแต่ตัวอัศวินต่างหากที่จะเป็นผู้ดำเนินเกม และประเทศไทยก็กำลังจับตาดูว่า อัศวินหญิงจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์: ตลกร้าย (2) กรณีประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ คนเสื้อแดง และเด็กม.เกษตร
ที่มา ประชาไท
บทสัมภาษณ์ที่พาดพิงผู้คนมากมายหลายชื่อ สอบทานความเป็นประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง กรณีระหว่างประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์และมติชนที่ยังคงค้างคาใจใครหลายคน โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสต่อกรณีดังกล่าว และข้อเสนอต่อท่าทีของคนเสื้อแดงที่ควรมีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
สืบเนื่องจากบทความ ตลกร้าย กรณี “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ถูก มติชน “เชิญออก” โดยประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีการลาออกของประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หลังจากเป็นผู้สื่อข่าวที่มติชนกว่า 27 ปี ทำให้เกิดปฏิกิริยาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอแนะในบทความ บ้างก็กล่าวว่า การที่ประสงค์ถูก “เชิญออก” เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว หากแต่ประวิตรยังยืนยัน ต้องปกป้องแม้คนที่เห็นต่างจากเรา เพราะ “ความเห็นต่างทางการเมือง เป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยและเสรีภาพ”
0000
จากกรณีระหว่างมติชนและคุณประสงค์ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน คิดว่าคนในสังคมต้องมองเรื่องนี้อย่างไร
คือมันมีสองสามประเด็นที่สำคัญต้องตระหนัก อันแรกคือ มติชน ในฐานะที่เป็นองค์กรสื่อที่มีคุณภาพ อันนี้ไม่ได้พูดอย่างดัดจริต ผมคิดว่ามติชนมีคุณภาพอยู่ระดับหนึ่ง ควรจะทำตัวให้โปร่งใส ชี้แจงเรื่องนี้ ในเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข้อครหา เนื่องจากคุณประสงค์ไปทวีตเรื่องนี้ทำให้สามารถตีความ หรือทำให้เข้าใจได้ว่าคุณประสงค์ถูกจัดการเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองที่ ต่าง
ต้องกลับไปดูทวีตของคุณประสงค์ที่อ้างว่า ทางบรรณาธิการมติชนบอกว่าไม่ต้องเขียนอีกแล้ว และแม้แต่การสัมภาษณ์ซึ่งปรากฎในหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้สัมภาษณ์ ปรากฎในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณประสงค์ยังพูดอย่างแทงกั๊ก บอกว่าแกจะชี้แจงเรื่องนี้หลังจากวันที่ 15 สิงหา เพราะว่ายังเป็นลูกจ้างจนถึงวันที่ 15 การพูดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการ”แทงกั๊ก” หรือทำให้สาธาธารณะตีความได้อีกว่าถูกมติชนจัดการอย่างไม่เป็นธรรม เพียงเพราะความต่างทางจุดยืนทางการเมือง เพราะถ้าเกิดมติชนไม่ได้ทำอะไรผิดจรรยาบรรณสื่อต่อคุณประสงค์ คุณประสงค์น่าจะพูดให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้ได้แล้วว่ามันไม่มีอะไร มันเป็นการออกจากงานธรรมดา เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องฟังหูไว้หู
ผมได้คุย กับคนอย่างธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก. ฟ้าเดียวกัน อ้างว่า คุณประสงค์ฉวยโอกาสปั่นตัวเอง ปั่นกระแสความนิยมตนเองตอนที่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังขึ้น โดยการสร้างสถานการณ์ว่าตัวเองถูกบีบออก เพื่อให้สังคมเข้าใจผิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงผมต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของมติชนที่จะต้องออกมาชี้แจง ว่าอะไรเป็นอะไร
