WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 4, 2011

ความลึกลับของ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

ที่มา ประชาไท

ศาลรัฐธรรมนูญดูจะเป็นองค์กรสำคัญของชาติที่มีความลึกลับอยู่ไม่น้อย

จากข่าวเรื่อง “คลิปลับ” ที่บันทึกการสนทนาระหว่างตุลาการและเจ้าหน้าที่ศาลบางคนเกี่ยวกับการนำ “ข้อสอบ” ให้คนรู้จักไปอ่าน สุดท้ายจริงเท็จอย่างไรก็ยังคงลึกและลับจนถึงบัดนี้

หรือกรณีการตีความไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองคดีเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ (คดี เงิน ๒๙ ล้านบาท และคดีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท) ซึ่งแม้ศาลเดียวกันจะตัดสินทั้งสองคดีในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ก็ยังลึกลับอยู่ว่าเหตุใดกลับตีความประเด็นเดียวกันขัดแย้งกันโดยสิ้น เชิง (ดู http://bit.ly/qLeK63)

ความลึกลับนั้นน่ากังวลอยู่ไม่น้อยน้อยเมื่อสวนดุสิตโพลแสดงผลสำรวจกลุ่ม ตัวอย่างว่ามีประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่าร้อยละ ๕๖ ที่ “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” หรือ “ไม่เชื่อมั่น”ในศาลรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดมีกรณีลึกลับอีกกรณี คือ หลังจากมีข่าวว่าคุณชัช ชลวรได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “ประธาน ศาล” แล้วนั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวที่ ๗/๒๕๕๔ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ มีใจความว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติโดยเอกฉันท์เลือกคุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ

จากนั้นมีข่าวว่าสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภากำลังรอหนังสือจากสำนักงานศาล รัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการให้ประธานวุฒิสภานำชื่อคุณวสันต์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

คุณชัช ชลวร


คุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์

อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนได้เผยแพร่บทความโดย “คุณสันติ รัศมีธรรม” และ “คุณวิปัสสนา ปัญญาญาณ” (ที่ http://bit.ly/oNEKDm และ http://bit.ly/r5YrFH) ซึ่งทักท้วงว่าการเลือกคุณวสันต์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการที่คุณชัชลาออกจากเพียงตำแหน่ง “ประธานศาล” แต่ยังคงตำแหน่ง “ตุลาการศาล” ไว้นั้น เป็นการทำผิดขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องนี้ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งอยู่ที่ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า

ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามมาใช้บังคับ”

(มาตรา ๒๐๔ วรรคสาม ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ)

ผู้ที่ทักท้วงเห็นว่า ถ้าจะให้ถูกต้อง ต้องถือว่าคุณชัช ได้ลาออกและพ้นจากตำแหน่งโดยเด็ดขาดจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนคุณชัช (โดย ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตามมาตรา ๒๑๐ วรรคสอง) และให้ตุลาการผู้ได้รับเลือกใหม่นั้นประชุมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่น เพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ (กล่าวคือ เมื่อคุณชัชลาออก คุณชัชจึงไม่มีตำแหน่งตุลาการ และจะมาร่วมลงคะแนนเลือกคุณวสันต์เป็นประธานไม่ได้)

จึงเกิดคำถามว่า คุณชัชยังคงเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ และการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่กระทำไปนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่?

ผู้เขียนเห็นว่าบทความทั้งสองของผู้ทักท้วงนั้นมีเหตุผลที่รับฟังได้และน่าเห็นด้วยอยู่ไม่น้อย (มิอาจทวนได้ทั้งหมดในที่นี้) อีกทั้งยอมรับว่ารัฐธรรมนูญมีความไม่ชัดเจนและน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาวุ่นวายตามมาหรือไม่

หากมีเหตุให้เชื่อว่ากระบวนการไม่ถูกต้องจริง ประธานวุฒิสภาย่อมต้องใช้ความรอบคอบก่อนนำชื่อคุณวสันต์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่หากดำเนินการไปแล้ว จะเกิดผลอย่างไร? หรือจะถือว่าเป็นกรณีที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยว่าถูกต้องแล้ว?

หรือหากวันหนึ่งจะมีผู้โต้แย้งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าตุลาการมีที่มาไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? และหากโต้แย้งแล้ววันนั้นผู้ใดจะเป็นผู้วินิจฉัย ? (รัฐธรรมนูญมิได้ระบุไว้ชัด ต่างจากเรื่องสถานะของสมาชิกรัฐสภาหรือรัฐมนตรี ซึ่งมาตรา ๙๑, ๙๒ และ ๑๘๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย) อีกทั้งใครจะบอกได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญกลับเข้าใจรัฐธรรมนูญผิดไปเอง?

เพื่อช่วยร่วมคิดและคลี่คลายความลี้ลับ ผู้เขียนขอเสนอ “คำอธิบาย ทางเลือก” ว่า คุณชัช ยังคงเป็น “ตุลาการศาล” อยู่โดยถูกต้อง กระบวนการเลือกคุณวสันต์จึงไม่ได้มีการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ประธานวุฒิสภาจึงสามารถนำชื่อคุณวสันต์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ ดังนี้

การพิจารณาถ้อยคำว่า “พ้นจากตำแหน่ง” ในมาตรา ๒๑๐ วรรคสี่นั้น ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า “พ้นจากตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ” โดยเด็ดขาดเท่านั้น แต่สามารถหมายถึงการพ้นจากตำแหน่ง “ประธานศาล” ที่ไม่พ้นจากตำแหน่ง “ตุลาการศาล” ก็เป็นได้ เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้พิจารณา ตำแหน่ง “ประธานศาล” ที่มีตำแหน่ง “ตุลาการศาล” ซ้อนอยู่อีกด้วยชั้น เจตนารมณ์ดังกล่าวพบได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

ประการแรก มาตรา ๒๐๔ วรรคหนึ่ง ใช้ถ้อยคำว่า "ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหนึ่งคนและตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญอื่นอีกแปดคน"

ที่ว่ายังมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ "อื่น" อีกแปดคน จึงตีความอีกทางได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแปดคน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ "อื่น" อีกหนึ่งคน (คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ) กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้มองว่า “ประธานศาล” นั้นมีสภาพพิเศษแยกเด็ดขาดจาก “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่น” แต่แท้จริงแล้ว “ประธานศาล” ก็คือผู้เป็น “ตุลาการศาล” คนหนึ่ง เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่เพิ่มในส่วนที่เป็น “ประธานศาล”

ประการที่สอง มาตรา ๒๐๙ วรรคสอง ใช้ถ้อยคำว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป...”

ในกรณีที่มีประธานศาลหรือตุลาการคนใดการพ้นจากตำแหน่งบางกรณี เช่น ตาย หรือ ลาออก นั้น มาตรา ๒๐๙ วรรคสอง ใช้ถ้อยคำว่า “ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป...”

จะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติว่า “ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป...” โดยไม่ได้กล่าวถึง “ประธานศาล” แต่ย่อมต้องหมายความรวมถึงส่วนที่เป็น “ประธานศาล” ซ้อนอยู่ด้วย มิฉะนั้นก็จะตีความอย่างแปลกประหลาดว่าแม้หากประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พ้น จากตำแหน่ง แต่ก็ไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ประการที่สาม มาตรา ๒๑๖ บัญญัติว่า "องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" นั้น "ประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ..."

เช่นเดียวกับ มาตรา ๒๐๙ ที่อธิบายมาในประการที่สอง มาตรา ๒๑๖ ไม่ได้เจาะจงว่า “องค์ คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”จะต้องมี “ประธานศาล” ประกอบอยู่ด้วย แต่ทั้งนี้ก็ย่อมต้องหมายความรวมถึงส่วนที่เป็น “ประธานศาล” ซ้อนอยู่ด้วย มิฉะนั้นก็จะตีความอย่างแปลกประหลาดว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นส่วน หนึ่งของ “องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

ประการทั้งสามที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่า กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์แยกตำแหน่ง “ประธานศาล” เป็นพิเศษออกจาก “ตุลาการศาล” โดยเด็ดขาด แต่มีการกล่าวถึง “ตุลาการศาล” โดยรวม ซึ่งครอบคลุมถึง “ประธานศาล” ด้วย

ดังนั้น การพิจารณาถึงตำแหน่ง “ประธานศาล” จึงต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่ามีสองส่วนที่ซ้อนกัน คือส่วนที่เป็น “ตุลาการศาล” และ ส่วนที่เป็น “ประธานศาล” ที่มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นมา มิใช่ว่าเป็น “ประธาน” อยู่อย่างเดียวและเข้าหรืออกจากตำแหน่งแต่แค่การเป็น “ประธาน” เพียงนั้น

คำถามที่ตามมาก็คือ เวลา “ประธานศาล” “ลาออก” หรือ “พ้นจากตำแหน่ง” นั้น จะหมายถึงตำแหน่ง “ประธานศาล” เท่านั้นหรือ ต้องรวมไปถึง “ตุลาการศาล” ที่ซ้อนกันอยู่ด้วย?

แน่นอนว่ามีบางกรณีที่ตอบได้ง่าย เช่น การพ้นจากตำแหน่งโดยการตาย ย่อมถือว่าต้องพ้นจากทั้งส่วนตำแหน่ง “ประธานศาล” และ “ตุลาการศาล” อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่การ “ลาออก” นั้นย่อมต้องพิจารณาจากธรรมชาติของการ “ลาออก” ซึ่งเป็นเรื่องความประสงค์ของเจ้าตัวตุลาการเอง เช่น เมื่อคุณชัชลาออกจากการทำหน้าที่ “ประธานศาล” แต่ยืนยันว่าตนไม่เคยลาออกจากการเป็น “ตุลาการศาล” แล้วจะหาเหตุผลอื่นใดมาบังคับได้ว่า คุณชัชได้ลาออกจากการเป็น “ตุลาการศาล”?

การตีความเช่นนี้นอกจากจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่ต้องการให้มีการซ้อนกันระหว่างตำแหน่ง “ประธาน ศาล” และ “ตุลาการ” แล้วยังไม่ได้สร้างปัญหาความชอบธรรม หรือความไม่เป็นธรรมในทางสาระสำคัญหรือกระบวนการของกฎหมายแต่ประการใด เพราะท้ายที่สุดผู้ที่เลือกคุณวสันต์เป็นประธานศาลก็คือตุลาการผู้มีมติเป็น เอกฉันท์ ไม่ได้ต่างอะไรในสาระสำคัญกับการต้องให้คุณชัชออกจากตำแหน่งตุลาการแล้วคัด เลือกตุลาการใหม่เข้ามาประชุมเลือกประธานศาล (เว้นเสียจะมีผู้เถียงว่าตุลาการที่ได้รับเลือกเข้ามาใหม่จะเป็นตัวเลือก ประธานศาลที่ดีกว่า)

