WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 2, 2011

หากผู้หญิงเป็นรัฐบุรุษ เราจะเรียกอย่างไรดี "รัฐสตรี (Statewoman)

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์นั้นมีโอกาสที่จะทำงานประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมจากประชาชนนั้นสูงมาก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงจะไม่ม่ปัญหาเรื่องโกง เรื่องใช้อำนาจเกิน (ยกเว้นสตรีบางคน) และยิ่งเป็นสตรีคนแรกที่เป็นผู้นำประเทศของไทย ย่อมมีโอกาสที่จะทำงานด้วยความตั้งใจสูง ตัดสินใจโดยการยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักมากกว่าอย่างอื่น

อีก อย่างองค์ประกอบทางการเมืองตอนนี้ ผู้มีอำนาจสูงสุดในทางสัญญลักษณ์ของฝ่ายเสื้อแดงคือ นายกฯทักษิณ ชินวัตร นั้น ความต้องการหลักคือ ต้องการกลับบ้าน ล้างมลทินที่โดนกล่าวหามา ทำให้ความตั้งใจที่จะทำให้คนนิยมนั้นย่อมมีสูงกว่า อำนาจ เงินตรา เพราะสิ่งเหล่านี้มีหมดแล้ว หรือเคยมีแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวคือ กู้เกียรติภูมิกลับคืนมา

อีกอย่างหนึ่ง พรรคเพื่อไทยตอนนี้ ชนะเลือกตั้งด้วย กระแสของคนเสื้อแดง คือกระแสมวลชน มากกว่า ความนิยมในตัวนักการเมืองระดับ สส. หรือรัฐมนตรี ทำให้การแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งบริหารนั้น สามารถที่จะโดนปลดได้อย่างไม่อยากนัก หากไม่มีผลงาน และจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมมากมายนัก เพราะฐานอำนาจจริงๆ ของ นักการเมืองตอนนี้มีน้อย

ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้คุณยิ่งลักษณ์ทำงาน ได้ดีกว่า "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ปี 2523-2530 มาก

ผมคิดว่าคุณยิ่งลักษณ ควรเป็นนายกฯ สองสมัยก็เพียงพอแล้ว เพื่อจะได้ไม่ถูกแรงเสียดทานของการอยู่นาน เกิดกลุ่มผลประโยชน์รอบข้างนายกฯ

เมื่อ นั้น คุณยิ่งลักษณ์ ก็คงมีเกียรติภูมิที่สูงส่ง กว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (อันที่จริงวันนี้ผมก็คิดว่าเธอมีเกียรติภูมิที่สูงส่งกว่า พล.อ.เปรม อยู่แล้ว เพราะเธอมาจากการเลือกตั้งของคนทั้งประเทศ) น่าจะเป็น Statewoman ได้อย่างแท้จริง ทั้งในความหมายของคำ และการยอมรับของประชาชน

ปัญหาคือ "ชื่อภาษาไทย" เราจะเรียกว่าอะไรดี 555

รัฐสตรีอาวุโส หรือ รัฐบุรุษหญิง (คำนี้แปลก ๆ) 555

ปล. ผมชอบสร้างความหมั่นไส่ให้พวกอำมาตย์ มันจะได้กระอักเลือดตาย 555

อันที่จริงในโลกมีคำว่า Statewoman หรือเปล่า 555

คง ต้องคิดกันไว้ เพราะโลกยุคต่อไป ความเท่าเทียมกันของหญิงและชาย นั้นเป็นกระแสหลัก นักการเมืองไทยที่เป็นผู้หญิงคงมีมากขึ้นและได้ตำแหน่งสูงๆ มากขึ้น

มีคำว่ามหาบุรุษ ควรมีคำว่า มหาสตรี 555

'ถึงฝั่งฝันเสียที'ชื่อนี้'เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์' ผบ.ตร.คนใหม่?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





คนเล่นลอตเตอรี่ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล
หรือจะเรียกตามภาษาชาวบ้าน ก็คือ"หวย" คนเล่นเป็นประจำจะทราบกันดี
งวดนี้มีเลขเด็ด เลขเต็งเบอร์อะไร แต่เมื่อเสี่ยงโชคแล้วจะถูกหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่กับกรณีการโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถ้าถูกรางวัล
ก็ต้องเรียกว่า ถูก "แจ็กพอต" เต็มๆ แบบไม่ต้องลุ้น


พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี


เมื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกมารับสารภาพ
"ทนแรงกดดันการส่งสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากรัฐบาล
ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหอกทำหน้าที่ดูแล สตช.ไม่ไหว"
ยอมพิจารณาย้ายตัวเองออกจากเก้าอี้ ผบ.ตร. ตามแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่

โดยเฉพาะการอ้างว่า มีข้อบกพร่องในหน้าที่
ปล่อยให้มีบ่อนการพนันขนาดใหญ่เกิดขึ้นกลางกรุง ย่านถนนรัชดาภิเษก
ทำให้ต้องพิจารณาเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.
โดยปรากฏชื่อแคนดิเดต ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ถึง 3 คน
เต็ง1 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. มีอาวุโสลำดับ 1
พี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา และ
พล.ต.อ. ปานศิริ ประภาวัต เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง

แต่ก็เชื่อแน่ว่า ถึงตอนนี้สังคมไทยก็พอรู้ชื่อคนที่มาแรง น่าจะได้เป็นบิ๊ก "ปทุมวัน" คนใหม่
และจะเป็นผู้คุมบังเหียนองค์กรใหญ่อย่างตำรวจอีกกว่า 200,000 ชีวิต ทั่วประเทศต่อไปแล้ว
ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดรายการพลิกโผ ก็คือ
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นายหญิงแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า
ส่วนอีก 2 รายชื่อ ที่มาเป็นแคนดิเดต
ถ้าจะกล่าวกันไม่อ้อมค้อม ก็คือเป็นเพียง "ไม้ประดับ"
เพราะเชื่อแน่ว่า รัฐบาลได้เลือกคนที่จะมาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่เสร็จตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว



ขณะที่ พล.ต.อ.วิเชียร (บิ๊กน้อย) ผบ.ตร.
ก็คงไม่พลาดจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แน่
ปล่อยให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯ สมช. ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตต้องไปหาที่อยู่ใหม่แทน
และอาจกระทบชิ่งไปถึง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ที่มีข่าวว่าคงต้องยอมรับสภาพถูกปรับย้ายเพื่อความเหมาะสมเหมือนกัน


ถวิล เปลี่ยนศรี



เป็นที่น่าสังเกตเช่นกัน บุคคลที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขึ้นบัญชีเตรียมเช็กบิล
ส่วนใหญ่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ 'ศอฉ.'
ที่มีบทบาทในการกระชับพื้นที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง
การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ช่วง เม.ย-พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากจับคำให้สัมภาษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่า ไม่มีแรงเสียดทานอะไร
เพราะการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการใช้คนให้เหมาะกับงาน
เพราะต้องคำนึงถึงผลงานในอดีต
ขอใช้คำว่าปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ใช่โยกย้าย
และเมื่อนายกฯ มอบหมายงานให้ตนแล้ว
ตนก็จะต้องพิจารณาด้วยความเหมาะสม รอบคอบ และตอบสังคมได้
เพราะฝ่ายค้านจะต้องตรวจสอบแน่นอน
อาจจะยื่นกระทู้ถามหรือยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนก็ต้องตอบได้


ธาริต เพ็งดิษฐ์



"ส่วนกรณีกล่าวหาว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รับงานเปิดประเด็นบ่อนฯ
เพื่อให้มีการโยกย้าย ผบ.ตร. ยืนยันว่าแค่คิดก็ผิดแล้ว ในเมื่อมันมีบ่อนจริง
แล้วใครจะไปวางงานได้อย่างไร ใครจะไปสั่งนายชูวิทย์ได้
เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน
จะมารับงานจากใคร พวกคิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ก็คิดแต่ที่ทำให้รัฐบาลเสียหาย
ถ้ามันไม่มีบ่อนจริง คลิปที่เขาเอามาแสดงจะมีได้อย่างไร
ในเมื่อเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าถ้า พล.ต.อ.วิเชียร ยังอยู่ในตำแหน่งแล้ว
ตนจะเป็นจะตาย บ่อนมีอยู่จริง แต่ตำรวจปล่อยปละละเลย"
จะจริงเท็จประการใด หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์


พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์



ไม่เท่านั้น ขนาด พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ส.ว.สรรหา
ประธานอนุกรรมาธิการการตำรวจ คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา
ยังออกมาขานรับให้รัฐบาลคืนความชอบธรรมให้ “เพรียวพันธ์”
และไม่มองว่าเป็นประเด็นกลั่นแกล้งทางการเมือง
การที่รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ต้องดำเนินการหาคนที่เหมาะสมและมีประสบการณ์มาดูแลประชาชน
เพราะนักการเมืองเมื่อเข้ามาทำงานแล้วต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน


คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร


เมื่อมาถึงขั้นนี้ เชื่อแน่! ตำแหน่งผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติคนใหม่ คงไม่หนีคนที่ชื่อ
"เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"ไปอีกแน่ คงจะสมหวังซักที หลังต้องพลาดหวังมาแล้วหลายครั้ง
เรียกได้ว่าโอกาสครั้งนี้ ใกล้ถึงฝั่งฝันจริงๆ เสียที ถ้าไม่เกิดเหตุฟ้าผ่า! กลางทางขึ้นเสียก่อน...



http://www.thairath.co.th/content/pol/198608

เหนือการควบคุม

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 กันยายน 2554)

ย้อนกลับไปตอนวันแรกของการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงมีอาการตื่นเต้นหรือกระหาย

จึงยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบ (ดูด) บ่อยครั้งมาก

นำไปสู่ "ช็อตเด็ด"

เป็นภาพนิ่ง "ยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ"

เมื่อช่างภาพจากรัฐสภาส่งภาพข่าวดังกล่าวมายังกองบรรณาธิการ

ทีมงานเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ก็ตัดสินใจยิงภาพข่าวนี้ขึ้นเป็น "ภาพนำ" ทันที

เพราะเว็บไซต์มติชนออนไลน์มีที่มาจากหนังสือพิมพ์

ฉะนั้น โครงสร้างการจัดวางข่าวในหน้าเว็บไซต์จึง "ล้อ" กันไปกับการจัดหน้าหนังสือพิมพ์กระดาษ

คือ มีการแบ่งพื้นที่บนเว็บออกเป็น "ภาพนำ" "ข่าวนำ" "ข่าวเด่น" "คอลัมน์/บทความ" และข่าวการเมือง ต่างประเทศ กีฬา บันเทิง ฯลฯ

ในส่วน "ภาพนำ" มักจำแนกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ภาพสถานการณ์สำคัญประจำวัน และภาพในลักษณะ "แก๊ก"

"ภาพนำยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ" อาจถือเป็นทั้งภาพสถานการณ์สำคัญและภาพแก๊กประจำวัน

แต่เรื่องไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ ภาพ "ยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ" บนเว็บไซต์มติชน ได้ถูกนำไปเผยแพร่ต่อกันอย่างล้นหลามทาง "เฟซบุ๊ก"

กระทั่งยอดผู้คลิกชมภาพนี้มีจำนวนสูงกว่า "ภาพนำ" อื่นๆ ร่วม 10 เท่า

ปรากฏการณ์น่าสนใจต่อเนื่องกันก็คือ ส่วนใหญ่ของคนที่ "แชร์" ภาพ "ยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ" ในเฟซบุ๊ก ล้วนพิจารณาว่า "ภาพ" ภาพนี้ มีสถานะเป็น "ข่าว" ข่าวหนึ่ง

ไม่แตกต่างไปจาก "ข่าวนำ" "ข่าวเด่น" หรือรายงานข่าวอื่นๆ

เพราะระบบ "แชร์ข่าวสาร" ของเฟซบุ๊กไม่ได้ทำการแยกแยะ "ภาพ" ออกจาก "ข่าว" อย่างชัดเจน เหมือนที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ทำ