ผมจะไปคาดหวังต่อคุณประสงค์ซึ่งเป็นปัจเจกชนเทียบ เท่ามติชนได้อย่างไร แน่นอนผมก็อยากจะให้ทั้งสองฝ่ายออกมาชี้แจง แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ชี้แจง ผู้ที่ควรถูกตำหนิมากที่สุด น่าจะเป็นมติชน เพราะมติชนเป็นองค์กร ที่ควรจะมีความโปร่งใส ส่วนคุณประสงค์นั่นเป็นปัจเจกชน มีดีมีชั่วเราไม่รู้
สิ่งที่คุณธนา พลพูดทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ คือเรื่อง Privilege of information หรือ “ข้อมูลวงใน” “คนใน” หรือ “ข้อมูลพิเศษ” ผมคิดว่าถ้าเรามาอ้างอย่างนั้นโดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน กล่าวหาคุณประสงค์ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์ มันก็ไม่ต่างจากที่เวลามีใครซักคนอกมาปกป้องสถาบัน บอกโอ๊ย คุณไม่ต้องไปวิจาณ์หรอกเพราะผมรู้ว่าข้างในดีอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่จบ เพราะไม่มีหลักฐาน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องวิพากษ์ไปตามเนื้อผ้า
อีก เรื่องหนึ่งที่ผิดหวังคือคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ยังหลงผิดโดยใช้ตรรกะ ที่ว่า ในเมื่อคุณประสงค์ยืนอยู่ข้างเผด็จการ ในมุมมองของคนเสื้อแดง จึงสมควรแล้วที่จะถูกมติชนไล่ออก ถ้าคิดเช่นนี้ มันไม่ได้นำมาซึ่งสังคมที่ดี มันไม่ได้ทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เสื้อเหลืองขึ้นมามีอำนาจ เขาก็จะจัดการกับพวกคุณเหมือนกันโดยอ้างว่า เพราะพวกคุณก็เผด็จการเหมือนกัน อยู่กับทักษิณ เขาก็จะกล่าวหาเช่นนั้น และก็จะไม่ออกยินดียินร้ายกับการปิดสื่อเสื้อแดง หรืออาจจะเห็นด้วย หรือสนับสนุนกับการปิดสื่อเสื้อแดง และถ้าเป็นเช่นนี้ ผมต้องถามว่าถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะต่างจากเสื้อเหลืองอย่างไร เพราะคุณก็ใช้ตรรกะฟาสซิสต์เหมือนคนเสื้อเหลืองหรือเปล่า ที่ว่า ถ้าอยู่ฝ่ายตรงข้าม ตนก็จะไม่สนใจ จะปกป้องเฉพาะฝ่ายตัวเอง
ผมคิดว่า ต้องมีการทบทวนมาก โดยเฉพาะคนที่เป็นปัญญาชนอย่างวิภา ดาวมณี เข้าไปโพสต์ในเฟซบุ้กบอกว่า การจัดการให้คุณประสงค์ออกจากงานเป็นเรื่องปรกติของบริษัท ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือมันมีสองเรื่อง คือหนึ่ง ก็มีรุ่นน้องที่ชื่ออดิศร เกิดมงคล ออกมาโต้อาจารย์วิภา บอกว่า ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้แล้วอาจารย์จะออกมาพูดเรื่องสหภาพ สิทธิแรงงาน สิทธิลูกจ้างได้อย่างไร นั่นแปลว่านายจ้างจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ และอย่างมีพวกที่อ้างต่อว่า นายจ้างทำอะไรก็ได้ เพราะนี่เป็นบริษัทเอกชน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เราควรเรียกร้องต่อบริษัทสื่อหรือ Corporate Media ให้ทำตัวดีกว่าบริษัททั่วไป ดีกว่าโรงงานผลิตรองเท้า โรงงานนรก หรือร้านโชว์ห่วยที่บริหารโดยครอบครัว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะต้องออกมาเรียกร้อง มิใช่บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็โอเค ก็เหมือนบริษัททั่วไป มันไม่ใช่ ผมคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของสื่อ แม้กระทั่งบริษัทสื่อ มากกว่าบริษัทขายน้ำอัดลม บริษัทผลิตรองเท้าหรือร้านโชวห่วยที่มีการบริหารอย่างเป็นเผด็จการอย่าง ชัดเจน
ทำไมเราควรจะต้องปก ป้องคนที่คิด เห็นต่างทางการเมือง ทั้งๆที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากนัก และหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว คิดว่าอนาคตสังคมไทยจะเป็นอย่างไร