ยิ่งไปกว่านั้น การตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าประสงค์อันเป็นประโยชน์สำหรับกระบวนการ ยุติธรรม คือ ศาลสามารถมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานระหว่างตุลาการด้วยกัน กล่าวคือ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง “ประธานศาล” เห็นว่าตนไม่เหมาะสมที่จะเป็น “ประธานศาล” หรือ เห็นว่ามีผู้อื่นที่เหมาะสมกว่าตน ไม่ว่าจะเพราะเหตุใด แต่เหตุนั้นไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่ “ตุลาการศาล” ของตน “ประธานศาล” ผู้นั้นก็เพียงแต่สละตำแหน่ง “ประธานศาล” ให้ผู้อื่นที่ได้รับเลือก โดยที่งานคดีของศาลก็ยังดำเนินต่อเนื่องได้ เพียงแต่ “ประธานศาล” คนเดิมได้ลดบทบาทตนเหลือเพียง “ตุลาการศาล” อีกทั้งไม่ต้องสร้างภาระให้กับผู้อื่นมาคัดเลือก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและสร้างภาระในการโยกย้ายบุคคลากร เช่น จากศาลฎีกา เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม หากตีความตำแหน่ง “ประธานศาล” ให้มีสภาพพิเศษแยกเด็ดขาดจาก “ตุลาการศาล” คือเป็นตำแหน่งโดดๆ ที่ไม่มีส่วนซ้อนกับ “ตุลาการศาล” ก็ย่อมทำให้เกิดอุปสรรคในการบริหารงาน เพราะหากมีกรณีใดที่ผู้ดำรงตำแหน่ง “ประธานศาล” เห็นว่าตนไม่เหมาะสมที่จะเป็น “ประธานศาล” หรือเห็นว่ามีผู้อื่นที่เหมาะสมกว่าตน แต่ผู้นั้นก็จะไม่สละตำแหน่ง “ประธานศาล” (แม้ตนจะอยากให้คนอื่นที่เหมาะสมกว่าทำหน้าที่แทน) เพราะไม่ต้องการเสียตำแหน่ง “ตุลาการศาล” นั่นเอง ซ้ำร้าย หากผู้นั้นอยากใช้ความรู้ความสามารถเป็น “ตุลาการศาล” ต่อไป แต่กลับเบื่อหน่ายกับหน้าที่เฉพาะของ “ประธานศาล” ก็อาจต้องตัดใจลาออกจากศาล ทั้งที่ตนเองก็ยังเหมาะกับการทำหน้าที่ “ตุลาการศาล” ต่อไป การตีความเช่นนี้เท่ากับกึ่งสนับสนุนให้ตุลาการยึดประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ส่วนรวม อีกทั้งเป็นความเคร่งครัดที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

สรุป

เมื่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและเป้าประสงค์แห่งกระบวนการยุติธรรมมุ่งหมายให้ ตำแหน่ง “ประธาน ศาล” และ “ตุลาการศาล” เป็นสองส่วนที่ซ้อนกัน และคุณชัชไม่เคย “ลาออก” จากส่วนของการเป็น “ตุลาการศาล” คุณชัชจึงยังคงเป็น “ตุลาการศาล” และการประชุมเลือกคุณวสันต์เป็นประธานศาลที่ดำเนินการมาจึงถูก ต้องแล้ว

ข้อสังเกตเพิ่มเติม

๑. ผู้เขียนเองไม่ได้พอใจกับ “คำอธิบายทางเลือก” มากไปกว่าเหตุผลของผู้ทักท้วง เพียงแต่เสนอเป็นทางเลือกร่วมคิด ในสิ่งที่น้อยคนอาจคิดได้ถึง หากยังไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทาง วิธีตีความอีกวิธี คือ การตีความว่ารัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้คุณชัชลาออกเฉพาะความเป็น “ประธาน” ศาล ดังนั้น การลาออกของคุณชัชจึงยังไม่มีผล การเลือกคุณวสันต์ก็เป็นการข้ามขั้นตอน ทุกอย่างจึงย้อนกลับสู่สภาพเดิม และคุณชัชยังคงเป็นประธานศาลต่อไป

๒. ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงคือการร่างกฎหมายที่ไม่ชัดเจนและใช้ถ้อยคำไม่เสมอ กัน บางครั้งกล่าวถึงประธานศาลและตุลาการแยกกัน แต่บางครากลับกล่าวรวมกัน จึงเป็นเรื่องที่สมควรการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนนี้ให้ชัดเจน

๓. การตีความกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งการตีความอย่างสุจริตและเคร่งครัดกลับสร้างปัญหาวุ่นวาย แต่บางครั้งการตีความที่ยึดเป้าประสงค์ที่เป็นประโยชน์ก็กลับเป็นการใช้ ดุลพินิจตามอำเภอใจที่อธิบายไม่ได้ แม้การตีความแบบแรกแม้จะไม่ดีเลิศ แต่แบบที่สองนั้นน่ากลัวกว่ายิ่งนัก นักกฎหมายที่ดีจึงต้องตีความกฎหมายให้ตรงกับเป้าประสงค์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมสามารถยกบทบัญญัติขึ้นอธิบายผลการตีความได้อย่างลึกซึ้ง เฉียบแหลมและแยบยล จึงเป็นที่น่าสนใจว่าการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับการลาออกของคุณชัช และดำเนินการเลือกคุณวสันต์เป็นประธานนั้น แท้จริงแล้วได้กระทำไปโดยอาศัยการตีความแบบใด

๔. ผู้ทักท้วงได้เสนอว่าการคานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนี้อยู่ที่ขั้น ตอนประธานวุฒิสภานำความขึ้นกราบบังคมทูลและคณะองคมนตรีถวายความเห็น ผู้เขียนเห็นด้วยว่าประธานวุฒิสภาไม่อาจนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลอย่างไม่ รอบคอบ และตั้งข้อสังเกตเพิ่มว่า มาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจวุฒิสภาสามารถตรวจสอบว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ “ใช้อำนาจหน้าที่ขัด ต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” หรือไม่ หากผู้เป็นสมาชิกวุฒิสภาระลึกในหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนของปวงชนอย่างแท้ จริงไซร้ ก่อนที่จะนำความอันเป็น “ปัญหา” ขึ้นกราบบังคมทูลก็สมควรดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญเสียก่อน อันจะเป็นการเหมาะควรและสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยมากกว่าการปล่อย ให้เกิดการระคายเบื้องพระยุคลบาทโดยแท้

๕. สุดท้ายแม้มีการนำความขึ้นกราบบังคมทูลไปแล้ว ก็มิได้มีบทบัญญัติที่ห้ามมิให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๗๐ แต่ประการใด แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน ก็มีสิทธิเข้าชื่อขอให้วุฒิสภาดำเนินการตรวจสอบศาลได้ตามมาตรา ๒๗๑ แห่งรัฐธรรมนูญ


มุกหอม วงษ์เทศ: “ความเป็นไทย”: อัตลักษณ์แห่งความดักดาน

ที่มา ประชาไท

ถ้าลองใช้โวหารชาตินิยมไทยดูบ้าง ข้าพเจ้าคิดว่าความเป็นไทยมากมายหลายอย่างเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติไทย และคนไทย หรือกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า ความล้าหลังและลักษณะอนุรักษนิยมจัดของสังคมไทยมีสาเหตุหลักๆ มาจากความเป็นไทยนั่นเอง

และถ้าจะลองเลียนสำนวนชนชั้นสูงไทยเพื่อความเป็นศิริมงคล ความคิดและการงานสิ่งใดของฝรั่งหรือญี่ปุ่นที่คิดประดิษฐ์ขึ้นดีๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าเราควรเลื่อมใสนับถือให้มาก เราไม่ควรตามโลกตะวันตกเฉพาะด้านความเจริญทางวัตถุ แต่ควรตามความเจริญในโลกสากลทางด้านความคิดจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคม ด้วย

แล้วถ้าจะลองเสนอนโยบายให้กระทรวง(ไม่มี)วัฒนธรรมพิจารณา ในเมืองไทยสิ่งที่ควรจะรักษา(แต่ไม่ใช่ตะบันขึ้นทะเบียน)คือมรดกวัฒนธรรมทาง ศิลปะ/วัตถุ(บางอย่าง เพราะไม่มีที่ไหนทำได้ทุกอย่าง) ไม่ใช่มรดกวัฒนธรรมทางความคิดจิตใจ และสิ่งที่ควรจะปรับเปลี่ยนรื้อถอนคือมรดกวัฒนธรรมทางความคิดจิตใจ ไม่ใช่มรดกวัฒนธรรมทางศิลปะ/วัตถุ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แช่แข็ง” ห้ามดัดแปลง) โดยพึงระวังว่าวิธีคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและรสนิยมในการจัดการวัฒนธรรมจะเป็น ตัวกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ ทว่าปัญหาใหญ่หลวงในเรื่องการจัดการวัฒนธรรม ของรัฐไทยกลับคือการไร้ความคิด(ที่ถูก) และไร้รสนิยม(ที่ดี) แน่นอนว่าความคิดที่ถูกและรสนิยมที่ดีเป็นประเด็นถกเถียงได้ไม่รู้จบ แต่พึงระลึกด้วยว่าขณะนี้เรากำลังอยู่กับรัฐราชการที่มีความคิดที่ผิดและ รสนิยมที่เลวอย่างไม่อาจปกป้องและแก้ต่างได้

พูดอีกแบบก็คือ เราควรอนุรักษ์โขนและดนตรีมโหรีปี่พาทย์ แต่ลดละเลิกขนบศักดิ์สิทธิ์ของโขน-ดนตรีและโลกทัศน์แบบรามเกียรติ์ เราควรทำนุบำรุงโบราณสถาน วัดๆ วังๆ แต่ลดละเลิกโลกทัศน์แบบศักดินาและพุทธเถรวาทคับแคบ เราควรส่งเสริมการศึกษาภาษาไทย วรรณคดีไทย วัฒนธรรมไทย และศิลปะไทยทางวิชาการให้เข้มข้น จริงจัง และมีจิตวิพากษ์แบบตะวันตก แต่ลดละเลิกคติเชิดชูซาบซึ้งฟูมฟายในความเป็นไทยที่ไม่เป็นวิชาการ และบ่อยครั้งก็ไม่เป็นผู้เป็นคน

มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ควรได้รับการบริหารจัดการและวิเคราะห์ วิจารณ์ในฐานะ “ศิลปะ” และ “ประวัติศาสตร์” ที่ดำรงอยู่ในประเทศนี้อันเกิดจากการหยืบยืมผสมผสานกับหลายวัฒนธรรมจนมี ทัั้งลักษณะร่วมและลักษณะเฉพาะ แต่ไม่ใช่ในฐานะที่มันเป็นภาพแทนของ “ความเป็นไทย” ที่เสกสรรค์ปั้นแต่งเพื่อหลอกลวงตัวเอง และสถาปนาเป็นมาตรฐาน(ที่ไร้มาตรฐาน)เพื่อกีดกันและกดเหยียดความเป็นไทยแบบ อื่นๆ ที่ไม่ถูกยอมรับและผนวกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอันถูกต้องดีงาม ฉบับราชการ

สิ่งที่รัฐราชการไทยมักกระทำมาโดยตลอดคือการสืบสานมรดกวัฒนธรรมทางความ คิดจิตใจแบบศักดินาหรือความเป็นไทยแห่งชาติ แต่ปล่อยปละละเลยและไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมทางศิลปะ/วัตถุ อันเป็นสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วเห็นคุณค่าความสำคัญ พยายามดูแลเอาใจใส่ และค้นคว้าวิจัย (ไม่นับที่ไปแย่งชิงของคนอื่นมาในสมัยอาณานิคม แม้ว่าเอามาแล้วอาจจะจัดเก็บรักษาได้ดีกว่า)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยเฉพาะในส่วนของพระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นตัวอย่างชั้นเอกอุของความน่าอับอายขายหน้าระดับชาติที่สะท้อนความเป็น ไทยแบบราชการในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้บรรเจิดที่สุด

ความดักดานอย่างไม่ประนีประนอมปรากฏแก่สายตาผู้ชมอย่างไม่ลดราวา ศอก ทั้งเนื้อหาการจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อว่าด้วยชาติ ศาสน์ กษัตริย์ระดับประถมล้วนๆ ซึ่งอุดมไปด้วยเรื่องเล่าว่าด้วยวีรกรรมของบูรพกษัตริย์ที่ปกบ้านป้องเมือง คุ้มเหย้าและกอบกู้ชาติ ทั้งวิธีการนำเสนออันอ่อนด้อย งานช่างศิลปกรรมชั้นเลว และดีไซน์สุดอนาถ ทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ขาดการซ่อมบำรุงจนชำรุดใช้การไม่ได้ ทั้งสภาพห้องจัดแสดงอันทรุดโทรมทุเรศทุรังราวกับโกดังเก็บสมบัติผุๆ กับของทำปลอมห่วยๆ ที่ถูกทิ้งร้างตามยถากรรมกลางพงไพรเมื่อศตวรรษที่แล้ว

