ที่มา มติชน


นโยบาย "แก้ไข ไม่แก้แค้น" วดีเด็ดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าววันเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่โหมดรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มตัว
หลัง ชัยชนะและเข้าสู่ตำแหน่งฝ่ายบริหาร ยังไม่ถึง 1 เดือนดี รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เริ่มโชว์ลีลา "แก้ไขไม่แก้แค้น" ขนานแท้ให้เห็น ด้วยการจับข้าราชการระดับสูงโยกสลับเก้าอี้กันให้ครึกโครม เพื่อที่จะตั้ง "คนของตัวเอง" เข้ามาแทน แน่นอนว่า "ไม่ใช่ครั้งแรก" เพราะปรากฏให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยที่มีการเมืองเปลี่ยนขั้ว
นอกจาก ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ในข่ายถูกย้ายให้พ้นทาง
กระทรวงมหาดไทย มีข้าราชการในสังกัดกว่า 2 แสนคน รู้กันดีว่ามีอิทธิพลอย่างมากกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการกำกับดูแลกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ถือเป็นหัวคะแนนชั้นดีของพรรคการเมือง
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา "วิเชียร ชวลิต" ปลัดกระทรวงมหาดไทย เกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะมีชื่ออยู่ในโผที่จะถูกเตะโด่งให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ให้เป็นเพื่อนกันกับ "ถวิล เปลี่ยนสี" อดีตเลขาฯ สมช.
เมื่อพ้นการประชุม ครม.เมื่อ 6 กันยายนที่ผ่านมาก็พอจะทำให้เจ้าตัวหายใจหายคอได้โล่งขึ้นบ้าง เพราะไม่อยู่ในโผที่ต้องเก็บของ แต่ก็ต้องลุ้นกันเป็นรายอาทิตย์ว่าจะเจอแจ๊กพ็อตสัปดาห์ต่อไปหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เก็บ "วิเชียร" ไว้ที่มหาดไทยแน่ เพราะมองว่าเป็นคนของโจทย์เก่าที่ชื่อ "เนวิน ชิดชอบ" แห่งพรรคภูมิใจไทย
เมื่อมีเค้าลางว่าจะขยับปรับเปลี่ยนคนนั่งเก้าอี้ ซี 11 กันใหม่ จึงเริ่มมีการปล่อยชื่อแคนดิเดตคนใหม่กระเส็นกระสายออกมา ออกมาเป็นระลอกๆ ตั้งแต่ชื่อ "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เพราะมีความสนิทสนม "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวของ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ซึ่งได้ดิบได้ดี ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม "สายตรงดูไบ" เช่นกัน แต่มีการยืนยันว่า "อุดม" พอใจที่จะอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯต่อไป
ตามด้วยการปล่อย ชื่อ "อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ" อธิบดีกรมที่ดิน ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน ในสมัยที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน อีกทั้งยังเป็นศิษย์ร่วมสถาบันรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือสิงห์ดำด้วยกัน ทำให้ทั้ง 2 มีความสนิททสนมกันมาก ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่า "อนุวัฒน์" ไม่ขอรับเก้าอี้ปลัดฯด้วยเช่นกัน
พูดกันว่าการปฏิเสธครั้งนี้เพื่อ เป็นการหลีกทางให้กับ "พระนาย สุวรรณรัตน์" รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีอาวุโสสูงสุด แถมยังเป็นน้องชายของ "พลากร สุวรรณรัตน์" องคมนตรีอีกด้วย
จึงเกิดเสียงเล่าลือกันในกระทรวงคลองหลอดว่า พรรคเพื่อไทยหยิบแผนนี้ขึ้นมาใช้เพื่อหวังเชื่อม "คอนเนกชั่น" กับอำมาตย์ ด้วยการยกตำแหน่งที่สำคัญให้ดูแล แลกกับความสงบที่จะเกิดขึ้น??
อย่าง ไรก็ดี ยังมีอีก 1 ชื่อ คือ "ภาณุ อุทัยรัตน์" เลขาธิการ ศอ.บต. ที่พูดถึง เพราะถือเป็นสายตรงของมหาอำมาตย์ด้วยเช่นกัน แต่มากล้นด้วยบารมีมากกว่าแคนดิเดตคนอื่น
ทำให้ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีเหตุและปัจจัยที่เชื่อมโยงกับคนหลายกลุ่ม และหลายเป้าประสงค์
แม้ มท.1 จะยังยืนยันว่าจะไม่ย้าย "วิเชียร ชวลิต" ไปไหน แต่เหตุการณ์ "ย้ายใหญ่" ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่อเค้าว่า "วิเชียร" คงรอดยากเหมือนกัน เพราะมันแตกต่างกันสิ้นเชิงจากที่ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะแก้ไข ไม่แก้แคน
เพราะแค่กรมการปกครองในยุค "วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์" ก็ย้ายบิ๊กล็อตตั้งแต่ระดับนายอำเภอ ผู้อำนวยการ กันขนานใหญ่ ซึ่งแปลกแต่จริงที่ "วงศ์ศักดิ์" พูดเมื่อครั้งกลับเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองว่า "จะยึดแบบอย่างนายกฯยิ่งลักษณ์ คือการแก้ไข ไม่แก้แค้น"
ทำให้ขณะ นี้ข้าราชการมหาดไทยขวัญหนีดีฝ่อกันเป็นทิวแถว และทำนายกันล่วงหน้าไว้ได้ว่า คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) คงได้เรื่องร้องเรียน "โยกย้ายไม่เป็นธรรม" กันจนล้นสำนักงานแน่นอน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 8, 2011
เพื่อไทยเดินตามสูตร "แก้ไข" จับตา "ยงยุทธ" รื้อ-ล้าง มหาดไทย ?
เอ็กซเรย์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สิ่งที่ควร"รีบทำ" สิ่งที่ไม่ควร"เร่งทำ"
ที่มา มติชน


จำได้ว่าเมื่อครั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหาเสียง มีหลายสิ่งที่สังคมหวังว่าจะสามารถเดินหน้าได้ทันที ตามนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้
หนึ่ง ค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ
หนึ่ง ปริญญาตรี 15,000 บาท
หนึ่ง จำนำราคาข้าว 15,000 บาทต่อตัน
หาก แต่เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เข้ามาบริหารประเทศสมบูรณ์แบบ สิ่งที่หลายคนไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะทำทันที กลับเริ่มเดินเครื่องเต็มสูบทันที
หนึ่ง โยกย้ายข้าราชการประจำที่เป็นฝ่ายตรงข้ามแบบ 360 องศา โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นร้อนคือการดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่เหลืออายุราชการอีกแค่ 1 ปี ขึ้นแท่น ผบ.ตร.
