WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 5, 2011

เหตุที่สถาบันกษัตริย์ไม่อาจป้องกันการรัฐประหารได้

ที่มา Thai E-News

รัชกาล ที่ 7 รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ ไปก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

โดย Pegasus

ก่อนอื่นขอกล่าวนำถึงเรื่องที่ได้พบเห็นมาจากในเครือข่ายทางสังคมว่า คุณมังกรดำเขียนในบล็อกของท่านเองว่าวันหนึ่งได้โดน ดีเอสไอ แจ้งข้อหาว่าหมิ่นสถาบันฯ

ด้วยเหตุจากการโพสต์ภาพคณะรัฐประหาร คมช. ซึ่งจะเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่อย่างไรไม่ทราบได้มีภาพหรือสัญลักษณ์บางอย่าง ปรากฏร่วมอยู่ด้วย ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ทันจำว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ลักษณะไหน

และ ภาพลักษณะนี้เท่าที่จำได้ก็เห็นจากสื่อมวลชนหลายฉบับเลยชวนให้สงสัยว่า สื่อมวลชนทั้งหลายนั้นทำไมไม่โดนแจ้งข้อหาหมิ่นสถาบันฯไปด้วย

ในบล็อกนั้นก็มีการเขียนถึงแนวคิดของดีเอสไอทำนองว่า ”อะไรก็ช่างถือว่าผิดกฎหมายก็แล้วกัน”

กรณีนี้คือแนวคิดว่าประเทศต้องปกครองด้วยกฎหมาย กล่าวคือเมื่อไรมีการออกกฎหมายมาทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ทำให้นึกถึงกฎหมายไทยมีหลายมาตราใช้กันมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช

ซึ่ง ในหลักสากลถือว่าไม่ใช่หลักนิติรัฐหรือนิติธรรม เพราะสมัยก่อนถือว่าปกครองโดยคนคนเดียว ต่อให้ดีเลิศวิเศษเพียงใดก็ยังเป็นการปกครองโดยกฎหมาย (rule by law) ไม่ใช่หลักนิติธรรม (rule of law) ซึ่งมีหลักสำคัญว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน และออกกฎหมายโดยประชาชนเพื่อใช้ในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง


หลักนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยโรบินฮูด ด้วยมหากฎบัตรที่เราได้ยินกันว่า แมกนาคาต้า พัฒนาเรื่อยมาจนสมบูรณ์ เมื่อชาวอังกฤษขับไล่พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ออกจากประเทศ และมีการปกครองโดยพระนางแมรีและพระเจ้าวิลเลียมจากฮอลันดาที่มีการรับรอง สิทธิของประชาชนอย่างสมบูรณ์ทางกฎหมายที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและ หลักนี้จึงพัฒนาเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ทางราชการไม่ได้มีความรู้ หรือเข้าใจในอุดมการณ์ต่างๆเหล่านี้แม้แต่น้อย

ช่าง น่าเศร้าใจนักที่เรียนจบปริญญาตรีกันมาได้อย่างไร หรือว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนอะไรคนไทยเลยหรือกระไร (อ้อ ลืมไปว่าไทยเรายังมีอาจารย์แจ้งจับลูกศิษย์กรณีหมิ่นฯ โอเค เข้าใจแล้ว ขออภัยที่สงสัย)

คำถามในประเด็นที่ตั้งไว้คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทำไมจึงไม่สามารถที่จะต่อสู้ยืนหยัดเพื่อรัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตยได้เหมือนในต่างประเทศ

ซึ่งก็ต้องท้าวความก่อน ว่ามีตัวอย่างในประเทศสเปนครั้งนั้นเมื่อเกิดการยึด อำนาจหรือรัฐประหารขึ้นกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ได้ทรงเสด็จออกรายการทางโทรทัศ น์แสดงพระองค์ว่าไม่ทรงเห็นด้วยกับการรัฐประหาร และทำให้การยึดอำนาจนั้นกลายเป็นกบฏ

การใช้กำลังทางทหารในสเปนที่ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาหลายๆสิบปีก็สิ้นสุดลง สถาบันพระมหากษัตริย์ของสเปนก็ได้ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ และต้องบอกกล่าวไว้ก่อนว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นี้ สเปนปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาก่อน คงจำจอมพลฟรังโกฯในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองกันได้

ถ้ามีผู้ใดสงสัย ว่าทำไมสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่อาจต่อต้านกับการรัฐ ประหารซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากนับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ พลโทผิณ ชุณหะวัน สื่อมวลชนสายเหยี่ยว ได้สร้างสถานการณ์และยึดอำนาจจากคณะราษฎรได้ในต้นเดือน พฤศจิกายนปี พ.ศ.2489 ภายหลังสร้างวาทะกรรมอันลือลั่นจากพรรคการเมืองเก่าแก่ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” หลังจากที่มีความราบรื่นในระบอบประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ และเต็มใบในปี 2489 ไม่กี่เดือนมาพอสมควร

เหตุผลแรกนั้นอาจไปศึกษาได้จากการโต้ตอบ กันในรัฐสภา ว่าด้วยการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดจากความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของกลุ่ม คณะราษฎรที่ใจกว้างเกินความพอดีปล่อยให้ฝ่ายข้าราชการและกลุ่มจารีตนิยมเดิม เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังจะยกมาให้ดูพอสังเขปดังนี้

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในเรื่องความขัดแย้งตอนนี้ในบทความ "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" (พิมพ์ครั้งแรก 10 ธันวาคม พ.ศ.2516) ว่า

"ใน ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่าจะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯและข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแส รับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับ หน้าที่ว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้

ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำ เป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้า กราบทูลว่าเมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปให้มีความใดเติมไว้ในพระราช สัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง

รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ ไปก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ..."

"พระยาพหลฯกราบบังคมทูล ว่าการทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นจะทรงทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์จะส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูล ต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไป จะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วจะทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญใหม่ ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร
รับสั่งว่าพระองค์จะถือ ว่าพวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธย ให้..."

ในบันทึกประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในสมัยนั้นก็ มีการโต้เถียงกัน อย่างดุเดือด เผ็ดร้อน ทั้งฝ่ายคณะราษฎรก็ได้ขอให้มีการบันทึกความเห็นไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าการ ไม่บัญญัติหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้จะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้อย่างไร

ก็เป็นทีน่าเสียดายว่าบันทึกประชุมนั้นไม่ได้รับการเผยแพร่อีกเลยหรืออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาแล้วกระมัง

แต่เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ในที่นี่จึงขอหยิบยกมาเพื่อเป็นหลักฐานไว้ดังนี้

ปัญหา การสืบราชสมบัติ และการกำหนดว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ระบุว่า “การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช สันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร” มาตรานี้มีนัยว่า แม้จะมีข้อกำหนดในกฎมณเฑียรบาลเป็นลำดับแต่พระมหากษัตริย์อาจทรงเลือก รัชทายาทโดย ไม่ต้องคำนึงถึงกฎมณเฑียรบาลก็ได้ ดังนั้น เพื่อมิให้ได้คนที่ไม่สมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานอนุกรรมการฯ แถลงว่า ตรงกับประเพณีการสืบราชสมบัติของสยามที่ว่า“พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จเถลิง ถวัลย์สมบัติด้วยประชาชนอัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ” ตามหลักอเนกนิกรสโมสรสมมติ (รงส. 36/2475 25 พฤศจิกายน 2475)

