ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 18, 2011
รายงาน: อภิปรายท้องถิ่นศึกษา กับการศึกษาประชาธิปไตยในท้องถิ่น
TCIJ: เครือข่ายชสตูลยื่นหนังสือถึงนายกฯ ใหม่ อย่าฟื้นโครงการแลนด์บริดจ์
ที่มา ประชาไท
17 ส.ค.54 เวลาประมาณ 9.00 น. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ประมาณ 30 คน ได้เข้าพบนายวินัย ครุขุนทด ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เพื่อยื่นหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการผลักดันนโยบายแลนด์บริจส์การขนส่ง พาณิชย์ ท่อน้ำมันและการส่งเสริมอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสตูล


นาย นันทพล เบ็ญเด็ญ ผู้แทนเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลกล่าวว่า “ประชาชนในพื้นที่ไม่มีความไว้วางใจในการประกาศนโยบายของรัฐบาลในอนาคตว่าจะ มีนโยบายการผลักดันโครงการแลนด์บริจส์สงขลา-สตูล เพราะโครงการต่างๆ จะพ่วงมาด้วย การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมตามมา เครือข่ายประชาชนติดติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลจึงได้มายืนหนังสือถึงนายก รัฐมนตรีคนใหม่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลในครั้งนี้ขอให้รัฐบาลทบทวนและ อย่าบรรจุโครงการเหล่านี้เป็นนโยบายรัฐบาล”
“โครงการต่างๆ ที่ถูกผลักดันลงมาในพื้นที่จังหวัดสตูล เช่น ท่าเรืออุตสาหกรรมปากบารา เขื่อนคลองช้าง มอเตอร์เวย์ ทางรถไฟ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูลเป็นอย่างมาก”
“หากหน่วย งานที่รับผิดชอบผลักดันโครงการต่อไปจะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น ในพื้นที่และชุมชนก็จะเกิดความแตกแยกมากขึ้นอย่างแน่นอน” นายนันทพล กล่าว
ขณะ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลกล่าวว่า นโยบายต่าง ๆ ที่ลงมาจังหวัดสตูลเป็นอำนาจของหน่วยงานส่วนกลางโดยไม่ได้ผ่านจังหวัดสตูล ตามระเบียบการบริหารราชการใหม่ จังหวัดจึงไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ
“จังหวัด ทำได้คือเป็นกลไกกลางในการประสานและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องทราบและจะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งไปยังสำนักนายกฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามที่ประชาชนต้องการ” นายวินัย กรุขุนทด กล่าว
พิเศษ /2554
เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
ตู้ปณ 13 ปณจ. เมืองสตูล 91000
17 สิงหาคม 2554
เรื่อง ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายพัฒนาแลนบริดจ์ การขนส่งพาณิชย์-ท่อน้ำมัน การอุตสาหกรรมในจังหวัดสตูลและในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้
เรียน คุณยิ่งลักษณ์ ชิณวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
ตาม ที่ท่านได้รับการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาลของท่านจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในเร็ววันนี้นั้น ก่อนได้รับการเลือกตั้ง พรรคของท่านมีนโยบายที่จะดำเนินการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต่างๆโดยเฉพาะแผน พัฒนาแลนบริดจ์สงขลา-สตูล, การถมทะเล ดังที่ทราบโดยทั่วกัน เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้
- ในฐานะประชาชน เราขอแสดงความยินดีที่ท่านได้รับการไว้วางใจจากสภาฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย และหวังว่าท่านจะบริหารประเทศแทนประชาชน ด้วยการฟังเสียงประชาชนเป็นด้านหลัก
- อย่างไรก็ตาม เราขอเสนอแนะว่า นโยบายถมทะเล นโยบายสนับสนุนการพัฒนาแลนบริดจ์ สงขลา-สตูล ซึ่งชัดเจนว่าเพื่อสนับสนุนการอุตสาหกรรมขนาดหนัก ทั้งก่อมลพิษที่เกิดขึ้นตามมานั้น เป็นนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ ทำลายชีวิตและต้นทุนของประชาชนในพื้นที่ เราจึงไม่เห็นด้วย และไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
- เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนาเพื่อประโยชน์ ต่อชีวิตของประชาชน แต่ประสงค์ให้วางแผนการพัฒนาในพื้นที่ใหม่ โดยเริ่มต้นจากท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเน้นการพัฒนาที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง ไม่ก่อมลพิษ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่จริงๆ