ดังนั้น พอผู้อ่านในเฟซบุ๊กได้พบคำบรรยายประกอบภาพ "ยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ" ซึ่งถือว่า "สั้นมาก" หากเทียบกับเนื้อหาของข่าวทั่วไป

จึงเกิดหลากหลายปฏิกิริยาตามมา

ฝ่ายเชียร์ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลเพื่อไทย ชื่นชอบองค์ประกอบของภาพ

นอกจากนี้ ยังมีผู้อ่านหลายท่านวิเคราะห์ไปไกลถึงขนาดว่า นี่เป็นการประชดวิธีการตรวจสอบ "ความเป็นกลางในการนำเสนอข่าว" ของคณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งโดยสภาการหนังสือพิมพ์ฯ

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกไม่น้อยได้ตั้งคำถามว่า ภาพและคำบรรยายสั้นๆ 2 บรรทัด (ซึ่งไม่ค่อยมีสาระอะไร) แค่นี้ ถือเป็น "ข่าว" หรือ?

ข้อถกเถียงเรื่อง "ภาพนำยิ่งลักษณ์ดูดน้ำ" จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และครูบาอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อ "สาร" ที่สื่อมวลชนผลิตขึ้นถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำในพื้นที่ "สื่อ" อีกรูปแบบหนึ่ง จน "ความหมาย" และ "หน้าที่" ของมันผันแปรหรือ "เบลอร์" ไป

จาก "ภาพนำ" ของคนทำข่าว กลายเป็น "ข่าว" ในความเข้าใจของคนอ่าน

การนิยามความหมายให้แก่ "สาร" ที่ปรากฏบนพื้นที่สื่อใหม่ๆ โดย "ผู้อ่าน" นี่เอง ได้ส่งผลให้ "ผู้ผลิตสาร" ไม่สามารถจะครอบงำ กำกับ ควบคุม "ความหมาย" หรือ "หน้าที่" ดั้งเดิมของ "สาร" เหล่านั้นได้เลย

ซึ่งถือเป็นความท้าทายในวงการสื่อออนไลน์-ออฟไลน์ยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่าการมานั่งมอนิเตอร์ภาพข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นไหนๆ

"คลัง"ชงครม. เพิ่มเงินขรก.ปริญญาตรี 15,000 บาท แถมเพิ่มกลุ่มต่ำกว่าป.ตรีด้วย ดีเดย์ม.ค.55

ที่มา มติชน


วิรุฬ เตชะไพบูลย์


กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม. เพื่อปรับรายได้บุคลากรภาครัฐ วุฒิปริญญาตรีขั้นต่ำต้องรับ 15,000 บาท พร้อมทั้ง พิจารณาให้ปรับกลุ่มที่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วย


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะที่ผู้จบปริญญาตรีเมื่อเข้ามาทำงานในระบบราชการควรมีรายได้ขั้นต่ำ อย่างน้อย 15,000 บาทต่อเดือน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมบัญชีกลาง จึงได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


นายวิรุฬ กล่าวว่า โดยหลักเกณฑ์ทั่วๆ ไป ที่กรมบัญชีกลางได้เสนอมาก็จะเป็นการกำหนดกลุ่มบุคลากรภาครัฐ ที่จะได้รับการปรับเงินเพิ่มในครั้งนี้ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวง การคลัง และอัตราเงินเพิ่มที่จะได้รับตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มฯ โดยแนวทางจะดำเนินการจ่ายเป็นเงินช่วยค่าครองชีพ (พ.ช.ค.) ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันทีตามอำนาจของกระทรวงการคลัง โดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง โดยกลุ่มบุคลากรภาครัฐที่จะพิจารณาปรับเพิ่มรายได้ครั้งนี้จะครอบคลุม 5 กลุ่ม คือ

ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณ พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวงการคลังโดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการ คลัง และตามฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐจากระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างที่กรม บัญชีกลางกำกับดูแลอยู่นั้น ปัจจุบันมีบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 649,323 คน แบ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้วุฒิปริญญาตรี ขึ้นไป จำนวน 346,365 คน ต่ำกว่าปริญญาตรีโดยรวมถึงทหารกองประจำการจำนวน 302,958 ราย โดยผู้ที่วุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมเงินเดือนเป็น 15,000 บาท สำหรับผู้ที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรียังคงได้รับเงิน พ.ช.ค. 1,500 บาท เช่นเดิม โดยจะขยายเพดานอัตราเงินที่ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างและทหารกองประจำการที่ได้รับเงิน เดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำ ไม่ถึง 9,000 บาท ก็จะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมกันให้ได้รับเป็น 9,000 บาท ด้วย โดยจะใช้เงินงบประมาณ ประมาณปีละ 24,533 ล้านบาท ซึ่งได้มีการศึกษาผลกระทบด้านต่าง ๆ แล้วไม่เป็นปัญหา


“การปรับรายได้ดังกล่าวกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางโดยสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลเพื่อให้บุคลากรภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับภาวะ ค่าครองชีพและเป็นการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2555 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่บุคลากรภาครัฐ สำหรับกลุ่มอื่น ๆ ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป” นายวิรุฬกล่าว


สุรสิทธิ์ สังขพงศ์"กลับไทยเปิดตัวสื่อมวลชนครั้งแรก แทงกั๊กร่วมงาน"รัฐบาลปู"

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 1 กันยายน พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนครั้งแรก ในงานสถาปนากองบังคับการปราบปรามครบรอบ 63 ปี หลังจากที่ถูกดำเนินคดีหวยบนดิน และเดินทางออกต่างประเทศไปทำธุรกิจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามที่เกี่ยวกับการเมือง แต่กล่าวเพียงว่า "การกลับมาครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่นานแค่ไหน ส่วนจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้น คงไม่สามารถพูดอะไรได้ คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และผู้ใหญ่ว่าจะพิจารณาอย่างไร"


ทั้งนี้ กองปราบปรามได้จัดงานคล้ายวันสถาปนากองปราบปรามครบรอบปีที่ 63 โดยมี พล.ต.ต.สุภิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นประธานในพิธี โดยมีพิธีมอบโล่ห์ที่ระลึกให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุ โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ10) พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์เข้าร่วมงานในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปรามเข้าร่วมด้วย


"ปู"ให้โชคระลอกสอง เลขทะเบียนรถตามขบวน-ส่วนตัว ออกตรงเป๊ะเลขท้ายรางวัลที่ 1

ที่มา มติชน





ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 กันยายน รางวัลที่ 1 มีเลขท้าย 4 ตัว ตรงกับเลขทะเบียนรถตามขบวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยี่ห้อโตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน ฎก 4533 ซึ่งตรงกับเลขท้ายรางวัลที่ 1 ทั้ง 4 ตัว โดยรางวัลที่ 1 คือ 724533

ส่วนรถตู้โฟล์กสีเทาดำทะเบียน ฮน 333 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นรถส่วนตัวที่ใช้ในวันหาเสียงในช่วงการเลือกตั้ง และได้นำกลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งเลข 333 หรือ 33 จะเป็นเลขที่ผู้ซื้อหวยใต้ดินสามารถถูกรางวัลได้ทั้ง 2 รางวัล

ทั้งนี้ ถือเป็นเลขท้ายที่นำโชคให้คอหวยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เลขทะเบียนรถตู้โพล์กป้ายแดงทะเบียน ว 1662 ตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว งวดวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

(ภาพจากข่าวสดออนไลน์)



สปิริต'ผบ.ตร.'

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ได้ข้อยุติแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หลัง การเจรจากันระหว่าง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความราบรื่น

พล.ต.อ.วิเชียรยอมลุกจากเก้าอี้ผู้นำตำรวจไป นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถือว่าทั้งเหมาะสมทั้งสมศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าถามว่าพล.ต.อ.วิเชียรมีความผิดหรือเปล่า ก็ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่มี

ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามุ่งมั่นทำงาน และมีความประนีประนอมสูง

แต่การตัดสินใจตอบรับการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นเพราะพล.ต.อ.วิเชียรเข้าใจดีถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

ไม่ต้องการเห็นองค์กรตำรวจเกิดความขัดแย้ง ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนในอดีต

หากจำกันได้ในยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติระส่ำระสายที่สุด