นายหง วน ทองประเสริฐถามว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ประธานอนุกรรมการฯตอบว่า ต้องทรงปฏิญาณ และตามประเพณีราชาภิเษกก็มีการปฏิญาณ อยู่แล้ว นายหงวน ทองประเสริฐ และนายจรูญ สืบแสง ต้องการให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไปอาจไม่ปฏิญาณ

ขณะที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม อธิบายว่าการที่ไม่บัญญัติหรือเขียนไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร ไม่ได้เป็นการยกเว้นว่ากษัตริย์ไม่ต้องปฏิญาณเพราะถือเป็นพระราชประเพณีเวลา ขึ้นครองราชสมบัติ และขอให้จดบันทึกไว้ในรายงานการประชุม

ประธาน อนุกรรมการกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงมีรับสั่งว่าพระองค์ได้ทรงปฏิญาณเวลาเสวยราชสมบัติและเวลารับเป็น รัชทายาทก็ต้อง ปฏิญาณก่อนดังนั้นจึงถือเป็นพระราชประเพณีแต่นายจรูญยืนยันให้บัญญัติในรัฐ ธรรมนูญประธานสภาฯจึงขอให้ลงมติ ที่ประชุมฯยืนยันให้คงตามร่างเดิม 48 คะแนน ยืนยันให้เติม 7 คะแนน “

ส่วนผลที่เกิดขึ้นเป็นประการใดท่านผู้อ่านทุกท่านคงทราบกันอยู่แก่ใจแล้ว

บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้สัตยาบันนี้ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ได้กล่าวถึงไว้ในการสัมมนาของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า

“รัฐ ธรรมนูญของเดนมาร์กกำหนดหน้าที่ที่กษัตริย์ต้องสาบานว่าจะ พิทักษ์รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร จริงๆหน้าที่ของกษัตริย์ต้องสาบานตนหรือปฏิญาณตนก่อนเข้าสู่ราชบัลลังก์นั้น มีลักษณะเป็นสากลมากๆ พบบทบัญญัติทำนองนี้ในรัฐธรรมนูญหลายประเทศมาก

แต่ ที่ชัดที่สุด เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ เดนมาร์ค ส่วนประเทศอื่นๆ กำหนดให้กษัตริย์สาบานหรือปฏิญาณต่อรัฐสภาว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อน เข้าสู่การสืบราชสมบัติ รัฐธรรมนูญเดนมาร์คยังบัญญัติเรื่องค่าตอบแทนเรื่องทรัพย์สิน คือ กำหนดให้สมาชิกราชวงศ์ได้รับ 1 ปี แต่ห้ามโอนเงินดังกล่าวไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสภาผู้แทน ราษฎร”

จากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ ว่าการที่สถาบันพระมหา กษัตริย์ของไทยไม่อาจป้องกันการรัฐประหารยึดอำนาจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้ง เล่าในสังคมไทยก็เพราะปัญหาจากการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยการเรืองอำนาจ ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาผู้นำรัฐบาล สภาและฝ่ายอนุรักษ์สมัย 2475

และ ต่อๆมาก็คือเหล่านักนิติบริกรในสมัยเผด็จการทั้งหลายที่มีรากฐานจากกลุ่ม ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ที่ร่วมกันต่อต้านประชาชนซึ่งก็คือประชาธิปไตยในยุคสมัยต่างๆ

ดังจะ ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ปัจจุบันการขึ้นทรงราชย์นั้นไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ทั้งๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งในการระบุว่ าสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยซึ่งแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่าง ไร

ดังจะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหารหรือสังคมมีปัญหาภาย ในประเทศจะ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ ทั้งสมัยปี 2489 2492-4 2516 2535 2540 และ 2550

แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่กลับ เป็นที่เชื่อกันว่า ห้ามแตะต้องหมวดนี้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยประชาธิปไตยเต็มใบ หรือว่ามีอะไรเป็นพิเศษ เป็นสิ่งน่าคิดเหมือนกัน

จะเป็นอย่างไรถ้ามีการกำหนดหน้าที่ของ สถาบันพระมหากษัตริย์ในการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องเคยถกเถียงกันมาแล้วในรัฐสภาและรัฐสภาเป็นผู้กำหนดในฐานะตัวแทน ของประชาชนที่มีอำนาจสูงสุด


ถ้ามีการทบทวนใหม่ ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นประเทศในระบอบการปกครองเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะมีเหตุผลที่จะต่อต้านการรัฐประหารของผู้นำกลุ่ม ราชการคือทหารในการไม่เชื่อฟังและกดขี่ประชาชนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆเช่น สเปน เป็นต้น

และประเด็นนี้คือความหวังที่จะมีประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์ พ้นจากวงจรอุบาทว์อย่างแน่นอน ด้วยการมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เคียงข้างประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ความ จริงแล้วยังมีอีกสองประเด็นสำคัญที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไป ตามระบอบประชาธิปไตย คือการที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อผู้ที่จะขึ้นทรงราชย์กับการให้มีการลง นามร่วมระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย

มิฉะนั้นการกระทำใดๆของพระมหากษัตริย์จะเป็นโมฆะเพื่อรองรับมาตราที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้

ซึ่งหมายความว่าพระมหากษัตริย์จะถูกฟ้องร้องด้วยประการใดๆไม่ได้ แต่เนื่องจากการกระทำใดๆถ้ามีความผิดต้องมีผู้รับผิด

ดัง นั้นในทุกกรณีจึงต้องมีผู้รับผิดแทนพระมหากษัตริย์ การทำผิดใดๆโดยรัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีข้อบกพร่องมากมายแต่กลับอ้างว่า มีพระปรมาภิไธยลงมาแล้ว เหมือนมีพระบรมราชโองการแล้วขอให้จบ ซึ่งไม่ถูกต้อง

จะไม่ถูกต้อง เป็นประการใดก็เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มีบัญญัติไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่มาถูกทำลายเสียในสมัยรัฐธรรมนูญอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังที่ จอมพล ป.ฯ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายคณะราษฎรกล่าวไว้ว่า พระยามโนปกรณ์ครอบงำการร่างรัฐธรรมนู ญนานๆทีจึงจะขอให้กลุ่มคณะราษฎรเข้าประชุมด้วย เป็นต้น

สุดท้ายนี้ เราคงสรุปได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดหรือมีนิติบริกรในสมัยการยึด อำนาจทุกยุคทุกสมัยเป็นผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่ทรงสามารถที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านการรัฐประหาร และส่งเสริมประชาธิปไตยในส่วนที่สำคัญนี้ได้


บัด นี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว จึงขอเสนอไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าการขออัญเชิญสถาบันพระมหากษัตริย์มาช่วยปก ป้องประชาธิปไตย เปิดโอกาส เปิดช่องทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะต่อต้านการรัฐประหารนั้นเป็นแสงที่ ปลายอุโมงค์ของระบอบประชาธิปไตย

ยึดอำนาจจากการรัฐประหารจะไม่สามารถสร้างความแปดเปื้อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางใดๆให้เกิดความเข้าใจผิดได้อีกต่อไป

