WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 21, 2011

"แม่ปู"ควง"น้องไปค์"เข้าพรรคเพื่อไทยในวันหยุด

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พา ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปค์ บุตรชาย ซึ่งอยู่ในชุดลำลอง เข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 23 และ 24 สิงหาคม นี้

รายชื่อนักวิชาการทั้ง 303 คน {โหลดมาจาก IF}

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

:screaming: ราย ชื่อตัวแทนนักวิชาการจำนวน 303 คน ที่ลงรายชื่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนเมษายน 2553 แสดงจุดยืน เรียกร้องให้สังคมประณามการชุมนุมของคนเสื้อแดง อ้างว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อที่สาธารณะ และสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน

พร้อม ระบุว่า การยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่ปราศจากเหตุผลอันควร รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับฟังและเจรจาแต่อย่างใด โดยเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการปฏิรูปทางการเมืองและสังคม ระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน มองปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันออกแบบกลไกเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม

ขณะเดียวกัน การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น รัฐบาลควรหยิบเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ด้วยความรอบคอบ เพื่อคืนความปกติสุขสู่สังคม แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ให้เกิดความรุนแรงที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย

โดยทั้งหมดขอประกาศจุดยืนในสถานการณ์การเมืองที่วิกฤตของสังคมไทยในขณะนั้นว่า

1.การ ชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสาธารณะ การใช้ความรุนแรงข่มขู่ และสร้างความรู้สึกหวาดกลัวแก่ประชาชน เป็นสิ่งที่สังคมสมควรประณาม

2.ข้อ เรียกร้องเพื่อให้เกิดการยุบสภา เป็นข้อเรียกร้องที่ปราศจากเหตุผลอันควร การกล่าวอ้างถึงสังคมที่ไม่สงบ จนเป็นเหตุต้องยุบสภา เป็นการส่งเสริมให้เกิดแบบอย่างในการใช้กำลังรุนแรง และการกะเกณฑ์คนมาสร้างความเสียหาย เพื่อหวังผลในเชิงการเมือง จึงเป็นเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับฟัง หรือต้องเจรจาด้วยแต่อย่างใด

3.การรักษากฎหมายและสร้างสังคมให้คืนสู่ปกติสุขโดยเร็ว เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องเร่งรีบดำเนินการ ก่อนที่บ้านเมืองจะเสียหายไปมากกว่านี้

4.การ ปฏิรูปทางการเมืองและสังคม โดยระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนมามองปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันออกแบบกลไกเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และต้องทำด้วยความจริงใจ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลตั้งใจจะแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

โดยรายชื่อนักวิชาการทั้ง 303 คน ประกอบด้วย

1.ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต
2.ศาสตราจารย์ นพ.ประมวล วีรุตมเสน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์
4.ศาสตราจารย์ ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5.ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ
6.ศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ศิริไกร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7.ศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
8.ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.ศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี สังข์ศรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
10.ศาตราจารย์ ศักดา ศิริพันธ์ อดีตคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11.ศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ ฟูตระกูล ภาควิชากุมาร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
12.ศาสตราจารย์ พญ.นริสา ฟูตระกูล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13.ศาสตราจารย์ ดร.สุจริต เพียรชอบ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
14.ศาสตราจารย์ ดร.วรศักดิ์ เพียรชอบ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15.ศาสตราจารย์ นพ.วสันต์ สุเมธกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
16.ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะนาถ บุนนาค คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
17.ศาสตราจารย์ ดร.อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
18.รองศาสตราจารย์ สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19.รองศาสตราจารย์ ไว จามรมาน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20.รองศาสตราจารย์ หริรักษ์ สูตะบุตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21.รองศาสตราจารย์ นพ. เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
22.รองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
23.รองศาสตราจารย์ สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
24.รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ กังสนันท์ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
25.รองศาสตราจารย์ พวงแก้ว ปุณยกนก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26.รองศาสตราจารย์ นพ.บรรยง ภักดีกิจเจริญ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
27.รองศาสตราจารย์ นพ.ชาครีย์ กิติยากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
28.รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยาณี คูณมี คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
29.รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย อุตสาหจิต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
30.รองศาสตราจารย์ ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
31.รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
32.รองศาสตราจารย์ นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชตะ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
33.รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค นักวิชาการอิสระ
34.รองศาสตราจารย์ ทญ.พนมพร วานิชชานนท์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
35.รองศาสตราจารย์ ทญ.สุขนิภา วงศ์ทองศรี คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
36.รองศาสตราจารย์ ทญ.อารีย์ เจนกิตติวงศ์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
37.รองศาสตราจารย์ ดร.รัตน์ เสรีนิราศ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
38.รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต ถิ่นเคารพ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
39.รองศาสตราจารย์ ปัญญารักษ์ งามศรีตระกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
40.รองศาสตราจารย์ ทพ.ดร.วีระ เลิศจิราการ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
41.รองศาสตราจารย์ สุรีย์ สมประดีกุล คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
42.รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา แก้วเทพ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
43.รองศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
44.รองศาสตราจารย์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
45.รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ อนันตชาติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
46.รองศาสตราจารย์ กรรณิการ์ อัศวดรเดชา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
47.รองศาสตราจารย์ พัชนี เชยจรรยา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
48.รองศาสตราจารย์ รุ่งนภา พิตรปรีชา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
49.รองศาสตราจารย์ พรรณี ชิโนรส คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
50.รองศาสตราจารย์ สุชาดา ศิริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
51.รองศาสตราจารย์ บุศบรรณ ณ สงขลา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
52.รองศาสตราจารย์ ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
53.รองศาสตราจารย์ เมตตา วิวัฒนานุกูล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
54.รองศาสตราจารย์ อวยชัย พานิช คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
55.รองศาสตราจารย์ ปัทมวดี จารุวร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
56.รองศาสตราจารย์ รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
57.รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
58.รองศาสตราจารย์ ดร.จีระ ประทีป สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
59.รองศาสตราจารย์ สุขุมาลย์ ชำนิจ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
60.รองศาสตราจารย์ ดร.รสคนธ์ รัตนเสริมพงษ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
61.รองศาสตราจารย์ ดร.เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
62.รองศาสตราจารย์ ปิยะนุช โปตะวณิช สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
63.รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศิวะเดชาเทพ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
64.รองศาสตราจารย์ พูนสุข เวชวิฐาน สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
65.รองศาสตราจารย์ ดร.ชยาพร วัฒนศิริ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
66.รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คงสม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
67.รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา จิตตลดากร สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
68.รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
69.รองศาสตราจารย์ ดร.ธิติพัฒน์ เอี่ยมนิรันดร์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
70.รองศาสตราจารย์ ธิดา โมสิกรัตน์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
71.รองศาสตราจารย์ สมัครสมร ภักดีเทวา สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
72.รองศาสตราจารย์ เรือเอกหญิงปรียา หิรัญประดิษฐ์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
73.รองศาสตราจารย์ ดร.สาคร บุญดาว สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
74.รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรา วีรบุรีนนท์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
75.รองศาสตราจารย์ สุณี ภู่สีม่วง สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
76.รองศาสตราจารย์ ณัฏฐพร พิมพายน สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
77.รองศาสตราจารย์ ดร.นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
78.รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
79.รองศาสตราจารย์ นพพร โทณะวณิก สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
80.รองศาสตราจารย์ วราภรณ์ อุปลาคม สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
81.รองศาสตราจารย์ วิศิษฐ์ศักดิ์ แป้นสัมฤทธิ์ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
82.รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิวรรณ ตันติรจนาวงศ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
83.รองศาสตราจารย์ ดร.ศศิกาญจน์ ทวิสุวรรณ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
84.รองศาสตราจารย์ ดร.ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
85.รองศาสตราจารย์ ดร.ประจวบจิตร คำจัตุรัส สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
86.รองศาสตราจารย์ อุษาวดี จันทรสนธิ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
87.รองศาสตราจารย์ ดร.หฤษฎี ภัทรดิลก สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
88.รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา โพธิ์ดี สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
89.รองศาสตราจารย์ ลัดดา พิศาลบุตร สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
90.รองศาสตราจารย์ ดร.เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
91.รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธุ์ เธียรหิรัญ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
92.รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษณ์ วงส์พิเชษฐ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
93.รองศาสตราจารย์ สมเกียรติ จันทร์ไพแสง สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
94.รองศาสตราจารย์ มาลี สุรเชษฐ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
95.รองศาสตราจารย์ ดร.วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
96.รองศาสตราจารย์ ดร.ศรีนวล สถิตวิทยานันท์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
97.รองศาสตราจารย์ บุญทิพย์ สิริธรังศรี สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
98.รองศาสตราจารย์ กรองกาญจน์ ศิริภักดี สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
99.รองศาสตราจารย์ อนัญญา สิทธิอำนวย สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
100.รองศาสตราจารย์ มาลี ล้ำสกุล สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
101.รองศาสตราจารย์ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
102.รองศาสตราจารย์ ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
103.รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา เพ็ญศิรินภา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
104.รองศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
105.รองศาสตราจารย์ สุรเดช ประดิษฐบาทุกา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
106.รองศาสตราจารย์ สราวุธ สุธรรมาสา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
107.รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริศักดิ์ สุนทรไชย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
108.รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
109.รองศาสตราจารย์ ศิริศักดิ์ ศุภมนตรี สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
110.รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช สาขาวิชาวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
111.รองศาสตราจารย์ ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ สำนักทะเบียนและวัดผล
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
112.รองศาสตราจารย์ ชนินาฏ ลีดส์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
113.รองศาสตราจารย์ ไพบูรณ์ คะเชนทรพรรค์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
114.รองศาสตราจารย์ จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
115.รองศาสตราจารย์ เกศรา อัศดามงคล มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
116.รองศาสตราจารย์ ไพโรจน์ จงบัญญัติเจริญ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
117.รองศาสตราจารย์ พรรณจิตต์ นิลกำแหง คณะสัตวแพทย์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
118.รองศาสตราจารย์ พรรัตน์ดำรุง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
119.Associate Prof. Dr. Ariya Aruninta จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
120.Assocciate Prof. Sorawit Narupiti คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
121.รองศาสตราจารย์ ดร.กรรณิการ์ สัจกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
122.รองศาสตราจารย์ ม.ล. ไขสิริ ปราโมช คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
123.รองศาสตราจารย์ ดร.จรูญศรี มาดิลกโกวิท คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
124.รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
125.รองศาสตราจารย์ ดร.สำลี ทองธิว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
126.รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
127.รองศาสตราจารย์ ดร.วีระ สัจกุล อาศรมศิลป์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
128.รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญศิริ เจริญพจน์ ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ ม.
ศิลปากร
129.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
130.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

