ที่มา ช่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กว่าจะตั้งหลักได้ก็หืดจับพอสมควร
แต่ก็ถือเป็นบทเรียนชี้ให้เห็นว่า การเริ่มต้นทำงานด้วยการวนเวียนอยู่แต่กับเรื่อง "ทักษิณ"
นอกจากไม่ช่วยให้รัฐบาลได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ยังกลายเป็นตำบลกระสุนตก โดนฝ่ายตรงข้ามถล่มเละเทะ
ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ตามจะอยู่ได้นานก็ด้วยการโอบอุ้มของประชาชน ส่วนประชาชนจะโอบอุ้มรัฐบาลนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีผลงานสร้างสุขสลายทุกข์ให้ประชาชนจริงหรือไม่
ถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ จะปฏิเสธเสียงแข็งถึงความพยายามใช้อำนาจเข้าไปช่วยเหลือทักษิณ ไม่ว่าจะผ่านขั้นตอนการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือการรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯขึ้นมาใหม่ ก็ยังไม่ใช่หลักประกัน
เพราะถึงที่สุดแล้วมีแต่ "ผลงาน" เท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเครือญาติ
มีคนแนะนำรัฐบาลไม่ควรนำตัวทักษิณกลับมา อย่างน้อยก็ในตอนนี้ แต่ที่ควรนำกลับมาใช้ทันทีคือการบริหารประเทศ "สไตล์ทักษิณ"
คือการเข้าถึงปัญหาประชาชนอย่างแม่นยำ-ฉับไว
ซึ่งกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะจับจุดเคล็ดลับตรงนี้ได้ก็เก้ๆ กังๆ อยู่พักใหญ่
อย่างเช่นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่หลายคนมองว่ารัฐบาลงุ่มง่าม ผิดจากสมัยที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลและทักษิณเป็นนายกฯ
ทั้งยังไปมัวทะเลาะกับฝ่ายค้าน กล่าวโทษว่าสมัยเป็นรัฐบาลถลุงงบน้ำท่วมไปเกือบเกลี้ยง จนเกิดการโต้เถียงกันไปมา โดยประชาชนยังรอคอยการช่วยเหลือตาปริบๆ
สิ่งที่รัฐบาลต้องเข้าใจก็คือ ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องรัฐบาลอยู่ว่าจะช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยอย่างไร มากกว่าจะไปสนใจพรรคการเมืองดีแต่พูด
ถึงจะตะกุกตะกักไปบ้างในช่วงแรก แต่สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มตั้งหลักได้ คือการสั่งให้รัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพติดตามช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 21 จังหวัด แบบ 1 รัฐมนตรี 1 จังหวัด
นี่แหละคือการทำงานสไตล์ทักษิณ
ถึงจะเอามาใช้ล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่ไม่ถูกพิธีกรข่าวทีวีแย่งซีนตัดหน้าไปเสียก่อน
จนเสียฟอร์มเหมือนกับใครบางคน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 15, 2011
สไตล์ทักษิณ
พนังกั้นน้ำพัง ปทุมจมฉับพลัน
ที่มา ข่าวสด
สิงห์บุรีอ่วมหนัก ประตูระบายรั่ว!
น้ำเหนือ ทะลักใกล้กรุงแล้ว "ปทุมธานี" ป่วนเขื่อนกั้นน้ำพัง น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนลาดริมน้ำจม ขนของหนีแทบไม่ทัน "อ่างทอง-กรุงเก่า-สุพรรณฯ" ยังวิกฤต ระดับน้ำเพิ่มหลายจุด ถนนหนทางขาด "ชัยนาท-สิงห์บุรี" พนังกั้นน้ำพัง น้ำซัดเข้าท่วมบ้านในชั่วพริบตา ขนของหนีกันอลหม่าน เตรียมอพยพชาวบ้านริมน้ำไปอยู่ในที่สูง "นครสวรรค์" น้ำก้อนใหญ่ซัดเข้าหมู่บ้าน กรมชลฯ ชี้หนักสุดในรอบ 5 ปี
เขื่อนพัง - ประตู เขื่อนระบายน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ถูกกระแสน้ำซัดพังครืน ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 3 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 14 ก.ย.