ผู้ที่หงุดหงิดโมโหง่าย ดูแล้วอาจถึงขั้นอยากสั่งรื้อให้ราพณาสูรแล้วบูรณะจัดแสดงใหม่ ส่วนผู้ที่โศกเศร้าสะเทือนใจง่าย ดูแล้วอาจอยากดิ่งไปโดดสะพานพระปิ่นเกล้าดับความระทมให้รู้แล้วรู้รอด และผู้ที่อ่อนไหวเอียงอายง่าย ดูแล้วน่าจะอยากถลาไปยืนขวางประตูทางเข้าสกัดกั้นไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าชม จะให้คุกเข่าวิงวอนหรือจ่ายค่าห้ามดูก็ยอม แต่หากเป็นผู้ที่ปลงกับโลกและชีวิตง่าย ดูแล้วก็คงเดินออกไปเงียบๆ ทอดถอนใจ แผ่เมตตา อโหสิ แล้วก็ไปหาที่นั่งจิบเบียร์ดูเหล่าแบ็คแพ็คเกอร์แถวถนนข้าวสารเพื่อกระตุ้น ความอยากมีชีวิตในประเทศนี้ต่อ

อนึ่ง ประสบการณ์เพื่อการทำลายล้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยนี้สามารถสัมผัสได้ ด้วยตัวท่านเองด้วยสนนราคาค่าเข้าชมเพียงสามสิบบาท(ดูแล้วอยากตายทุก โรค)สำหรับคนไทย สำหรับท่านที่เป็นชาวต่างชาติ หรือเป็นคนไทยแต่อยากแปลงกายเป็นคนต่างชาติเพื่อสะกดจิตตัวเองไม่ให้เกิด ความอับอายระหว่างเดินชม โปรดเตรียมเงิน 200 บาท (เป็นค่าออกจากความเป็นคนไทยชั่วคราว)

ถ้าข่มใจไปซักถามว่าไฉน National Museum of Thailand มันถึงอเนจอนาถบัดซบได้เยี่ยงนี้ เผลอๆ จะแย่กว่านิทรรศการตามโรงเรียน เคยมาดูเมื่อสิบปีก่อนก็แบบนี้ แถมยังดีกว่าด้วยซ้ำเนื่องจากตอนนั้นกระเบื้องปูพื้นยังไม่(เฟื่องฟูลอย)แตก เป็นหลุมเป็นบ่อทุกซอกทุกมุม ปุ่มต่างๆ ก็ยังไม่เจ๊งไม่พังไปเสียทุกปุ่ม เจ้าหน้าที่มักจะตอบแบบเหนียมๆ ว่า “ไม่มีงบ” ซึ่งก็จริงและน่าเห็นใจอย่างยิ่งยวด เพราะงบประมาณปีละเป็นหมื่นเป็นแสนล้านของประเทศไม่ประสงค์จะพัฒนานี้จะทุ่ม อุทิศไปที่ฝ่ายความมั่นคง-กองทัพเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สนองตัณหา ปูนบำเหน็จตามฤดูกาล และสังหารราษฎรตามออร์เดอร์ หรือไม่ก็ประเคนไปที่การจัดงานอภิมหาอลังการแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเพื่อ ประโคมความภูมิใจในความเป็นไทยแบบหลอกลวงอวดนานาอารยประเทศสืบไป

งบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญแน่นอน แต่ขาดเงินอย่างเดียวย่อมไม่ทำให้พิพิธภัณฑ์อุจาดได้ขนาดนี้ ต้องขาดอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่น มันสมอง มโนสำนึก วิสัยทัศน์ หิริโอตัปปะ อิทธิบาท 4 ฯลฯ นอกจากนี้ขึ้นชื่อว่าราชการแล้ว ปัญหาการบริหารจัดการ ความขัดแย้งขัดแข้งขัดขา เรื่องทุจริตคอรัปชั่น และการเมืองภายในย่อมมีส่วนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

เช่นเดียวกับคำที่แบกความซับซ้อนยอกย้อนไว้มหาศาลอย่าง “สังคม” “วัฒนธรรม” “พุทธศาสนา” “ฝรั่ง” “แขก” “โลกตะวันตก” “ชนชั้นกลาง” “ชนชั้นนำ” “ชาวบ้าน” “ประชาธิปไตย” “อนุรักษนิยม” “เสรีนิยม” “ซ้าย” “ขวา” และอื่นๆ อีกมากมายที่แม้จะระแวดระวังและตระหนักถึงข้อจำกัดของการใช้มโนทัศน์เหล่า นี้ แต่ก็จำต้องใช้โดยไม่อาจเลี่ยงมิติของการเหมารวมและลดทอนความซับซ้อนยอกย้อน ในแง่มุมต่างๆได้ (เว้นแต่จงใจใช้ในเชิงประชด เสียดสี เหน็บแนม) เพราะมิฉะนั้นทุกครั้งที่ใช้คำแต่ละคำก็จะต้องมีอรรถาธิบายกำกับ อีกหลายย่อหน้าจนน่าหัวร่อและชวนสังเวชใจ และจริงๆ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ “concept” เหล่านี้โดยต้องคอยแยกแยะนัยทางการเมืองของความหมายอย่างละเอียดลออตลอดเวลา อีกทั้งถึงจะมีมานะอุตสาหะเพียงใด ก็จะไม่มีวันทำได้สำเร็จสมบูรณ์โดยปราศจากช่องโหว่ คำอย่าง “ความเป็นไทย” ก็เช่นกัน

การจะพูดถึงความเป็นไทยซึ่งทั้งแข็งทื่อ กำกวม และลื่นไหลในบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมต่างๆ เราก็ต้องพยายามจับให้ได้คาหนังคาเขาในระดับหนึ่งก่อนว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆ อะไรและอย่างไรคือความเป็นไทย โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า ในครรลองเดียวกันกับแทบทุกอย่างในสังคมที่พูดไปแล้วก็ซ้ำซาก “ความเป็นไทย” ไม่ใช่สิ่งติดตัวมาตามธรรมชาติที่ฝังอยู่ในหน่วยพันธุกรรมของชนชาติไท ตั้งแต่ครั้งอพยพจากภูเขาอัลไตมาตั้งถิ่นฐานที่แหลมทองอย่างที่ฝ่ายขวา อนุรักษนิยมไทยจำนวนหนึ่งยังไม่เลิกหัวปักหัวปำ แต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ รวมทั้งถูกให้ความหมายปรับเปลี่ยนบิดผันไปตามการเมืองของแต่ละยุคสมัย โดยยังไม่ต้องว่าไปถึงความเป็นไทยนอกคอกที่เกิดขึ้นมาคัดง้างกับความเป็นไทย กระแสหลักที่ครอบงำสังคมไทย

ว่ากันเฉพาะในปัจจุบันนี้ ความเป็นไทยน่าจะมีอยู่อย่างน้อยสามนัยยะใหญ่ๆ อย่างแรกคือความเป็นไทยในฐานะโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมที่เป็นขนบทั่วไปของสังคม ที่คอยกำกับพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวของปัจเจก บุคคล โดยขนบนั้นอาจมีร่องรอยสืบเนื่องมาจากอดีต เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม หรือเป็นธรรมเนียมที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ได้ แต่ถึงจะมีขนบความเชื่อร่วมกัน ปัจจัยเงื่อนไขที่สร้างความต่างระหว่างกลุ่มคนในชาติเดียวกันที่สำคัญอย่าง หนึ่งก็คือ “ชนชั้น” ด้วย (คนไทยทุกคนจึงมีความเป็น “ไทยๆ” ในตัวมากน้อยแตกต่างกันไป เช่น การมีสัมมาคารวะกับผู้อาวุโส การเรียกบุคคลแบบนับญาติ การมีมโนทัศน์เรื่องกรรม การถือเรื่องหัวกับเท้า ฯลฯ)

อย่างที่สองคือ “ความเป็นไทย” ที่เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำและฝ่ายจารีตนิยมไทยพยายามนิยาม หว่านล้อม และบังคับให้คนในสังคมเชื่อและปฏิบัติตาม รวมทั้งทำให้คนในสังคมคอยเฝ้าระวังเป็นผู้ปกป้องความเป็นไทยนั้นๆ ด้วย (อุดมการณ์ความเป็นไทยแบบนี้ ได้แก่ การจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ความรักชาติ ความสามัคคี ความศรัทธาในพุทธศาสนา การใช้ภาษาไทยมาตรฐาน การรักนวลสงวนตัว เป็นต้น)

ส่วนวัฒนธรรมที่ปรากฏในทางรูปธรรมต่างๆ จะถูกผนวกหรือติดตราให้เป็นสิ่งแสดงความเป็นไทยหรือไม่แค่ไหนอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับมโนทัศน์และการเมืองว่าด้วยความเป็นไทยแต่ละแบบแต่ละช่วง เวลาที่จะเป็นตัวไปกำหนด “วัตถุ-สถานที่-เหตุการณ์” อีกทีหนึ่งว่า ผ้าขาวม้า ข้าวแช่ ระนาด เจดีย์ รถตุ๊กตุ๊ก ย่านพัฒน์พงษ์ งานฉลองวันเฉลิมฯ การยืนเคารพธงชาติ การล้อมปราบ-สังหารหมู่ที่ราชประสงค์ คือ “ความเป็นไทย” หรือไม่

และหากจะลองตั้งสมมติฐานว่าวัฒนธรรมการเมืองที่ปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำ อีกในลีลาและรูปแบบที่อาจจะทั้งซ้ำและไม่ซ้ำเป็นการแสดงออกของ “จิตวิญญาณ” หรือ “จิตใต้สำนึก” ของสังคมนั้นๆ ทั้งงานฉลองวันเฉลิมฯ การยืนเคารพธงชาติ และการฆ่าประชาชนกลางเมือง รวมทั้งการไม่รู้สึกผิดบาปในใจหรือไม่ยอมรับผิดต่อสาธารณะของชนชั้นนำและผู้ มีส่วนในการสนับสนุนหรือเพิกเฉยต่อปฏิบัติการอันไร้มนุษยธรรม ก็ต้องถือเป็นการเผยร่างอันตระการตาของ “ความเป็นไทย” ด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้หากจะมองในแง่ “popular culture” เกือบทุกอย่างที่ปรากฏและดำเนินไปในชีวิตประจำวันในสังคมไทยก็คือ “ความเป็นไทย” เช่นกัน เพียงแต่เป็นความเป็นไทยที่ค่อนข้างจะ “เป็นไปเอง” โดยไม่ได้ถูกควบคุมกำหนดจากชนชั้นนำ และแม้จะมี “เชื้อ” ของความเป็นไทยแบบที่ถูกอบรมปลูกฝัง แต่ก็มี “อิสระ” ในการปรับแปลง สร้างสรรค์ หรือต่อรองกับสถานการณ์ใหม่ๆ ในระดับหนึ่ง ความเป็นไทยแบบ “ชีวิตประจำวันธรรมดา” นี้อาจจะและมักจะไม่ใช่ “ความเป็นไทย” ที่พึงปรารถนาน่าเชิดชูในสายตาของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยซึ่งสมาทานและพยายาม ปรับวัฒนธรรมชนชั้นสูงและวัฒนธรรมเทิดทูนชนชั้นสูงให้เป็นวัฒนธรรมแห่งชาติ (ต้องไม่ลืมด้วยว่า วัฒนธรรมชั้นสูงของไทยมีส่วนผสมของวัฒนธรรมศักดินาและวัฒนธรรมตะวันตก โดยส่วนที่เป็นวัฒนธรรมตะวันตกจะถูกเก็บงำ ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมตะวันตกเป็นแพะรับบาปให้กับสิ่งที่ถูกถือเป็นความเลว ร้ายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งที่ความเลวร้ายเหล่านี้ด้านหนึ่งไม่ใช่ความเลวร้าย และอีกด้านหนึ่งเป็นความเลวร้ายที่เป็นผลพวงจากความเป็นไทยกระแสหลักเอง) เพราะความเป็นไทยแบบชีวิตประจำวันมักจะเป็นความเป็นไทยที่ปะปนกับวัฒนธรรม ต่างชาติโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมของสามัญชน และอะไรก็ตามที่ไม่อยู่ในกรอบของวัฒนธรรมแห่งชาติ