131.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รจิต วัฒนสินธุ์ อดีตอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
132.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทวี สุรฤทธิกุล สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
133.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เมธาวุฒิ พีรพรวิทูร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
ม. ธรรมศาสตร์
134.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา ผลประเสริฐ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
135.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดจิต เจนนพกาญจน์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
136.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอมอร จารุรังษี สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
137.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัณฉัตร หมอยาดี สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
138. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กาญจนา ใจกว้าง สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
139.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาสมา สุทธิพงศ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
140.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภวัต เจียมจิณณวัตร สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
141.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ภากร จันทนมัฏฐะ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม. มหิดล
142.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โอฬาร พรหมาลิขิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
143.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชิต ลีละศิธร มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
144.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิทย์ วราวิทย์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
145.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมัญญา ทิศาวิภาต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
146.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
147.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.กอปรชุษณ์ ตยัคคานนท์ คณะแพทย์ศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
148.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.กำธร มาลาธรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
149.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
150.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กุสุมาวลี คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิต
พัฒนบริหารศาสตร์
151.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณาณัฏฐ์ธัญ วงศ์บ้านดู่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
152.ผู้ช่วยศาตราจารย์ เมธา เสรีธนาวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
153.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.วิฏาราธร จิรประวัติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
154.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนม คลี่ฉายา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
155.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นภวรรณ ตันติเวชกุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
156.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทธยา สมสุข คณะบริหารธุรกิจ ม.เทคโนโลยีราชมงคล พระนคร
157.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทญ.ดร. อรนาฏ อัมพรอร่ามเวทย์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
158.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทญ.พัชรา พิพัฒนโกวิท คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
159.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพ.ดร.กิตต ต.รุ่งเรือง คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
160.ผู้ช่วยศาสตราจาย์ ทญ.ดร.รัชนี อัมพรอร่ามเวทย์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
161.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จตุรงค์ จงสถิตย์ไพบูลย์ คณะแพทยศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์
162.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดวงเดือน รัตนะมงคลกุล คณะพยาบาลศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
163.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิรังรอง รามสูต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
164.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณรงค์ ขำวิจิตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
165.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นราธิป ศรีราม สาขาวิชาวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
166.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ส่งเสริม หอมกลิ่น สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
167.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรณพ จีนะวัฒน์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
168.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารี ชีวเกษมสุข สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
169.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กฤติกา จิวาลักษณ์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
170.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรสา ปานขาว สาขาวิชานิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
171.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปองสิน วิเศษศิริ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
172.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัลยา ปริปัญญาพร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
173.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์ทรงกลด คชเสนี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
174.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชื่นชนก โควินท์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
175.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
176.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำไพ ตีรณสาร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
177.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันทิพา หลาบบุญเลิศ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
178.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอมอร นิรัญราช ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
179.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เยาวดี พัฒโนทัย ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
180.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิตติ ศิริวัฒน์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ
181.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. สินี ดิษฐบรรจง คณะแพทย์ศาสตร์ ม.มหิดล
182.DR. Simant Prakoonwit University of Reading, UK.
183.ดร.จิณดิษฐ์ ละออปักษิณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
184.ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
185.ดร.ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
186.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
187.ดร.พรสิริ ปุณเกษม คณะบัญชี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
188.ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
189.ดร.อนุชิต ล้ำยอดมรรคผล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
190.ดร.ญาติ กฤษณังกูร อดีตอาจารย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
191.ดร.สุทธิลักษณ์ หวังสันติธรรม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
192.ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
193.ดร.จิรบุณย์ ทัศนบรรจง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
194.ดร.โสภาวรรณ บุญนิมิตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
195.ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชษฐ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
196.ดร.อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
197.ดร.ม.ร.ว. รุจยา อาภากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
198.ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
199.ดร.พูลทรัพย์ วิรุฬหกุล อดีตนักวิชาการประมงทรงคุณวุฒิ กรมประมง
200.ดร.ไกร ตั้งสง่า นักวิชาการอิสระ
201.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
202.นพ.อาคม นงนุช คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
203.นพ.ชาครีย์ จักรพันธุ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
204.นพ. ธนพจน์ จันทร์นุ่ม คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
205.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
206.พญ.แสงศุลี ธรรมไกรสร คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
207.พญ.มนฑรัตน์ จินดา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
208.พญ.วรรณี เกศมาลาศิริ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
209.พญ.พรพรรณ ศรีพรสวรรค์ คณะแพทย์ศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
210.พญ.กนิษฐา กิจสมบัติ รพ.ชลประทาน มศว.
211.พญ.กชพร วงษ์สุวรรณ รพ.ชลประทาน มศว.
212.Dr. Panpim Cheaupalakit International College มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ
213.Ajarn Malin Dejtisak International College มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ
214.Ajarn Theerapong Subsupanwong International College มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ
215.อาจารย์ คมสันต์ โพธิ์คง สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
216.อาจารย์ ณัฏศิษฏ์ ใจสะอาด สาขาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
217.อาจารย์ อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
218.อาจารย์ ยอดชาย ชูศรี นักวิชาการอิสระ
219.อาจารย์ รจเรข รุจนเวช คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
220.อาจารย์ ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
ศาสตร์
221.อาจารย์ อรทัย วารีสอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ
222.อาจารย์ ดังกมล ณ ป้อมเพชร
223.อาจารย์ นายแพทย์ ชัชชัย ปรีชาไว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
224.อาจารย์ พญ. สุภวรรณ เลาหศิริวงศ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
225.อาจารย์ บุณฑรี วานิชวัฒนรำลึก มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
226.อาจารย์ วรรณพร อิศวิลานนท์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
227.อาจารย์ อรศิริ อมรวิทยาชาญ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
228.อาจารย์ ชัยพฤกษ์ กุสุมาพรรณโญ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
229.อาจารย์ พัชนี ภาษิตชาคริต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
230.อาจารย์ สุธีร์ รัตนะมงคลกุล มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
231.อาจารย์ อรพิน ธนพันธุ์พาณิชย์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
232.อาจารย์ ไพโรจน์ ฉัตรานุกูลชัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ
233.อาจารย์ กฤช วีรกุล คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กำแพงแสน
234.อาจารย์ พรชัย อั้นขาว ม.เทคโนโลยีราชมงคล พระนคร
235.อาจารย์ ดนุวัส สาคริก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
236.อาจารย์ จารุวรรณ เอกวัลลภ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล
237.อาจารย์ ใจชนก ภาคอัต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
238.อาจารย์ ภัทรกิติ์ โกมลกิติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
239.อาจารย์ จิราภรณ์ ภัทราภานุภัทร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
240.อาจารย์ วิเชียร กระภูฤทธิ์ นักวิชาการอิสระ
241.อาจารย์ นฤภัทร ตั้งมั่นคงวรกูล นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
242.อาจารย์ จิตต์ภิญญา ชุมสาย ณ อยุธยา นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ม.ศรีนครินทรวิ
โรฒ
243.อาจารย์ บุณฑริกา สุวรรณวิบูลย์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
244.อาจารย์ พัชรินทร์ ปิงเมืองแก้ว มหาวิทยาลัยนเรศวร
245.อาจารย์ ศิริลักษณ์ สุตันไชยนันท์ Media Production Department จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
246.อาจารย์ พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
247.อาจารย์ มานพ แย้มอุทัย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
248.อาจารย์ มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
249.อาจารย์ พักตร์พิไล คุปตะวาทิน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
250.อาจารย์ วิไลรักษ์ สันติกุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
251.อาจารย์ สมิทธิ์ บุญชุติมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
252.อาจารย์ ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
253.อาจารย์ ปรีดา อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
254.อาจารย์ สุกัญญา สมไพบูลย์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
255.อาจารย์ ประภัสสร จันทร์สถิตย์พร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
256.อาจารย์ เต็มสิทธิ์ ศิริพานิช คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
257.อาจารย์ วราภัสสร์ รังสิยวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
258.อาจารย์ ไศลทิพย์ จารุภูมิ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
259.Mr. James Haft หลักสูตรนานาชาติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
260.อาจารย์ สิริพิชญ์ วรรณภาส สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
261.อาจารย์ จรีพร โชติวิบูลย์ทรัพย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
262.อาจารย์ ดร.สมเกียรติ วัฒนาพงษากุล สาขาวิชาศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
263.อาจารย์ วสันต์ รัตนโภคา สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
264.อาจารย์ ดร.นรินทร์ทิพย์ ทองศรี สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
265.อาจารย์ อิงอร ไชยเยศ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
266.อาจารย์ วิลาวัลย์ ศิลปศร สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
267.อาจารย์ บุณฑริกา นันทา สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
268.อาจารย์ ปิลันธนา แป้นปลื้ม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
269.อาจารย์ กิตติ ลี้สยาม สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
270.อาจารย์ อดิศักดิ์ สุมาลี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
271.อาจารย์ กุลธิดา บรรจงศิริ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
272.อาจารย์ ดร.ช่อทิพย์ บรมธนรัตน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
273.อาจารย์ อรวรรณ น้อยวัฒน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
274.อาจารย์ วุฒิ วุฒิธรรมเวช สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
275.อาจารย์ พวงพกา กิจจานนท์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
276.อาจารย์ กิตติพงษ์ เกียรติวัชรชัย สาขาวิชาวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
277.อาจารย์ วนิดา ลิวนานนท์ชัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
278.อาจารย์ รณชิต จินะดิษฐ์ อาจารย์พิเศษ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
279.อาจารย์ ศาสตรา โตอ่อน คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต
280.อาจารย์ ศรันยา เสี่ยงอารมณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
281.อาจารย์ สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
282.นางปาณัสกร นวลวัฒน์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
283.KANYA PITTAYAWAT คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
284.นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์
285.นายภราเดช พยัฆวิเชียร นักวิชาการอิสระ เลขาธิการมูลนิธิใบไม้เขียว
286.พลตรีหญิง อุษณีย์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระ
287.นายอาทิตย์ กระภูฤทธิ์ นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สงขลา
288.นางรัตติกร เอกษมานนท์ ข้าราชการบำนาญ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
289.นางพรทิพย์ โภไคยอุดม สำนักงานจัดการศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
290.นายณรงค์ ช่อนาม วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ
291.นางสาว สิณะตา ศรีสวาท ฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
292.Chusak Kongmanee หัวหน้าฝ่ายประมวลข้อมูล สำนักทะเบียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
293.นายวรชัย สิงหฤกษ์ นักวิชาการอิสระ
294.นายชรัตน์ สินธุสอาด นักวิชาการอิสระ
295.นายจุมพล หมอยาดี นักวิชาการอิสระ
296.นายสาธิต มัลลิกะมาส นักวิชาการอิสระ
297.นางอัญญมณี มัลลิกะมาส นักวิชาการอิสระ
298.นางรัชนีวลัย ภัทรกมล นักวิชาการอิสระ
299.นางวรรณวิไล เชาว์ธาดาพงศ์ นักวิชาการอิสระ
300.นางสาวบุษราคัม เพชรคล้าย นักวิชาการอิสระ
301.นางปองศิริ ยูวะเวส นักวิชาการอิสระ
302.นายสุชาติ เกตุนุติ นักวิชาการอิสระ
303.นายวรศักดิ์ เหลืองสุวรรณ นักวิชาการอิสระ





Re: "ทบทวนความจำ"รายชื่อ 303 นักวิชาการ"ตัวเหี้ย"ที่มีส่วนส่งเสริมให้ปราบ"คนเสื้อแดง"เมื่อเดือน เมษายน 2553
ก่อนแผ่นดินสิ้นสลาย

Re:

โห...รายชื่อแต่ละคนก็คนระดับการศึกษาสูงทั้งสิ้น ป้าพลอยเคยเขียนกระทู้นับจำนวนไม่ได้ที่เน้นเรื่อง
ที่ว่าคนมีการศึกษาสูงแต่การกระทำมันตรงกันข้าม นี่แสดงออกมาอย่างชัดๆให้ประชาชนเราเดินดินที่

มีการศึกษาต่ำที่ถูกพวกการศึกษาสูงดูถูกดูแคลนว่าไร้การศึกษา เป็นไพร่สถุน เห็นรายชื่อระดับปริญญา
ของแต่คนแล้วโอ้...ประเทศไทยถึงได้เจริญที่สุดในโลกเลย5555 มีปริญญากันเต็มพิกัดแต่ไหงปล่อยให้
ประเทศจมปรักลุกไม่ขึ้นอย่างนี้เละเป็นโจ๊ก ไม่เห็นพวกปริญญาดีกรีสูงออกมาช่วยฉุดให้ฟื้นเลยเนี่ย แต่

กลับสนับสนุนให้ทำร้ายประชาชนที่เรียกร้องหาประชาธิปไตย ร้องเรียกหาความยุติธรรม ให้เกิดขึ้นในชาติ
โห...อ่านข้อมูลแล้วถึงได้ร้องถึงบางอ้อ เหตุเพราะพวกดีกรีสูงนี่เองสนับสนุนกันเป็นแถว ชาติไทยจึงไม่
ไปไม่ถึงใหน เชิญจมปรักกอดใบดีกรีของแต่ละคนดมอุจาระที่รัฐบาล ปชป ถ่ายใว้ต่อไปเถอะนะเซ็งหวะ

มาร์ค อภิสิทธิ์ยังไม่ได้รับบทเรียนจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

เป็นเวลาเกือบ 7 อาทิตย์นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีมาร์ค อภิสิทธิ์
และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบ
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขายังไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้

แม้จะมีการพูดคุยถึงเรื่องการปรองดองและความสำคัญของการเสริมสร้างเสถียรภาพ
ในช่วงเวลาของภาวะทางการเมืองอันเปราะบาง
พรรคประชาธิปัตย์แสดงความสนใจเพียงน้อยนิดที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่
ในการช่วยผลักดันนโยบายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
และยังกับใช้กลยุทธ์แบบเก่าๆ
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกปลดเปลื้องความน่าเชื่อถือออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในการลงคะแนนเสียงของประชาชนก็ตาม
อภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยุ่งอยู่กับการหาทางร้องเรียน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ โดยการใช้ข้อกฎหมายที่คลุมเครือ
และโดยทั่วไปพวกยังแสดงบทบาททำหน้าที่สกัดกั้น (รัฐบาล)
แทนที่พวกเขาจะพัฒนานโยบายทางการเมือง
และประพฤติตัวเป็นฝ่ายค้านที่ดีตามระบบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ
แต่จินตนาการอันจำกัดของพวกเขา
ทำให้การหมกมุ่นอยู่กับเรื่องทักษิณอย่างแปลกประหลาดดำเนินต่อไป
และแทนที่จะยอมรับเจตจำนงที่ชัดแจ้งของประชาชนชาวไทยอย่างสง่างาม
และเอาชนะมติมหาชนอย่างแท้จริงผ่านทางแนวความคิดที่ดี
และการปฏิบัติงานที่สำเร็จ พวกเขากลับพยายามทำลายประชาธิปไตยอีกครั้ง
โดยการใช้ระบบตุลาการและยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวขนาดเล็กแต่หัวรุนแรง

สิ่งที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวที่จะเข้าใจคือ
การเดินตามแนวทางนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาจะได้รับอย่างแน่นอนคือ
การรับประกันว่าพวกเขาจะถูกลืมเลือนในการเลือกตั้งอย่างถาวร
ประชาชนไทยไม่ต้องการรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ต้องการพวกเขามามากกว่า 20 ปีแล้ว

สิ่งที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวที่จะเข้าใจคือ
ไม่มีบุคคลใดในประชาชาคมโลกถือเอาการดำเนินคดีจอมปลอม
ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองต่อทักษิณของพวกเขาเป็นเรื่องจริงจัง
แรงสนับสนุนเพียงน้อยนิดในเรื่องนี้ มาจากกลุ่มนักข่าวต่างชาติกลุ่มเล็ก
ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น กลุ่มคนที่พูดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การที่รัฐบาลทักษิณซึ่งถูกเลือกมาตามแนวทางประชาธิปไตย
ถูกถอกถอนออกจากอำนาจโดยรัฐประหารเถื่อน
เพราะกลุ่มอำมาตย์ไทยเชื่อว่าเขาทั้งโกงกินและเป็นภัยต่อประชาธิปไตย
เหมือนที่นักข่าวต่างชาติหลายรายเจตนาที่จะพูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่สิ้นสุดนั้นจริงหรือไม่?