- จึงขอให้ท่าน ได้พิจารณาทบทวน “ร่างนโยบายรัฐบาล” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องข้างต้น ก่อนแถลงต่อรัฐสภา เพื่อสร้างมิติใหม่ของการบริหารประเทศด้วยการรับฟังเสียงของประชาชนระดับ ล่างเป็นสำคัญ
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
ตัวแทนเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
บทบรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน # 32: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 สิงหาคม 2554
ใครที่เป็นแฟนฟ้าเดียว กัน คงต้องรีบไปรอที่แผงหนังสือเป็นแน่แท้สำหรับฟ้าเดียวกับ #32 "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?" ทั้งเพราะหน้าปกที่เด่นสะดุดตา และเนื้อหาเข้มข้น จากนักเขียนและนักวิชาการมากหน้าหลายตาที่นักอ่านและแฟนๆ ฟ้าเดียวกันคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใดๆ ที่ตัดขาดจากรากฐานสังคมเดิมอย่างสิ้นเชิง แม้หลายครั้งพลังที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะมาจากภายนอก แต่ผลของมันจะออกมาในรูปใดล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็น “เนื้อดิน” เดิมของสังคมนั้นๆ แม้แต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่เกิดพร้อมกับ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” เมื่อเกือบ 80 ปีก่อนก็เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้
แต่สิ่งที่ทำให้สยาม/ไทยแตกต่างจากสังคมอื่น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่เคยแตกหักกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ผ่านการปฏิวัติประชา ชาติอย่างในประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง
“มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน” นี่คือข้อเสนอของธงชัย วินิจจะกูล ในปาฐกถา “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2554
ธง ชัยเสนอว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม “ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ หมายถึงระบอบอำนาจ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวาทกรรมสำคัญๆ ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7” ในมุมมองของธงชัย มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามทิ้งไว้ ได้แก่
ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนากับความเป็นไทย และสังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด โดยมี (สถาบัน) พระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วมที่ยึดโยงรากฐานเหล่านี้ของรัฐไทยสมัยใหม่เข้า ด้วยกัน
ณ ปัจจุบัน มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตามสื่อต่างๆ เช่น
“‘ป๋าเปรม’ รับไม่ได้ 3 จว.ใต้ ขอใช้ภาษามลายูในราชการ” (มติชนรายวัน, 25 มิถุนายน 2549)
“ศรีสะเกษลุกฮือชุมนุมใหญ่ทวงคืน ‘เขาวิหาร’ 14 ก.ย. ลั่นไม่ยอมเสียแผ่นดินไทยแม้นิ้วเดียว” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12 กันยายน 2552)
“‘เสรี’ นำทีมประชาสันติปฏิญาณ ร.5 ดันพุทธศาสนาประจำชาติ” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 10 มิถุนายน 2554 )
“‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ นำปฏิญาณ ถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานผู้นำปฏิรูปการเมือง” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12 พฤศจิกายน 2548)
แต่มรดกที่เป็นรากฐานของปัญหาเรื้อรังในสังคมการเมืองไทยปัจจุบันเหล่านี้ เกิดจากสมบูรณาญา-สิทธิราชย์สยามเพียงฝ่ายเดียวหรือ?
หรือที่จริงแล้วเป็นมรดกที่อีกหลายฝ่ายร่วมกันสร้าง?
เป็นมรดกของใครกันแน่?
ฟ้าเดียวกัน จึงได้เชื้อเชิญผู้รู้อีก 5 ท่านมาร่วม “วิวาทะ” กับธงชัย ประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ พระไพศาล วิสาโล อนุสรณ์ ลิ่มมณี ธเนศวร์ เจริญเมือง และกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด
ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ปัญหาของการเมืองไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในปัจจุบันนั้น เป็น “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” หรือเป็น “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ในยุคหลัง และไม่มีความต่อเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์?