ไม่มี "ผบ.ตร.ตัวจริง" ปล่อยคาราคาซังอยู่เกือบปี

ต้องใช้ผู้รักษาราชการแทนผบ.ตร. 2-3 คน

จากปัญหาการสั่งย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.แบบไม่เป็นธรรม

ฉะนั้น จึงสมควรยกย่องในการตัดสินใจของพล.ต.อ.วิเชียร เพราะเป็นจุดเริ่มต้นอีกมุมหนึ่งของความปรองดอง

จากนี้ต่อไปสายตาตำรวจกว่า 2 แสนนายจะโฟกัสไปที่ผบ.ตร.คนใหม่

ชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ปรากฏขึ้นมาทันที เพราะมีผลงานโดดเด่นด้านการปราบยาเสพติด

ที่สำคัญเป็นรองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุด จ่อขึ้นเป็นผบ.ตร.มาหลายครั้ง

แต่ต้องโดนมรสุมการเมือง ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯช่วงหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์จึงถือได้ว่าเป็นตัวเต็งที่ครบทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ

นอกจากนี้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ยังเป็นที่ยอมรับจากตำรวจด้วย

ดูได้จากผลการสำรวจของเอแบคโพลที่สำรวจความคิดเห็นตำรวจระดับรองผกก.-ผกก.ทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 62.7 เห็นด้วยที่พล.ต.อ. เพรียวพันธ์จะดำรงตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่

มีถึงร้อยละ 47.9 เห็นว่าเหมาะสมตามระบบคุณธรรม

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงองค์กรตำรวจครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปรองดอง

ไม่ใช่ย้ายแบบ "เมามันอำนาจและขาดฝีมือ" เหมือนยุคก่อนๆ

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว ความหวังไอซีทีไทย !?!

ที่มา thaifreenews

''อนุดิษฐ์ นาครทรรพ'' ความหวังไอซีทีไทย !?! (สัมภาษณ์)

วันที่ 01/09/2554

น.อ.อนุ ดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีทีให้สัมภาษณ์พิเศษ ในช่วงเย็นวันจันทร์ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของสัญญา สัมปทานมือถือ การปราบปรามเว็บหมิ่น ที่มีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นการขอความร่วมมือด้วยการอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัว แต่พิสูจน์ได้ว่ารมว.ไอซีทีมองเห็น เข้าใจและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เรื่องราวในทีโอทีและกสท รวมทั้งธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร ชนิดที่คนในแวดวงไอซีทีไม่ควรพลาด

ถาม : ปัญหาเร่งด่วนหลังรับตำแหน่ง
ตอบ : เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ การบริหารส่วนของกระทรวงไอซีทีตามปกติ ในกรอบงบประมาณปี 2555 ซึ่งมีการเลื่อนหลังมีการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามวาระ ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว โดยกระทรวงจะควบคุมการบริหารจัดการในเรื่อง การทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงการปรับปรุงกรอบงบประมาณเดิม จากเดิมที่ครม.ชุดที่แล้วอนุมัติไว้ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากนโยบายกระทรวงไอซีทีชุดใหม่มีการเปลี่ยนกรอบ และภารกิจใหม่ดังนั้นงบประมาณเดิมอาจจะไม่พอ ทั้งนี้ได้ให้ทางราชการตรวจสอบตามนโยบายใหม่ว่ามีความจำเป็นในการปรับ ปรุงกรอบงบประมาณใหม่มากน้อยเพียงใด ซึ่งในตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่

อีกเรื่องเร่งด่วนหนึ่งคือ ปัญหาของกระทรวงไอซีทีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นที่จับตาของสังคม รวมไปถึงหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากเข้ามาบริหารกระทรวงไอซีทีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะมีมาตรการอย่างไรกับเรื่องที่เคยพูดเอาไว้ในสมัยเป็นฝ่ายค้าน

ในเรื่องทุกเรื่องจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสในการบริหารจัดการภายใต้อำนาจ หน้าที่ของกระทรวง หรือแม้แต่อยู่นอกอำนาจกระทรวงแต่มีปัญหาความเชื่อมโยงเกี่ยวกับกระทรวงก็ เป็นหน้าที่ของเราเช่นเดียวกัน ในการเข้าไปดูแล