เช่น ความนิยมเอาเสากรีก-โรมันไปประดับประดาตามตึกรามบ้านช่องเพื่อแสดงความ หรูหรามีระดับหรือสวยงามแบบอินเตอร์นั้นเป็นวิธีคิดแบบ “ไทยๆ” มาก แต่สำหรับนักอนุรักษนิยมไทย เสากรีก-โรมันคือภาพแทนความเป็นตะวันตกที่ตรงข้ามกับความเป็นไทย ตึกรามที่มีเสาต่างด้าวเหล่านี้แปะอยู่จึงแสดงถึงการไม่รักความเป็นไทยที่ น่าติเตียน

การชอบติดตั้งและเปิดโทรทัศน์ช่องข่าว-ละคร-เกมโชว์เพื่อแก้เบื่อ ขจัดความเงียบ หรือเพื่อความบันเทิงรวมหมู่ของผู้ปฏิบัติงานและผู้มารับการบริการตามหน่วย ราชการ สำนักงานเอกชน ร้านค้า ธนาคาร โรงพยาบาล ฯลฯ ก็เป็นอะไรที่ “ไทยๆ” มากเช่นกัน แม้แต่การใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยในสื่อทันสมัยก็เป็นอะไรที่ “ไทยๆ” อีก เพราะต้องเขียนแบบ “Thank you kha” “See you tomorrow krub” “No problem na ja” “Don’t worry ja” “Wait for me duai la kan” etc. ภาษาอังกฤษแบบฝรั่งเป็นอะไรที่ “ห้วนไป” สำหรับการสื่อสารแบบไทยๆ ด้วยภาษาอังกฤษ

ความเป็นไทยๆ แบบ “เป็นไปเอง” ทำนองนี้เป็นความปกติธรรมดาของการไม่อยู่นิ่งของวัฒนธรรมในวิถีชีวิต ไม่ค่อยมีพิษมีภัยใหญ่หลวง แต่ถ้าจะน่ารำคาญ สร้างมลพิษทางภาพและเสียง หรือลดทอนประสิทธิภาพในการทำงาน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความเป็นไทยทั้งสามนัยยะนี้จึงมีทั้งความเหลื่อมซ้อนและขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์กันอยู่

ความเป็นไทยชนิดที่ก่อปัญหาฉกาจฉกรรจ์ให้กับความเป็นสังคมสมัยใหม่ ที่พึงมีอารยะคือความเป็นไทยลักษณะที่กระจุกอยู่ในสองแบบแรก เพราะความเป็นไทย (“อย่างไทยๆ” “แบบไทย” “วัฒนธรรมไทย”) หลายอย่างเหล่านั้นเป็นต้นตอและตัวหล่อเลี้ยงความเบาปัญญา การกดขี่เหยียดหยาม ความเหลวไหลเพ้อเจ้อ ความภาคภูมิใจแบบไร้สติ ความหน้าไหว้หลังหลอก-ปากว่าตาขยิบ ความคับแคบแบบกบในกะลา ความไร้เหตุผล ไปจนถึงความไร้เดียงสาปัญญาอ่อน

เมื่อถึงจุดที่ไม่อาจไปต่อได้อีก สิ่งที่แสดง “ความเป็นไทยที่แท้จริง” ทุกวันนี้ก็คือ “ความรักในความเป็นไทย” และเมื่อสืบสาวไล่เลาะทีละเปลาะไปจนถึงสุดปลายโซ่ เราก็จะพบว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้มีหลักการอันน่าเคารพอะไรทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างพิกลพิการ อย่างสิ้นคิด อย่างตลบแตลง หรืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ภายใต้กระโจมแห่ง “ความเป็นไทย-วัฒนธรรมไทย-แบบไทยๆ”

ความเป็นไทยมีเนื้อหาอันเป็นสดมภ์อยู่จำนวนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ (ส่วนที่เป็นหัวใจและถูกเน้นย้ำสูงสุด-เพียงแต่เปลี่ยนจุดเน้นตามบริบททาง การเมือง-มาตลอดคือ “พระมหากษัตริย์” รองลงมาคือ “พุทธศาสนา” และโดยรวมๆ ก็คือ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”) ซึ่งถูกสถาปนาเป็น “ความจริงสูงสุด” (หรือ “ระบอบแห่งสัจจะ” ตามที่อ.สายชล สัตยานุรักษ์ บัญญัติและวิเคราะห์แจกแจง) แต่เปิดพื้นที่อันคลุมเครือให้กับการเสกสรรปั้นแต่งและความไม่มีเหตุผลอย่าง ไม่จำกัดเพื่อใช้ยืนยันค้ำจุนโครงความคิดหลักยืนพื้นเหล่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว การจะ “ปั้นแต่ง” อะไรขึ้นมาเพื่อชักจูง ครอบงำ กำหนดทิศทาง และเล็งประโยชน์เฉพาะกาล มักหนีไม่พ้นองค์ประกอบของการ “ยกเมฆ” ประวัติศาสตร์ของการเมืองการสร้าง “ความเป็นไทย” จึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งการสร้าง “มายาคติ” เกี่ยวกับชาติไทย คนไทย สังคมไทย วัฒนธรรมไทย ศีลธรรมไทย ไม่ว่าจะการนิยาม “อุปนิสัยใจคอ” ของคนไทยโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เป็นที่รับรู้แพร่หลายว่าประกอบไปด้วย “ความจงรักในอิสรภาพของชาติ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์” หรือการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยประจำชาติของคนไทยอันมี “เชื้อแถว” มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยหลวงวิจิตรวาทการว่า คนไทยรักความก้าวหน้า มุ่งมั่น มานะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร หรือการวาดภาพอันงดงามแบบนิทานกล่อมเด็กก่อนนอนให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มี พุทธศาสนาค้ำจุน คนไทยมีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบเอื้ออารี ช่วยเหลือเกื้อกูล สามัคคีปรองดอง

การโยงใยยกเมฆอย่างมีจินตนาการแฟนตาซีของชนชั้นนำอนุรักษนิยมไทย ที่ยึดครองอำนาจในการนิยามความเป็นไทยยังทำให้จารึกพ่อขุนรามคำแหงกลายเป็น “รัฐธรรมนูญไทย” ฉบับแรก, ระบอบกษัตริย์แบบไทยๆ มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยอยู่แล้วตามหลัก “อเนกนิกรสโมสรสมมติ”, ผู้นำไทยและการปกครองแบบไทยแต่โบราณซึ่งเน้นความเด็ดขาดมีคุณความดีและความ ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยมาแต่ไหนแต่ไร ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตยแบบฝรั่ง และพุทธศาสนาเป็นแหล่งที่มาทางศีลธรรมที่ทำให้เราไม่ต้องมีระบบควบคุมตรวจ สอบเอาผิดพระเถระชั้นผู้ใหญ่และผู้เป็นศูนย์กลางในการอุปถัมภ์พุทธศาสนา

ระบอบความคิดแบบเผด็จการอ้างตนเป็นความจริงแท้เหนือทุกสิ่งเสมอ แต่ความจริงในความเป็นจริงกลับเป็นเรื่องตลกย้อนแย้งเสมอเช่นกันเนื่องจาก ว่า ตัว “ความเป็นไทย” เองคือความไม่มีสำนึกต่อ “ความจริง” “ข้อเท็จจริง” และ “วิธีคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล” เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในความเป็นไทย (ที่ผูกกับอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์อย่างแนบแน่น) คือ “ลำดับชั้นทางอำนาจบารมีและการรู้ที่ต่ำที่สูง” ซึ่งหากความจริงใด ข้อเท็จจริงใด หรือความเป็นเหตุเป็นผลใด มีศักยภาพจะมาบ่อนเซาะลำดับชั้นทางอำนาจนั้น ความจริง ข้อเท็จจริง และความเป็นเหตุเป็นผลนั้นจะต้องถูกฝังกลบหรือบิดเบือนให้หมดเขี้ยวเล็บเสีย

การอำพรางและกดเหยียด “ความจริง” “ข้อเท็จจริง” และ “ความเป็นเหตุเป็นผล” ให้อยู่ใต้คุณค่าอื่นที่สำคัญกว่าในนามของ “ความเป็นไทย” (เช่น การเทิดทูนสถาบันกษัตริย์, ความสามัคคี, ความสงบเรียบร้อย, การเชื่อฟังรัฐ, ระบบอุปถัมภ์, ผู้ใหญ่-ผู้น้อย, ฯลฯ) นี้เองที่เป็นต้นรากของความไร้ซึ่งหลักการ ไร้จรรยาบรรณ และไร้จริยธรรมในสถาบันสมัยใหม่ที่เลียนแบบตะวันตกทุกชนิด ไม่ว่าจะสถาบันตุลาการ, การศึกษา, ระบบราชการ, กองทัพ, สื่อสารมวลชน และอาจจะแม้แต่วิทยาศาสตร์ แม้การรับความเป็นตะวันตกของประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกย่อมผ่านการเลือกสรร-ดัด แปลง-ปรับใช้เป็นเรื่องปกติ แต่ความเป็นไทยเช่นนี้แหละที่ถูกใช้เป็น “ข้อแก้ต่าง-แก้ตัว-ปัดสวะ” ให้กับความไม่สามารถเฉียดใกล้ความถูกต้องทางหลักการและการปฏิบัติ ซึ่งเรียกง่ายๆ ได้ว่า ความเสื่อมทรามและสามานย์

ในประเทศนี้ ถ้าระบบกฎเกณฑ์ การบริหารจัดการ หรือกิจกรรมที่ลอกฝรั่งมาชนิดใดทำแล้วด้อยประสิทธิภาพ เละเทะมั่วซั่ว หรืออีเดียตสุดขีด ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้ากระบวนการหรือหลักการที่เลียนแบบตะวันตกใดไร้มาตรฐานและเต็มไปด้วยลักษณะสับปลับ ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้าอุดมการณ์ใดที่เอาอย่างโลกสากลถูกใช้อย่างฉ้อฉล บิดเบี้ยว และบิดเบือนสาระสำคัญ ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้าการกระทำใดละเมิดเสรีภาพ ไร้มนุษยธรรม ขาดมโนธรรมสำนึก เลี่ยงความรับผิดชอบ กดขี่ข่มเหง ปรักปรำ บังคับขืนใจ และเลือกปฏิบัติในนามของความถูกต้องชอบธรรมตามธรรมเนียมประเพณี ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ความเป็นไทยๆ เยี่ยงนี้จึงมิใช่อะไรอื่น แต่คือความปลิ้นปล้อน มือถือสากปากถือศีล และไร้ซึ่งความละอาย

รู้อยู่แก่ใจกันดีว่า สถาบัน องค์กร หน่วยงาน แทบทุกประเภทในเมืองไทยทั้งจำเป็นและติดนิสัยประจบสอพลอ หรือสามารถถูกแทรกแซงจากอำนาจที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้แทบทุกเมื่อ หลักการอันสูงส่งของสถาบันองค์กรหน่วยงานต่างๆ ล้วนกลายเป็นสโลแกนเก๊ๆ เมื่อต้องเผชิญกับ “อำนาจบาตรใหญ่” บนยอดปีระมิดวัฒนธรรมไทย

ถ้าในที่สุดแล้วไม่มีข้อแก้ตัวใดที่ฟังขึ้น ก็จะอ้าง “ความจงรักภักดี” ซึ่งเป็นคุณสมบัติและตัวนิยาม “ไม้ตาย” ของความเป็นไทยในปัจจุบัน ในเมืองไทย ทุกอย่างต้อง “รับใช้” ความเป็นไทย และความเป็นไทยอยู่ “เหนือ” ทุกอย่าง

ดังที่เห็นและเป็นอยู่ ความเป็นไทยฉบับราชการ/อนุรักษนิยมเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการและคุณค่าสากลทุก ชนิดที่มนุษย์และสังคมสมัยใหม่ควรยึดถือ