บทความ “พระบารมีปกเกล้าฯ ใต้เงาอินทรี : แผนสงครามจิตวิทยาอเมริกัน กับการสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็น ‘สัญลักษณ์’ แห่งชาติ” ของณัฐพล ใจจริง ได้เปิดประเด็นให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น ถูก “สร้าง” ขึ้นโดยสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น และมีลักษณะเป็น “ราชา (ไม่) ชาตินิยม” เพราะยินยอมพร้อมใจทำตามความต้องการของมหาอำนาจ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่คำนึงถึงปัญหาเรื่องเอกราชและอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด
ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ทำให้การเมืองไทยแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554
ชนบทไทยอันห่างไกลที่เคยเป็นฐานสำคัญของอุดมการณ์ กษัตริย์นิยม (ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินชนบท ซึ่งเชื่อมโยงกับอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น) ก็ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากโฆษณาชวนเชื่อฉบับของทางการ ส่งผลให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” กันเป็นจำนวนมาก สวนทางกับอุดมการณ์ “รักในหลวง” ของชนชั้นกลางในเมือง ดังที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเครือข่ายทางสังคมออนไลน์
คำถามก็คือ มรดกที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ทิ้งไว้นั้น จะมีพลังหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่ สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นปัจจัยยึดโยงมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะ “ตาสว่าง” พอที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้า และยอมเปิดช่องทางให้กับการประนีประนอมหรือไม่ หรือยังจะใช้ไม้แข็งเร่งให้สถานการณ์ “สุก” เร็วโดยไม่จำเป็น?
เราเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ฝ่ายสถาบันกษัตริย์และผู้นิยมเจ้านั้นเล่า...
มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?
หาเรื่องมาเล่า
มลายูมุสลิม สถาบันกษัตริย์ไทยและอำนาจอธิปไตยในสภาวะยกเว้น
ดาริน อินทร์เหมือน
รัฐไทยกับความรุนแรงตั้งแต่ 2475-ปัจจุบัน :คำถาม หรอบคิด และปัญหา
อัญชลี มณีโรจน์
คำขบวน
Council Communism ลัทธิคอมมิวนิสต์สภาแรงงาน
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ทัศนะวิพากษ์
มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน
ธงชัย วินิจจะกูล
มรดกของใคร?
นิธิ เอียวศรีวงศ์
พุทธศาสนากับมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์
พระไพศาล วิสาโล
สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเพียงปัญหาหนึ่ง
อนุสรณ์ ลิ่มมณี
เส้นทางสังคมไทย 156 ปี (พ.ศ. 2398-2554)
ธเนศวร์ เจริญเมือง
ทุนนิยมโลกกับวิวัฒนาการของรัฐไทย
กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด
พระบารมีปกเกล้าฯ ใต้เงาอินทรี แผนสงครามจิตวิทยาอเมริกัน กับการสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็น“สัญลักษณ์” แห่งชาติ
ณัฐพล ใจจริง
แผนยุทธศาสตร์ด้านจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาต่อชาวไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านจิตวิทยา
อัญชลี มณีโรจน์ (แปล)
Rupture รอยแตกข้างหลังภาพ
ธนาวิ โชติประดิษฐ
บทความปริทัศน์
จินตนาการหรือความจริงเรื่องความรุนแรงที่เล่นซ่อนหาอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่สงบ
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
วิกิลีกส์ 196
“มูลบท” ว่าด้วยราชวงศ์ไทยและการเมืองสมัยปลายรัชกาลฉบับอเมริกันธนาพล อิ๋วสกุล
ประเทศไทย: แวดวงกลุ่มอิทธิพลภายในสถาบันกษัตริย์ในช่วงชีวิตอัสดงคตของกษัตริย์ภูมิพล
เอริก จี. จอห์น
รายงานพิเศษ 1 ปีความยุติธรรมที่หายไป
คำถามที่ยังค้างอยู่เกี่ยวกับการตายและการชันสูตรศพ
กฤตยา อาชวนิจกุล
สาวตรี สุขศรี
ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฏิเสธความยุติธรรม
สาวตรี สุขศรี
การเมืองในการสร้างความทรงจำว่าด้วยความตายเดือน เม.ย.-พ.ค. 53
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
Wednesday, August 17, 2011
"ธาริต-ณรัชต์"จับมือแถลงข่าว ยัน"ดีเอสไอ"สั่งฟ้องคดี"ฟิลลิป มอร์ริส" คดีเลี่ยงภาษีบุหรี่ 68,000 ล้าน