หนึ่ง การเดินเครื่องยื่นถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หนึ่ง การเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จในระยะสั้น
นั่นคือความจริงที่ปรากฏ
จริงอยู่แม้ว่านโยบายที่ "สัญญาว่าจะทำ" จะต้องมีกระบวนการ ขั้นตอน ที่ซับซ้อน และยุ่งยาก
อย่าง เรื่อง 300 บาททั่วประเทศ เป็นเรื่องที่จะทำปุ๊บปั๊บคงไม่ได้ เพราะจะต้องมีการเจรจากับ "ไตรภาคี" สิ่งที่ทำได้คือนำร่องไปก่อน 9 จังหวัด ก่อนที่จะทยอยทำไปเรื่อยๆ ให้ครบทุกจังหวัด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอรงงาน "เผดิมชัย สะสมทรัพย์" ว่าอย่างนั้น
หรือ เรื่องปริญญาตรี 15,000 บาท ก็มีโพลที่สอบถามความเห็นของนักศึกษาที่แสดงความกังวลใจว่าบริษัทเอกชนอาจจะ ไม่รับนักศึกษาที่จบใหม่ เพราะไม่มีประสบการณ์ แต่จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างสูง
อาจทำให้บริษัทเอกชนปฏิเสธการว่าจ้าง ทำให้อัตราการตกงานมากยิ่งขึ้น
ไม่ ต้องพูดถึงเรื่องการรับจำนำข้าว ที่นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการ "โม้" มากกว่า เวลานี้หลักเกณฑ์การรับจำนำก็ยังค้างเติ่งอยู่ที่ ธ.ก.ส.
แม้ในภาพรวม ดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามจะทำตามนโยบายที่ "สัญญาเอาไว้"
แต่ ด้วยรูปแบบ วิธีการ การดำเนินการ รวมทั้งการไม่ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของนโยบายเร่งด่วนจากปากเจ้ากระทรวง ที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตรงนี้อาจทำให้สังคมมองและรู้สึกว่ารัฐบาลเชื่องช้า เพิกเฉย ทอดระยะเวลา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมา "สุมไฟ" ทุกวัน
ในทางการเมือง "ความนิ่ง" อาจทำให้เสียโอกาส
เพราะฉะนั้น นโยบายที่สัญญาว่าจะทำ ก็ควร "รีบทำ"
เมื่อเทียบกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ การยื่นถวายฎีกา และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนรัฐบาลคึกคักผิดสังเกต
ไม่แปลกที่สังคมอาจจะเกิดความรู้สึก เกิดการเปรียบเทียบว่า "สิ่งที่สัญญาว่าจะทำ กลับไม่รีบทำ..สิ่งที่สัญญาว่าจะไม่รีบทำกลับเร่งทำ"
อย่างเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ ความจริงเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นไปตามฤดูกาล
ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศแบบพอเหมาะพอดีกับฤดูการโยกย้าย
หากแต่การโยกย้ายครั้งนี้ ดันมีชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีการออกแรงดันสุดฤทธิ์ให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.
ตรงนี้เลยกลายเป็น "เป้าใหญ่" ของพรรคประชาธิปัตย์
ที่พร้อมจะรุมขย้ำ
เพียงเพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ คือพี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ คือพี่เมียของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ก็เท่านั้น แต่นั่นคือประเด็น
ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ ก็ทำไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทยในเวลานี้
ทั้งการมาของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่มานั่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ชนิดอาจไม่เคยจับปลายประบอกปืน
รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ที่สำคัญทุกกระทรวง
ส่วนเรื่องการยื่นถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการสตาร์ตเครื่องที่เร็วไปหน่อย
ความจริงค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน และควรรออีกระยะ เช่นเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
เพราะทั้งสองเรื่องหลัง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ที่หลายฝ่ายมี "มุมมอง" ที่แตกต่าง
เป็นความแตกต่างที่หา "จุดลงตัว" ไม่เจอ เพราะต่างฝ่ายต่างมีอคติ
เพราะ ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเหมือน "ของร้อน" ที่ควรปล่อยให้เย็นลงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยหยิบขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ก่อนจะแก้ไขอย่างเป็นระบบ และฟังเสียงผู้คนในสังคม
แม้นายกฯยิ่งลักษณ์จะพยายามบอกว่า "เรื่องร้อน" เหล่านี้ "ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน" ที่จะต้อง "เร่งทำ"
แต่สิ่งที่เห็นกลับตรงกันข้าม
จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องจัดเรียงลำดับให้ชัดเจนว่า "อะไรควรทำก่อน..อะไรควรทำหลัง"
ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี รับทราบข้อกล่าวหาข่มขู่นักข่าวช่อง 7
ที่มา มติชน

น. ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบ สวนภายหลังถูกน.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เจ้า ทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกรณี ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลูกโซ่ข่มขู่ด้วยการโพสต์ภาพถ่าย และระบุข้อมูลส่วนตัวทั้งชื่อและนามสกุล ว่าเป็นผู้ซักถามนายกรัฐมนตรีจนต้องเดินหนี ลงในเว็ปไซด์ โดยมี พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต และพนักงานสอบสวน ร่วมสอบปากคำ ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เมื่อ 8 ก.ย.
ฝ่ายค้านดี-รัฐบาลดี
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
อะไรอยู่ในกรอบกติกาและมีประโยชน์ก็ต้องสนับสนุน
อย่างคณะรัฐบาลเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งขึ้นมาติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตัวจริง
นับจำนวนไล่เรียงมาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เงาที่นั่งควบรมว.กลาโหมเงา
บวกกับรองนายกฯ เงา 4 คน รมต.สำนักนายกฯ เงา 3 คน รัฐมนตรีเงาครบทั้ง 19 กระทรวง ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยเงา
เบ็ดเสร็จรวม 29 ตำแหน่ง 35 คน
แถมครั้งนี้ยังมาแปลกเพราะมีการวางคนเป็นเลขาฯ และรองเลขาฯ ครม.เงา ยังไม่นับโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลเงาอีกต่างหาก
เรียกว่าตั้งขึ้นมาประกบรัฐบาลจริงแบบตัวต่อตัว กระทรวงต่อกระทรวงกันเลยทีเดียว
หลังจากก่อนหน้านี้ในงานสัมมนาประชาธิปัตย์ มีผู้เสนอไอเดียให้สมาชิกพรรคที่สอบตกเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นส.ส.เงาด้วย
การ จัดวางทีมสแกนรัฐบาลทุกรูขุมขนนี้ สะท้อนว่าประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้ มาก เพื่อไม่ให้เสียชื่อฝ่ายค้านมืออาชีพ
และเป็นไปได้ว่าประชา ธิปัตย์เล็งเห็นจุดอ่อนของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นหลายจุดทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ถึง 1 เดือน
ไม่ ว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีหมื่นห้าที่รายละเอียดไม่เป็นไปตามที่หาเสียง การลดราคาน้ำมันเบนซินจนกระทบต่อแก๊สโซฮอล์
การตั้งคนเสื้อแดงเข้ามา กินตำแหน่งการเมืองจำนวนมาก การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีวาระการเมือง เคลือบแฝง
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ยังไม่เด็ดขาดฉับไวพอ
รวม ถึงประเด็นต่างๆ ที่โยงใยเข้ากับชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงบ้างไม่จริงบ้างแต่ก็เป็นประเด็น "เรียกแขก" ได้อย่างดี อย่างกรณีปัดฝุ่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมาใหม่ เป็นต้น
อย่างไร ก็ตามการตั้งครม.เงาขึ้นมา สิ่งที่ประชา ชนจะได้ประโยชน์ก็คือ จะเป็นการบีบบังคับให้รัฐมนตรีแต่ละคน ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนอกลู่นอกทาง เนื่องจากรู้ตัวว่ามีคนจ้องตรวจสอบอยู่ทุกฝีก้าว
ตามสูตรที่ว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่ดีได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีฝ่ายค้านที่ดีเสียก่อน
คลิปประกาศลวงโลก จากบันทึก เอ็มโอยู 2544 ถึง มรดกโลก
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
5 9 54 คอลัมน์อัพเดท ประกาศลวงโลก จากบันทึก เอ็มโอยู 2544 ถึง มรดกโลก
http://www.youtube.com/watch?v=3iheLxST2LI&feature=related
5 9 54 รายงานพิเศษ ความเป็นธรรมข้าราชการ ยุครัฐบาล ปชป
http://www.youtube.com/watch?v=UZylTFe1TBA&NR=1
5 9 54 รายงานพิเศษ ปชป ปรับยุทธศาสตร์ หวังครองใจประชาชน
http://www.youtube.com/watch?v=kj0BuiR_Udw&feature=related
ถวิลลั่นร้องกพค. เหลิมท้า เพรียวพันธ์ลุยแล้ว
ที่มา ข่าวสด
บุกสน.ท่าเรือโหมปราบยาเสพติด เรียกประชุมใหญ่ตร.จัดทัพศุกร์นี้ "ปู"ย้ำมีงาน-ให้อดีตเลขาฯสมช.