น้ำทะลักท่วมเมืองปทุม
เมื่อ วันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่กลางดึกวันที่ 13 ก.ย. สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต จ.ปทุมธานี ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับฝนตกทั้งวัน ทำให้น้ำเอ่อล้นกระสอบทรายแนวคันกั้นน้ำ รอบตลาด สดศิริวัฒนา เขตเทศบาลเมืองปทุมธานี ที่ทางเทศบาลได้นำกระสอบทรายมาตั้งเป็นแนวกั้นน้ำสูงกว่า 1.20 เมตร แต่น้ำเพิ่มสูงขึ้น เอ่อล้นข้ามกระสอบทราย ส่วนแนวกั้นน้ำบางจุดกระสอบทรายเลื่อนไหลออกมาเป็นแนวยาว จนน้ำไหลเข้าท่วมในตลาดสดศิริวัฒนา ไม่ถึง 5 นาที หมดทั้งตลาด ระดับน้ำสูงถึง 50 ซ.ม. ได้รับความเสียเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ร้านค้าต่างใช้อิฐบล็อกกั้นน้ำต่อกันขึ้นมาถึง 4 ก้อน แต่น้ำก็ไหลซึมเข้ามาตามท่อทำให้กั้นไม่ทัน
เขื่อนกั้นพัง-เสียหายหนัก
ชาว บ้านในตลาดเปิดเผยว่า ตอนแรกเห็นน้ำล้นแนวกั้นกระสอบทรายไหลเข้าตลาดเล็กน้อย จากนั้นเขื่อนกั้นเริ่มพังทลายจนแตก ทำให้น้ำหลากเข้ามาในตลาดอย่างรวดเร็ว จนหลายคนแตกตื่นรีบออกมาดู และพยายามช่วยกันกั้นน้ำ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะน้ำทะลักเข้ามาเยอะมาก แต่ละคนต่างเอาตัวรอด หยิบข้าวของภายในร้านหนีขึ้นที่สูง และช่วยกันนำกระสอบทรายไปอุดน้ำ แต่ก็ต้านไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ บ้านเรือนประชาชน วัด โรงเรียน ในหลายพื้นที่ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกน้ำทะลักแนวเขื่อนเข้าท่วมหลายจุด เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องเร่งเสริมแนวกั้นเพิ่มอย่างอลหม่าน
ปทุมฯสั่งเสริมคันกั้นน้ำ
วัน เดียวกัน นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี พร้อมเจ้าหน้าที่กองช่างจาก อบจ.ปทุมธานี ออกสำรวจแนวคันดิน ป้องกันน้ำเอ่อล้นข้ามถนนบริเวณ ถ.ปทุมธานี-สามโคก ฝั่งพื้นที่ ต.บ้านงิ้ว, ต.บ้านปทุม, ต.เชียงรากน้อย, ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และนำรถแบ๊กโฮเร่งทำแนวคันกั้นน้ำแนวดินเสริมเพิ่มสูงกว่า 1 เมตร ริมถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดเส้นทางกว่า 10 กิโลเมตร ป้องกันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมเมืองเศรษฐกิจ หมู่บ้าน ใน อ.คลองหลวง และนิคมอุตสาห กรรมนวนคร เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้มีระดับเพิ่มสูง ขึ้นอีก 15 เซนติเมตร กระทั่งขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง ระดับแนวคันดินขณะนี้สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 30-50 เซนติเมตร ส่งผลทำให้น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน วัด โรงเรียน ตลาด สด ร้านค้าหลายแห่งปิดกิจการขาดรายได้ หลายคนเริ่มประสบปัญหากับโรคน้ำกัดเท้า, เท้าเปื่อย หลังต้องลุยน้ำท่วมมานานกว่า 2 อาทิตย์แล้ว
อ่านรายละเอียดทั้งหนดคลิ้ก ข่าวสด
กระทรวงต่างประเทศเขมรปัดข่าวทำเรื่องอภัยโทษ "วีระ-ราตรี"
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 14 ก.ย. เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา http://www.mfaic.gov.kh/mofa/ เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง “Statement of the Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation of Cambodia 14/9/2011” มีเนื้อหาโดยสรุปว่า จากการที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งของไทยรายงานวันเดียวกันนี้ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินการอภัยโทษให้นายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งรับโทษจำคุกข้อหาเป็นสายลับนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า คดีของคนไทยทั้งสองรายนี้จะต้องดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมายกัมพูชา และทั้งสองต้องได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 2 ใน 3 ก่อนจะได้รับการพิจารณาอภัยโทษ