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ร่วมแถลงกรณีกรมศุลกากรมีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด พร้อมนายจรณชัย ศัลยพงษ์ กับพวกรวม 14 คน ในข้อหาร่วมกันสำแดงราคาอันเป็นเท็จในการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอลแอนด์เอ็ม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร ทำให้ค่าภาษีอากรต่ำประมาณ 68,000 ล้านบาทว่า ดีเอสไอสอบสวนรวบรวมหลักฐานตั้งแต่ปี 2549 กระทั่งสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการฝ่ายพิเศษ เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย ต่อมาอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาแล้วมีความเห็นต่าง คือ สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกข้อหา และส่งสำนวนสอบสวนกลับมายังดีเอสไอพิจารณา ล่าสุดกลุ่มงานความเห็นแย้งของดีเอสไอเห็นสมควรสั่งฟ้องคดีและส่งสำนวนคดี พร้อมความเห็นไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดแล้ว หากอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดี ถือว่ายุติ แต่ถ้ามีความเห็นสั่งฟ้อง คดีจะถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลต่อไป
พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญมีผลเกี่ยวพันต่อระบบการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ยื่นร้องรัฐบาลไทยต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกได้วินิจฉัยว่าไทยปฏิบัติไม่ สอดคล้องตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากร หรือแกตต์ (GATT-General Agreement Tariff and Trade) คดีนี้หากมีความเห็นไม่แย้งกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์ของไทย
นายธาริตกล่าวว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในการนำเข้าสินค้าบุหรี่ของบริษัทฟิลลิปมอร์ริสฯ สำแดงราคาสินค้าบุหรี่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในราคาคงที่ และเป็นราคาตายตัวมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ และยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวกับต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อพิจารณาประกอบถึงความสัมพันธ์กันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมีความเกี่ยว ข้องกัน พฤติการณ์ต่างๆ เป็นเหตุสนับสนุนให้น่าเชื่อว่าราคาที่สำแดงไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายกันจริง
ด้านบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในการส่งความเห็น แย้งความเห็นสั่งไม่ฟ้องบริษัทของสำนักงานอัยการ บริษัทฟิลลิปมอร์ริสฯชี้แจงจุดยืนตั้งแต่เริ่มต้นการสอบสวนว่า การสำแดงราคานำเข้าของบริษัทสอดคล้องและดำเนินตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่าง ประเทศมาโดยตลอด
"เมื่อเร็วๆ นี้หลักปฏิบัติของบริษัทยังได้รับการยืนยันจากคณะไต่สวนข้อพิพาทขององค์การ การค้าโลกว่า ได้ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนการประเมินราคาศุลกากรตามที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่าง บริษัทและกรมศุลกากรของประเทศไทย ด้วยความเห็นสั่งไม่ฟ้องของอัยการ รวมทั้งคำตัดสินของคณะไต่สวนข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก บริษัทเชื่อมั่นว่าสำนักอัยการสูงสุดจะพิจารณาเห็นพ้องตามคำสั่งไม่ฟ้องดัง กล่าว" คำแถลงของบริษัทฟิลลิปมอร์ริสฯระบุ
"เกียรติ"แฉขบวนการลึกลับเคลื่อนไหวหลังเปลี่ยน รบ. ทำ"ดีเอสไอ"กลับใจฟ้องคดีภาษีบุหรี่
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313567807&grpid=03&catid=00
ธรรมนูญ "ทักษิณ" กาง 3 บัญชี จัดแถว ส.ส.-รมต.เพื่อไทยคงเสียงในสภา "กลุ่มคนดัง-กบฎ" ส้มหล่น !!
ที่มา มติชน
การใช้หนี้บุญคุณการเมืองของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เริ่มขึ้นทันทีที่จัดสำรับคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น
เป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง สำนักคิดไทยรักไทย ที่ขึ้นบัญชีผู้มีตำแหน่งทางการเมืองไว้ 3 บัญชี
บัญชีแรก-เป็นรายชำระหนี้ทางการเมือง ปูนบำเหน็จให้ได้เป็นรัฐมนตรี
บัญชีที่สอง-ตัดรายชื่อผู้ได้เป็นรัฐมนตรีพ้นจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเลื่อนผู้ไม่ได้เป็น ส.ส.ขึ้นบัญชี ส.ส.