นายเฟอร์เกิล คีน นักข่าวที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง
และเป็นบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณได้ระบุอย่างชัดเจน
ในสารคดีบีบีซีล่าสุด เรื่อง ประเทศไทย: ความยุติธรรมอยู่ในภาวะอันตราย
ถึงเหตุผลที่กลุ่มอำมาตย์ไทยใช้กำลังถอดถอน
อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยออกจากอำนาจ โดยนายคีนกล่าวว่า




http://robertamsterdam.com/thai/?p=862

"ภูมิธรรม"ทวีตอัด ปชป. จี้ทำงานเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ บอกประชาชนเบื่อการเมืองแบบทำลายล้าง

ที่มา มติชน

นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย โพสต์ข้อความ ผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ @phumtham ว่า ข่าวตำรวจสากลออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณในต่างประเทศเปิดเผยออกมา กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เพราะเปิดเผยออกมาว่าไม่เคยมีหมายจับในต่างประเทศมาตั้งแต่ต้น งงครับ พร้อมข้อเท็จจริงว่าตำรวจสากลไม่ยอมออกหมายจับ เพราะถือเป็นคดีการเมือง ไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ ความจริงปรากฏที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ โหมกระแสตีกิน แหกตาคนไทยมาตลอด 2 ปี ล้วนเป็นเรื่องเท็จหลอกคนไทยทั้งประเทศ อภิสิทธิ์กับกษิต (นายกษิต ภิรมย์) จะรับผิดชอบอย่างไรดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องระมัดระวัง คุณหมอนักเคลื่อนไหวพาเพื่อนๆ ไปประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่น แล้วเยอรมนี ฟินแลนด์ อาหรับเอมิเรตส์ และอีกหลายๆ ประเทศในโลกที่ยอมให้อดีตนายกฯทักษิณเข้าประเทศ หมอตุลย์ (นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์) มิต้องพาพวกพ้องไปประท้วงทุกประเทศเหรอครับ ระวังประท้วงทั่วโลกจนเหลือไทยประเทศเดียวนะครับ


พรรคประชาธิปัตย์อยากให้แสดงบทฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์มากๆ หน่อย ให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อนน่าจะดีกว่านะครับ ไม่ใช่รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบาย ก็ออกมาประท้วงกันแล้ว ไม่อยากให้การโหมกล่าวโทษเรื่องญี่ปุ่น กลายเป็นเรื่องแหกตาคนไทยเหมือนเรื่องตำรวจสากลออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณนะ ครับ กลัวเด็กเลี้ยงแกะครับ อยากให้ประชาธิปัตย์คิดดีๆ ที่กล่าวหาคนอื่น ตอนตัวเองเป็นรัฐบาลถูกกล่าวหาพายเรือให้โจรนั่ง ปล่อยให้ ครม.ตนถูกกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น ไม่เห็นออกมาทำอะไร พอคนไทยเปลี่ยนใจให้ทีมใหม่เข้ามาทำงานก็ตั้งหน้าตั้งตาถล่มกันไม่ยั้ง ไม่อายเหรอครับ คนไทยเบื่อการเมืองแบบทำลายล้าง ไม่สร้างสรรค์นะครับ น่าขัน ประชาธิปัตย์โจมตีรัฐบาลใหม่ว่าละเว้น ไม่ไล่จับอดีตนายกฯทักษิณ ก็นายกฯอภิสิทธิ์กับคุณกษิตใช้เวลา 2 ปีกว่ายังทำอะไรไม่ได้ จะมาโวยวายทำไม อายเขาครับ


อ่านจดหมายหมอวิชัย โชควิวัฒน ที่เคยเขียนถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกฯ ลงวันที่ 1 กันยายน 2552 เพื่อเสนอให้ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข เหตุผลที่เสนอให้แต่งตั้ง นพ.ชูชัย ที่ปรึกษาระดับ 11 สำนักงานสิทธิมนุษยชนฯ เป็นปลัดกระทรวง คือเป็นผู้มีความรู้และที่สำคัญเป็นผู้ที่ทำงานรับใช้ประชาธิปัตย์มานาน อ่านจบแล้ว ทำให้เข้าใจและรู้จักหมอวิชัยและหมอชูชัยมากขึ้นจริงๆ มิน่าเรื่องราวหลายเรื่องที่เกิดขึ้นที่ทั้ง 2 ท่านทำเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง ดีครับ ทุกวันนี้ใครทำอะไรๆ จะได้มีความชัดเจน ไม่ต้องปิดบังอำพราง ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากันครับ

‘เต้น’ปลื้มส.ส.แห่ช่วยประกันแดง ยังห่วง100นปช.ถูดยัดข้อหา

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการเดินหน้ายื่นประกันตัวแนวร่วมนปช.ว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา แนวร่วมฯได้รับการประกันตัวมาแล้วอีก 5 คน คือ จากศาลจังหวัดมีนบุรีจำนวน 4 คน และศาลอาญา รัชดา 1 คน โดยในสัปดาห์หน้า จะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลอุทรณ์ ที่ จ.ขอนแก่น จำนวน 4คน จ.สมุทรปราการ จำนวน 2 คน และศาลอาญา รัชดา จำนวน 6 คน ว่าจะให้ประกันตัวแนวร่วมออกมาสู้คดีหรือไม่ ส่วนวันที่ 22 ส.ค. ก็จะยื่นเพื่อขอประกันตัวแนวร่วมอีก 9 คน ที่ จ.มหาสารคาม นอกจากนี้ในวันที่ 24 ส.ค. ศาลจ.อุบลราชธานีจะพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวแนวร่วมฯอีก 21 คน ในจ.อุบลราชธานี หรือไม่ ส่วนแนวร่วมที่ยังไมได้รับการประกันตัว ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำงานต่อไป ทั้งส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการประกัน หรือที่ยื่นขอประกันไปแล้วแต่ศาลยังไม่อนุญาตก็จะต้องดำเนินการยื่นอีกครั้ง โดยการย่นประกันตัวแนวร้วมทั้งหมดจะใช้ตำแหน่งส.ส.ของพรรคเพื่อไทยเป็นนาย ประกัน

“การยื่นประกันแนวร่วมทุกคน ใช้ตำแหน่งส.ส.เป็นนายประกัน ผมรู้สึกดีใจมากและขอขอบคุณ ที่ส.ส.ทุกคนที่ผมโทรไปขอเต็มใจมาเป็นนายประกันทุกคน เพราะเพื่อน ส.ส.เหล่านี้รู้ว่าแนวทางการต่อสู้ของเราถูกต้อง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า บางส่วนที่ได้ตัดสินคดีไปแล้วนั้น ก็จะต้องมีการขอประกันตัวเพื่อมาต่อสู้กันในชั้นอุทธรณ์ด้วย และเรื่องสำคัญอีกประการ คือ แนวร่วมฯ ยังถูกออกหมายจับจำนวนกว่าร้อยคน ที่ยังไม่ได้เข้ามอบตัวเนื่องจากว่าเป็นการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม เพราะเป็นการออกแบบเหวี่ยงแห มีเพียงภาพถ่ายเท่านั้น คนเหล่านี้ได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้กลับบ้านตัวเอง จึงจะต้องดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพื่อทวงถามความยุติธรรมในสังค และความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย
“ถึงแม้ ว่าแนวร่วมปนช.จะได้รับการประกันตัวหมดแล้ว แต่ตน และกลุ่มนปช.ก็ดำเนินการทวงถามยุติธรรมในการใช้กฎหมาย ว่าจะต้องเท่าเทียมกัน ต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่ากันทุกคน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ชวนนท์แถ!! "ไม่เคยพูดว่าทักษิณมีหมายแดง" ดูซะจัดให้!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon










วิวาทะในทวิตเตอร์ ระหว่าง ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ตอบโต้ผู้เล่นทวิตเตอร์ไอดี เจเจสาทร
โดยกล่าวกรณีสมัยรัฐบาลอภิสิทธ์ ว่ามีการออกหมายแดงของตำรวจสากล

นายชวนนท์ ตอบกลับว่า "ไม่เคยมีใครพูดว่าขณะนั้น ทักษิณมีหมายแดงอยู่
คนที่คิดอย่างนั้นคงไม่ได้ติดตามข่าวใกล้ชิดเท่าไหร่"


ทีมงานได้ตรวจสอบย้อนหลังข้อมูลจากไทยรัฐ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒
มีเนื้อความข่าวตรงข้อความสำคัญว่า

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของ
ไทยได้ประสานไปยังองค์การตำรวจสากล (Interpol) ที่ไทยเป็นสมาชิกอยู่
เพื่อให้ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก
มาถึงกรณีล่าสุด ถูกรัฐบาลออกหมายจับ ข้อหายุยง ส่งเสริมให้เกิดเหตุรุนแรง
นำไปสู่ข้อหาการล้มล้างรัฐบาล โดยถูกขึ้นบัญชี "หมายแดง"
หรือ Red Notice ไว้ในเว็บไซต์ขององค์การตำรวจสากลแล้ว



(ฉบับเพิ่มเติม)
นายปณิธาน วัฒนายากร ในฐานะปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
และ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการถอดถอนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ผ่านรายการ "เรื่องเด่นเย็นนี้"ทางช่อง 3 เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 15 เมษายนว่า
กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ได้ทำการเพิกถอน
หรือยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดแล้ว
โดยเล่มสีแดงได้ยกเลิกไปก่อนหน้านี้นานแล้ว
ส่วนเล่มสีน้ำตาลนั้น ยกเลิกเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา

นายปณิธานกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้
เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ปี 2548 มาตรา 23 วรรค 7 กระทรวงการต่างประเทศ
สามารถเรียกคืนหนังสือเดินทางของผู้ที่อยู่ต่างประเทศ และทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ
ซึ่งจะส่งผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางต่างประเทศในฐานะคนไทยได้ลำบาก
ไม่สามารถเดินทางไปประเทศไหนได้ แต่ก็ยังคงสัญชาติไทยได้ตามปกติ
ดังนั้น หากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการเดินทางกลับประเทศไทย
ก็สามารถไปที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ เพื่อขอเดินทางกลับประเทศไทยได้


เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ตอนนี้มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้เป็นพลเรือนกิตติมศักดิ์ของประเทศ นิการากัว
สามารถใช้พาสปอร์ตของประเทศอื่นได้หรือไม่
นายปณิธานตอบว่า "พูดง่ายๆ พาสปอร์ตในฐานะคนไทย คุณทักษิณทำไม่ได้แล้ว
ต้องกลับประเทศไทยอย่างเดียว แต่ถ้าไปใช้เป็นพลเมืองของประเทศอื่นก็เป็นสิทธิ์
ที่คุณทักษิณจะทำได้ แต่ทุกฝ่ายเห็นว่า คุณทักษิณ น่าจะเดินทางกลับมาในประเทศไทย
เพื่อต่อสู้คดีความต่างๆ ตามกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย
และยืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมของเราไม่สามารถแทรกแซงได้"


ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในเว็บไซต์ "มติชนออนไลน์" ระบุว่า
มีการประสานไปยังองค์การตำรวจสากล (Interpol) ให้ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่งถูกรัฐบาลออกหมายจับ เพื่อส่งกลับมาดำเนินคดีในไทย
โดยได้ขึ้นบัญชี "หมายแดง" หรือ Red Notice ไว้ในเว็บไซต์ขององค์การตำรวจสากลแล้ว
นายปณิธานตอบว่า เรื่องนี้ เป็นขั้นตอนที่ดำเนินการตามปกติ ที่กระทรวงการต่างประเทศ
จะให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ประสานงานไปยังตำรวจสากล เพื่อให้ติดต่อบุคคลที่มีคดีความ
หรือถูกตัดสินว่ากระทำความผิด เพื่อส่งตัวกลับมารับโทษในประเทศไทย
โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อตกลงกับประเทศไทยอยู่
โดยเฉพาะบุคคล ที่กระทำการให้ประเทศชาติเสียหาย หรือดำเนินการล้มล้างรัฐบาล

จึงนำมาเตือนความจำคุณชวนนท์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์


http://www.go6tv.com/2011/08/blog-post_1805.html

ผ่าเกมรุกฝ่าย "นิติบัญญัติ" "เนติบริกร" ยุคเพื่อไทย เสิร์ฟเมนู "นิติรัฐ"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ผ่าเกมรุกฝ่าย "นิติบัญญัติ" "เนติบริกร" ยุคเพื่อไทย เสิร์ฟเมนู "นิติรัฐ" ขึ้นโต๊ะ "ทักษิณ"



ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารยุค "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้องลอดช่อง-หาทางแก้เกม "กฎหมาย"

เพราะ 5 ปีที่ฝ่ายเพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำ พ้นจากกระดานอำนาจก่อนเวลาอันควร
ด้วยสาเหตุแห่งช่องโหว่ทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

มือกฎหมายระดับ "พระกาฬ" จึงถูกจับจอง-เรียกใช้ เป็นมันสมองมา ตั้งแต่ยุคผู้นำ "พ.ต.ท.ทักษิณ"

ยุคของ "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" อดีตผู้พิพากษา
ลาออกจากราชการ สังกัดฝ่ายตุลาการ มาเล่นการเมือง เรืองอำนาจหลายตำแหน่ง เช่น
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2 สมัย

โฆษกประจำตัว "ทักษิณ" คือตำแหน่งสุดท้ายของ "พงศ์เทพ" ที่ยังคงให้บริการด้านเนติ

เช่นเดียวกับยุคของ "วิษณุ เครืองาม"
ที่ทิ้งเก้าอี้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าประจำการตำแหน่งบริกรด้านเนติ
ให้กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" และจบอาชีพนักการเมืองในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ไม่ต่างจากยุคของ "ชูศักดิ์ ศิรินิล"
ที่ตัดสินใจพลิกเส้นทางชีวิต ทิ้งเก้าอี้อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
มารับตำแหน่ง "ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยรักไทย"
ก่อนเส้นทางการเมืองจบลงที่ตำแหน่ง "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี" ในยุค "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

ไม่นับรวมทั้ง "ประเกียรติ นาสิมมา" ที่อยู่ในขบวนรถไฟสายบริกรด้านเนติ

ไม่เพียงภาคการเมืองเท่านั้นที่ "ทักษิณ" ใช้นักกฎหมายมาเป็นมันสมอง
หากแต่หลายครั้งทีมกฎหมาย "ทักษิณ" ถูกเชื่อมโยงให้รับหน้าที่ในด้านส่วนตัวและธุรกิจ

