WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 27, 2011

ประชาธิปัตย์กับ “ประเด็นสถาบัน” และ “คำรำพึงประจำพรรค”

ที่มา ประชาไท

“...การ ใส่ร้ายเอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้ไม่เป็นส่วนดีต่อใคร เลย แม้แต่สถาบันเอง เป็นเรื่องที่ทำลายทุกคนทุกฝ่าย นายกฯที่ได้รับเสียงเลือกตั้งสูงสุดในประเทศก็ล้มเพราะข้อกล่าวหานี้ และที่ตนเจ็บปวดที่สุด คือข้อกล่าวหานี้ใช้ออกใบอนุญาตฆ่าประชาชน ไม่อยากให้คนตายเพิ่มเติมอีก”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1314200777&grpid=03&catid=&

นี่ คือข้อความบางส่วนที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.ระบบบัญชีรายเชื่อพรรคเพื่อไทยอภิปรายตอบโต้สุเทพ เทือกสุบรรณ อันเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงทั้งจากสุเทพ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนเป็นเหตุให้ต้องพักการประชุมชั่วคราว และหลังจากนั้นก็มีอันต้องปิดประชุมสภาไปเมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผู้อ่านที่ติดตามการอภิปราย จะทราบว่า ณัฐวุฒิพูดย้อนไปถึง (สรุปได้) ว่า ข้ออ้างเรื่องสถาบันได้ทำลายผู้นำที่ดีหรือคนดีของประเทศมามากพอแล้ว ตั้งแต่ปรีดี พนมยงค์ จนต้องระหกระเหินไปสิ้นชีวิตที่ต่างประเทศ กลับคืนประเทศได้เมื่อเหลือเพียงเถ้าอัฐิแล้ว แม้จะได้รับยกย่องว่าเป็นถึงรัฐบุรุษก็ตาม เหตุการณ์ 6 ตุลา เรื่อยมาถึงพฤษภา 53 ก็ยังใช้ข้ออ้างเดิมๆ ทั้งในการทำรัฐประหารทักษิณและเป็นข้อกล่าวหาล้อมปราบประชาชน

ฉะนั้น ณัฐวุฒิจึงเสนอว่า เราควรเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาอดีต และถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกอ้างเรื่องสถาบันในการต่อสู้ทางการเมืองเสียที เพราะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นคือ ข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างสถาบันได้ถูกใช้ “ออกใบอนุญาตฆ่าประชาชน” หรือไม่? แน่นอนว่า อภิสิทธิ์และสุเทพปฏิเสธประเด็นนี้ และนายอภิสิทธิ์ยังกล่าวย้ำว่า “การบอกว่าใช้สถาบันออกใบอนุญาตฆ่าประชาชน นอกจากจะทำให้พวกผมเสียหายแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย”

อย่างไรก็ ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงได้ว่า มีการอ้างสถาบันเพื่อทำรัฐประหารรัฐบาลทักษิณจริง มีการแสดง “ผังล้มเจ้า” และกล่าวหาว่ามี “ขบวนการล้มเจ้า” ในกลุ่มคนเสื้อแดงจริง โดยเฉพาะมีการประโคมข่าวนี้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลในการตอบโต้ทักษิณกับฝ่ายเสื้อแดง ทั้งในช่วงก่อนการสลายการชุมและในระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อ เมษา-พฤษภา 53

นอกจากนี้ในการชุมนุมของพันธมิตร การเสนอข่าวทาง ASTV ก็มีการยกประเด็นสถาบันมาโจมตีทักษิณและคนเสื้อแดงตลอดมา ถามว่าประชาธิปัตย์รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่? เราอาจต้องย้อนไปดูคำปราศรัยของประพันธ์ คูณมี สมาชิกคนสำคัญของพันธมิตรที่ว่า

“ก่อน การชุมนุมพันธมิตรฯ ปี 49 คนที่เรียกผมไปพบ คือ พี่ชวน หลีกภัย ให้ไปพบในห้องทำงาน ถ้าพูดเท็จเอาตีนมาเหยียบหน้าได้เลย นายชวนเอาเทปมาเปิดให้ดู ปรากฏว่าในเทปด่าป๋า ด่าสถาบัน ของพวกกลุ่มเสื้อแดง นายชวนเปรยด้วยความเศร้าใจว่า ทำไมบ้านเมืองเป็นแบบนี้ และบอกให้ตนออกไปช่วยพูดเพราะรู้ทันคนพวกนี้ พูดแล้วมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ให้ออกไปสู้หน่อย ตนก็บอกไปว่าสู้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว กับคนที่ไม่จงรักภักดี” [1]

ประพันธ์ยังกล่าวอีกว่า “เพราะ พันธมิตรฯ ออกมาสู้รัฐบาลถึงได้พลิกขั้ว อภิสิทธิ์ถึงได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ ถ้าไม่มีพันธมิตรทหารจะไปบังคับพวกพรรคร่วม ให้พลิกขั้วหรือไม่” ขณะที่ก่อนหน้านั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยพูดระหว่างการต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลทักษิณว่า

“...พล เอกสุรยุทธ์ โทรมา พลเอกสนธิ ให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวังมีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด ผมถึงเลย คุณไม่ต้องพูดว่าถึงไม่ถึงคุณมีอะไรก็พูดมา รับรองถึงหูพระกรรณ...จนกระทั่งมีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ก็มีของขวัญมาจากราชสำนักผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบาซึ่งเป็นน้อง สาวพระราชินี ปรากฏว่าผมได้รับแค่วันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ ทุกคนโทรมาหมดถามว่าจริงหรือเปล่า...” [2]

ฉะนั้น เรื่องประเด็นสถาบันกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระยะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา การเปิดประเด็น “มือที่มองไม่เห็น” ของทักษิณจะไม่มีน้ำหนักใดๆ เลย หากสังคมไม่รับรู้ “เรื่องราว”อย่างที่สนธิพูด หรือย่างที่ประพันธ์พูด มันจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆ ทักษิณและคนเสื้อแดงจะ “กุขึ้นมาลอยๆ” แล้วทำให้สังคมคล้อยตามได้

แต่กระนั้นก็ตาม หน้าฉากประชาธิปัตย์ก็ยังพยายามเบี่ยงเบน ดังที่นิพิษฏ์ อินทรสมบัติ เขียนจดหมายตอบโต้บรรดานักเขียนที่ออกแถลงการณ์ให้แก้ไข ม.112 ว่า “ตน (นิพิษฏ์)ไม่เห็นมีการใช้สถาบัน หรือใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมือง” ดังที่เราทราบกัน

การที่ประชา ธิปัตย์พยายามบอกประชาชนว่า ข้ออ้างเรื่องสถาบันไม่เกี่ยวกับการทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เกี่ยวใดๆ กับการปราบปรามประชาชนที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย มันไม่ต่างจากที่อภิสิทธิ์เคยยืนยันในเฟซบุ๊คผ่าน “จดหมายถึงคนไทยทั้งประเทศ” ว่า “ในความขัดแย้งที่เป็นมา ประชาธิปัตย์ไม่ใช่เงื่อนไขของความขัดแย้ง เป็นเพียงฝ่ายที่เข้ามาแก้ปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองให้คืนสู่ความ สมานฉันท์ปรองดอง”

“วิธีอธิบาย” ของอภิสิทธิ์เป็นวิธีอธิบายแบบเดียวกับวิธีอธิบายของ นางผุสดี ตามไท ส.ส.ประชาธิปัตย์ในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทยตอนหนึ่ง เมื่อ ส.ส.เพื่อไทยกล่าวว่า “นายสุเทพเคยให้สัมภาษณ์ว่า ประชาธิปัตย์จับมือกับพันธมิตรในการขนคนมาชุมนุมล้มรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสม ชาย” แล้วนางผุสดีก็โต้ทันทีว่า “ไม่ได้จับมือ ไม่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันเป็นธรรมดา เมื่อชาวบ้านเขาจะออกมาชุมนุม มาเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาก็ไปขอความช่วยเหลือจาก ส.ส.ในพื้นที่เรื่องค่าเดินทางบ้าง ค่าอาหารบ้าง เมื่อชาวบ้านเขามาขอความช่วยเหลือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ในพื้นที่ก็ต้องให้ความช่วยเหลือไป”

ถามว่าตามวิธี อธิบายของนายอภิสิทธิ์ที่ว่า “ประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่เข้ามาแก้ความขัดแย้ง” แล้ววิธีแก้ความขัดแย้งด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง เสนอนายกฯมาตรา 7 ยอมรับการนิรโทษกรรมตัวเองของคณะรัฐประหาร แต่อ้างว่าการนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหารขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ สนับสนุนประชาชนมาชุมนุมกับพันธมิตร บอกว่าไม่เคยเห็นการอ้างสถาบัน การใช้ ม.112 ทำลายศัตรูทางการเมือง แต่กลับใช้ผังล้มเจ้า ใช้ข้อกล่าวหาเรื่องขบวนการล้มเจ้าทำลายความน่าเชื่อถือในการต่อสู้เรียก ร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ฯลฯ

การ กระทำดังกล่าวนี้เป็นต้น ไม่ใช่เงื่อนไขของความขัดแย้งอย่างไรไม่ทราบ และวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้นำไปสู่ความสมานฉันท์ปรองดองภายใน ชาติอย่างไรไม่ทราบ!

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า “รัฐบาลปู” ยังไม่ทันแถลงนโยบายเลย ยังไม่ได้ทำอะไรตามนโยบายเลย แต่ประชาธิปัตย์จะถอดถอนนายกฯ และยื่นเรื่องยุบพรรคเพื่อไทยแล้ว นี่คือ “อีกความหมาย” ของคำอธิบายที่ว่า “ไม่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง” หรือครับ!

และยิ่งเป็นเรื่องตลกร้ายมากเมื่อประชาธิปัตย์ประเมินตน เองหลังเลือกตั้ง ว่า นโยบายเราก็ดีแต่ทำไมไม่ได้ใจประชาชน เป็นเพราะเราเป็นสุภาพบุรุษเกินไปหรือไม่ พูดแต่หลักการเหตุผล พูดเป็นวิชาการเกินไปจนชาวบ้านฟังไม่เข้าใจหรือไม่ ต่อไปต้องให้ ส.ส.ของเรามีลีลาการพูดดึงดูดความสนใจ ต้อง Acting ให้มากขึ้น ฯลฯ

ผม ฟังแล้วก็ได้แต่ปลงๆ ถามว่ามีใครเข้าใจ “วิธีอธิบาย” ตามตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้นบ้าง ในเมื่อการพูดและการกระทำของคุณขัดแย้งกันเองอยู่แทบจะทุกเรื่อง ฉะนั้น ชาวบ้านเขาจึงเข้าใจกันเกือบทั้งประเทศว่า “ความหมายที่แท้จริง” ของวิธีอธิบายแบบประชาธิปัตย์นั้นคือ “ดีแต่พูด”

เช่นเดียวกันกรณี ตอบโต้ณัฐวุฒิจนเป็นเหตุให้ต้องปิดการประชุมสภา ในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการอ้างสถาบัน และในวันก่อนนั้นอภิสิทธิ์ก็เรียกร้องให้รัฐบาลรับปากว่า “จะไม่แก้ไข ม.112” นี่คือการสะท้อนวิธีอธิบายว่าประชาธิปัตย์ไม่ใช่เงื่อนไขความขัดแย้ง และสะท้อนหลักคิดในการปกป้องสถาบันด้วยการปกป้อง ม.112 ซึ่งสะท้อนลงลึกถึง “ก้นบึ้ง” แห่งจิตวิญญาณและอุดมการณ์ประชาธิปไตยในทัศนะของประชาธิปัตย์ได้อย่างชัด แจ้งยิ่ง

เป็นความชัดแจ้งในยุคสมัยที่นักวิชาการ นักคิดนักเขียน และประชาชนฝ่ายก้าวหน้าจำนวนมากเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยที่ยืนยันหลัก เสรีภาพและความเสมอภาค และเรียกร้องให้แก้ปัญหาการอ้างสถาบันและการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายกันในทางการเมือง ซึ่งหมายถึงการเรียกร้องการสร้างมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหาร และการนองเลือดเพราะความขัดแย้งจากการอ้างสถาบันขึ้นในประเทศนี้อีก

เมื่อ ประชาธิปัตย์ยังคงตอบสนอง ต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวของนักวิชาการ นักคิดนักเขียนและประชาชนฝ่ายก้าวหน้าในท่วงทำนองดังกล่าวมานี้ คำรำพึงที่ว่า “นโยบายเราก็ดี แต่ทำไมไม่ได้ใจประชาชน” จะยังคงเป็น “คำรำพึงประจำพรรคประชาธิปัตย์” ไปอีกนาน!