บัญชีที่สาม-ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งในระบบ ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่รอบรรจุเป็นรัฐมนตรี
เมื่อ การจัดคณะรัฐมนตรีวางตำแหน่งทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรลงตัว ส.ส.ลำดับที่เกินกว่าหมายเลข 61 ที่รอคิวรับบรรจุจึงมีความหวังได้รับการปูนบำเหน็จค่าเหนื่อย
เปิด โอกาสให้กลุ่ม ส.ส.ประเภทต้อง ขอใช้สิทธิ์ทวงสิ่งที่สมควรได้ขอเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ในสภาแทน ส.ส. ที่ได้รับโอกาสครอบครองเก้าอี้ "เสนาบดี"
เหตุผล ที่กลุ่ม ส.ส.อกหักกล้าเปิดหน้าเคลื่อนไหวส่งแรงกระเพื่อมทวงสิทธิ์ครั้งนี้ เป็นเพราะ "ธรรมนูญทักษิณ" ที่จารึกไว้ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยว่า หาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนใดได้รับปูนบำเหน็จให้เป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. เปิดทางให้ผู้สมัคร ส.ส.ลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเพื่อคงเสียงในสภาไว้ให้เท่ากับจำนวนเดิมที่มี อยู่
เป็นกฎให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ทุกคนจะต้องเขียนใบ ลาออก พร้อมลงนาม-เซ็นชื่อไว้ แต่ไม่ลงวันที่ พร้อมเขียนข้อความระบุไว้ด้วยว่า "ผม-ดิฉัน มีปัญหาการทำงานกับพรรค พร้อมที่จะลาออก โดยไม่ได้ถูกกดดันหรือถูกขับออกจากพรรค"
ธรรมเนียมปฏิบัติ "แบบทักษิณ" ยังถูกบังคับใช้ในพรรคเพื่อไทย ด้วยเงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงในสภาเกินครึ่งไม่มากนัก
ยืน ยันผ่านปากของ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 11 ที่เปิดเผยถึงข้อตกลงในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค "ในที่ประชุมนั้น ได้มี การหารือกันก่อนแล้วว่า หาก ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อคนใดได้รับตำแหน่งทางการเมือง เช่น ได้เป็นรัฐมนตรีก็อาจต้อง ลาออกจากสถานภาพ ส.ส. ที่ดำรงอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้อัตรา ส.ส. มีจำนวนคงที่ และหากไปทำหน้าที่ทาง การเมืองแล้ว การทำหน้าที่ ส.ส.ก็คงทำได้ไม่เต็มที่"
"ส่วนของผมนั้น ไม่ได้ติดปัญหาใด ๆ กับการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะเป็นเรื่องที่ตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะลาออกวันไหนน่าจะต้องเข้าที่ประชุมเพื่อหารือกันก่อน โดยเฉพาะในส่วนของกรรมการบริหารอาจต้องให้ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวัน เพื่อจะได้ดำเนินการพร้อม ๆ กัน"
จึงปรากฏหน้าของ "ชินวัฒน์ หาบุญพาด" ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 72 ผู้ที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์จาก "ธรรมนูญทักษิณ" ได้ออกมาบี้ ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีให้ทิ้งตำแหน่ง ส.ส. ผู้ทรงเกียรติด้วยการส่งสัญญาณว่า "เมื่อดูจากจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีรวมตำแหน่งทางการเมืองอย่างอื่น ผู้ที่เข้าข่ายต้อง ลาออกน่าจะอยู่ที่ 15 คน"
ยังมีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคนที่รอรับบรรจุในตำแหน่งผู้ทรงเกียรติ เคลื่อนไหวในพรรคอย่างเงียบ ๆ แต่ไม่กล้าเปิดหน้ามากนัก เพราะหวั่นเกรงว่าจะเป็นเป้าจนถูกสั่ง "ขึ้นบัญชีดำ"
ส.ส.ที่คาดว่า ส้มหล่นใส่มีทั้งชื่อที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบัญชีคนดัง เช่น "ดนุพร ปุณณกันต์-ยุรนันท์ ภมรมนตรี" บัญชีกบฏอย่าง "ชวลิต วิชยสุทธิ์" กลุ่ม บิ๊กจิ๋วที่เคลื่อนไหวจะแยกตัวออก จากเพื่อไทยก่อนถึงวันลงสมัครรับ เลือกตั้ง แม้กระทั่งบัญชีแดงที่มีชื่อของ "ชินวัตร หาบุญพาด"
หมาก เกมที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" วางไว้เพื่อคงเสียงในสภา ถูกขยายเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ หมวด "คณะรัฐมนตรี" มาตรา 177 วรรค 2 "ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรี ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรี ผู้นั้นออกเสียงลงคะแนน"