ชื่อของ "พิชิฏ ชื่นบาน" ก็เคยรับหน้าที่สำคัญในคดีี "ซุกหุ้นภาค 1" จนถึง "ซุกหุ้นภาค 2"

เส้นทางที่คู่ขนานระหว่างไทยรักไทย-ชินคอร์ป จำเป็นต้องใช้ "เนติบริกร" ระดับพระกาฬ

เช่นเดียวกับวาระของ "สมัคร" และพรรคพลังประชาชน

เมื่อมาโดยช่องทาง-เทคนิคทางกฎหมาย ก็ต้องจากไปด้วยเส้นทางแห่งกฎหมาย

นายกรัฐมนตรี "สมัคร สุนทรเวช" ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้วยข้อหารับจ้างทำกับข้าว

ยุค "เพื่อไทย" ที่เป็นรัฐบาล มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี
บรรดา "เนติบริกร" ในยุคไทยรักไทย-พลังประชาชน
ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111+109

ยังคงอยู่เบื้องหลังในการวางแผน วางหมากเกม ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
จนกระทั่งได้รับเสียงข้างมาก เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาปัญหาเนติกับ "พีรพันธุ์ พาลุสุข"
มือกฎหมายระดับหัวกะทิของ "เพื่อไทย" อีกคนหนึ่งที่อยู่
"หน้าฉาก" ได้วิเคราะห์หมากเกมบนกระดานนิติบัญญัติ
ในวันที่พรรคก๊อก 3 ของ "ทักษิณ" เป็นแกนนำรัฐบาล

ท่ามกลางความเข้มแข็งของฝ่ายค้าน ที่มี "ประชาธิปัตย์" เป็นแกนนำ
ซึ่ง "พีรพันธุ์" ยอมรับว่า แม้คู่แข่งจะเข้มแข็งเพียงไร
ก็ไม่สามารถเอาชนะพรรครัฐบาลได้ เพราะครองเสียงข้างมากเช่นนี้

"เขาเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่เสียงเขาน้อยกว่าเรา ที่เข้มแข็งคือ
การให้เหตุผลชี้แจงในการอภิปราย สุดท้ายก็อยู่ที่เหตุผล
เพราะในระบอบประชาธิปไตย สุดท้ายก็ต้องตัดสินด้วยเหตุผล
ถ้าคุณมีเหตุผลดี แม้ฝ่ายค้านก็เห็นด้วย ที่สำคัญคือให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย"

พีรพันธุ์อธิบายว่า "สำหรับอุปสรรคก็ต้องมี
แต่เราตั้งใจทำงานให้ดี มีประสิทธิภาพ ประชาชนอุตส่าห์เลือกมาด้วยคะแนนขนาดนี้
มอบหน้าที่ให้เราเต็มที่ หากพวกผมทำให้เขาผิดหวัง อย่าหวังว่าจะได้กลับมาอีก
เพราะการตรวจสอบจากประชาชนถึงจริง ๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนเขาคิดอะไร
ต้องการอะไร แล้วทำไมพวกผมจึงมาเป็นเสียงข้างมากได้
คิดว่าเป็นปัจจัยให้พรรคซีกรัฐบาลผนึกกำลังกันทำงานอย่างเต็มที่"

เมื่อประเด็นกฎหมาย อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคม

เมื่อคัมภีร์-รัฐธรรมนูญกลายเป็นวาระเร่งด่วน
โดยเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยการ "นิรโทษกรรมทางการเมือง" ให้บริการกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ"

พีรพันธุ์-ไม่เชื่อว่ามาตรา 309 จะกลายเป็นข้อขัดแย้ง
แต่เป็นเพียงคืนความเป็นธรรมให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เท่านั้น

"มันไม่มีหรอก ที่จะบอกว่าออกกฎหมายเพื่อคุณทักษิณคนเดียว
มันไม่มีหรอก ไปดูสิ กฎหมายอย่างนี้มี เหรอ ต้องดูเนื้อหาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มาตรานี้ ยังไงก็ขัดต่อหลักนิติธรรม การนิรโทษทั้งในอดีต ปัจจุบัน
และอนาคต อย่างน้อยมาตรา 309 ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายทั่วไปอยู่แล้ว"

"แต่จะบอกว่าแก้ไขแล้ว ทำให้สามารถล้างความผิดย้อนหลังหรือไม่ ถ้าทำได้
ก็จะทำ เพราะต้องคืนความเป็นธรรมให้กับทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
หากผลักดันเข้าสู่สภา ก็อยู่ที่เสียงของสมาชิก และแน่นอนว่าเราคุมเสียงได้"

"พีรพันธุ์" ย้ำหลักการที่เคยหาเสียงไว้ว่า
"เราต้องคืนความเป็นธรรมให้กับทุกคน รวมถึงทักษิณด้วย ถ้าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม"

เมื่อปี 2550 ครั้งนั้น รัฐบาลพรรคพลังประชาชนพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จนเป็นชนวนเหตุทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ชุมนุมกดดันถึงขั้นยึดทำเนียบ ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ
มาครั้งนี้ ในสายตา "พีรพันธุ์" มองว่า อาจเกิดความคิดแยกเป็นสองฝ่ายอีกครั้ง

"แน่นอน ต้องมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
สิ่งเหล่านี้ต้องค่อย ๆ ให้ความรู้กับประชาชนไป สำคัญ คือเราต้องอิงประชาชน
ถ้าเขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีการแก้ไข เราก็ต้องดำเนินการ
อย่างน้อยพวกผมได้ไปหาเสียงบอกประชาชนไว้ว่า ถ้าเห็นด้วยจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เลือกพวกผม"

"คิดว่าประชาชนเลือกพวกผมด้วยเหตุนี้ เราก็ต้องดำเนินการภายในอายุของสภานี้
แม้มีบทเรียนว่า ประเด็นนี้จะทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองได้ง่าย
โดยเฉพาะถ้าแก้ทันที ไม่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มันอาจเกิดการต่อต้าน ดังนั้น
รัฐบาลจะต้องไปดูเวลา ทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วม คิดว่ากระบวนการอย่างนี้สำเร็จ"

ข้อโต้แย้งที่ว่า แม้แต่ในพรรค เพื่อไทยเอง ยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
จนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย "พีรพันธุ์" ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้

"ยังคิดกันอยู่ เพราะซีกหนึ่งอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าก่อน
เพื่อให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น
จนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ค้านอย่างเดียวไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ก็จะทำให้การบริหารราบรื่น"

"แต่อีกซีกหนึ่งเห็นว่าเอาเลย เมื่อแถลงนโยบายแล้ว ก็ต้องแก้ไข
เพราะถ้าช้า คุณอาจไม่ได้แก้นะ มันก็เป็นความเห็น แต่หลังจากนี้จะมีการกำหนดรายละเอียด"

"กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันไม่ได้เริ่มพรุ่งนี้ เช่น สัปดาห์หน้าแถลงนโยบาย
แล้ววันรุ่งขึ้นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย
มันไม่ใช่ อย่างน้อยจะต้องมีการศึกษาเบื้องต้น คุยพรรคร่วม คนข้างนอกด้วย
เพื่อกำหนดว่าเราจะมีกลไกกันอย่างไร"

ในตอนท้าย พีรพันธุ์สรุปว่า "ทุกเรื่องที่มีการเสนอในนิติบัญญัติ
รัฐบาลคุมเสียงได้อยู่แล้ว ไม่มีเสียงแตกแน่นอน"

นี่คือบทสรุปที่ "เนติบริกร" ในยุค "เพื่อไทย" พร้อมเสิร์ฟ คืนความเป็นธรรมให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ"



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1313816070&grpid=02&catid=no

เบื้องหลังนายกฯหน้าสวย ยิ่งลักษณ์-ทักษอร จำแลงแต่งหน้าแบบจำเลย(รัก)

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นักบริหารผู้หญิง ที่กำลังแรงทุกกระดานอำนาจ

วงการการเมืองมี "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผงาดเป็นนายกรัฐมนตรี

วงการธุรกิจในกลุ่มชินคอร์ปมี "นางศุภจี สุธรรมพันธุ์"
ขึ้นเป็นประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

ที่ตึกนารีสโมสรมี นางฐิติมา ฉายแสง
เป็นผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วงการบันเทิงที่ช่อง 3 มีผู้จัดละครเรตติ้งดี "จ๋า-ยศสินี ณ นคร (เหมือนประสิทธิเวช)"
เจเนอเรชั่นที่ 2 ของค่ายเมคเกอร์ วายฯ ที่รับไม้ต่อจากแม่ "จิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช"

โปรไฟล์ละครสร้างชื่อของค่ายนี้คือ
"จําเลยรัก" ที่แสดงนำโดยนางเอก "แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ"
และเรื่อง "เงารักลวงใจ" ที่รวมดาราดังคับคั่ง อาทิ
ปริญ สุภารัตน์-ณเดชน์ คูกิมิยะ- เพชรา วงศ์วาสนา-สุมนทิพย์ เหลืองอุทัย-
จริยา แอนโฟเน่-รอน บรรจงสร้าง-พิศาล อัครเศรณี-พรนภา เทพทินกร

ตัวละครทุกตัว นางเอกทุกคนของค่ายละครเมคเกอร์ วายฯ
ล้วนแต่งหน้าทำผมเนี้ยบ สีนวล สวยเนียน สดใส สไตล์วัยรุ่น

เพราะช่างแต่งหน้า ทำผม ประจำกองถ่ายของ "ยศสินี"
ผู้เนรมิตตกแต่งหน้านางเอก "ทักษอร" ให้เป็น "โศรยา" แห่งจำเลยรัก ให้สวยเด้ง
แม้ต้อง แสดงเป็นหญิงสาวที่ถูกจับขังอยู่ในกระท่อมกลางป่าแทบทั้งเรื่อง
แต่หน้าของเธอที่ปรากฏในจอช่อง 3 ทุกชอต นวลสวย ผมม้วนงอนเป็นลอน งามตลอดเวลา

แต่ปรากฏว่าหลังละครเรื่องนี้ออนแอร์ ช่างแต่งหน้าทำผมของกองถ่ายกลายเป็นชนชั้นที่
"งานเข้า" คิวยาว แทบไม่ได้วางปากกาเขียนตาและลิปสติก

เล่ากันในวงการความงามว่า เจ้าสาวแทบทุกคนในประเทศไทยล้วน
ต้องการตัวช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายของ "ยศสินี"

ไม่เว้นแม้แต่กลุ่ม "นักการเมือง"

โดยเฉพาะนักการเมืองหมายเลข 1 จากค่ายเพื่อไทย
ที่ปรากฏตัวด้วยสีหน้าสวย นวลเนียน แทบทั้งวันเช้าจดค่ำ

ภาพการเดินสายหาเสียงของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ทั่วประเทศ
ทุกภาพ ทุกชอต ทั้งในโปสเตอร์
และในภาพข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์
และหน้าจอโทรทัศน์ ไม่มีใครปฏิเสธว่า "สวย" ที่สุดในกระดานการเมือง

สงครามนางฟ้า เบื้องหลังคนหน้าสวยได้รับการเฉลยแล้วว่า
ใครคือมือปาดสี ป้ายหน้าให้สวยทน สวยนาน

คนในวงการบันเทิงสนทนากันว่า
"น.ส.ยิ่งลักษณ์" มีช่างแต่งหน้า ทำผม ปรุงโฉมใหม่ที่เป็นทีมงานเดียวกันกับช่างทำผม
แต่งหน้าของกองละครแห่ง ค่ายเมคเกอร์ วายฯ ของผู้จัดละครสาวสวยคนเก่ง "จ๋า-ยศสินี"

ตั้งแต่วันแรกของการรับสมัครเลือกตั้งจนถึงวันหาเสียง
จนกระทั่งชนะเลือกตั้ง ทุกวันในช่วงเช้า ช่างแต่งหน้า
ทำผมจะเนรมิตให้ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" มีภาพหน้าตา ทรงผม อยู่ในลุกที่สวยใส ลุยได้ตลอดทั้งวัน

ระหว่างนั้นกองละครและกองเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย
ต้องสลับคิวช่าง แต่งหน้า ทำผมกันอย่างถี่ยิบ

แน่นอนที่สุดว่ายิ่งเมื่อเธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
การปรากฏตัวของเธอยิ่งต้องสวยใสกว่าเดิมด้วยช่างแต่งหน้าดาราหมายเลข ระดับ1


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1313816303&grpid=no&catid=04

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: สภาโจ๊กปั้นสิบ

ที่มา ประชาไท

นึก ว่าค่ายมติชนจะไม่ออกมาตอบโต้ซะแล้ว กับรายงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง “อีเมล์ซื้อสื่อ” ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพราะปกติค่ายประชาชื่นจะไม่ออกมาตอบโต้ข้อครหาต่างๆ (เช่นกรณีประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์) แต่ครั้งนี้คงเหลืออด

เพราะการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเรื่อง “อีเมล์ซื้อสื่อ” ที่ทุกฝ่ายต่างก็สนับสนุนให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตรวจสอบอย่างจริงจังไม่ไว้หน้าใคร ผลออกมาปรากฏว่า ตัวบุคคลที่ถูกกล่าวถึงทั้ง 7 คนในอีเมล์ได้ข้อสรุปสีขาวตุ่นๆ “คณะ อนุกรรมการเชื่อว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว แม้จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว”
โปรด บันทึกไว้ด้วยว่า 1 ใน 7 ที่ถูกพาดพิง คือปราโมทย์ ฝ่ายอุประ “พี่โมทย์” ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมานั่นเอง คณะอนุกรรมการเห็นว่าคอลัมน์วิเคราะห์ข่าววันอาทิตย์ของ “พี่โมทย์” มีเนื้อหาที่ค่อนข้างสมดุลกว่าคอลัมน์เดียวกันของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในวัน อื่นๆ (แต่พูดอย่างให้ความเป็นธรรมหน่อย ปราโมทย์ไม่ได้ร่วมประชุมตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้)
อีก 4 คน (ซึ่ง 3 คนเป็นคนของเครือมติชน) คณะกรรมการก็ลงความเห็นคล้ายกัน คือไม่สามารถสรุปได้ว่าเขียนบทความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย ส่วนที่คณะอนุกรรมการตั้งข้อสังเกตพฤติกรรม มีเพียง 2 ใน 7 ซึ่งเป็นบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวเนชั่น
แต่คณะอนุกรรมการกลับฉวยโอกาสนี้ ไปมอนิเตอร์หนังสือพิมพ์ 5 ฉบับแล้วสรุปว่า “การ นำเสนอข่าวสารและบทความในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิง บางฉบับ โดยเฉพาะข่าวสด และรองลงมาคือ มติชน น่าจะมีความเอนเอียงในการก่อให้เกิดประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งการพาดหัวข่าว การเลือกภาพที่นำมาลง การนำเสนอข่าว คอลัมน์การเมือง และบทสัมภาษณ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย”
ซึ่ง ก็ถูกต้องอย่างที่ค่ายมติชนเขาโต้ว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรื่องอีเมล์เลย เป็นการทำเกินหน้าที่ และถ้าจะมอนิเตอร์อย่างนั้น ก็ควรมอนิเตอร์หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แยกเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
กล่าว ในเชิงการสอบสวนแล้ว ผลการมอนิเตอร์ที่สรุปมาตามทัศนะของคณะอนุกรรมการ ก็ไม่ได้โยงใยกับผลสอบตัวบุคคลทั้ง 7 เพราะคณะอนุกรรมการไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวบุคคลของค่ายมติชน 3 คนเอนเอียง แต่ไพล่ไปมอนิเตอร์ว่ามติชน-ข่าวสด เอนเอียง ขณะที่ตัวบุคคลที่คณะอนุกรรมการตั้งข้อสังเกตพฤติกรรม เป็นคนของค่ายเนชั่น ซึ่งคณะอนุกรรมการไม่ได้บอกว่าเอนเอียง
ถ้า คณะอนุกรรมการขยายผลจากการสอบสวนตัวบุคคล ก็ต้องชี้ให้เห็นว่า ตัวบุคคลของค่ายมติชนทั้ง 3 มีอำนาจหน้าที่บริหารงานข่าว สามารถเข้าไปบงการทิศทางข่าว การพาดหัวข่าว การเลือกภาพข่าว ฯลฯ ไม่ใช่แค่เขียนคอลัมน์
ขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึง 2 สามีภรรยา บก.ข่าวอาชญากรรมและการเมือง สำนักข่าวเนชั่น คณะอนุกรรมการสรุปว่า “น่าจะไม่อยู่ในฐานะที่สามารถนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทยด้วยตนเองโดยลำพังโดยง่าย” ซึ่ง ก็ถูกต้อง เพราะระบบบริหารงานข่าวในเครือเนชั่น เขาใช้สำนักข่าวเนชั่นเป็นศูนย์รวมข่าวรูทีนจากนักข่าวพื้นที่ แล้วเนชั่น คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ จึงมาเลือกข่าวไปใช้ บก.ข่าวของฉบับต่างๆ เป็นผู้เลือกเองว่าจะเอาข่าวไหนขึ้นหัวใหญ่หัวรอง เอาภาพไหนตีพิมพ์ โดยอาจจะมีการซีฟข่าวของตัวเองเพิ่มเข้ามา ฉะนั้น ต่อให้ 2 สามีภรรยารับเงินเป็นล้าน ก็ไม่สามารถไปบอกคมชัดลึกว่าให้ลงข่าวอย่างนี้ๆนะ ให้ลงภาพนี้นะ
แต่ คณะอนุกรรมการไม่ได้โยงให้เห็นเลยว่า ตัวบุคคลทั้ง 3 ของค่ายมติชนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการพาดหัวข่าว เลือกข่าว เลือกภาพ ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการจึงมาจากการมอนิเตอร์เอง ด้วยทัศนะของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับอีเมล์ซื้อสื่อซักนิด
ตัวบุคคลกับนโยบาย
ผม ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอีเมล์นี้นายวิมเป็นผู้เขียนจริงหรือไม่ (นายวิมอ้างว่าเป็นอีเมล์กลางเพื่อประสานงานสื่อ ที่ใช้ร่วมกันหลายคน บางครั้งเปิดทิ้งไว้ทั้งวันที่โต๊ะ) แต่ขอข้ามไปตรงที่ว่า บทบาทของนายวิมคืออะไร และถ้านายวิมเขียน นายวิมเขียนตรงความจริงทั้งหมดหรือไม่
นาย ชื่อเหมือนผงขัดห้องน้ำเนี่ย เท่าที่ทราบเคยเป็นนักข่าวฐานเศรษฐกิจ ประจำกระทรวงพาณิชย์ สมัยเกือบ 20 ปีที่แล้ว แล้วก็มาทำงานกับนักการเมือง กระทั่งมาอยู่กับเสี่ยเพ้ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นถุงเงินพรรคเพื่อไทย
เมื่อ นายวิมมาเป็นรองโฆษกพรรค และเป็นผู้ประสานงานสื่อ ก็อาศัยความเป็นนักข่าวเก่า นอกจากประสานงานกับนักข่าวประจำพรรค ก็ยังต่อสายเพื่อนฝูง รุ่นพี่รุ่นน้อง ที่เคยรู้จัก ลักษณะอย่างนี้เท่าที่เคยเห็นมา เขาก็จะชวนไปกินข้าวกินเหล้าด้วยกัน (กรณีนี้ตีกอล์ฟด้วยกัน) อาจจะฝากฝังบ้าง ตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ไปหาใหญ่ แล้วแต่ฝากได้ บางทีก็ฝากไม่ได้หรอก แต่สื่อก็จะเออออไปถนอมน้ำใจ ขณะที่ฝ่ายสื่อก็หาข้อมูลไปด้วย ตัวบุคคลของพรรคการเมืองที่ใกล้ชิดสื่อแบบนี้มีทุกพรรค แน่นอนว่าบางครั้งก็ไม่สะอาดหรอก มีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน แต่ขึ้นกับตัวบุคคล ถ้าเขาซื้อใครได้ เขาซื้อแน่ แต่ถ้าซื้อไม่ได้ ก็ขอแค่คบหา สร้างมิตรไมตรี กินข้าวกินเหล้ากันบ่อยๆ ให้ข่าวบ้าง อย่างน้อยมีอะไรก็ยังเกรงใจเห็นแก่หน้ากัน
คน ไหนเห็นเงินตาโต มึงเอาเงินไปดาวน์รถไถ (ฮา) แต่คนไหนรักศักดิ์ศรี ก็พี่ครับพี่ ขอคำปรึกษาพี่หน่อย โห พี่เนี่ยมองทะลุจริงๆ ผมเอาไปเล่าให้นายฟัง นายบอกว่าไอเดียพี่สุดยอด นายเชิญไปกินข้าวด้วย อยากฟังความเห็นพี่ ฯลฯ นี่คือศิลปะของการเข้าหาสื่อ ซึ่งมีหลายระดับ ฝ่ายการเมืองที่ฉลาดเขาไม่ได้มุ่งหวังบงการสื่อแบบขาวดำเต็มร้อย อย่างที่คณะอนุกรรมการคิดหรอก
ฉะนั้น ถ้ากลับมาดูกรณีของนายวิม ก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มีการสร้างความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ส่วนจะเป็นแบบไหน ต้องสอบสวนให้ชัดเจน หรือถ้าไม่ชัด ก็เป็นความรับผิดชอบของต้นสังกัด ที่ต้องตักเตือนคนของตัวเองว่าการสร้างความสัมพันธ์กับนายวิมควรอยู่ในกรอบ ไหนที่เหมาะสม
ผม จึงบอกว่าทุกฝ่ายสนับสนุนให้ตรวจสอบ เพียงแต่ในแง่หนึ่งก็ต้องเข้าใจธรรมชาติความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับ สื่อ ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล ซึ่งมีอยู่ทั่วไปทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับนโยบาย ไม่ใช่ว่า-สมมติ นายวิมจ่ายเงินให้นักข่าวมติชน 3 คนๆละ 2 หมื่นแล้วจะไปบงการมติชนข่าวสดได้ และไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์นี้จะทำให้มติชนข่าวสดได้โฆษณาพรรคเพื่อไทยมากกว่า ฉบับอื่น
คือถ้าคิดว่าค่ายมติชนมีผลประโยชน์กับพรรคเพื่อไทย โอ๊ย เขาไม่มาคุยกับนายวิมนี่หรอกครับ ต้องทางดูไบคุยกับเสี่ยช้างโน่น
Nonsense
คราว นี้มาดูอีเมล์ที่ว่าเป็นของนายวิม ถ้ามันเป็นจริง ผมอ่านแล้วก็คิดว่านายวิม “โม้” อยู่บ้าง ตามประสาลูกน้องเสนอหน้ากับนาย ในภาพรวมผมไม่คิดว่านายวิมเป็น “กุนซือ” ยิ่งลักษณ์ เพราะดูจากยุทธศาสตร์การหาเสียง 49 วันที่สร้างกระแสชิงคะแนนนำมาตั้งแต่ต้นจนโค้งสุดท้าย “กุนซือ” ยิ่งลักษณ์ต้องเป็นมือเหนือชั้นกว่านายวิมกับน้องสุธิศา ที่เอ่ยถึงในอีเมล์ นายวิมน่าจะแค่เป็นคนสรุปประเด็นข่าวประจำวัน คาดทิศทางข่าว จัดคิวสื่อขอสัมภาษณ์ ฉะนั้นหน้าที่ 6 ข้อที่พูดถึงในอีเมล์จึงเป็นจริงแค่บางข้อเท่านั้น
1.แจ้งประเด็นให้คุณปู ทราบทุกวันว่าวันนี้มีประเด็นอะไร ประเด็นไหนที่แรง ให้โยนไปให้ทีมคุณนิวัติธำรงค์ ช่วยแนะนำ
2.เช็กประเด็นจากสื่อมวลชนว่าจะถามอะไรคุณปู เพื่อให้คุณปูเตรียมตัวให้พร้อมที่จะพูด
3.สร้างประเด็นหรือภาพกิจกรรมในพื่นที่หาเสียงเพื่อให้ได้ภาพหน้า 1 ทุกวัน
4.ประสานหัวหน้าข่าวและโต๊ะข่าวการเมืองว่าต้องการภาพแบบไหน เพื่อส่งให้ทุกวัน
5.ประสานสำนักข่าวต่างประเทศเพื่อให้ตามคุณปู ลงพื้นที่เพื่อให้ข่าวคุณปูออกไปทั่วโลก
6.ประสานสำนักข่าวในประเทศ เพื่อให้พรรค (คุณนิวัตธำรงค์) จัด บุคคลไปตอบคำถามในทีวี
ข้อ 1 คือสรุปข่าวนั่นแหละ ข้อ 2 คือการคาดประเด็น ซึ่งอาจมีสื่อบางคนช่วยคิด แต่ไม่ยากหรอก ดูหัวข่าวฉบับเช้าทุกฉบับก็รู้ ข้อ 3 น่าจะเป็นงานของทีมกุนซือทั้งทีมโดยนายวิมแค่มีส่วนร่วม ข้อ 6 คือจัดคิว ดูว่าวันไหนจะมีการดีเบททางทีวีแล้วจะส่งใครไป ส่วนข้อ 5 คือแจ้งหมายให้สำนักข่าวต่างประเทศ ว่าวันนี้ยิ่งลักษณ์จะไปไหน ซึ่งก็ขึ้นกับว่าเขาจะสนใจหรือไม่ จะไปหรือไม่ไป รอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี เขาไม่แคร์นายวิมหรอก แต่ภาษาที่ใช้ในอีเมล์ก็เขียนให้มันดูอลังการหน่อย
ส่วนข้อ 4 ผมเข้าใจว่าคณะอนุกรรมการใส่ใจมากจนจับไปเป็นประเด็นว่าพรรคเพื่อไทย น่าจะมีการจัดส่งภาพของตนไปลงตีพิมพ์เป็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับ” ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่น่าสมเพชมากในสายตาคนทำข่าว
ถาม ว่ามีจริงไหม มีครับ ถ้าคุณอยู่ในโต๊ะข่าวการเมืองช่วงเลือกตั้ง สมัยก่อนภาพแจกนักการเมืองเต็มตะกร้า ต้องทิ้งขยะทุกวัน สมัยนี้ก็เป็นอีเมล์ขยะ แต่ถามว่ามีความจำเป็นด้วยหรือ ที่จะต้องใช้ภาพของพรรคการเมือง ในมื่อช่างภาพของแต่ละฉบับเขาก็มีเป็นสิบ มือดีๆ ทั้งนั้น ช่างภาพ 3 ฉบับนี้มือเจ๋งกว่าช่างภาพของพรรคการเมืองแน่นอน ถ้าเขาอยากได้ภาพยิ่งลักษณ์สวยๆ เขาสั่งช่างภาพเขาได้ ยักษ์ใหญ่นะครับ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ตรวจหวยตามต่างจังหวัดสมัยโบราณ จะได้ใช้ภาพแจก
คณะอนุกรรมการยังตั้งข้อสังเกตว่า “ภาพ ข่าวหลายภาพของไทยรัฐ มติชน และข่าวสด มีความคล้ายกันมาก โดยภาพข่าวในหนังสือพิมพ์สามฉบับนี้ มีลักษณะสื่อสารทางการเมืองมากกว่าภาพข่าวปกติ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับเดลินิวส์และคมชัดลึก”
ใน นี้แยกเป็นหลายประเด็น ขอพูดประเด็นแรกก่อนที่ว่าภาพข่าวคล้ายกันมาก คณะอนุกรรมการไม่มีใครเป็นนักข่าวซักคน ยกเว้นเจ๊หยัด ซึ่งเป็นนักข่าวสมัยหนังสือพิมพ์ยังแกะบล็อกใช้ตัวเรียงพิมพ์แท่นฉับแกระอยู เลย ท่านคงไม่ทราบว่าสมัยนี้พวกช่างภาพเขามี “พูล” ส่งอีเมล์ให้กันแป๊บเดียว ถ่ายฟิล์มอัดเพลทเรียบร้อย ถ้าใครได้ภาพในมุมไม่ดี หัวหน้าข่าวดูแล้วไม่ถูกใจ ก็ขอบริจาคกันได้ โอเค ฉบับใหญ่อย่างไทยรัฐ มติชน เขาไม่ค่อยขอใคร แต่ก็มีช่างภาพแจกอีกประเภทหนึ่งอย่างที่ผมจะลงให้ดู
นี่ คือภาพอภิสิทธิ์วันแพ้เลือกตั้ง ซึ่งเอาไปลงกันหลายฉบับ คณะอนุกรรมการท่านคงคิดว่าเป็นภาพแจกของพรรคเพื่อไทย แต่โทษที นี่คือภาพรอยเตอร์ หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่รับทั้งภาพรอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี ซึ่งสำนักข่าวพวกนี้มีช่างภาพชั้นอ๋อง ฉะนั้นไม่แปลกหรอกที่หัวหน้าข่าวหลายฉบับจะเลือกภาพตรงกันแล้วมารู้เอาตอน เช้า
