ที่มา ข่าวสด
บุกสน.ท่าเรือโหมปราบยาเสพติด เรียกประชุมใหญ่ตร.จัดทัพศุกร์นี้ "ปู"ย้ำมีงาน-ให้อดีตเลขาฯสมช.
"ถวิล"แถลง เปิดใจอ้างไม่เสียดายเก้าอี้ แต่ เสียใจ สงสัย ไม่เข้าใจ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อตำแหน่งผบ.ตร. โวยนายกฯ หญิงไม่ปกป้อง แถมถูกเยาะเย้ยถากถาง พร้อมงัดกฎแห่งกรรมมีจริง ลั่นยื่นร้องกพค.แน่ ด้าน "เหลิม-ปู" ชี้เป็นสิทธิ์ ยืนยันตำแหน่งใหม่ไม่ให้นั่งตบยุง แต่มีงานให้ทำแน่นอน "บิ๊กอ็อฟ- เพรียวพันธ์"ฟิตประเดิมปราบปรามยาเสพติด บุกสน.ท่าเรือ สั่งตร.สกัดยาบ้าแพร่ระบาด
เริ่มงาน - พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ตำรวจสน.ท่าเรือ ในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผบ.ตร. เนื่องจากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขอลาพักยาว เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
ถวิลเปิดแถลง-เตรียมร้องก.พ.ค.
เมื่อ เวลา 09.15 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงเปิดใจกรณีถูกโยกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำว่า ไม่เสียดายตำแหน่ง เข้าใจดีว่าวันหนึ่งก็ต้องพ้นไปตามหลักเกณฑ์ เพียงแต่เสียดาย เสียใจ สงสัย และไม่เข้าใจ ตำแหน่งนี้แทนที่รัฐบาลจะใช้ประสานนโยบายด้านความมั่นคง แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง รอง รับการแต่งตั้งผบ.ตร. อีกทั้งการพ้นจากตำแหน่งก็ถูกเยาะเย้ยถากถางจากฝ่ายการเมือง นายกฯ ในฐานะผู้คับบัญชา ไม่เคยลงมาปกป้อง ที่ผ่านมาตนไม่เคยทำงานให้พรรคการเมือง การทำงาน ใน ศอฉ.ก็เป็นไปตามกฎหมาย การถูกย้ายครั้งนี้แม้เป็นระดับ 11 ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เท่ากัน แต่ที่มาของการย้ายไม่ถูกต้องตามระบบคุณธรรม แม้แต่พล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าจะไปนั่งในตำแหน่งนี้ยังรับไม่ได้ ระบุว่าไม่สมศักดิ์ศรี แล้วจะให้ตนคิดอย่างไร ดังนั้นจะไปร้องเรียนคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ข้อหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติงานของนายกฯ และครม. ขอย้ำว่ากฎแห่งกรรมมีจริง (อ่านรายละเอียด น.3)
"เหลิม"ชี้เป็นสิทธิ์-ย้ำมีงานให้ทำ
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายถวิล เตรียมยื่นร้องก.พ.ค. อ้างถูกย้ายไม่เป็นธรรมว่า เป็นสิทธิ์ ซึ่งรัฐบาลอธิบายได้ เพราะย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ มีเงินประจำตำแหน่ง ถ้าคิดว่าไม่มีงานทำ ก็เข้าใจผิด เพราะรัฐบาลคงมอบภารกิจให้ไปทำ ส่วนงานที่ตนรับผิดชอบ ถ้าเห็นว่านายถวิลมีความเหมาะสม ก็จะมอบหมายให้และคิดว่านายกฯ คงคิดเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ย้ายไปนั่งเฉยๆ เป็นที่ปรึกษาจะต้องให้คำปรึกษาแก่นายกฯ หรือรองนายกฯ
เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ใช่ย้ายไปนั่งตบยุง เหมือนที่นายถวิลระบุว่าย้ายไม่เหมาะสม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่ เป็นทรัพยากรบุคคลไปอยู่ที่ไหนก็ต้องมีงานทำ
เมื่อ ถามว่าในหนังสือรับโอนตำแหน่ง ระบุตำแหน่ง เงินเดือนและสิทธิประโยชน์จะได้รับเท่าเดิม จะเป็นมุมที่นายถวิลหยิบไปฟ้องร้องโดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมได้หรือ ไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ถ้านายถวิลคิดจะฟ้องก็ทำได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเขียนอย่างไร แต่รัฐบาลให้ความเป็นธรรมมากที่สุด
ต่อ ข้อถามว่า นายถวิลระบุประเด็นที่จะฟ้องจะหยิบยกกรณีร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่ย้ายเพราะเคยนั่งเป็นเลขาฯ ทำงานอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า มีสิทธิ์ทำได้ เพราะตนพูดไปตามตรง ถ้าศาลเรียกตนก็จะไปให้การ ที่ผ่านมาพูดเสมอว่าถ้าตนเป็นนายถวิลก็ขอย้ายตัวเองไปแล้ว แต่ถ้านายถวิลจะเอาคำให้สัมภาษณ์ของตนไปฟ้อง ต้องดูข้อเท็จจริงและเหตุผลในการย้ายว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ตนพูด เพราะสิทธิประโยชน์ยังได้ทุกอย่างเหมือนเดิม
"ผมพูดในฐานะนักการ เมือง เวลาที่ผมไปหาเสียงประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่พอใจคุณถวิล ถ้าผมไปพอใจในตอนหาเสียงแล้วใครจะเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าผมอาฆาตมาดร้าย แต่เป็นมุมมองของผม ส่วนคุณถวิลเห็นว่าผมพูดไม่เหมาะก็ฟ้องร้องผมได้" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว 
สั่งลา - นาย ถวิล เปลี่ยนศรี แถลงสั่งลาที่สำนักงานสมช. ภายหลังครม.สั่งย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยอดีตเลขาธิการสมช.เตรียมร้องเรียนต่อก.พ.ค. เพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งย้ายที่ไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
เตรียมนัดกินข้าว-พร้อมเป็นกาวใจ
เมื่อ ถามว่าจะนำชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เห็นชอบเพื่อเสนอให้ครม.พิจารณาแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสมช.ได้เมื่อไหร่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องให้ตำแหน่งเลขาธิการสมช.ว่างเรียบร้อยตามกฎหมายก่อน ต้องรอให้โปรดเกล้าฯ ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่พูดไม่ได้ เพราะเป็นพระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ต่อมาเวลา 10.30 น. ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ อีกครั้งถึงกรณีนายถวิล ระบุสาเหตุที่ถูกย้ายเพื่อรองรับและแก้ปัญหาการเมือง และระบุว่า มีนักการเมืองบางคนดูหมิ่นเหยียดหยามข้าราชการ ว่า ไม่มีปัญหา ตนจะหาโอกาสไปรับประทานอาหารกับนายถวิล ความจริงตนไม่รู้จักและไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้เกลียดชังนายถวิล แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแล้วบุคคลย่อมเปลี่ยนไปบ้าง หากมีงานสำคัญก็จะมอบหมายให้ทำ การย้ายไม่ได้เสียเม็ดเงิน หรือเสียตำแหน่ง แต่ถ้าเสียความรู้สึกไม่เป็นไร เดี๋ยวตนจะเป็นกาวใจไปหาเขา ทุกอย่างก็จบ
เมื่อ ถามว่าจะให้นายถวิลมาคอยเดินตามหลังทำงานให้หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นายถวิลเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ตนไม่กล้า แต่จะมอบงานให้เพราะงานของตนเยอะ ส่วนที่นายถวิล ระบุไม่สบายใจนั้น อะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ ต้องขอโทษด้วย เพราะไม่มีเจตนาจะเยาะเย้ยถากถาง ตนเป็นนักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการเป็นหลัก ข้าราชการเหมือนท่าเรือ นักการเมืองเหมือนเรือ เรือไป แต่ท่ายังอยู่ ฉะนั้นนายถวิลยังอยู่ เมื่อถามว่านายถวิลจะไปร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน
"ยิ่งลักษณ์"ก็ยันมีภารกิจให้ทำแน่
ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่มีข้อสังเกตว่าอาจตกเป็นเป้าถูกโยกย้ายพ้นจากตำแหน่ง หลังจากย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเคยเป็น มีบทบาททำงานในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ว่า "ผมคงไม่ออกความเห็น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผมโดยตรง"
เวลา 15.00 น. ที่วัดคงคาราม จ.ชัยนาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายถวิล แสดงความน้อยใจที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและเตรียมพร้องก.พ.ค. ว่า เรื่องของนายถวิล ขอเรียนว่าในส่วนของเนื้องานในด้านความมั่นคงยังมีความต้องการได้รับการช่วย เหลือจากนายถวิลอยู่ เพราะมีประสบการณ์ ก็จะมาช่วยงาน พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ในรายละเอียดจะมีการมอบหมายงานอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง มีภารกิจที่จะมอบหมายให้ทำอีกเยอะ ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือต้องการหาตำแหน่งให้ผบ.ตร. มีงานที่รอให้ทำ มีรายละเอียดจำนวนมาก
เมื่อ ถามว่า ฟังเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ขึ้นตำแหน่งผบ.ตร. นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องปรับโยกย้ายงานเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นเรื่องอัตรากำลังที่ต้องการจัดสรรให้ลงตัว เมื่อถามว่ากังวลกับกระแสต่อต้านที่เกิดในขณะนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่าไม่กังวล เพราะเราเองพยายามทำอย่างดีที่สุด และในส่วนการทำงานก็พยายามดูแลและมอบหมายงานต่างๆ ให้บุคคลที่รับตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันใช่ไหมว่าไม่ได้ให้มานั่งตบยุง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ยืนยันค่ะ"
เด็จพี่ออกโรงเตือนความจำ"ถวิล"
ที่ รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวชี้แจงกรณีนายถวิลแถลงโจมตีมีคนบางกลุ่มลุแก่อำนาจ ว่า ขอปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่ได้ลุแก่อำนาจ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของคนในรัฐบาล หรือประโยชน์ของตัวนายกฯ เอง แต่เป็นการโยกย้ายข้าราชการตาม พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดิน เป็นการจัดคนให้ถูกกับงาน การที่นายถวิลออกมาพูดก็เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่า ก่อนหน้าที่นายถวิลจะเป็นเลขาธิการสมช. ก็เคยย้ายคนอื่นออกไปเพื่อให้นายถวิลได้เป็นเช่นกัน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การที่นายถวิลจะร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และรัฐบาลยินดีรับฟัง ทั้งนี้ ขอร้องฝ่ายค้านว่าอย่านำเรื่องนี้มาขยายผลเป็นประเด็นการเมือง เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยโยกย้ายข้าราชการข้ามหัวอาวุโสเช่นกัน
ปชป.ป้อง"ถวิล"เป็นลูกหม้อสมช.
ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมหกรรมโยกย้ายข้าราชการประจำ ว่า ตนมีความเป็นห่วงว่า การโยกย้ายชนิดล้างบางข้าราชการที่กำลังเริ่มต้นในรัฐบาลนี้ อาจส่งผลกระทบทำให้ประเทศชาติกลับไปสู่จุดขัดแย้งอีกครั้ง เพราะมีการย้ายข้าราชการที่มีข้อครหาจากสังคมในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รับใช้ระบอบทักษิณ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกรมกองต่างๆ ในหลายกระทรวงและยังมีท่าทีว่ายังไม่จบ จึงขอให้พรรคเพื่อไทยตระหนักว่าการที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนจำนวน 15 ล้านเสียงนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะกระทำการใดๆ ปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติและระบบอย่างไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ อีก 50 ล้านคน ที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยด้วย
นายสกลธี กล่าวว่า ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันจับตาดูพฤติกรรมและมหกรรมการโยกย้ายล้างบางของ รัฐบาลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศช่วงหาเสียงว่า มาแก้ไข ไม่แก้แค้น ว่าการกระทำมันสวนทางกันหรือไม่ และขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการประจำที่ได้รับผลกระทบในการโยกย้าย อาทิ นายถวิลซึ่งเป็นลูกหม้อสมช.ทำงานรับใช้ประเทศชาติและรัฐบาลต่างๆ มาร่วม 30 ปี แต่กลับถูกกระทำโดยข้ออ้างต่างๆ เพียงเพื่อให้ญาติของคนบางคนขึ้นมารับตำแหน่งผบ.ตร.ตามที่ตั้งธงไว้
"เพรียวพันธ์"ลุยแก้ยาเสพติดแล้ว
เมื่อ เวลา 09.00 น. วันเดียวกัน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. รักษาการแทนผบ.ตร. เดินทางไปร่วมประชุมรับทราบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย และนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เรียกประชุมปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยัง สน.ท่าเรือ มีพ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.ท่าเรือ นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด จากนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นเรื่องหลักที่ดูแลการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งตนได้พูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยจะปราบปรามยาเสพติดไปพร้อมกันทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ซึ่งจุดแรกที่สั่งกำชับให้เริ่มดูคือ ผู้จำหน่ายยาเสพติดรายย่อยที่ส่งผลกระทบถึงความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป โดยจะดูแลจุดเฉพาะใน กทม. ก่อน อย่าง สน.ท่าเรือ ที่มีจุดการแพร่ระบาดของยาเสพติดค่อนข้างมาก จึงเข้ามาพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางแก้ปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สถานีคาดว่าจะดำเนินการจัดการกับเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยจนหมดไป โดยทำให้ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไปกับทุกพื้นที่เป็นเขตสีแดง หมาย ความว่าเต็มไปด้วยยาเสพติดใน กทม.และต่างจังหวัด
เรียกประชุมจัดทัพปราบศุกร์นี้
เมื่อ ถามว่าตั้งเป้าหมายในการกวาดล้างยาเสพติดครั้งนี้อย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า เบื้องต้นต้องคุยกันก่อนว่าในพื้นที่ปัญหาหนักหนาขนาดไหน หากในท้องที่ทำไม่ได้ขอให้แจ้งมา จะส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยเหนือเข้ามาดูแลจัดการ ในการมาประชุมครั้งนี้ก็เพื่อกำชับและขอความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ ตำรวจในพื้นที่ว่าสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ส่วนเรื่องของมาตรการลงโทษนั้นข้าราชการตำรวจระดับสูงทุกนายไม่มีใครที่จะ ปล่อยปละละเลยให้มีปัญหามากขนาดนี้ หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตนจะไม่เอาไว้ ซึ่งในพื้นที่ สน.ดูแลอยู่ก็มีอยู่เป็นร้อยรายในพื้นที่ แต่ยืนยันว่าตนทำตามกฎหมาย ทำให้ผู้ค้ารายย่อยไม่สามารถค้าขายได้ เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
เมื่อถามว่าจะใช้มาตรการ เข้มข้นอย่างไร เพื่อเปลี่ยนพื้นที่สีแดงให้เป็นพื้นที่สีเขียว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวต่อว่า กำลังพยายามทำอยู่ ส่วนจะมีการฆ่าตัดตอนหรือไม่ตนจะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องคิดว่าทำวันไหน เพราะตนพร้อมอยู่แล้ว สามารถดำเนินการได้ทุกเมื่อ ส่วนการจัดการของบช.น.ต้องจัดการเรื่องของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งภาคเหนือสกัดกั้นไม่ให้ลงมา ตั้งแต่ บช.ภาค 5-6 และ บช.ภาค 3-4 ลงมา โดยจะทำเต็มที่ยับยั้งเพื่อไม่ให้ไหลลงมาได้ ซึ่งจะเรียกประชุมในวันที่ 10 ก.ย. ได้จัดชุดเฉพาะกิจทั้ง 8 ชุดเพื่อดูแลบริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ ซึ่งได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ส่วนภาคอีสานก็กำลังวางแผนที่จะทำเช่นกัน
ผ่าปส.315-ใช้เทคโนโลยีแทน
สำหรับ แผนยุทธการปส. 315 จะนำมารวมในปฏิบัติการหรือไม่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า อันนี้ที่ทำแล้วคงจะรวมเอาไว้ แต่อาจจะลดปริมาณการดำเนินการลง และจะเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปจัดการ ยืนยันว่าตนจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะหมดอายุ เกษียณราชการไปแล้ว เพื่อวางรากฐานไม่ใช่คนหนึ่งที่ขึ้นมาทำไว้แข็ง แล้วอีกคนหนึ่งขึ้นมาแล้วทำให้มาตรฐานการทำงานตกต่ำลง ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยืนอยู่ด้วยตัวมันเอง คือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือการตั้งด่าน การอ่านแผ่นป้ายทะเบียน ในเรื่องของรถ และตั้งจุดเอกซเรย์ใหญ่ๆ ต้องสกัดกั้นจะทำเต็มที่ รวมทั้งเรื่องของเงินรางวัลนำจับที่ได้เสนอไปยังร.ต.อ.เฉลิม เพื่อที่จะสามารถให้ใช้ได้ทันที
เวลา 16.05 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่าตนไม่ทราบว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการล้างบางขั้ว อำนาจรัฐบาลเก่าหรือไม่ ซึ่งในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่และดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาล ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในเรื่องของการสานต่อนโยบายต่างๆ ไว้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ เห็นว่านโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้วก็จะสานต่อ และคิดว่าไม่มีปัญหาในการสานต่อนโยบายด้วย ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลตำรวจวาระประจำปี 2554 นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุย เนื่องจากเรื่องตำแหน่งผบ.ตร.ยังไม่เรียบร้อย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 8, 2011
ถวิลลั่นร้องกพค. เหลิมท้า เพรียวพันธ์ลุยแล้ว
แดงอัดรัฐบาลมาร์คดองฎีกาอภัยโทษแม้ว
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โฆษกนปช.แถลงอัดรัฐบาลมาร์คดองฎีกาขออภัยโทษทักษิณ
ธิดาลั่นมีสื่อ-นักวิชาการ-องค์กร-กองทัพเป็นปฏิปักษ์แดง
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แถลงถึงกรณีคนเสื้อแดงร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คนเสื้อแดงกว่า 7ล้านคน ได้ร่วมลงชื่อ
แต่เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว เหลือคนเสื้อแดงกว่า 3.6ล้านคน ลงนามถวายฎีกา
ขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ และได้ส่งเรื่องไปให้สำนักราชเลขาธิการ
ในรัฐบาลที่แล้ว แต่ฎีกาโดนขังไว้ 2ปีกว่า
ธิดา
"สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน
ใครจะมาขวางกั้นหรือสกัดกั้นพระองค์ท่านกับประชาชนไม่ได้
หากเป็นสมัยก่อนถ้ามีคนสกัด จะโดนประหาร7ชั่วโคตร
เราจำต้องตรวจสอบว่าฎีกาถึงไหนแล้ว หากถึงพระเนตรกระกัณฑ์แล้ว
เราจะไม่ยุ่งเกี่ยว เป็นพระราชวินิจฉัยพระองค์ท่าน"นายวรวุฒิ กล่าว
นายวรวุฒิกล่าวว่า ในวันครบรอบรัฐประหาร 5ปี และครบรอบ 1ปี4เดือน
หลังจากถูกสลายการชุมนุม 19พ.ค.นปช.จะจัดกิจกรรมวันที่18ก.ย.