ดัง นั้นจึงไม่มีความหวังในระบอบประชาธิปไตยใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว และต่อไปก็น่าจะไม่เกิดเหตุใครถูกจับข้อหาหมิ่นฯที่ฝ่ายเผด็จการราชการ หรือเรียกกันติดปากว่าระบอบอำมาตย์ร่วมมือกับอดีตฝ่ายซ้ายตัวเอ้ดึงเอาพระ ราชอำนาจ พระบารมี และกฎหมายตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมาใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวกตน

ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แต่ประการใด

′มติชน′ คือ ′มติชน′

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 กันยายน 2554)

จบเรื่องภาพข่าวมาถึงเรื่องพาดหัว

ข้อกล่าวหาในรายงานสรุปผลสอบ 19 หน้าของคณะอนุกรรมการสอบสื่อ คือ การใช้ภาษาพาดหัวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข้อกล่าวหานี้ คณะอนุกรรมการฯยกตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดเพียงฉบับเดียว

สรุปภาษาพาดหัวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่คณะอนุกรรมการฯยกมา จำแนกเป็น 2 แบบ

แบบแรก พาดหัวกรณีคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ′ปากมาร์ค′ย้อนเติ้ง...(1 มิ.ย.) มาร์คยัวะ...(13 มิ.ย.) พท.เย้ย ปชป...(27 มิ.ย.)


แบบสอง พาดหัวกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย เช่น ′ปู′อ้อน...(5 มิ.ย.) ′ปู′สู้ปากมาร์ค...(7 มิ.ย.) ′ปู′นิ่ม...(16 มิ.ย.) และ ′ปู′โชว์....(29 มิ.ย.)



คณะอนุกรรมการฯเห็นว่าภาษาที่กล่าวถึงคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นโทษ แต่ภาษาที่กล่าวถึงคุณยิ่งลักษณ์กลับเป็นคุณ

ด้วย ข้อมูลอันจำกัด จึงต้องแสวงหาคำพาดหัวเพิ่มจากหนังสือพิมพ์ที่เหลืออีก 4 ฉบับ แล้วจำแนกเป็นการพาดหัวกรณีคุณอภิสิทธิ์ และพาดหัวกรณีคุณยิ่งลักษณ์ พบว่า...

กรณีนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์

เดลินิวส์พาดหัวว่า มาร์คอัด...(1 มิ.ย.) มาร์คหยัน...(6 มิ.ย.) ปชป.ปราศรัยจัดหนักถล่ม...(18 มิ.ย.) มาร์คลุยอีสาน...(28 มิ.ย.) ชวนแนะ...(30 มิ.ย.)



มติชนพาดหัวข่าว มาร์คสวน...(1 มิ.ย.) เทพเทือกชี้-ซัด...(5 มิ.ย.) มาร์คเฟซบุ๊ก-แจง...(7 มิ.ย.) มาร์คลั่น...(15 มิ.ย.) มาร์คแฉ...(20 มิ.ย.) สุเทพโดดป้อง...(24 มิ.ย.) สุเทพฟุ้ง...(25 มิ.ย.)


ไทยรัฐพาดหัวข่าว เทือกซัด...(6 มิ.ย.) เทือกชี้...(7 มิ.ย.) มาร์คลุยดงแดง...(8 มิ.ย.) เทือกลั่น...(11 มิ.ย.) มาร์คโว...(15 มิ.ย.) เทือกปัด...(16 มิ.ย.) เทือกถล่ม...(24 มิ.ย.) มาร์คแฉ...(27 มิ.ย.)



คมชัดลึกพาดหัวข่าว มาร์คจับไต๋...(11 มิ.ย.) สุเทพปูด...(15 มิ.ย.) มาร์คดักคอ...(17 มิ.ย.) มาร์คปัด...(23 มิ.ย.) มาร์คทิ้งไพ่ตาย...(24 มิ.ย.)



สังเกตไหมว่ากริยาหลัง "มาร์ค" และ "เทือก" นั้นดุเดือดกันทุกฉบับ

มีทั้งหยัน ปูด ดักคอ ลุย ลั่น โว ซัด แฉ ถล่ม ฯลฯ

ทีนี้มาดูกรณีคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย

เดลินิวส์พาดหัว เจ๊ปูเชื่อมั่น-อ้อน (5 มิ.ย.)



มติชนพาดหัว เจ๊ปูปราม...(2 มิ.ย.) ปูปราม-ปชป.ชู...(21 มิ.ย.) ยิ่งลักษณ์ชี้...(26 มิ.ย.)



ไทยรัฐพาดหัวข่าว ยิ่งลักษณ์ยืนยัน...(2 มิ.ย.) ปูลูกอ้อน...(5 มิ.ย.) ปูเมิน...(29 มิ.ย.)



คมชัดลึกพาดหัวข่าว ยิ่งลักษณ์จนใจ...(2 มิ.ย.) ปูปิดปาก...(12 มิ.ย.)


กริยาหลัง "ปู" และ "ยิ่งลักษณ์" ของแต่ละฉบับก็มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน

นั่นคือ อ้อน เมิน นิ่ม ปราม ชี้ ปิดปาก จนใจ

จะเห็นได้ว่า หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับใช้คำไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ที่แตกต่างกันคือ การหยิบยกประเด็นข่าวขึ้นมาพาดหัว

สำหรับมติชนให้ความสำคัญกับประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จึงพาดหัวอย่างที่เห็น

ใครจะไปนึกว่า การให้ความสำคัญกับพรรคใหญ่ 2 พรรคในช่วงเลือกตั้ง จะกลายเป็นเอนเอียง

ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงคือคนนิยมคุณยิ่งลักษณ์มากกว่าคุณอภิสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยจึงไม่เผชิญหน้า แต่ใช้วิธีถีบถอย

ข้อเท็จจริงคือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง จึงต้องรุก

เมื่อประชาธิปัตย์รุก คำว่า แฉ ปูด หยัน ดักคอ ลุย ลั่น โว ซัด ถล่ม ก็ถูกนำมาใช้กันทุกฉบับ

ขณะที่ท่าทีคุณยิ่งลักษณ์คือตั้งรับ คำว่า อ้อน เมิน นิ่ม ปราม ชี้ ปิดปาก จนใจ ก็ถูกนำมาใช้

เมื่อผู้คนกำลังเทคะแนนไปทางเพื่อไทย มติชนก็สะท้อนปรากฏการณ์เช่นนั้นออกมา

สะท้อนออกมาตามข้อเท็จจริงในช่วงนั้น

และด้วยข้อเท็จจริงช่วงนั้นๆ จึงทำให้บางครั้ง "มติชน" ถูกเรียกว่า "มติชวน"

บางครั้ง "มติชน" ถูกเรียกว่า "มติชิน"

ทั้งๆ ที่ "มติชน" ก็คือ "มติชน" เหมือนเดิมทุกประการ

ความเห็นแย้งในคำพิพากษา

ที่มา มติชน



โดย สราวุธ เบญจกุล

กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ของศาลไว้แตกต่างกันตามประเภทของคดีและทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้คู่ความและศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะนำมาใช้บังคับเมื่อเป็นการพิจารณาพิพากษาคดี แพ่ง ซึ่งเป็นข้อพิพาทในเรื่องของความขัดแย้งระหว่างเอกชนด้วยกันและมีผลกระทบต่อ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของบุคคล ในขณะที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะนำมาบังคับใช้ในข้อพิพาททางอาญา อันเกิดจากการกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดและผู้กระทำสมควรที่จะถูก ลงโทษ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลจะมีความแตกต่างกันไป แต่มีขั้นตอนประการหนึ่งที่ศาลจะต้องกระทำเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลและ ศาลได้ดำเนินการพิจารณาคดีจนเสร็จสิ้นไปแล้วโดยมิได้มีการจำหน่ายคดีออกจาก สารบบความ นั่นคือการทำคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลจะปฏิเสธไม่ทำคำพิพากษาไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “ไม่ว่าในกรณีใดๆ ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยอ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดี หรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์”

