ที่มา มติชน
หลักศิลา กลางน้ำเขียว
มุกดา สุวรรณชาติ
จุดยืนและหน้าที่
ตลอด ปีกว่าที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ได้ทำหน้าที่เปิดเผยความจริงทางการเมือง วิเคราะห์การเมืองทั้งอดีต ปัจจุบัน และคาดคะเนอนาคต แม้มีผิดพลาดบ้าง แต่ก็ถูกโดยส่วนใหญ่
อีกหน้าที่หนึ่ง คือ สนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง เพราะมีจุดยืนอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตย คิดว่าการต่อสู้ทางการเมืองแนวทางรัฐสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศไทย ไม่ได้สนใจว่าแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่
เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่าน มา ทำให้รู้สึกวิตก ว่าหลังการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จะทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามมาเหมือนเมื่อครั้งรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
ครั้ง นั้น มีนักศึกษาถูกล้อมฆ่ากลางกรุง เสียชีวิตไป 40 กว่าคน หลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้โดยใช้กำลังอาวุธโต้ตอบกลับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 4,000 คน บาดเจ็บนับหมื่น
แต่การต่อสู้ครั้งนี้ คนเสื้อแดงยอมรับแนวทางสันติได้มากกว่าสมัยก่อน เส้นทางการต่อสู้จึงไหลมาสู่แนวทางรัฐสภา
ขณะ เดียวกัน สถานการณ์ก็บีบบังคับให้กลุ่มอำนาจเก่าไม่มีทางเลือกเช่นกัน ผลสุดท้ายการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นในกลางปี 2554 เป็นไปตามที่มุ่งหวังและคาดการณ์ไว้
มีหลายคนอาจไม่พอใจที่ไม่ยอม เสนอแนวทางอื่น เช่น การปฏิวัติ การรัฐประหาร ขอยอมรับว่าเป็นจริง เพราะการปฏิวัติในช่วงเวลาแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ มีแต่จะถูกปราบซ้ำ ทำให้ประชาชนเสียหาย ประเทศชาติพินาศมากขึ้นไปอีก
ส่วนการรัฐประหารที่บางกลุ่มสนับสนุน ก็เป็นการสนับสนุนแนวทางเผด็จการ ที่ทั้งโลกไม่มีใครยอบรับ
ถ้า ทำไปก็เหมือนเป็นการย้อนยุค ประเทศไทยจะกลับไปคล้ายประเทศพม่าเมื่อในอดีต ในขณะที่วันนี้พม่ายังต้องดิ้นรนหนีออกจากสภาพเก่าของตนเอง
ความเป็นกลาง
บทความหลายสิบชิ้นที่ผ่านมา มีหลายคนคิดว่าไม่มีความเป็นกลาง
ก็ คงจะจริงอีกนั่นแหละ เพราะผู้เขียนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ เลือกเข้าข้างผู้ถูกยิงมากกว่าจะเห็นใจคนที่เอาสไนเปอร์มายิง
และที่จะต้องเลือกต่อไปคือ ต้องช่วยคนที่ถูกจับไปขังเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากกว่าคนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ผู้ เขียนไม่เรียกร้องให้หนังสือพิมพ์หรือข้อเขียนต่างๆ ให้เป็นกลาง หลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีการประกาศจุดยืนแล้วว่าใครสนับสนุนการรัฐประหาร ใครคัดค้าน ใครหนุนตุลาการภิวัตน์ ใครไม่เห็นด้วย
นี่เป็นจุดยืนและความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ความ เป็นกลางทางการเมืองจึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความเชื่อและการตัดสินใจของผู้คน ก็จะเกิดจากความเห็นที่ไม่เป็นกลางทั้งหลายนี่แหละ ความเห็นเหล่านี้จะมีหลายด้าน เมื่อผ่านการวิเคราะห์ ถ่วงดุลกันด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะมีผลสรุป ซึ่งขึ้นอยู่กับความโง่ ความฉลาด จุดยืนของคนและข้อเท็จจริงของข่าวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเทคนิคการนำเสนอ จะมีส่วนเพียงเล็กน้อย
ปัจจุบัน ทุกข่าว ทุกประเด็น ไม่ได้มีผู้เสนอเพียง 1 หรือ 2 ราย แต่มีเป็นสิบรายขึ้นไป โดยเฉพาะระบบสื่อสารยุคใหม่ซึ่งได้พัฒนาไปจนถึงขั้นที่คนธรรมดาก็สามารถเสนอ ข่าวและความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่าน เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ซึ่งมีคนอ่านจำนวนมาก บางครั้งก็มากกว่าหนังสือพิมพ์เสียอีก
หนังสือพิมพ์ครอบงำความคิดคนไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ถ้าหากไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
ไม่ เชื่อทดลองบิดเบือนข่าวธรรมดาที่ไม่ใช่ทางเลือกทางการเมือง เช่นข่าวอาชญากรรม ถ้าข่าวนั้นผิดพลาดและไม่ตรงความจริง ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถูกตอบโต้ทันที
ปัจจุบันถ้าสื่อสามารถ เสนอภาพหรือข่าวแล้วครอบงำ ชี้นำความคิดของคนในสังคมได้จริง รัฐบาลชุดเก่าคงชนะเลือกตั้งถล่มทลายไปแล้ว เพราะคุมสื่อได้สารพัดชนิด
แต่ โลกปัจจุบัน สัจธรรมปรากฏได้รวดเร็วมาก ขอแต่มีคนคิดออกเพียงคนเดียว และกล้านำเสนอออกมา คนส่วนใหญ่ก็จะขานรับ บางเรื่องอาจจะรวดเร็วมาก แต่เรื่องที่ซับซ้อนอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง
การต่อสู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แนวรบทางด้านการสื่อสารเป็นแนวรบทางการเมืองที่สำคัญ สามารถทำลายและส่งเสริมกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้หดตัวหรือขยายตัวได้ ให้ประสบความสำเร็จหรือพ่ายแพ้ได้
วันนี้ รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนจากสื่อหลายค่าย หลายชนิด ก็ด้วยความเห็นใจและความคาดหวังว่าจะมาสร้างผลงานดีๆ ให้ประชาชน
แต่จุดยืนของรัฐบาลนี้จะต้องไม่เปลี่ยน
รัฐบาลใหม่ต้องทำอย่างไร
จึงจะถือว่าทำหน้าที่ดีที่สุด
การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของรัฐบาล คือการทำงานให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งก็จะส่งผลให้การต่อสู้ทางการเมืองได้รับชัยชนะไปด้วย
ช่วง เวลาที่เริ่มต้นการเป็นรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ใช่การลงวิ่งแข่งร้อยเมตรของนายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ คนเดียว แต่เป็นการแข่งฟุตบอลที่เล่นเป็นทีมที่มีผู้เล่นในสนาม 11 คน ข้างสนามมีโค้ช ตัวสำรอง และผู้จัดการทีม
วันนี้ความสำคัญของการทำ งานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีปัญหาหลายด้านเกิดขึ้นในประเทศพร้อมกัน นี่จึงเป็นวันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหาร เพราะการบริหารประเทศมีขอบเขตที่ใหญ่กว่าการบริหารงานบริษัทมากมาย
ที่ ผ่านมา คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหา ต่างๆ ได้ ปล่อยให้การทำงานเป็นไปตามสายงานประจำแบบเช้าชามเย็นชาม ปัญหาต่างๆ จึงสะสมมากขึ้นทุกวัน
วันนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องโชว์วิสัยทัศน์และฝีมือการบริหารว่าแตกต่างกับรัฐบาลเก่าอย่างไร
ยกตัวอย่างสถานการณ์โดยรวมปัจจุบัน จะเห็นว่าหลายจังหวัดภาคเหนือมีน้ำท่วมอยู่ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านเกษตรและที่อยู่อาศัย
ใน ขณะเดียวกัน ปัญหายาเสพติดก็ระบาดขึ้นมาอย่างหนักใน 5 ปีนี้ สามารถพัฒนาเครือข่ายจากชายแดน จนสามารถเข้ามาตั้งศูนย์ค้าขายในคุก มีคนเสพ คนค้ายาบ้าระบาดไปทั่วทั้งปะเทศ เกิดเหตุฆาตกรรมจากคนเมายาครั้งแล้วครั้งเล่า
ขอทานเต็มบ้านเต็ม เมือง อพยพเข้ามาอยู่ได้อย่างเสรี มีการค้ามนุษย์เพื่อผลประโยชน์ ยอมทำแม้กระทั่งขโมยลูกคนอื่นมาบังคับให้เป็นขอทาน ค่าครองชีพก็พุ่งขึ้นสูงในขณะที่ค่าแรงยังไม่พอกิน จะต้องเพิ่มค่าแรงโดยเร็ว
ความขัดแย้งในเรื่องความยุติธรรมก็ยังดำรง อยู่ มีคนถูกจับกลางถนนเพราะทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเคอร์ฟิว ถูกตัดสินภายใน 12 ชั่วโมงหลังจับกุม แล้วส่งเข้าคุกถูกขังอยู่ปีกว่า แต่กลุ่มคนที่ยึดสนามบินกลับได้รับการยกเว้น ยังอยู่นอกคุกได้ทุกคน
ต้องมีวิธีแก้ปัญหาพร้อมกันหลายด้าน
ใน เมื่อรัฐบาลมีทีมงานขนาดใหญ่ มีกลไกข้าราชการหลายแสนคน จึงมีขีดความสามารถที่จะทำงานพร้อมกันได้หลายด้าน นี่จะเป็นการวัดความสามารถในการบริหารของนายกฯ หญิง ว่าจะทำได้สมราคาคุยหรือไม่
การแก้ปัญหาแบบบูรณาการจะต้องไม่เป็น เพียงแค่คำพูด ถึงเวลาที่ต้องนำทุกหน่วยงานออกมาประสานงานให้ได้จริงๆ รัฐบาลจะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาอื่นมีความสำคัญอย่างไร สามารถทำพร้อมกันได้อย่างไร ใช้กลไกอะไรในการแก้ปัญหา เช่น...
เรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ที่จะต้องแก้ไข ถ้าผู้ค้ายาเห็นว่าการติดคุกเป็นเรื่องสบาย สามารถทำงานอยู่ในนั้นได้ เห็นคุกเป็นสโมสรของผู้ค้ายา รัฐบาลก็ต้องคิดถึงมาตรการใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะลงโทษให้เด็ดขาด
ผู้ที่ทำความผิดซ้ำซ้อนก็ควรถูกกำจัดทิ้งไปจากสังคมโดยใช้ทางกฎหมายไม่ใช่ศาลเตี้ย
กรณี ขโมยเด็กไปบังคับให้ขอทานก็เช่นกัน เรื่องแบบนี้คุณยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแต่จะไปอุ้มเด็กถ่ายรูปและจับคนขโมยเด็ก มาลงโทษ แต่จะต้องถือโอกาสโฆษณารณรงค์ทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายที่เกิดจากการให้ทาน ว่าเงินทุกบาทที่หย่อนลงขัน คือการขโมยความเมตตา ความสงสารไปจากเรา และยังย้อนกลับมาทำลายสังคมของเรา
เมื่อ มีข่าวว่าคนจับสุนัขไปขาย ผู้คนยังสงสาร ช่วยกันบริจาคเงินเกือบ 20 ล้าน ทุกวันนี้มีเด็กหาย เด็กถูกนำไปเป็นสินค้าปีละมากมาย ทำไมจะรณรงค์ให้สำเร็จไม่ได้ เมื่อไม่มีคนให้เงิน ขอทานก็จะหมดไป การบังคับเด็กขอทานจะหมดไป นายกฯ ไม่ต้องลงมาทำเอง แต่จ่ายงานได้และให้ทำเป็นระยะยาว
ส่วนเรื่องการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ก็ต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ โดยไม่ปรับพื้นฐานความยุติธรรม เพราะจะเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาพังลงมาอย่างในอดีต และบางทีอาจจะขยายเป็นความรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธเช่นในลิเบีย
เศรษฐกิจในลิเบียไม่ได้ตกต่ำจนผู้คนจะอดตาย แต่เป็นเพราะผู้คนอยากได้เสรีภาพ อยากได้ความยุติธรรม
เมื่อ ความขัดแย้งหาเส้นทางปรองดองผ่านกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องวัดกันว่าใครมีพวกมากกว่า ใครมีปืนมากกว่า และก็จะได้ผลอย่างที่เห็นในโทรทัศน์ คือมีคนเป็นหมื่นๆ ถืออาก้า แห่กันเข้ามายึดตริโปลี เมืองหลวง ประเทศเราคงไม่อยากให้เป็นอย่างนี้
ส่วน ข้อเรียกร้องให้ทำทันทีบางอย่างก็ทำได้ เช่นลดราคาน้ำมัน แต่กรณีรถไฟฟ้า แม้เริ่มทำวันนี้อีก 4-5 ปีถึงจะเสร็จ อย่างนี้เข้าใจง่าย
กรณีแจก แท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน อาจต้องมีขั้นตอนที่เหมาะสม เช่นทดลองซื้อมาจำนวนน้อยก่อน เพื่อจะได้ทดสอบคุณภาพของหลายๆ ยี่ห้อและเพื่อทดลองแจกเด็กหลายระดับชั้น อีกทั้งยังมีปัญหาความพร้อมของครูผู้สอน ซึ่งก็มิได้เชี่ยวชาญการใช้แท็บเล็ตทุกคน ปัญหาการเตรียมข้อมูลทางวิชาการ ความรู้ต่างๆ ที่จะบรรจุลงไปในแท็บเล็ตซึ่งก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้เหมาะสม ผลงานที่ออกมาจะมีประโยชน์คุ้มค่ากว่าการรีบๆ ทำ
กรณี ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทก็เช่นกัน ต้องทำไปแก้ปัญหาไป เพราะอุปสรรคและปัญหามีหลากหลาย ถ้าต้องเดินอ้อมบ้าง ก็ต้องทำ กลไกทางตลาดและการขาดแคลนแรงงานกำหนดทิศทางให้ต้องเดินมาทางนี้อยู่แล้ว
ต้องมุ่งมั่นทำงานอย่างสุจริต
และมั่นใจต่อการสนับสนุนของแนวร่วมและประชาชน
ในการทำงานต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ต้องมีความแน่วแน่ในนโยบาย ฟังคำแนะนำของมิตร ฟังคำท้วงติงของคนกลางๆ
อย่า ไปหลงเชื่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งคำค้านและคำชม คนเหล่านั้นคิดแต่จะชิงอำนาจ ในทางคำพูดก็ต้องการโจมตีและทำให้แตกแยก ในทางปฏิบัติ ถ้าทำได้พวกเขาจะใช้ทั้งกฎหมายและกำลังอาวุธมาแย่งชิง กล้าทำแม้กระทั่งฆ่าประชาชนเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไป
จึงสมควรเก็บความเห็นของพวกนี้ไว้ลำดับสุดท้าย ถึงอย่างไรพวกเขาก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้อยู่แล้ว
ใน กรณีที่ไม่สามารถเดินไปได้ในทางตรง ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนฟังว่าอุปสรรคเกิดจากอะไร ทำไมต้องเดินอ้อมไปอ้อมมา เรื่องเหล่านี้ประชาชนเข้าใจได้ เหมือนตัดถนนข้ามภูเขา ซึ่งจะต้องมีเส้นทางวกวนตามไหล่เขา ค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไปจนถึงจุดหมาย เพราะไม่สามารถทำสะพานข้ามทุกหุบเหวไปได้
ในกรณีที่ต้องใช้เวลา ก็สามารถอธิบายต่อประชาชนให้เข้าใจเหตุผล ว่างานบางอย่าง แม้ทำทันทีแต่ก็จะไม่สำเร็จในทันใด เพราะมีกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย ทางงบประมาณ
การตั้งคนเสื้อแดงมาช่วยงานในตำแหน่งการเมืองต่างๆ เป็นเรื่องปกติ คนเหล่านี้เข้าใจนโยบาย เคยช่วยงานเลือกตั้ง และสามารถช่วยได้ทั้งรุกและรับในหน้าที่ต่างๆ แต่ผู้ที่รับตำแหน่งต้องจำคือ เวลาถูกปลด ถูกเปลี่ยน อย่าโกรธกัน เพราะตำแหน่งคือภาระหน้าที่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว
สิ่งที่ประชาชนรอคอย คือผลสำเร็จที่จะตกถึงมือพวกเขา ไม่ใช่วิธีการ แม้ไม่ได้ผลเต็มร้อย ก็ยังพอใจและพร้อมจะร่วมพัฒนาให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป ถ้าสอบผ่านเพียงเกินครึ่ง ประเทศก็จะไหลลื่นไปตามระบบ ด้วยแรงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
จุดยืนและหน้าที่ของรัฐบาลในวันนี้คือ หาวิธีฝ่าอุปสรรคเพื่อสร้างผลงานที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง ในระยะเวลาที่เหมาะสม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, September 6, 2011
สื่อมวลชนและรัฐบาล ต่างมี...จุดยืน...หน้าที่...วิธีการ
ครม.มีมติโยก"ถวิล"นั่งที่ปรึกษานายกฯฝ่าย ขรก.ประจำแล้ว-เก้าอี้เลขาฯ สมช.ว่าง
ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน น.ส.กฤษณา สีหลักษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ โดยมีผลทันที จึงทำให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ว่างลง ทั้งนี้ ยังไม่มีการแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นเลขาธิการ สมช.
สังหาร92ศพยังลอยหน้า แย่งอาหารหมายังลอยนวล คันหูขำๆโดนฆ่าหน้าจอ โอ้หละหนอตอแหลแลนด์
ที่มา Thai E-News
ไม่ควรตกใจที่เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยไม่ร่วมด่า "คันหู" ว่าทำให้สังคมไทยเสื่อมศีลธรรม เพราะมุมมองของเขาคือ คนในสังคมไทยโกหกกันมากแล้ว ซึ่ง "จริง" ดังนั้น แทนที่จะหวาดผวาหน้าตาตื่น ควร "ฟัง" แล้วช่วยกันคุย ช่วยกันคิดว่าอะไรคือสังคมที่น่าอยู่กับคนทุกฝ่ายมากที่สุด ก่อนคุย คนแก่ คนที่นึกว่าตัวเองดี และเด็กดีในกรอบ ทั้งหลายกรุณาเปิดใจกว้าง เก็บอาวุธสำหรับฆ่าเด็กนอกคอกและไม้บรรทัดวัดศีลธรรมแบบเดิมๆ ไว้ก่อน-Nithinand Yorsaengrat
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กันยายน 2554
ฆ่าคน92ศพยังลอยนวล เมื่อไหร่วู้ดดี้จะเรียกไปฆ่าหน้าจอ
สว.หลายคน ได้สอบถามถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยุติการควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 19 พ.ค.เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย เพราะขณะนั้น ส.ว.ได้เข้าไปเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมและมีท่าทีจะอ่อนลง และอยากให้นายอภิสิทธิ์ให้ความหมายระหว่างคำว่า”เสียใจกับขอโทษ”มีความแตก ต่างกันอย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยแสดงความขอโทษเลย
นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่ไม่ต้อง อธิบายเพราะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ส่วนคำว่า”ขอโทษ” ต้องรอให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนถึงจะมาสรุปและตัดสินใจ
แย่งอาหารหมาของพระราชวงศ์ ต้องขนาดนี้ไหมถึงจะเป็นคนดีในสังคมไทย..