เพื่อพูดจาประเด็นการเมืองอย่างสร้างสรรค์
โดยจะจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่และให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
แต่ยังไม่รู้จะใช้สถานที่ใด
นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. แถลงว่า
ขณะนี้นปช.ได้รับชัยชนะจากเป้าหมายขั้นต้นทางยุทธศาสตร์แล้ว คือ
ล้มรัฐบาลอำมาตย์ด้วยการเลือกตั้ง ไม่ได้ใช้ปืนผาหน้าไม้
ส่วนเป้าหมายระยะกลางคือยกเลิกรัฐธรรมนูญ2550
แล้วเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน หรือนำรัฐธรรมนูญ2540มาปรับปรุงใช้ใหม่
ทั้งนี้กฎหมายที่เขียนโดยชนชั้นไหน มักรับใช้คนในชนชั้นนั้น
แต่คนสื้อแดงต้องการรัฐธรรมนูญจากประชาชน
โดยนปช.จะเสนอชุดความคิดใหม่ เข้าไปในรัฐธรรมนูญด้วย
ส่วนรายละเอียดต่างๆ ต้องรอจากการสัมมนาหรือหลังจากเปิดโรงเรียนนปช.ก่อน
"ขณะนี้นปช.ยังต้องเจอแนวปะทะอื่นๆอีกมาก ประกอบด้วย
1.สื่อ ที่ยังไม่เข้าใจประชาชน
2.นักวิชาการ 303คน ที่เคยลงนามยื่นให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้ปราบปรามประชาชน
3.กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอื่นที่ยังเป็นกลไกลรัฐของระบอบอำมาตย์
ซึ่งวันนี้เห็นได้จาก กสทช.ชุดใหม่
4. กองทัพ ดังนั้น การจัดกิจกรรมครบรอบ5ปี รัฐประหาร วันที่18ก.ย.นี้
เพื่อจะบอกกับประชาชนว่าการรัฐประหาร
ได้สร้างความฉิบหายให้ประเทศอย่างไร
สถานที่อาจจะจัดที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
และอาจอยู่ข้ามคืนถึงเช้าวันที่19ก.ย."นางธิดากล่าว
http://www.posttoday.com/การเมือง/109551/แดงอัดรัฐบาลมาร์คจำคุกฎีกาอภัยโทษแม้ว
สภาฯอุ้ม9สส.แดงไม่ให้สละเอกสิทธิ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

สภาฯ อุ้ม 9 สส.แดง ไม่ให้สละเอกสิทธิคุ้มครองไปสู้คดี
ปชป.อัดแค่เล่นละครตบตา
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 ก.ย. มีมติ 252 ต่อ 106 เสียง
งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 1 ไม่เห็นชอบตามที่ 9 ส.ส.
ขอสละสิทธิความคุ้มกันของสส. ตามมาตรา 131 ของรัฐธรรมนูญ
เพื่อไปดำเนินคดีในความเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร
ตามกฎหมายอาญาในระหว่างสมัยประชุม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า
อยากให้สภาฯอนุญาตให้พวกตนทั้ง 9 คน ออกไปต่อสู้คดี หม่ินสถาบัน
แม้รัฐธรรมนูญจะมีเอกสิทธิคุ้มครองตามมาตรา 131
เลยอยากขออนุญาตวิปฝ่ายค้านให้พวกตนได้ออกไปต่อสู้คดี
เพราะขณะที่ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
เคยออกมาระบุว่ากระบวนการล้มเจ้าไม่มีจริง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
พวกตนมีความตั้งใจว่าจะไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
โดยไม่ใช้เอกสิทธิสส.ด้วยเหตุผล ที่ไม่ต้องการเป็นขี้ปาก
เพราะการมาเป็นผู้แทนไม่ใช่ต้องการมาใช้เอกสิทธิต่อสู้คดี
รวมทั้งเชื่อในความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าไม่ได้เป็นตามที่ถูกกล่าวหาก
และขณะนี้ บ้านเมืองวิกฤติ มีบางฝ่ายต้องการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า
เชื่อในความจริงใจและเจตนาของเพื่อน ส.ส.ทั้ง 9 คน
ที่การขอสละสิทธิ์เพื่อต้องการไปต่อสู้คดี
แต่ต้องขอขัดใจไม่ทำตามความประสงค์ของสมาชิก
เพราะต้องยึดตามหลักการเอาไว้ ไม่มีความจำเป็น
จะยอมให้สละเอกสิทธิ์ซึ่งพวกเขามีความกล้าหาญ
ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า
สนับสนุนให้สภาอนุมัติตามที่ นายจตุพรร้องขอไม่ใช้เอกสิทธิคุ้มครอง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเองเคยมาขอไม่ใช้เอกสิทธิสส.ในสภาเมื่อปี 2548
สมัยเป็นฝ่ายค้านเพื่อไปต่อสู้คดีจนชนะ จึงสนับสนุนให้ทั้ง 9 คนออกไปสู้คดี
ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมั่นใจว่าไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
โดยปกติจะไม่อนุญาตให้สมาชิกถูกดำเนินคดี
แต่ในบ้างครั้งก็มีข้อยกเว้น ดังเช่น สส. สมุทรสงคราม
เรื่องนี้เสียงข้างมากในสภาเคารพสิทธิของผู้ร้องขอ
เพราะมีแนวปฎิบัติมีอยู่แล้ว น่าจะดำเนินการไป
ไม่อยากเห็นว่าฝ่ายหนึ่งต้องการอีกอย่าง เหมือนเล่นละครตบตาประชาชน
นายสาทิตย์ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
เพราะทั้ง 9 คนเป็นคดีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสถาบันด้วย
และในการปราศรัย 10 เม.ย.สร้างความไม่สบายให้หลายฝ่าย
ที่กล่าวหาว่าเป็นปรปักษ์ใส่ร้ายคือใคร แล้วในประเด็นไหน
ระบุให้ชัด ถ้าเป็นคดีความจะได้ฟ้องร้องได้
อีกทั้ง ยังเคยมีแกนนำคนหนึ่งเคยพูดบนเวทีว่า
ต้องสมัครสส.เพราะต้องการเอกสิทธิคุ้มครอง
พรรคฝ่ายค้านไม่เคยหยิบมาใส่ร้าย มีแนวทางชัดว่า
จะไม่ดึงสถาบันมาต้องแยกออกจากการเมือง
การตัดสินจากสภาก็เป็นเครื่องชี้วัดว่าจะเป็นเล่นละครคุ้มครองพวกเดียวกันเองหรือไม่
นายจตุพร จึงลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง ว่า
พวกตนไม่จำเป็นที่ต้องเดินทางไปดีเอสไอ แล้วมาเล่นละครในนี้
อย่ามากล่าวหาว่าเล่นละครตบตา
และคำปราศรัยวันที่ 10 เม.ย. นายสาทิตย์เป็นศาลหรือ
ถึงได้มาตัดสินว่าใครหมิ่นไม่หมิ่น
ซึ่งแม้ส่วนสูงจะไม่เท่ากัน แต่ตนเองปากกับใจตรงกัน
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
อยู่ในสภามา 20 กว่าปี ถือเป็นครั้งแรกที่สส. 9 คนถูกดำเนินคดี
ในข้อหาความมั่นคงของรัฐ ถ้าต้องการไปสู้คดีตามที่ถูกกล่าวหา
ก็ควรอนุญาตให้ไป เพราะที่ผ่านมาในการประชุมสภาถ้ามีสส.สละเอกสิทธิ
สภาก็อนุญาตทุกครั้ง ทำไมวันนี้ต้องมาทำให้เกิด 2 มาตรฐาน
ตนเห็นใจทั้ง 9 คนที่มีอิทธิพล และบารมีต่อพรรค
แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยคงขัดใจพวกท่าน
เพราะพรรคคงไม่อนุญาตเลยไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นการแสดงละครหรือไม่
เพราะพวกท่านแสดงได้สมบทบาทหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ สส. ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย
นพ.เหวง โตจิราการ ,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ,
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ,
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ,
นายพายับ ปั้นเกตุ ,
นายวิเชียร ขาวขำ ,
นายการุณ โหสกุล ,
นายประสิทธิ ไชยศรีษะ
นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีมติ 338 ต่อ 6 เสียง
ไม่ให้นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคภูมิใจไทย ไปดำเนินคดีตามที่ศาลนครนายกฯ แจ้ง
http://www.posttoday.com/การเมือง/109608/สภาฯอุ้ม9สส-แดงไม่ให้สละเอกสิทธิ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/09/54 คราวนี้พี่ขอโชว์ลูกขยัน..ขอควบสองเก้าอี้
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เร่เข้ามา..เร่เข้ามา..ตั้ง
พวกระยำ หน้าโง่ โชว์ลูกขยัน
เป็นแค่เงา ก็ดี้ด๊า เฮฮากัน
ตั้งเอามัน สมพวกเปรต ทุเรศนัก....