สำหรับในส่วนของคดีอาญา แม้จะไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ศาลปฏิเสธไม่ทำคำพิพากษาในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาไว้อย่างชัดแจ้งดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง แต่มาตรา 182 กำหนดไว้ว่า “เมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้พิพากษาหรือสั่งตามรูปความ” ศาลจึงจำเป็นต้องทำคำพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ คำพิพากษาที่ทำขึ้นต้องเป็นไปตามความเห็นของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดี นั้น ซึ่งประกอบไปด้วยองค์คณะผู้พิพากษาตามที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

ในบางกรณี จำนวนผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีหนึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งคน ขึ้นอยู่กับประเภทของคดี ซึ่งอาจเกิดปัญหาหากมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ในกรณีเช่นว่านี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความทั้งสองฉบับจึงต่างกำหนดให้การทำคำพิพากษาต้องบังคับ ตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ในมาตรา 184 อีกว่า “ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย หรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไป จะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษา ซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า”

ถึงแม้ว่ากฎหมายจะบัญญัติให้การทำคำพิพากษาต้องบังคับตามความเห็นของฝ่าย ข้างมากแต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงคำนึงถึงหลักความอิสระในการพิจารณาคดีของผู้ พิพากษา จึงได้มีการกำหนดช่องทางให้ผู้พิพากษาสามารถทำ “ความเห็นแย้ง” ได้ หากไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเสียงข้างมาก ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 ซึ่งกำหนดว่า “ถ้า ผู้พิพากษาคนใดมีความเห็นแย้ง ก็ให้ผู้พิพากษาคนนั้นเขียนใจความแห่งความเห็นแย้งของตนกลัดไว้ในสำนวน และจะแสดงเหตุผลแห่งข้อแย้งไว้ด้วยก็ได้” เช่นเดียวกับในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 183 ที่กำหนดให้ “ผู้พิพากษาใดที่นั่งพิจารณา ถ้าไม่เห็นพ้องด้วย มีอำนาจทำความเห็นแย้ง คำแย้งนี้ให้รวมเข้าสำนวนไว้”

ดังเช่นคำพิพากษาฎีกาที่ 6988/2549 ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลย แต่ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งมีความเห็นว่า จำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่มีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายและจะหาเสียงข้างมากมิได้ ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่า คือเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลย ต้องยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยก ฟ้อง โดยศาลฎีกาเห็นว่า ต้องแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นพิพากษายกฟ้องจำเลย และให้นำความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและควรลงโทษจำเลยเป็นความเห็นแย้ง การที่ศาลชั้นต้นถือเอาความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นคำ พิพากษา จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184

นอกจากการทำความเห็นแย้งในคำพิพากษา จะเป็นการสนับสนุนหลักเรื่องอำนาจอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี แล้ว ยังมีความสำคัญอีกประการหนึ่งเมื่อคู่ความต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือ ฎีกาคำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งบางกรณีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่คู่ความสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้หากผู้พิพากษาที่นั่ง พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้ทำความเห็นแย้งไว้ เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาล ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท แต่คู่ความอาจอุทธรณ์ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งคู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้หากผู้ พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นทำความเห็นแย้งไว้ หรือฎีกาหากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้งไว้ ในส่วนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานอกจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา คดีจะได้มีการทำความเห็นแย้งแล้วยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่า “ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์” การทำความเห็นแย้งจึงเป็นช่องทางในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความอีกวิธีหนึ่ง ให้ได้รับการวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในศาลสูงต่อไปในกรณีที่ผู้พิพากษา ในองค์คณะนั้นมีความเห็นแตกต่างกัน

ดังนั้น การทำความเห็นแย้งจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่รับรองถึงหลักการในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย มาตรา 197 ที่กำหนดให้ “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูก ต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” อันเป็นการสนับสนุนให้ศาลสามารถพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยยุติธรรม ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้อีกทางหนึ่ง

(บทความทางวิชาการ : สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม )

ประกาศ ลวงโลก จาก บันทึก เอ็มโอยู 2544 ถึง ′มรดกโลก′

ที่มา มติชน





เรื่องของบันทึกความตกลงร่วมกันไทย-กัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเล หรือเอ็มโอยู 2544 ก็อีหรอบเดียวกันกับคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกนั่นแหละ

คือ เสมอเป็นเพียงการประกาศ

เอ็มโอยู 2544 เป็นการประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 เรื่องภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก เป็นการประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2554

แต่แล้วก็เสมือนกับเป็นเรื่องลวงโลก ลวงประชาชน

คำ ประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกอันมาจาก นายสุวิทย์ คุณกิตติ และได้รับความเห็นชอบโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ได้รับการพิพากษาไปแล้วโดยประชาชน

นั่นก็คือ พรรคกิจสังคมไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว กระทั่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ต้องสอบตก

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคเพื่อไทยอย่างยับเยิน

ความ ว่าด้วยคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกยังไม่จบ กรณีของเอ็มโอยู 2544 ก็ปรากฏขึ้นว่ากำลังกลายเป็นคำประกาศในลักษณะลวงโลกอีกเรื่องหนึ่ง

เป็นการลวงโลกจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ถามว่ารายละเอียดอย่างไรหรืออันถือได้ว่า การประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 2544 การประกาศถอนตัวจากภาคีมรดกโลกเป็นเรื่องลวงโลก

คำตอบ 1 ก็คือ เสมือนเป็นเพียงการประกาศแต่มิได้มีการปฏิบัติอย่างเป็นจริง

คำ ประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่ต่อมากลับปรากฏว่าได้มีการเจรจาระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ นายซก อาน ในเรื่องอันเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2553

แสดงว่า บทบาทและความหมายของเอ็มโอยู 2544 ยังดำรงอยู่

ที่ ยังดำรงอยู่เพราะว่าบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือเอ็มโอยูนั้นในทางกฎหมาย เมื่อมีมติออกมาแล้วต้องเสนอผ่านความเห็นชอบผ่านรัฐสภา จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์

เช่น เดียวกับการเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก เมื่อแสดงท่าทีในที่ประชุมอย่างเป็นที่แจ้งชัดแล้ว ภาคีสมาชิกจักต้องทำหนังสือยืนยันไปทางองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ คำประกาศลาออกนั้นจึงจะมีผลอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์

จากเดือนพฤศจิกายน 2552 หลังการประกาศ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยมีปฏิบัติการอะไรเลยต่อเอ็มโอยู 2544

นี่ก็เช่นเดียวกับการทำหนังสือแจ้งต่อภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก

เมื่อ ทั้งเรื่องเอ็มโอยู 2544 และทั้งเรื่องภาคีอนุสัญญามรดกโลกมิได้มีผลเหมือนเช่นกับคำประกาศ แล้วรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำไปทำไม

คำตอบที่เด่นชัดยิ่ง คือ ต้องการผลทางการเมือง

นั่นก็คือ อาศัยเอ็มโอยู 2544 มาเป็นเครื่องมือในการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เสียหายในทางสังคม ในทางการเมือง

เลเพลาดพาดจากเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเลอะเทอะจนถึงทำให้เสียดินแดน

นี่ก็ทำนองเดียวกับการออกข่าวว่าด้วยหมายจับแดง เรด โนติซ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในองค์การตำรวจสากล อินเตอร์โพล

ทั้งๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในทางเป็นจริง

นั่น ก็คือ อาศัยคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกเพื่อประท้วงต่อคณะ กรรมการมรดกโลก ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชน เพื่อหวังจะได้คะแนนจากพวกหลงชาติจำนวนหนึ่ง

เป็นการเล่นเกมทางการเมือง เป็นการหลอกลวงทางการเมืองเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า

เป็น การอาศัยเกมทางการเมืองจากความขัดแย้งภายในประเทศขยายไปสู่การเมืองระหว่าง ประเทศ คิดแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงผลสะเทือนที่จะติดตามมา

เป็นการเล่นเกมสไตล์พรรคประชาธิปัตย์

ท่านอาจโกหกประชาชนได้ครั้งหนึ่ง แต่มิอาจโกหกได้ตลอด อับราฮัม ลินคอล์น สรุปได้ถูกต้อง

กระนั้น นักการเมืองบางคนก็โกหกซ้ำซาก จากหมายจับแดง ไปยังเอ็มโอยู 2544 ไปยังการถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก

น่าสงสัยว่า ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ที่ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โกหกประชาชน

โรดแมปยกร่าง"ประเทศไทย" "จาตุรนต์ ฉายแสง" "2ปี"แก้"รธน."บนความเสี่ยง

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย สุเมศ ทองพันธ์




"ประเทศไทยได้มาอยู่ในจุดที่ไม่มีทางที่จะไม่ทำอะไรหรือทำอะไร แล้วไม่มีความเสี่ยง เพราะหากไม่แก้รัฐธรรมนูญเลย สุดท้ายก็จะพบว่าสังคมไทยยิ่งแตกแยกรุนแรง และจะหนักกว่าตอนนี้มาก"

นับ แต่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ ได้ประกาศทันทีว่า "รัฐบาล" จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในปีแรกของการทำงาน

กลายเป็นประเด็น ปัญหาที่ "พรรคประชาธิปัตย์" หยิบจับขึ้นมาโจมตีอย่างเป็นทางการ โดยตั้งข้อสังเกตไปถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" พร้อมๆ กันก็มีความเคลื่อนไหวของ "ฝ่ายตรงข้าม" พรรคเพื่อไทย ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาทันที

ซึ่งเรื่องนี้ "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยอมรับว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องยอมเสี่ยงระหว่างความขัดแย้งในประเด็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจจะเกิดขึ้นกับการแก้ไขวิกฤตประเทศในระยะยาว

"จาตุรนต์" ซึ่งมีชื่อ "นั่งหัวโต๊ะ" พรรคเพื่อไทยแทบจะทุกวงประชุมและล่าสุดมีกระแสข่าวว่าเขาจะมานั่งเป็น "ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" (ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก) ที่ "ยิ่งลักษณ์" กำลังพิจารณาแต่งตั้งขึ้น ได้เปิดเผยวิธีการในการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" ที่เขาได้คิดเอาไว้

ซึ่งจะทำให้เราได้เห็น "เงาร่าง" การแก้ไขรัฐธรรมนูญของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- รัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาอะไร รัฐบาลถึงต้องเร่งแก้ไข?

รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาสำคัญคือความไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่สอดคล้องกับหลัก นิติธรรม ทั้งในเนื้อหาและที่มา คือมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีการกำหนดให้องค์กรต่างๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนมาหักล้างมติประชามหาชนได้ โดยที่องค์กรต่างๆ ที่มามีอำนาจเหนือประชาชนนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ตรวจสอบก็ไม่ได้ ที่สำคัญบางองค์กรก็ยังไม่ได้ใช้ที่มาที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ คือยังคงใช้ที่มาเดิม พูดได้ว่ามาจากคณะรัฐประหาร 2549 และยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบันนี้

อีกส่วนก็คือไม่สอดคล้องกับหลัก นิติธรรม เช่นการทำผิดคนเดียวลงโทษทั้งหมู่คณะ การเปิดโอกาสให้ฝ่ายตุลาการเข้ามาแทรกแซงการเมืองมากเกินสมควร จนในที่สุดกระทบต่อระบบยุติธรรม ทำให้เกิดการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาทำให้เกิดวิกฤตการเมืองของประเทศ

ส่วนที่มานั้น ก็เข้าใจตรงกันว่ามาจากการรัฐประหาร แล้วฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมาก ฉบับหนึ่ง แล้วก็ยกร่างขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น มีการลงประชามติภายใต้การบังคับข่มขู่ของคณะรัฐประหารว่าหากไม่รับ ประชาชนจะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นเผด็จการยิ่งกว่า ที่สำคัญคือการลงประชามติเป็นการกระทำภายใต้กฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด ทำให้มีการรณรงค์ชี้แจงกับประชาชนฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ ที่มาของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

- เนื้อหาเป็นปัญหาเฉพาะนักการเมืองหรือเปล่า เพราะคนทั่วไปก็ไม่ได้รู้สึกเป็นปัญหาอะไรมากมาย?

คือ ที่ไม่มีปัญหากับประชาชนสักเท่าไร เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าของต้องแพง หรือน้ำต้องท่วมบ้านชาวบ้าน แต่มันเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเมืองซึ่งทำให้ประเทศเสียหาย แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาโดยกลไกของรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มที่จะได้รับการเอื้อประโยชน์จากกลไกตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจ สอบ รวมถึงการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น องค์กรที่ต้องตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ราชการของรัฐบาล ก็ยังเป็นองค์กรที่มีที่มาจากคณะรัฐประหาร เพราะอยู่ในสภาพลงเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นในช่วงที่ผ่านมาจึงสูงมาก สิ่งที่ผมเคยเสนอหรือที่รัฐบาลนี้กำหนดเป็นนโยบายแล้วก็ดี ไม่ได้กำหนดว่าจะแก้ประเด็นไหนอย่างไร เพียงแต่บอกว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาแก้ หมายความว่าสุดแล้วแต่ ส.ส.ร. ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและจะต้องให้ลงประชามติ จึงจะสำเร็จและได้รับการยอมรับ ต้องยกเรื่องนี้ให้ ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย แล้วให้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยเป็นคนตัดสินแล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ ดีแน่นอน

- จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเลยหรือ?

แก้ ทั้งหมด (ตอบสวน) เพราะนโยบายรัฐบาลใช้คำว่ายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นรัฐบาลจะแก้เฉพาะมาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.และให้มีการลงประชามติ หลังจาก ส.ส.ร.ได้พิจารณาแล้ว

- เป้าหมายของพรรคเพื่อไทย ดูเหมือนจะเป็นมาตรา 309 มากกว่ามาตราอื่น?

อันนี้ไม่ทราบว่าดูจากอะไร

- แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย พูดเรื่องนี้บ่อยมาก?