"ถวิล"แถลง เปิดใจอ้างไม่เสียดายเก้าอี้ แต่ เสียใจ สงสัย ไม่เข้าใจ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อตำแหน่งผบ.ตร. โวยนายกฯ หญิงไม่ปกป้อง แถมถูกเยาะเย้ยถากถาง พร้อมงัดกฎแห่งกรรมมีจริง ลั่นยื่นร้องกพค.แน่ ด้าน "เหลิม-ปู" ชี้เป็นสิทธิ์ ยืนยันตำแหน่งใหม่ไม่ให้นั่งตบยุง แต่มีงานให้ทำแน่นอน "บิ๊กอ็อฟ- เพรียวพันธ์"ฟิตประเดิมปราบปรามยาเสพติด บุกสน.ท่าเรือ สั่งตร.สกัดยาบ้าแพร่ระบาด
เริ่มงาน - พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ตำรวจสน.ท่าเรือ ในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผบ.ตร. เนื่องจากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขอลาพักยาว เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
ถวิลเปิดแถลง-เตรียมร้องก.พ.ค.
เมื่อ เวลา 09.15 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงเปิดใจกรณีถูกโยกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำว่า ไม่เสียดายตำแหน่ง เข้าใจดีว่าวันหนึ่งก็ต้องพ้นไปตามหลักเกณฑ์ เพียงแต่เสียดาย เสียใจ สงสัย และไม่เข้าใจ ตำแหน่งนี้แทนที่รัฐบาลจะใช้ประสานนโยบายด้านความมั่นคง แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง รอง รับการแต่งตั้งผบ.ตร. อีกทั้งการพ้นจากตำแหน่งก็ถูกเยาะเย้ยถากถางจากฝ่ายการเมือง นายกฯ ในฐานะผู้คับบัญชา ไม่เคยลงมาปกป้อง ที่ผ่านมาตนไม่เคยทำงานให้พรรคการเมือง การทำงาน ใน ศอฉ.ก็เป็นไปตามกฎหมาย การถูกย้ายครั้งนี้แม้เป็นระดับ 11 ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เท่ากัน แต่ที่มาของการย้ายไม่ถูกต้องตามระบบคุณธรรม แม้แต่พล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าจะไปนั่งในตำแหน่งนี้ยังรับไม่ได้ ระบุว่าไม่สมศักดิ์ศรี แล้วจะให้ตนคิดอย่างไร ดังนั้นจะไปร้องเรียนคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ข้อหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติงานของนายกฯ และครม. ขอย้ำว่ากฎแห่งกรรมมีจริง (อ่านรายละเอียด น.3)
"เหลิม"ชี้เป็นสิทธิ์-ย้ำมีงานให้ทำ
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายถวิล เตรียมยื่นร้องก.พ.ค. อ้างถูกย้ายไม่เป็นธรรมว่า เป็นสิทธิ์ ซึ่งรัฐบาลอธิบายได้ เพราะย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ มีเงินประจำตำแหน่ง ถ้าคิดว่าไม่มีงานทำ ก็เข้าใจผิด เพราะรัฐบาลคงมอบภารกิจให้ไปทำ ส่วนงานที่ตนรับผิดชอบ ถ้าเห็นว่านายถวิลมีความเหมาะสม ก็จะมอบหมายให้และคิดว่านายกฯ คงคิดเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ย้ายไปนั่งเฉยๆ เป็นที่ปรึกษาจะต้องให้คำปรึกษาแก่นายกฯ หรือรองนายกฯ
เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ใช่ย้ายไปนั่งตบยุง เหมือนที่นายถวิลระบุว่าย้ายไม่เหมาะสม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่ เป็นทรัพยากรบุคคลไปอยู่ที่ไหนก็ต้องมีงานทำ
เมื่อ ถามว่าในหนังสือรับโอนตำแหน่ง ระบุตำแหน่ง เงินเดือนและสิทธิประโยชน์จะได้รับเท่าเดิม จะเป็นมุมที่นายถวิลหยิบไปฟ้องร้องโดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมได้หรือ ไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ถ้านายถวิลคิดจะฟ้องก็ทำได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเขียนอย่างไร แต่รัฐบาลให้ความเป็นธรรมมากที่สุด
ต่อ ข้อถามว่า นายถวิลระบุประเด็นที่จะฟ้องจะหยิบยกกรณีร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่ย้ายเพราะเคยนั่งเป็นเลขาฯ ทำงานอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า มีสิทธิ์ทำได้ เพราะตนพูดไปตามตรง ถ้าศาลเรียกตนก็จะไปให้การ ที่ผ่านมาพูดเสมอว่าถ้าตนเป็นนายถวิลก็ขอย้ายตัวเองไปแล้ว แต่ถ้านายถวิลจะเอาคำให้สัมภาษณ์ของตนไปฟ้อง ต้องดูข้อเท็จจริงและเหตุผลในการย้ายว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ตนพูด เพราะสิทธิประโยชน์ยังได้ทุกอย่างเหมือนเดิม
"ผมพูดในฐานะนักการ เมือง เวลาที่ผมไปหาเสียงประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่พอใจคุณถวิล ถ้าผมไปพอใจในตอนหาเสียงแล้วใครจะเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าผมอาฆาตมาดร้าย แต่เป็นมุมมองของผม ส่วนคุณถวิลเห็นว่าผมพูดไม่เหมาะก็ฟ้องร้องผมได้" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว 
สั่งลา - นาย ถวิล เปลี่ยนศรี แถลงสั่งลาที่สำนักงานสมช. ภายหลังครม.สั่งย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยอดีตเลขาธิการสมช.เตรียมร้องเรียนต่อก.พ.ค. เพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งย้ายที่ไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
เตรียมนัดกินข้าว-พร้อมเป็นกาวใจ