อ้างอิง:

  1. คำต่อคำประพันธ์ คูณมีเผย “ชวน” เคยหนุนร่วมพันธมิตร
  2. เกษียร เตชะพีระ.รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 กับการเมืองไทย. รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 29 ฉบับ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2551), หน้า 51.

นิติราษฏร์ ฉบับ 28 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์): การลบล้างคำพิพากษาที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรม

ที่มา ประชาไท

เป็น ที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นยุติว่าคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด แล้วนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าสิทธิหน้าที่ของบุคคลในทางกฎหมายมีอยู่อย่างไร คำพิพากษานั้นจะถูกหรือผิดอย่างไรในทางกฎหมายก็ตาม โดยปกติแล้ว ก็ย่อมมีผลผูกพันบรรดาคู่ความในคดี ข้อพิพาททางกฎหมายย่อมยุติลงตามการชี้ขาดคดีของศาลซึ่งถึงที่สุด และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเป็นฐานแห่งการบังคับคดีตลอดจนการกล่าวอ้างของคู่ ความในคดีต่อไปได้ คุณค่าของการต้องยอมรับคำพิพากษาของศาลก็คือ ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล อันมีผลบั้นปลายในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย
อย่าง ไรก็ตาม กรณีย่อมเป็นไปได้เสมอที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นอาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ความผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อ ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรือความผิดพลาดนั้น อาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยก็ได้ ระบบกฎหมายที่ดีย่อมกำหนดกฎเกณฑ์ให้มีการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว ได้ ในทางกฎหมาย เราเรียกกระบวนการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว แต่มีความบกพร่อง และหากปล่อยไว้ไม่ให้มีการทบทวน ก็จะไม่ยุติธรรมแก่คู่ความในคดีว่า การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ในกรณีที่ปรากฏในกระบวนการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าคำพิพากษาที่ถึงที่ สุดแล้วนั้น เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ศาลที่พิจารณาคดีดังกล่าวนั้น ย่อมต้องยกคำพิพากษาเดิมซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาดเสีย แล้วพิพากษาคดีดังกล่าวใหม่
การรื้อฟื้นคดีขึ้น พิจารณาใหม่ จึงเป็นหนทางของการลบล้างคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ทั้งนี้ตามกระบวนการ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าในระบบกฎหมายนั้น โดยองค์กรที่มีอำนาจลบล้างคำพิพากษาที่ผิดพลาดดังกล่าว ก็คือ องค์กรตุลาการหรือศาลนั่นเอง
ในทางนิติปรัชญาและใน ทางทฤษฎีนิติศาสตร์ ยังคงมีปัญหาให้พิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาอาศัยอำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดีไปตามตัวบท กฎหมายซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม หรือในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่เคารพหลักการพื้น ฐานของกฎหมาย นำตนเข้าไปรับใช้อำนาจทางการเมืองในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ยอมรับสิ่งซึ่งไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้ ให้เป็นกฎหมาย แล้วชี้ขาดคดีออกมาในรูปของคำพิพากษา ในเวลาต่อมาผู้คนส่วนใหญ่เห็นกันว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่ไม่ อาจยอมรับนับถือให้มีผลในระบบกฎหมายได้ และเห็นได้ชัดว่าไม่อาจใช้วิธีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ลบล้างคำ พิพากษานั้นได้เช่นกัน จะมีหนทางใดในการลบล้างคำพิพากษาดังกล่าวนั้น
หลัก การเบื้องต้นในเรื่องนี้ มีอยู่ว่า กฎเกณฑ์ที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างรุนแรง ไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายฉันใด คำตัดสินที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรมอย่างชัดแจ้งก็ไม่ ควรจะได้ชื่อว่าเป็นคำพิพากษาฉันนั้น
ในประเทศ เยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ความปรากฏชัดว่า ศาลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลพิเศษที่อดอลฟ์ ฮิตเลอร์จัดตั้งขึ้นเป็นศาลสูงสุดในคดีอาญาทางการเมือง (เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า Volksgerichtshof ซึ่งอาจแปลตามรูปศัพท์ได้ว่า ศาลประชาชนสูงสุด เมื่อแรกตั้งขึ้นนั้น ศาลดังกล่าวนี้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทรยศต่อชาติ ต่อมาได้มีการขยายอำนาจออกไปในคดีอาญาอื่นๆด้วย เช่น การวิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะในสงครามของรัฐบาลนาซีเยอรมัน ศาลดังกล่าวนี้ก็อาจลงโทษประหารชีวิตผู้วิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะ นั้นเสียก็ได้) ได้พิพากษาลงโทษบุคคลจำนวนมากโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความ ยุติธรรม มีคำพิพากษาจำนวนไม่น้อยที่ศาลได้ใช้วิธีการตีความกฎหมายขยายความออกไป อย่างกว้างขวาง เพื่อลงโทษบุคคล ในหลายกรณีเห็นได้ชัดว่าศาลได้ปักธงในการลงโทษบุคคลไว้ก่อนแล้ว และใช้เทคนิคโวหารในการใช้และการตีความกฎหมายโดยบิดเบือนต่อหลักวิชาการทาง นิติศาสตร์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคลนั้น (เช่น คดี Leo Katzenberger)
มีข้อสังเกตว่า การดำเนินคดีในนามของกฎหมายและความยุติธรรมของศาลในระบบนาซีเยอรมัน เกิดจากแรงจูงใจในทางการเมือง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และศาสนา (อาจเรียกให้สมกับยุคสมัยว่า "ตุลาการนาซีภิวัฒน์") อีกทั้งกระบวนการในการดำเนินคดี ขัดต่อหลักการพื้นฐานหลายประการ เช่น การไม่ยอมมีให้มีการคัดค้านผู้พิพากษาที่เห็นได้ชัดว่ามีส่วนได้เสียหรือมี อคติในการพิจารณาพิพากษาคดี การจำกัดสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา การกำหนดให้การพิจารณาพิพากษากระทำโดยศาลชั้นเดียว ไม่ยอมให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา การจำกัดระยะเวลาในการต่อสู้คดีของจำเลย เพื่อให้กระบวนพิจารณาจบไปโดยเร็ว มิพักต้องกล่าวถึงบรรยากาศของการโหมโฆษณาชวนเชื่อในทางสาธารณะ และแนวความคิดของผู้พิพากษาตุลาการในคดีว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหา เพียงใด ที่น่าขบขันและโศกสลดในเวลาเดียวกันก็คือ แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น จะออกโดยเผด็จการนาซี และศาลในเวลานั้นต้องใช้กฎหมายของเผด็จการนาซีในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่ถ้าใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าว หาได้ เช่นนี้ ศาลก็จะตีความกฎหมายจนกระทั่งในที่สุดแล้ว สามารถพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหาจนได้
เมื่อสงคราม โลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว มีเสียงเรียกร้องให้ลบล้างหรือยกเลิกคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งเกิด ขึ้นในระหว่างการครองอำนาจของรัฐบาลนาซีเสีย แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าควรจะต้องลบล้างบรรดาคำพิพากษาดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ถกเถียงกันว่าวิธีการในการลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นควรจะเป็นอย่างไร ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะดำเนินการลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีเป็นรายคดีไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะลบล้างคำพิพากษาทั้งหมดเป็นการทั่วไป ในชั้นแรก ในเขตยึดครองของอังกฤษนั้น ได้มีการออกข้อกำหนดลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๑๙๔๗ ให้อำนาจอัยการในการออกคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีหรือให้อัยการยื่นคำ ร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีก็ได้เป็นรายคดีไป การลบล้างคำพิพากษาเป็นรายคดีนี้ได้มีการนำไปใช้ในเวลาต่อมาในหลายมลรัฐ อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก ทั้งความยุ่งยากในการดำเนินกระบวนการลบล้างคำพิพากษาและการเยียวยาความเสีย หาย ปัญหาดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาในเยอรมนีเกือบจะตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ
ใน ค.ศ. ๑๙๘๕ สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์ (Bundestag) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ประกาศว่า ศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมือง (Volksgerichtshof) เป็นเครื่องมือก่อการร้ายเพื่อทำให้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนาซีสำเร็จผลโดย บริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ บรรดาคำพิพากษาทั้งหลายที่เกิดจากการตัดสินของศาลดังกล่าวจึงไม่มีผลใดๆใน ทางกฎหมาย และในปี ค.ศ.๒๐๐๒ ได้มีการออกรัฐบัญญัติลบล้างคำพิพากษานาซีที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในคดีอาญา กฎหมายฉบับนี้มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมืองและศาล พิเศษคดีอาญาทุกคำพิพากษา
ปัญหาการลบล้างหรือยก เลิกหรือประกาศความเสียเปล่าหรือความเป็นโมฆะของ คำพิพากษาเป็นปัญหาที่แทบจะไม่เคยมีการอภิปรายในระบบกฎหมายไทย ทั้งๆที่คำพิพากษาของศาลถือเป็นการแสดงเจตนาในทางมหาชนก่อให้เกิดการเคลื่อน ไหวในสิทธิหน้าที่ของบุคคล ซึ่งหากขัดต่อกฎหมายอย่างรุนแรงแล้ว ก็อาจตกเป็นโมฆะได้ โดยทั่วไปแล้วหากนักกฎหมายไทยต้องการให้คำพิพากษาของศาลไม่สามารถที่จะ บังคับการต่อไปได้ในทางกฎหมาย ก็มักจะใช้วิธีการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษเป็นสำคัญ ทั้งนี้โดยไม่กระทบต่อคำพิพากษานั้น ซึ่งหมายความว่าระบบกฎหมายยอมรับคำพิพากษานั้น แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลในทางรัฐประศาสโนบาย จำเป็นที่ต้องระงับโทษหรือยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดหรือบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าได้กระทำความผิด
เป็น ที่รับรู้กันทั่วไปว่าศาลและนักกฎหมายไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าบรรดาคำ สั่ง ตลอดจนประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย และความเป็นกฎหมายของคำสั่งตลอดจนประกาศของคณะรัฐประหารในสายตาของศาลและนัก กฎหมายไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในห้วงเวลาที่คณะรัฐประหารครองอำนาจเท่านั้น แม้คณะรัฐประหารสิ้นอำนาจลงแล้ว บรรดาคำสั่งตลอดจนประกาศเหล่านั้น ก็มีผลเป็นกฎหมายต่อเนื่องไปด้วย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ศาลหรือองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคล้ายกับศาลภายหลังการรัฐประหาร เช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ จึงสามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีตามคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐ ประหารได้ เช่น การที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ ๒๗ มาใช้บังคับย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล และสามารถทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้มีผลในระบบกฎหมายได้ ทั้งๆที่ขั้นตอนต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการ“ยุติธรรม” นั้น ในบางขั้นตอนเป็นขั้นตอนที่ถูกกำกับโดยคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ซึ่งเมื่อตรวจวัดกับหลักการพื้นฐานในทางกฎหมายแล้ว ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การตั้งปรปักษ์ของผู้ถูกกล่าวหา เป็นกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น
นอก จากนี้ หากพิเคราะห์เฉพาะในแง่มุมของตัวบทกฎหมาย โดยยังไม่พิเคราะห์ถึงบรรยากาศทางสังคม ทัศนะของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มพลังต่างๆในทางสังคม เช่น สื่อมวลชน ตลอดจนทัศนะและค่านิยมของผู้พิพากษาตุลาการในดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ เกี่ยวข้องกับผลได้เสียทางการเมือง การต่อสู้คดีของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่ เพราะถูกจำกัดโดยโครงสร้างของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายซึ่งเป็นผล พวงโดยตรงหรือโดยอ้อมของการทำรัฐประหารเอง เช่น การบัญญัติรับรองให้บรรดาคำสั่งหรือประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารซึ่งรับรอง ไว้ชั้นหนึ่งแล้วว่าให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญฉบับ ชั่วคราว (ดู มาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙) เป็นคำสั่งหรือประกาศ (รัฐธรรมนูญเรียกว่า “การใดๆ”) ที่ “ถือว่า” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่เกิดขึ้นตามมา คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องการให้ใช้บังคับถาวร (ดู มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๕๐) โครงสร้างของรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นฐานทางกฎหมายชั้นดีในการให้ศาลดำเนิน กระบวนพิจารณาไปได้ โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารซึ่งในทางรูป แบบเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมนั้น ในทางเนื้อหาถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่
ประเทศไทยผ่าน เหตุการณ์การฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มองค์กรสูงสุดในทางบริหารและทางนิติบัญญัติอย่างไร้อารยะมาหลายครั้งเต็ม ที และเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะที่พอจะได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ก็ไม่เคยมีสักครั้ง ที่องค์กรซึ่งได้รับอาณัติในการปกครองและมีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบ ประชาธิปไตย จะได้กลับไปทบทวนบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย คำพิพากษาต่างๆที่เป็นผลพวงไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการรัฐประหารว่าสมควร จะทำให้บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเหล่านั้นสิ้นผลลงในทางกฎหมายหรือทำให้ไม่เคยเกิดผล ในทางกฎหมายเลยอย่างไรได้บ้าง
อาจมีผู้เสนอความ เห็นว่า สมควรที่จะต้องตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเสีย การดำเนินการไปตามความเห็นดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจมีปัญหาในทางกฎหมายตาม มาอีกว่า ต่อให้ตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่เกิดขึ้นแล้ว ก็อาจจะไม่ได้ถูกยกเลิกตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ หากคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้นไม่ใช่กฎหมายอาญาสารบัญญัติที่กำหนด ความผิดและโทษขึ้น แต่เป็นคำสั่งหรือประกาศที่กำหนดกระบวนการในการดำเนินคดีหรือเป็นคำสั่งหรือ ประกาศแต่งตั้งบุคคลให้เป็นเจ้าหน้าที่หรือกรรมการสอบสวน นอกจากนี้ในทางหลักการ การตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร โดยไม่ลบล้างบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐไปพร้อมกัน ในทางสัญลักษณ์ยังเท่ากับยอมรับความถูกต้องของคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐเหล่านั้นด้วย
การ นิรโทษกรรมบรรดาผู้ที่ต้องคำพิพากษาอันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร นั้น แม้จะทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด แต่ก็อาจมีข้อเสียในแง่ที่หากบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดจริง ก็จะทำให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดไป และในทางสัญลักษณ์ก็เท่ากับยอมรับคำพิพากษาของศาลเช่นกัน ทั้งๆที่เป็นไปได้อีกด้วยที่ในทางเนื้อหานั้นคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำ พิพากษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ศาลตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาออกไปกว้างมากจนไม่ใช่แค่การตีความโดยขยาย ความเท่านั้นแต่กลายเป็นการใช้กฎหมายโดยเทียบเคียง (analogy) เป็นผลร้ายต่อบุคคล ซึ่งต้องห้ามในกฎหมายอาญา
สิ่ง ที่วงการกฎหมายไทย ควรตรึกตรองอย่างมีเหตุผล มีความเป็นธรรม ก็คือ การตรากฎหมายลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการทำรัฐประหาร โดยถือเสมือนว่าไม่เคยเกิดมีคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาเหล่านั้นขึ้น ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และหลังจากนั้น ถ้าจะดำเนินคดีกับผู้ใดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ก็ให้ดำเนินคดีไปตามความเป็นธรรม ตามกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ที่ได้รับการปฏิรูปแล้ว แม้จะมีผู้กล่าวว่าในทางความเป็นจริง การกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดีที่มีการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเป็นเวลา ๕ ปี จากการบังคับใช้ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ เพราะเมื่อถึงวันนั้น ระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคงจะล่วงพ้นไปแล้ว แต่การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลในทางสัญลักษณ์ในการ ปฏิเสธอำนาจรัฐประหารแล้ว ในทางกฎหมายย่อมจะต้องถือว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เลยด้วย
อย่างไรก็ตาม โดยที่บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากรัฐประหาร เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมายประกาศลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาดังกล่าวอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๕๐ อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้บังคับต่อจากรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นผลจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙) วินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเสียก็ได้ อีกทั้งการประกาศความเสียเปล่าของคำสั่ง คำวินิจฉัย ตลอดจนคำพิพากษานั้น บางกรณีก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้การตัดสินใจในกรณีนี้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในระดับสูงสุด กรณีจึงสมควรที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวจึงต้องผ่านการออกเสียงประชามติ
หากเป็นเช่นนั้น นี่จะเป็นการให้คำตอบของเจ้าของอำนาจตัวจริงที่ชัดเจนที่สุดต่อระบบแห่งกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการทำรัฐประหาร.