ขอ ย้ำว่าเป็นเรื่องน่าสมเพชมาก กับผลสรุปที่เชื่อว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ใช้ภาพแจกของพรรคเพื่อไทย เป็นการดูถูกดูแคลนช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ข่าวสด มติชน ที่มีรวมกันหลายสิบคน เพราะถ้ามันเป็นจริง ไม่มีช่างภาพที่ไหนยอมหรอกครับ มันเหมือนถูกตบหน้า อุตส่าห์ตามไปถ่ายภาพยิ่งลักษณ์ไปถึงอีสาน แต่หัวหน้าข่าวกลับเอาภาพแจกของพรรคมาใช้
สิ่ง ที่ผมตั้งข้อสังเกตคือ คณะอนุกรรมการไม่มีใครเป็นนักข่าว และไม่มี Sense ข่าว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการมอนิเตอร์หนังสือพิมพ์ ดูอย่างข้อสรุปเรื่องภาพ ซึ่งหลังจาก “พิพากษา” มติชน ข่าวสด ไทยรัฐ ดังกล่าวข้างต้น โดยเปรียบเทียบกับเดลินิวส์และคมชัดลึกแล้ว คณะอนุกรรมการยังห้อยท้ายว่า “นอก จากนี้ ยังพบว่า ภาพข่าวทั้งหมดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด คือเชิงบวกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือทางการเมือง แตกต่างกับของนายอภิสิทธิ์ ที่มีทั้งภาพข่าวเชิงลบและบวก”
ตกลง จะเอาไงแน่ ตอนแรกว่า 3 ฉบับ ต่อมาก็ว่าทุกฉบับ นี่เป็นข้อสรุปที่ไม่มองความเป็นจริงและไม่มี Sense ข่าวเลย พรรคเพื่อไทยสามารถสร้างกระแสให้ยิ่งลักษณ์มีคะแนนนำตั้งแต่ต้น ขณะที่อภิสิทธิ์เป็นรอง ความมั่นใจ ความมีราศี กิริยาท่าที ย่อมแตกต่างกัน ยิ่งลักษณ์รู้จักเลือกไปหาเสียงในจุดที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ เช่นไปขับรถไถ ไปผัดหมี่ ไปพบสตรีมุสลิม 3 จังหวัดภาคใต้ ขณะที่อภิสิทธิ์ไปหาเสียงที่ไหนก็โดนคนเสื้อแดงตามติด ประเด็นต่างๆ ที่ถูกซักถามล้วนแต่ทำให้เข้าตาจน พูดง่ายๆ ว่าพรรคเพื่อไทยเขาจัดฉากให้ยิ่งลักษณ์โพสท่าได้ ขณะที่อภิสิทธิ์โพสท่าไม่ออก จัดฉากไปเกี่ยวข้าวคนก็วิจารณ์ว่าขัดกับบุคลิกมาร์ค โพเดียม นี่คือกระแสที่ดำรงอยู่
คน ทำหนังสือพิมพ์ที่มี sense ข่าวก็จับกระแสนี้ ฝ่ายหนึ่งรุ่ง ฝ่ายหนึ่งร่วง แล้วท่านจะให้ภาพมันออกมามีสง่าราศีเท่ากันได้อย่างไร อย่าว่าแต่มติชน ข่าวสด ไทยรัฐ ผมดูภาพไทยโพสต์บางวัน ภาพยิ่งลักษณ์ยังออกมาสวยเช้งน่าประทับใจ
มี คนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (ไม่ใช่ไทยโพสต์) เล่าให้ฟังว่า วันที่ยิ่งลักษณ์ไปขับรถไถ ภาพในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ออกมาแย่กว่าเพื่อน ฝ่ายบริหารซึ่งเกลียดทักษิณยิ่งกว่าขี้ เขายังโวยวายกอง บก.ว่าช่างภาพถ่ายภาพยังไง สู้ฉบับอื่นเขาไม่ได้ นี่คือ sense ข่าว หรือบางคนอาจมองว่าสื่อมุ่งขายข่าว แต่มันคือการนำเสนอในสิ่งที่ผู้คนสนใจ และ “สื่อสาร” สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น
Sense ข่าวแบบนี้ที่ทำให้เทพชัย หย่อง มองเห็นว่า หลังเลือกตั้งคนที่น่าสัมภาษณ์ที่สุดคือทักษิณ ถึงได้ตีตั๋วเครื่องบินให้ภิญโญ ไตรสุรยิธรรมา บินไปดูไบ ทั้งที่เทพชัยเกลียด “ระบอบทักษิณ” ขนาดไหนทุกคนก็รู้
แต่ คณะอนุกรรมการผู้ Nonsense คงเห็นว่า ถ้าวันไหนอภิสิทธิ์โดนม็อบเสื้อแดงรุม หนังสือพิมพ์ก็ควรจะลงภาพยิ่งลักษณ์เผลอตัวทำปากเบี้ยวปากจู๋ หรือแอบถ่ายตอนนั่งหลับน้ำลายไหล อย่างนั้นกระมัง
ผม ดูตารางที่ท่านมอนิเตอร์ภาพข่าวแล้วยังขำ และก็รู้สึกว่าโชคดีนะเนี่ย ที่มติชน-ข่าวสด เขาคงถือเป็นนโยบาย ลงภาพยิ่งลักษณ์อภิสิทธิเท่ากัน 31-31 และ 33-33 ขนาดนั้นท่านก็ยังไปจ้องจับผิดว่าภาพใครใหญ่กว่า ภาพใครอยู่มุมไหน บน ล่าง กลาง ซ้าย ขวา (ท่านคงอยากให้ลงข้างบนคู่กันทุกวันมั้ง) ทั้งที่ภาพไหนจะอยู่ตรงไหนมันมีหลายองค์ประกอบ ทั้งความเป็นภาพประกอบข่าว ดูประเด็นข่าว ดูความลงตัวในแง่ศิลปะ ผมเป็นหัวหน้าข่าวเข้าเวรข่าวเลือกตั้งมาไม่รู้กี่สมัย เราไม่เคยตั้งนโยบายว่าต้องลงภาพแคนดิเดทนายกฯ เท่ากัน ไม่มานั่งคิดหรอกว่า วันนี้ลงภาพคนนี้ อีกวันต้องลงภาพอีกคน แล้วลงตรงไหน ซับเอดิเตอร์เขาตีดัมมี่มา เราลงภาพ ถ้าดูแล้วมันเข้ากันก็โอเค ไม่เข้ากันก็เปลี่ยนดัมมี่ ถ้ามอนิเตอร์จับผิดกันแบบนี้ทุกครั้งทุกฉบับ หัวหน้าข่าว บก.ข่าว คงบ้าตาย
ส่วนลักษณะภาพ ท่านยังจ้องจับผิดอีกว่าใครนำเสนอภาพบวก ภาพลบ ดูตัวอย่างภาพของมติชน ท่านว่าภาพยิ่งลักษณ์ “เน้น ภาพการลงพื้นที่หาเสียง กิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย เป็นภาพข่าวเชิงบวก/สนับสนุน มีมวลชนสนับสนุนห้อมล้อม เป็นที่รักใคร่ และชื่นชม การสัมผัสใกล้ชิด ติดดิน เข้าถึงได้ เป็นกันเองกับประชาชน และมีภาพอิริยาบถส่วนตัวกับครอบครัว และทำบุญตักบาตรวันเกิด องค์ประกอบภาพดูเรียบร้อย ไม่มีสิ่งขัดสายตา”
ขณะที่ภาพอภิสิทธิ์ “ภาพ การลงพื้นที่หาเสียงเป็นภาพเชิงบวก ส่วนภาพกลุ่มคนเสื้อแดงมาชูป้ายต่อต้านเป็นภาพข่าวเชิงลบ/ขัดแย้ง หรือเสนอภาพในอากัปกิริยาเหนื่อยล้า องค์ประกอบภาพดูรกสายตา หรือมีสิ่งอื่นมาขวางสายตา”
เฮ้ย ผมถามหน่อยเหอะว่า ที่ท่านบรรยายมาเป็นความจงใจของหนังสือพิมพ์ หรือเหตุการณ์มันเป็นเช่นนั้นเอง พรรคเพื่อไทยเขาจัดฉากเป็น เขาพายิ่งลักษณ์ไปในที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง แล้วบังเอิ๊ญ ต้องโทษยิ่งลักษณ์ที่มีวันเกิดช่วงหาเสียงพอดี เขาสร้างองค์ประกอบในการหาเสียงให้มันสมบูรณ์ได้หมด ทำไมต้องมาโทษสื่อ
เพราะ ทีภาพของอภิสิทธิ์ ท่านก็บอกเองว่าภาพลงพื้นที่หาเสียงเป็นภาพเชิงบวก แต่ภาพเสื้อแดงมาต่อต้านเป็นภาพเชิงลบ อ้าว มันก็แหงอยู่แล้ว หรือจะไม่ให้ลง ทำไมไม่โทษพวกเสื้อเหลืองหรือพวกสลิ่ม ว่าไม่ยักไปต่อต้านยิ่งลักษณ์มั่ง ภาพความขัดแย้งองค์ประกอบมันก็รกสายตา แล้วคนที่ตกเป็นรองมันก็ออกอาการ ทั้งสีหน้า แววตา อากัปกิริยา หรือท่านไม่เห็น
เอา งี้ดีกว่า ขนาดเดลินิวส์ ที่ท่านว่าดีกว่ามติชน ข่าวสด ไทยรัฐ ท่านก็สรุปว่าลงภาพยิ่งลักษณ์ในแง่บวก ใช้ถ้อยคำเดียวกับมติชน ขณะที่ภาพอภิสิทธิ์ท่านบอกว่า “ภาพการลงพื้นที่หาเสียง ที่ได้รับการสนับสนุน แต่บรรยากาศภาพ ฉากหลัง ผู้คนห้อมล้อมมักเป็นคนในพรรค และประชาชนที่มาฟังปราศรัย”
เอ๊ะ อ่านแล้วก็งงๆ นี่มันผิดตรงไหน เหมือนท่านจะบอกว่าเดลินิวส์ลงภาพยิ่งลักษณ์แง่บวก เลิศลอย แต่อภิสิทธิ์ลงไปงั้นๆ
โห เดลินิวส์นี่แอนตี้ทักษิณขนาดไหน ก็เขียนบทนำเรียกร้องให้รัฐประหารโต้งๆ เมื่อปี 49 ที่ผ่านมาก็ออกอาการเชียร์รัฐบาล ปชป.อยู่ไม่หน่อย หันไปดูตารางค่าโฆษณา เดลินิวส์ก็ได้โฆษณา ปชป.4 หน้าสี ภูมิใจไทย 6 หน้าสี ชาติไทยพัฒนา 7 ½ หน้าสี 4 หน้าขาวดำ ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 6 ½ หน้าสี เพื่อไทยไม่มี ไม่ได้ซักสตางค์
เด ลินิวส์จึงเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบชัดเจนที่สุดว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์-พรรคเพื่อไทยสร้างกระแสได้ดีกว่า สร้างภาพได้ดีกว่า แต่อภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ ที่ทำงานมา 2 ปี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถูกต่อต้านมากมาย ภาพที่สื่อลง มันก็สะท้อนความเป็นจริงนั้น
ท่าน จงใจหรือเปล่าไม่ทราบ ที่ไม่สรุปว่าเดลินิวส์ก็ลงภาพอภิสิทธิ์ในเชิงลบเหมือนกัน คือภาพที่ถูกเสื้อแดงต่อต้าน ซึ่งมันไม่ใช่แค่มติชน ข่าวสด ไทยรัฐ เดลินิวส์ หรือคมชัดลึก แต่ทุกฉบับลงภาพนี้ ลงภาพลงข่าวที่อภิสิทธิ์โต้เถียงเอาชนะคะคานชาวบ้าน
ท่าน ยังบอกอีกว่า ประเด็น/เนื้อหา/ภาพข่าว เชิงบวก คือข่าวที่มีเนื้อหา/เหตุการณ์ ที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือศรัทธา อาทิเช่น ข่าวบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงที่ประชาชนมาสนับสนุน ให้กำลังใจ มอบดอกไม้ ทักทาย ฯลฯ ข่าวการพบปะพูดคุย ประชุมกับข้าราชการ นักการทูตต่างประเทศ นักธุรกิจ ประชาสังคมในลักษณะที่เป็นมิตร ฯลฯ
ตาร้อนที่ทูตานุทูตตบเท้าเข้าพบยิ่งลักษณ์ละสิท่า แล้วมาโทษสื่อได้ไง สื่อผิดตรงไหน เขาอยากเข้าพบเอง
เหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้น สื่อก็เล่นไปตามกระแส ท่านตำหนิข่าวสดพาดหัว “ปากมาร์คย้อนเติ้ง ไม่พอใจแค่ไม่ไปบึงฉวาก” ก็นั่นแหละคือประเด็นข่าว เพื่อไทยสร้างกระแสสำเร็จ นำทุกโพลล์ ชาติไทยหวั่นไหว แบะท่าพร้อมร่วมรัฐบาล อภิสิทธิ์ยัวะ ก็เลยกระแนะกระแหน นี่คือความจริงทางการเมืองใช่ไหม
แน่ นอน ข่าวสด-มติชน เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็เป็นประเด็นที่ต้องพูดถึง แต่ถามว่าเขาเล่นตามข่าวหรือเต้าข่าว ทุกหัวข่าวที่ยกมา มีหัวไหนไม่ตรงประเด็นข่าวบ้าง แต่ท่านอ้างว่าเป็น “การแสดงออกผ่านกลวิธีการใช้ภาษาที่ชัดเจนว่า สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์” (เหมา 3 ฉบับ รวมไทยรัฐ)
โหย ทำไมไม่มอนิเตอร์ ASTV หรือไทยโพสต์บ้าง นั่นล่อกันโต้งๆ “พรรคเผาไทย” ไม่ต้องมีกลวิธีการใช้ภาษาเลย
แล้ว ที่ท่านไปมอนิเตอร์บทสัมภาษณ์ ว่ามติชนสัมภาษณ์คนของพรรคเพื่อไทย 4 ครั้ง ปชป.แค่ 2 ครั้ง คือชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ กับสาธิต ปิตุเตชะ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักโดยกว้างขวางนัก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้สัมภาษณ์ของพรรคเพื่อไทย” (รองหัวหน้าพรรคกับรองโฆษกพรรคเนี่ยนะ)
คำ ถามคือ ท่านได้ตรวจสอบหรือเปล่าว่าเขาขอสัมภาษณ์อภิสิทธิ์หรือเปล่า แล้วอภิสิทธิ์ตอบรับไหม หรือว่าอภิสิทธิ์ไม่ว่าง ไม่มีเวลา ไม่อยากให้สัมภาษณ์มติชน ฯลฯ เพราะการสัมภาษณ์ไม่ได้แปลว่าเป็นการนำเสนอในแง่ดีเสมอไป บางคนก็อยากเลี่ยงให้สัมภาษณ์ในบางช่วง ถ้าท่านจะสรุปว่า 4-2 เป็นการเอนเอียง ท่านก็ต้องชี้ให้ชัดว่าสัมภาษณ์ 4 คนนั้นมีแต่เรื่องดีๆ ยกย่อง เชิดชู เชลียร์ ขณะที่ 2 คนนั้นโดนถามจี้จนเสียศูนย์
คำ ถามคือ ท่านเอาเกณฑ์อะไรมาตั้งว่าสื่อจะต้องสัมภาษณ์ 2 พรรคเท่ากัน เพราะมันขึ้นกับประเด็นในแต่ละสถานการณ์ ขึ้นกับความสนใจของคนอ่าน (ซึ่งคนทั่วไปไม่เฉพาะเสื้อแดงล้วนสนใจใคร่รู้เรื่องราวของยิ่งลักษณ์ในฐานะ หน้าใหม่ที่เป็นตัวเก็งนายกฯ หญิงคนแรก และอยากรู้ว่าถ้าเพื่อไทยชนะ จะทำอย่างไรกับทักษิณ) ฉะนั้นถ้าใช้ sense ข่าวก็ต้องดูการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง เช่นท่านว่าข่าวสดแปลบทสัมภาษณ์ทักษิณของ ABC News ฉบับเดียวโดยไม่ตัดทอน ถามว่าสำนักข่าวใหญ่อย่าง ABC News เขาเชลียร์ทักษิณหรือ เขาก็ถามทุกประเด็นที่คนอยากรู้ การแปลบทสัมภาษณ์ต่างประเทศมาลงเช่นนี้ ในทางวิชาชีพต้องถือว่าเป็นข่าว ไม่ใช่บทสัมภาษณ์ของตัวเอง
เออ แล้วทำไมคณะอนุกรรมการไม่ดูบ้างว่า สำนักข่าวต่างประเทศก็ยังสนใจสัมภาษณ์แต่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ไม่ยักสนใจสัมภาษณ์อภิสิทธิ์
ผมยังมองว่าที่มติชนสัมภาษณ์ชำนิเนี่ยเล่นเส้นด้วยซ้ำไป เพราะอภิชาติน้องชายชำนิ ก็เป็นลูกหม้อมติชน ฮิฮิ
มอนิเตอร์ตัดตอน
การ มอนิเตอร์หนังสือพิมพ์เพียง 5 ฉบับ เป็นการตัดตอนขาย “ปั้นสิบ” จากศูนย์ ดังกล่าวแล้วว่า การมอนิเตอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอีเมล์ “ซื้อสื่อ” เลย เพราะผลการสอบสวนสื่อทั้ง 7 คน ท่านไปตั้งข้อกังขาคนของค่ายเนชั่น แต่ท่านก็สรุปเหมือนกับว่าคมชัดลึกเป็นกลางที่สุด (ความจริงไม่ใช่หรอก รู้กันอยู่ว่าค่ายเนชั่นเกลียด พท.และเชียร์ ปชป.สุดลิ่ม เพียงแต่ตอนหาเสียงเมื่อกระแสยิ่งลักษณ์แรง คุณทำได้อย่างมากก็คือทำให้มันเท่ากัน)