เช่นเดียวกับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจในรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "การอภิปรายทั่วไปรัฐมนตรีจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้"
ส.ส.ที่ถูกแต่งตั้งเป็น "รัฐมนตรี" อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตาม "ธรรมนูญทักษิณ" มี 11 ชีวิต อาทิ
ยง ยุทธ วิชัยดิษฐ, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปลอดประสพ สุรัสวดี, วิรุฬ เตชะไพบูลย์, สันติ พร้อมพัฒน์, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก, พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก, กฤษณา สีหลักษณ์, สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ฯลฯ
ทั้งหมดอาจถูก "จับมือ" เซ็นชื่อในท้ายใบลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส.คนอื่นได้เลื่อนลำดับเข้ามาสวมหน้าที่โหวตกฎหมาย และโหวตในการอภิปรายทั่วไปแทนได้
แต่ยังคงเว้นไว้เฉพาะบางรายที่ได้ รับการการันตีทั้งด้าน "มันสมอง" และ "ฝีปาก" เพื่อปกป้อง "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ให้พ้นจากคมหอกคมดาบของ "ประชาธิปัตย์" ในเกมสภาผู้แทนราษฎร
โดยมี ชื่อของ เฉลิม อยู่บำรุง และปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นหัวหอก ส่วน "ประชา พรหมนอก" ถูกกันไว้เป็นนายกฯสำรอง หาก "เพื่อไทย" ประสบอุบัติเหตุทางการเมืองเหมือนที่เคยประสบกับ "ไทยรักไทย-พลังประชาชน"
ธรรมนูญ ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตรงกับกฎเกณฑ์ของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" เธอยืนยันว่า "ทางพรรคจะหารือกันภายใน สำหรับผู้ที่จะลาออกมีหลายท่าน และเรามีกำหนดกฎเกณฑ์อยู่แล้ว"
บัญชีเสียงที่พร้อมโหวตในสภาผู้แทนราษฎรของเพื่อไทยจำนวน 265 เสียง หักบัญชีรัฐมนตรี 11 เสียง จะเหลือเพียง 254 เสียง
เกินครึ่งมาแค่ 4 เสียงเท่านั้น
ยังไม่นับรวมกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคน ที่อาจได้รับการปลอบขวัญในตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง
ทั้ง "บัณฑูร สุภัควณิช" ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 13 อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่ถูกวางเป็น "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี"
เหมือน กับ "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" ส.ส.ลำดับที่ 41 โฆษกพรรคซึ่งติดตาม "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รมว.มหาดไทย ไปดูห้องทำงานของตัวเองที่กระทรวงมหาดไทย อาจได้รับบรรจุในตำแหน่งมือ ขวา "ยงยุทธ" ในกระทรวงคลองหลอด
การต่อรอง-การใช้หนี้-บัญชีบุญคุณ ทุกตำแหน่งล้วนเป็นไปตามกฎแห่ง "ธรรมนูญทักษิณ"
(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 18-21สิงหาคม 2554)
ส.ส.เพื่อไทยเตรียมยื่นขอประกันตัว 20 เสื้อแดงอุบลราชธานี
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายประสิทธิ สุทธิพันธ์ แกนนำเสื้อแดงอุบลราชธานี กล่าวถึงความคืบหน้าในการขอยื่นประกันตัว 20 เสื้อแดงอุบลฯ ว่า ได้รับการประสานจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ว่าขณะนี้กำลังประสานกับ ส.ส.อุบลฯทั้ง 9 คน ที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน คือ นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ และ ส.ส.เขตอีก 7 คน คือนายวรสิทธิ กัลป์ตินันท์ นายสุพล ฟองงาม นายสุทธิชัย จรูญเนตร นายสมคิด เชื้อคง นายชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรภัลลภ นายปัญญา จินตะเวช และนายพิสิษฐ์ สันตะพันธ์ รวมกับ ส.ส.ของพรรค พท.อีก 6 คน นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ส.ส.กรุงเทพฯ และนางสมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ เพื่อใช้เอกสิทธิความเป็น ส.ส.ยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดงอุบลฯ คาดว่าจะดำเนินการเร็วๆ นี้