พสกนิกรตัวอย่าง-คลิปรายการช่วงที่"วู้ ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย"
ต่อมา“วู้ดดี้” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี และข่าวลือต่างๆ
ผุดเวบเพจมั่นใจคนไทยเกินแสน เป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)
ล่าสุดมีการเปิดเวบเพจ มั่นใจคนไทยเกินแสน เป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)เพจนี้สร้างเมื่อ วันที่ 5/09/11 เวลา 12.40 am
น้องจ๊ะ อายุ 20 นักร้องนำวง TURBO ซึ่งหาเงินโดยสุจริต แต่กลับโดนด่าออกสื่ออย่างไม่เหลือหน้า ในสังคมไทยจริงๆ มีคนที่เสื่อมทรามทางจิตใจและการกระทำที่เลวร้ายกว่านี้อีกเยอะ อยากบอกว่าเข้าใจในวัฒนธรรมไทย เข้าใจในสปีริทในการแสดงบนเวที และสิ่งที่สังคมสงเคราะห์เน้นย้ำเสมอคือ การเคารพสิทธิมนุษยชนว่ะ อยากให้มองในหลายๆแง่มุม
แฟนๆคันหูเชิญตามลิ้งค์ http://www.facebook.com/weloveturboband
เปิด"อำนาจ"กสทช. ผู้คุมกฎด้านการสื่อสาร-โทรคมนาคม คุมขุมทรัพย์แสนล้าน
ที่มา มติชน กว่าจะมาเป็น พ.ร.บ.กสทช. (มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2554 หน้า 2) ............... เปิดปูม11อรหันต์กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณศรี จากบัญชี 2 ได้ 73 คะแนน อายุ 64 ปี เป็นนายทหารรุ่น ตท.6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และนายทหารที่ก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเป็นเพื่อนกับ พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง ส.ว.สรรหา โดยจบการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอากาศยาน โรงเรียนนายเรืออากาศ เลขาธิการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ประเทศอังกฤษ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เคยเป็นเสธ.ทอ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร สังกัดสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ด้านกิจการโทรทัศน์ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จากบัญชี 1 ได้ 62 คะแนน อายุ 56 ปี จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์ สหพันธรัฐเยอรมนี ด้านกิจการโทรคมนาคม พ.อ.นที ศุกลรัตน์ จากบัญชี 2 ได้ 112 คะแนน อายุ 44 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้าน Philosophy, Electrical Engineering University of South Florida, USA หลักสูตรเสนาธิการทหารบก อดีตเป็นกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปัจจุบันเป็นรักษาการ กสทช. อดีตรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ จากบัญชี 1 ได้ 118 คะแนน อายุ 45 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม Florida Atlantic University เป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และที่ปรึกษา หจก.รัจนาการ (2530) ด้านกฎหมาย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากบัญชี 2 ได้ 109 คะแนน อายุ 51 ปี จบการศึกษาปริญญาโทและเอกทางกฎหมาย University of Pennsylvania พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า อดีต ผกก.สภ.สีชมพู จ.ขอนแก่น จากบัญชี 1 ได้ 67 คะแนน อายุ 64 ปี จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายพินิจ จารุสมบัติ เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ด้านเศรษฐศาสตร์ นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เศรษฐศาสตร์ ประจำ กทช.) จากบัญชี 1 ได้ 110 คะแนน อายุ 61 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ Middle Tennessee state University นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากบัญชี 1 ได้ 58 คะแนน อายุ 51 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้านการเงิน มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) จากบัญชี 2 ได้ 95 คะแนน อายุ 38 ปี จบการศึกษาปริญญาโท Communication Policy and Regulation with Merit, the University of Westminster, London เป็นกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (โทรคมนาคม) นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. จากบัญชี 2 ได้ 78 คะแนน อายุ 46 ปี จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันโรคเขตร้อนประเทศเบลเยียม ด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย จากบัญชี 1 ได้ 72 คะแนน อายุ 59 ปี จบการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา


หมายเหตุ - รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ความเห็นถึงบทบาทของ กสทช.และอำนาจหน้าที่รวมทั้งที่มาของการจัดตั้งองค์กรที่มีความสำคัญในฐานะ เป็นผู้คุมกฎด้านการสื่อสาร-โทรคมนาคม ซึ่งมีผลประโยชน์นับแสนล้านบาท
ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จึงเป็นที่มาของการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ฉบับปัจจุบัน (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) หรือที่มักเรียกกันว่า "พ.ร.บ.กสทช."
อย่าง ไรก็ดี กว่าจะมาเป็น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบัน ได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนและการพิจารณาหลายยุคหลายสมักระทั่งในรัฐบาลชุดก่อน ได้หยิบยกร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯขึ้นมาพิจารณาภายใต้คณะกรรมาธิการซึ่งแต่ง ตั้งโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งการพิจารณามีประเด็นถกเถียงและแปรญัตติมากมายในชั้นกรรมาธิการ
แต่ หลายประเด็นก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาหรือให้ความเห็นชอบ อาทิ ประเด็นเกี่ยวกับจำนวนและที่มาของกรรมการ กสทช. วิธีการได้มาซึ่งรายชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในการรับเรื่องร้องเรียน เกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน วัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เป็นต้น
เป็นเหตุให้ตัวแทน ฝ่ายค้านต้องถอนตัวจากการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อร่างกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นการพิจารณาโดย รัฐบาลกับกลุ่มกดดันข้างรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวและการดำเนินกระบวนการร่าง กฎหมายเป็นไปอย่างเร่งรัดขาดการรับฟังและมีส่วนร่วม
กระบวนการสรรหากับเสียงวิจารณ์
เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับ ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการดำเนินการกระบวนการสรรหาและคัดเลือก กสทช. โดยแบ่งเป็นวิธีการคัดเลือกกันเองและวิธีการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนด
จน ปัจจุบันได้รายชื่อผู้สมควรได้รับคัดเลือก 44 คน เพื่อเสนอบัญชีรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาและมีมติคัดเลือก แต่ด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ได้ มาซึ่ง กสทช.ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น กระบวนการคัดเลือกและสรรหา กสทช.จึงต้องดำเนินต่อไปท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดี และการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินกระบวนการดังกล่าว
เป็น ที่น่าสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้ เน้นความโปร่งใสในกระบวนการต่างๆ ของ กสทช. และสำนักงาน กสทช.มาก ยกเว้นก็แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับกรรมการสรรหา การสรรหา และผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา การจัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุน กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกรรมการประเมินผล ที่กฎหมายมิได้นำมาตรฐานความโปร่งใสมาใช้จนเป็นที่มาของข้อกังขาว่ากระบวน การและบุคคลหลายฝ่ายกระทำการไม่โปร่งใส เกี่ยวพันกัน หรือเป็นพรรคพวกกัน
อำนาจหน้าที่ กสทช.
เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ ย่อมเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการกำกับดูแลจากไปจากเดิมที่แยกอำนาจในการกำกับ ดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ออกจากกิจการโทรคมนาคม แต่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ได้ปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ ภายหลัง 10 ปีที่ผ่านมาด้วยการกำหนดให้มี กสทช. เป็นองค์กรอิสระขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม รวมถึงกิจการกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์
บทบาทของ กสทช.จึงแตกต่างไปจาก กทช. โดยเฉพาะด้านการดูแลกติกาการแข่งขันให้มีความเป็นธรรม เสมอภาค และเร่งรัดให้ประเทศเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง
ตลอดจนกำกับดูแล หน่วยงานรัฐให้ใช้คลื่นความถี่ที่อยู่ในมือให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ เช่น
-จัดทำแผนแม่บทการ บริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม แผนความถี่วิทยุ และแผนเลขหมายโทรคมนาคม
-การกำหนดการจัดสรรความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุคมนาคม และกิจการโทรคมนาคม
-กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
-พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
-กำหนด ให้ประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ซึ่ง ประกอบกิจการในทางธุรกิจ และคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมทุกประเภท
-กำหนดให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง โอนแก่กันไม่ได้
-กำหนดให้มีการวางแนวทางในการคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ฯลฯ
จัดตั้งกองทุนวิจัย-พัฒนา
นอก จาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะกำหนดโครงสร้างโดยให้อำนาจในการกำกับดูแลกิจการอันมีมูลค่ามหาศาลที่ กสทช. ไว้เพียงที่เดียวแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้จัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนฯ) ขึ้นในสำนักงาน กสทช. โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
-ดำเนินการให้ประชาชน ได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมชุมชนและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชน
-ส่ง เสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร การวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ
-ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ
-สนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
-สนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
กอง ทุนฯที่จัดตั้งนับเป็นแหล่งทุนมหาศาล ประกอบด้วยทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดให้ เงินจากการประมูลคลื่นความถี่ เงินรายได้จากสำนักงาน กสทช.ที่จัดสรรเข้ากองทุน เป็นต้น
นอกจากนี้ กองทุนฯตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แตกต่างจากกองทุนฯตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งกำหนดให้ราย ได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมท้ายที่สุดแล้วต้องนำส่ง เข้ารัฐ ที่แตกต่างคือกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทางธุรกิจต้องนำส่งเงินราย ปีเข้ากองทุนฯตามอัตราที่ กสทช. ประกาศซึ่งต้องไม่เกินร้อยละสองของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งนับเป็นการให้อำนาจในการบริหารเงินกองทุนฯ ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมมิได้ให้อำนาจไว้
อำนาจ กสทช.ที่แฝงอยู่
กสทช.มิ ได้มีเพียงหน้าที่ตามที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดเท่านั้น เนื่องด้วยมีกฎหมายเกี่ยวข้องที่สำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งที่ผ่านมานับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วแต่ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ เนื่องจากในเวลาดังกล่าวยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสมบูรณ์
กระทั่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับและเมื่อมีการแต่งตั้ง กสทช. อำนาจหน้าที่ของ กสทช. มิได้มีเพียงการจัดสรรคลื่นความถี่ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการหรือการประมูลคลื่นความถี่ 3G เท่านั้น แต่ กสทช.ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ทั้งระบบ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์จะต้องคืนคลื่นความถี่ และสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม
สาระสำคัญประการหนึ่งคือ การยกเลิกสัมปทานวิทยุ โทรทัศน์ทั้งหมด ปลดล็อกคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์จากเจ้าของเดิม นำคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์มาออกประมูล และนำเงินเข้ากองทุนฯ โดยไม่ต้องส่งเข้าคลังหลวง กสทช.เป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรเงินจำนวนมหาศาลนี้ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้
มีอำนาจยกเลิกสัญญาสัมปทานทีวี วิทยุ
ด้วย เหตุที่บทเฉพาะกาลแห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์อยู่ใน วันที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ใช้บังคับ จะประกอบกิจการได้ต่อไปจนถึงวันที่กำหนดในแผนแม่บทใช้บังคับ
เมื่อ กสทช.จัดทำแผนแม่บทเสร็จและมีผลบังคับ เมื่อยกเลิกสัญญาทีวี วิทยุ ทั้งหมดแล้ว กฎหมายให้ กสทช.นำคลื่นดังกล่าวออกประมูลใหม่ และแบ่งคลื่นออกเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น
นอก จากจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจของหน่วยงานรัฐในการเป็นเจ้าของหรือประกอบกิจการจะ สิ้นสุดลง เท่ากับเป็นการนำอำนาจสื่อออกจากรัฐ และกระจายการครอบงำสื่อ เพราะแต่เดิมใบอนุญาตทำทีวี วิทยุ เป็นใบอนุญาตที่ทำจากส่วนกลาง โดยเฉพาะทีวี ที่มีแต่ใบอนุญาตส่วนกลาง แต่ในอนาคต ใบอนุญาตจะมีหลายระดับ จนรัฐหมดความสามารถในการชี้นำข้อมูลสารสนเทศ
โดยนัยนี้ ประชาชน ภาคประชาชน จะมีสิทธิเป็นเจ้าของสื่อ ทำสื่อ สามารถมีช่องทางการส่งข้อมูลสารสนเทศได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพิงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ท้ายที่สุดแล้วการที่ กสทช.ต้องเข้ามายกเลิกสัมปทานทั้งหมดตามที่กฎหมายบังคับ แล้วนำมาจัดสรรใหม่ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ จะทำให้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพ เสียงประชาชนจะดังขึ้น และจะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนจะมีโอกาสปฏิเสธไม่รับสื่อหลักของรัฐซึ่งก็คือ สื่อทีวี
บทสรุป
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบันนอกจากจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่การกำกับดูแล โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ กสทช.ไว้ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแล้ว
ยังจะมีผลพวงจากกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด แต่คนไม่สนใจมากที่สุดคือเรื่องการล้มระบบการทำสื่อโดยรัฐ การชี้นำประชาชนโดยรัฐ การสร้างเสริมช่องทางที่เอกชน ประชาชน และปัจเจกชนจะมีโอกาสในการติดต่อสื่อสารถึงกัน รวมทั้งเป็นเครื่องมือประกัน สิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงออกและมีช่องทางหลากหลายในการใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และเป็นเครื่องมือประกันอันดีสำหรับระบอบประชาธิปไตยไม่ให้สั่นไหวคลอนแคลน เหมือนที่ผ่านมาในอดีต
ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการ กสทช. 11 คน แบ่งเป็นสาขาเชี่ยวชาญ 8 สาขา คือกิจการกระจายเสียง 1 คน กิจการโทรทัศน์ 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน ด้านกฎหมาย 2 คน ด้านเศรษฐศาสตร์ 2 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (กระจายเสียงและโทรทัศน์) 1 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (โทรคมนาคม) 1 คน ด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม 1 คน ทั้งนี้จะมาจากบัญชี 1 คัดเลือกกันเองจำนวน 22 คน และบัญชี 2 การสรรหา จำนวน 22 คน รวมเป็น 44 คน โดย ส.ว.ลงคะแนนลับคัดเลือกแล้ว 11 คนดังนี้
ปล่อยมือ"สมช." สู้ศึกยึด"กอ.รมน." เสาหลัก"ความมั่นคง"รัฐบาล
ที่มา มติชน


เร่ง สปีดเต็มกำลังสำหรับงานแรก-งานหลักของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการเขี่ย "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้พ้นจากตำแหน่ง
ล็อกสเปกไปที่ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" รอง ผบ.ตร. พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์" อดีตภรรยา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นแท่นนั่ง "เจ้ากรมปทุมวัน"
แล้วโยก "พล.ต.อ.วิเชียร" ไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตามคำขอ แต่ติด "ตอ" อยู่เล็กน้อยหลัง "ถวิล เปลี่ยนศรี" เลขาธิการ สมช.ไม่ยอมง่ายๆ ประกาศฟ้องศาลปกครองและคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) หากโดนโยกย้ายจริง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วคงยากที่จะต้านทาน
โดยเนื้อ งานแล้ว "สมช." จะทำนโยบายด้านความมั่นคงในภาพใหญ่ ประมวลงานด้านการข่าว เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาและนำมาบังคับใช้ และแม้ "สมช." จะไม่มีกำลังแต่เปรียบเสมือนมันสมองของรัฐบาล
ซึ่งแน่นอนหาก "พล.ต.อ.วิเชียร" ไปเป็นเลขาธิการ สมช.ก็จะเป็นคนประมวลภาพรวมนโยบายและการข่าวนำเสนอให้ "รัฐบาล"
แต่ โดยเส้นสนกลในแล้วคงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" จะไว้เนื้อเชื่อใจ "พล.ต.อ.วิเชียร" ดังนั้น บทบาทของ "สมช." คงต้องลดน้อยถอยลงโดยปริยาย
นอก เสียจากจะแต่งตั้งระดับ "รองเลขาธิการ" สาย "แดง" ที่สูญเสียอำนาจไปในยุค "ถวิล" ให้กลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่ามีโอกาสเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
โดยดูตามโครง สร้างแล้วหนีไม่พ้นลูกน้องเก่า "พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา" อดีตเลขาธิการ สมช. เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 "พ.ต.ท.ทักษิณ" ผนึกกำลังกับ "พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร" อดีตรองเลขาธิการ สมช. ซึ่งทั้งสองคนถูกปลดในยุครัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" สร้างความขุ่นเคืองใจและรอวันชำระแค้น
ดัง นั้น ตำแหน่งรองเลขาธิการ-ผอ.หน่วย จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับ "พล.ต.อ.วิเชียร" ที่จะเสนอชื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
ทั้งนี้ เมื่อ "สมช." อยู่ในมือคนไม่ไว้ใจ คงหนีไม่พ้นที่ "รัฐบาล" จะใช้ "กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร" (กอ.รมน.) เป็นหลักในการดำเนินงานด้านความมั่นคง เนื่องจากงานหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่ แม้ "กอ.รมน." จะเน้นหนักไปทางปฏิบัติก็ตาม
ดังนั้น ตำแหน่ง "เสนาธิการทหารบก" ซึ่งจะเป็น "เลขาธิการ กอ.รมน." โดยตำแหน่งจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายเพราะ "เสธ.ทบ." โดยปกติแล้วจะเป็นนายทหารคู่ใจของ "ผบ.ทบ."
ล่าสุด โผโยกย้ายนายทหารปรากฏชื่อ "พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล" รอง เสธ.ทบ. ขึ้นเป็น "เสธ.ทบ." ซึ่งว่ากันว่า "พล.ท.ศิริชัย" คือน้องรัก "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสมัยรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
และเป็นนายทหารที่ทำงานคล่อง-รู้ทาง-รู้ใจ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เป็นอย่างดี
แต่ ทว่าฝ่ายการเมืองนำโดย "บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมผลักดัน "พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต" ผู้ทรงคุณสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เตรียมทหารรุ่น 10 ขึ้นเป็น "เสธ.ทบ." หลังจากโดนแขวนมาตลอดจากพิษ "ปฏิวัติ"
และหากนับ "พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี" ที่จ่อคิวนั่งที่ปรึกษากอ.รมน.แล้ว เป็นที่รู้กันอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลเอาจริง
แต่ก็เป็นเรื่องยากที่ "เบอร์ 1 ทบ." จะยอมรับได้
ศึก มวยรุ่นใหญ่ไฟต์นี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ กอปรกับวาทะร้อน "ถ้ายังมีปัญหาก็มาลองน้ำหนักหมัดกันว่าใครจะหนักกว่ากัน"ของ "บิ๊กอ๊อด" แล้ว อาการหนาวๆ ร้อนๆ สั่นๆ คงแพร่ไปทั่วอณูของ "ทบ."
และยิ่งเมื่อ ปล่อยมือยอมเสีย "สมช." แล้ว คงยากที่ "รัฐบาล" จะยอมเสีย "กอ.รมน." เพราะนี่คือหน่วยงานหลัก "ด้านความมั่นคง" ที่จะเป็นมือ-ไม้ ประมวลความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เพื่อประคองให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" อยู่รอดปลอดภัย..