สองปีเศษ ดีแต่พูด พิสูจน์ชัด
ตะบัดสัตย์ ใครก็เห็น เป็นประจักษ์
ไร้ฝีมือ ยังมีหน้า มาคึกคัก
พวกชะนัก ติดหลัง ระวังให้ดี....
ได้เป็น..นายกเงา ก็เอาวะ
ไม่ลดละ เล่ห์ลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
เผยทาสแท้ คนจัญไร ใจอัปรีย์
ไม่เคยมี คุณค่า ราคาคน....
ยังคิดมา สมอ้าง จะสร้างภาพ
กี่รอยบาป เคยระยำ ทำปี้ป่น
ยิ่งรีบโชว์ สันดาน สามานย์ชน
ยิ่งเผยตน ว่าชั่วช้า สารเลว....
จะควบเงา กี่ตำแหน่ง เชิญแต่งตั้ง
แค่พวกงั่ง อมนุษย์ สุดแหลกเหลว
จะสาดโคลน จะรุกไล่ สุมไฟเปลว
ยิ่งดิ่งเหว เพราะใครใคร ก็ไม่เอา....
๓ บลา / ๘ ก.ย.๕๔
การคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้กับการเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
ชลิตา บัณฑุวงศ์
กลุ่มจับตาประชาสังคมไทย (Thai Social Movement Watch –TSMW)
นับตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้เริ่มปรากฏชัดมากขึ้น และได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อโต้ตอบการเปิดฉากรุกเดินหน้าโครงการของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล หรือโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.หัวไทร และ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช
ทั้งนี้ ในการคัดค้าน ทางนักกิจกรรม นักพัฒนาเอกชน และนักวิชาการท้องถิ่น ได้ถ่ายทอดข้อมูลด้านผลกระทบไปสู่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายจนเกิดการตื่นตัว และรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ในระดับหมู่บ้านจนถึงเครือข่ายระดับจังหวัด และระดับภาค ประชาชนที่เข้าร่วมมีหลากหลาย ทั้งเกษตรกร ชาวประมงรายย่อย ผู้รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าในเขตเทศบาล นักการเมืองท้องถิ่น ครู ฯลฯ ขณะที่กิจกรรมการคัดค้านก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดเวทีขนาดเล็กให้ข้อมูลความรู้ตามหมู่บ้าน การจัดขบวนแห่และเวทีรณรงค์ในระดับอำเภอและจังหวัด การกดดันและเรียกร้องจริยธรรมทางวิชาการต่อสถาบันการศึกษาที่รับจ้างทำงาน วิจัยหรือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้แก่โครงการเหล่านี้ การเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดจนนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ใช้อำนาจสั่ง ระงับโครงการฯ เป็นต้น
ล่าสุดมี ”ปฏิบัติการเพชรเกษม 41” ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่มีสีสันจากการ planking หมู่กลางถนนเพชรเกษม ยังมีข้อเสนอคู่ขนานในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยมีใจความสำคัญคือ ก่อนเดินหน้าแผนพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลจะต้องทำตัวอย่างที่ชัดเจนของการโครงการพัฒนาที่เป็นมิตรกับชุมชนและ สิ่งแวดล้อมในกรณีนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกให้ได้เสียก่อน
โครงการพัฒนาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาภาคใต้ชุดใหญ่ภายใต้การวาง แผนของสภาพัฒน์ฯ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในอนาคต ประกอบด้วยการถมทะเล การสร้างเขื่อน การตัดเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย การสร้างท่าเรือน้ำลึก การก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ คลังน้ำมัน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน กลุ่มผู้คัดค้านกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อฐานทรัพยากรอันจะมีผลต่อการ ประกอบอาชีพ ตลอดจนผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในพื้นที่ ประสบการณ์เลวร้ายจากการสร้างโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชี้ชัดถึงชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้นของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ ขณะเดียวกันวิธีการสกปรกไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ทำร้าย การหว่านเงินซื้อตัวผู้นำ การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อการประชาสัมพันธ์และจ้างสถาบันการศึกษามาทำงานให้ ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่สามารถไว้วางใจแผนพัฒนาภาคใต้ได้
ในสถานการณ์ปกติ การคัดค้านโครงการพัฒนาในลักษณะเช่นนี้มักถูกมองในแง่ลบจากสาธารณะอยู่แล้ว ในข้อหาต่อต้านความเจริญ ส่วนชาวบ้านที่ไม่ยินยอมให้โครงการพัฒนามาลงในพื้นที่บ้านตนก็ถูกมองว่าเป็น พวกเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ ขณะที่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่แหลมคมในปัจจุบัน ท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายอื่นกับกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาฯ ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น การที่ผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้บางส่วนเคยกระโจนเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในการขับไล่รัฐบาลทักษิณ ออกบัตรเชิญการรัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลสมัครและสมชาย รวมทั้งสนับสนุนขบวนการปฏิรูปประเทศไทย ประกอบการจัดกิจกรรมที่คึกคักทันทีตั้งแต่ก่อนหน้าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะ ได้เริ่มต้นการบริหารประเทศ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้จะถูกตั้งข้อสังเกต อย่างเหมารวม โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางส่วนว่าเป็นการ เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บ้างก็สงสัยไปไกลว่ามีพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งมีการโยงการคัดค้านการพัฒนาเข้ากับการสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโยงใยไปถึงกลุ่ม “เจ้า”
ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ถูกบางส่วนในกลุ่มผู้คัดค้านเหมารวมว่าเป็น ผู้สนับสนุนโครงการพัฒนาเหล่านี้ รวมทั้งถูกมองว่าดีแต่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนเสื้อแดงด้วยกันแต่ ละเลยความทุกข์ของผู้คนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนานี้
เป็นที่น่ากังวลว่าสภาพการณ์เช่นนี้จะยิ่งนำไปสู่การแบ่งขั้วที่เน้นการ เผชิญหน้าแบบเหมารวมและทำให้ต้นตอหรือประเด็นปัญหาที่ควรจะถกเถียงกันเรื่อง แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมถูกละเลย สถานการณ์ดูแย่ลงไปอีกเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ พยายามหาจุดขายใหม่ด้วยการเปลี่ยนสีตัวเองจากเหลืองมาเป็นเขียวในนาม ‘กลุ่มการเมืองสีเขียว’ อันเป็นสีที่ขบวนเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รวมทั้งผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้ ใช้เป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงระบบนิเวศและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ แม้จะมีแนวโน้มที่ดีว่าล่าสุดในปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เน้นย้ำประเด็นการสลายสีเหลือง-แดงมาเพื่อมาร่วมกันคัด ค้านแผนพัฒนาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่คนเสื้อแดงในภาคใต้หลายคนก็มีบทบาทอย่างแข็งขันในปฏิบัติการนี้ ขณะเดียวกันสำหรับชาวบ้านจำนวนมากที่ร่วมการคัดค้านแล้วนั้น การเมืองสีเสื้อยังดูห่างไกลจากการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องในชีวิตประจำวัน กระนั้นยังไม่มีหลักประกันว่าการเหมารวม การแบ่งขั้ว และการเผชิญหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ทางการเมืองมีความแหลมคมร้อนแรงขึ้น
คงจะเป็นเรื่องไร้เดียงสาหากจะบอกให้สองฝ่ายซึ่งมีจุดยืนและอุดมการณ์ทาง การเมืองที่ต่างกันหันมาสมานฉันท์ร่วมกันคัดค้านโครงการพัฒนาที่จะส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน สำหรับคนเสื้อแดงนั้นเจ็บปวดที่คนตาย 92 ศพ คนเจ็บและพิการอีกกว่า 2,000 คน และคนที่ติดคุกโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกเกือบ 200 คน ดูจะยังไม่สำคัญมากเพียงพอที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากกลุ่มผู้คัดค้าน แผนพัฒนาภาคใต้ รวมทั้งยังไม่สามารถทำให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตยขั้นพื้น ฐานผ่านทางการเลือกตั้งว่า มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและเป็นรูปแบบหนึ่งในการ กำหนดอนาคตของตนเองเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้บางส่วนมีประสบการณ์ที่เลวร้าย จากถูกหลอกลวงหักหลังใช้ความรุนแรงจากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งหลายชุด พวกเขาจึงรู้สึกสิ้นหวังกับระบบการเมืองการเลือกตั้งที่เอื้อต่อการแสวงหาผล ประโยชน์และการผูกขาดทางอำนาจของนักการเมือง กระนั้นความแตกต่างของจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นฐานของ ประชาธิปไตย สิ่งสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความต่างนี้นำสู่ความเกลียดชัง การแบ่งขั้ว และการเผชิญหน้าโดยปราศจากเหตุผล รวมทั้งจะต้องมีเกณฑ์ที่ยึดถือได้ร่วมกันบนฐานของความเป็นประชาธิปไตย