ก่อนหน้านั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวกัมพูชาเตรียมปล่อยตัวนายวีระ และน.ส.ราตรี กลับประเทศ พร้อมคณะนายกฯ ที่จะเดินทางไปเยือนกัมพูชาในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ว่า เรื่องอำนาจการปล่อยตัวเป็นเรื่องของรัฐบาลกัมพูชา ตนเองในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็มีความห่วงใยคนไทยทุกคน จะไปหารือว่ามีแนวทางช่วยเหลือนายวีระ และน.ส.ราตรีอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งหรือประสานงานมาจากรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องการปล่อยตัวทั้ง 2 คนแต่อย่างใด
เมื่อถามว่าถ้าทั้ง 2 คนได้รับการปล่อยตัวจริง ๆ รู้สึกอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ก็ดีใจสิคะ เพราะดิฉันเองก็อยากจะทำหน้าที่ดูแลคนไทยทุกคน ก็จะทำหน้าที่ของเรา แต่ทั้งนี้ในรายละเอียดก็ต้องเป็นเรื่องของกัมพูชาที่จะตัดสินใจ”
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ทั้ง 2 คน จะกลับมาพร้อมกับคณะของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ก.ย.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ตนก็จะทำหน้าที่ตรงนั้นให้เต็มที่ เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาพูดพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีผลกระทบอะไรต่อการเดินทางไปครั้งนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนก็จะทำหน้าที่ของตนในส่วนที่เป็นรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกัน เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ทุกครั้งเวลาเดินทางไปต่างประเทศ มักจะถูกพาดพิงไปถึงชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เข้าไปอยู่ประเทศนั้นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ซึ่งปกติ พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางไปหลายประเทศอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดตรงนั้น การทำงานของเราๆ ก็ทำหน้าที่ในฐานะนายกฯ ที่จะเข้าไปคารวะผู้นำแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน
อ่านข่าวประกอบ : “พนิช”ยันวีระ-ราตรียื่นอภัยโทษแล้ว เผยวีระป่วยหนัก
"ปู"เฟซบุ๊กขอบคุณคนไทยบริจาคเงินช่วย-เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 44 จว.
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 15 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เขียนข้อความลงในเว็บเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาขอบคุณประชาชนที่ช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในงาน "รวมพลังไทย ช่วยภัยน้ำท่วม" เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งระดมเงินบริจาคได้ประมาณ 360 ล้านบาท มีเนื้อหาระบุว่า "ขอขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ เพื่อมารวมพลังบอกพี่น้องทั้ง 44 จังหวัด ว่าเรามีความรักห่วงใย เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและให้ทุกคนเข้มแข็งต่อสู้ต่อไปได้ ในนามรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วน ในการรวมพลังครั้งนี้"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/09/54 บางคนเสพติดด่า "ทักษิณ"
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
มีแต่หา..เรื่อง..ว่า..ด่าทักษิณ
จะเดิน-นอน นั่ง-กิน ถวิลหา
มีร้อยแปด สารพัด มันจัดมา
จ้องแต่คอย กุเรื่องด่า พวกบ้าบอ....
ประชาชน รู้แจ้ง แถลงไข
เหตุอันใด ทำน่าเบื่อ พวกเหลือขอ
แต่ละคน ต่างสำราก ปากปีจอ
ทำสอพลอ เย้ยหยัน ทุกวันคืน....
มันตั้งท่า แต่ไล่งับ จับทักษิณ
ทำพลิกลิ้น ดึงดัน มันสุดฝืน
คนที่รู้ คิดระยำ สุดกล้ำกลืน
กี่วันคืน ก็โหยหวน ชวนเวทนา....
ร้อยปัญหา ปากท้อง ต้องแก้ไข
พวกจัญไร กลับร้องร่ำ คำโหยหา
จับทักษิณ ท่องอยู่ได้ ไม่ลืมตา
เหมือนคนบ้า คร่ำครวญ กวนส้นตีน....
อีกปัญหา น้ำท่วม อ่วมไปทั่ว
ยังคิดมั่ว หลุกหลิก พูดพลิกลิ้น
สมพรรคนี้ อัปรีย์มาก กากแผ่นดิน
ศรัทธาสิ้น เพราะคิดชั่ว ดั่งตัวมาร....