เพราะความเห็นต่างทางการ เมือง เป็นรากฐานที่สำคัญที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพ มิเช่นนั้น ใครมีอำนาจก็จะขึ้นไปกำหนดเสียงที่เห็นต่างให้ถูกทำลายไป สังคมเช่นนั้น ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ อย่างมากก็เป็นสังคมธรรมาธิปไตย แต่ปัญหาคือ ใครเป็นคนที่จะบอกว่า อะไรคือสิ่งที่ดี อะไรที่ควรจะเซ็นเซอร์หรือไม่เซ็นเซอร์ สุดท้ายเราแทบจะหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ระบบฟาสซิสต์ไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่คุณออกมาดีเฟนด์คุณประสงค์ ไม่ใช่เพราะคุณเห็นด้วยกับคุณประสงค์ หรือเห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของคุณประสงค์ แต่เพราะคุณเห็นด้วยว่า สังคมควรจะมีพื้นที่ที่เคารพความเห็นต่าง โดยเฉพาะความเห็นต่างทางการเมือง
ขอ เพิ่มเรื่องความน่าอายของคุณประสงค์ที่มีแทงกั๊กอย่างนี้ เป็นการปฏิบัติตนที่ไม่สมควรอย่างยิ่งของผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้ที่เคยเป็น นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย การที่ปล่อยให้สังคมถกเถียงกันต่อโดยที่ทำให้สังคมแทงกั๊กเช่นนี้ ในขณะที่ตัวเองทำมาหากิน ทำอาชีพที่ไปตรวจสอบคนอื่น อ้างว่าไปทำให้สังคมโปร่งใส มาวันนี้คุณประสงค์ก็ไม่ยอมไปแตะเรื่องนี้เลย นั่งทวีตเรื่องอื่น ทำตัวไม่ต่างจากกรมประชาสัมพันธ์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การที่หนังสือพิมพ์เอเสทีวีของผู้จัดการได้ปฏิบัติตัวอย่างน่าละอายที่นำรูป ของเด็กม.เกษตรที่พึ่งจบใหม่ ที่ถูกจับเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปลงประจานโดยใช้ชื่อเต็มและนามสกุล ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การล่าแม่มด การโทรไปขู่ญาติพี่น้อง ครอบครัวของผู้นั้นอีก ในขณะเดียวกัน ผมก็ทราบมาว่า คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ต้องการรูปภาพ ที่อยู่ และโทรศัพท์ของตัวรองอธิการบดี ผู้ฟ้องตัวเด็กม.เกษตรผู้นั้นเช่นเดียวกัน
คำ ถามก็คือว่า จริงๆแล้วคนสองกลุ่มนี้ คิดต่างกันจริงหรือ ผมคิดว่าไม่ต่าง ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะใช้วิธีการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยในการทำลายฝ่ายตรง ข้าม เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงยิ่ง
ผมยังอยากจะเห็นคนอย่างบ.ก. ลายจุด คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ออกมาแสดงความเห็น ถ้าคนอย่างบ.ก.ลายจุดไม่ออกมาทัก ติง แสดงจุดยืนให้ชัดเจน ผมคิดว่าขบวนการเสื้อแดงจะไถลตกเหว และไม่สามารถจะเป็นขบวนการที่ต่อสู้ให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย ได้ และที่น่าสนใจคือ เท่าที่ผมทราบคือ บ.ก. ลายจุดก็ยังคงเงียบกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าอาจจะถึงจุดที่เขาต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า จะเลือกผู้ที่ชื่นชอบและเป็นกองเชียร์สนับสนุน และพูดทุกอย่างที่พวกเขาแฮปปี้ หรือกล้าพอที่จะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังแล้วอาจจะไม่เข้าหูพวกเขา แต่ต้องจำเป็น เพื่อที่ว่าสังคมนี้จะได้มุ่งไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้อย่างแท้จริง มันเป็นคำตอบที่เลือกยาก เพราะว่าคุณคงจะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้ แต่จุดหนึ่งถ้าคุณเงียบ ก็เท่ากับว่าคุณยอมรับการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แต่ก็ยังเห็นว่าคนเสื้อแดงก็ยังสามารถมีโอกาสถกเถียง เรียนรู้และพัฒนาต่อไปได้ โดยเฉพาะในเชิงหลักการมากกว่านี้ในอนาคต?