ก็ เคยพูด (ตอบสวนอีกครั้ง) แล้วก็เคยพูดเรื่องจะเอารัฐธรรมนูญ 2540 มาแทนรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมันก็เป็นความจริงว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาก เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากประชาธิปไตยและมาจากประชาชน แต่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเผด็จการ มาตรา 309 ก็เป็นมาตราที่รับรองการกระทำของเผด็จการให้ถูกกฎหมาย แต่เมื่อรัฐบาลเลือกใช้วิธีการที่ได้กำหนดในนโยบายก็ไม่แน่ว่าจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตามที่พรรคเพื่อไทยและคนในรัฐบาลต้องการหรือไม่ นี่เป็นวิธีการที่แฟร์สำหรับทุกฝ่าย และช่วยแก้ปัญหาเรื่องว่าพรรคเพื่อไทยต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองหรือ คนใดคนหนึ่งหรือเปล่า

- พรรคเพื่อไทยคุมเสียงข้างมากของ ส.ส.เขตอยู่แล้ว ดังนั้นหากจะสนับสนุนใครลงเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อให้สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ตามที่พรรคเพื่อไทยต้องการ?

มัน ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือให้คนมาสมัครแล้วก็ให้เลือกกันเอง จากนั้นก็ส่งให้รัฐสภาเลือก เคยทำมาแล้วในช่วงที่คนส่วนใหญ่เห็นไปในทางเดียวกันว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วไม่มีประเด็นความขัดแย้งอะไรกันมากก็จะพอทำได้ แต่มาครั้งนี้ถ้าไปทำแบบเดิมมันจะยาก เพราะจะถูกมองว่ารัฐสภาเป็นตัวกำหนด จึงมีแนวความคิดของหลายคนที่เกี่ยวข้องว่าให้ใช้การเลือกตั้งมา

"การ เลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยแล้วจะบอกว่าเดี๋ยวพรรคคุณได้เปรียบอย่างนี้ จะไปแก้ไขให้เลือกตั้งมาแล้วให้เสียงส่วนน้อยชนะไปหรือ คือเราต้องยอมรับว่าคนในสังคมคิดเห็นแตกต่างกันมาก จนถึงขั้นเห็นดีเห็นงามกับการฉีกรัฐธรรมนูญก็มี ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจพวกสรรหาแต่งตั้งเข้าไปอีก ลดอำนาจพวกเลือกตั้ง แบบพวกการเมืองใหม่ก็มี ต้องการให้เป็นประชาธิปไตยมากๆ ก็มี แต่ความเห็นที่แตกต่างกันนี้จะนำไปสู่การกำหนดรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และเป็นต้นเหตุของวิกฤตประเทศตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา ทางที่จะออกจากวิกฤตนี้ได้ก็ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตย เราเห็นต่างกันว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็มีการเลือกตั้งมา 5 ครั้ง และประชาชนก็พิสูจน์แล้วว่าต้องการฝ่ายไหน

- แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็คงต้องผ่านฝ่ายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปให้ได้ก่อน?

แรง ต่อต้านคัดค้านมีมาตลอดอยู่แล้ว พอขยับจะแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาแล้วนำไปสู่การยึด ทำเนียบ ยึดสนามบินมาแล้ว เมื่อรัฐบาลหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาก็เห็นแล้วว่าการต่อต้านก็ตั้งเค้าและคงจะ มีขึ้น แต่ปัญหาก็คือว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ บ้านเมืองมีวิกฤตหรือไม่ คนอาจจะไม่เห็นว่ามันมีวิกฤตอะไร แต่จริงๆ แล้วเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดหลัก นิติธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นไป จนสุดท้ายจะหาทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตยได้ยาก

ที่ผ่านมาเลือก ตั้งได้รัฐบาลมาก็ล้มรัฐบาลไปด้วยการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การปลดคุณสมัคร สุนทรเวช ผมถือว่าเป็นการตัดสินขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง พอมายุบพรรคพลังประชาชนก็ขัดหลักนิติธรรมอีก ประชาชนก็ไม่พอใจมาก สังคมก็ขัดแย้งรุนแรงจนมีการฆ่าประชาชนไปถึง 91 ศพ เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤตก็ยังคงอยู่และจะพัฒนาต่อไป สังคมไทยก็จะก้าวไปสู่การปะทะขัดแย้งกันโดยอาจจะไม่มีวิธีการสันติวิธีมาแก้ ดังนั้นการตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่แก้จะขัดแย้งรุนแรงในอนาคตและจะเป็นวังวนของความขัดแย้งไม่รู้จบและ รุนแรงมากขึ้น

- รัฐบาลจึงต้องยอมเสี่ยงระหว่างความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับความขัดแย้งในอนาคต?

ต้อง ยอมรับว่ามีได้มีเสีย! (หยุดคิด) เพราะประเทศไทยได้มาอยู่ในจุดที่ไม่มีทางที่จะไม่ทำอะไร หรือทำอะไรแล้วไม่มีความเสี่ยง ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญเลย สุดท้ายก็จะพบว่าสังคมไทยยิ่งแตกแยกรุนแรง และจะหนักกว่าตอนนี้มาก

- เวลาที่คาดว่าจะใช้ในการแก้รัฐธรรมนูญ?

ทั้ง หมดน่าจะประมาณสัก 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี คือขณะนี้ก็น่าจะต้องมีคณะบุคคล ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันยกร่างแก้ไขมาตรา 291 ซึ่งก็จะหมายถึงการพิจารณาองค์ประกอบที่มาของ ส.ส.ร. และการกำหนดให้ลงประชามติ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ก็จะไปตรงกับสมัยประชุมหน้าช่วงต้นปี 2555 จากนั้นก็จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. มีการหาเสียงกัน อะไรกันอีกกว่าจะได้ ส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จรวมแล้วก็ประมาณ 6 เดือนจากนี้ไป

รัฐ ธรรมนูญฉบับหนึ่งๆ ที่เคยมีการยกร่างกันมาเฉพาะยกร่าง ก็ใช้เวลากันประมาณ 9 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งก็จะรวมเป็นปีครึ่ง หลังจากนั้นก็ลงประชามติ ก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกสัก 30 วันหรือ 45 วัน ดังนั้นกว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้ก็คงประมาณ 1 ปี 9 เดือน ทั้งหมดนี้ก็จะมีช่วงที่เป็นประเด็นทางการเมืองเข้มข้นหน่อย ก็ช่วงแก้ไขมาตรา 291 แต่ก็ไม่น่าจะนำไปสู่วิกฤตการเมืองอะไรมาก หากฝ่ายต่อต้านไม่ตั้งใจที่จะพาลมากจนเกินไป

- เหมือนประเมินกระแสต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ค่อยรุนแรงเหมือนครั้งก่อนๆ?