ความเป็นไทยคือการยอมรับโดยศิโรราบในโครงสร้างระเบียบแบบแผนและ ความสัมพันธ์ทางสังคมแนวดิ่ง, ความเป็นไทยรังเกียจสิทธิเสรีภาพ, ความเป็นไทยเกลียดชังความเสมอภาค, ความเป็นไทยดูถูกสิทธิมนุษยชน, ความเป็นไทยดูหมิ่นประชาธิปไตย, ความเป็นไทยไม่อนุญาตและไม่มีความอดทนให้กับการโต้แย้ง การเรียกร้อง และการแสดงความรู้ดีกว่าจากคนชั้นต่ำและคนต่างชาติ, ความเป็นไทยไม่แยแสความ เป็นธรรม, ความเป็นไทยไม่สามารถทนทานการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้, ความเป็นไทยเกลียดกลัวความรู้และความจริงนอกระบอบโฆษณาชวนเชื่อความเป็นไทย, ความเป็นไทยไม่ถูกชะตากับความเป็นเหตุเป็นผล, ความเป็นไทยไม่ยี่หระกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในเมื่อมนุษย์เกิดมาไม่เท่ากัน จะมีศักดิ์ศรีเท่ากันได้ไง

ความเป็นไทยเชื่อมั่นในคนดีที่ความเป็นไทยออกใบรับรอง แต่ไม่เชื่อมั่นในการตรวจสอบคนดี เพราะความเป็นไทยเองซึ่งดีวิเศษมหัศจรรย์ที่สุดก็ห้ามตรวจสอบ, ความเป็นไทยหวาดระแวงและต่อต้านความเป็นตะวันตก, ความเป็นไทยไปกันไม่ได้กับอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม แต่เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับระบอบเผด็จการ, ความเป็นไทยขยะแขยงการเมืองแห่งการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ เพราะความเป็นไทยต้องการกำหนดเองว่าใครควรได้หรือไม่ได้อำนาจและผลประโยชน์, ความเป็นไทยให้สิทธิธรรมอันเปี่ยมล้นกับชนชั้นนำตามจารีตและสมุนบริวารเป็น ผู้กำหนดทิศทางและความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย แต่ห้ามไม่ให้ประชาชนสะเออะเป็นผู้กำหนดเอง, ความเป็นไทยอนุโมทนาในทุนนิยมและบริโภคนิยมของชนชั้นสูง แต่สาปแช่งทุนนิยมและบริโภคนิยมของชนชั้นล่าง, ความเป็นไทยยินดีเพิ่ม บำเรอ ถวายอภิสิทธิ์ให้กับอภิสิทธิ์ชน และยินดีลด ริบ ละเมิดสิทธิพื้นฐานของสามัญชน

ความเป็นไทยเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่ในสายโลหิตก็จริงอยู่แต่ไม่ได้ เปิดกว้างต่อคนไทยทุกกลุ่มทุกคน ดังนั้นคนไทยทุกกลุ่มทุกคนต้องรู้จักสวามิภักดิ์ ปรับตัว หรือกลับตัวกลับใจให้เข้ากับความเป็นไทยเอง, ความเป็นไทยกระสันต์ให้โลกสากลยอมรับความเป็นไทย แต่ความเป็นไทยไม่ยอมรับโลกสากลที่ขัดกับความเป็นไทย, ความเป็นไทยอยากไม่เหมือนใครและเหนือกว่าใครในโลกหล้า, ความเป็นไทยมุ่งมั่นประณามและกวาดล้างความไม่เป็นไทยของคนไทย ในขณะที่เอื้ออาทร พร้อมรับ และชมเชยการ “เข้ารีต” ความเป็นไทยของคนต่างชาติจากประเทศโลกที่หนึ่ง, ความเป็นไทยไม่เคยรู้สึกผิดบาปกับความชั่วร้ายที่กระทำในนามของความเป็นไทย, ความเป็นไทยให้อภัยกับสิ่งที่มิอาจให้อภัยได้, ความเป็นไทยรักความสงบเรียบร้อยแต่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและขจัดความ กระด้างกระเดื่องต่อความเป็นไทย ความเป็นไทยมีความชอบธรรมที่จะออกใบอนุญาตฆ่าได้ทุกเมื่อ, ความเป็นไทยไม่มีปัญหาเลยกับความรุนแรงเชิงกายภาพและเชิงโครงสร้างจากบนลง ล่าง แต่จะมีปัญหามากหากเกิดจากล่างขึ้นบน และจะมีปัญหามากที่สุดหากมีการกล่าวหาว่าความเป็นไทยคือความรุนแรง

สุดท้ายนี้โปรดเข้าใจและเห็นใจกันหน่อยว่า ความเป็นไทยจำเป็นต้องก่อกรรมทำเข็ญและโหดเหี้ยมอำมหิตในบางครั้งเพื่อ พิทักษ์รักษาความเป็นไทย

ด้วยเหตุที่ความเป็นไทยเป็นศัตรูกับความมีอารยะและความเจริญก้าวหน้า ความเป็นไทยจึงเป็นมิตรได้แต่กับความดักดานเท่านั้น

ขออัญเชิญไปลงนรกเสียเถิด “ความเป็นไทย”


เครือข่ายญาติ ‘คนหาย’ ร้องรบ.ใหม่ ลงนามในอนุสัญญาป้องกัน ‘การอุ้มหาย’

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 54 ณ โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จัดงานเสวนาเนื่องในวันคนสูญหายสากล (Enforced Disappearance) รำลึกทนายสมชาย นีละไพจิตร จับมือกลุ่มญาติคนหายจากทุกภาคของประเทศไทย เรียกร้องรัฐบาลใหม่ค้นหาความจริง และลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองการบังคับบุคคลให้สูญหาย ให้เป็นอาชญากรรม

การอุ้มหาย ความรุนแรงที่รัฐไทยยอมรับได้?

ประทับจิตร นีละไพจิตร กล่าวว่า จากการทำวิจัยของมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ พบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สามารถรวบรวบกรณีการบังคับคนให้สูญหายในประเทศไทยกว่า 90 กรณี จากจำนวนดังล่าว มี 18 คดีที่ทางคณะทำงานด้านการบังคับบุคคลให้สูญหายแห่งสหประชาชาติ สหประชาชาติได้รับไว้ เพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริงต่อไป

เธอตั้งข้อสังเกตว่า กรณีส่วนใหญ่เป็นการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นจากนโยบายการปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการสลายการชุมนุม เป็นต้น

สุนัย ผาสุก นักวิจัยองค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ มองว่า วัฒนธรรมการงดเว้นโทษของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นเรื่องปรกติของสังคมไทย รวมถึงการบังคับให้คนหาย ก็ถูกยอมรับวโดยกลายๆ ว่า เป็นวิธีการหนึ่งในการบังคับใช้กฎหมายของไทย

เขากล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ต่างยอมรับว่า การบังคับคนให้สูญหาย เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ หากเป็นเรื่องที่ตอบสนองนโยบายที่กำหนดไว้ เช่นต่อนโยบายการปราบปรามยาเสพติด ก็มีการจุดกระแสในสังคมว่า คนค้ายาเป็นขยะสังคม เมื่อหายไปแล้วก็ไม่เป็นอะไร หากแต่สังคมยังรู้สึกสะใจด้วย

สุนัยมองว่า ที่เหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเพราะไม่มีการเอาผิดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะเห็นว่าจาก 90 กว่ากรณี มีการเอาผิดได้ไม่กี่กรณีเท่านั้น การอุ้มหายจึงถูกนำมาปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ยังมีปัญหาเรื่องการขัดขวางและการปกปิดกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางฮิวแมนไรท์ วอทช์ใช้คำว่าเป็นการสืบสวนของตำรวจที่ ‘ชุ่ย’ และไม่สามารถเอาผิดได้ด้วย และกระบวนการคุ้มครองพยานของไทย ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ครอบครัวของเหยื่อหลายคนยังถูกคุกคามทุกวัน ต้องหลบซ่อน” สุนัยกล่าว

ครอบครัวเหยื่อเผย ทุกวันนี้ยังถูกคุกคาม

ทัศนีย์ โมง ครูอายุ 36 ปี จากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้ที่สูญหาย เปิดเผยว่า บิดาของตนเอง ถูกบังคับให้หายไปหลังเหตุการณ์ปล้นปืนในเดือนมกราคม ปี 2547 เพียงไม่กี่วัน มีพยานเห็นว่า พ่อของเธอถูกเอาตัวไปโดยชายนอกเครื่องแบบ ในขณะที่คุยกับเพื่อนบริเวณหน้าบ้าน

เธอเล่าว่า หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ไม่กล้ามีใครมาเป็นพยานให้ปากคำว่าพ่อของเธอถูกอุ้มหายไป และเมื่อเธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ก็กลับถูกคุกคามหลายต่อหลายครั้ง โดยมีทหารไปสอบสวนเธอที่โรงเรียน และบ้านก็ถูกบุกค้นหลายรอบ

“หลังจากที่พ่อถูกอุ้มหายไป ชีวิตของครอบครัวก็เปลี่ยนไปเยอะมาก พี่น้องต้องออกไปทำมาหากินที่มาเลเซียเพราะกลัว ไม่กล้าอยู่บ้าน” ทัศนีย์เล่า

เธอยังกล่าวว่า ที่ผ่านมา ไม่มีความช่วยเหลือหรือความใส่ใจใดๆ จากภาครัฐ จึงอยากให้รัฐเข้ามาช่วยดูแลกรณีเช่นนี้ด้วย

“อยากให้รัฐบาลใหม่มาช่วยคุ้มครองคนธรรมดาๆ แบบเราด้วย อย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพวกเราอีก เพราะมันทรมานมากที่คนที่เรารักต้องสูญหายไป” ทัศนีย์กล่าว

เหยื่อร้องรัฐคุ้มครอง ต้องไม่เลือกปฏิบัติ

ทางด้านอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า เนื่องจากปีหน้า จะครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และหลักฐานต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ จึงอยากเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่ว่า ต้องทำการพิสูจน์และค้นหาความจริงในกรณีดังกล่าวให้ได้

อดุลย์กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้มีการเยียวยาแก่ครอบครัวของเหยื่อโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และให้มีการชดเชยที่เพียงพอ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแต่กรณีพฤษภาทมิฬเท่านั้น แต่รวมถึงกรณีความรุนแรงอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การสลายการชุมนุมนปช. ในเดือนพ.ค. 2553 การสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ต.ค. 2550 รวมถึงกรณีกรือเซะและตากใบ

“หากท่าน [รัฐบาลใหม่] ให้ความเป็นธรรมแก่ขบวนการเสื้อแดง ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับขบวนการอื่นๆ ที่เรียกร้องความเป็นธรรมด้วย” อดุลย์กล่าว

เช่นเดียวกับสีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนชนเผ่าลาหู่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า มีกรณีที่ชาวบ้านถูกจับตัวไปขังในหลุมดิน และซ้อมทรมาน เมื่อไปตามหาก็ไม่พบตัวอีกเลย

ทั้งนี้ เขาเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ และเรียกร้องว่า รัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกฝาย

“เราอยากให้รัฐบาลเป็นที่พึ่งของกลุ่มชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะชนเผ่าหรือกลุ่มไหน เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่า กระบวนการยุติธรรมมันไม่เท่าเทียม เราถูกศาลเตี้ยกระทำ ไม่มีกระบวนการยุติธรรมมาดูแล” สีละกล่าว

รณรงค์รบ. ลงนามอนุสัญญาฯ ป้องกันคนหาย

คมกฤช หาญพิชาญชัย นักวิจัยเรื่องอนุสัญญาป้องกันบุคคลจากการบังคับสูญหาย กล่าวถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องลงนามใน ‘อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย’ ว่า จะเป็นการทำให้การทำบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม ซึ่งจะต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นในแง่การสืบสวนสอบสวน หรือบทลงโทษ