๓ บลา / ๑๕ ก.ย.๕๔
การ์ตูนเซียสี ที่ท่านไม่เคยเห็นในไทยรัฐ ๑๔ ก.ย.๕๔
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เข้ามาเชียร์..ปราบผู้ค้า..ยาเสพติด
คืนชีวิต..สดใส..ให้ลูกหลาน
อย่าไปสน..พวกต่ำช้า..วิชามาร
ต้องยืนกราน..ปราบ-ไล่..ให้ล้างบาง....
เข้ามาเชียร์..ป๋าเหลิม..เพิ่มความโหด
ปราบคนโฉด..อย่าลดละ..เพื่อสะสาง
คืนความสุข..สวัสดี..ที่เลือนลาง
แล้วส่องทาง..สว่างไสว..ทั่วไทยแลนด์....
เข้ามาเชียร์..เจ้าหน้าที่..มีมุ่งมั่น
ร่วมผลักดัน..ผ่านความยาก..ลำบากแสน
เป็นความหวัง..ทั่วถิ่น..ทุกดินแดน
ให้เนืองแน่น..ด้วยคนดี..มีคุณธรรม....
เข้ามาเชียร์..รัฐบาล..ช่วยสานฝัน
อย่าหวาดหวั่น..จงร่วมใจ..ไล่ขย้ำ
พวกค้ายา..พวกจัญไร..พวกใจดำ
อย่ามัวขำ..ทำมารยา..บ้าน้ำลาย.....
สร้างสรรค์งานสีโดย คุณพลูโต ประชาทอล์ค
๓ บลา / บ่าย ๑๔ ก.ย.๕๔
ศีลธรรมเสรีชน ภายใต้ศีลธรรมประจบ (?)
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ผมได้รับสำเนาหนังสือจากสถาบันพระปกเกล้าเชิญนิสิตนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี โท เอก) นักวิชาการ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาให้ส่งบทความทางวิชาการเข้าประกวดชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 70,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา หัวข้อที่กำหนดมาคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล”
เปิดตัวเว็บข่าวไทยพับลิก้าเจาะลึกความโปร่งใสภาครัฐ-เอกชน
ที่มา ประชาไท
วันนี้ (14 ก.ย.54) เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ห้องประชุม 1011 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า และอดีตบรรณาธิการบริหาร นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เล่าถึงที่มาของเว็บซึ่งจะเน้นการทำข่าวเชิงลึกที่ขาดไปในสื่อกระแสหลัก ปัจจุบันว่า ได้แรงบันดาลใจจากเว็บ propublica.org เว็บข่าวเจาะในอเมริกา ซึ่งสฤณี อาชวานันทกุล คอลัมนิสต์ของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจมาขายไอเดีย โดยไทยพับลิก้า มีธีมหลักในการนำเสนอ 3 ธีม ได้แก่ ความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชนและความยั่งยืน
หน้าเว็บไซต์เนื้อหาหลักเบื้องต้นจะมี 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1.ข่าว ทั้งที่เป็นข่าวเจาะ และข่าวทั่วไป 2.คอลัมน์ 3.ฐานข้อมูลและอินโฟกราฟฟิค ซึ่งใช้ลักษณะพิเศษของเว็บไซต์ช่วยในการสื่อสารให้คนเข้าใจข้อมูลอย่างรวด เร็ว 4.Who’s Who ดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูล ไฮไลท์ให้เห็นตัวละครที่น่าสนใจในเมืองไทย 5.บล็อกของนักข่าว เป็นพื้นที่ให้บรรณาธิการและนักข่าวได้พูดคุยกับผู้อ่าน และท้ายข่าวทุกข่าว ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นหรือพูดคุยได้
สำหรับแหล่งรายได้นั้น เบื้องต้นได้เงินทุนให้เปล่าจากผู้สนับสนุน หลังจากนั้น คาดว่าจะมีรายได้จากการขายข้อมูลให้สื่อหลัก รับสปอนเซอร์ โฆษณา และรับเงินบริจาค