ใคร ที่คิดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่จะไม่รู้ การต่อต้านคงจะมีไม่น้อย และก็เริ่มมีขึ้นแล้ว โดยมีการหยิบประเด็นอ่อนไหวขึ้นมาโจมตีอย่างดุเดือดทั้งนอกสภาและในสภา ประเด็นชาตินิยมบ้าคลั่งก็ยังมีอยู่ ประเด็นการแทรกแซงสื่อก็ถูกขยายความเกินจริงไปเยอะ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะหวังให้ราบรื่นก็คงจะไม่ได้อยู่แล้ว แต่ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าประเทศยังอยู่ในวิกฤต การเลือกตั้งได้ช่วยแก้ไขไปแค่ปัญหาหนึ่งคือใครจะมาเป็นรัฐบาล แต่วัฒนธรรมทางการเมือง สภาพแวดล้อมที่ผู้มีอำนาจยังไม่เชื่อถือการเลือกตั้งและระบบประชาธิปไตยก็ ยังมีบทบาทกันอยู่ ดังนั้นจะหวังให้รัฐบาลทำงานราบรื่นนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

- เพราะอะไรถึงต้องเร่งรีบทำตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ จะทำงานสักระยะให้ประชาชนยอมรับก่อนไม่ดีกว่าหรือ?

การ แก้รัฐธรรมนูญ หากจะเริ่มให้ได้ภายใน 4 เดือนนี้ แล้วทำให้เสร็จภายใน 1 ปีครึ่งหรือ 2 ปี จะเร็วไปไหม ในความเห็นผมว่าไม่เร็วไป รัฐบาลในอดีตเช่นรัฐบาลพรรคพลังประชาชนช้าไปมาก จนไม่ได้แก้เลย ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นว่าแก้เร็วไป แล้วก็บังเอิญว่าการจะเริ่มแก้ มันไม่สามารถเริ่มพรุ่งนี้ได้เลย จึงไม่มีปัญหาเรื่องเร็วไป

- แต่คงจะหลบเลี่ยงข้อครหาว่ารัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ?

คือ ถ้าใช้วิธีอื่น เช่นแก้ไขมาตรา 309 หรือแก้มาตราไหนก็ตาม แล้วก็ให้มีผลประโยชน์โดยตรงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างนั้นก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ถ้าเลือกใช้วิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และให้ลงประชามติ ไม่มีเรื่องที่ต้องปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะโดยกระบวนการเป็นเรื่องที่ประชาชนเป็นคนตัดสินอยู่แล้ว

- ส.ส.ร.จะปกป้องทุกอย่างอย่างนั้นหรือ?

ส.ส.ร. และประชามติช่วยอธิบายอะไรได้หลายอย่าง แต่จริงๆ แล้วที่คนตั้งประเด็นว่าจะช่วยคนใดคนหนึ่งหรือไม่ หรือทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ มักจะลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากการยึดอำนาจของพวกที่ใช้กำลังความ รุนแรงอย่างป่าเถื่อนเข้ายึดอำนาจ เขียนรัฐธรรมนูญโดยปราศจากหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรม ยังมีการนิรโทษกรรมให้พวกที่ทำลายบ้านเมือง ด้วยการนิรโทษกรรมตัวเองอีก ถือเสมือนว่ากลายเป็นเรื่องชอบธรรม โดยไม่มีข้อสงสัย แต่เมื่อจะมีการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยประชาชนทั้งประเทศ กลับมาตั้งคำถามกัน

ต้นสายปลายเหตุ "ฉายแสง"ดับวูบ!

ในการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กลายเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 19 ปี ที่ไม่มี "ส.ส." ในตระกูล "ฉายแสง" ใน จ.ฉะเชิงเทรา

เนื่องจากทั้ง "ฐิติมา ฉายแสง" และ "วุฒิพงศ์ ฉายแสง" 2 ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้

"จาตุรนต์ ฉายแสง" พี่ชายใหญ่ของตระกูล "ฉายแสง" ตระกูลการเมืองใน "ฉะเชิงเทรา" มองว่าสาเหตุที่ทำให้ "ฉายแสง" ต้องพ่ายแพ้ไปใน 2 ที่นั่งนั้น เป็นเพราะส่วนหนึ่ง เขาซึ่งถือเป็น "พี่ใหญ่" ต้องออกจากวงจรทางการเมือง เพราะถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

"ตรงนี้อาจจะมีส่วนบ้าง แต่มันก็มีเหตุอื่นๆ ด้วย (หยุดคิดครู่หนึ่ง) คือเราไปสู้แบบพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานสู้ ซึ่งในภาคกลางยังไม่ได้ผลเพียงพอ" จาตุรนต์เล่า

เขา วิเคราะห์ว่า "คู่ต่อสู้" นั้น ไม่ได้ถือว่ามีแต้มบวกในเรื่องของ "ชื่อเสียง" แต่จะมี "คะแนน" ในส่วนของ "พรรคคู่ต่อสู้" ที่ถือว่ามีฐานความนิยมอยู่ในระดับที่สูสีกับ "พรรคเพื่อไทย"

ดังนั้น "จุดวัดผล" แพ้-ชนะ ที่สำคัญคือ "ความแข็งในด้านอื่น"???

"จาตุรนต์" นิยามว่า "ความแข็งในด้านอื่น" ของ "คู่แข่ง" นั้น ถือเป็น "ความสามารถพิเศษทางการเมือง" ที่สามารถจูงใจคนส่วนหนึ่ง ไปในทิศทางที่คู่ต่อสู้ต้องการได้

"ความสามารถพิเศษเหล่านี้ จะสามารถดึงคนส่วนหนึ่งให้ไปในทิศทางที่เขากำหนดได้ ซึ่งจุดนี้เกิดขึ้นในภาคกลางหลายจังหวัด แต่กลับไม่เป็นปัญหาในภาคอีสาน คือในภาคอีสานนั้นประชาชนจะตื่นตัวทางการเมืองมาก จะเลือก ส.ส.เลือกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง คือเลือกเพราะพรรค เลือกเพราะนโยบาย เลือกเพราะสั่งฆ่าหรือไม่สั่งฆ่า แม้กระทั่งเลือกเพราะชอบทักษิณ หรือไม่ชอบทักษิณ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางการเมืองอย่างมาก...

...แต่ นั่นยังไม่เกิดขึ้นในภาคกลาง ซึ่งทำให้มองได้ถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนในภาคอีสานและภาคกลาง ดังนั้น จึงอาจจะต้องกลับมาดูที่ตัวเราว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น แม้บางพื้นที่อาจจะยาก แต่ก็ต้องพยายาม เพื่อทำให้ประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ได้เข้าใจมากขึ้น" จาตุรนต์กล่าว

อีกจุดสำคัญคือเขามองว่า การเล่นการเมืองแบบไม่ "สะสมเสบียง" ของ "ตระกูลฉายแสง" ที่เคยคิดว่าเป็น "จุดแข็ง" สำคัญทางการเมืองเหนือคู่แข่ง แต่วันนี้ได้กลับกลายเป็น "จุดอ่อน" ที่ทำให้ต้องพ่ายแพ้คู่ต่อสู้

"เราไม่เคยสะสม เสบียงทางการเมือง แต่ถึงจะมาคิดในวันนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เพราะในการเลือกตั้งคู่ต่อสู้เขาใช้เสบียงต่างกับเรานับสิบเท่า เขาจับมือกันด้วย"

นับเป็นบทสรุปทางการเมืองครั้งสำคัญ ของ "ตระกูลฉายแสง"!