เมื่อ ถามว่าจะนำชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เห็นชอบเพื่อเสนอให้ครม.พิจารณาแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสมช.ได้เมื่อไหร่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องให้ตำแหน่งเลขาธิการสมช.ว่างเรียบร้อยตามกฎหมายก่อน ต้องรอให้โปรดเกล้าฯ ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่พูดไม่ได้ เพราะเป็นพระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ต่อมาเวลา 10.30 น. ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ อีกครั้งถึงกรณีนายถวิล ระบุสาเหตุที่ถูกย้ายเพื่อรองรับและแก้ปัญหาการเมือง และระบุว่า มีนักการเมืองบางคนดูหมิ่นเหยียดหยามข้าราชการ ว่า ไม่มีปัญหา ตนจะหาโอกาสไปรับประทานอาหารกับนายถวิล ความจริงตนไม่รู้จักและไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้เกลียดชังนายถวิล แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแล้วบุคคลย่อมเปลี่ยนไปบ้าง หากมีงานสำคัญก็จะมอบหมายให้ทำ การย้ายไม่ได้เสียเม็ดเงิน หรือเสียตำแหน่ง แต่ถ้าเสียความรู้สึกไม่เป็นไร เดี๋ยวตนจะเป็นกาวใจไปหาเขา ทุกอย่างก็จบ
เมื่อ ถามว่าจะให้นายถวิลมาคอยเดินตามหลังทำงานให้หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นายถวิลเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ตนไม่กล้า แต่จะมอบงานให้เพราะงานของตนเยอะ ส่วนที่นายถวิล ระบุไม่สบายใจนั้น อะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ ต้องขอโทษด้วย เพราะไม่มีเจตนาจะเยาะเย้ยถากถาง ตนเป็นนักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการเป็นหลัก ข้าราชการเหมือนท่าเรือ นักการเมืองเหมือนเรือ เรือไป แต่ท่ายังอยู่ ฉะนั้นนายถวิลยังอยู่ เมื่อถามว่านายถวิลจะไปร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน
"ยิ่งลักษณ์"ก็ยันมีภารกิจให้ทำแน่
ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่มีข้อสังเกตว่าอาจตกเป็นเป้าถูกโยกย้ายพ้นจากตำแหน่ง หลังจากย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเคยเป็น มีบทบาททำงานในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ว่า "ผมคงไม่ออกความเห็น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผมโดยตรง"
เวลา 15.00 น. ที่วัดคงคาราม จ.ชัยนาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายถวิล แสดงความน้อยใจที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและเตรียมพร้องก.พ.ค. ว่า เรื่องของนายถวิล ขอเรียนว่าในส่วนของเนื้องานในด้านความมั่นคงยังมีความต้องการได้รับการช่วย เหลือจากนายถวิลอยู่ เพราะมีประสบการณ์ ก็จะมาช่วยงาน พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ในรายละเอียดจะมีการมอบหมายงานอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง มีภารกิจที่จะมอบหมายให้ทำอีกเยอะ ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือต้องการหาตำแหน่งให้ผบ.ตร. มีงานที่รอให้ทำ มีรายละเอียดจำนวนมาก
เมื่อ ถามว่า ฟังเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ขึ้นตำแหน่งผบ.ตร. นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องปรับโยกย้ายงานเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นเรื่องอัตรากำลังที่ต้องการจัดสรรให้ลงตัว เมื่อถามว่ากังวลกับกระแสต่อต้านที่เกิดในขณะนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่าไม่กังวล เพราะเราเองพยายามทำอย่างดีที่สุด และในส่วนการทำงานก็พยายามดูแลและมอบหมายงานต่างๆ ให้บุคคลที่รับตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันใช่ไหมว่าไม่ได้ให้มานั่งตบยุง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ยืนยันค่ะ"
เด็จพี่ออกโรงเตือนความจำ"ถวิล"
ที่ รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวชี้แจงกรณีนายถวิลแถลงโจมตีมีคนบางกลุ่มลุแก่อำนาจ ว่า ขอปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่ได้ลุแก่อำนาจ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของคนในรัฐบาล หรือประโยชน์ของตัวนายกฯ เอง แต่เป็นการโยกย้ายข้าราชการตาม พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดิน เป็นการจัดคนให้ถูกกับงาน การที่นายถวิลออกมาพูดก็เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่า ก่อนหน้าที่นายถวิลจะเป็นเลขาธิการสมช. ก็เคยย้ายคนอื่นออกไปเพื่อให้นายถวิลได้เป็นเช่นกัน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การที่นายถวิลจะร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และรัฐบาลยินดีรับฟัง ทั้งนี้ ขอร้องฝ่ายค้านว่าอย่านำเรื่องนี้มาขยายผลเป็นประเด็นการเมือง เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยโยกย้ายข้าราชการข้ามหัวอาวุโสเช่นกัน
ปชป.ป้อง"ถวิล"เป็นลูกหม้อสมช.
ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมหกรรมโยกย้ายข้าราชการประจำ ว่า ตนมีความเป็นห่วงว่า การโยกย้ายชนิดล้างบางข้าราชการที่กำลังเริ่มต้นในรัฐบาลนี้ อาจส่งผลกระทบทำให้ประเทศชาติกลับไปสู่จุดขัดแย้งอีกครั้ง เพราะมีการย้ายข้าราชการที่มีข้อครหาจากสังคมในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รับใช้ระบอบทักษิณ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกรมกองต่างๆ ในหลายกระทรวงและยังมีท่าทีว่ายังไม่จบ จึงขอให้พรรคเพื่อไทยตระหนักว่าการที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนจำนวน 15 ล้านเสียงนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะกระทำการใดๆ ปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติและระบบอย่างไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ อีก 50 ล้านคน ที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยด้วย
นายสกลธี กล่าวว่า ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันจับตาดูพฤติกรรมและมหกรรมการโยกย้ายล้างบางของ รัฐบาลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศช่วงหาเสียงว่า มาแก้ไข ไม่แก้แค้น ว่าการกระทำมันสวนทางกันหรือไม่ และขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการประจำที่ได้รับผลกระทบในการโยกย้าย อาทิ นายถวิลซึ่งเป็นลูกหม้อสมช.ทำงานรับใช้ประเทศชาติและรัฐบาลต่างๆ มาร่วม 30 ปี แต่กลับถูกกระทำโดยข้ออ้างต่างๆ เพียงเพื่อให้ญาติของคนบางคนขึ้นมารับตำแหน่งผบ.ตร.ตามที่ตั้งธงไว้
"เพรียวพันธ์"ลุยแก้ยาเสพติดแล้ว
เมื่อ เวลา 09.00 น. วันเดียวกัน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. รักษาการแทนผบ.ตร. เดินทางไปร่วมประชุมรับทราบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย และนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เรียกประชุมปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยัง สน.ท่าเรือ มีพ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.ท่าเรือ นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด จากนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นเรื่องหลักที่ดูแลการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งตนได้พูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยจะปราบปรามยาเสพติดไปพร้อมกันทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ซึ่งจุดแรกที่สั่งกำชับให้เริ่มดูคือ ผู้จำหน่ายยาเสพติดรายย่อยที่ส่งผลกระทบถึงความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป โดยจะดูแลจุดเฉพาะใน กทม. ก่อน อย่าง สน.ท่าเรือ ที่มีจุดการแพร่ระบาดของยาเสพติดค่อนข้างมาก จึงเข้ามาพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางแก้ปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สถานีคาดว่าจะดำเนินการจัดการกับเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยจนหมดไป โดยทำให้ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไปกับทุกพื้นที่เป็นเขตสีแดง หมาย ความว่าเต็มไปด้วยยาเสพติดใน กทม.และต่างจังหวัด
เรียกประชุมจัดทัพปราบศุกร์นี้
เมื่อ ถามว่าตั้งเป้าหมายในการกวาดล้างยาเสพติดครั้งนี้อย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า เบื้องต้นต้องคุยกันก่อนว่าในพื้นที่ปัญหาหนักหนาขนาดไหน หากในท้องที่ทำไม่ได้ขอให้แจ้งมา จะส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยเหนือเข้ามาดูแลจัดการ ในการมาประชุมครั้งนี้ก็เพื่อกำชับและขอความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ ตำรวจในพื้นที่ว่าสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ส่วนเรื่องของมาตรการลงโทษนั้นข้าราชการตำรวจระดับสูงทุกนายไม่มีใครที่จะ ปล่อยปละละเลยให้มีปัญหามากขนาดนี้ หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตนจะไม่เอาไว้ ซึ่งในพื้นที่ สน.ดูแลอยู่ก็มีอยู่เป็นร้อยรายในพื้นที่ แต่ยืนยันว่าตนทำตามกฎหมาย ทำให้ผู้ค้ารายย่อยไม่สามารถค้าขายได้ เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
เมื่อถามว่าจะใช้มาตรการ เข้มข้นอย่างไร เพื่อเปลี่ยนพื้นที่สีแดงให้เป็นพื้นที่สีเขียว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวต่อว่า กำลังพยายามทำอยู่ ส่วนจะมีการฆ่าตัดตอนหรือไม่ตนจะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องคิดว่าทำวันไหน เพราะตนพร้อมอยู่แล้ว สามารถดำเนินการได้ทุกเมื่อ ส่วนการจัดการของบช.น.ต้องจัดการเรื่องของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งภาคเหนือสกัดกั้นไม่ให้ลงมา ตั้งแต่ บช.ภาค 5-6 และ บช.ภาค 3-4 ลงมา โดยจะทำเต็มที่ยับยั้งเพื่อไม่ให้ไหลลงมาได้ ซึ่งจะเรียกประชุมในวันที่ 10 ก.ย. ได้จัดชุดเฉพาะกิจทั้ง 8 ชุดเพื่อดูแลบริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ ซึ่งได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ส่วนภาคอีสานก็กำลังวางแผนที่จะทำเช่นกัน
ผ่าปส.315-ใช้เทคโนโลยีแทน
สำหรับ แผนยุทธการปส. 315 จะนำมารวมในปฏิบัติการหรือไม่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า อันนี้ที่ทำแล้วคงจะรวมเอาไว้ แต่อาจจะลดปริมาณการดำเนินการลง และจะเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปจัดการ ยืนยันว่าตนจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะหมดอายุ เกษียณราชการไปแล้ว เพื่อวางรากฐานไม่ใช่คนหนึ่งที่ขึ้นมาทำไว้แข็ง แล้วอีกคนหนึ่งขึ้นมาแล้วทำให้มาตรฐานการทำงานตกต่ำลง ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยืนอยู่ด้วยตัวมันเอง คือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือการตั้งด่าน การอ่านแผ่นป้ายทะเบียน ในเรื่องของรถ และตั้งจุดเอกซเรย์ใหญ่ๆ ต้องสกัดกั้นจะทำเต็มที่ รวมทั้งเรื่องของเงินรางวัลนำจับที่ได้เสนอไปยังร.ต.อ.เฉลิม เพื่อที่จะสามารถให้ใช้ได้ทันที
เวลา 16.05 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่าตนไม่ทราบว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการล้างบางขั้ว อำนาจรัฐบาลเก่าหรือไม่ ซึ่งในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่และดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาล ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในเรื่องของการสานต่อนโยบายต่างๆ ไว้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ เห็นว่านโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้วก็จะสานต่อ และคิดว่าไม่มีปัญหาในการสานต่อนโยบายด้วย ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลตำรวจวาระประจำปี 2554 นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุย เนื่องจากเรื่องตำแหน่งผบ.ตร.ยังไม่เรียบร้อย
แดงอัดรัฐบาลมาร์คดองฎีกาอภัยโทษแม้ว
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โฆษกนปช.แถลงอัดรัฐบาลมาร์คดองฎีกาขออภัยโทษทักษิณ
ธิดาลั่นมีสื่อ-นักวิชาการ-องค์กร-กองทัพเป็นปฏิปักษ์แดง
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แถลงถึงกรณีคนเสื้อแดงร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คนเสื้อแดงกว่า 7ล้านคน ได้ร่วมลงชื่อ
แต่เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว เหลือคนเสื้อแดงกว่า 3.6ล้านคน ลงนามถวายฎีกา
ขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ และได้ส่งเรื่องไปให้สำนักราชเลขาธิการ
ในรัฐบาลที่แล้ว แต่ฎีกาโดนขังไว้ 2ปีกว่า
ธิดา
"สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน
ใครจะมาขวางกั้นหรือสกัดกั้นพระองค์ท่านกับประชาชนไม่ได้
หากเป็นสมัยก่อนถ้ามีคนสกัด จะโดนประหาร7ชั่วโคตร
เราจำต้องตรวจสอบว่าฎีกาถึงไหนแล้ว หากถึงพระเนตรกระกัณฑ์แล้ว
เราจะไม่ยุ่งเกี่ยว เป็นพระราชวินิจฉัยพระองค์ท่าน"นายวรวุฒิ กล่าว
นายวรวุฒิกล่าวว่า ในวันครบรอบรัฐประหาร 5ปี และครบรอบ 1ปี4เดือน
หลังจากถูกสลายการชุมนุม 19พ.ค.นปช.จะจัดกิจกรรมวันที่18ก.ย.