ที่สำคัญแต่ละฝ่ายควรจะตระหนักถึงลักษณะร่วมของประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ “อำมาตย์” ของคนเสื้อแดงกับชนชั้นนำที่ได้รับผลประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน โครงการต่างๆ ในแผนพัฒนาภาคใต้แท้จริงแล้วก็คือส่วนเดียวกัน ซึ่งไม่ได้มีเพียงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงข้าราชการ เทคโนแครต สถาบันการเมืองแบบจารีต ฯลฯ ที่มีสายสัมพันธ์ในทางธุรกิจจากหน่วยงานหรือบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินการ ขณะเดียวกันการที่คนเสื้อแดงถูกเข่นฆ่าปราบปรามและไม่ได้รับความเป็นธรรมทาง การเมืองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือสภาพการณ์ที่ไม่แตกต่างจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา ต่างๆ ที่แทบไม่เคยได้เข้าถึงความยุติธรรมเท่าเทียมในการต่อรองเพื่อหยุดยั้ง โครงการหรือเพื่อเรียกร้องการชดเชยต่อความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืน ควรถูกให้ความสำคัญอย่างจริงจังจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้ ควรมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในฐานะทางออกที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตที่เป็นจริง ที่พ้นไปจากการวาดภาพโรแมนติกบนฐานแนวคิดแบบชุมชนนิยม โดยจะต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทและฐานทรัพยากรในปัจจุบัน รวมทั้งการเสนอทางออกที่สามารถตอบคำถามในระดับมหภาคได้ อาทิ การจัดหาพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พึงปรารถนา การขจัดความยากจนที่เกิดจากการเข้าไม่ถึงการพัฒนา เป็นต้น ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงก็ต้องมองถึงทางเลือกในการพัฒนาที่จะนำมาสู่ความเท่า เทียมได้อย่างแท้จริงและไม่ต้องมีใครที่ถูกบังคับให้เสียสละหรือจ่ายในราคา แพงมากกว่าคนอื่นๆ
หากกระบวนการประชาธิปไตย หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดรูปแบบของสังคมที่มีความเท่าเทียมเป็นพื้นฐานบน ความตระหนักว่า สมาชิกในชุมชนการเมืองต่างมีศักดิ์และสิทธิเสมอกันภายใต้การอำนวยให้เกิด ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะต่อคนที่ถูกขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรม การคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้และการเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมืองของคนเสื้อ แดงจึงมีจุดร่วมกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสริมสร้าง ประชาธิปไตย
ภาพ ประกอบ: กิจกรรม “แผนปฏิบัติการเพชรเกษม 41: คนใต้กำหนดอนาคตตัวเอง” เมื่อวันที่ 21-22 สิงหาคม 2554 ที่วนอุทยานเขาพาง (วัดภูพางพัฒนาราม) ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร (ภาพโดยวันชัย พุทธทอง)
............................
หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2-8 กันยายน 2554)
SIU รายงาน รัฐประหาร-คอรัปชั่น-การเมืองไม่นิ่ง ส่งผลความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยตก 1 อันดับ
ที่มา ประชาไท
SIU ระบุ World Economic Forum (WEF) ตีพิมพ์รายงานขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลกปี 2011 – 2012 พบขีดความสามารถการแข่งขันไทยร่วง 1 อันดับจากอันดับ 38 ในปีที่แล้ว มาเป็นอันดับที่ 39 ในปีนี้จากทั้งหมด 142 ประเทศ โดยคะแนนรวมอยู่ที่ 4.52 คะแนน
สำหรับประเทศเอเชียอื่น ๆ ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าไทยมีดังต่อไปนี้
อันดับ 37 บาห์เรน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 4.54 คะแนน
อันดับ 34 คูเวต (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 4.62 คะแนน
อันดับ 32 โอมาน (อันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ) คะแนนรวม 4.64 คะแนน
อันดับ 28 บรูไน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 4.78 คะแนน
อันดับ 31 สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (อันดับร่วงลงมา 2 อันดับ) คะแนนรวม 4.89 คะแนน
อันดับ 30 จีน (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 4.90 คะแนน
อันดับ 24 เกาหลีใต้ (อันดับร่วงลงมา 2 อันดับ) คะแนนรวม 5.02 คะแนน
อันดับ 21 มาเลเซีย (อันดับเพิ่มขึ้น 5 อันดับ) คะแนนรวม 5.08 คะแนน
อันดับ 14 กาตาร์ (อันดับเพิ่มขึ้น 3 อันดับ) คะแนนรวม 5.24 คะแนน
อันดับ 13 ไต้หวัน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 5.26 คะแนน
อันดับ 11 ฮ่องกง (อันดับคงที่) คะแนนรวม 5.36 คะแนน
อันดับ 13 ญี่ปุ่น (อันดับร่วงลงมา 3 อันดับ) คะแนนรวม 5.40 คะแนน
อันดับ 3 สิงคโปร์ (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 5.63 คะแนน
ส่วนประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับปีก่อนนี้โดยทำคะแนนรวมได้ที่ 5.74 คะแนน ในขณะที่ประเทศที่ได้อันดับรองลงไปคือ สิงคโปร์ (5.63), สวีเดน (5.61), ฟินแลนด์ (5.47), สหรัฐอเมริกา (5.43), เยอรมนี (5.41), เนเธอร์แลนด์ (5.41), และ เดนมาร์ก (5.40) ตามลำดับ
หากเทียบพัฒนาการด้านรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) พบว่าในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 1986 ประเทศไทยทำได้อยู่เหนือเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย
WEF ได้มีการแบ่งคะแนนขีดความสามารถการแข่งขันออกเป็น 3 ด้านใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ (1) ความต้องการพื้นฐาน (น้ำหนัก 40%) ไทยทำได้ 4.9 คะแนน ถือเป็นอันดับที่ 46 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้จะประกอบไปด้วย ความเป็นสถาบัน, โครงสร้างพื้นฐาน, สภาพแวดล้องทางเศรษฐกิจมหภาค, การศึกษาขึ้นพื้นฐานและสาธารณสุข (2) ปัจจัยการขยายประสิทธิภาพ (น้ำหนัก 50%) ไทยทำคะแนนในหมวดนี้ได้ 4.4 คะแนนถือเป็นอันดับ 43 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้จะประกอบไปด้วย การศึกษาและการฝึกอบรมขึ้นสูง, ประสิทธิภาพตลาดสินค้า, ประสิทธิภาพตลาดแรงงาน, การพัฒนาตลาดการเงิน, ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี และขนาดตลาด (3) ปัจจัยด้านนวัตกรรมและปัจจัยที่ซับซ้อนขึ้น (น้ำหนัก 10%) ไทยทำคะแนนในหมวดนี้ได้ 3.7 คะแนน ถือเป็นอันดับ 51 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้ประกอบไปด้วย ความซับซ้อนด้านธุรกิจ และนวัตกรรม
สำหรับสาเหตุ 3 อันดับแรกที่สร้างปัญหาต่อการประกอบธุรกิจในไทยนั้น WEF พบว่าสาเหตุมาจาก ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและการรัฐประหาร (15.2 %) ตามมาด้วย การคอรัปชั่น (14.5 %) และการเมืองไม่เสถียร (12.9%) ตามลำดับ
ทั้งนี้ WEF จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังจะก้าวเป็นขั้นเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีขับ เคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
เข้าดูและดาวน์โหลดรายงาน The Global Competitiveness Report 2011-2012 ได้ที่เว็บไซต์ของ WEF
10โมงหนุนแกนนำแดงเพชรบุรีสู้หมาหมู่ 40สว.ลากตั้งสุมหัวปชป.-สมาคมสื่อถือหางนักข่าว7สี
ที่มา Thai E-News
ภาพมันฟ้องพฤติการณ์-ส.ส.ประชาธิปัตย์กางปีกป้องนักข่าวช่อง7บอก ว่า"ท่านทำงานตรงไปตรงมากับทุกฝ่ายเป็นสไตล์ของท่าน" แต่ให้สังเกตเวลาสัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมมีสัมมาคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีคลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว
ล่าสุดยังปากตีออกมาโต้ตอบเฉลิมอีกว่าพูดเรื่องของเธอได้"ปื๊ดจริงๆ"...