นายกฯ บาห์เรนแสดงความยินดี"ยิ่งลักษณ์" ในโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ที่มา มติชน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน เข้าพบหารือและแสดงความยินดีต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวันที่ 5 กันยายน

ฝากขัง จุ๋ม ด่านเกวียน แนวร่วมพันธมิตรยึดสนามบิน

ที่มา ข่าวสด

เวลา 10.00 น. วันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ท.อุดร แก้วสุขศรี รองผกก.สส.สภ.แก่งหางแมว พนักงานสอบสวน ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คุมตัวนายไชยพร เกิดมงคล อายุ 59 ปี หรือ จุ๋ม ด่านเกวียน ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญ หรือ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควร หรือร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ทำลายหรือทำให้เสียอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้ บริการการบินพลเรือน หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่า อากาศยานนั้น และ ฝ่าฝืนพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ

ตาม คำร้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ ประกาศสงครามครั้งสุดท้าย ระดมมวลชนเพื่อชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ ต่อมาระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายน 2551 แกนนำและผู้ปราศรัยได้ร่วมกันขึ้นเวลาทีที่ทำเนียบรัฐบาล พูดปราศรัยเรียกระดมมวลชนให้มาชุมนุม และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 แกนนำจึงได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เครื่องบินของนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลงจอดได้ จากนั้นมีการตั้งเวทีปราศรัยอย่างต่อเนื่อง

โดย ผู้ต้องหาได้ร่วมขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อปลุกระดม ปลุกเร้า ให้กำลังใจแก่ผู้ชุมนุม และในระหว่างการชุมนุม มีผู้ชุมนุมได้ทำความเสียหายต่อบุคคล เจ้าหน้าที่ และทรัพย์สินท่าอากาศยาน อาทิ ประตู ท่อแอร์ สายโทรศัพท์, มีการนำผ้าคลุมมาปิดกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยาน, การ์ดพันธมิตรตั้งด่านตรวจค้นปิดทาง การจราจรภายในท่าอากาศยาน ปิดถนนเส้นทางการจราจรสายหลักบนถนนวิภาวดี ผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าทำร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน มีการติดตั้งจานรับสัญญาณโทรทัศน์ ใกล้กับเสาสัญญาณเรดาห์ ทำให้เกิดสัญญาณขัดข้อง มีการ์ดพันธมิตร บุกรุกหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ และหลังจากยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ อาวุธ เช่นระเบิดปิงปอง ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 เวลา 13.00 น. ตำรวจกองปราบปราม จับกุม นายไชยพร ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 2383/2554 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ที่บริเวณหน้าร้านอำแดงเซรามิค ถ.นครราชสีมา-โชคชัย เลขที่ 44 หมู่ 4 ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ทั้งนี้พนักงานสอบสอบได้ควบคุมผู้ต้องหาจะครบกำหนด 48 ชั่วโมงแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากร จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขออำนาจศาลฝากขัง มีกำหนด 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 16 กันยายน 2554 พร้อมทั้งขอคัดค้านประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง

โฆษกพท. สวนกลับ "อัมมาร" ดีแต่พูด-ลั่นจำนำข้าวทำได้จริง

ที่มา ข่าวสด

ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการรับจำนำข้าว และระบุว่ารัฐบาลชุดนี้ดีแต่โม้ ว่า เป็นเพียงนักวิชาการขาประจำ มีอคติส่วนตัว และมีนัยยะทางการเมือง อยากขอให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานก่อน เพราะขณะนี้โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลจะเริ่มต้นในวันที่ 7 ต.ค. และที่ผ่านมารัฐบาลตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ก็เคยพิสูจน์แล้วว่าหลายโครงการทำได้จริง แม้จะถูกวิจารณ์ตั้งแต่แรก อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล และสินค้าโอท็อป เป็นต้น จึงอยากท้านายอัมมาร ว่า กล้าที่จะใช้ตำแหน่งเดิมพันหรือไม่ หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถดำเนินนโยบายได้จริง เนื่องจากการออกมาพูดครั้งนี้ก็เหมือนว่านายอัมมารดีแต่พูด สอดคล่องกับพฤติกรรมของพรรคการเมืองบางพรรคที่มีผู้นำที่ดีแต่พูด

เมื่อ ถามว่า หากมีการดำเนินโครงการจำนำข้าวจะก่อหนี้ให้กับประเทศมหาศาล นายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น เหตุใดนายอัมมารจึงไม่ไปทำการศึกษาว่า หากโครงการประกันราคาข้าวดีจริง แต่ทำให้ชาวนายังยากจน และออกมาปิดถนนอยู่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ยินดีที่จะรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้เป็นการติเพื่อก่อ ติอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่มาดิสเครดิตเช่นนี้

‘ประชา’ชี้ถวายฎีกาช่วย‘แม้ว’ต้องยึดกฎหมาย

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 5 ก.ย. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีกรมราชทัณฑ์เสนอความเห็นการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มายังกระทรวงยุติธรรม ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามว่าฎีกาดังกล่าวอยู่ที่ใด ตนยังไม่เห็น การขอพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการอภัยโทษ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ภาค 7 พระมหากษัตริย์มีอำนาจลดโทษและอภัยโทษได้


พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า หากได้รับเรื่องแล้วก็จะตั้งคณะทำงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ขึ้นมาเป็นผู้พิจารณาโดยตรง แต่ตามหลักปฏิบัติแล้วไม่มีใครสามารถยับยั้งการทูลเกล้าฯ ได้ กระบวนการต้องดำเนินต่อไป ส่วนการเสนอความเห็นเรื่องการทูลเกล้าฯ เฉพาะรายเป็นหน้าที่ของรมว.ยุติธรรม ต้องนำเสนอความเห็น


เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมาตรวจสอบรายละเอียดในฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนานกว่า 2 ปียังไม่แล้วเสร็จ แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามากลับตรวจสอบได้เสร็จทันที พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้อ่านความเห็นในเฟซบุ๊กของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.ยุติธรรมให้รายละเอียดไว้เยอะมาก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องถึงทำไม่จบ เหตุใดส่งมาถึงตนในวันนี้ ยืนยันว่ายังไม่เห็นเรื่องกำลังติดตามอยู่ เมื่อถามว่าเป็นการวางกับดักของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ไม่อยากคิดเช่นนั้น แต่ก็ตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้ผ่านมากว่า 2 ปี ควรจะเสร็จสิ้นไปนานแล้ว ทำไมถึงไม่จบเท่านั้นเอง หลังได้รับเรื่องจะเร่งทำงานให้เร็วที่สุด


เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้รับโทษ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ยังมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างโดยยึดกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น

ศาลอุทธรณ์ปล่อยตัว 3 เสื้อแดงคดียิง ฮ. 10 เม.ย. 53

ที่มา ข่าวสด



วันที่ 5 ก.ย. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยถึงการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว นางนฤมล หรือ จ๋า วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย หรือ ปลา นิลโสภา และนายชาตรี หรือ หมู ศรีจินดา สามแนวร่วม นปช. จำเลยคดีร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และใช้เอกสารราชการปลอม ที่ศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์คดี ว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิจารณาส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องแล้ว ล่าสุดวันนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวสามจำเลย ซึ่งถูกควบคุมตัวระหว่างรอการยื่นอุทธรณ์ของอัยการโจทก์ โดยศาลตีราคาประกันเป็นวงเงินคนละ 5 แสนบาท และไม่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 3 คน เป็นนายประกันให้แก่แนวร่วมนปช. ทั้ง 3 คน

อ่านข่าวประกอบ : ศาลยกฟ้องนปช. คดียิงฮ. - เหตุหลักฐานจนท.มีพิรุธ