ถูก ต้อง ประเด็นของผมตอนนี้คือ ผมไม่เห็นด้วยกับใครตอนนี้ที่จะมาอ้างว่า เห็นไหม คนเสื้อแดงเขาก็ไม่เห็นด้วยหรอกในการที่จะเคารพความต่าง หรือการออกมายืนยันต่อสู้เพื่อความเห็นต่างของคนอื่น ถ้าไม่ใช่พวกตัวเอง เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ก็ควรจะปิดปาก และไม่ควรมีสิทธิทางการเมือง ผมเห็นต่างกับความเห็นเช่นนี้ ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็นของชนชั้นอำมาตย์จำนวนหนึ่ง ที่บอกว่าพวกเสื้อแดง นี่ไงเห็นไหม เอาเข้าจริงก็ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจความคิดที่เห็นต่างของคนส่วนน้อย ผมคิดว่า มันยังด่วนเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น เสียงของคนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจนเนี่ย เพิ่งมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ มองเห็นผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นหรือข้อเสนอของใครก็ตามที่จะบอกว่า เช่นนั้นเราควรจะปิดปากไม่ให้สิทธิคนเสื้อแดงหรือคนยากคนจนมีสิทธิเสียง เพราะดูแล้วเขาอาจจะไร้วุฒิภาวะ
ผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมคงต้องเรียนรู้กันไป เรียนรู้กับคนส่วนน้อยในสังคมด้วย ถกเถียงกันไป มีวิวาทะ มี Dialogue (บทสนทนา) เพราะเราเห็นแล้วว่า แม้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ ก็ได้กระทำการตัดสินใจผิดซ้ำซากโดยการสนับสนุนการทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาตลอดระยะเวลากว่า 60-70 ปี กับสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหากคนชั้นกลาง ป่านนี้ยังไม่ตื่น หรือคนจำนวนมากในคนชั้นกลางยังไม่ตื่น ผมคิดว่าก็ควรจะให้โอกาสคนส่วนใหญ่ให้ลองผิดลองถูกเช่นเดียวกัน แต่ผมขอร้องว่าคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าและผมก็ทราบดีว่ามีจำนวนหนึ่ง ควรจะต้องออกมามีความกล้าที่จะพูด ไม่ว่าคุณจะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อน หรือวิธีการเจรจาแบบประนีประนอมหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ออกมาเตือนสติได้แล้ว ไม่งั้นผมคิดว่าหลงทางแน่
ผมคิดว่าเหตุการณ์สามสี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์เรื่องปฏิกิริยาต่อคุณประสงค์ หรือเหตุการณ์ที่มีการพยายามขอรูปถ่าย ข้อมูลส่วนตัวของรองอธิการบดีที่ฟ้องร้องเด็กที่เพิ่งจบจากม.เกษตรนั้น ผมคิดว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า เอาเข้าจริง คนเหล่านี้พร้อมที่จะเป๋ไปอยู่ในวัฒนธรรมที่ต่อต้านประชาธิปไตย และถ้าพวกคุณไม่ทำตอนนี้ พวกคนเสื้อแดงที่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมองเห็นปัญหาที่แท้จริง ไม่พยายามท้วงติง หรือดึง ออกมาพูดคุยกับคนเสื้อแดงด้วยกันในตอนนี้ ผมเกรงว่า ไปอีกหกเดือนหรือหนึ่งปีมันจะสายเกินไป
เราต้องตระหนักว่า เพียงเพราะเราอยู่กับฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตยไปโดยปริยาย เพราะเผด็จการน่าจะมีมากกว่าหนึ่งกลุ่มหรือหนึ่งแบบในสังคมไทย กรุณาอย่าเข้าใจผิด
สรุปง่ายๆว่า การตรวจสอบตนเอง เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรมีใช่ไหม
สังคม ที่มันไม่โปร่งใส ตรวจสอบกันไม่ได้ มันเป็นประชาธิปไตยได้หรือเปล่า สังคมที่คุณไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง มันเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือ มันไม่ใช่ ผมอยากให้เรามองข้ามความขัดแย้งระยะสั้น ใครจะขัดแย้งอะไรหรือกับใคร และคนเสื้อแดง โดยเฉพาะเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่จริงแต่ผมไม่รู้ว่ามีจำนวนมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งตอนนี้ก็เงียบไปเพราะไม่อยากจะไปตีรวนหรือเปล่า เขาต้องออกมา เขาต้องมองข้ามช็อตไปให้ได้ว่าสิ่งที่เขาอยากมองเห็น มันไม่ใช่เอารัฐบาลที่ดีที่ตัวเองชอบเข้าไปมีอำนาจเท่านั้น แค่นั้นมันไม่พอ เราต้องสร้างวัฒนธรรม อย่างอเมริกาที่เขาไม่มีรัฐประหารเป็นเพราะทหารก็รู้ว่าถ้าทำไปประชาชนเขาก็ ไม่ยอมรับ เขาก็อยู่ไม่ได้ เมืองไทย ตราบใดที่ไม่มีวัฒนธรรมที่ยอมรับความเห็นต่าง วัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร การรัฐประหารก็ยังเกิด ความเห็นต่างก็มีลำบาก