“สมยศ” ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

ที่มา ประชาไท

25 ส.ค. 54 – กลุ่มนักกิจกรรมได้เปิดเผยจดหมายของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ถูกคุมขังไว้มาตั้งแต่ วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมา โดยในจดหมายระบุว่าเป็นการเขียนในวันที่ 20 ส.ค. 54 ซึ่งสมยศมีความคาดหวังว่านักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลก จะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยต่อไป



วันที่ 20 สิงหาคม 2554
ผม ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมาด้วยข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือ ละเมิดต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ผมขอขอบพระคุณทุกท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้ร่วมกันแสดงความห่วงใย มาเยี่ยมเยือนที่เรือนจำและได้ร่วมกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองใน ประเทศไทย
ผมได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงานมาก ว่า 20 ปี เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานรอดพ้นจากความยากจน หิวโดย มีชีวิตความเป็นอยู่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาทิเช่น สิทธิการประกันสังคมในปี 2533 สิทธิการลาคลอด 90 วันได้รับค่าจ้าง และสิทธิการทำงานที่ปลอดภัยในปี 2536 สิทธิการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และประกันการว่างงานในปี 2546 สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และการนัดหยุดงานในปี 2548
สิทธิ ของผู้ใช้แรงงานในด้านต่าง ๆ เกิดจากการต่อสู้ที่เข้มแข็งของขบวนการแรงงาน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าความก้าวหน้าด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานได้มาภายใต้ การเมืองประชาธิปไตย มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นมักจะทำลายสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ตัวอย่างเช่น การรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผู้นำแรงงานนายทะนง โพธิ์อ่าน ถูกอุ้มฆ่าตาย มีการยกเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งจำกัดสิทธิการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงาน ในขณะที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อให้มีการจ้างงานเหมาค่าแรงขยายตัวมากขึ้น และมักจะกดค่าจ้างให้ต่ำอยู่เสมอ
ดังนั้นเมื่อมี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ผมจึงไปเข้าร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยการจัดทำนิตยสารการเมืองวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร เมื่อประชาชนได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีการชุมนุมเดินขบวนหลายครั้งจนกระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ รัฐบาลได้สั่งปิดนิตยสารแล้วจับกุมผมไปขังไว้ที่ค่ายทหารจังหวัดสระบุรี โดยไม่มีความผิดเป็นเวลา 21 วัน
หลังจากได้รับการ ปล่อยตัวผมก่อตั้งนิตยสาร Red Power วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ได้เปิดโปงรัฐบาล ซึ่งให้สัญญาจะเพิ่มค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2553 แต่ไม่ได้ทำตามสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้เปิดโปงเบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ในเดือนตุลาคม 2553 รัฐบาลสั่งปิดโรงพิมพ์ที่รับจ้างพิมพ์งานให้กับ Red Power ทำให้ผมต้องไปทำการผลิตที่ประเทศกัมพูชา
นับ ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ อาทิเช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักกิจกรรมแรงงาน นักศึกษา นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ฯลฯ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองในคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายคนถูกซ้อมทุบตีในเรือนจำ หลายคนต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศหลายคนต้องถูกเนรเทศออกไปจากประเทศไทย
มี นักกิจกรรมแรงงาน 3 คนด้วยกันซึ่งถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ และภรรยา ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ นางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ หัวหน้าโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Compaign) ไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้อีกต่อไปอีกต่อไป นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training)
ประชาชนคนไทย ถูกปลูกฝังให้ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยที่ใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
ผม เป็นเพียงสื่อมวลชนที่เป็นเวทีความคิดอิสระที่ทุกคน ทุกฝ่าย มีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือกระทั่งมีความใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากสังคมปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกระทำความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
กฎหมาย ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิด เห็นทางการเมือง และเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวอีกด้วย อันเป็นการละเมิดต่อหลักปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
การ ถูกคุมขังเป็นนักโทษการเมือง สูญเสียอิสรภาพในทุกด้าน ทำให้ชีวิตของผมเหมือนกับ “สัตว์เลี้ยงในกรงขัง” ผมได้รับความเจ็บปวดทุกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นักโทษการเมืองคนอื่น ๆ หลายคนสูญเสียชีวิตครอบครัวและอาชีพการงานไปอย่างน่าเสียดาย
ผม ได้รับทราบข่าวจากผู้มาเยี่ยมเยียนว่าเพื่อน ๆ นักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลกได้ร่วมกันประท้วงต่อรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่าความหมายของประชาชนคนไทย และประชาชาติทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยที่แท้จริง
ผม เชื่อมั่นอย่างเต็มที่เปี่ยมว่าพลังแห่งความร่วมมือและการสมานฉันท์ สากลของสหภาพแรงงานและผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกจะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อ รัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ ก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยต่อไป
ด้วยจิตใจสมานฉันท์
(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

โซเชียลเน็ตเวิร์กยันไม่แบนผู้ต้องสงสัยยุก่อจลาจลในอังกฤษ

ที่มา ประชาไท

24 ส.ค. 2011 - สำนักข่าว เดอะ การ์เดียน รายงานว่า เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง เฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ ยังคงยืนยันปฏิเสธไม่ทำตามที่รัฐบาลอังกฤษเรียกร้องให้มีการแบนผู้ทีต้อง สงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในอังกฤษ หรือให้มีการปิดเว็บไซต์ในช่วงที่เกิดเหตุ

โซเชียลเน็ตเวิร์กยันไม่แบนผู้ต้องสงสัยยุก่อจลาจลในอังกฤษ

โซ เชียลเน็ตเวิร์กสองยักษ์ใหญ่แสดงการปฏิเสธดังกล่าว ขณะเตรียมการก่อนเข้าร่วมประชุมหารือกับ เทเรซ่า เมย์ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ ส่วนทางรัฐบาลอังกฤษเองก็ต้องการถอนจุดยืนที่เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษต้องการให้ผู้ต้องสงสัยกรณีจลาจลในอังกฤษถูกแบนจาก เว็บโซเชียลเน็ตเวิร์ก

รมต. มหาดไทยของอังกฤษบอกจะคอยตรวจตราว่า เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิด ความวุ่นวายได้อย่างไรบ้าง รวมถึงว่าจะสามารถบังคับใช้กฏหมายกับเว็บไซต์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้นอย่างไรแทนการปิดหรือแบน โดยก่อนหน้านี้ ทิม ก็อดวิน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล และ ส.ส. พรรคอนุรักษ์นิยมได้เคยสำรวจพิจารณาเรื่องการปิดเว็บไซต์ในช่วงสถานการณ์ฉุก เฉินมาก่อนแล้ว

บริษัทด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเหล่านี้ย้ำเตือน กับรัฐบาลในเรื่องที่ พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการฉุกเฉินที่อาจทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยก่อนหน้านี้ตำรวจสามารถสกัดกั้นไม่ให้ผู้ก่อจลาจลทำการโจมตีจุดสำคัญใน อังกฤษอย่างสถานที่จัดโอลิมปิกและห้างสรรพสินค้าเวสท์ฟิลด์ได้ เนื่องจากสามารถดักข้อความจากระบบส่งข้อความของแบล็กเบอร์รี่ไว้ได้ ซึ่งทำให้เห็นว่าการปล่อยให้ระบบยังคงดำเนินต่อไปจะทำให้สามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ จากอีกฝ่ายได้