เพื่อพูดจาประเด็นการเมืองอย่างสร้างสรรค์
โดยจะจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่และให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
แต่ยังไม่รู้จะใช้สถานที่ใด
นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. แถลงว่า
ขณะนี้นปช.ได้รับชัยชนะจากเป้าหมายขั้นต้นทางยุทธศาสตร์แล้ว คือ
ล้มรัฐบาลอำมาตย์ด้วยการเลือกตั้ง ไม่ได้ใช้ปืนผาหน้าไม้
ส่วนเป้าหมายระยะกลางคือยกเลิกรัฐธรรมนูญ2550
แล้วเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน หรือนำรัฐธรรมนูญ2540มาปรับปรุงใช้ใหม่
ทั้งนี้กฎหมายที่เขียนโดยชนชั้นไหน มักรับใช้คนในชนชั้นนั้น
แต่คนสื้อแดงต้องการรัฐธรรมนูญจากประชาชน
โดยนปช.จะเสนอชุดความคิดใหม่ เข้าไปในรัฐธรรมนูญด้วย
ส่วนรายละเอียดต่างๆ ต้องรอจากการสัมมนาหรือหลังจากเปิดโรงเรียนนปช.ก่อน
"ขณะนี้นปช.ยังต้องเจอแนวปะทะอื่นๆอีกมาก ประกอบด้วย
1.สื่อ ที่ยังไม่เข้าใจประชาชน
2.นักวิชาการ 303คน ที่เคยลงนามยื่นให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้ปราบปรามประชาชน
3.กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอื่นที่ยังเป็นกลไกลรัฐของระบอบอำมาตย์
ซึ่งวันนี้เห็นได้จาก กสทช.ชุดใหม่
4. กองทัพ ดังนั้น การจัดกิจกรรมครบรอบ5ปี รัฐประหาร วันที่18ก.ย.นี้
เพื่อจะบอกกับประชาชนว่าการรัฐประหาร
ได้สร้างความฉิบหายให้ประเทศอย่างไร
สถานที่อาจจะจัดที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
และอาจอยู่ข้ามคืนถึงเช้าวันที่19ก.ย."นางธิดากล่าว
http://www.posttoday.com/การเมือง/109551/แดงอัดรัฐบาลมาร์คจำคุกฎีกาอภัยโทษแม้ว
สภาฯอุ้ม9สส.แดงไม่ให้สละเอกสิทธิ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

สภาฯ อุ้ม 9 สส.แดง ไม่ให้สละเอกสิทธิคุ้มครองไปสู้คดี
ปชป.อัดแค่เล่นละครตบตา
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 ก.ย. มีมติ 252 ต่อ 106 เสียง
งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 1 ไม่เห็นชอบตามที่ 9 ส.ส.
ขอสละสิทธิความคุ้มกันของสส. ตามมาตรา 131 ของรัฐธรรมนูญ
เพื่อไปดำเนินคดีในความเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร
ตามกฎหมายอาญาในระหว่างสมัยประชุม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า
อยากให้สภาฯอนุญาตให้พวกตนทั้ง 9 คน ออกไปต่อสู้คดี หม่ินสถาบัน
แม้รัฐธรรมนูญจะมีเอกสิทธิคุ้มครองตามมาตรา 131
เลยอยากขออนุญาตวิปฝ่ายค้านให้พวกตนได้ออกไปต่อสู้คดี
เพราะขณะที่ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
เคยออกมาระบุว่ากระบวนการล้มเจ้าไม่มีจริง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
พวกตนมีความตั้งใจว่าจะไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
โดยไม่ใช้เอกสิทธิสส.ด้วยเหตุผล ที่ไม่ต้องการเป็นขี้ปาก
เพราะการมาเป็นผู้แทนไม่ใช่ต้องการมาใช้เอกสิทธิต่อสู้คดี
รวมทั้งเชื่อในความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าไม่ได้เป็นตามที่ถูกกล่าวหาก
และขณะนี้ บ้านเมืองวิกฤติ มีบางฝ่ายต้องการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า
เชื่อในความจริงใจและเจตนาของเพื่อน ส.ส.ทั้ง 9 คน
ที่การขอสละสิทธิ์เพื่อต้องการไปต่อสู้คดี
แต่ต้องขอขัดใจไม่ทำตามความประสงค์ของสมาชิก
เพราะต้องยึดตามหลักการเอาไว้ ไม่มีความจำเป็น
จะยอมให้สละเอกสิทธิ์ซึ่งพวกเขามีความกล้าหาญ
ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า
สนับสนุนให้สภาอนุมัติตามที่ นายจตุพรร้องขอไม่ใช้เอกสิทธิคุ้มครอง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเองเคยมาขอไม่ใช้เอกสิทธิสส.ในสภาเมื่อปี 2548
สมัยเป็นฝ่ายค้านเพื่อไปต่อสู้คดีจนชนะ จึงสนับสนุนให้ทั้ง 9 คนออกไปสู้คดี
ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมั่นใจว่าไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
โดยปกติจะไม่อนุญาตให้สมาชิกถูกดำเนินคดี
แต่ในบ้างครั้งก็มีข้อยกเว้น ดังเช่น สส. สมุทรสงคราม
เรื่องนี้เสียงข้างมากในสภาเคารพสิทธิของผู้ร้องขอ
เพราะมีแนวปฎิบัติมีอยู่แล้ว น่าจะดำเนินการไป
ไม่อยากเห็นว่าฝ่ายหนึ่งต้องการอีกอย่าง เหมือนเล่นละครตบตาประชาชน
นายสาทิตย์ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
เพราะทั้ง 9 คนเป็นคดีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสถาบันด้วย
และในการปราศรัย 10 เม.ย.สร้างความไม่สบายให้หลายฝ่าย
ที่กล่าวหาว่าเป็นปรปักษ์ใส่ร้ายคือใคร แล้วในประเด็นไหน
ระบุให้ชัด ถ้าเป็นคดีความจะได้ฟ้องร้องได้
อีกทั้ง ยังเคยมีแกนนำคนหนึ่งเคยพูดบนเวทีว่า
ต้องสมัครสส.เพราะต้องการเอกสิทธิคุ้มครอง
พรรคฝ่ายค้านไม่เคยหยิบมาใส่ร้าย มีแนวทางชัดว่า
จะไม่ดึงสถาบันมาต้องแยกออกจากการเมือง
การตัดสินจากสภาก็เป็นเครื่องชี้วัดว่าจะเป็นเล่นละครคุ้มครองพวกเดียวกันเองหรือไม่
นายจตุพร จึงลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง ว่า
พวกตนไม่จำเป็นที่ต้องเดินทางไปดีเอสไอ แล้วมาเล่นละครในนี้
อย่ามากล่าวหาว่าเล่นละครตบตา
และคำปราศรัยวันที่ 10 เม.ย. นายสาทิตย์เป็นศาลหรือ
ถึงได้มาตัดสินว่าใครหมิ่นไม่หมิ่น
ซึ่งแม้ส่วนสูงจะไม่เท่ากัน แต่ตนเองปากกับใจตรงกัน
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
อยู่ในสภามา 20 กว่าปี ถือเป็นครั้งแรกที่สส. 9 คนถูกดำเนินคดี
ในข้อหาความมั่นคงของรัฐ ถ้าต้องการไปสู้คดีตามที่ถูกกล่าวหา
ก็ควรอนุญาตให้ไป เพราะที่ผ่านมาในการประชุมสภาถ้ามีสส.สละเอกสิทธิ
สภาก็อนุญาตทุกครั้ง ทำไมวันนี้ต้องมาทำให้เกิด 2 มาตรฐาน
ตนเห็นใจทั้ง 9 คนที่มีอิทธิพล และบารมีต่อพรรค
แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยคงขัดใจพวกท่าน
เพราะพรรคคงไม่อนุญาตเลยไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นการแสดงละครหรือไม่
เพราะพวกท่านแสดงได้สมบทบาทหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ สส. ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย
นพ.เหวง โตจิราการ ,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ,
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ,
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ,
นายพายับ ปั้นเกตุ ,
นายวิเชียร ขาวขำ ,
นายการุณ โหสกุล ,
นายประสิทธิ ไชยศรีษะ
นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีมติ 338 ต่อ 6 เสียง
ไม่ให้นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคภูมิใจไทย ไปดำเนินคดีตามที่ศาลนครนายกฯ แจ้ง
http://www.posttoday.com/การเมือง/109608/สภาฯอุ้ม9สส-แดงไม่ให้สละเอกสิทธิ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/09/54 คราวนี้พี่ขอโชว์ลูกขยัน..ขอควบสองเก้าอี้
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เร่เข้ามา..เร่เข้ามา..ตั้ง
พวกระยำ หน้าโง่ โชว์ลูกขยัน
เป็นแค่เงา ก็ดี้ด๊า เฮฮากัน
ตั้งเอามัน สมพวกเปรต ทุเรศนัก....