เอเมอร์ลิน จิลล์ นักวิจัยจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ไอซีเจ) ชี้ว่ากฎหมายภายในประเทศ ยังมีไม่เพียงพอสำหรับโทษของการบังคับบุคลให้สูญหาย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ

“รัฐบาลไทยไม่ควรละเลยการสืบสวนสอบสวน เพื่อค้นหาความจริงและนำมาซึ่งความเป็นธรรม ในนามของความสามัคคีของชาติและการปรองดอง

ทางไอซีเจ อยากจะเตือนความจำต่อ รบ.ไทยว่า การปรองดองจะไม่สามารถทำได้ หากไม่มีการเปิดเผยความจริงให้แก่ครอบครัว ญาติ และสังคมในวงกว้างได้รับรู้” จิลล์กล่าว


"อภิสิทธิ์" ลงพื้นที่แจกของช่วยน้ำท่วมสุโขทัย

ที่มา ประชาไท

เผย "แม้ว่าจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่" ชี้หากรัฐบาลชุดนี้ไม่ตั้งงบประมาณช่วยเหลือก็จะให้ "กรณ์" กลับมาช่วย

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงาน ว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วานนี้ (2 ก.ย.) นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะอาทินายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายกรณ์ จาติกวณิช นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรค นาย นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ส.ส.สุโขทัย นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก นายไพทูรย์ แก้วทอง นายนราพัฒน์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร และคณะของพรรค ก็ได้เดินทางไปยัง วัดดอนแค ต.ไกรนอก อ.กงไกรลาศ , วัดคงคามาลัย ต.ปากพระ อ.เมือง และวัดกงไกรลาศ อ.กงไกรลาศ

เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัย น้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม และประมงริมน้ำ โดยก่อนแจกสิ่งของช่วยเหลือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวกับชาวบ้านว่า การมาของตนและคณะ ในครั้งนี้เป็นการมาให้กำลังใจ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยทางพรรคได้เปิดศูนย์ อาสาช่วยคนไทย รับบริจาคสิ่งของ และเป็นตัวแทนรับบริจาคสิ่งของ

นายอภิสิทธ์ กล่าวต่อว่า จากนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์จะช่วยติดตามเร่งรัดให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชย 2,222 บาท ความเสียของพื้นที่เสียหายของผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ นอกจากนี้จะเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนที่เสีย หายจากน้ำท่วมหลังละ 5,000 บาท ที่ขระนี้รัฐบาลออกมาระบุว่าไม่มีงบประมาณเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงยังมีงบกลางเหลืออยู่กว่าพันล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลนำเงินส่วนมาช่วยผู้ประสบภัยหากรัฐบาลนี้ทำไม่ได้ให้บอกมา “พี่น้องอยากให้คุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมาไหม จะได้กลับไปทำให้ดู”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้เป็นเรื่องที่ต้องดูท่าทีของรัฐบาล ที่หันไปตัดสินใจใช้ระบบการจำนำพืชผลทางการเกษตรแทนการประกันราคาสินค้า เกษตร ซึ่งที่สุดแล้วเมื่อเกิดน้ำท่วมมีความเสียหายไม่มีผลผลิตทางการเกษตรไปเข่า โครงการรับจำนำ รัฐบาลก็ไม่ชดเชยให้ นี่คือความแตกต่างระหว่างโครงการับจำนำกับโครงการประกันราคา “พี่น้องที่ไร่นาเสียหายล่มจม จะเอาอะไรไปจำนำเขา ถ้ามีสร้อย มีนาฬิกาก็ยังจำนำได้”

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานด้วยว่าก่อนออกเดินทางจากจุดสุดท้ายที่บริเวณวัดกงไกร ลาศ นายอภิสิทธิ และคณะได้นั่งเรือท้องแบน ของตำรวจตระเวนชายแดน และเรืองตรวจการณ์ ของกรมประมง (น้ำจืด)นำสิ่งของไปแจกให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเกิดน้ำ ท่วมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามวัด อาทิ นางทัย พูลสวัสดิ์ นางทองอยู่ หนูอินทร์ หญิงวัยกลางคนพิการแขนข้างเดียว และ นายสำรวม สาคร โดยที่ระหว่างแจกของนั้น นายอภิสิทธิ์ ก็ได้มีการสอบถามด้วยว่า ท่วมกันมากี่วันแล้ว อย่างไรก็ขอเอาใจช่วยทุกคนนะ


เปิดโปงขบวนการล้มประชาชน

ที่มา Thai E-News

ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากแหล่งข่าวที่ไม่อาจจะเปิดเผยได้คือ คุณผู้หญิง ที่มีชื่ออักษรย่อ จจ. ผู้โด่งดังในวงการการเมืองได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่า “มีเวลาให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ฮันนี่มูน แค่หกเดือน” ซึ่งก็สอดรับกับข่าวลับจากในห้องประชุมของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่นายสุเทพ ได้พูดว่าไม่เกินหกเดือน พวกเราจะกลับไปเป็นรัฐบาลอีก เพราะมีคนไม่ชอบรัฐบาลนี้ พร้อมกับชี้นิ้วขึ้นเพดานประกอบการพูด

โดย สุนัยน้อย

ชัยชนะจากการเลือกตั้ง ของพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องที่อำมาตย์คาดไม่ถึง

เพราะอำมาตย์เชื่อในเครื่องมือของตนคือระบบราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และทุนอำมาตย์ที่จ่ายสปอนเซอร์เลี้ยงสื่อ จึงเชื่อว่าจะหลอกลวงประชาชนได้ให้ลงคะแนนแก่พรรคลูกสมุนอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ และ ภูมิใจไทย เพื่อให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีก

ทั้งอำมาตย์ก็ยินยอมให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้เงินงบประมาณจากเงินกู้ 926,000 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงกล่าวหาโกงกินและซื้อเสียงประชาชนล่วงหน้า

แต่ความฝันของอำมาตย์ก็พังทลาย เพราะความคิดชี้นำของเขาอยู่บนพื้นฐานว่าประชาชนโง่และหิวเงิน ดังนั้นชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยจึงแยกไม่ออกจากความตื่นตัวตา สว่างของประชาชน

ชัยชนะนี้จึงถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชน

ชัยชนะของประชาชนทำให้อำมาตย์ตื่นกลัวและทำใจไม่ได้และหาทางสกัดการจัดตั้ง รัฐบาลของประชาชนในรูปการต่างๆ ดังปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏผลการเลือก ตั้งจนถึงวันประชุมสภาเมื่อวานนี้( 1 ก.ย.)

จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอย่าวางใจเพราะเนื้อแท้ของ อำมาตย์ไม่ชอบประชาธิปไตยไม่ชอบความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ คือ

1.เริ่มต้น กกต. ก็เตะสกัดคุณยิ่งลักษณ์ และ แกนนำ นปช. โดยจะไม่รับรองผลแห่งชัยชนะ(อย่าลืม กกต. ตั้งโดยคณะรัฐประหาร พวก กกต. คือสมุนอำมาตย์ตัวจริง)

แต่จากสายตาของต่างประเทศที่จ้องมองดูและความตื่นตัวของประชาชนที่เกาะติด สถานการณ์อย่างใกล้ชิดทำให้ กกต. ต้องปล่อยผ่านไปก่อนอย่างเสียไม่ได้

ดังจะเห็นได้ชัดคือ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้รับรองเป็น ส.ส. คนสุดท้ายและนาทีสุดท้ายก่อนเปิดประชุมสภา

2.ในการจัด ครม. และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร (ในนามประธานรัฐสภาซึ่ง เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ) คุณยิ่งลักษณ์ได้ถูกกดดันอย่างหนักไม่ให้คนเสื้อแดงเป็นประธานรัฐสภาและ รัฐมนตรี จึงเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน(แต่เป็นไปได้และเคยเป็นมาก่อนหน้านี้) คือพระบรมราชโองการณ์โปรดเกล้าฯ มาไม่ถึงพรรคเพื่อไทยในหมายกำหนดการ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 5 ส.ค. 54

และ ตามความเป็นจริงโผ ครม. ต้องถูกปรับใหม่อีกครั้งหนึ่ง จนไม่เหลือแดงใน ครม. แม้แต่คนเดียว

ในระหว่างเย็นวันที่ 5 – 8 ส.ค. นั้นก็มีข่าวลือวงใน(ไม่กล้ายืนยัน) ว่าคุณยิ่งลักษณ์ถูกเรียกตัวไปพบคนสำคัญคนหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้ว ครม. ก็คลอดออกมาในจุดที่ลงตัวเข้าสู่กระบวนการแถลงนโยบายในสภา

3.สัญญาณเตรียมทำลายรัฐบาลจากการแถลงนโยบาย : พรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ได้แสดงบทบาทบ่งบอกถึงอารมณ์ของอำมาตย์ที่ต้องการทำลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะตลอดสองวันของการอภิปรายคือ วันที่ 23 – 24 ส.ค. ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะรักษาบรรยากาศ สงบเรียบๆ ให้จบภายในสองวัน เพื่อเร่งทำงาน

แต่พรรคลูกสมุนอำมาตย์ทั้งสองกลับก่อสถานการณ์โต้เถียงอย่างรุนแรง โดยฝ่ายรัฐบาลไม่อาจจะเงียบได้ต่อไป คือ การชูประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นโจมตีพรรคเพื่อไทยและ ส.ส.ที่เป็นแกนนำ นปช.

ในวันแรกพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้จุดพลุการโจมตี

ส่วนวันที่สองเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ อำมาตย์ใช้นายชวน หลีกภัย เป็นผู้จุดพลุ นายชวน ทำตัวเสมือนหนึ่งทหารเลวร้องด่าหน้าค่ายก่อนบุกโจมตี

พอนายชวน ดาบหนึ่งฟาดแล้ว นายนิพิฏฐ์ ส.ส. พัทลุง(ลูกศิษย์นายชวน) วิ่งเข้าฟาดฟันต่อแล้วตามด้วยขุนทหารผู้กักขฬะ(ถ่อย)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ วิ่งไล่ทุบตีจนสภาล่ม

บรรยากาศและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาสองวันนี้ปฏิเสธเป็นอื่นไม่ได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทำลายล้างรัฐบาลนี้ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีและใช้มาตลอด หกสิบปีคือ “ขบวนการล้มเจ้าและรัฐบาลเป็นผู้ไม่จงรักภักดี”

4.เริ่มเปิดประชุมสภาปกติก็ยังไม่หยุดใส่ร้ายเรื่องเจ้า : ในการประสภาเมื่อ 1 ก.ย. ส.ส. ธวัชชัย อานามพงษ์ ซึ่งดูหน้าแอ๊บแบ๊วเหมือนคนบริสุทธิ์ ปกติไม่ใช่เป็นตัวอภิปราย ก็ถูกจัดวางให้ลุกขึ้นมาหารือ โดยอ้อนวอนขอร้องว่ารัฐบาลอย่ารังแก พล.อ เปรม ประธานองคมนตรี

ซึ่งความเป็นจริงทางการเมืองใครก็รู้ว่าฐานะของ พล.อ. เปรม มีความยิ่งใหญ่ มีขุนทหารที่เป็นลูกป๋าทั้งที่เกษียณอายุ และยังรับราชการอยู่ล้อมรอบปกป้องไม่รู้กี่ชั้น ใครจะไปรังแก พล.อ. เปรม ได้

และ ห้าปีที่ผ่านมามีแต่ พล.อ. เปรม จะไปรังแกคนอื่นด้วยการใช้มือที่มองไม่เห็นสั่งการ ศาล ทหาร ตำรวจ เล่นงานใครต่อใครที่เห็นว่าเป็นศัตรู ถ้าใครไม่เชื่อก็ให้ไปถามอดีตนายกฯสมัคร(หกากตามไปถามท่านได้) อดีตนายกฯสมชาย อดีตนายกฯทักษิณ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่อย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็จะรู้ความจริงทั้งหมด