นายประสิทธิ กล่าวว่า กว่า 14 เดือนแล้วที่คนเสื้อแดงทั้ง 20 คน ยังถูกคุมขังจากเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด บางคนแค่โทรศัพท์ ก็ถูกจับข้อหาว่าบงการให้คนเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เจ้าหน้าที่จับแบบหว่านแห่ ใครมีภาพถ่ายที่เข้าร่วมชุมนุมจะถูกจับและออกหมายจับหมด มีชาวบ้านที่บริสุทธิ์ที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม แค่เป็นไทยมุงมายืนดูเหตุการณ์แต่มีภาพถ่ายก็ถูกจับ ที่น่าตลกที่สุดมีตำรวจสันติบาลและทหารฝ่ายการข่าวที่ถูกถ่ายภาพก็โดนออก หมายจับด้วย ต้องเข้ามอบตัวแต่ถูกสั่งไม่ฟ้องก็มี ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้รับความทุกข์ยากทรมานมากพอสมควร บางรายครอบครัวเดือดร้อน จึงหวังว่าทั้ง 20 คน จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
กระทรวงผู้ดีจัดให้ ไม่ยักกะยี้ดูแล้วมีชาติมีตระกูล
ที่มา Thai E-News
เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ นำ เสนอภาพข่าวว่า เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเข้ากระทรวงการต่างประเทศ และได้ถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระบิดาแห่งการทูตไทย และได้เข้าฟังการบรรยายสรุปจากคณะข้าราชการระดับสูง
หน้าแรกของเว็บไซต์ได้ เปลี่ยนจากรูปอดีตรัฐมนตรีคนเก่า นายกษิต ภิรมย์ มาเป็น ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับลงประวัติย่อดังนี้
ประวัติโดยย่อ
ดร. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ชื่อ ดร. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
วัน เดือน ปี เกิด ๑ พฤษภาคม ๒๔๙๖
การศึกษา -ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
-ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ยังส์เทาวน์สเตท ยูนิเวอร์วิซิตี้ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
-ปริญญา เอก สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟ แอครอน โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์การทำงาน - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๓)
-ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร (พ.ศ. ๒๕๔๓)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
แดงยุโรปจัดคอนเสิร์ตฉลองชัยในปารีส ทนายโรเบิร์ตจ่อเข้าไทยคุ้ยข้อมูลเด็ดมัดคอฆาตกรส่งICC
ที่มา Thai E-News
โดย นปช.สหภาพยุโรป
17 สิงหาคม 2554
UDD THAI OF EUROPE ร่วมกับสมาคมรวมใจไทย ในประเทศฝรั่งเศส จัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ตามประสาคนแด๊งแดง และฉลองชัยชนะในขั้นต้นที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จนทำให้ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้
โดยงานนี้นอกจากคนเสื้อแดงจากหลายประเทศในสหภาพยุโรปเข้าร่วมงานแล้ว ก็ยังได้รับเกียรติจากทนายความนปช. Mr. ROBERT AMSTERDAM ซึ่งเดินทางมาเพื่อพบปะพี่น้อง นปช. อียู ณกรุงปารีส ที่มารอต้อนรับกว่าสองร้อยคน โดยได้ร่วมงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์รับประทานอาหาร และการเปิดมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินเสื้อแดง
นอก จากนั้น คุณอัมสเตอร์ดัมได้เปิดโอกาสให้พี่น้อง นปช. อียู ได้ซักถามถึงความคืบหน้าของคดี ที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว และราชประสงค์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยคน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งได้รับคำตอบเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ว่า คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อีกทั้งได้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเสื้อแดงนปช.อียูด้วย