กุญแจความสำเร็จ"ธนินท์ เจียรวนนท์" ฟอร์บส์จัดอันดับ เศรษฐีเบอร์ 1 ของไทย ปี 2554
ที่มา มติชน

จากการเปิดเผยรายชื่อ 40 อันดับ มหาเศรษฐีของไทย (Thailand′s top 40 Richest 2011) ประจำปี 2554 ของฟอร์บส์ (Forbes) นิตยสารชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า “ธนินท์ เจียรวนนท์” ครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยสินทรัพย์ 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 222,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้นับว่าเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกันจากเมื่อ ปี 2553
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นผู้นำทางธุรกิจของ “ธนินท์”เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่นำพาธุรกิจสู่ความมั่งคั่งรุ่งเรือง
ปัจจุบัน “ธนินท์” มีตำแหน่งเป็น “ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร” เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ที่รู้จักในชื่อ “ซี.พี.” ซึ่ง เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายในลักษณะที่เรียกว่า Conglomorate มีธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารเป็นธุรกิจหลัก โดยมีการค้าการลงทุนใน 15 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครือประมาณ 200 แห่งทั่วโลก พนักงานราว 280,000 คน ซึ่งความสำเร็จของซี.พี.ทั้งหมด เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความสามารถของ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ นั่นเอง
เคล็ดลับการลงทุนสไตล์ ‘ธนินท์’
“ตลาดทั่วโลก วัตถุดิบทั่วโลก คนเก่งทั่วโลก การเงินทั่วโลกล้วนเป็นของซี.พี.” นี่คือสิ่งสำคัญที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ตอกย้ำกับผู้บริหารและพนักงานซี.พี.อยู่เสมอ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซึ่งได้นำพาให้ซี.พี.เติบโตเป็น ปึกแผ่น เป็นบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย
“ผมมองว่าที่ผมทำงานนี่ไม่ได้คิดเลยเรื่องกำไร ไม่ได้คิดว่าทำธุรกิจนี้แล้วจะได้กำไรเท่าไร ผมคิดว่าทำธุรกิจนี้ อันแรกมีโอกาสสำเร็จไหม ถ้ามีแล้วถ้าจะใหญ่นี่ ธุรกิจอันนั้นจะต้องไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนน้อย ธุรกิจอันนี้จะไม่ใหญ่ ถ้าธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับประเทศเดียวธุรกิจก็ไม่ใหญ่ ต้องเกี่ยวข้องกับทั่วโลก สินค้านี้ต้องขายได้ทั่วโลกมันถึงจะมีโอกาสใหญ่ แล้วธุรกิจนี้ต้องลงทุนได้ทั่วโลกธุรกิจนี้ถึงจะมีโอกาสใหญ่ และยิ่งสำคัญกว่าเรื่องอื่นคือธุรกิจที่เราทำเป็นประโยชน์แก่ประชาชนไหม ถ้าไม่ ธุรกิจอันนี้ก็ไม่มีความยิ่งใหญ่” ธนินท์ กล่าว
ทำอะไรอย่าคิดแต่ความสำเร็จอย่างเดียว
แม้ซี.พี.จะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจนเป็นที่ยอม รับทั่วไป ซึ่งสร้างความภูมิใจแก่ทุกคนในองค์กร แต่ “ธนินท์” ในฐานะผู้นำไม่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง กลับคิดว่า “เราทำอะไรอย่าไปคิดในทางสำเร็จอย่างเดียว ต้องคิดว่ามีปัญหาอะไรตามมาอีก มีหวานต้องมีขม ได้อย่างต้องเสียอย่าง ถ้างานยิ่งใหญ่ ปัญหายิ่งมีมาก” ทั้งยังกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานเป็นประจำว่า “เมื่อได้รับความสำเร็จ ผมดีใจแค่วันเดียว เพราะยิ่งรับงานใหญ่ ภาระของเราก็ยิ่งมากขึ้น”
ด้วยคิดเช่นนี้ ธุรกิจของซี.พี.ภายใต้การบริหารของ ธนินท์ จึงปรับตัวเร็ว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เน้นสร้าง “คน” รองรับการเติบโต
กุญแจสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ “คน” “ธนินท์”ให้ความสำคัญกับการสร้างคน และมีนโยบายให้ผู้นำกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี.เร่งดำเนินการสร้างและพัฒนาคนเก่งเพื่อรองรับการเติบโตบนเวที การค้าโลก เพราะถ้าไม่มีคนเก่ง ซี.พี.ก็ไม่สามารถชนะในตลาดโลกได้
“ธนินท์” กล่าวว่า การที่จะก้าวสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงของซี.พี.นั้น จะต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ในการสร้างคน โดยหนึ่งในวัฒนธรรมของซี.พี.ที่สำคัญก็คือต้องโปรโมทผู้ใต้บังคับบัญชาโดย เฉพาะการสร้างคนที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมา อย่างเช่นที่ตนเองเคยได้รับโอกาสนั้นจากพี่ชายทั้งสอง คือ จรัญ และ มนตรี เจียรวนนท์
ในการสร้างคนนั้น “ธนินท์” ให้ข้อคิดว่า อย่าไปแบ่งว่าใครเป็นคนของใคร ผู้บริหารที่ดีจะต้องสร้างตัวแทนขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ต้องรู้จักแสวงหาคนเก่งมาทดแทน ต้องเปิดโอกาสให้คนเก่งได้แสดงความสามารถ
“ผู้ บริหารทุกท่าน ต้องสร้างตัวแทน ผมจะยกย่องและนับถือคนที่สามารถสร้างตัวแทนขึ้นมาได้ คนที่รู้จักใช้คนเก่ง คือคนที่เก่งยิ่งกว่า ผมชอบคนเก่ง และอดที่จะเคารพนับถือคนเก่งไม่ได้” ธนินท์ กล่าว
“ธนินท์” กล่าวกับ ผู้บริหารระดับสูงในเครือซี.พี. อยู่เสมอว่า “ถ้าคุณสามารถสร้างคนเก่งได้ คุณคือคนที่เก่งที่สุด”
ในการนี้ “ธนินท์” ได้บอกถึงเคล็ดลับ 3 ประการในการสร้างคนเก่ง คือ 1.อำนาจ เพราะคนเก่งต้องมีเวทีมีอำนาจสำหรับใช้ในการแสดงความสามารถ 2.เกียรติ เพราะนอกจากการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว คนเก่งต้องการได้รับการยอมรับ และ 3.เงิน ก็คือผลตอบแทนที่จูงใจ
จะเห็นได้ว่า เงิน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญประการแรกในการสร้างคนตามสไตล์ของ “ธนินท์” ทั้งนี้เพราะ “ธนินท์”คิดว่า สำหรับคนเก่งนั้นเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด อำนาจ และเกียรติต้องมาก่อน ด้วยเหตุนี้ซี.พี.จึงมีบริษัทในเครือฯมากมายถึง 200 กว่าแห่งทั่วโลก เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนเก่ง
นอกจากนี้ “ธนินท์” ยัง กล่าวว่า ผมมองคนอื่นว่าเก่งกว่าผมเสมอ ผมไม่เคยมองใครว่าเก่งสู้ผมไม่ได้ สำหรับคนที่ทำงานกับเรา ผมยึดหลักว่าเราจะต้องเปิดโอกาส ให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถ เมื่อใครแสดงความสามารถออกมา เราจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเขาให้มีตำแหน่งสูง ๆ ขึ้นไป เราจะต้องพยายามรักษาเขาให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถให้เกิดขึ้นให้มาก ๆ
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของซี.พี.ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง “ธนินท์” ได้ เปิดโอกาสให้พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ร่วมประชุมด้วย และเรียกกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ว่า Young Talent ซึ่งพนักงานคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมประชุม จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ แก่ซี.พี. ซึ่งมีหลายครั้งที่ ธนินท์ นำข้อเสนอแนะไปใช้ในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.
“รักษาคู่แข่ง ไม่เอาเปรียบลูกค้า ดูแลสังคม”
ในโลกแห่งการแข่งขันทางการค้าและการทำธุรกิจ “ธนินท์” มีนโยบายให้รักษาคู่แข่ง และไม่เอาเปรียบลูกค้า
“ธนินท์” กล่าวว่า นักธุรกิจที่แท้จริง จะพยายามแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต จะไม่แข่งจนตายไปฝ่ายเดียว หรือพังไปข้างหนึ่ง ถ้าเรามีความสามารถ เราก็ไปหาธุรกิจที่อื่น ทำไมต้องมาเจาะจงมาแย่งข้าวชามเดียวกัน สุดท้ายสองคน สามคนไม่อิ่มสักคน แล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ
“สมมติ ว่าเราสองคนต่อยกัน ต่อยกันจนคนหนึ่งตายไป นึกว่าอีกคนไม่เจ็บหรือ ก็เจ็บ...เพราะฉะนั้นวิธีการของ ซี.พี.คือ การถอนแล้วเราก็ไปหาตลาดใหม่ ผมไม่เคยทำให้คู่แข่งผมล้มละลาย”
“ธนินท์” มักจะกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานว่าซี.พี.มีนโยบายรักษาคู่แข่ง เราจะไม่ทำลายคู่แข่ง และยังต้องแบ่งตลาดให้ เพื่อให้คู่แข่งสามารถอยู่รอดในตลาดได้ ทั้งนี้เพราะถ้าเราทำลายคู่แข่งไป ก็อาจมีคู่แข่งใหม่เข้ามาซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่า
นอกจากนี้ ยังให้มองถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก รวมไปถึงคู่ค้าและ Suppliers ด้วย ต้องให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้ ต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และยังต้องดูแลสังคม ทั้งนี้เพราะเราเป็นส่วนหนี่งของสังคม ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้ ขายคุณภาพบวกความซื่อสัตย์
คุณภาพ และความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจของซี.พี. ซึ่งยึดถือมาตั้งแต่ทำเจียไต๋ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของธุรกิจเครือซี.พี. (เจียไต๋ คือ ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักฯลฯ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2464 เป็นต้นกำเนิดของธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี. ปัจจุบันเจียไต๋เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อันดับต้น ๆ ของเอเซีย)
“ธนินท์” เคยเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อผมมีหัวเรื่องเทคโนโลยี ท่านมีพรสวรรค์เรื่อง พันธุ์พืช พ่อผมไปพัฒนาเมล็ดพันธุ์ผักซัวเถาจากโซนร้อน ซึ่งในประเทศโซนร้อนปลูกทุกครั้ง เก็บอีกทีไม่โตแล้ว ซึ่งแปลกมาก คุณพ่อมาเปิดร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่เมืองไทยชื่อร้านเจียไต๋ ซึ่งคุณพ่อได้สร้างพันธุ์ คัดพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง รักษาคุณภาพใส่ในซองที่พิมพ์วันที่ เพราะเมล็ดพันธุ์พอถึงเวลาหนึ่งจะไม่งอก คุณพ่อบอกว่าถ้าใครซื้อเมล็ดพันธุ์ถ้าเลยวันที่กำหนดแล้วให้เอามาคืน จึงเป็นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้วที่ต้องรักษาคุณภาพ
“คุณ พ่อท่านบอกว่า ถ้าเราจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ถ้าลูกค้าอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าลูกค้าร่ำรวย ธุรกิจเจียไต๋ที่คุณพ่อทำ ลูกค้าปลูกเอาไปขาย ไม่ใช่ปลูกเล่นดูสวยงามถ้าลูกค้าปลูกแล้วขายไม่ได้ไม่มีราคา ขาดทุน เที่ยวหน้าเขาก็ไม่มาซื้อ เหมือนเลี้ยงไก่เพื่อต้องการขายไข่ได้กำไร ถ้าเราไม่มีวิธีการไปช่วยเขา ไม่ได้ช่วยเขาควบคุมเรื่องคุณภาพ เขาอยู่ไม่ได้”
ยึดหลัก “3 ประโยชน์”
นักธุรกิจที่จะทำธุรกิจใหญ่ ต้องเข้าใจด้วยว่า เราอยู่ด้วยตัวเราคนเดียวไม่ได้ ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้เราจะอยู่ได้อย่างไร ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน
“เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงว่า ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และบริษัทก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย” ธนินท์ กล่าว “นโยบาย 3 ประโยชน์” ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเครือซี.พี.