การประชุมหารือที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. ยังไม่มีการคาดหวังว่า รัฐบาลจะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายใดๆ เนื่องจากการหารือดำเนินไปเพียง 1 ชั่วโมงโดยมีสมาชิกผู้เข้าร่วมหลายสิบรายเป็นผู้บริหารโซเชียลมีเดีย, ตำรวจ และรัฐมนตรี

โดยผู้เข้าร่วมหารือมีผู้บริหารจากเฟสบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และ อาร์ไอเอ็ม ผู้ให้บริการแบล็กเบอร์รี่สมาร์ทโฟนของแคนาดา, ลินน์ โอเวน ผู้ช่วยผู้บังคับการงานปฏิบัติการกลางตำรวจนครบาล, สมาชิกกรมตำรวจ และข้าราชการจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรม-สื่อ-กีฬา โดยรมต.มหาดไทยและรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอังกฤษจะเป็นผู้นำการหารือ

ทางรัฐบาลอังกฤษอาจมีการเรียกร้องให้โซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งมาจากสหรัฐฯ และแคนาดา แสดงความรับผิดชอบต่อข้อความที่มีการโพสท์ในเว็บไซต์

ขณะ ที่ฝ่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กโต้กลับด้วยการแสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงาน ที่มีการลบข้อความที่ยุยงให้เกิดความรุนแรงออกแล้ว โดยทางเฟสบุ๊คที่มีผู้ใช้ในอังกฤษกว่า 30 ล้านรายระบุว่า ตนได้ทำการลบข้อความที่ "เชื่อว่ามีการข่มขู่คุกคามโดยใช้ความรุนแรง" เพื่อช่วยสกัดกั้นไม่ให้เกิดการจลาจลในอังกฤษแล้ว

ด้านผู้ให้บริการ เบล็กเบอร์รี่จากแคนาดาจะอธิบายกับรัฐบาลว่า ระบบการส่งข้อความแบล็กเบอร์รี่แมสเซนเจอร์ (BBM) นั้น มีลักษณะเป็นส่วนตัวหรือมีรูปแบบรหัส เดอร์ การ์เดียนระบุว่า BBM ต่างจากเฟสบุ๊คกับทวิตเตอร์ตรงที่ตัวระบบมีการป้องกันด้วยการเข้ารหัส และเป็นเครื่องมือสื่อสารที่นิยมในหมู่ผู้ก่อจลาจล

สัปดาห์ที่แล้ว ผู้บังคับการตำรวจนครบาลอังกฤษกล่าวว่า ตำรวจได้ทำการสำรวจวิธีการสั่งปิดโซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน และพบว่าพวกตนไม่มีอำนาจทางกฏหมายในการกระทำการดังกล่าว

ขณะ เดียวกันมีตำรวจอีกสองนายให้ความเห็นว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีบทบาทในทางบวกในการสามารถช่วยขจัดข้อมูลข่าวลือและทำ ให้ประชาชนทั่วไปไว้วางใจในช่วงที่เกิดจลาจล

มีผู้ต้องหา 4 รายที่ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้เฟสบุ๊คยุยงให้เกิดจลาจล โดยทั้ง 4 รายถูกนำตัวเข้าสู่ชั้นศาลเมื่อวันที่ 24 ส.ค. นี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ให้การใดๆ ต่อข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวทุกราย

ที่มา:
Facebook and Twitter to oppose calls for social media blocks during riots, The Guardian, 24-08-2011

“เฉลิม” ลั่นตั้งวอร์รูมจัดการเว็บหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท

"เฉลิม" ขอเวลา 2 สัปดาห์ มอบนโยบายให้ สตช. ลั่นเดินหน้าปราบยาเสพติด เผยเตรียมตั้งวอร์รูมทำลายเว็บหมิ่นสถาบัน พร้อมให้ สตช.ตามเรื่องนักข่าวโดนขู่ต่อ

26 ส.ค. 54 - เว็บโพสต์ทูเดย์ราย งานว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยว่า ขอเวลา 2สัปดาห์ จะแสดงความเห็นถึงแนวทางการทำงานที่จะมอบนโยบายให้สตช. แต่เรื่องยาเสพติดถือเป็นงานที่ถนัด ส่วนตัวมีข้อมูลพร้อมเข้าไปดูแล ทั้งนี้ จะมีการตั้งวอร์รูมดูแลเรื่องเว็บหมิ่นสถาบัน โดยจะไม่ยอมให้มีเว็บหมิ่นในรัฐบาลนี้ ส่วนกรณีที่นักข่าวถูกข่มขู่ก็จะให้สตช. เข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนการดูแลกระทรวงยุติธรรม รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายเพราะเป็นเรื่องของศาล พร้อมเรียกร้องว่าทุกฝ่ฟายไม่ต้องเป็นกังวล เรื่องของการเช็คบิลในกระทรวงยุติธรรม เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ส่วนการที่นายอภิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กังวลเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น รับปากว่าจะดูแลให้ดี

“ล่า สุดได้ติดต่อขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ ซึ่งนายขวัญชัยรับปากว่า จะดูแลด้วยความเรียบร้อย”รองนายกฯ กล่าวและว่า ส่วนกรณีนักศึกษาเอาพวงหรีดให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา และถูกกลุ่มคนเสื้อแดงรุมทำร้าย ซึ่งเรื่องนี้จนได้สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในรายละเอียดทั้งหมดแล้ว และยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มีอะไรซ่อนเร้นแต่ยังไม่ขอเปิดเผย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนภารกิจแรกในวันนี้ (26 ส.ค.) เวลา 15.00 น. ตนจะเดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่โรงพยาบาลตำรวจด้วย

ฮิวแมนไรต์USAฟ้องศาลสหรัฐฯ บริษัทอินเตอร์เน็ตปูดข้อมูลลูกค้าอเมริกันให้DSIใช้ล่าเหยื่อคดีหมิ่น

ที่มา Thai E-News

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ วันที่ 24 ที่ผ่านมานี้ นายแอนโทนี่ ไชย พลเมืองอเมริกันได้ยื่นฟ้องต่อบริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายหนึ่งต่อ ศาลสหรัฐฯ ฐานเปิดเผยข้อมูลของเขาต่อทางการไทยว่า เขาเป็นผู้เขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์มาตรา 112 ของไทยในเว็บไซต์ชื่อ manusaya.com ทำให้ทางการไทยควบคุมตัวเขาไปสอบสวน และตามมาสอบสวนถึงอเมริกาด้วย

นี่เป็นคดีที่รัฐบาลไทยยุคนายอภิสิทธิ์ ได้ลุกล้ำอธิปไตยประเทศมหามิตรอเมริกากรณีหนึ่ง และมีอีกอย่างน้อยก็ 2 กรณี (ดูเรื่องเกี่ยวเนื่องท้ายข่าวนี้)

โดย เสื้อแดงอเมริกา
ที่มา Human Rights USA


ถ้อยแถลงเรื่อง นายแอนโธนี่ ไชย พลเมืองสหรัฐฟ้องร้องบริษัทเจ้าของเว็บไซต์โทษฐานแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับตัวเขาแก่รัฐบาลไทย

ได้มีการยื่นฟ้องต่อบริษัทเน็ตเฟิร์มแห่งแคนาดาที่จดทะเบียนเป็นบรรษัท ใน สหรัฐเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ด้วยข้อหาทำการเปิดเผยรายละเอียดส่วนตัวของบุคคลต่อรัฐบาลไทย

การเปิดเผยของเน็ตเฟิร์มทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยชี้ตัว กักกัน และทำการสอบสวนโจทก์ คือนายแอนโธนี่ ไชย ทั้งในประเทศไทย และบนแผ่นดินสหรัฐ หากไม่มีการเปิดเผยนี้ก็จะไม่ปรากฏตัวตนของนายแอนโธนี่ ไชย และเขาจะไม่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฏหมายไทยซึ่งเป็นกฏหมายที่จำกัดสิทธิในการ แสดงความคิดเห็น อันเป็นเรื่องตลกร้ายสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่าข้อเขียนของเขาบนอินเตอร์ เน็ตนั้นเป็นการวิจารณ์กฏหมายฉบับดังกล่าวนั่นเอง

คำฟ้องที่ยื่นไว้ต่อศาลแขวงสหรัฐสำหรับส่วนกลางท้องที่แคลิฟอร์เนียโดย องค์ การโลกเพื่อสิทธิมนุษยชน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับสำนักงานทนายความสเนล และวิลเมอร์กล่าวหาว่าพฤติกรรมของบริษัทจำเลยละเมิดกฏหมายของมลรัฐแคลิ ฟอร์เนีย พร้อมทั้งกฏหมายรัฐธรรมนูญ และกฏหมายสิทธิมนุษยชนนานาชาติ
"คดี นี้ตั้งอยู่บนทางแพร่งของหลักประกันสิทธิส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงออก ระเบียบกฏหมายสิทธิมนุษยชนของนานาชาติ และระบบอินเตอร์เน็ต ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับองค์การสิทธิมนุษยชนสหรัฐในคดี ที่มีความสำคัญเช่นนี้"
เอ็ม ซี ซันไกล่า ภาคีคนหนึ่งของสำนักทนายสเนลและวิลเมอร์กล่าว

ตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง นายไชย เป็นเจ้าของกิจการคอมพิวเตอร์ในลองบีช แคลิฟอร์เนียซึ่งทั้งตัวเขา และผู้มาใช้บริการสามารถเข้าถึงและเขียนความเห็นลงโดยนิรนามในเว็บไซ้ท์ภาษา ไทยที่นิยมประชาธิปไตย manusaya.com ความเห็นที่เขียนโดยนิรนามจำนวนมากแสดงความวิตกเกี่ยวกับกฏหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพของประเทศไทยที่ห้ามข้อความใดๆ ที่เป็นไปในทางลบต่อสถาบันกษัตริย์ไทย และกำหนดการลงโทษไว้อย่างรุนแรง รวมถึงการจำคุกอย่างสูงถึง ๑๕ ปี

สิทธิส่วนบุคคลของนายไชยถูกละเมิดเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลร้องขอ และเน็ตเฟิร์มปฏิบัติตามในการสั่งปิดเว็บมานุสะยาแล้วเปิดเผยหมายเลขไอพี กับที่อยู่อีเมล์ของนายไชยต่อเจ้าหน้าที่ไทยโดยไม่แจ้งให้เจ้าตัวทราบ และไม่ได้รับการยินยอมจากเขา ผลของการเปิดเผยข้อมูลปกปิดส่วนตัวของนายไชยต่อเจ้าหน้าที่ไทยทำให้ต่อมาเขา ถูกควบคุมตัวที่สนามบินกรุงเทพฯ แล้วนำตัวไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการซักปากคำเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความลงบนเว็บไซ้ท์

หลังจากที่เขาได้รับการปลดปล่อยจากการควบคุมตัวของตำรวจ และเดินทางกลับบ้านในแคลิฟอร์เนียแล้วยังถูกเจ้าหน้าที่ไทยตามไปสอบปากคำอีก ถึงสองวันบนผืนแผ่นดินของสหรัฐในโรงแรมแห่งหนึ่งในท้องที่ฮอลลีหวูด ต่อมาเจ้าหน้าที่ไทยได้แจ้งกับเขาว่า ถ้าเขาเดินทางกลับไปประเทศไทย จะถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เธเรสซ่า แฮริส ผู้อำนวยการบริหารขององค์การสิทธิมนุษยชนโลก ยูเอสเอ กล่าวว่า
"บริษัท อินเตอร์เน็ตจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงก่อนที่จะยินยอมเปิดเผย ข้อมูลปกปิดแก่พนักงานสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นคำร้องขอโดยรัฐบาลต่างประเทศ ข้อมูลนั้นเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง และบริษัทพวกนี้มีอำนาจที่จะทำให้บุคคลตกอยู่ในภาวะอันตรายจากการคุมขัง แม้เพียงแค่เพราะจดหมายไม่เปิดเผยนามฉบับหนึ่งถึงบรณาธิการ บริษัทจะต้องรับผิดในการกระทำของตนตราบใดที่ละเลยไม่คำนึงถึงสิทธิของ ประชาชนผู้มาใช้บริการของบริษัท"