สองปีเศษ ดีแต่พูด พิสูจน์ชัด
ตะบัดสัตย์ ใครก็เห็น เป็นประจักษ์
ไร้ฝีมือ ยังมีหน้า มาคึกคัก
พวกชะนัก ติดหลัง ระวังให้ดี....
ได้เป็น..นายกเงา ก็เอาวะ
ไม่ลดละ เล่ห์ลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
เผยทาสแท้ คนจัญไร ใจอัปรีย์
ไม่เคยมี คุณค่า ราคาคน....
ยังคิดมา สมอ้าง จะสร้างภาพ
กี่รอยบาป เคยระยำ ทำปี้ป่น
ยิ่งรีบโชว์ สันดาน สามานย์ชน
ยิ่งเผยตน ว่าชั่วช้า สารเลว....
จะควบเงา กี่ตำแหน่ง เชิญแต่งตั้ง
แค่พวกงั่ง อมนุษย์ สุดแหลกเหลว
จะสาดโคลน จะรุกไล่ สุมไฟเปลว
ยิ่งดิ่งเหว เพราะใครใคร ก็ไม่เอา....
๓ บลา / ๘ ก.ย.๕๔
การคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้กับการเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
ชลิตา บัณฑุวงศ์
กลุ่มจับตาประชาสังคมไทย (Thai Social Movement Watch –TSMW)
นับตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้เริ่มปรากฏชัดมากขึ้น และได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อโต้ตอบการเปิดฉากรุกเดินหน้าโครงการของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล หรือโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.หัวไทร และ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช
ทั้งนี้ ในการคัดค้าน ทางนักกิจกรรม นักพัฒนาเอกชน และนักวิชาการท้องถิ่น ได้ถ่ายทอดข้อมูลด้านผลกระทบไปสู่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายจนเกิดการตื่นตัว และรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ในระดับหมู่บ้านจนถึงเครือข่ายระดับจังหวัด และระดับภาค ประชาชนที่เข้าร่วมมีหลากหลาย ทั้งเกษตรกร ชาวประมงรายย่อย ผู้รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าในเขตเทศบาล นักการเมืองท้องถิ่น ครู ฯลฯ ขณะที่กิจกรรมการคัดค้านก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดเวทีขนาดเล็กให้ข้อมูลความรู้ตามหมู่บ้าน การจัดขบวนแห่และเวทีรณรงค์ในระดับอำเภอและจังหวัด การกดดันและเรียกร้องจริยธรรมทางวิชาการต่อสถาบันการศึกษาที่รับจ้างทำงาน วิจัยหรือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้แก่โครงการเหล่านี้ การเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดจนนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ใช้อำนาจสั่ง ระงับโครงการฯ เป็นต้น
ล่าสุดมี ”ปฏิบัติการเพชรเกษม 41” ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่มีสีสันจากการ planking หมู่กลางถนนเพชรเกษม ยังมีข้อเสนอคู่ขนานในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยมีใจความสำคัญคือ ก่อนเดินหน้าแผนพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลจะต้องทำตัวอย่างที่ชัดเจนของการโครงการพัฒนาที่เป็นมิตรกับชุมชนและ สิ่งแวดล้อมในกรณีนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกให้ได้เสียก่อน
โครงการพัฒนาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาภาคใต้ชุดใหญ่ภายใต้การวาง แผนของสภาพัฒน์ฯ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในอนาคต ประกอบด้วยการถมทะเล การสร้างเขื่อน การตัดเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย การสร้างท่าเรือน้ำลึก การก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ คลังน้ำมัน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน กลุ่มผู้คัดค้านกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อฐานทรัพยากรอันจะมีผลต่อการ ประกอบอาชีพ ตลอดจนผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในพื้นที่ ประสบการณ์เลวร้ายจากการสร้างโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชี้ชัดถึงชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้นของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ ขณะเดียวกันวิธีการสกปรกไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ทำร้าย การหว่านเงินซื้อตัวผู้นำ การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อการประชาสัมพันธ์และจ้างสถาบันการศึกษามาทำงานให้ ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่สามารถไว้วางใจแผนพัฒนาภาคใต้ได้
ในสถานการณ์ปกติ การคัดค้านโครงการพัฒนาในลักษณะเช่นนี้มักถูกมองในแง่ลบจากสาธารณะอยู่แล้ว ในข้อหาต่อต้านความเจริญ ส่วนชาวบ้านที่ไม่ยินยอมให้โครงการพัฒนามาลงในพื้นที่บ้านตนก็ถูกมองว่าเป็น พวกเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ ขณะที่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่แหลมคมในปัจจุบัน ท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายอื่นกับกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาฯ ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น การที่ผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้บางส่วนเคยกระโจนเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในการขับไล่รัฐบาลทักษิณ ออกบัตรเชิญการรัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลสมัครและสมชาย รวมทั้งสนับสนุนขบวนการปฏิรูปประเทศไทย ประกอบการจัดกิจกรรมที่คึกคักทันทีตั้งแต่ก่อนหน้าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะ ได้เริ่มต้นการบริหารประเทศ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้จะถูกตั้งข้อสังเกต อย่างเหมารวม โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางส่วนว่าเป็นการ เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บ้างก็สงสัยไปไกลว่ามีพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งมีการโยงการคัดค้านการพัฒนาเข้ากับการสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโยงใยไปถึงกลุ่ม “เจ้า”
ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ถูกบางส่วนในกลุ่มผู้คัดค้านเหมารวมว่าเป็น ผู้สนับสนุนโครงการพัฒนาเหล่านี้ รวมทั้งถูกมองว่าดีแต่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนเสื้อแดงด้วยกันแต่ ละเลยความทุกข์ของผู้คนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนานี้