ผมคิดว่าสำคัญมาก ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร ถ้าอ้างว่าตนเองอยากเห็นสังคมเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราต้องมาจัดการปูพื้นฐานสังคมประชาธิปไตยให้ได้ก่อน และพื้นฐานหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่สำคัญคือ ความเห็นต่าง การเคารพความเห็นต่าง อันที่สองคือ ทำให้สื่อโปร่งใสและมีความรับผิดชอบกว่าทุกวันนี้ ไม่ใช่บอกว่า อ้างว่า ในเมื่อมติชนไม่เคยอธิบายอะไรที่ผ่านมาในอดีตก็ควรต้องปล่อยไปเป็นอย่างนี้ หรือ อันนี้ถกเถียงกับคุณธนาพล (อิ๋วสกุล) เขาบอก มติชนก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่เคยอธิบาย ผมก็เลยว่า อ้าวแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเปลี่ยน มันสมควรจะเปลี่ยนไหม ถ้าอย่างนั้นคนอื่นก็จะมาอ้างว่า อ้าว ก็ความสัมพันธ์ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมิใช่ หรือ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเปลี่ยนสิ ผมว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้าง ปัญหาคือว่าเราอยากเห็นสังคมเป็นแบบไหน และอย่าไปหลงติดว่าใครสู้ตรงไหน ถ้าใครก็ตามเปลี่ยนจุดยืน และไม่ได้ยืนอยู่กับประชาธิปไตยอย่างชัดเจนแล้ว ผมคิดว่า คนที่สนับสนุนคนนั้นก็ต้องพร้อมที่จะเดินออกมา หรืออย่างน้อยก็ต้องตักเตือนกันก่อน พยายามอย่างเต็มที่เสียก่อนเพื่อจะดึงเขาไปในทิศทางที่จะรังสรรค์ให้สังคม เปิด เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกองค์กร
ถ้า หากคนเสื้อแดงมีสำนึกทางการ เมือง มีความตระหนักรู้ด้านความโปร่งใส แต่รัฐบาลใหม่นี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่ต่างจากยุคก่อนหน้า อย่างนี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ก็มีหลายวิธี อาจจะต้องไปคุย ล็อบบี้กันก่อน หรืออะไร แต่เอาเข้าจริง คุณต้องออกมาแสดงจุดยืนถ้ามันชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลใหม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยว กับความโปร่งใสหรือการตรวจสอบ คุณต้องแยกให้ออกระหว่างหลักการ กับความชอบระหว่างตัวบุคคล หรือพรรค ในที่สุด คุณอาจจะต้องเลือกด้วยซ้ำไป ถ้าพรรคที่คุณชื่นชอบอาจจะไม่ได้ยืนหยัดกับหลักการที่คุณคิดว่าเขาสนับสนุน หรืออ้างว่าสนับสนุน ถึงจุดหนึ่ง ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทย, หรือเสื้อแดงกับประชาธิปไตย หรือพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปไตยคุณจะเลือกอะไรถ้ามาถึงจุดนั้น ซึ่งตอนนี้มันอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ถ้ามาถึงจุดนั้นแล้วคุณจะเลือกอะไร ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ท้ายที่สุดแล้วมันอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ ก็อาจจะมีคำถามที่ว่า คนชั้นกลางก็พูดเรื่องหลักการ คำใหญ่คำโตได้ แต่ชาวบ้านก็ยังคงสนใจเรื่องนโยบายปากท้อง และชื่นชอบในนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยอยู่ มากกว่าสนใจเรื่องความโปร่งใส คิดว่าอย่างไร
ไม่มีปัญหา คือมันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องทำเรื่องหนึ่งและไม่ทำอีกเรื่องหนึ่ง คือใครมีศักยภาพและสนใจทำเรื่องอะไรก็ทำไปพร้อมกัน คือผมเห็นด้วยกับการให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสวัสดิการดีกว่าที่เป็นอยู่ มีการศึกษาที่เท่าเทียม มีโอกาสเข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกว่าที่เป็นอยู่ มีโอกาสเข้าต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกันมากกว่านี้ มันใมใช่การถกเถียงว่า ต้องเลือกก.ไก่ แล้วไม่เอาข.ไข่ ผมว่าไม่ใช่ มันเป็นเป็นเรื่องที่สามารถทำไปพร้อมกันหลายเรื่องได้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นบางอย่างที่มันเป็นพื้นที่รากฐานที่สำคัญ ถ้าไม่จัดการรักษาไว้ หรือสร้างให้มันเกิด สังคมมันก็จะเป๋ เราคงไม่อยากเห็นสังคมเป็นอย่างสิงคโปร์ที่ผู้คนก็มีกินในระดับหนึ่งแต่ไม่ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อถูกคุม ไม่มีความเห็นต่าง ความเห็นต่างถูกกดทับ ผมคิดว่า สังคมอย่างประเทศสิงคโปร์ก็คงไม่ใช่สังคมอุดมคติ‘โอบามา’ ยินดี ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นนายกฯ หญิงคนใหม่
ที่มา ประชาไท
บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งข้อความแสดงความยินดีถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หวังกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และทำงานร่วมกันในภายภาคหน้าเพื่อประชาธิปไตยของโลกเสรี
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความแสดงความยินดีจากบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยสารดังกล่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโอบามาขอแสดงความยินดีของตนและประชาชนสหรัฐฯ ถึงยิ่งลักษณ์ ในการได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ประธานาธิบดีโอบามา ยังกล่าวว่า เขามั่นใจว่าสายใยอันมั่นคงระหว่างสองประเทศจะแน่นแฟ้นขึ้นในภายภาคหน้า และยินดีที่จะสานสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศอันเป็นประชาธิปไตยและเสรี บนพื้นฐานของคุณค่าและความเคารพที่มีร่วมกัน
ประธานาธิบดีสหรัฐระบุ ว่า ให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยอย่างมาก และหวังว่าจะได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อโลกที่สงบสุข รุ่งเรือง และเสรีต่อไป
รมต. ไอซีที ประกาศเข้มบังคับใช้กฎหมายหมิ่นและ พ.ร.บ.คอมพ์อย่างเด็ดขาด
ที่มา ประชาไท
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต. ไอซีทีคนใหม่ ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ให้เข้มงวดมากขึ้น, ส่งสัญญาณไฟเขียว 3G
เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) คนใหม่ กล่าวถึงแนวทางในการทำงานว่า นับจากนี้ไป จะมีการกำชับให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ในทุกระดับ มีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ในการกำกับดูแลปราบปรามการกระทำผิด พ.ร.บ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ. คอมพ์ฯ) และการหมิ่นสถาบันผ่านเว็บไซต์ต่างๆ โดยจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ รมว.ไอซีที ยังกล่าวถึงกรณี 3G ว่า กระทรวงจะเข้าไปดูแลตรวจสอบอีกครั้ง ว่าที่ผ่านมา มีกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่ รวมถึงดูว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงด้วยหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน หลังจากมีการอภิปราย และมีประชาชน เข้ามาตรวจสอบ และหากถูกต้อง เป็นสิ่งที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปยับยั้งโครงการดังกล่าว
สหรัฐฯ ดันเน็ตบรอดแบนด์เพื่อครอบครัวรายได้น้อย
ที่มา ประชาไท
เว็บไซต์ My Computer Law รายงาน
บริษัท คอมคาสต์เปิดตัว “Internet Essentials” โครงการอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ราคาถูกสำหรับครอบครัวรายได้น้อย พร้อมอบรมการใช้สื่อดิจิทัลฟรี
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการทำตามเงื่อนไขที่คณะกรรมาธิการกิจการโทรคมนาคมของรัฐบาลกลางสหรัฐ หรือ เอฟซีซี (FCC) ระบุว่า หลังควบรวมกิจการกับเอ็นบีซียูนิเวอร์แซลแล้ว คอมคาสต์จะต้องให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกครัวเรือน โดยเว็บไซต์ HotHardware ระบุว่าโครงการนี้แทบจะเหมือนกับโครงการ “Naked DSL” ของเอทีแอนด์ที ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอฟซีซีระบุว่าเอทีแอนด์ทีจะต้องทำเช่นกัน หลังการควบรวมกิจการกับเบลล์เซาธ์
โครงการ Internet Essentials คิดราคาอินเทอร์เน็ต 10 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่เสียค่าอุปกรณ์ และจะไม่มีการขึ้นราคา โดยเปิดบริการในทุกที่ที่คอมคาสต์ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์
นอก จากนี้โครงการจะอบรมอินเทอร์เน็ตให้ฟรี ทั้งทางออนไลน์ ทางเอกสารคู่มือ และอบรมแบบตัวเป็นๆ และยังเสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ในราคาถูกที่ 150 เหรียญสหรัฐพร้อมซอฟต์แวร์เพิ่มความปลอดภัยให้กับคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ของโครงการดังกล่าวมีทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาสเปน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มประชากรได้ทั่วถึงขึ้น
เงื่อนไข ในการเข้าร่วมโครงการจะยึดตามเกณฑ์ของโครงการอาหารกลางวัน (National School Lunch Program) ถ้าครอบครัวไหนมีเด็กที่อยู่ในโครงการอาหารกลางวัน และไม่เคยค้างชำระบริการของคอมคาสต์ ก็มีสิทธิจะเข้าร่วมโครงการได้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนไปจนถึงปีการศึกษา 2013-14 และสามารถใช้บริการไปได้ตราบเท่าที่เด็กคนดังกล่าวยังอาศัยอยู่ในบ้านหลัง นั้น
สหรัฐอเมริกากำลังพยายามผลักดันอย่างหนักให้ประชากรเข้าถึงอิน เทอร์เน็ต ได้มากขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นและนักการศึกษาต่างก็ต้องการให้ทุกครัวเรือนที่มีนักเรียน สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
ผลการสำรวจของศูนย์วิจัยพิวพบ ว่าเกือบ 70% ของชาวอเมริกันเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จากบ้านได้ แต่มีเพียง 45% ของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเท่านั้นที่เข้าถึงบริการดังกล่าว คณะกรรมาธิการกิจการโทรคมนาคมหวังว่าโครงการในลักษณะนี้จะช่วยให้ประชากร เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล
เรียบเรียงจาก Comcast’s Internet Essentials offers $10 internet access to low-income families, Engadget, 6 ส.ค. 2554; และ Comcast Launching $9.95 ‘Internet Essentials’ Broadband for Low-Income Families, HotHardware, 6 ส.ค. 2554. ผ่าน Slashdot
ภาพประกอบหน้าแรกโดย sean dreilinger สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน ผ่าน My Computer Law
“My Computer Law” เป็น โครงการเพื่อการเสนอร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์จากภาคประชาชน โดยประกอบไปด้วยกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและกฎหมาย คอมพิวเตอร์, การรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, การร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับประชาชน, การเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภา, และการผลักดันร่างดังกล่าวในสภา
เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://mycomputerlaw.in.th/2011/08/comcast-internet-for-low-income/