ถาม : ปัญหาสัญญาสัมปทานมือถือ กสท - ทรู และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ตอบ : ผมให้ความสำคัญกับปัญหาสัมปทานมือถือมาโดยตลอดก่อนได้เข้ารับตำแหน่งอย่าง เป็นทางการก็มีการศึกษารายละเอียดว่าเรามีกรอบหน้าที่ในการเข้าไปจัดการ อย่างไร โดยเฉพาะปัญหาระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนี้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในกระบวนการระหว่างบริษัท ซึ่งต้องใช้กรอบอำนาจตามกฎหมายขององค์กรอื่นเป็นผู้ชี้ว่าเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ทำตามถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกต เมื่อทรู ทำสัญญากับ กสท แล้วมีผลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียบกันในธุรกิจโทรคมนาคมในเงื่อนไขเทียบเท่า กัน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีเรื่องของบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดผมเชื่อว่าจะอยู่ในการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง โดยกระทรวงไอซีที มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงคงไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ แต่ยังเร็วไปนิดถ้าจะบอกวันนี้เลยว่าบทสรุปจะออกมาอย่างไร คงต้องรอดูผลที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ และที่กำลังดำเนินการอยู่ว่าจะออกมาเป็นภาพรวมอย่างไร จะได้กำหนดวิธีการต่อไปได้

จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก หรือเรื่องราวเป็นมาอย่างไร เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุเวลานี้ได้ แต่เชื่อว่าการจัดตั้งคณะกรรมการที่ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงไอซีทีเป็นผู้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องทั้งหมดนั้น จะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้

ถาม : ทำไมจึงจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาสัมปทานต่างๆ
ตอบ : สาเหตุที่จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบปัญหาทั้งหมดภายในกระทรวงในตอนนี้ เนื่องจากเรามีระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาอันสั้น แต่ต้องมีคำตอบให้สังคมโดยเร็ว รมว.ไอซีทีคนเดียวจึงไม่สามารถทำงานได้ทัน ดังนั้นการให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และเป็นราชการประจำเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ซึ่งภายหลังได้หารือกับปลัดกระทรวงไอซีที โดยได้บอกว่าเมื่อเรื่องใดเรียบร้อยแล้วก็ให้รีบเสนอขึ้นมาทันที ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลา แต่การที่ผมย้ำในที่ประชุมก็คงเข้าใจโดยเจตนา แต่เรื่องใดที่ล่าช้าผิดปกติคงต้องมีการกำหนดกรอบเวลากัน

ถาม : มองบอร์ดทีโอที กับบอร์ดกสท ที่ผ่านมาอย่างไร
ตอบ : ตัวผมเองไม่ได้เข้ามาเพื่อดูเรื่องการดำเนินการของบอร์ด บริษัท ทีโอทีกับบริษัท กสท โทรคมนาคมอย่างละเอียดแค่นั้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่ได้รับฟังมาเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ผ่านมาสมัยผมเป็นฝ่ายค้านเป็นอย่างไร แล้วนำไปสู่การบริหารจัดการที่มีคนครหาแบบไหนอย่างไรผมไม่อยากจะพูดถึงเพราะ ดูไม่เป็นธรรม

ที่มา ผู้จัดการ

หนุนไทยเป็นรัฐภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

http://news.voicetv.co.th/thailand/16589.html

รักเสรีประชาธิปไตย

นัก สิทธิมนุษยชน และภาคประชาชน สนับสนุนให้รัฐบาลลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศไทย ได้ ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมไทยเข้มแข็งมากขึ้น

คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดสัมมนา "ศาลอาญาระหว่างประเทศกับสังคมไทย" ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ระบุว่า รัฐบาลไทยควรลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้สามารถนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซีได้ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมไทยยังมีปัญหา ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด และเหตุสลายการชุมนุมจากภาครัฐ