จากนั้น เป็นการเสวนาในหัวข้อ “สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย” บรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ตั้งข้อสังเกตถึงการที่สื่อไทยถูกวิจารณ์ว่าไม่เจาะลึกปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำและการที่ประเทศไม่พัฒนาว่า เกิดจากการที่สื่อหลัก อยู่ได้ด้วยทรัพยากรและการลงโฆษณาของหน่วยงานรัฐ ทำให้การกลับไปวิจารณ์ผู้ให้การสนับสนุนเป็นเรื่องลำบาก นอกจากนี้ ในด้านคุณภาพและต้นทุนของสื่อ มองว่า เนื่องจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยให้สัมภาษณ์ทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส ทำให้สื่อต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการติดตามทำข่าว โดยเวลาที่ใช้มากที่สุดคือการรอ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน้อย ขณะที่ต้นทุนสูง ส่งผลถึงการจ่ายเงินที่ได้น้อยตาม และเมื่อจ่ายน้อย ก็ยากจะพัฒนาคุณภาพ
บรรยง มองว่า การที่สื่อจะอยู่รอดนั้น นอกจากการที่ภาคธุรกิจที่ลงโฆษณาต้องไม่แทรกแซงกองบรรณาธิการแล้ว สื่อเองก็ต้องลดต้นทุนลงด้วย โดยชี้ว่า ขณะที่สำนักข่าวในไทยบางแห่ง มีนักข่าวตามนายกฯ 6 คน สำนักข่าววอชิงตันโพสต์มีนักข่าวทำข่าวประธานาธิบดีคิดเป็น 1/5 คน เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพูดสัปดาห์ละครั้ง และบอกล่วงหน้าทุกครั้ง ซึ่งหากสื่อไทยลดตรงนี้ได้ ก็จะมีเวลาทำข่าวเชิงคุณภาพ
ทั้งนี้ บรรยง กล่าวด้วยว่า สื่อมีส่วนอย่างมากในการต้านคอร์รัปชั่น เนื่องจากสื่อมีอิทธิพลสูงมากในการชี้นำความคิดของสังคม เขามองว่า สื่อเท่านั้นที่จะเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนต่อการคอร์รัปชั่นได้ นอกจากนี้ สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก ติดตามรายงานข่าว สอดส่องไม่ให้ทรัพยากรสาธารณะถูกปล้นชิงไปด้วย
ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า กล่าวว่า ขณะที่สื่อมีปัญหาด้านคุณภาพ และเราก็เข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ที่อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ เป็นสังคมของคนทุกคน หรือที่หลายคนบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจสื่อไทย ตั้งคำถามว่าสื่อไทยได้ปรับตัว หรือใช้ประโยชน์กับมันมากแค่ไหน ทั้งนี้ ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็ว ซึ่งทักษะของนักข่าวในการแยกแยะ ประติดประต่อ ประมวลวิเคราะห์ข้อมูลมานำเสนอเป็นที่ต้องการ แต่กลับยังไม่เห็นการทำหน้าที่นี้เท่าที่ควร
อ่านเพิ่มเติมที่
สัมภาษณ์สื่อน้องใหม่ ThaiPublica.org : “ไทยพับลิก้า กล้าพูดความจริง”
ตุรกีหวั่นซีเรียขัดแย้งบานปลายเป็นสงครามกลางเมือง
ที่มา ประชาไท
13 ก.ย. 2011 - กลุ่มสันนิบาตชาติอาหรับและนายกฯ เพิ่มการกดดันทางการฑูต ขณะที่ยังมีรายงานว่ารัฐบาลซีเรียสังหารประชาชน
นักกิจกรรมในซีเรียรายงานว่ามีประชาชนราว 33 รายที่ถูกสังหารในวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมามีอย่างน้อย 5 รายถูกยิงจากหน่วยสไนเปอร์ที่เล็งเข้ามาในงานศพของชาวบ้านที่ทำพิธีศพให้กับ ผู้ที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้ในเมือง คฟาร์ นูโบเซห์
ในวันเดียวกันนั้น (13) สมาชิกของสันนิบาตชาติอาหรับทั้ง 22 ราย ได้ประชุมหารือกันที่กรุงไคโรโดยออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลซีเรียหยุดใช้ความ รุนแรงปราบปรามประชาชน