“เครือข่ายลุ่มน้ำยม” เสนอแนวทาง “ยิ่งลักษณ์” แก้ไขน้ำท่วมโดยไม่ต้องสร้าง “เขื่อนแก่งเสือเต้น”
ที่มา ประชาไท
12 ส.ค. 54 - เครือข่ายลุ่มน้ำยมออกจดหมายเปิดผนึกถึง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
จดหมายเปิดผนึก
ถึง
ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
วันที่ 12 สิงหาคม 2554
เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
เรียน ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
จาก สถานการณ์ น้ำท่วมลุ่มน้ำยมที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้มีการเสนอให้มีการทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ ของประเทศไทย ให้มีการบูรณาการแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวนโยบายที่สำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะแก้ไขปัญหาน้ำ ท่วม น้ำแล้งอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้มีการปรับแก้ระเบียบราชการในการเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเร่ง ด่วนและทันต่อสถานการณ์
เครือ ข่าย ลุ่มน้ำยม ได้ศึกษาและติดตามสถานการณ์สภาพปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ของลุ่มน้ำยมมาอย่างต่อเนื่อง เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะได้มีการทบทวนแผนการจัดการน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ เพื่อให้เกิดแผนการพัฒนาลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำแบบบูรณาการ และเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งเน้นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หัวใจ สำคัญ ของแผนพัฒนา 25 ลุ่มน้ำ ต้องเน้นการพัฒนาที่มาจากชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา การวางแผนการพัฒนาลุ่มน้ำจึงต้องมีมิติแบบองค์รวมไม่มองน้ำแยกส่วนจาก ทรัพยากรในลุ่มน้ำ ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ จึงควรขับเคลื่อนไปด้วยกันในการจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำ อาทิ การจัดการที่ดิน การเกษตรบนที่สูง การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดโฉดชุมชน การจัดการน้ำชุมชน การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์ป่าชุมชน การส่งเสริมและสนับสนุนวัฒนธรรมประเพณีในการอนุรักษ์ป่าของพีน้องชนเผ่า ฯลฯ ล้วนเป็นมิติที่ต้องคำนึงถึงเป็นสำคัญ
เครือ ข่ายลุ่มน้ำยม ขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยม อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยย่อ ดังนี้
1.การ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าเสริม การปกป้อง พิทักษ์ รักษา และการจัดการป่า โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ ให้กลับคืนมาสู่สมดุล อย่างยั่งยืน โดยเน้นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ
2.การ ผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำชุมชน ให้เป็นแผนแม่บทในการจัดการน้ำแห่งชาติ โดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา การจัดการน้ำแบบใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน มองภาพรวมการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาแผนการจัดการน้ำของแต่ละชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการวางแผนและสนับสนุนงบประมาณในการผลักดัน แผนการจัดการน้ำชุมชนให้เป็นรูปธรรม
3.แผนการกัก เก็บน้ำตามลำน้ำสาขา กรณีของลุ่มน้ำยม มีลำน้ำสาขาถึง 77 สาขา ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้งบประมาณอ่างละไม่เกิน 200-300 ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม สามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่ บ้านละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น
4.แผนการกักเก็บน้ำ หนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งกักเก็บน้ำ ในกรณีของลุ่มน้ำยม มีอยู่ 96 ตำบล ใช้งบประมาณไม้เกินแหล่งละ 5-10 ล้านบาท ซึ่งแผนงานเหล่านี้จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนไม่มากนัก แต่จะมีประโยชน์ต่อชาวบ้านและชุมชนโดยตรงในแต่ละพื้นที่
5.การขุดลอก ตะกอนแม่น้ำ อันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน การสร้างเครือข่ายทางน้ำเพื่อกระจายน้ำไปยังนอกเขตชุมชน เป็นต้น
6.การ ฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม สามารถทำได้โดย ขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง การยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งประมง เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพได้ เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำ ที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง 500-1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ซึ่งมากกว่าความจุของเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก)