“ผมถือว่า ธุรกิจที่ผมทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อสังคม ผมคิดว่าถ้าเรามีโอกาสสร้างคน สร้างงาน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดเวลาผมถือแบบนี้ เข็มมันจะแหลมไปทั้ง 2 ข้างไม่ได้ ต้องทู่ข้างหนึ่ง แต่สำคัญว่า ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็จะเท่ากับเป็นการช่วยสังคม เราสร้างสรรค์ สร้างงาน สร้างอาชีพ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรคือการกระจายรายได้ คนมักเข้าใจว่าต้องกระจายแต่ไม่รู้ว่าการ กระจายจริง ๆ เป็นอย่างไร วิธีที่ถูกต้องคือการสร้างงาน”
“ธนินท์” กล่าวว่า ซี.พี.ก้าวหน้าและเติบโตมาจนถึงปัจจุบันจะก้าวสู่ปีที่ 90 ในปี 2554 ด้วยเพราะได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้อง“ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”อันได้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ธุรกิจกิจการของซี.พี.จึงราบรื่น เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นปึกแผ่นได้ในประเทศไทย และสามารถขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้อย่างไม่หยุดยั้ง
ในมุมมองของการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของ “ธนินท์” ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจนั้น คิดว่าการทุ่มเทการทำงานเพื่อสร้างธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า การได้สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนมากมาย สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ การเสียภาษีให้กับรัฐบาล การมีความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคนเก่ง สร้างคนไทยให้ไปแข่งขันทางธุรกิจกับทั่วโลก เป็นการพัฒนาคนให้ได้เหรียญทองทางธุรกิจ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติเช่นเดียวกับการที่นักกีฬาได้รับ เหรียญทองโอลิมปิก
ทั้งหมดคือปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เป็นผู้บริหารที่โดดเด่นบนเวทีโลก
ที่มา: คอลัมน์ e-news จาก CP E-News
มองบทบาท "เฉลิม" "ขุนศึก"ใน-นอกสภา ไซเรนหมู่บ้านกระสุนตก
ที่มา มติชน

![]() |
ใน สภาผู้แทนราษฎร ร.ต.อ.เฉลิมทำหน้าที่เป็น "ขุนพล" หรือผู้ที่เป็นหัวหน้าทัพของกองทหาร เพื่อต่อกรทุกรูปแบบกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการปกป้อง คุ้มกันนายกฯยิ่งลักษณ์
ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดิน ร.ต.อ.เฉลิมทำหน้าที่เป็น "ขุนศึก" หรือแม่ทัพผู้มีความสามารถในการรบ ที่นอกจากประกาศลุยปราบปรามอบายมุขทุกรูปแบบแล้ว ยังเล่นกับ "ของร้อน" ด้วยการเข้าไปโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งสำคัญๆ
อย่างน้อยก็ 2 ตำแหน่ง
หนึ่ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.
อีกหนึ่ง ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.
ทั้งสองตำแหน่งนายกฯยิ่งลักษณ์ โยนให้รองนายกฯเฉลิมตัดสินใจ
แน่ นอน ร.ต.อ.เฉลิมหมายมั่นปั้นมือในการดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ทบ. ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. จึงต้องออกแรงดันด้วยความนุ่มนวลให้ พล.ต.อ.วิเชียรพ้นจากตำแหน่ง
หากแต่การพ้นจากตำแหน่งของ พล.ต.อ.วิเชียร ทีแรกมีการตกลงกันที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
หากแต่การต่อรองระหว่าง พล.ต.อ.วิเชียร และ ร.ต.อ.เฉลิม มีมากกว่าตำแหน่งปลัดฯ
เพราะมีข้อเสนอใหม่ต้องการเข้าไปนั่งเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เกรดเอ อีก 1 ตำแหน่ง
ข้อเรียกร้องของ พล.ต.อ.วิเชียร ไม่ได้รับการตอบสนอง
ข้อตกลงทีแรก เป็นอันโมฆะ
แต่ ด้วยความที่ พล.ต.อ.วิเชียรเหลืออายุราชการอีก 2 ปีเต็มๆ ผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงให้ พล.ต.อ.วิเชียรบอกความต้องการของตัวเองว่าจะไปนั่งที่ใด
เลขาธิการ สมช.คือตำแหน่งที่ พล.ต.อ.วิเชียรเลือก
ร้อนถึง "ถวิล เปลี่ยนศรี" เลขา สมช.ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ
เมื่อผลกระทบกลายเป็น "ลูกโซ่" ความแข็งขืนก็มีออกมาเป็นระลอก
ทั้งจากข้าราชการที่ได้รับผลกระทบ นักการเมือง และจากสังคม
โดย เฉพาะ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาปลุกให้ข้าราชการลุกขึ้นต่อสู้ ปกป้องศักดิ์ศรี หรือโพลจากสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการโยกย้าย ผบ.ตร.ครั้งนี้
กระแสสังคมที่ออกมา อาจเป็นเพราะรูปแบบในการทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิมที่ต้องการให้จบเร็ว จบไว
อีกทั้งการออกมาให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม จึงเกิด "อิมแพค" ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
"เลขาฯ สมช.ต้องเข้าประชุมกับ ครม.ทุกวันอังคาร แล้วใครจะให้คนของอีกฝ่ายมานั่งประชุมด้วย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่านายถวิลเป็นคนของประชาธิปัตย์"
แถมยังบอกด้วยว่า สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการโยกย้ายแบบ "ล้างบาง" เหมือนกัน
ไม่ ว่าจะเป็น พีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาฯ สมช. สุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร รองเลขาฯ สมช. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.
รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากตำแหน่ง
การทำหน้าที่ทั้ง "ขุนพล" ในสภา และ "ขุนศึก" นอกสภา แน่นอนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี สามารถจัดระบบ วางแผน วางคน ให้นโยบายสามารถเดินหน้าไปได้มีประสิทธิภาพ
ส่วนข้อเสีย แน่นอนสังคมจะตั้งข้อสงสัยในตัว ร.ต.อ.เฉลิมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่าทีที่ดูดุดัน เอาจริงเอาจัง
จนมีเสียงออกมาจากปาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ว่ากำลังลุแก่อำนาจ
จึงไม่แปลกที่เวลานี้ ร.ต.อ.เฉลิมกำลังกลายเป็น "หมู่บ้านกระสุนตก" ที่ทุกฝ่ายในสังคมเฝ้าจับตา-โจมตีอย่างต่อเนื่อง
ฉะนั้น เมื่อวางคน วางระบบ เรียบร้อย สิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิมต้องทำคือ "ถอย" ออกมาเล่นในบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง
เป็น "ขุนพล-ขุนศึก" ในการปราบปรามยาเสพติด ปราบปรามอบายมุขทุกรูปแบบ อย่างจริงจัง ด้วยความรอบคอบ เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง
ไม่เช่นนั้น ร.ต.อ.เฉลิมจะกลายเป็น "เป้านิ่ง" ที่ถูกรุมถล่ม
เป้านิ่ง ที่หากถูกรุมถล่มจากทุกทาง ทุกฝ่าย ก็มีสิทธิยวบได้เหมือนกัน
(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2554 หน้า3)
การต่างประเทศในมือ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล"
ที่มา มติชน

![]() |
"คนเราเกิดมาไม่ได้เก่งได้ทุกเรื่อง แต่สามารถยอมรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทำสิ่งใหม่ๆ ที่เรียนรู้มาให้ดีที่สุด"
- หลังรัฐบาลประกาศนโยบายต่อรัฐสภา และมีเวลาเข้ามาศึกษางานในความรับผิดชอบแล้ว วางแผนการทำงานระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว รวมถึงประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างไร
งาน ด้านต่างประเทศคาบเกี่ยวกันหลายกระทรวง หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จ ผมได้เอาคำแถลงนโยบายมาที่กระทรวงและประชุมร่วมกับปลัดและอธิบดีทุกกรมเพื่อ พิจารณานโยบายที่คาบเกี่ยวกันมาทำเป็นแผนปฏิบัติการเสริมร่วมกับกระทรวง อื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากงานประจำของกระทรวงการต่างประเทศ และก็ได้เพิ่งประชุมร่วมกับท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธ วิชัยดิษฐ เรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับแผนปฏิบัติการเหล่านี้ที่มีอยู่ราว 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ดีหลังไปพิจารณาเรื่องงบประมาณร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้น่าจะถูกปรับลดลงไปได้บ้าง
โครงการเหล่านี้ครอบ คลุมทั้งเรื่องภาพลักษณ์ประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ เป็นอาทิ ตัวอย่างเรื่องท่องเที่ยวคือกรณีการจัดงานพืชสวนโลกในเดือนพฤศจิกายน ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเราสามารถให้เอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่างๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศมางานมากขึ้นว่าเรามีอะไรดีๆ อีกมาก และจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการและท่องเที่ยว
- เรื่องเร่งด่วน
สำหรับ เรื่องเร่งด่วน 2 เรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศศึกษาให้รอบคอบคือ เรื่องการประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกนั้น ผมได้เชิญปลัด อธิบดี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาหารือและศึกษาในรายละเอียดแล้วได้ข้อสรุปว่าการ เป็นภาคีอนุสัญญาฯเป็นประโยชน์ ดังนั้นแนวโน้มก็คงไม่ถอนตัวเพราะวิเคราะห์ทุกแง่มุมแล้วการเป็นภาคีต่อไป ประเทศไทยจะได้ประโยชน์