ทั้งนี้นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวแสดงความหวังว่า เขาจะได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองไทยให้ได้ก่อน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ห้ามเขาเข้าประเทศเลยทำให้ทำงานลำบาก แต่ถ้าสามารถเข้าเมืองไทยได้เมื่อไหร่ทุกอย่างจะง่ายขึ้น ก่อน เดินทางกลับได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับคระกรรมการนปช.อียู นำโดย คุณมนูญ มิ่งชัย ประธานฯนปช.อียู และคุณน้อย ชัชวาล รองประธานสมาคมรวมใจไทย
จากนั้นเป็นการทักทายปราศรัยของพี่น้องตัวแทนเสื้อแดงจากแต่ละประเทศ เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส สก๊อตแลนด์ เบลเยี่ยม ฯลฯ และสนุกสนานตามประสาคนแด๊งแดง กับมินิคอนเสริต์ศิลปินเสื้อแดง คุณแป๊ะ บางสนาน
หลังจบงานแล้ว ในวันรุ่งขึ้นประธานฯมนูญ มิ่งชัย จึงถือโอกาสนี้ประชุมคณะกรรมการทั้งหมดถึงจุดยืนและแนวทางก้าวต่อไปของกลุ่ม นปช.อียู
ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com
แคมเปญ รณรงค์เลิกเหล้า ตอน 2
ที่มา Voice TV
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์คล้ายโรคระบาด ในสังคมของโครงการรณรงค์เพื่อ "ลด ละ เลิก" กับอาการที่เรียกว่าเป็น "การทำให้เป็นสิ่งชั่วร้าย ผิดศีลธรรม" ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง สิ่งไม่พึงประสงค์
ที่ต้องการรณรงค์ให้ประชาชน "งด หรือ ละเว้น" ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย หรือ เป็นสาเหตุหลักของปัญหาสังคม หากแต่เป็นอีกมิติหนึ่งของปัญหาเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ โครงการรณรงค์ลดเหล้า ของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ซึ่งตัวอย่าง โครงการที่ติดหูติดตาคนไทย อาทิ "จน เครียด กิน เหล้า" "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" หรือแคมเปญล่าสุดอย่าง "เหล้า ทำลายมิตรภาพ" กลับมุ่งให้ค่า "น้ำเมา" ในมิติของการเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นปีศาจ เป็นตัวการใหญ่ที่ทำลายสังคมแต่เพียงอย่างเดียว โดยเนื้อหาของโครงการ กลับละเลยที่จะกล่าวถึงประโยชน์ หรือแนวทางในการพัฒนาสังคม หากนำ "เหล้า" มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกสากล อาทิ การใช้ไวน์ หรือ แชมเปญ ในการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งถ้าหากเราได้นำข้อดีของแอลกอฮอล์มาใช้ ก็อาจจะทำให้ การสนับสนุนและพัฒนาการผลิตไวน์ไทยสู่ตลาดโลก ควบคู่ไปกับเป้าประสงค์ ครัวไทยไทยสู่ครัวโลก เป็นโครงการใหม่ที่เกิดขึ้น ก็เป็นได้
มายาคติของการทำให้ เหล้า.. น้ำตาล.. ไขมัน.. รวมถึง "สิ่งไม่พึงบริโภค" อื่น ๆ ในความเห็นขององค์กรด้านการส่งเสริมสุขภาพ กลายเป็น "ศัตรู" ตัวฉกาจของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นที่มาของรายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ตอน "แคมเปญเลิกเหล้า ตอน 1-2" ซึ่งทางรายการ มุ่งหวังให้ประชาชน ที่รับสื่อเรื่องการรณรงค์โครงการ มีความรู้ความเข้าใจ และสร้างภูมิต้านทาน ต่อการรณรงค์ในบางโครงการของรัฐ กับโครงการที่ไม่น่าจะมีการตั้งคำถาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยมิติด้านความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น เช่น ทำไมในสปอร์ตรณรงค์เลิกเหล้า คนเมาจะต้องเป็นชาวบ้าน ผู้ใช้แรงงาน หรือ เกษตรกรที่อาศัยในชนบท ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนรวย หรือ ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ ก็บริโภคสุรา และก่อปัญญาทางสังคมมากมาย
รวมตีแผ่ มายาคติ ภายใต้ โครงการรณรงค์เลิกเหล้าต่างๆ ได้ ในรายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ตอนแคมเปญเลิกเหล้า ซึ่งจะมีการนำเสนอเป็น 2 ตอน
ตอนแรก ในวันที่อาทิตย์ที่ 7 ส.ค. 54 เวลา 21.30-22.00 น.
ตอนจบ ในวันที่อาทิตย์ที่ 14 ส.ค. 54 เวลา 21.30-22.00 น.
แคมเปญ รณรงค์เลิกเหล้า
ที่มา Voice TV