การจุดประเด็นของ ส.ส.ธวัชชัย ในเรื่องนี้ก็เป็นแผนเดียวกันของขบวนการล้มรัฐบาลประชาธิปไตยคุณยิ่งลักษณ์ หรือขบวนการทำใจไม่ได้ของอำมาตย์

5.การขับเคลื่อนมวลชนขั้นเตรียมการ : นับตั้งแต่สิ้นสุดการเลือกตั้งก็เกิดการเคลื่อนไหวมวลชนของเหล่าสมุนอำมาตย์ ภาคองค์กรมวลชนที่เป็นแกนนำเสื้อเหลืองผู้สนับสนุนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ที่แปลงกายเป็นเสื้อหลากสี เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ จุดประเด็นตั้งแต่คุณสมบัติของคุณยิ่งลักษณ์ไม่ชอบเป็นนายกไม่ได้

แจ้งความจับ รมว.ต่างประเทศ นายสุรพงค์ โตวิจักษ์ชัยกุล ตั้งแต่ก่อนแถลงนโยบายยังไม่ได้เริ่มงานจนถึงนำมวลชนมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ในวันแถลงนโยบาย

รวมถึงกลุ่มมวลชนในภาคใต้ยกกำลังมาปิดถนนเพชรเกษม ที่ จ.ชุมพร ในนาม ปฏิบัติการเพชรเกษม 41 เพื่อต่อต้านนโยบาย เม็กกะโปรเจ็คต์ของรัฐบาลในภาคใต้ ตั้งแต่รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงาน

การมองประเด็นการเคลื่อนมวลชนนี้ต้องมองให้สัมพันธ์กับนโยบายมวลชนของพรรค ประชาธิปัตย์ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แถลงว่าจะจัดขบวนการใต้ดินอบรมทางการเมืองเพื่อต่อต้านขบวนการเปลี่ยนแปลง การปกครองของพรรคเพื่อไทย

ซึ่งจะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวในสภาของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยที่กล่าวมาข้างต้น

ที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นอ้างอิงได้ แต่การวิเคราะห์สถานการณ์จำเป็นจะต้องนำข้อเท็จจริงเหล่านี้ประสานกับข้อมูล เชิงลึกที่ได้จากแหล่งข่าวที่ไม่อาจจะเปิดเผยได้คือ คุณผู้หญิง ที่มีชื่ออักษรย่อ จจ. ผู้โด่งดังในวงการการเมืองได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่า “มีเวลาให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ฮันนี่มูน แค่หกเดือน” ซึ่งก็สอดรับกับข่าวลับจากในห้องประชุมของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่นายสุเทพ ได้พูดว่าไม่เกินหกเดือน พวกเราจะกลับไปเป็นรัฐบาลอีก เพราะมีคนไม่ชอบรัฐบาลนี้ พร้อมกับชี้นิ้วขึ้นเพดานประกอบการพูด

แหล่งข่าวลับที่กล่าวอ้างนี้ แม้จะไม่สามารถอ้างอิงบุคคลได้แต่ก็สอดคล้องเหตุการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นทั้งหมด

สองเดือนของสถานการณ์การเมืองไทยตัวแสดงของเหล่าลูกสมุนอำมาตย์ได้แสดงบทบาท ด้วยอัตราเร่งสูงอย่างมีนัยสำคัญทางการเมืองจึ งขอให้พี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตยต้องเตรียมการปก ป้องระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ถูกทำลาย

แม้จะเป็นเรื่องยากแต่ก็จะต้องช่วยกันทำ งานพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ทุกคน

1.เร่งจัดตั้งกันขึ้นในหมู่เพื่อนฝูง เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกันขึ้นเป็นองค์กร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลาง

2.จากการจัดตั้งองค์กรไปสู่การจัดตั้งความคิดในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

3.จากการจัดตั้งความคิดนำไปสู่การจัดตั้งการปฏิบัติการซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายโดยเผยแพร่ข่าวสารอย่างเป็นระบบ

เช่น นำบทวิเคราะห์สถานการณ์นี้ไปโพส์ที่ เวบต่างๆ ให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือ นำไปออกอากาศที่วิทยุชุมชนต่างๆ

รวมทั้งนำไปพิมพ์แจกให้แก่บุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ช็อตเด็ดวันนี้:หึหึคนกรุงผู้เทิดทูนศก.พอเพียง

ที่มา Thai E-News

อีกเรื่องเปิดตัวรายได้แย่ อีกเรื่องเปิดตัวรายได้ทะลุ..(ภาพจากเฟซบุ๊ค)
เช้า วันนี้ ประชาชนจำนวนมากมาเข้าแถวที่หน้าห้างสยามพารากอน เพื่อรอซื้อโทรศัพท์มือถือในงาน Dtac 3G EXPO ซึ่งจัดแคมเปญ ลดครึ่งราคามือถือทุกรุ่นในจำนวน 100 เครื่องแรก และ 1000 คนถัดไปจะได้ซื้อในราคาลด 10 เปอร์เซ็นต์ (ภาพข่าว:ประชาทอล์ก)
แต่ประชาชนแห่มารอคิวกว่าพันคน บางคนมานอนรอตั้งแต่เมื่อวาน ทางค่ายมือถือจึงเกรงว่าจะเกิดเหตุจลาจลขึ้น เนื่องจากมีการเบียดเสียดยัดเยียดกัน และรอคิวนาน จึงประกาศเพิ่มสิทธิ จาก 100 คิวแรก มาเป็น 1,100 คิวแรก เพื่อรักษาสวัสดิภาพของลูกค้าทั้งหมด

และในเวลาไม่ถึง 30 นาที ทาง DTAC ได้ออกมาประกาศว่า ครบ 1100 คิวแล้ว ทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิโห่ร้องไม่พอใจ

มีรายงานว่า ระหว่างการเข้าแถวมีการกระทบกระทั่งกับเล็กน้อย จึงเกิดความโกลาหลขึ้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเปิดเสียงไซเรน และเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ขณะที่การจราจรหน้าห้างสยามพารากอนชะลอตัว เนื่องจากมีการรอเข้าแถวลงไปในช่องทางการจราจรครึ่งเลน

นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554

ที่กระดานสนทนาการเมืองเสรีไทย มีผู้ใช้ชื่อล็อกอินmmmpตั้งกระทู้เรื่อง ข่าวดีเกี่ยวกับการจับเว็บหมิ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยได้โพสต์ข้อความว่า

ข่าวดี วันนี้ทางกลุ่มพี่ๆ ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการสืบหา และจับพวกหมิ่น ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อไปยัง facebook ทางสหรัฐ และทางโน้นเค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้แจ้ง IP-Address รวมไปถึงพิกัดของผู้ทำเพจ Facebook หมิ่นในหลวงของเรา ซึ่งวันนี้ ทีมงานของพี่ ๆ เค้า ได้นำตำรวจเข้ารวบตัวในที่พักแถวลาดพร้าวได้ 1 รายแล้วครับ เป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 40 ปี ใช้ชื่อเพจว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย......." และ จะติดตามรายอื่นๆ ต่อไป

จากกลุ่ม คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟสจ้า

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ยังไม่ขอยืนยันข่าวข้างต้นนี้ ยังต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ได้เข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อล็อกอินว่า 'เราจะครองแผ่นดินโดยทำ..' พบว่ายังเปิดอยู่ พบความเคลื่อนไหวโพสต์ลงหน้าเพจของเขาครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน เวลา 17.28 น.

นักท่องเฟซบุ๊คคนหนึ่งให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า เรืองนี้น่าหาทางติดตามมากๆ ทีว่า Facebook ทางสหรัฐ "ให้ความร่วมมือ" ในการบอก ip น่ะ ถ้าจริง นี่ เรื่องใหญ่มากๆ ยังไม่ถึงกับอยากเชื่อนัก เพราะถ้าจริง มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และจะมีผลกระทบทางสากลด้วย

แต่กรณีจับคนทีใช้ชื่อ "เราจะครอง..." นี่ สงสัยว่า อาจเป็นไปได้ก็ได้ เพราะไม่งั้น ทางพวก "เสรีไทย" จะระบุชื่อออกมาเฉพาะเจาะจงได้ไง มีคนโพสต์ในลักษณะที่ถูกมองว่า "หมิ่น" ออกเยอะแยะ ในสายตาพวกนี้

Saturday, September 3, 2011

ส่งฎีกาแดงถึงมือ รมว.ยุติธรรม แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยส่งฎีกาเสื้อแดง
ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว...

นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้ (3 ส.ค.)
ตนได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง
เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อนายธีรชัย วุฒิธรรม
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว
ภายหลังขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดบุคคลตามรายชื่อ
ที่มีการรวบรวมประมาณ 3 ล้านคน กรมราชทัณฑ์ ได้มีการตรวจสอบเสร็จแล้ว
และขณะนี้ได้ทำความเห็นเสนอไปยัง น.ส.กัญญานุช สอทิพย์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เพื่อไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามขั้นตอน

ส่วนรายละเอียดของความเห็นที่ดำเนินการ ไม่สามารถเปิดเผยได้
ต้องรอ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณา
ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน
ซึ่งหากรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างไรก็จะทำความเห็นถึงสำนักราชเลขาธิการ


http://www.thairath.co.th/content/pol/199085

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ
ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว จับตาคิวต่อไป"มหาดไทย"




ทีใคร ทีมัน เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์"
ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือด ขรก.ผิดฝาผิดตัวยกแผง


เกมการเมืองแบบทีใครทีมัน
เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) "พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี"

ที่อาจเด้งไปประจำการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แล้วคืนความเป็นธรรมให้กับ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"
พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์" อดีตภรรยา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

ตำนานเมื่อครั้งที่ "พล.ต.อ.วิเชียร" เป็นรอง ผบ.ตร.
ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
ในการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2550
มีส่วนจับทุจริต "ยงยุทธ ติยะไพรัช" กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
จนถูกแจกใบแดง ถึงการยุบพรรค "พลังประชาชน"
ตกกระดานการเมือง เป็นหอกแทงคืน "พล.ต.อ.วิเชียร"

เปิดทางให้ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์" ได้กลับมานั่งตำแหน่งที่สูงสุดในกรมปทุมวัน
ในวันที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้บังคับบัญชาสีกากี

อดีตสารวัตรกองปราบฯ "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี
ได้กำหนดสเป็ก ผบ.ตร.คนใหม่ว่า
จะต้องเป็น "มือปราบ จับโจรผู้ร้าย จัดการกับยาเสพติด"
ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์

ไม่เพียงแค่เก้าอี้ ผบ.ตร.เท่านั้นที่สั่นคลอน
หากยังเขย่าไปทั้งวงการสีกากี หลัง "เฉลิม" ประกาศลั่น
ใน "รั้วปทุมวัน" ว่า จะย้ายแบบ "กราวรูด"

แนวโน้มโยกย้ายกราวรูด แตกผลจากยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นรองนายกฯดูแลความมั่นคง คุมอำนาจฝ่ายตำรวจ
แตะมือกับ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำ "ภูมิใจไทย" แท็กทีมโยกย้ายนายตำรวจ
ตั้งแต่ระดับบริหารสู่ระดับผู้บังคับการภาค ยัน ผู้บังคับการจังหวัด-ผู้กำกับการทั่วประเทศ

หลายครั้งบนอาคาร "สิริภิญโญ" ย่านศรีอยุธยา
ฐานบัญชาการใหญ่ของ "เนวิน" มีเมสเซนเจอร์วิ่งถือโพย "ขุนตำรวจ"
มาแลกเปลี่ยนต่อรองกับตำแหน่ง "นายอำเภอ" ที่ควบคุมโดย "ภูมิใจไทย"
เพื่อปูทางต่อยอดจัดทัพข้าราชการไปสู่การเลือกตั้ง
พร้อมกับสลาย "ตำรวจมะเขือเทศ"
โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ที่เมินเฉยต่อคำสั่งกำจัดอำนาจเสื้อแดง

ห้วงขณะที่มีข่าว "พล.ต.อ.วิเชียร" ถูกเด้ง
ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มนายตำรวจกลุ่มหนึ่ง
เดินทางไปหารือกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ถึงนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ถึงการโยกย้ายวางตัวนายตำรวจในระดับ "คุมกำลัง"

เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ฤดูกาล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มาถึง
"ยิ่งลักษณ์" ที่สวมหมวกประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
จึงเรียกบัญชีนักบริหารระดับสูงที่มีกว่า 91 ราย
ที่ถึงคิวเกษียณอายุราชการ เตรียมจัดแถวข้าราชการครั้งใหม่

กระทรวงที่นับเป็นขุมกำลังฝ่ายพลเรือน ทำหน้าที่เคียงคู่ตำรวจ
"บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่ประชาชน หนีไม่พ้น "กระทรวงมหาดไทย"

งวดนี้ต้องจับตาการโยกย้ายระนาบเดียวกันแบบ "บิ๊กลอต"
ที่คาดว่ามีกว่า 40-50 ตำแหน่ง เพื่อสลายขั้วอำนาจสีน้ำเงิน "ภูมิใจไทย"
ซึ่งวางขุมกำลังไว้ โดยเฉพาะตำแหน่ง อธิบดี-ผู้ว่าราชการ

โฟกัสเจาะจงไปยังจังหวัดอันเป็นฐานที่มั่นของ "เนวิน"
มีแนวโน้มจะสลับสับเปลี่ยนผู้ว่าฯเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น
ถิ่นอีสานใต้อย่าง บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา

เพราะตลอด 2 ปีที่ "เนวิน" ส่ง เครือข่ายลงไปบริหารกระทรวง
มีการจับวางข้าราชการแถบอีสานใต้แบบถี่ยิบ
บางจังหวัดเปลี่ยนผู้ว่าฯ 3 คนภายใน ปีเดียว

ล่าสุดความเคลื่อนไหวใน "กระทรวงคลองหลอด" ปรากฏชัดขึ้น
เมื่อผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หลายรายเริ่มเดินสายต่อรองกับผู้มีอำนาจใน "เพื่อไทย"
เพื่อขอย้ายไปอยู่ในจังหวัดที่ต้องการ

บางรายนัด ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่มากินข้าวดูใจกันบ่อยขึ้นกว่าปกติ
จึงทำให้โผโยกย้ายขณะนี้ยังไม่นิ่ง
มีเวลาให้บรรดา "นักวิ่ง" ได้ใช้ความสามารถไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

ขณะเดียวกันก็มี "โผ" เล็ดลอดออกมาจาก "เพื่อไทย" ว่า
จังหวัดที่จะต้องปรับเปลี่ยนเบื้องต้นมี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครพนม ร้อยเอ็ด

สำหรับเก้าอี้อธิบดีนั้นต้องจับตาข้าราชการฝ่าย "เพื่อไทย"
ที่จะกลับ มาผงาดอีกครั้ง
มีชื่อของ "สุกิจ เจริญรัตนกุล" พี่ชายของ "น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล" อดีต รมว.สาธารณสุข
ยุคไทยรักไทย กลับมานั่งเก้าอี้สำคัญในคลองหลอดอีกครั้ง

หลังยุครัฐบาลที่แล้วถูกเด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมานั่งตบยุงในกรุ
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว "สุกิจ" จึงมีโอกาสลุ้นคุมกรมใหญ่อย่าง
อธิบดีกรมการปกครอง จนถึงเก้าอี้ปลัดกระทรวง

ในไลน์ของอธิบดีสังกัดกระทรวงมหาดไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง
โดยเฉพาะอธิบดีในรายที่ถูกตีตราว่าเป็นเด็กของ "ภูมิใจไทย"
และมีลักษณะโตขึ้นพรวดพราด เช่น
"สุรชัย ขันอาสา" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่ครองเก้าอี้ผู้ว่าฯเพียง 1 ปี
อาจถูกลดชั้นกลับไปเป็นผู้ว่าฯตามเดิม
เช่นเดียวกับ "ขวัญชัย วงศ์นิติกร" อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
คุมงบฯแสนล้านบาท

แม้ "ขวัญชัย" มีความอาวุโสของ อายุราชการ
และยังเคยเกี่ยวดองกับ "ตระกูลชินวัตร" เพราะเติบโตในแถบภาคเหนือ
โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ครั้งเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด
แต่ครั้นเมื่อหันมารับใช้ "ภูมิใจไทย" ในยุคที่แล้ว
ก็อาจจะถึงคราวถูกโยก ลดชั้น ลดตำแหน่ง
แล้วดึงคนที่ไว้ใจได้มารับช่วงต่อ
เพื่อให้การกดปุ่มงบฯท้องถิ่นไหลลื่นลงไปสู่พื้นที่ของ "เพื่อไทย"

แต่ยุคนี้เป็นยุค "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสิงห์สีเดียวกับ "ยิ่งลักษณ์"
จึงมีแนวโน้มว่า "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
อาจขยับขยายย้ายกรมมาคุมกรมที่ใหญ่ขึ้น

ขณะที่เก้าอี้ปลัดกระทรวงของ "วิเชียร ชวลิต"
ยังไม่มีสัญญาณว่าได้รับผลอาฟเตอร์ช็อกจากแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ประมาทไม่ได้
เพราะ "วิเชียร" ถูกแต่งตั้งในยุค "ภูมิใจไทย" ประกอบกับความอาวุโสยังน้อย
อาจเข้าไลน์ถูกย้ายเพราะเหตุผล อำนาจ "ทีใคร ทีมัน"

ที่กระทรวงกลาโหม ในยุคที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่คนละขั้วกับฟากกองทัพ

แต่หากแต่งตั้งนายทหารตามอำเภอใจ-ไฟเขียว
อาจทำให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ซ้ำรอยรัฐบาล "ทักษิณ" ในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549

การแต่งตั้งนายทหารระดับ "คุมกำลัง" ในกองทัพ
จึงต้องจัดวางหาคนที่ไว้ใจได้ขึ้นมาสอดแทรกในโผของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.
ที่วางเพื่อน ตท.12 เต็มแผง

ความโชคดีของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ที่เข้ารับอำนาจช่วงเดียวกับการถ่ายเลือดข้าราชการ
อาจกลายเป็นความโชคร้าย หากเสียบ-ยัดตำแหน่งนายทหาร-ตำรวจ
และขุนพลกระทรวงเศรษฐกิจ ผิดฝา-ผิดตัว


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1315027553&grpid=02&catid=&subcatid=

มุกแป้ก!วัดพระแก้วโมเดลให้ร้ายปูทำตัวเป็นราชินี

ที่มา Thai E-News


เทียบชัดๆ-(ภาพบน)สังเกตเสื้อผ้าหน้าผม ทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตีอ้างทำตัวเป็น ราชินีให้ชาวบ้านกราบ กับ(ภาพกลาง)เสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ ในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมสุโขทัย(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)กำลังกราบพระในโบสถ์..

ใช่!ในโบสถ์ พอกราบพระเสร็จก็เดินไปที่โพเดี้ยมกราบไหว้ทักทายชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ปรบมือต้อนรับบ้าง รับไหว้บ้าง เหตุที่ชาวบ้านต้องนั่งพื้นก็เพราะตรงนี้เป็นโบสถ์ ตามต่างจังหวัดเขาไม่ยอมให้นำเก้าอี้มาตั้งหรอก กลัวพื้นหินอ่อนจะโดนครูด...

(ภาพล่างสุด)เมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกมาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)

แต่หากยังอยากเอาเรื่อง นายอภิสิทธิ์ก็คงซวยไปด้วย เพราะมีภาพแบบเดียวกัน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554


มาอีกแร๊ะวัดพระแก้วโมเดล-ฟอร์เวิร์ด เมล์ของเสื้อเหลือง-สลิ่มที่เคยเล่นงานทักษิณกรณีวัดพระแก้วหวนกลับมาอีก แล้ว ภาพและเนื้อหาตามข้างบนกล่าวหายิ่งลักษณ์เป็นราชินีให้ประชาชนมาไหว้ ภาพนี้เรื่องจริงคือนายกฯยิ่งลักษณ์ไปแจกของน้ำท่วม ขึ้นโพเดี้ยมแล้วไหว้ทักทายประชาชน ส่วนชาวบ้านนั่งกับพื้นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้หาเก้าอี้ให้(เนื่องจากเป็น พื้นโบสถ์หินอ่อน) และสังเกตดีๆชาวบ้านกำลังปรบมือต้อนรับ ไม่ใช่กราบไหว้



คนมันจ้องจะเล่นงานกัน- หากจะเล่นว่ายิ่งลักษณ์ให้ประชาชนกราบไหว้ อดีตนายกฯมาร์คก็คงหนีไม่พ้นเหมือนกันหละมัง...เพราะยืนพูดบนโพเดี้ยมเหมือน กัน ชาวบ้านก็นั่งพื้นปรบมือ-ยกมือกราบเหมือนกัน(เครดิต:เว็บบอร์ดประชาทอล์ก)

ช็อตต่อช็อต-มีผู้วิเคราะห์ภาพที่สลิ่มส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ในเว็บบอร์ดIF
ว่า ภาพนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ ก้าวขึ้นโพเดียมพร้อมยกมือไหว้ประชาชนที่มาต้อนรับ(1)

เป้าประสงค์ของผู้นำภาพนี้มาเผยเพื่อให้เกิดอคติตามหัวข้อ "ราชินีประเทศไหน" ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในจังหวะของการถ่ายภาพว่าทำให้เขาเข้าใจว่าเป็นการพนม มือ (2)

ส่วนองค์ประกอบในภาพ(3-6) จะเห็นอัปกิริยาของผู้ร่วมในห้องประชุมว่ากำลังทำอะไร ปรบมือหรือกำลังไหว้

ที่มาของภาพในฟอร์เวิร์ดเมล์


น่า จะเป็นภาพตอนที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางตรวจเยื่ยมผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสุโขทัย วันที่ 13 สิงหาคม 2554 ที่ตำบลบ้านกง หากสังเกตในภาพง่ายๆก็จะเห็นนายกฯยิ่งลักษณ์ใส่เสื้อสูทตัวเดียวกับที่ปราก ฎในฟอร์เวิร์ดเมล์ และพับแขนแบบเดียวกัน เมื่อทักทายข้าราชการ และผู้นำชาวบ้านแล้วก็ไปกราบพระพุทธรูป

เหตุที่ต้องกราบพระพุทธรูปก็เพราะพื้นที่จัดกิจกรรมคราวนี้เป็นโบสถ์วัดกงไกลาศในวัดตำบลกง สุโขทัย (ดูคลิปข่าวคลิ้กที่นี่)หาก สังเกตให้ละเอียดจะพบว่าภาพชุดนี้กับในฟอร์เวิร์ดเมล์มีพื้นโบสถ์สีเดียวกัน พรมก็สไตล์เดียวกัน แต่คงคนละทิศของโบสถ์ ทิศเหนือเป็นพระพุทธรูป(เสียดายภาพไม่เต็ม) ทิศใต้เป็นจุดตั้งโพเดี้ยมของโบสถ์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ขึ้นกล่าวปราศรัยกับ ประชาชนที่มาต้อนรับ(เครดิต:บอร์ดIF)

ดูเทียบชัดๆอีกที

ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตี
ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วม(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)
ดัง นั้น ย่อมแน่นอนว่า ไม่มีที่ไหนเขานำเก้าอี้มาตั้งในโบสถ์ บนพื้นหินอ่อนสีอิฐสวยงามให้ชาวบ้านนั่ง อันนี้เป็นธรรมเนียมปกติ ก็เหมือนอดีตนายกฯมาร์คไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมนั่นแหละ ก็ครือๆกัน

(ภาพล่างสุด)แต่พอเมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกจากโพเดี้ยม มาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)ตามลิ้งค์ของผู้จัดการนี้มีคลิปข่าวให้ดูแบบเต็มๆด้วย

แต่อันนี้จะ"บังอาจ"ไหม?คงต้องให้คนในภาพไปคิดเพราะถึงขั้นก้มกราบตีนกันเลยทีเดียว