คดีของนายไชยเน้นให้เห็นความจำเป็นที่บริษัทสื่อสารอินเตอร์เน็ตไม่ว่า ใหญ่ หรือเล็กจักต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนก่อนอื่นใดในการทำความตกลงทางธุรกิจ เมื่อบริษัทดำเนินการโดยเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารระหว่างประเทศเป็น บริการหลัก สิทธิมนุษยชนย่อมเป็นส่วนสำคัญในเนื้อหาของแบบแผนทางธุรกิจ

หมายเหตุ:องค์การโลกเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นผลมาจากการรวมตัวของ กลุ่ม สิทธิมนุษยชน และกลุ่มเพื่ออิสรภาพมหาชนในสหรัฐตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๙ จนได้มีการก่อตั้งขึ้นเป็นองค์การโลกต่อต้านการทารุณกรรม สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. ๑๙๙๖ โดยที่เป็นส่วนหนึ่งของข่ายงานองค์การต่อต้านทารุณกรรมแห่งโลก (OMCT) อันประกอบด้วยกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทั่วโลกกว่า ๒๐๐ หน่วยงาน ซึ่งรายงานผลการปฏิบัติตามครรลองสิทธิมนุษยชนในท้องที่ตรวจสอบของตนไปยัง องค์การสหประชาชาติโดยตรงเป็นประจำ

องค์การโลกเพื่อสิทธิมนุษยชนมีผลงานส่วนใหญ่ในปกป้องสิทธิ และเอาผิดแก่การทำทารุณกรรมต่อผู้ลี้ภัยในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ และ ๒๐๐๕ ต่อมาชนะคดีชาวอเมริกันเชื้อสายซาอุดิอาราเบียซึ่งถูกตำรวจกักขังคุกเป็น เวลาสองปีก่อนที่จะยอมปล่อยให้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ และชนะคดีต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุนเซนยอมชดใช้ตามคำฟ้องในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างประเทศมีการฟ้องร้องบริษัทยาฮูในปี ค.ศ. ๒๐๐๗ ที่ส่งมอบข้อมูลส่วนตัวของนักหนังสือพิมพ์จีนต่อรัฐบาลจีน เป็นผลให้บริษัทยาฮูยอมความ และชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ข้อความจากคุกที่โจ กอร์ด้อน นักโทษ112อยากให้โลกได้ยิน พญาอินทรีได้ฟังเต็ม2หูแล้วถึงกับเต้น

-DSIเบ่งกล้ามข้ามโลก ส่งกงสุลข่มขู่ขบวนการของคนเสื้อแดงในLA


-แนวรบแดงยุโรปคลี่คลายล่องเรือปารีสฉลองชัย กลุ่มใหม่แจ้งเกิดลุย112เรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง

2เสื้อแดงเปิดใจหลังชนะคดีทหารยิงคนมือเปล่า

ที่มา Thai E-News



รายการประชาชนสนทนา ทางDNN-ASIA UPDATE สนทนาเปิดใจเสื้อแดง 2 รายที่ศาลตัดสินให้ชนะคดีทหารสลายการชุมนุมกรณีเมษายน 2552 ที่สามเหลี่ยมดินแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASIA UPDATE







เปิดคำพิพากษาศาลให้ทหารชดใช้ค่าเสียหายเหยื่อเสื้อแดง เหตุยิงคนมือเปล่าไร้อาวุธผิดกฎใช้กำลัง

เมื่อ โจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมถืออาวุธปืนไม่ว่า ชนิดใด โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำ กายต่อโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยตามเอกสารหมาย ล.12 ผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปฏิบัติการปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงจากกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเท่า นั้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หมายเหตุ - จากเหตุการณ์สลายม็อบนปช.เมื่อเดือนเม.ย.2552 มีผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมานายไสว ทองอุ้ม และนายสนอง พานทอง ผู้ร่วมชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งให้ดำเนินคดีจำเลย 5 ราย ได้แก่ จำเลยที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 กองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จำเลยที่ 4 พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ และจำเลยที่ 5 กองทัพบก ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,857,534 บาท และ 2,245,205 บาท ตามลำดับ ศาลรับฟ้องแค่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ก่อนมีคำพิพากษาออกเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2554 และจากนี้คือคำพิพากษาบางส่วน...



โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันที่ 13 เมษายน 2552 เวลา 2 นาฬิกา มีการสั่งการให้ใช้กำลังทหารบกเข้าระงับเหตุและเปิดการจราจรบริเวณสี่แยกใต้ ทางด่วนดินแดง ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งร่วมชุมนุมอยู่ด้วยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ 1 ถูกยิงที่ไหล่ซ้ายเป็นเหตุให้ไม่สามารถกลับมาใช้แขนซ้ายได้ตามปกติอีก โจทก์ที่ 2 ถูกยิงหัวเข่าขวาลูกสะบ้าแตกไม่สามารถใช้ขาข้างขวาได้ตามปกติอีก โจทก์ทั้งสองจึงกลายเป็นผู้พิการ

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 13 เมษายน 2552 ดังกล่าว กองกำลังทหารได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนปช. โดยใช้ระเบิดเพลิง แก๊สน้ำตา และใช้พลซุ่มยิงด้วยปืนพก การปฏิบัติภารกิจของทหารจึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงไม่มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และทางวินัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า กองกำลังทหารบกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตาม ฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ประกอบด้วย กองกำลังทหารจากสองกองพัน คือ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

ฝ่ายโจทก์เบิกความว่า กองกำลังทหารตั้งแถวเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม แถวแรกเดินถือไม้เคาะโล่เข้าหาผู้ชุมนุม แถวที่สองและแถวที่สามซึ่งถือปืนบางส่วนยิงปืนขึ้นฟ้า บางส่วนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 1 จึงตามรถแกนนำไป แต่ขณะที่โจทก์ที่ 1 เอี้ยวตัวกลับเพื่อหันมามองทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายล้มลงหมดสติ

โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า เห็นแถวทหารเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ เมื่อผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว จึงยิงในแนวระนาบ แล้วกระจายตัวตีโอบล้อมกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เกิดการอลหม่าน ผู้ชุมนุมบางส่วนล้มลง โจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกยิงล้มลงจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ถูกยิงเข้าที่หัวเข่า และทหารกรูกันเข้ามาเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 2 จึงกระโดดหนีลงในคลองริมถนนวิภาวดีรังสิต

พยานโจทก์บรรยายให้เห็นเหตุการณ์ที่โจทก์ทั้งสองประสบว่า เป็น เหตุการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่องกันมาว่ากองกำลังทหารตั้งแถวเข้ายึดคืน พื้นที่ โดยเดินมุ่งเข้ากลุ่มผู้ชุมนุม มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ให้ฝ่ายผู้ชุมนุมยอมล่าถอย เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว ทหารจึงหันมายิงในแนวระนาบ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายผู้ชุมนุมแตกกระเจิงและเกิดการอลหม่าน ขึ้น โจทก์ที่ 1 วิ่งหนีกลุ่มทหารตามรถของแกนนำไป แต่ขณะที่กำลังหันกลับมามองกลุ่มทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายดังกล่าว

ส่วนโจทก์ที่ 2 เบิกความให้เห็นภาพการปฏิบัติการของฝ่ายทหารได้อย่างสอดคล้องตรงกับข้อเท็จ จริงที่โจทก์ที่ 1 ในขณะนั้นโจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกทหารยิงล้มลง จึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ถูกยิงที่หัวเข่า ทหารกรูกันเข้ามา โจทก์ที่ 2 กลัวถูกทำร้ายอีก จึงวิ่งกระโดดลงคูน้ำข้างถนนวิภาวดีรังสิต และเบิกความต่อไปว่ากลุ่มทหารยังไล่ตามมาปาก้อนอิฐก้อนหินและอื่นๆ เข้าใส่ จนกระทั่งมีนายทหารคนหนึ่งมาบอกให้กลุ่มทหารเหล่านั้นหยุด และส่งไม้ให้โจทก์ที่ 2 เกาะขึ้นฝั่งมา

เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีคำสั่งให้กองกำลังทหารซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาและสังกัดของตนตามลำดับขั้น เข้าปฏิบัติภารกิจเพื่อยึดคืนพื้นที่และเปิดผิวการจราจรในบริเวณที่เกิดเหตุ ในยามวิกาล ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยหลักสากล แม้จะได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้ใช้อาวุธจริงได้ในการปฏิบัติภารกิจ

แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมถืออาวุธปืนไม่ว่า ชนิดใด โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำ กายต่อโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยตามเอกสารหมาย ล.12 ผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปฏิบัติการปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงจากกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเท่า นั้น

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวโดยใช้กำลังทหารติดอาวุธ โดยสภาพย่อมต้องกระทำโดยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการใช้วิธีการดังกล่าวย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของผู้ชุมนุมโดยสุจริตได้ เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังทหารในบังคับบัญชาตามคำสั่งและในสังกัด ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ก่อผลให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

เมื่อฟังได้ว่าบุคคลในกองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ซึ่งพยานจำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่ามีเฉพาะกองกำลังทหารบกเป็นผู้ยิงโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเพราะการนั้น จึงเป็นการเพียงพอที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับชั้นต้องรับผิดจากผลแห่งการละเมิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

โจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 2,400,000 บาทนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างตามจำนวนดังกล่าวนั้นจริง และโจทก์ที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้บ้าง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาขณะรับการรักษาและต้องพิการ เห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามนั้น

สำหรับโจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 25 ปี เป็นเงิน 1,800,000 บาท แต่เห็นว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งหมด จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำนวน 800,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาดังกล่าวเห็นสมควรกำหนดให้ตามที่ขอ

พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท และร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2552 เป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก


*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดใจสลด 2นปช.ชนะคดี แฉถูกยิงแขนขาพิการ ยังคุกคามซ้ำ-ต้องหนี "ธิดา"เดินหน้าคดีปี 53

ช็อตเด็ดวันโน้น:สมาคมสื่อประณามให้ไวคุกคามจะๆ รู้จักนักข่าว7สีผู้มีความเป็นกล๊างเป็นกลาง(ใจมาร์ค)

ที่มา Thai E-News



กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าวช่อง 3 โดนพันธมิตรรุมยำตอนปี2551 ผ่านไป 3ปี ยังไม่มีสมาคมสื่อรายไหนออกแถลงการณ์ประณามเสื้อเหลืองคุกคามสื่อ ทีอีเมล์คนเสื้อแดงเปิดโฉมหน้า"นักข่าว7สี" ทำไมพวกพี่ไวนักหละพี่...Wowwww!!!