ผมได้ทำหนังสือเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อให้ท่านส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดก โลก ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ด้วยกัน รวมทั้งกระทรวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้คือกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวส่งเรื่องไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ดีหลังเสร็จสิ้นกระบวนการภายในของเราเองแล้ว ผมคงมีหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการยูเนสโกเพื่อตอบหนังสือที่เขาส่งมาถึงเรา ก่อนหน้านี้ด้วย
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือการปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เรื่องมาตรการชั่วคราว การดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นทีมทนายที่ปรึกษา ตัวแทนรัฐไทย (นายวีรชัย พลาศรัย) จะเป็นชุดเดิมทั้งหมด เพราะน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว
เรื่อง คำสั่งศาลนั้นก็ต้องทำตามที่ศาลสั่ง ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชาจะไปหารือกับเรื่องปรับกำลังทหาร รวมถึงการอนุญาตให้พลเรือนเท่านั้นที่จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งศาลกำหนดให้เป็น เขตปลอดทหาร จากที่ได้รับรายงานก็ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้ทำมาเกือบทั้งหมด แล้ว
สิ่งที่ผมเห็นเป็นข้อสังเกตคือการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ค่อนข้างจะล่าช้า ทั้งที่สามารถทำหลายเรื่องให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็ต้องมาดำเนินการแก้ไขต่อไป และเตรียมที่จะรายงานเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
- นโยบายระยะสั้น
สำหรับ นโยบายที่ต้องทำในระยะสั้น คือการฟื้นฟูความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสนับสนุนให้มีความเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคร่วมกัน ปัญหาที่ส่งผลกระทบตามแนวชายแดนต้องรีบแก้ไข และต้องสร้างความเข้าใจกับเพื่อนบ้านโดยสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อ ใจทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคประชาชน ไปจนถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ต้องให้ประชาคมโลกทราบว่าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นในไทยแล้ว เราได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่เขาจะได้กลับมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น
ความสัมพันธ์กับ ประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ดี กับลาวซึ่งมีความสัมพันธ์กันยาวนานแต่ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง เราก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในส่วนของมาเลเซีย ผมเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมุสลิมจะช่วยลดปัญหาภาคใต้และทำให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้สงบ ส่วนพม่ามีปัญหาปิดด่านแม่สอดก็ต้องมาพูดคุยกัน เพราะการค้าชายแดนได้รับผลกระทบมาก
กับกัมพูชาเราต้องฟื้นความ สัมพันธ์ที่ดี เราต้องสามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ และต้องพยายามแยกแยะเรื่องการค้าตามแนวชายแดน การลงทุน ไม่ให้ปะปนกับปัญหาการเมือง ในวันที่ 14 กันยายน ที่ผมจะเดินทางไปแนะนำตัวเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์เป็นครั้งแรก หากมีโอกาสคงจะไปเยี่ยมคุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ในฐานะที่เป็นคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนจะมีโอกาสหยิบยกเรื่องขอให้ทางการกัมพูชาช่วยเหลือทั้งสองท่านหรือไม่ ก็ขึ้นกับจังหวะ
ผมเชื่อว่าในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะอยู่กันได้เราต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นธรรม ไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ผมยืนยันว่าในอนาคตถ้ารัฐบาลไปตกลงอะไรกับรัฐบาลกัมพูชาก็ตาม เราจะต้องเปิดเผย ไม่ไปหารือในทางลับแน่นอน ขอให้สบายใจได้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็น หลัก
ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของไทยในอาเซียน ที่เราจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทที่โดดเด่นอีก ครั้งหนึ่ง เหมือนที่ไทยเป็นผู้ผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนที่กลายสภาพ เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราต้องกลับมายืนจุดนี้ให้ได้ แต่จะทำได้ก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และแสดงศักยภาพของไทยเพื่อให้ประเทศในอาเซียนกลับมามองและคิดกับไทยเช่นเดิม
นอก จากนี้ต้องใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงในกลุ่มอาเซียน จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ไทยอยู่ใจกลางภูมิภาค จากเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงต่างๆ ในแนวระเบียงตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์มากที่สุด
- ระยะกลาง
เรา จะเน้นใช้ซอฟต์เพาเวอร์ในการเสริมสร้างความนิยมชมชอบต่อประเทศไทย ตั้งแต่การส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ดนตรี และการจัดแข่งขันกีฬา เพื่อช่วยให้เขารู้จักเรามากขึ้นและดีขึ้น จะส่งเสริมความสัมพันธ์ภาคประชาชนต่อประชาชน จะฟื้นทีมไทยแลนด์กลับมาใหม่ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหอก ให้ความสำคัญกับการทูตเพื่อประชาชน การดูแลแรงงานไทยที่จะไปต่างประเทศ มีการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อให้เขามีภูมิคุ้มกันไม่ให้ประสบปัญหาเมื่อไปทำ งาน หรือแม้แต่กับคนไทยที่ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติก็ต้องให้ความรู้กับเขาเช่น กัน นอกจากนี้ยังคิดร่วมกับกระทรวงมหาดไทยว่าจะทำบัตรประชาชนให้กับคนไทยในต่าง ประเทศ
- ระยะยาว
จะให้ความ สำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกลับประเทศต่างๆ หาตลาดใหม่ๆเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน เช่นเอเชียกลางซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำมัน ทั้งยังมีกำลังซื้อสูง เราจะส่งเสริมความร่วมมือโดยอาจไปร่วมลงทุนในธุรกิจด้านพลังงาน และยังมีแนวคิดที่จะเปิดสถานทูตไทยที่คาซักสถาน
ที่ละตินอเมริกา ก็ถือเป็นตลาดใหม่และเป็นแหล่งทรัพยากรรวมถึงวัตถุดิบสินค้า เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และประมง ซึ่งประมงไทยน่าจะมีโอกาสเข้าไปทำได้ ส่วนที่ซับ-ซาฮาร่าในแอฟริกา ก็มีความสมบูรณ์ในเรื่องทรัพยากร อาทิ แร่โลหะ และอัญมณี ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อไทยที่มีธุรกิจอัญมณีเพราะสามารถนำเข้ามาแปรรูปและผลิต เครื่องประดับเพื่อทำรายได้เข้าประเทศ ขณะที่เขาก็มีความขาดแคลนด้านอาหาร ซึ่งไทยน่าจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือให้เขามีความเข้มแข็งมากขึ้นหรือให้ความ รู้ด้านเกษตร และสาธารณสุขได้
นอกจากนี้ยังจะเสริมสร้างบทบาทของไทย ในองค์การระหว่างประเทศ โดยไทยได้สมัครเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสห ประชาชาติในปี 2560-2561
- หนักใจหรือไม่ที่เข้ามารับตำแหน่ง
หนัก แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด คนทั่วไปหรือแม้แต่สมัยที่ผมเป็นผู้แทนฯก็มองว่า กระทรวงการต่างประเทศเป็นกระทรวงที่ไม่กล้าสัมผัส แต่มาอยู่ไม่ถึงสองสัปดาห์ก็ดูเหมือนเป็นปีแล้ว มันยาวนานสำหรับชีวิตผม ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง และคิดว่าถ้าคนทั่วไปเข้าใจกระทรวงก็จะไม่กลัวอีก เพราะกระทรวงการต่างประเทศก็อยากเข้าถึงประชาชนเช่นกันและข้าราชการทุกคนก็ น่ารัก
ผมสบายใจที่ได้มาทำงานที่กระทรวงนี้ เพราะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศแม้จะมีน้อย แต่ประสิทธิภาพในการทำงานดีมาก ข้อมูลต่างๆ มีการเตรียมพร้อมอย่างดี ทำให้การตัดสินใจและพิจารณาเรื่องต่างๆ ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริหาร แต่ก็มีปัญหาเรื่องปริมาณข้าราชการมีน้อยมาก แต่ละกรมต้องปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อให้มีกำลังคนเพิ่ม อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ต้องมีการพัฒนาขึ้น
ในฐานะที่มาตรงนี้ผมจะเอาเฉพาะงานนอกประเทศ อย่างเดียวไม่ได้ งานบริหารองค์กร ขวัญและกำลังใจของข้าราชการก็สำคัญ ข้าราชการกระทรวงนี้ได้เงินเดือนเท่ากับข้าราชการกระทรวงอื่นๆ แต่ปริมาณคนที่น้อยทำให้ต้องทำงานนอกเวลา แต่ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าโอที ทำให้พอทำงานเกินก็เบิกไม่ได้ เกิดความไม่เป็นธรรม ในฐานะผู้บริหารผมก็ต้องเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ให้ข้าราชการ
สำหรับ การแต่งตั้งโยกย้ายผมยืนยันว่าจะยึดหลักของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะแก้ไข ไม่แก้แค้น ไม่ได้มีเจตนาจะล้างบาง แต่จะดูความเหมาะสมเป็นสำคัญ