ท่าน ไม่สามารถสรุปว่าสื่อ 7 คน มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายการนำเสนอข่าว พาดหัวข่าว ลงภาพข่าว ในหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับอย่างไร แต่ท่านฉวยโอกาสมอนิเตอร์ 5 ฉบับ แล้วเอามาสรุป ทั้งที่ควรมอนิเตอร์ให้หมดทุกฉบับ ทั้งเนชั่น คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ไทยโพสต์ ASTV แนวหน้า สยามรัฐ ฯลฯ แล้วใช้มาตรฐานเดียวกันไปสรุปว่าใครเอนเอียงอย่างไร
ท่านอ้างว่า “พรรค เพื่อไทยน่าจะมี “การบริหารจัดการสื่อมวลชน” อย่างเป็นระบบ เช่น มีการเลือกลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์บางฉบับ มีการสร้างและประสานประเด็นข่าว ตลอดจนน่าจะมีการจัดส่งภาพของตนไปตีพิมพ์เป็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับ”
โดยท่านพุ่งเป้าไปที่ค่ายมติชน เพราะบอกว่า “พรรค เพื่อไทยได้ลง พื้นที่โฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ 29 หน้าสี ซึ่งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งลงโฆณา 18 หน้าสี นอกจากนี้มีข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเท่านั้นคือ หนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และประชาชาติธุรกิจ (12,12 และ 5 หน้า ตามลำดับ) ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ลงโฆษณาใน 5 ฉบับคือ ข่าวสด มติชน ประชาชาติธุรกิจ เดลินิวส์ และคมชัดลึก”
ข้อ สรุปนี้ขัดกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของท่านเอง เพราะท่านอ้างว่า พาดหัวข่าว/ความนำ การเรียงลำดับประเด็นข่าวเลือกตั้ง ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ แสดงออกผ่านกลวิธีการใช้ภาษาที่ชัดเจนว่า สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ลงโฆษณาไทยรัฐสักชิ้นเดียว
เช่น เดียวกับกรณีของเดลินิวส์ ที่ท่านสรุปเรื่องภาพข่าว และผมชี้ให้เห็นแล้วว่าเดลินิวส์ไม่ได้โฆษณาพรรคเพื่อไทยแม้แต่ชิ้นเดียว เขาก็ยังลงภาพยิ่งลักษณ์ในเชิงบวก
หรือ ถ้าดูโฆษณาพรรคการเมืองอื่น พรรคชาติพัฒนาลงโฆษณาค่ายมติชน 23 หน้าสี รองจากพรรคเพื่อไทย 29 หน้าสี พรรคชาติไทย 18 หน้าสี 6 หน้าขาวดำ พรรคภูมิใจไทย 11 หน้าสี ถ้าท่านคิดว่าค่ายมติชนทำข่าวสนองโฆษณา ทำไมไม่เห็นเขาให้ความสำคัญกับ 3 พรรคนี้เลย ทั้งที่ค่าโฆษณาต่างกันไม่มาก
ที่ ผมประหลาดใจอย่างยิ่งคือ ท่านมอนิเตอร์หนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ แต่พอเวลานับค่าโฆษณา ท่านนับประชาชาติธุรกิจเข้ามาด้วย เฮ้ย ถ้าอย่างนี้ทำไมไม่นับ Nation และกรุงเทพธุรกิจ ที่อยู่ในเครือเดียวกับคมชัดลึกล่ะ ท่านไม่รู้หรือว่า หนังสือพิมพ์ค่ายต่างๆ เวลาขายโฆษณาเขาขายพ่วงกัน เช่น อยากลงโฆษณาบางกอกโพสต์ ก็ต้องซื้อควบโพสต์ทูเดย์ อยากลงโฆษณากรุงเทพธุรกิจ ก็ขายควบเนชั่น คมชัดลึก
และ ทำไมท่านไม่นับให้ครบทุกฉบับ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ไม่ใช่สรุปว่า 5 ฉบับมีโฆษณาเพื่อไทย 29 หน้าสี ประชาธิปัตย์ 18 ½ หน้าสี เผลอๆ นับโฆษณาหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นแล้ว ปชป.อาจลงโฆษณามากกว่าก็ได้
ที่ สำคัญกว่านั้นคือ ท่านมอนิเตอร์ตัดตอนเฉพาะช่วงเลือกตั้ง โดยที่ท่านทำเป็นไม่รู้เลยว่า ที่ผ่านมา 2 ปีเศษรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อัดโฆษณาหน่วยงานรัฐ “ซื้อใจสื่อ” มามากมายเท่าไหร่ ถ้าท่านจะมอนิเตอร์เรื่องผลประโยชน์ของสื่อกับพรรคการเมือง ท่านต้องไปนับย้อนหลังให้หมดว่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ค่ายเนชั่น ค่ายบางกอกโพสต์ เดลินิวส์ ฯลฯ ได้โฆษณาหน่วยงานรัฐไปเท่าไหร่ แล้วค่ายมติชนได้เท่าไหร่ ไม่เฉพาะค่าโฆษณาหน่วยงานรัฐ แต่ยังต้องดูผลประโยชน์เรื่องการเข้าไปจัดรายการวิทยุทีวี เรื่องรับจัดงาน event ซึ่งกลายเป็นแหล่งทำมาหากินครบวงจรของสื่อค่ายใหญ่
นี่ คือสิ่งที่สภาการหนังสือพิมพ์ควรมอนิเตอร์มานานแล้ว หรือควรตรวจสอบหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น เช่นที่ผมเคยเขียนไปว่า บก.ข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งหมั่นไส้ บก.เศรษฐกิจ ที่ซี้ปึ้กกับกรณ์ จาติกวณิช จนรื้อข่าวกลางดึกเขียนข่าวใหม่ว่ามีสื่อสุมหัวกับหน้าห้องรัฐมนตรีเป็นหัว เบี้ยจัดลงโฆษณา
ก็คนกันเองทั้งนั้น รู้ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือ
ใครเป็นกลาง
ตาม ตำรานิเทศศาสตร์ที่ดรุณี หิรัญรักษ์ เที่ยวพร่ำสอนสื่อ คือสื่อต้องเป็นกลาง โดยเฉพาะการนำเสนอข่าว เขียนข่าว พาดหัวข่าว ส่วนคอลัมน์เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ
แต่ทำไม คณะอนุกรรมการกลับไปมอนิเตอร์คอลัมน์การเมืองในข้อ 4 ว่า “หนังสือ พิมพ์ข่าวสดมีคอลัมน์ทางการเมืองที่มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์ชัดเจนและมาก ที่สุด เนื้อหาทั้งหมดยังสนับสนุนและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งแตกต่างจากฉบับอื่นๆ ที่ค่อนข้างมีความสมดุล ส่วนมติชนก็มีคอลัมน์ที่วิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์มากเช่นกัน แต่วิธีการสื่อภาษาไม่ชัดเจนเท่ากับหนังสือพิมพ์ข่าวสด”
คำ ถามข้อที่หนึ่งคือ ท่านก้าวล่วงเข้าไปเรียกร้องให้คอลัมนิสต์ “เป็นกลาง” ได้อย่างไร คำถามข้อที่สองคือ ที่ว่าฉบับอื่นสมดุลนั้นไม่จริง ฉบับเดียวที่สมดุลคือไทยรัฐมี 2 ขั้ว ส่วนฉบับอื่นๆ ยังไม่ต้องข้ามไปดูแนวหน้า ไทยโพสต์ ASTV ฯลฯ (อ้อ ASTV อาจจะสมดุลเพราะเรียกร้องให้ Vote No-ฮา) เอาแค่เดลินิวส์ ผมไม่เห็นคอลัมนิสต์เชียร์พรรคเพื่อไทยซักราย ขณะที่คอลัมน์ “เขื่อนขันธ์” หน้า 3 ด่าทักษิณ-เพื่อไทยทุกวัน คมชัดลึกยิ่งไม่ต้องพูดถึง มี อ.พิชญ์คนเดียวโด่เด่ นอกนั้นใส่ไม่ยั้ง ตั้งแต่หน้าการเมืองไปถึงหน้าต่างประเทศ
คำถามที่ ยกระดับขึ้นมาอีกชั้นคือ จริงหรือที่ว่าสื่อต้องเป็นกลาง ถ้าเห็นว่าสื่อต้องเป็นกลาง คณะอนุกรรมการท่านก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์เฮียชัช เตาปูน ด้วยที่ส่งลูกชายลง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (กล้ามอนิเตอร์สยามรัฐรึป่าว ฮิฮิ)
ผม ไม่เคยเห็นสื่อไหนเป็นกลาง ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน สื่อก็เสนอข่าวพาดหัวข่าวตามทัศนะของตัวเองทั้งสิ้น แม้สมัยก่อนอาจไม่เลือกข้างกันชัดเจนเหมือนสมัยนี้ แต่เวลารุมถล่มรัฐบาลหรือนักการเมืองก็ล้วนแล้วแต่ “แสดงออกผ่านกลวิธีการใช้ภาษาที่ชัดเจน” ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชวน 1-2 รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลจิ๋ว ไม่ได้เป็นไปตามตำรานักข่าวฝรั่งของดรุณี หิรัญรักษ์ ที่แยกข่าวเป็นข่าว แยกคอลัมน์เป็นความเห็น เพราะสื่อไทยทุกฉบับล้วนอดไม่ได้ที่จะสอดใส่ความเห็นของตัวเข้าไปในหัวข่าว โปรยข่าว หรือแม้แต่วิธีการเขียนข่าว ถ้าเขียนให้เนียนก็ชักจูงคนอ่านได้เหมือนกัน
แม้ แต่สื่อฝรั่งก็เถอะครับ เลือกข้างทั้งนั้น อย่างเลือกตั้งอเมริกา สื่อส่วนใหญ่ยกเว้น Fox News ก็เชียร์โอบามา แล้วโอบามาก็มี “ภาพเชิงบวก” เป็นที่รักใคร่ ใกล้ชิด ติดดิน ฯลฯ กันทั้งนั้น
แล้ว พอเกิดความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานมา 5 ปี ที่สื่อกระแสหลักเลือกข้างต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” กระทั่งเชียร์รัฐประหาร สนับสนุนการใช้อำนาจตุลาการลบล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน ถามว่ายังมีสื่อค่ายไหนไม่เลือกข้างอีกหรือ เพราะแม้แต่คนที่คัดค้านทักษิณมาก่อน แค่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ยุบพรรค ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ก็ถูกผลักให้เป็นสีแดงไปหมดแล้ว
เมื่อ ค่ายมติชนเป็นค่ายเดียว ที่พลิกกลับมาทวนกระแสสื่อส่วนใหญ่ ก็ถูกผลักให้เลือกข้างไปในตัว (ทั้งที่ความจริงมติชน-ข่าวสด ยังไม่ได้เชียร์พรรคเพื่อไทยสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนสื่ออีกข้างที่โจมตีพรรค เพื่อไทยสุดลิ่มทิ่มประตู) จึงกลายเป็นสื่อกระแสหลักฉบับเดียวที่คนเสื้อแดงหรือคนนิยมพรรคเพื่อไทยซื้อ อ่าน
แล้ว ถามว่าถ้าคุณเป็นพรรคเพื่อไทย คุณจะไปลงโฆษณาที่ไหน ถ้าไม่ใช่ค่ายมติชน คุณจะไปลงไทยโพสต์ให้เสียตังค์ฟรีหรือครับ นี่คือหลักการตลาดธรรมดา แต่ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังลงโฆษณาค่ายมติชน ก็แปลว่าเขาเห็นว่าคนกลางๆ หรือคนนิยมประชาธิปัตย์ก็ยังอ่านมติชนบ้างเหมือนกัน (เอ๊ะ หรือว่าเป็นสายสัมพันธ์กับชำนิ-อภิชาติ ฮิฮิ)
ประเด็น สำคัญคือผมไม่เข้าใจว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้เรียกร้องให้สื่อ เป็นกลางได้อย่างไร ในเมื่อตัวท่านเองก็ไม่ได้เป็นกลาง ถ้ามอนิเตอร์พฤติกรรมย้อนหลังของพวกท่าน 5 ปี ก็เห็นชัดเจนว่าพวกท่านอยู่ข้างสีเหลือง และอยู่ข้าง ปชป.กันแทบทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่พี่หมอวิชัย โชควิวัฒน์ ผู้เคยมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อพรรคไทยรักไทย เมื่อร่วมกับหมอหงวนเสนอนโยบาย 30 บาทให้ทักษิณ แต่หมอวิชัยก็คือหนึ่งในแกนนำเครือข่ายลัทธิประเวศ กองหนุนสำคัญของม็อบพันธมิตร เป็นรองประธาน สสส.ที่แผ่อิทธิพลมาให้ทุนสถาบันอิศรา ซึ่งก็คือคลังเสบียงของสมาคมนักข่าวฯ และสภาการหนังสือพิมพ์นั่นเอง
เด็กอมมือก็ยังรู้ว่าหมอวิชัยไม่เป็นกลาง เหมือนอย่างที่มติชนลาก... เอ๊ย มอนิเตอร์เรื่องจดหมายถึงอภิสิทธิ์นั่นแหละ
เช่น กัน สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ เป็นกลางไหม อคติไหม คนเขารู้ไส้กันทั้งโลกแล้ว สิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานกรรมการมารยาทสภาทนายความ นี่ก็เป็นทนายให้ คตส.ฟ้องคดีหวยบนดิน
เจ๊ หยัด บัญญัติ ทัศนียะเวช ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แต่ร่วมกับสภาทนายความเรียกร้อง ม.7 หลังรัฐประหารยังไปเป็น สนช.โดนเด็กถอนหงอกจนต้องลาออกจากตำแหน่ง เสียดายประวัติชีวิตที่ต่อสู้เผด็จการมายาวนานในอดีต สื่อน่ะไม่ต้องเป็นกลางหรอกครับ แต่ต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพ เป็นจรรยาบรรณข้อสำคัญที่สุด ถ้ารับใช้เผด็จการเมื่อไหร่ก็หมดความเป็นสื่อ
เห็น ผลการสอบสวนที่ออกมาทั้งหมดแล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะย้อนคิดถึงบทความของประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ที่เขียนลงเว็บไซต์สถาบันอิศราตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม (ตั้งแต่ประสงค์ยังไม่ได้รับกระสอบ-เอ๊ย ซองขาวจากมติชน) ซึ่งประสงค์ชี้ว่า การซื้อสื่อมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย
นี่ใครตั้งธงอะไรไว้หรือเปล่า
ใบตองแห้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดงที่ไม่ต้องดัดจริต!