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554
กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งช่วยนักข่าว7สี นักข่าว7สีปากดีโต้"เหลิม"เรื่อง"ปื๊ด"
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อดีตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการมาตลอด เป็นประธานได้ส่งหนังสือเชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันนี้( 8 กันยายน) เวลา 14.00 น.
ในหนังสือมีเนื้อหาฟันธงเข้าข้างกันชัดเจน ทั้งที่ยังไม่มีการสืบสวน โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการตระหนักถึงความสำคัญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสาะแสวงหาและนำเสนอข้อเท็จจริง รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน จึงเชิญ น.ส.สมจิตต์ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อ กรรมาธิการฯตามวันและเวลาดังกล่าว
ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปตั้งกระทู้ถามในสภา โดยอ้างว่านางสาวสมจิตต์ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง โดยนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าวว่า"คุณสมจิตต์ท่านก็มีสไตล์การทำงานของท่านแบบถามตรง ไปตรงมา หัวหน้าพรรคของผมก็โดนถามแบบนี้เหมือนกัน" แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี นางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ส่งอีเมล์ว่าน.ส.สมจิตต์ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจก็รับแจ้งความ"ผมก็บอกตำรวจว่าทำไปตามขบวนความ แม้ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเป็นการใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจอย่าซ้ำเติมเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา"
น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือเชิญจากกรรมาธิการแล้วและพร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลตามวันที่ 8 กันยายน ซึ่งในวันเดียวกัน เวลา 10.00 น.ตำรวจก็ได้ออกหมายเรียกให้ น.ส.พรทิพย์ เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิตด้วย แต่ตนคงไม่เดินทางไปที่ สน.ดุสิต เพราะได้รับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย ว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ หาก น.ส.พรทิพย์ แจ้งความกลับตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหาจากทางตำรวจ
อีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ไป สน.ดุสิต เป็นเพราะในขณะนี้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาว่า ตนมีเจตนายั่วยุ ดังนั้น หากเดินทางไปเผชิญหน้ากับ น.ส.พรทิพย์ ก็จะถูกนำไปขยายผลอีก ทั้งๆ ที่การแจ้งความของตนเป็นเพียงการรักษาสิทธิตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ น.ส.พรทิพย์ หากคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายก็สามารถแจ้งความได้เช่นเดียวกัน ส่วนการถูกผิดเป็นหน้าที่ของศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า คำว่าจัดให้ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ผิดหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นเดียวกับคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านได้ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจต่อการดูแล ความปลอดภัยให้กับคนไทยหรือยังผ่านเหตุการณ์นี้ โดยเห็นว่า หากคำว่า “จัดให้” มีคำว่า “ปื๊ด” นำหน้า ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้
เสื้อแดงนัดรวมพลังให้กำลังใจแกนนำแดงเพชรบุรีที่สน.ดุสิต10โมงเช้า8ก.ย.นี้
กลุ่มคนเสื้อแดงได้แจ้งข่าวนัดรวมตัวกัน โดยพบกันที่ สน.ดุสิต 10.00น เพื่อรวมพลังให้กำลังใจแกนนำคนเสื้อแดงเพชรบุรี (คุณพรทิพย์ เพชรบุรี ) กรณีโดนนักข่าวช่อง 7 แจ้งความดำเนินคดีกรณีส่งต่ออีเมล์ต่อต้านพฤติการณ์อคติลำเอียง โดยคนเสื้อแดงเห็นว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อไปให้กำลังใจคุณพรทิพย์เท่านั้น แต่ไปเพื่อแสดงให้สื่อมวลชนเห็นว่า พวกคุณ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มวลชนจะแตะต้องไม่ได้ จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไปเพื่อบอกกับสังคมว่า การกระทำของสื่อในกรณีนี้ คือการคุกคามประชาชน และเพราะกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องระหว่าง คนสองคน แต่เป็นปรากฏการณ์สงครามตัวแทน ของการต่อสู้ระหว่าง กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย กับ กลุ่มสื่อที่ชอบอ้างความเป็นวิชาชีพและทำตัวอยู่เหนือประชาชน เอนเอียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด
สมาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์
เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมานี้สมัชชา ประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน
ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ
ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น
นี่หรือพฤติกรรมของ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คุณเป็นกลางจริงเหรอ? คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ถามจริงๆ ประชาชนคือผู้บริโภครู้มั่งไหม หรือว่าคุณไม่ต้องอาศัยประชาชน
ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักในความเป็นธรรม และรักในประชาธิปไตยบอยคอต สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพราะการกระทำแสดงให้เห็นว่าไม่มีประชาชนก็อยู่ได้
กลุ่มเสื้อแดงที่เคยบุกช่อง 7 ร้องนักข่าว เข้ายื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าวฯ วางตัวเป็นกลาง กรณีออกแถลงการณ์ตอบโต้เสื้อแดงคุกคามสื่อ
เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ในนามเครือข่ายสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่ง ระบุว่า ตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปยื่นหนังสือที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เรียกร้องให้สถานีฯ ทบทวนจรรยาบรรณของนักข่าว ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม และจากนั้น สมาคมวิชาชีพได้ออกแถลงการณ์ประณามคนเสื้อแดงว่า เป็นการคุกคามสื่อนั้น ทางกลุ่มมองว่าแถลงการณ์ของสมาคมฯ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชนว่าคนเสื้อแดงคุกคามสื่อจริง
จึงขอชี้แจงว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มองว่าสื่อละเมิด หรือแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ทนไม่ได้ที่เห็นสื่อวางตัวไม่เป็นกลาง ขณะที่ประชาชนไม่มีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ จึงขอเรียกร้องสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ให้ออกมาขอโทษประชาชนต่อแถลงการณ์ของสมาคมที่ออกไป ทั้งยังเรียกร้องให้สื่อวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ หยุดรับใช้ฝ่ายการเมือง ทั้งขอให้หยุดใช้คำว่าคุกคามสื่อ เพื่อนำคำนี้มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วย
มาดูพฤติการณ์นักข่าว7สีที่ปชป.บอกว่า"ท่าน"สัมภาษณ์นักการเมืองทุกฝ่ายสไตล์ดุดัน
สัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว
คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว
และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...