เป็นที่น่ากังวลว่าสภาพการณ์เช่นนี้จะยิ่งนำไปสู่การแบ่งขั้วที่เน้นการ เผชิญหน้าแบบเหมารวมและทำให้ต้นตอหรือประเด็นปัญหาที่ควรจะถกเถียงกันเรื่อง แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมถูกละเลย สถานการณ์ดูแย่ลงไปอีกเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ พยายามหาจุดขายใหม่ด้วยการเปลี่ยนสีตัวเองจากเหลืองมาเป็นเขียวในนาม ‘กลุ่มการเมืองสีเขียว’ อันเป็นสีที่ขบวนเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รวมทั้งผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้ ใช้เป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงระบบนิเวศและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ แม้จะมีแนวโน้มที่ดีว่าล่าสุดในปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เน้นย้ำประเด็นการสลายสีเหลือง-แดงมาเพื่อมาร่วมกันคัด ค้านแผนพัฒนาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่คนเสื้อแดงในภาคใต้หลายคนก็มีบทบาทอย่างแข็งขันในปฏิบัติการนี้ ขณะเดียวกันสำหรับชาวบ้านจำนวนมากที่ร่วมการคัดค้านแล้วนั้น การเมืองสีเสื้อยังดูห่างไกลจากการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องในชีวิตประจำวัน กระนั้นยังไม่มีหลักประกันว่าการเหมารวม การแบ่งขั้ว และการเผชิญหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ทางการเมืองมีความแหลมคมร้อนแรงขึ้น
คงจะเป็นเรื่องไร้เดียงสาหากจะบอกให้สองฝ่ายซึ่งมีจุดยืนและอุดมการณ์ทาง การเมืองที่ต่างกันหันมาสมานฉันท์ร่วมกันคัดค้านโครงการพัฒนาที่จะส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน สำหรับคนเสื้อแดงนั้นเจ็บปวดที่คนตาย 92 ศพ คนเจ็บและพิการอีกกว่า 2,000 คน และคนที่ติดคุกโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกเกือบ 200 คน ดูจะยังไม่สำคัญมากเพียงพอที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากกลุ่มผู้คัดค้าน แผนพัฒนาภาคใต้ รวมทั้งยังไม่สามารถทำให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตยขั้นพื้น ฐานผ่านทางการเลือกตั้งว่า มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและเป็นรูปแบบหนึ่งในการ กำหนดอนาคตของตนเองเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้บางส่วนมีประสบการณ์ที่เลวร้าย จากถูกหลอกลวงหักหลังใช้ความรุนแรงจากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งหลายชุด พวกเขาจึงรู้สึกสิ้นหวังกับระบบการเมืองการเลือกตั้งที่เอื้อต่อการแสวงหาผล ประโยชน์และการผูกขาดทางอำนาจของนักการเมือง กระนั้นความแตกต่างของจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นฐานของ ประชาธิปไตย สิ่งสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความต่างนี้นำสู่ความเกลียดชัง การแบ่งขั้ว และการเผชิญหน้าโดยปราศจากเหตุผล รวมทั้งจะต้องมีเกณฑ์ที่ยึดถือได้ร่วมกันบนฐานของความเป็นประชาธิปไตย
ที่สำคัญแต่ละฝ่ายควรจะตระหนักถึงลักษณะร่วมของประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ “อำมาตย์” ของคนเสื้อแดงกับชนชั้นนำที่ได้รับผลประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน โครงการต่างๆ ในแผนพัฒนาภาคใต้แท้จริงแล้วก็คือส่วนเดียวกัน ซึ่งไม่ได้มีเพียงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงข้าราชการ เทคโนแครต สถาบันการเมืองแบบจารีต ฯลฯ ที่มีสายสัมพันธ์ในทางธุรกิจจากหน่วยงานหรือบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินการ ขณะเดียวกันการที่คนเสื้อแดงถูกเข่นฆ่าปราบปรามและไม่ได้รับความเป็นธรรมทาง การเมืองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือสภาพการณ์ที่ไม่แตกต่างจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา ต่างๆ ที่แทบไม่เคยได้เข้าถึงความยุติธรรมเท่าเทียมในการต่อรองเพื่อหยุดยั้ง โครงการหรือเพื่อเรียกร้องการชดเชยต่อความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืน ควรถูกให้ความสำคัญอย่างจริงจังจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายกลุ่มผู้คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้ ควรมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในฐานะทางออกที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตที่เป็นจริง ที่พ้นไปจากการวาดภาพโรแมนติกบนฐานแนวคิดแบบชุมชนนิยม โดยจะต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทและฐานทรัพยากรในปัจจุบัน รวมทั้งการเสนอทางออกที่สามารถตอบคำถามในระดับมหภาคได้ อาทิ การจัดหาพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พึงปรารถนา การขจัดความยากจนที่เกิดจากการเข้าไม่ถึงการพัฒนา เป็นต้น ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงก็ต้องมองถึงทางเลือกในการพัฒนาที่จะนำมาสู่ความเท่า เทียมได้อย่างแท้จริงและไม่ต้องมีใครที่ถูกบังคับให้เสียสละหรือจ่ายในราคา แพงมากกว่าคนอื่นๆ
หากกระบวนการประชาธิปไตย หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดรูปแบบของสังคมที่มีความเท่าเทียมเป็นพื้นฐานบน ความตระหนักว่า สมาชิกในชุมชนการเมืองต่างมีศักดิ์และสิทธิเสมอกันภายใต้การอำนวยให้เกิด ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะต่อคนที่ถูกขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรม การคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้และการเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมืองของคนเสื้อ แดงจึงมีจุดร่วมกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสริมสร้าง ประชาธิปไตย
ภาพ ประกอบ: กิจกรรม “แผนปฏิบัติการเพชรเกษม 41: คนใต้กำหนดอนาคตตัวเอง” เมื่อวันที่ 21-22 สิงหาคม 2554 ที่วนอุทยานเขาพาง (วัดภูพางพัฒนาราม) ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร (ภาพโดยวันชัย พุทธทอง)
............................
หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2-8 กันยายน 2554)