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

ความ พยายามแยกทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดงออกจากกันมีมา โดยตลอด เช่นแยกว่าทักษิณเป็นบุคคลอันตรายต่อชาติและสถาบัน เขาหลอกใช้คนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือกลับคืนสู่อำนาจเท่นั้น คนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุมมาเพราะความยากจน มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็เสพติดประชานิยม ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์และฝ่ายอำมาตย์แก้ปัญหาดังกล่าวให้พวกเขาได้ พวกเขาก็จะลืมทักษิณ พรรคเพื่อไทยก็ควรเล่นการเมืองในสภา ไม่ควรเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง และทักษิณ จนเกิดวาทกรรม “ข้ามพ้นทักษิณ” เป็นต้น

ทว่าตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา จนกระทั่งการเลือกตั้ง 3 ก.ค.54 การจัดตั้ง ครม.การเคลื่อนไหวเดินทางไปประเทศต่างๆ ของทักษิณ ส.ส.เพื่อไทยใช้ตำแหน่งประกันคนเสื้อแดงที่ถูกขังลืมเป็นต้น ยิ่งสะท้อนความเป็นจริงว่า “ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง” มีความเป็น “เนื้อเดียวกัน” ที่ไม่อาจแยกหรือตัดขาดจากกันได้

แต่ขณะนี้มีความ พยายามจะแบ่งแยกอีกครั้ง ด้วยข้ออ้างที่ว่า ทักษิณยังคงเป็นนักโทษหนีคุกไม่มีความชอบธรรมใดๆ จะเคลื่อนไหวสนับสนุนนโยบายรัฐบาลหรือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยในการเดิน ทางเข้าประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันเสื้อแดงก็ต้องถอยห่างจากทักษิณและเพื่อไทย เพื่อรักษาแนวทางและอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลเพื่อไทยนั้นหากหวังว่าจะอยู่ให้ครบเทอม ก็ต้องพยายามไม่เกี่ยวข้องกับทักษิณและกระบวนการเสื้อแดง

โดยความ พยายามดังกล่าว ทำให้บางครั้งเราได้เห็นการแสดงออกของทักษิณ เพื่อไทย และคนเสื้อแดงทำนองว่าไม่เกี่ยวข้องกัน หรือพยายามรักษาระยะห่างระหว่างกัน ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียง “การดัดจริต” อย่างหนึ่ง

การพยายาม ดัดจริตว่าไม่เกี่ยวข้องกัน หรือรักษาระยะห่างระหว่างกัน ทั้งที่จริงๆ เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นความพยายามที่เสมือนว่า “จำเป็นต้องพยายาม” เพราะสังคมนี้เป็น “สังคมที่บังคับให้ต้องดัดจริต” และเป็นความจริงว่าใครที่ดัดจริตได้เนียนพวกเขามักได้รับการยอมรับนับถือจาก ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาดี สื่อ นักวิชาการ ที่เป็นเสียงส่วนน้อยในสังคมแต่เสียงดังกว่าคนส่วนใหญ่ เพราะมีต้นทุนทางสังคมสูงกว่า มีช่องทางการส่งเสียงมากกว่า

“สังคม ที่บังคับให้ต้องดัดจริต” คือสังคมที่ต้องยอมรับการมีกฎหมายปิดปากประชาชนไม่ให้พูดความจริง (ม.8,ม.112) ประณามสาปแช่ง “ล่าแม่มด” หรือคนที่พยายามพูดความจริง ชื่นชมนับถือคนดีมีศีลธรรมประเภทรู้ที่ต่ำที่สูง รู้อะไรควรพูดไม่ควรพูดตามมาตรฐาน “สมบัติผู้ดี” ที่กำหนดโดยฝ่ายอำนาจนิยม

หาก ความจริงใดเป็นแง่ลบของผู้มีอำนาจ หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมและกฎหมายของผู้มีอำนาจ สังคมนี้รับรู้เสมือนว่าความจริงนั้นไม่ใช่ความจริง เสมือนว่าการกระทำนั้นๆ ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม

แต่ ทว่าความจริงใด การกระทำใดที่สังคมนี้มองว่า เป็นความจริงและการกระทำของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ สังคมนี้ก็จะพยายามขยาย ฉายซ้ำความจริงนั้น หรือประณามสาปแช่ง เรียกร้องให้เอาผิดต่อการกระทำนั้นอย่างชนิดที่ว่า ความจริงและการกระทำนั้นเป็นอันตรายต่อแผ่นดินและความมั่นคงของชาติ

การ เกาะติดของสื่อต่อข้อเรียกร้องให้เอาผิดกับทักษิณที่เซ็นชื่อให้เมีย ซื้อที่ดินให้ต้องถูกนำตัวมาติดคุกให้ได้ ในขณะที่ไม่ทวงถาม เรียกร้องให้ “รัฐบาลใหม่” เร่งรัดเอา “ฆาตกร 91 ศพ” มาลงโทษ และคืนความยุติธรรมแก่ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สะท้อนถึง “อาการป่วยหนักของสื่อ” และอาการป่วยหนักดังกล่าวนี้มันสะท้อนสภาพ “ศีลธรรมดัดจริต” ของสังคมนี้อย่างชัดเจน

ถามว่า หากทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง มุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นประชาธิปไตย ทำไมจำเป็นต้องเต้นตามเกมของพวกศีลธรรมดัดจริตด้วยเล่า หาก “ความเป็นเนื้อเดียวกัน” ตั้งแต่แรกของทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง หมายถึง “การร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ความเป็นเนื้อเดียวกันดังกล่าวนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องแยกจากกัน

กล่าว คือ หากการเดินหน้าต่อไปของทักษิณ เพื่อไทย และเสื้อแดงภายใต้แนวทางใดๆ ก็ตามไม่ออกนอก “เส้นทางประชาธิปไตย” หรือไม่หลุดออกนอกกรอบความเป็นประชาธิปไตย ทักษิณ เพื่อไทย และเสื้อแดงย่อมมีความชอบธรรมที่จะเป็นเนื้อเดียวกันต่อไป

เพราะ มีแต่การเป็นเนื้อเดียวกันบนเส้นทางประชาธิปไตย เท่านั้นจึงจะทำให้เกิดพลังเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขับเคลื่อนความยุติธรรม 91 ศพ การประกันตัวคนเสื้อแดง คนที่ต้องคดีหมิ่นฯ จากการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม ปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ

การหงอต่ออำมาตย์มากไป จะทำอะไรก็เกรงอำมาตย์จะไม่พอใจ มันเป็นการเดินตาม “เกมศีลธรรมดัดจริต” พวกอำมาตย์ดัดจริตว่าไม่ยุ่งการเมือง แต่ความจริงคือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกต้องฟังพวกเขา ไม่ฟังจะอยู่ยาก

สื่อ นักวิชาการเสียงดังก็ดัดจริตยอมรับว่าระบบแบบนี้เป็นระบบของสังคม ประชาธิปไตย หากทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง เดินตามเกมของพวกเขา สู้ไปกราบไป หรือทำให้การประนีประนอมมีความหมายเสมือนเพียง “การสบยอม” นี่ต่างหากคืออันตรายต่อความก้าวหน้าของประชาธิปไตย คือความสูญเปล่าของการต่อสู้กว่า 5 ปี ที่ผ่านมา

เลิกวัฒนธรรมดัด จริตเสียที ทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง คือเนื้อเดียวกันภายใต้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตย บทบาทและความสัมพันธ์ใดๆ ของทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง หากอธิบายได้ว่าอยู่ในกรอบกฎหมายและวิถีทางประชาธิปไตย ย่อมเป็นบทบาทและความสัมพันธ์ที่มีความชอบธรรม

และต้องผนึกกำลังกัน อย่างเหนียวแน่น แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาในทุกเรื่องที่เป็นไปตามหลักการ วิถีทางประชาธิปไตย โดยไม่ต้องดัดจริต ไม่ต้องหงอต่อพวกศีลธรรมดัดจริตที่พยายามเรียกร้องให้ดัดจริตเนียนๆ เหมือนพวกเขา เพราะเส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล อุปสรรคยังมีอีกมาก