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 สิงหาคม 2554

กิตติ สิงหาปัด กล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า ทุกวันอังคารจะไม่มีรายการข่าวสามมิติ ที่ตนทำอยู่ที่ช่วง 22.30 น. จึงว่างและไม่ต้องเตรียมตัวประชุมข่าว แต่เห็นข่าวว่าพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที จึงแต่งตัวออกจากบ้านมาสังเกตการณ์ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมากนัก

ระหว่างที่ดูอยู่นั้นก็มีผู้หญิง 2-3 คนในม็อบ ที่จำผมได้ ก็มาขอจับไม้จับมือ คล้องแขน และขอถ่ายรูป คนอื่นๆ เห็นก็มาขอถ่ายรูปด้วย วงก็เริ่มกว้างขึ้น จาก 2-3 คน กลายเป็น 7-8 คน คนที่อยู่ข้างนอกก็คงสงสัยว่า วงที่เรากำลังถ่ายรูปกันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะมีการคิดว่ามีใครเข้ามาป่วนในม็อบ เพราะวงใหญ่เค้าเริ่มส่งเสียงโห่แล้วหันมาทางเรา ตอนนั้นการ์ดของพันธมิตรฯ คงจะเห็นท่าไม่ดีก็เลยคล้องแขนกันเข้ามากันเราออกไป ยิ่งทำให้คนในม็อบคิดว่าการ์ดจะทำร้ายเรา เขาก็เลยกรูเข้ามา มีหลายคนพยายามต่อยผ่านวงล้อมของการ์ด โดนบ้างไม่โดนบ้าง แต่ที่โดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่

"ผมพยายามตะโกนบอก ปอง (นส.อัญชลี ไพรีลักษณ์) ที่อยู่บนเวทีว่า อย่าทำอะไรผม ปองก็พยายามตะโกนห้าม แต่ห้ามไม่ได้ เพราะนาทีนั้นไม่มีใครฟังใครแล้ว พอดีพี่คนหนึ่งในพันธมิตรฯ เรียกรถแท็กซี่ให้ ผมก็เลยรีบขึ้นรถทันที แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่เข้าใจกรูกันเข้ามาทุบรถจนกระจกรถข้างซ้ายแตก แต่รถก็ขับนำผมออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างปลอดภัย ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในชีวิตการทำข่าว"

คลิปข่าวเสื้อเหลืองบุกยึดNBT 3 ปีผ่านไป 3สมาคมสื่อช่วยประณามหน่อย


น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์เอ็นบีที เปิดเผยว่า ทราบข่าวตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม ว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาที่สถานี จึงรีบออกจากบ้านไปสถานี แต่ไม่สามารถเข้าทางประตูหน้าได้ ต้องมุดป่าเข้าไป พอก่อน 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเคลียร์สถานการณ์ไว้ คือกลุ่มที่บุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืน ใบกระท่อม พอมาถึงเราเห็นเหมือนกัน ก็เตรียมการออกข่าวปกติถึง 08.00 น. เตรียมตัวเข้าไปแต่งหน้ารายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์ พอถึงตอนนั้นเหตุการณ์ตึงเครียดมาก เพราะกลุ่มพันธมิตรมาปิดทางเข้าออกที่สถานี มีแกนนำมาคือ นายอมร อมรรัตนานนท์ ทางด้านหน้า และนายวัชระ เพชรทอง ปิดทางออกด้านหลังและปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงโจมตีสถานีโทรทัศน์เอ็นบี ทีว่าจะบุกเข้ามาสถานีเมื่อพร้อม

นอกจากนี้ ยังพูดกันว่าจะมาต่อเชื่อมสัญญาณเอเอสทีวีออกอากาศทางตำรวจนำกำลังมาเพื่อ รักษาความปลอดภัย พอเวลา 08.30 น. ทางกลุ่มพันธมิตรบุกเข้ามา ด้านนายสุรยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการเอ็นบีทีได้ออกมาบอกให้พนักงานทุกคนออกอากาศจนนาทีสุดท้าย แต่ไม่นานนักมีการตัดไฟทั้งตึก เป็นเหตุให้เอ็นบีทีจอมืดไปช่วงหนึ่ง ต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดหน้าปิดตาทุบกระจกเข้ามา ตำรวจให้ช่างภาพสถานีถ่ายไว้เป็นหลักฐาน ดิฉันอยู่ตรงห้องแต่งหน้า มีกลุ่มพันธมิตรเข้ามา มีการโห่ไล่ ด่าว่าขายชาติ แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่พันธมิตรที่เปิดเผยหน้าตาช่วยกันคนออกไปแล้วพาไปอยู่ กับตำรวจ พอไปถึงก็ถูกล้อมกรอบโดยกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ด้านหลัง โดนขว้างปาด้วยขวดน้ำ และโดนน้ำสาด ดีที่นายวัชระ เพชรทอง ออกมาทำความเข้าใจว่าเราเป็นสื่อมวลชน เราทำหน้าที่ของเรา แล้วเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขอบคุณตรงนี้มากๆ ดิฉันต้องปีนรั้วออกไปเพราะออกทางประตูหลังไม่ได้ จากเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย คือนายดุสิต ชมทา ช่างภาพเอ็นบีทีซึ่งถูกดึงลงมาจากกำแพงขณะถ่ายภาพจากมุมสูง

หลังจากนั้น ไปออกอากาศรายงานสถานการณ์ร่วมกับคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ จากสถานที่ออกชั่วคราว แต่ออกได้ประมาณ 45 นาที ก็ได้รับรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรกำลังเดินทางมาปิดล้อม จึงถอนตัวออกไปเพราะไม่อยากให้เจ้าของสถานที่ได้รับความเดือดร้อน


รู้จักนักข่าว 7 สีแฟนพันธุ์แท้มาร์ค


เย็นวานนี้นักข่าวสาวช่อง 7 ที่ตกเป็นข่าวว่าถูกเสื้อแดงคุกคาม จนสมาคมสื่อ 3 สมาคมออกแถลงการณ์ประณามเสื้อแดง และไปแจ้งความแกนนำนปช.เพชรบุรีให้สัมภาษณ์TPBSว่า เธอเป็นกลาง ใครจะมองยังไงก็ช่าง เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ

เธอยังให้สัมภาษณ์วิทยุผู้จัดการ 97.75 กล่าวถึงคนเสื้อแดงว่า

...คนเสื้อแดงเราต้องเข้าใจเขาว่าเขาเป็นพวกที่ถูกปลุกปั่นด้วย ข้อมูลข้างเดียว.....และเราต้องทำความเข้าใจให้เขารู้ความจริงเพื่อที่จะ อยู่กับคนที่คิดต่างในสังคมได้...

กล่าวถึงนายกฯยิ่งลักษณ์

...คุณยิ่งลักษณ์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะตอบแทนประชาชน หรือตอบแทนญาติที่ช่วยให้เป็นนายกฯได้ในเวลาไม่ถึงห้าสิบวัน...

กล่าวถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

"โจรหนีคดีต่างประเทศ"

ส่วนหนังสือที่เธแคยเขียนด้วยความชื่นชมอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ 2 เล่มนั้น เธอกล่าวว่า

ความน่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับดิฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก

ที่เว็บบอร์ดเสรีไทยซึ่ง เป็นแหล่งรวมของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เขียนถึงเธอว่า เป็นผู้ที่มีแนวคิดชื่นชอบ ท่านอภิสิทธิ์ และ เรียกขานท่านว่า " อาจารย์ " ทุกคำ

แต่ สิ่งหนึ่งที่ค้นหาเจอ และชอบมากคือ .. บทกลอนที่เธอส่ง เป็นเมสเสส เข้ามือถือ ท่านมาร์คในวันที่ ท่านได้รับโหวต เป็น นรต คนที่ ๒๗ คือ .....

“อุปสรรคจักทายท้า ด้วยหาญกล้าและอดทน
รู้จักปกครองคน ทบทวนตนอย่ามัวเมา
เป็นหงส์กลางฝูง*** อย่าเสียเหลี่ยมรู้ใครเขา
รักษาตัวตนเรา ภาระเจ้าเพื่อแผ่นดิน”

แล้วเธอ..จบด้วยข้อความว่า “อาจารย์ทำได้”
หลังจากนั้นอาจารย์อภิสิทธิ์ส่งข้อความกลับมาว่า “เพิ่งได้อ่าน ขอบคุณครับ"

เขียนหนังสือเชียร์อภิสิทธิ์2เล่ม กรณ์อีกเล่ม

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมืองสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14

สำหรับหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี" ผู้เขียนได้บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ฯ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงการบริหารงานในปัจจุบัน นอกจากนี้เนื้อหาภายในเล่ม ยังเป็นลักษณะของการตอบคำถามหรือการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีผ่านหนังสือ ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคิดในการบริหารประเทศ และแนวทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับแง่มุมชีวิตส่วนตัว และภารกิจหน้าที่ประจำวันภายในครอบครัวที่นายกรัฐมนตรีได้ปฎิบัติเป็นประจำ ทุกวัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบ โดยเฉพาะวิธีการดูแลเอาใจใส่ นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภรรยา และบุตรทั้งสองคน ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำครอบครัว 22ตุลาคม2552 (The Official Site of The Prime Minister of Thailand Photo by พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์)

จัดรายการกับช้างแนวหน้าที่วิทยุประชัย92.25
จัดรายการที่ 92.25กับสมชาย มีเสน (ช้าง) อดีตบก.แนวหน้า (เมื่อล้มรัฐบาลทักษิณแล้วสมชาย มีเสน ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ)

ถ้าวันใดวันหนึ่งนักข่าวสาว 7 สีรายนี้เลิกถามชนิดที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี แต่หันมาส่งSMSเชียร์ หรือเขียนหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเชียร์ และทำให้กนก รัตน์วงศ์สกุล หาว่าเธอเป็นนักข่าวที่ยอดแย่...เมื่อนั้นก็นะ ความเป็นกลางของนักวิชาชีพสื่อก็คงจะปรากฎเป็นจริง

ตอนนี้ก็กลางใจ"อาจารย์มาร์ค"ไปพลาง

ขอนแก่นปล่อย3ขัง1ที่เคยบ่นอยากตาย ผู้หญิงยิงฮ.วืดประกัน-ส่งสาว24กลับคุก ดีเจTAXIถูกพธม.ยิงฟรี

ที่มา Thai E-News

อิสรภาพ-นาง มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น เพื่อไทยร่วมกับผู้ได้รับอิสรภาพ 3 รายชูมือโห่ลั่นหน้าเรือนจำ แต่ยังมีสหายร่วมรบไม่ได้ประกันอีก 1 ราย เป็นรายที่เคยเขียนจดหมายระบายอยากตาย เพราะวางแผนแต่งงานไว้ต้องพังครืน(ภาพ:ASTVผู้จัดการ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2554

มีความคืบหน้าหลายคดีในวันนี้ โดยมีข่าวดีได้ประกันตัวที่ขอนแก่น 3 ราย แต่ข่าวร้ายคือขังต่อรายที่เคยระบายอยากฆ่าตัวตาย ที่อุบลฯยกฟ้อง4จำเลยที่เคยตัดสินคุกตลอดชีวิต หากคำตัดสินไม่เปลี่ยนสาว24จะได้พ้นโทษตอนเฉียด 60 ส่วนคดีผู้หญิงยิงฮ.พิลึกหนักไม่ให้ประกันแม้ยกฟ้องไปแล้ว อ้างส.ส.เพื่อไทยที่ไปประกันไม่ใช่ญาติต้องรอเวลาสู่อิสรภาพกันต่อไป ขณะที่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

ศาลยกคำร้องดีเจอ้นร้องค่าเสียหายถูกพันธมิตรยิงที่วิทยุแท็กซี่ขณะไปยึดสนามบิน


วันนี้เช้า ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องคดีที่อ้น-ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ นักกิจกรรมการเมือง อดีตดีเจวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ร้องต่อศาลให้กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีที่พันธมิตรฯก่อเหตุยิงวิทยุชุมชนแท็กซี่บาดเจ็บ 8 คน รวมทั้งตัวดีเจอ้น แล้วเลยไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551

ศาลยกคำร้อง โดยชี้ว่า ดีเจอ้นไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยอยู่ในฐานะประชาชนผู้ถูกกระทำ แต่ได้ระดมกำลังนักศึกษามาช่วย จนมีเรื่องวิวาทกับพันธมิตร จึงไม่เข้าข่ายจะเป็นผู้เสียหายยื่นฟ้องได้

ดีเจอ้นกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุพวกพันธมิตรจะไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อมาถึงวิทยุชุมชนแท็กซี่ปากซอยวิภาวดี3ก็ใช้ปืนยิงจนเขาได้รับบาดเจ็บ ต้องไปรักษาตัวหมดเป็นแสน ขณะที่วันดังกล่าวเขาออกจากห้องส่งมาแล้วใช้โทรโข่งตะโกนไม่ให้พวกพันธมิตร มาก่อเหตุ เพื่อปกป้องวิทยุชุมชนแท็กซี่ เขาก็ถือว่าทำตนเป็นพลเมืองดี แต่เมื่อผลตัดสินออกมาทำนองนี้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน(อ่านรายละเอียดคดีนี้)

ยังไม่ให้ประกันตัวคดีผู้หญิงยิงฮ.แม้ยกฟ้องแล้ว


มีรายงานว่าศาลแขวงพระโขนงไม่ให้ประกันตัว"จ๋า"นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ คดีผู้หญิงยิงฮ.กับพวกอีก 2 ราย แม้ศาลได้ยกฟ้องไปแล้วเมื่อวันก่อนนี้ก็ตาม

ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.เพื่อไทย เขียนลงในเฟซบุ๊คของ เธอ ว่า ‎4 ส.ส.เพื่อไทย ไปประกันตัวคดีผู้หญิงยิง ฮ. และ พวกอีก 2 คน โดย 4 ส.ส.เพื่อไทย ประกอบด้วย ส.ส.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.น้องเดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.จรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร และส.ส.สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สส.นครราชสีมา

ในการประกันตัว ตามกฏของศาลต้องใช้ญาติเท่านั้น แต่ถ้าเป็น ส.ส. หรือ ผู้อื่น ต้องทำหนังสือชี้แจงเพิ่มเติม ว่ามีความสัมพันธ์กับ จำเลยอย่างไร ต้องใช้เอกสารเยอะมาก เรื่องได้ส่งไปที่ศาลอุทธรณ์แล้ว ต้องรออนุมัติในการประกันตัว เท่าที่ได้สัมผัส ทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วม ได้พยายามและทำดีที่สุดแล้ว ส่วนที่จะเป็นอย่างไรต่อนั้น นอกเหนือการควบคุม...ต้องรอดูต่อไป


ขอนแก่นได้ประกัน3ขังต่อ1รายที่เคยระบายอยากฆ่าตัวตาย

นายคารม พลพรกลาง ทนายความ นปช.เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคนเสื้อแดงจำนวน 4 ราย โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.พร้อมด้วยหลักทรัพย์เงินสดจำนวน 2 ล้านบาท ยื่นประกันตัวผู้ต้องขัง โดยผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่น ให้ประกันตัวผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา, นายอดิศัย วิบูลย์เสข และ นายอุดม คำมูล ส่วน นายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะมีคดีความหลายคดี

คดี เผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีขอนแก่น ยังถือว่า ผู้ต้องขังทั้ง 4 ราย เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะยังไม่เริ่มกระบวนการในชั้นศาล โดยคดีนี้จะต้องรอคำสั่งอัยการสูงสุดเสียก่อน โดยจะนัดพร้อมคดีประมาณเดือนมกราคม 2555 ว่า อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างไร หรือจะมีการนัดสืบพยานโจทย์/จำเลย อย่างไรต่อไป

สำหรับบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น เต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งที่เป็นญาติผู้ต้องหาและผู้มาให้กำลังใจ ต่างนำดอกไม้ พวงมาลัยธนบัตร เตรียมมามอบให้กับผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย โดยผู้ต้องหา 3 ราย ได้ออกจากเรือนจำกลางขอนแก่น เมื่อเวลา 18.10 น.โดยคนเสื้อแดงต่างส่งเสียงโห่ร้องดีใจอย่างกึกก้อง

เปิดจดหมายเหยื่อที่ยังไม่ได้ประกันตัวแค่รายเดียวเคยบ่น"อยากตาย"
สำหรับ นายสุทัศน์ที่ไม่ได้ประกันตัวเพียงรายเดียว เคยเขียนจดหมายส่งถึงทนายอานนท์ นำภา ตอนปีใหม่ โดยอยู่ในสภาพสิ้นหวังและอยากตาย เพราะความหวังที่เขาจะแต่งงานในปีหน้าหมดลง พ่อแม่ก็เสียใจ แต่เขาอยากให้คนเสื้อแดงต่อสู้ต่อไป ดังมีรายละเอียดจดหมายดังนี้

สวัสดีครับ สวัสดีปีใหม่54 ทนายอานนท์ ขอให้มีความสุขสมบูรณ์ทุกสิ่งในชีวิต

ผมชื่อนายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว อายุ 29 ปี อยู่บ้านหนองปิง เลขที่ 111 หมู่18 ต.สาระถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 ถ้ามีโอกาสได้ออกไปจากคุกให้พี่ติดต่อตามนี้ ถ้าไม่ได้ออกก็ติดต่อมาที่คุก เรือนจำขอนแก่นนะครับ ทางกรุงเทพมีข่าวอะไรก็บอกด้วยนะคับ

คือตอนนี้พวกเราติดอยู่ในคุกกันมีอยู่ 4 คน คือ ผมสุทัศน์ 2.นายอดิศัย วิบูลย์เศษฐ อายุ 52 ปี 3.จิรัฐตระกูล สุมะหา อายุ 52 ปี 4.อุดม คำมูล อายุประมาณ 40 กว่าปี มีอุดม มีคดีอยู่ที่ NBT และธนาคารกรุงเพทฯ มี 2 คดี และตาอดิศัย กับพี่จิรัฐตระกูลมี 1 คดี คือ ศาลากลางขอนแก่น และผมด้วยคือ นายสุทัศน์

ผมมี 3 คดี คือ 1.ศาลาขอนแก่น มี 3 คน 2.ธนาคารกรุงเทพ มี 8 คน 3.หน้าบ้าน ส.ส.ที่นายตัวที่มันไปอยู่กับภูมิใจไทยหรือภูมิใจโจร มันชื่อ ส.ส.ปจ เป็นคนที่คนขอนแก่นรักมากที่สุดในตอนนี้ครับพี่ โดยเฉพาะคนเสื้อแดง (นปช.) รักมากที่สุดเลยครับ

ต้องขอโทษด้วยถ้าเขียนตัวหนังสือไม่ถูกเพราะเรียนมาน้อย ทุกวันนี้นะครับพี่เรื่องที่ผมคิดมากที่สุดคืออยากจะตายมากเลย มีคนเสื้อแดงให้กำลังใจและคนอยู่ในคุกก็ให้กำลังใจดีอยู่ แต่ผมก็อยากจะตายอยู่ดี เพราะผมคิดว่าถ้าจะให้ติดคุก ให้ผมตายจะดีกว่ามากเลย เพราะผมทำให้พ่อแม่พี่น้องผมเสียใจ แล้วผมกำลังจะแต่งงานด้วยในปีหน้านี้ แล้วมาถูกจับแบบนี้ผมขอตายจะดีกว่าเพราะตายแล้วพ่อแม่ผมเสียใจทีเดียว

แต่ติดคุกพ่อแม่พี่น้องผมเสียใจทุกวันแบบนี้มันทรมานมาก ผมบอกกับแฟนผมว่าให้ไปหาคนอื่นได้แล้ว แต่เขาก็มาเยี่ยมผมทุกวันและแฟนผมก็ออกจากงานมาเยี่ยมผมทุกวันเลย ตอนนี้ผมได้แต่คิดว่าผมคงไม่มีโอกาสที่จะได้ออกไปจากคุกนี้แน่นอนเลยครับพี่

สุดท้ายแล้วผมขอให้แดง (นปช.) ของเราจงสู้ต่อไปและอย่ายอมแพ้กับเรื่องไม่ถูกต้องในสงคราม (สู้ต่อไปนะแดง นปช.)

ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัว 4 นปช.อุบลฯ อ้างเหตุอัตราโทษสูงหวั่นผู้ต้องหาหนี

บ่ายวันเดียวกัน กลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย อีสานใต้ จำนวน 10 คน ใช้ตำแหน่งสมาชิกผู้แทนราษฎรและหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินในเขตเทศบาลนคร อุบลราชธานี มูลค่า 16 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้ยื่นประกันตัว 4 สมาชิก นปช.ที่ถูกตัดสินจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำนวน 25 ล้านบาท

โดยผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานี มีความเห็นว่า เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษในอัตราสูง ทำให้เกรงจำเลยทั้ง 4 จะหลบหนี จึงยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราว

นายวัฒนา จันทศิลป์ ทีมทนายความกล่าวว่า มี 2 แนวทางคือ อาจจะยื่นอุทธรณ์การยกคำสั่งขอปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ต่อศาลอุทธรณ์อีกครั้ง หรือจะยื่นฎีกาคำสั่งการยกคำร้องของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาต่อไป

คุกสาว24พ้นโทษเฉียด60แม่วอนพท.-นปช.ยื่นมือ คอป.ปรองดองศาลต้องเป็นกลาง-รู้จักคดีการเมือง




รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

แม่ของสาวเสื้อแดงวัย 24ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ลดเหลือ 33 ปี หากต้องรับโทษตามคำตัดสิน เธอจะได้รับอิสรภาพตอนอายุ 57 วอนให้นปช.-ส.ส.เพื่อไทยยื่นประกัน

ส่วนเอกสารนี้เป็นของศอฉ.ที่เคยเสนอนายกฯกล่าวถึงศาลว่า พึงใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยความระมัดระวัง ไม่ตั้งข้อหากับผู้ที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมรุนแรงเกินสมควร..ศาลยุติธรรม ควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และเป็นกลางเพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์ในภาพรวมได้อย่างรอบด้าน และมีข้อมูลที่เพียงพอในการให้ความเป็นธรรม โดยเฉพาะสถานการณ์ภายหลังที่มีการเปลี่่ยนแปลงการปกครองประเทศโดยการรัฐ ประหารเมื่อวันที่่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ ข่าวสดออนไลน์รายงาน ว่า วันที่ 25 ส.ค. นางวาสนา มาบุตร อายุ 49 ปี มารดาของ น.ส.ปัทมา มูลมิล อายุ 24 ปี ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน โดยตัดสินว่า ร่วมกับพวกวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด โดยนางวาสนาเรียกร้องให้กลุ่ม นปช.และพรรคเพื่อไทย ช่วยประกันตัวบุตรสาวในชั้นอุทธรณ์ และให้ช่วยเหลือผลทางคดี เพราะได้รับโทษสถานหนัก พร้อมทั้งเชื่อว่าบุตรสาวไม่ได้เป็นผู้เผาอาคารศาลากลาง เพียงแต่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วยเท่านั้น
ปัทมา มูลมิล

โดยนางวาสนา เล่าว่า น.ส.ปัทมาเป็นลูกคนที่ 3 และเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว โดยเข้าร่วมชุมชนกับกลุ่ม นปช.ทั้งที่ จ.อุบลราชธานี และกรุงเทพฯ เพราะต้องการช่วยเหลือประเทศชาติให้มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วนวันเกิดเหตุเผาศาลากลางบุตรสาวมาช่วยเปิดร้านขายอาหารตามสั่งที่ตั้ง อยู่เลขที่ 168 ในซอยชยางกูร 21 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง

หลังจากนั้นก็ได้ออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยบุตรสาวเล่าว่า วันเกิดเหตุวิ่งหลบหนีเข้าไปในอาคารศาลากลางจังหวัด เพราะกลัวถูกทหารยิง และได้พบกับชายสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ในมือถือขวดบรรจุน้ำมัน พร้อมยื่นน้ำมันให้กับบุตรสาว เพื่อใช้ราดอาคารศาลากลาง แต่ลูกสาวไม่รับ ชายคนดังกล่าวจึงเอาขวดน้ำมันกลับไปราดเอง และวิ่งหลบหนีไป

ส่วนความช่วยเหลือตั้งแต่บุตรสาวถูกจับกุม ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก นปช.หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีเพียงอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแห่งหนึ่ง ฝากเงินไว้ที่ร้านค้าสวัสดิการของเรือนจำให้กับผู้ต้องขัง นปช.ใช้จ่ายคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันนางวาสนาต้องจ่ายเงินกู้รายวันๆละ 500 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในร้านขายอาหารตามสั่ง เพราะมีเงินไม่พอใช้และยังขาดคนช่วยเหลือระหว่างให้บริการลูกค้าด้วย

ตัดสินคุกตลอดชีวิตคดีการเมือง ศาลขัดหลักปรองดองที่ศอฉ.เสนอ

ทั้งนี้คอป.เคยนำเสนอคดีคนเสื้อแดงกับกระบวนการยุติธรรมยื่นต่ออดีตนายกฯอภิสิทธิ์ (คลิ้กดูรายละเอียด)

คอป.เห็นว่ารัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกํากับควบคุมการ ใช้อํานาจรัฐ ทุกฝ่ายพึงใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยความระมัดระวัง ไม่ตั้งข้อหากับ ผู้ที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมรุนแรงเกินสมควร ควร ให้ความสําคัญกับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของทุกฝ่าย ให้โอกาสในการต่อสู้คดีและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ต้องหา ซึ่่งต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ

์และส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลยุติธรรมได้รับข้อมูลที่ครบ ถ้วนและเป็นกลางเพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์ในภาพรวมได้อย่างรอบด้าน และมีข้อมูลที่เพียงพอในการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นที่่พึ่งสุดท้าย มีความจําเป็นต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนของปัญหา โดยพึงตระหนักถึงพัฒนาการที่ยาวนานและความซับซ้อนของปัญหาที่นํามาสู่ความ ขัดแย้ง โดยเฉพาะสถานการณ์ภายหลังที่มีการเปลี่่ยนแปลงการปกครองประเทศโดยการรัฐ ประหารเมื่อวันที่่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทําให้ในสายตาของคนบางกลุ่มการกล่าวอ้างถึงกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่่องความชอบธรรมและความสอดคล้องกับหลัก นิติธรรม


เสื้อแดงตัดสินอย่างไว มาร์ค-เทือกคนสั่งฆ่ายังลอยนวล ชวนท้าผิดก็เอาผิดเลย

เมื่อวันก่อน ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร กับส.ส.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประท้วงลบเหลี่ยมมีดโกนของชวน หลีกภัย ที่ฉวยโอกาสปรักปรำทักษิณว่าสั่งฆ่า 3จังหวักดชายแดนภาคใต่ ซึ่งตอนท้ายนายชวนต้องออกมาตอบณัฐวุฒิที่อภิปรายพาดพิงว่านายอภิสิทธิ์สั่ง ฆ่าคนเสื้อแดง 92 ศพแต่ไม่ยอมรับ โดยบอกว่า

ที่บอกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์สั่งฆ่า 91 ศพ เรื่องนี้ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ใครเผาบ้านเผาเมืองเผาศาลากลาง ก็ต้องสอบกันตามกฎหมาย การยึดหลักนิติธรรมไม่ใช่การแก้แค้น นายกฯสั่งฆ่าคนถ้าศาลว่าผิดก็ต้องผิด ใครเผาศาลากลางถ้าศาลว่าผิดก็ต้องผิด

“สมยศ” ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค. กลุ่มนักกิจกรรมได้เปิดเผยจดหมายของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ถูกคุมขังไว้มาตั้งแต่ วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมา โดยในจดหมายระบุว่าเป็นการเขียนในวันที่ 20 ส.ค. 54 ซึ่งสมยศมีความคาดหวังว่านักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลก จะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยต่อไป

วันที่ 20 สิงหาคม 2554

ผมถูกจองจำอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมาด้วยข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือ ละเมิดต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ผมขอขอบพระคุณทุกท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้ร่วมกันแสดงความห่วงใย มาเยี่ยมเยือนที่เรือนจำและได้ร่วมกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองใน ประเทศไทย

ผมได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงานมากว่า 20 ปี เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานรอดพ้นจากความยากจน หิวโดย มีชีวิตความเป็นอยู่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาทิเช่น สิทธิการประกันสังคมในปี 2533 สิทธิการลาคลอด 90 วันได้รับค่าจ้าง และสิทธิการทำงานที่ปลอดภัยในปี 2536 สิทธิการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และประกันการว่างงานในปี 2546 สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และการนัดหยุดงานในปี 2548

สิทธิของผู้ใช้แรงงานในด้านต่าง ๆ เกิดจากการต่อสู้ที่เข้มแข็งของขบวนการแรงงาน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าความก้าวหน้าด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานได้มาภายใต้ การเมืองประชาธิปไตย มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นมักจะทำลายสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ตัวอย่างเช่น การรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผู้นำแรงงานนายทะนง โพธิ์อ่าน ถูกอุ้มฆ่าตาย มีการยกเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งจำกัดสิทธิการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงาน ในขณะที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อให้มีการจ้างงานเหมาค่าแรงขยายตัวมากขึ้น และมักจะกดค่าจ้างให้ต่ำอยู่เสมอ

ดังนั้นเมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ผมจึงไปเข้าร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยการจัดทำนิตยสารการเมืองวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร เมื่อประชาชนได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีการชุมนุมเดินขบวนหลายครั้งจนกระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ รัฐบาลได้สั่งปิดนิตยสารแล้วจับกุมผมไปขังไว้ที่ค่ายทหารจังหวัดสระบุรี โดยไม่มีความผิดเป็นเวลา 21 วัน

หลังจากได้รับการปล่อยตัวผมก่อตั้งนิตยสาร Red Power วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ได้เปิดโปงรัฐบาล ซึ่งให้สัญญาจะเพิ่มค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2553 แต่ไม่ได้ทำตามสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้เปิดโปงเบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ในเดือนตุลาคม 2553 รัฐบาลสั่งปิดโรงพิมพ์ที่รับจ้างพิมพ์งานให้กับ Red Power ทำให้ผมต้องไปทำการผลิตที่ประเทศกัมพูชา

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ อาทิเช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักกิจกรรมแรงงาน นักศึกษา นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ฯลฯ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองในคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายคนถูกซ้อมทุบตีในเรือนจำ หลายคนต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศหลายคนต้องถูกเนรเทศออกไปจากประเทศไทย

มีนักกิจกรรมแรงงาน 3 คนด้วยกันซึ่งถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ และภรรยา ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ นางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ หัวหน้าโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Compaign) ไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้อีกต่อไปอีกต่อไป นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training)

ประชาชนคนไทยถูกปลูกฝังให้ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยที่ใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ผมเป็นเพียงสื่อมวลชนที่เป็นเวทีความคิดอิสระที่ทุกคน ทุกฝ่าย มีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือกระทั่งมีความใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากสังคมปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกระทำความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นทาง การเมือง และเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวอีกด้วย อันเป็นการละเมิดต่อหลักปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

การถูกคุมขังเป็นนักโทษการเมือง สูญเสียอิสรภาพในทุกด้าน ทำให้ชีวิตของผมเหมือนกับ “สัตว์เลี้ยงในกรงขัง” ผมได้รับความเจ็บปวดทุกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นักโทษการเมืองคนอื่น ๆ หลายคนสูญเสียชีวิตครอบครัวและอาชีพการงานไปอย่างน่าเสียดาย

ผมได้รับทราบข่าวจากผู้มาเยี่ยมเยียนว่าเพื่อน ๆ นักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลกได้ร่วมกันประท้วงต่อรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่าความหมายของประชาชนคนไทย และประชาชาติทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผมเชื่อมั่นอย่างเต็มที่เปี่ยมว่าพลังแห่งความร่วมมือและการสมานฉันท์สากล ของสหภาพแรงงานและผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกจะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อรัฐบาล ไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ สังคมประชาธิปไตยต่อไป

ด้วยจิตใจสมานฉันท์

(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-จำคุก 4 เสื้อแดงอุบล 33 ปี 4 เดือน-ปล่อย 9 ผู้บริสุทธิ์หลังขังฟรีปีกว่า

-คอป.สรุปชี้ชัด ทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-ศาลตัดสินต้องดูบริบทด้วยว่ามีแรวจูงใจจากทางการ เมือว ไม่ใช่คดีอาชญากรรม-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษฯ

- ฮิวแมนไรต์ฯกดดันปูเอาผิดฆาตกร-ฟันหัวโจกพธม.หลังดองคดี3ปีลอยนวล

แนวรบแดงยุโรปคลี่คลายล่องเรือปารีสฉลองชัย กลุ่มใหม่แจ้งเกิดลุย112เรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2554


ฝ่าย ประชาสัมพันธ์ นปช.สหภาพยุโรป รายงานข่าวเรื่อง นปช.อียู ล่องเรือเพื่อประกาศชัยชนะประชาชน และพร้อมปกป้องรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่มา นปช.สหภาพยุโรป(RED UDD EU) นำโดยคุณมนูญ มิ่งชัย ประธานฯ พร้อมด้วยสมาชิกอีก 75 ชีวิตได้ล่องเรือกลางกรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อขอบคุณพี่น้องร่วมรบที่ยืนเคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดระยะ เวลาการต่อสู้กับระบอบเผด็จการอำนาจมืดในเมืองไทย หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลสมความตั้งใจของคนเสื้อแดง

ประธานฯมนูญ จึงถือโอกาศนี้พาพี่น้องสมาชิกนปช.อียู หยุดพักผ่อน และผ่อนคลายหนึ่งวัน หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้ที่ผ่านมา ซึ่งต้องเสียทั้งเงิน แรงกายแรงใจ และน้ำตากันมาตลอด ถึงแม้นว่าชัยชนะครั้งนี้ยังไม่เบ็ดเสร็จ แต่ก็ถือว่าเป็นน้ำฝนหยดเล็กๆที่หล่นมาชะโลมใจพวกเราได้บ้าง

การจัดทริปนี้ทางประธานฯได้แจ้งมาว่า น่าจะมีพี่น้องมาร่วมขบวนไม่เกิน 20 คนเพราะไม่ได้บอกใครมาก เนื่องจากไม่อยากรบกวนเวลาของพี่น้องที่อยากนอนพักผ่อนอยู่กับครอบครัว เพราะเป็นวันอาทิตย์จึงไม่ได้มีการเตรียมจองตั๋วเรือล่วงหน้าเพราะคิดว่าพี่ น้อง 20 คนสามารถซื้อตั๋วแล้วลงเรือได้เลย
แต่ พอถึงเวลานัดหมายพี่น้องที่ทราบข่าวว่า พวกเราจะลงเรือล่องแม่น้ำแซน จึงพร้อมใจกันมาจำนวนมาก ทำให้ทางบริษัทเรือต้องจัดคิวเรือให้พวกเราใหม่ เนื่องจากทุกท่าเรือจะมีนักท่องเที่ยวลงเรือมาจากต้นสายก่อน ทำให้คณะของเรากว่า 70 คนไม่สามารถลงได้หมด จึงต้องเสียเวลารออยู่ที่ท่าเรือเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงจึงเรียบร้อย

ถึงอากาศจะร้อนมากกว่า 30 องศาก็ไม่ได้ทำให้พวกเราอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดได้เลย เนื่องจากพี่น้องตั้งใจมาร่วมทริปทุกคนล้วนแต่เป็นคนเสื้อแดงที่น่ารักเข้า ใจสถานการณ์ดี เอาเวลาที่ต้องรอเรือลำใหม่มาสนุกสนานร้องรำทำเพลงตามประสาคนหัวใจสีแดง และอธิบายเรื่องราวในประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ ที่ท่าเรือ

ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ทุกครั้งที่พวกเราเดินทางมาปารีสทำกิจกรรมร่วมกันไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศ แบบนี้มาก่อนเลย เพราะเวลาและสถานการณ์ไม่อำนวย ในขณะที่การเมืองก็ยังวุ่นวาย อำมาตย์ก็ยังไม่ยอมหยุด พยายามไล่ล่าเล่นงานฝ่ายประชาธิปไตยตลอด

พวกเราจึงใช้โอกาศนี้นอกจากพักผ่อนแล้วยังส่งสัญญาณไปยังฝ่ายเผด็จการ หรืออำนาจมืดทั้งหลายด้วยว่า ตราบใดที่พวกท่านไม่หยุด ประชาชนคนไทยหัวใจชาวรากหญ้าที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศอย่างพวกเราก็ไม่ยอม หยุดเช่นกัน เพราะประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

อำมาตย์โปรดฟังอีกครั้ง!!!!! ประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง อย่าคิดต่อสู้กับประชาชนที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยอีกเลย เพราะในโลกนี้ไม่มีอำนาจอะไรจะยิ่งใหญ่กว่า “อำนาจประชาชน”

ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คนไทย9ชาติยุโรปตั้งสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน เลิก112เรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง
นอก จากจะมีนปช.สหภาพยุโรป(RED UDD EU)ที่เป็นแหล่งรวมคนไทยในยุโรปที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรแล้ว ล่าสุดในภูมิภาคยุโรป ได้มีการประกาศจัดตั้งสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน ของกลุ่มคนไทยในยุโรป 6 + 3 ประเทศ ขึ้นอีกเครือข่ายหนึ่งแยกต่างหากจากกลุ่มแรก

เดินหน้ารณรงค์เรื่องยกเลิกมาตรา 112 และยุติคดีและปล่อยนักโทษคดีการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน ทั้งนี้ประกาศรณรงค์พร้อมกันในวันที่ 19 กันยายน 2554

รายละเอียดข่าวคลิ้ก ลิ้งค์