ขณะที่กรรมการสิทธิมนุษยชน และภาคประชาชนมองว่า หากประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ จะทำให้ปัญหาสิทธิมนุษยชนไทยลดลง เนื่องจากผู้มีอำนาจในภาครัฐ จะตระหนักถึงการใช้อำนาจของตนเองมากขึ้น

ศาสตราจารย์วิทิต มันตราภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะยังไม่เป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีอีก 2 ช่องทางที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ คือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรืออัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่คดีที่ยื่นคำร้องจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมมีผลบังคับใช้ ดังนั้นกรณีเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 จึงยังมีหนทางที่จะนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

Produced by VoiceTV
by VoiceNews

18 สิงหาคม 2554 เวลา 21:24 น.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

รัฐไทยกับการเป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ
http://news.voicetv.co.th/global/16605.html




มี การพูดถึงศาลอาญาระหว่างประเทศมากขึ้น หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศว่า จะนำเอาคดีสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้วไปฟ้องร้อง เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ซึ่งนักกฎหมายย้ำ ว่าแม้จะมีช่องทาง แต่ขั้นตอนซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ศาล อาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี เป็นศาลระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีผู้กระทำผิดข้อหาอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมที่เป็นการล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมที่เป็นการรุกราน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งได้รับการรับรองจาก 139 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 94 ประเทศเท่านั้น ที่ลงนามสัตยาบันเป็นรัฐภาคีแล้ว สำหรับประเทศไทย แม้จะลงนามในธรรมนูญกรุงโรมเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียน แต่การที่รัฐบาลยังไม่ได้ลงสัตยาบันเป็นรัฐภาคี ทำให้ไม่สามารถนำคดีเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ จึงต้องใช้อีก 2 ช่องทางที่เหลือ คือการยื่นคำร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรืออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

หลักการพิจารณาคดีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ คือจะต้องเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญศาลมีผลบังคับใช้ เป็นคดีที่ศาลภายในของรัฐนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่เต็มใจดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าหาว่ากระทำผิด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะไม่ใช้โทษประหารชีวิต แต่จะสั่งให้จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายแทน ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น

นัก กฎหมายท่านนี้สนับสนุนให้รัฐบาลไทย เร่งเดินหน้าลงสัตยาบันเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เนื่องจากการเป็นรัฐภาคี อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะได้ประโยชน์จากกรณีสั่งสลายการชุมนุมในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่อาจเสียประโยชน์จากกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติดในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
Produced by VoiceTV
by VoiceNews

18 สิงหาคม 2554 เวลา 22:30 น.
http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=7238

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/09/54 หลาก..อารมณ์คน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



หลากอารมณ์ ผสมผสาน มาร..อิจฉา
สารพัด จัดมา น่าปวดหัว
ทั้งโห่ฮา เย้ยหยัน กันเมามัว
สันดานชั่ว ฝังแน่น แสนอัปรีย์....


บ่างช่างยุ หวังชำแรก ให้แตกดับ
โผล่ยุ่บยั่บ วี้ดว้าย ตายแล้วพี่
โดนตัดหาง ปล่อยวัด ชัดแล้วซี
ค่าไม่มี เขาถีบส่ง..งงกะมัน....


พวกสื่อทราม ก็วิแคะ แงะเรื่องเต้า (ข่าว)
ปากงี่เง่า โหยหา พาขบขัน
พวกเสื้อแดง โดนกดหัว มั่ว..พอกัน
โคตรสร้างสรรค์ สื่อจังไร ไร้คุณธรรม....


มาวันนี้ พอเด่นชัด จัดเหมาะสม
เปลี่ยนอารมณ์ ทันใด ไม่กล้า"ขำ"
โถ..ไอ้พวก..ปากพาจน คนระยำ
อยากโน้มนำ แต่หน้าแหก แตกยับเยิน....


เผลอแผลบเดียว เลี้ยวเลาะ ออเซาะซบ
หวังเลี่ยงหลบ คำตอแหล เอาแก้เขิน
บอกตรงตรง เบื่อระอา พวกหมาเมิน
เลวมากเกิน เขียนบรรยาย อายแทนมัน....


๓ บลา / ๒ ก.ย.๕๔