“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น
-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค
จัดหนักพรรคแมลงสาบ แพ้แล้วพลาดถึงฆาตโดนยุบ
ที่มา Thai E-News
เป็นเรื่อง!ครม.เงาผิดรัฐธรรมนูญโทษหนักถึงยุบปชป. นักกฎหมายฟันธงเถื่อนต่างจากแม่แบบอังฤษ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กันยายน 2554
นายคนิณ บุญสุวรรณ เขียนบทความลงในเวบไซต์ คณิน บุญสุวรรณเตือน ว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเงา หรือครม.เงานั้น ผิดกับต้นแบบอังกฤษถึง 4 ประเด็น จึงเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคและถอดถอนจากตำแหน่งส.ส.
ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ
แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย
ทั้งนี้นายคนิณกล่าวว่า คำว่า “ครม. เงา” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Shadow Cabinet” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ชื่อเต็มๆ ของ Shadow Cabinet ดังกล่าว คือ The Official Loyal Opposition Shadow Cabinet แปลเป็นไทยได้ว่า คณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล พิจารณาและเสนอแนะนโยบายที่แตกต่างออกไปจากของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการควบคุมให้ฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตน
นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา พรรคแรงงาน เป็นฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี และหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นมา องค์ประกอบ ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ โดยปกติแล้ว ประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสสูงสุด ในซีกฝ่ายค้านประมาณ ๒๐ คน ใน ครม. เงา ของอังกฤษ นั้น มีเพียงผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เท่านั้น ที่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่เป็น ครม. เงา นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่งในฐานะ ส.ส. นอกนั้น ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ
เมื่อพรรคแรงงานหรือ เลเบ้อร์ปาร์ตี้ (Labour Party) ของประเทศอังกฤษ เป็นฝ่ายค้าน ครม. เงา ประกอบด้วย อดีตสมาชิกอาวุโส จำนวน ๕ คน และ ส.ส. อีกจำนวน ๑๙ คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ ส.ส. ของพรรคแรงงาน โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีเงาของแต่ละกระทรวง และตั้งวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย ส.ส. เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Milliband) ผู้นำฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงานเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าพรรคในฐานะรองผู้นำฝ่ายค้าน คือ ส.ส. Harriet Harman เป็นรัฐมนตรีเงา กระทรวงการพัฒนาการระหว่างประเทศ ส.ส. Ed Balls เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการคลัง และ ส.ส. Douglas Alexander เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ คือ David Cameron ก็เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้า ครม. เงา มาก่อน และในจำนวน ครม.เงา ที่มี Ed Milliband เป็นหัวหน้า นั้น ก็มีรัฐมนตรีเงาที่มาจากสภาขุนนางรวมอยู่ด้วย จำนวน ๓ คน ได้แก่ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาขุนนาง ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาขุนนาง และรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมกำกับดูแลเรื่องเกาะอังกฤษและเวลส์ นอกจากนั้น ยังมีประธาน ส.ส. พรรคแรงงานร่วมอยู่ด้วย
ทีนี้ ลองหันมาดู ครม. เงา ของไทย ที่จัดตั้งกันไปอย่างอึกทึกครึกโครม ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่ “เท่” เสียเต็มประดา นั้น ดูเหมือนว่าจะตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีจริง ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนัยว่าจะลอกเลียนแบบมาจาก ครม. เงา ของอังกฤษ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นแหละ นี่ถ้าหากเพิ่งมี ครม. เงา ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ก็คงต้องพูดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้นแบบ เหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เติบโตและเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บังเอิญที่ว่า ครม. เงา นี้ มีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ก็จะตั้ง ครม. เงา ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เรียกเสียงฮือฮาและเป็นข่าวทางสื่อมวลชนได้หลายวัน หลังจากที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งไปหยกๆ
แต่เอาเป็นว่า กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ครม. เงา ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค นั้น แตกต่างไปจาก ครม. เงา ของประเทศอังกฤษอยู่หลายประการทีเดียว ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ มีรัฐธรรมนูญรองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และที่สำคัญ เป็น ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี แต่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอะไรรองรับเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภา
ประการที่สอง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ตั้งขึ้นภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญ” เรียบร้อยแล้ว และผู้นำฝ่ายค้าน นั่นแหละ จะเป็นผู้ตั้ง ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี ส่วน ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ โดยที่ยังไม่มีแม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ประการที่สาม คณะรัฐมนตรีเงาของประเทศอังกฤษ มีผู้ได้รับเงินตอบแทนจากการทำหน้าที่นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. ได้แก่ ตัวผู้นำฝ่ายค้านเองในฐานะหัวหน้า ครม. เงา ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน ในขณะที่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครได้เงินเดือนเลยสักคน เพราะเป็นตำแหน่งเถื่อนกันทุกคน จะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ ก็คงจะได้
ประการที่สี่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีบุคคลภายนอกมาร่วมใน ครม. เงา แต่ ครม. เงา ของอังกฤษ มีสมาชิกสภาขุนนางในซีกฝ่ายค้านมาร่วมอยู่ด้วย ๓ คน
จากข้อเปรียบเทียบ ทั้ง ๔ ข้อ ระหว่าง ครม. เงา ของอังกฤษ กับ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็สรุปได้ว่า ครม. เงา ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า นั้น เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ โดยมีเจตนาที่จะจับผิดคณะรัฐมนตรีจริงเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงน่าจะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ หรือ ครม. เถื่อนมากกว่า หรือไม่อีกทีก็น่าจะเรียกว่า ครม. หลงเงาก็ได้ เพราะแทบจะทุกคนที่อยู่ใน ครม. เงา ล้วนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นพวกที่ยังหลงเงาตัวเองอยู่
เพราะมันคงจะฟังดูตลกพิลึกน่าดู ถ้าหากมาตั้งกติกานอกรัฐธรรมนูญกันเอาเองว่า ถ้าพรรคใดชนะเลือกตั้งก็ตั้ง ครม. จริง แต่ถ้าแพ้เลือกตั้ง ก็ตั้ง ครม. เงา
ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นกันแล้วหรืออย่างไร ?
ระวังให้ดีเถอะ มัวแต่จะจ้องเล่นงานคนอื่นเขา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วยตอนเป็นรัฐบาลมีบางคนได้รับสมญานามว่า “ดีแต่พูด” แต่พอเป็นฝ่ายค้าน คนคนเดียวกันอาจได้สมญานามใหม่ คือ “ดีแต่พล่าม” พล่ามจนได้เรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะ
นพดล ปัทมะ ยันอีกรายครม.เงามาร์คต่างจากแม่แบบอังกฤษ!
ทางด้านนายนพดล ปัทมะ เขียนลงในเฟสบุ๊คว่า อังกฤษที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็ไม่เคยเรียกฝ่ายค้านว่ารัฐมนตรีเงาเหมือนที่บ้านเราทำ แต่จะใช้คำว่าโฆษกแทน เช่น ในขณะที่ ปชป ตั้ง รัฐมนตรีการศึกษาเงา ในประเทศอังกฤษจะใช้คำว่า Education spokesman แปลว่า โฆษกด้านการศึกษา ความแปลกประหลาดจึงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ที่ยังสับสนว่าคุณอภิสิทธิ์จะนั่งควบสองตำแหน่ง คือผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ ปชป ตั้งให้เป็น นายกเงา ฟังแล้วสับสนอลหม่านดีแท้ๆ
สลิ่มต้องอ่าน:งานวิจัยนักวิชาการม.เชียงใหม่ เจาะลึกขบวนการคนเสื้อแดงได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด
ที่มา Thai E-News
นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยโต้แนวคิด "คนชั้นกลางระดับล่าง" ชี้เสื้อแดงเป็นพหุลักษณ์ ข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย..ในที่สุดก็ถามว่าความเป็น แดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม"
ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม
หมายเหตุไทยอีนิวส์ จากรายงานดั้งเดิมชื่อ:"ปิ่นแก้ว" ยกงานวิจัยโต้แนวคิด "คนชั้นกลางระดับล่าง" ชี้เสื้อแดงเป็นพหุลักษณ์ ข้ามชนชั้น
การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามันเป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการประชาธิปไตยท้องถิ่น และ Book Re:Public จัดเวทีวิชาการ "ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่"ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำเสนองานวิจัยเรื่อง "พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัด เชียงใหม่" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า "ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท" ประชาธรรมถอดความเรียบเรียงดังนี้..
"เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวเราพบ ว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ"
ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน
นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์ เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท
อ.ผาสุกและอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬารก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ
อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่
อ.ไคยส์ (ชาร์ล ไคยส์ (Charles Keyes)) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น "กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง" (cosmopolitan villagers)
อ.วัฒนาก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง
มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของเราก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน เรามีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ
1.ขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร(ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของเสื้อแดง)
2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร
3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนา หรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร
ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก
ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง
กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิดเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น "ปริ่มน้ำ" นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา
ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆคือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร
งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา เราพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไร บ้าง
ข้อค้นพบเบื้องต้นเราพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง( Election Politic) มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในหมู่บ้านที่เราศึกษา ทุกหมู่บ้านที่เราไป ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง เป็นปริมณฑล(ทางการเมือง)ของคนกรุงเทพ ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท
รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทาง เศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป
เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวเราพบ ว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ
จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ
ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา
ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่
เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็น เดียวกันได้ในเวลาต่อมา
ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ
เราพบจากการศึกษาว่า ขบวนการนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน
เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง
การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต
เราพบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง
ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ
ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต
งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ ) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก(จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) เหตุการณ์พฤษภา 53เป็นระลอกที่สำคัญ
การก่อตัวเริ่มหลังรัฐประหาร 2549 ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว หลัง จากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ ไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH
นอกจากนี้เราพบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า แม่บ้าน ซึ่งแทบจะเป็นทุกกลุ่มที่เป็นสมาชิกสังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ มันไม่ใช่แค่เกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว
กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู นักธุรกิจท้องถิ่น โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม
ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ
การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามันเป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างไร
คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง เราพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการ เสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การ เคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า "อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน" แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร
เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย
ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม"
คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัด คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ ถ้าระบอบไม่เปลี่ยนสังคมไทยก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้
"ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน...แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์?ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ"
คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าวว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติ ที่ไปซื้อมาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดง คนเสื้อแดงบางส่วนกลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้
"แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ"
อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า
"แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก"ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง
มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง
อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแสหลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อ แดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง
ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา
ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย จึงกลายเป็นเสื้อแดง
******
อ่านปฏิกริยาร้อนๆของสลิ่มต่องานวิจัยนี้ที่บอร์ดเสรีไทย
ศาลอุทธรณ์สั่ง ขังยาวจำเลยคดีหมิ่น โจ กอร์ดอน : เป็นความผิดที่กระทบกระเทือนใจปวงชนผู้จงรักภักดี!
ที่มา Thai E-News
ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
วานนี้( ๖ ก.ย.)เวลา ๑๑.๐๐ น. ศาลอาญาได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ซึ่งทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายโจ กอร์ดอน หรือนายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยได้ระบุเหตุผลในคำวินิจฉัยว่า
” พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะแห่งการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสถาบัน พระมหากษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนจิตใจปวงชนผู้จงรักภักดี แม้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้วแต่พยานยังไม่เข้าเบิกความต่ออศาลอาจเกิดความ เสียหายแก่รูปคดี และหากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง และแจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้จำเลยและผู้ขอประกันทราบโดยเร็ว ”
นาย Joe Gordon หรือ นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ เป็นอดีตคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนอเมริกา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บ้านพัก และถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรุงเทพมหานครฯ ต่อมาได้นำตัวมาฝากขังและคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าเป็นคนแปล หนังสือเรื่อง ” The king never smiles ” ซึ่ง Joe Gordon ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวน
ทั้งนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษ ๑ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า ระหว่างวันที่ 2 พ.ย.50 – 24 พ.ค.54 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดคนเหมือนกันและเชื่อมโยงไปสู่ บล็อก โดยจำเลยใช้นามแฝงว่า สิน แซ่จิ้ว ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรชื่อ The King Never Smiles จากฉบับอังกฤษเป็นไทย จำเลยนำข้อความซึ่งเป็นคำแปลดังกล่าวลงเพยแพร่ในเว็บบอร์ดเพื่อเผยแพร่บท ความที่มีลักษณะพาดพิง วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จากนั้นยังนำลิงก์ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ชุมชนฟ้าเดียวกัน และเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน เพื่อให้บุคคลเข้าไปอ่านคำแปลดังกล่าว
จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และชั้นศาล ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔
*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากคุกถึงทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีเสรีภาพอเมริกันถูกย่ำยีโดยประเทศโลกที่3อย่างไทย
กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า-ผม เขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพฯ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
มีความลำบากบางประการที่จดหมายจากนักโทษในเรือนจำจะสามารถส่งผ่านออกมาได้ การจดบันทึกจากต้นฉบับจึงเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เสียงจากแดนตารางจะเร็ด ลอดออกมาได้
คุณโจ กอร์ดอน นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวางและเท่าเทียม ทว่า ชายคนนี้ คนที่ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ไม่เคยสัมผัสแต่เพียงนิดเดียว…ดังต่อไปนี้
(ฉบับแปล โดย ไทยอีนิวส์)
กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า
ผมเขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว
ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย
ผมอยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อ เกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออก เป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้ เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้
ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา
ด้วยความเคารพยิ่ง
โจ กอร์ด้อน
เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย
( ฉบับภาษาอังกฤษที่จดบันทึกจากต้นฉบับ )
Dear President Obama :_____________________________________________________
I am writing to you as a matter of life and dead from jail in Bangkok, Thailand. The Thai authority charges me with lese “ majeste” and computer crime laws. The Thai government uses these laws to target activists , scholars, journalists, authors and politicians and sentence them to decade in prison on multiple charges.
I cannot fight my case against the Thai justice system alone. Because, the system is corrupted , bias, and violated human rights. Therefor, there is no fair treatment. For example, my case, by detaining me and not allowing bail. Beside, I feel sad to see our freedom of expression has been insulted, punished, and degraded by the third world country like Thailand.
I would like to ask all americans to stand up, support, and defence our “proud” U.S.constitutions freedom of expression that the Thai government does not respect. American government should protest and condemn Thailand for using this abusive laws as a tool to protect the royal institution from criticism, especially, my case in American soil. And, demands Thailand to release me from jail immediately.
God bless you , God bless America.
Sincerely,
Joe Gordon
Bangkok Jail, Thailand
Joe Gordon หรือ นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ เป็นอดีตคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนอเมริกัน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บ้านพัก และถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรุงเทพมหานครฯ ต่อมาได้นำตัวมาฝากขังและคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าเป็นคนแปล หนังสือเรื่อง ” The king never smiles ” ซึ่ง Joe Gordon ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุม และในชั้นสอบสวน
Joe Gordon ได้ถูกพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้ร่วมกันสอบสวน และ ได้ฝากขังโดยใช้อำนาจศาลถึง ๗ ผลัดเต็ม (ผลัดละ ๑๒ วัน) จึงยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งทนายความและญาติได้ยื่นประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า
“ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย สู่สถาบันกษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนต่อจิตใจของปวงชนผู้จงรักภักดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้คัดค้าน จึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ”
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษ ๑ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า ระหว่างวันที่ 2 พ.ย.50 – 24 พ.ค.54 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดคนเหมือนกัน และเชื่อมโยงไปสู่บล็อก โดยจำเลยใช้นามแฝงว่า สิน แซ่จิ้ว ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรชื่อ The King Never Smiles จาก ฉบับอังกฤษเป็นไทย จำเลยนำข้อความซึ่งเป็นคำแปลดังกล่าวลงเพยแพร่ในเว็บบอร์ดเพื่อเผยแพร่บท ความที่มีลักษณะพาดพิง วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จากนั้นยังนำลิงก์ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ชุมชนฟ้าเดียวกัน และเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน เพื่อให้บุคคลเข้าไปอ่านคำแปลดังกล่าว
จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และชั้นศาล ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔
เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ทนายความและญาติได้นำหลักทรัพย์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ยื่นประกันตัวต่อศาลอาญาอีกครั้ง แต่ศาลยังยืนยันคำสั่งเดิม
ต่อมาวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพื่อหวังขอความยุติธรรมต่อศาลอุทธรณ์
นี่ไม่ใช่นักโทษรายแรกที่ถูกจองจำโดยถูกปฏิเสธการให้ประกันตัว และอาจไม่ใช่รายสุดท้ายเช่นกัน !
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ข้อความจากคุกที่โจ กอร์ด้อน นักโทษ112อยากให้โลกได้ยิน พญาอินทรีได้ฟังเต็ม2หูแล้วถึงกับเต้น
-บทความแปล: ประธานาธิบดี โอบาม่า ลงนามในกฎหมาย ห้ามผู้ฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนเข้าประเทศ
