- เป็นรัฐมนตรีที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด
ไม่ มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว คิดว่าจากนี้ทำดีนิดหน่อยก็เป็นบวกแล้ว บางคนก็พูดว่าผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมพูดได้ เรื่องพูดคุยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่บางโอกาสที่เป็นเรื่องอ่อนไหว บางเรื่องที่ใช้ศัพท์เทคนิคซึ่งแตกต่างที่อาจตีความหมายผิดก็จะใช้ล่าม วันนั้นที่แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมยืนไกลมาก คนถามก็ต้องตะโกน แล้วหูผมไม่ดี ก็เลยต้องใช้ล่ามที่อยู่ตรงกลางเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไร
วันนี้เข้ามาก็ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เรียนรู้ในช่วง 2-3 สัปดาห์ว่า งานด้านต่างประเทศบางเรื่องเหมือนจะพูดได้ แต่มันก็พูดไม่ได้ บางคนที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศถึงบอกว่า ทางที่ดีต้องพูดให้คนไม่รู้เรื่อง เลยเพิ่งเข้าใจว่าทำไม
แต่ผมก็ ดีใจที่กระทรวงนี้ไม่มีผลประโยชน์ ฉะนั้นก็จะทำงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พานักลงทุนไปยังต่างประเทศ เป็นสื่อกลางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
- กดดันหรือไม่เพราะอยู่ตรงนี้หนีไม่พ้นถูกมองว่ารับใบสั่งมาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในบางเรื่อง
ไม่ เลย เพราะตั้งแต่มาอยู่พรรคนี้ก็ถูกหาว่ามาช่วยท่านทักษิณแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตราบใดที่คนยังไม่เข้าใจ เหมือนที่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าท่านทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องเอ็มโอยูปี 2544 จริงหรือไม่ เหมือนที่เข้าใจมาตลอดว่ารัฐบาลก่อนยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้ไปแล้ว แต่วันนี้เรื่องก็กลับตาลปัตร
ผมคิดว่าในอนาคตความจริงก็ควรจะเป็น ความจริง ถ้าผมมีโอกาสที่จะเสนอความจริงที่ไปพบเจอเพื่อให้เกิดความเข้าใจขึ้นผมก็ พร้อม ไม่ได้เป็นการช่วยท่านทักษิณ แต่ความจริงเท่านั้นที่คนไทยควรยอมรับ ไม่ใช่ไปตามข่าวลือหรือการใส่ร้ายกัน ถึงเวลาที่สังคมไทยควรต้องอยู่กันด้วยเหตุด้วยผลเพื่อให้สังคมมีความสุข การทะเลาะเบาะแว้งควรจะหมดไปจากสังคมไทยได้เสียที
- ตั้งรับกับข่าวการเดินทางไปต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไร เพราะที่สุดก็ต้องย้อนกลับมาที่รัฐมนตรีต่างประเทศ
ท่าน ทักษิณก็เดินทางไปไหนมาไหนของท่านอยู่ตลอดตามที่ได้รับเชิญ เวลาไปขอวีซ่าท่านก็ใช้พาสปอร์ตมอนเตเนโกร และไปขอจากประเทศนั้นประเทศนี้ วันนี้เยอรมนีและญี่ปุ่นก็อนุญาตให้ท่านเข้าประเทศ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจของประเทศเหล่านั้นเอง เวลาไปไหนท่านก็ไม่ได้ไปสร้างความวุ่นวาย แต่ไปบรรยายหรือไปลงทุน ความสามารถของท่านโลกอีกส่วนเขาก็ยอมรับ
คิดว่าวันนี้ประเทศต่างๆ เริ่มคิดและมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องการเมือง ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าอินเตอร์โพลถอนชื่อท่านทั้งที่ไม่เคยถูกขึ้นชื่อเลย เรื่องมันก็กระจ่างขึ้น คิดว่าวันนี้สังคมเริ่มเข้าใจแล้ว
ผมคิดว่า ถึงเวลาที่คนไทยที่อาจไม่ค่อยชอบท่านต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับอีกมุมหนึ่ง เพราะคนไทยมีนิสัยรู้อภัย ไม่คิดล้างแค้นแบบเอาเป็นเอาตายโดยไม่ให้ผุดให้เกิด เรานับถือพุทธ อย่าจองเวรซึ่งกันและกันเลย
- อยากบอกอะไรถึงคนที่มองท่านในแง่ลบ
คน เราเกิดมาไม่ได้สามารถเก่งได้ทุกเรื่อง แต่เราสามารถยอมรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสามารถทำสิ่งใหม่ๆ ที่เรียนรู้มาให้ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ และผมตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด
"ยุทธศักดิ์" เตรียมส่ง "กฤษฎีกา" ตีความอำนาจ "รมว.กลาโหม"
ที่มา มติชน
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกระทรวงกลาโหมที่ ผบ.เหล่าทัพและ ผบ.สส.ส่งสัญญาณที่จะไม่รับคนที่ รมว.กลาโหม ผลักดันและจะใช้วิธีการโหวตเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมว่า คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส.และจเรทหารนั้นเป็นอำนาจของ รมว.กลาโหมอยู่แล้ว หรือหากจะต้องใช้วิธิการโหวตเลือกผู้ที่เหมาะสมก็คงต้องโหวตไปตามระเบียบพระ ทรวงกลาโหม แต่โดยมาก ผบ.เหล่าทัพจะไม่ต้องการการโหวต เพราะวิธีการโหวตถือเป็นวิธีการรุนแรง ส่วนใหญ่จึงจะอะลุ้มละล่วยกัน ซึ่งในที่สุดก็จะสามารถตกลงกันได้
"ผบ.สส.กับปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ยังไม่ได้ส่งมาที่ผม เป็นการย้ายแลกเปลี่ยนตำแหน่งกัน ซึ่งผมก็ยังไม่ได้อยู่ ความจริงเมื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งกันเรียบร้อย หากจะทำให้ถูกกฎหมายก็อาจจะเรียกประชุมซ้ำอีกสักครั้งหนึ่ง" พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า
เมื่อถามว่า พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2550 ออกมาแล้วอาจจะมีปัญหาเรื่องอำนาจของ รมว.กลาโหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะต้องมีการตีความกฎหมายว่า เมื่อส่วนราชการพิจารณาผู้เหมาะสมมาแล้วต้องส่งให้รมว.กลาโหม พิจารณาก่อนที่จะนำเสนอเข้าที่ประชุมที่จะมีการพิจารณาคัดเลือกหรือไม่ และอาจจะต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพราะตั้งแต่ที่มีการยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีการใช้กฎหมายนี้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งถ้าจะใช้กฎหมายนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องมีการหารือและตีความให้ชัดเจนว่า อำนาจของรัฐมนตรีมีแค่ไหนอย่างไร เพราะในกฎกระทรวงกลาโหมข้อ 15 มีระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐมนตรีเป็นผู้เสนอผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยขึ้นตรงของรัฐมนตรีนั้นจะตีความได้ว่าเป็นตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จเรทหารทั่วไปและสมุหราชองครักษ์หรือไม่ หากใช่ต่อไปก็ถือว่าเป็นอำนาจ รมว.กลาโหม และเป็นบรรทัดฐานสำหรับรมว.กลาโหม คนต่อไป ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องตีความกฎหมายต่อไป
อนาคตไกล
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจากการสัมมนา
จะ ช่วยให้ประชาธิปัตย์หลุดพ้นจากความพ่ายแพ้ซ้ำซาก ไปสู่จุดหมายในการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวไว้ได้หรือไม่
ขณะที่ในสายตาบุคคลภายนอกมองว่า ประชาธิปัตย์พลาดโอกาสในการ'เดินหน้า'ครั้งสำคัญไปแล้ว ตั้งแต่ตัดสินใจเลือกนายอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสมัยสอง
ก่อน การเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เชื่อว่าผลแพ้-ชนะระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยจะออกมาแบบ สูสี 4-5 ที่นั่ง แต่ปรากฏของจริงห่างกันกว่า 100 ที่นั่ง
เท่ากับนายอภิสิทธิ์ อ่านสถานการณ์ผิดพลาดร้ายแรง ประเมินตัวเองสูงเกินไป ประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป จนทำให้พรรคแพ้พังยับ
เคราะห์ กรรมจากความพ่ายแพ้ ยังส่งผลให้ตอนนี้'ขยะ' ต่างๆ ที่กวาดซุกไว้ใต้พรมในสมัยเป็นรัฐบาล เริ่มฟุ้งกระจายขึ้นมาให้เห็นกันบ้างแล้ว
ทั้งเรื่องงบน้ำท่วม ที่รัฐบาลปัจจุบันแฉว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้งบส่วนนี้ไปจนเกือบหมด
ที่สำคัญคือมีชาวบ้านบางจังหวัดยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 5 พันบาท ที่ตกค้างมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน
เอาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ควรมาสั่งสอนหรือบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ควรต้องทำอะไร อย่างไร
หรือ ถ้าใครยังข้องใจต่อ'ความฉับไว'ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม ให้ไปถามจากพิธีกรข่าวอย่าง 'สรยุทธ สุทัศนะจินดา' เป็นดีที่สุด
กับ อีกเรื่องที่คลุมเครือ คือกรณีการปิโตรเลียมกัมพูชาแฉเรื่องอดีตรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยแอบไป 'เจรจาลับ' กับนายซกอาน รองนายกฯกัมพูชา เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
นายสุเทพเอง ยอมรับว่ามีการเจรจากันจริงแต่ไม่ใช่เรื่อง'ลับ' เพราะมีบันทึกหลักฐานว่าตนเองได้รับมอบหมายจากที่ประชุมครม.
ซึ่ง จะว่าไปแล้วกรณีนายสุเทพ มีความลับๆ ล่อๆ ไม่ต่างจากกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เคยถูกจับกุมในพื้นที่เขตกัมพูชา ภายใต้การรับรู้ของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์
ฉะนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างกรณี 91 ศพ เอาแค่เรื่องน้ำท่วมกับเรื่องกัมพูชา เท่านี้ก็พอมองเห็นอนาคตของประชาธิปัตย์บนเส้นทางการ เป็น'ฝ่ายค้าน'แล้วว่า
ต้องทอดยาวไปไกลแน่นอน