7.การ จัดการทางด้านความต้องการ ในปัจจุบันลุ่มแม่น้ำยมมีระบบชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง 24 แห่ง ระบบชลประทานขนาดเล็ก 220 แห่ง บ่อน้ำตื้น 240 บ่อ และระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน 26 แห่ง รวมพื้นที่ชลประทาน 1,117,465 ไร่ ระบบชลประทานเหล่านี้ล้วนแต่มีประสิทธิภาพต่ำ กล่าวคือ ประสิทธิภาพเฉลี่ยระบบชลประทานของกรมชลประทานมีเพียง 35% ส่วนระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ย 57% ขณะที่ประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วโลกเฉลี่ย 64% การจัดการด้วย DSM โดยการซ่อมบำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ใช้น้ำ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำจะสามารถทำให้เหลือน้ำจำนวนมาก เฉพาะระบบของกรมชลประทานถ้าใช้ระบบ DSM จะเหลือน้ำถึง 101 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับปริมาณในการอุปโภคบริโภคของคนในลุ่มแม่น้ำยมถึง 7.6 ล้านคน
8.การ พัฒนาระบบประปา การขาดแคลนน้ำในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ความต้องการน้ำมีสูง ไม่ได้เกิดจาก การขาดน้ำดิบเท่านั้น แต่เกิดจากระบบการผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น เมืองสุโขทัยขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้ง เพราะระบบการผลิตน้ำประปามีความสามารถในการผลิตน้ำประปาเพียง 60 % ของความต้องการน้ำประปาสูงสุดในฤดูแล้ง การขยายระบบการผลิตน้ำประปาจะสามารถช่วยในการขาดแคลนน้ำอุปโภค–บริโภค ในเมืองใหญ่ได้อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำในฤดูแล้งก็ยังเป็น สิ่งจำเป็น
9.การสนับสนุนให้เกิดการฝายต้นน้ำ ฝายทดน้ำ ฝายกักเก็บน้ำ บ่อ หรือ สระน้ำในไร่นา รวมทั้งระบบเหมืองฝายที่เป็นภูมิปัญญาของชาบ้านในแต่ละท้องถิ่น จะสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน และชุมชน อย่างเป็นจริง มากกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนแก่งเสือเต้น
จาก ประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เราเห็นว่า แม้จะมีเขื่อนขนาดใหญ่แล้ว อาทิ ลุ่มน้ำปิง มีเขื่อนภูมิพล ลุ่มน้ำวัง มีเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา ลุ่มน้ำน่าน มีเขื่อนสิริกิตต์ แต่ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ดังน้ำข้ออ้างที่ว่าหากมีเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำยม อย่างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน หรือ เขื่อนยมล่าง แล้ว จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง ในทางกลับกัน เขื่อนขนาดใหญ่ดังกล่าว จะนำไปสู่การทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทย กว่า 24,000 ไร่ และป่าเบญจพรรณอีกกว่า 36,000 ไร่ รวมพื้นที่ป่าที่จะศูนย์เสียไปกว่า 60,000 ไร่ จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งในการผลักดันเขื่อนขนาดใหญ่ในแม่น้ำยม และลุ่มน้ำยม อีกทั้งยังมีผลการศึกษา การวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ออกมา ก็มีความชัดเจนแล้วว่าไม่สมควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อาทิ
1.จาก การศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชักว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือ รอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของตัวเอง สันเขื่อนที่สูงจากท้องน้ำถึง 72 เมตร หากมีการแตกหรือพังทลายลงมาจะมีคลื่นยักษ์ยิ่งกว่า สึนามิหลายเท่า
2.จาก การศึกษาของ องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO.) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถ เยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ เพียง 8 เปอร์เซ็นต์
3.จากการศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน
4.จากการศึกษาของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยาน แห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก
5.จาก การศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทย และมวลมนุษยชาติ
6.จากการ ศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลในการจัดการน้ำ ยังมีทางออก และทางเลือกอื่น ๆ อีกหลายวิธีการ ที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
7.จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย นเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
ดังนั้น เครือข่ายลุ่มน้ำยม จึงขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ยุติการสนับสนุนเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ที่กั้นแม่น้ำยม และหันมาใช้แนวทางการจัดการน้ำชุมชน และผลักดันการจัดการน้ำชุมชนให้เป็นแผนแม่บทในการจัดการน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำสืบต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายลุ่มน้ำยม