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา นาบิล เอล-อราบี ประธานของสันนิบาตชาติอาหรับได้เดินทางไปเยือนซีเรียพร้อมแผนข้อตกลงการ ปฏิรูป ซึ่งเอล-อราบีกล่าวหลังการเดินทางเยือนว่าทางรัฐบาลซีเรียยอมรับข้อตกลงใน การปฏิรูป ขณะที่สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานเรื่องการมาเยือนของประธานสันนิบาตชาติ อาหรับว่า เอล-อราบีได้ย้ำถึงจุดยืนปฏิเสธการแทรกแซงจากต่างชาติต่อกิจการภายในของ ซีเรีย และผู้นำทั้งสองก็ตกลงร่วมกันในแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ในเรื่องการปฏิรูป ซีเรีย
ทางด้านนักกิจกรรมวิจารณ์การมาเยือนของประธานสันนิบาติชาติอาหรับว่าพวก เขามาช้าเกินไป ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการวิจารณ์กลุ่มนี้ว่าได้แต่นิ่งเงียบไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อการปราบปรามผู้ชุมนุม โดยยังมีข้อสังเกตจากนักกิจกรรมอีกว่าการมาเยือนครั้งนี้เป็นการพยายามดำรง รักษาผู้นำของซีเรียเอาไว้
ขณะที่ประธานาธิบดีอัสซาดประกาศว่าจะมีการปฏิรูปในบางเรื่องเช่นการยก เลิกกฏหมายบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีการ "เจรจาในระดับชาติ" ซึ่งทางกลุ่มต่อต้านบอกว่าไม่ได้ส่งผลต่างจากเดิมมากนัก
ตุรกีหวั่นซีเรียขัดแย้งบานปลายเป็นสงครามกลางเมือง
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. เรเซป ทายิป เออโดแกน นายกรัฐมนตรีตุรกีก็ออกเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอาหรับซึ่งมีการลุกฮือของ ประชาชนขับไล่รัฐบาลเผด็จการ โดยเออโดแกนกล่าวเตือนว่าความขัดแย้งในซีเรียอาจลามไปเป็น "สงครามกลางเมือง" ระหว่างนิกายซุนหนี่ซึ่งมีประชาชนส่วนมากนับถือ กับนิกายอาลาวียะห์ซึ่งมีประชาชนส่วนน้อยรวมถึงประธานาธิบดีอัสซาดนับถือ
ขณะเดียวกันเออโดแกนยังได้แสดงความไม่พอใจรัฐบาลอัสซาดที่ตัวเขาเองสร้าง ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเอาไว้ว่าเขาล้มเหลวที่ไม่ยอมฟังเสียงของประชาชน
"ความโกรธเคืองของประชาชนมีต่อชนชั้นนำซึ่งเป็นนิกายอลาวี ไม่เพียงเพราะพวกเขาเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ...และรัฐบาลซีเรียเองก็กำลังเลือกเล่นไพ่อันตราย" เออโดแกนกล่าวในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของอิยิปต์
อัลจาซีร่ารายงานว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนต้องการให้ต่างชาติใช้กำลังเข้ามาคุ้มครองการปราบปราม สังหารประชาชนของรัฐบาล แต่ดูเหมือนทางประเทศตะวันตกจะไม่มีท่าทีต้องการใช้กำลังทหารกับประเทศ ซีเรียเช่นที่นาโต้ได้ใช้กำลังช่วยล้มมุมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียเลย
มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า การใช้กำลังทหารแทรกแซงประเทศซีเรียที่อยู่ใจกลางเหล่าประเทศตะวัรออกกลาง ที่พร้อมปะทุนั้นอันตรายเกินไป ซีเรียมีประชากรมากกว่าลิเบีย 3 เท่า เป็นประเทศที่สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธของปาเลสไตน์และเลบานอน เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับอิหร่าน ทำสงครามกับอิสราเอล มีอิทธิพลในเลบานอนและชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดทางตะวันออก
นักกิจกรรมร้องรัสเซีย อย่างต้านการคว่ำบาตรของยูเอ็น
ในวันที่ 13 ก.ย. นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยในซีเรียได้จัดชุมนุมในฐานะ "วันแห่งความโกรธ" ขึ้น เพื่อแสดงความไม่พอใจที่รัสเซียต้านมาตรการคว่ำบาตรรัซบาลซีเรียของสหประชา ชาติ โดยผู้ชุมนุมได้มีการเผาธงชาติรัสเซีย ขณะที่ในเพจ The Syrian Revolution 2011 ในเฟสบุ๊คก็มีข้อความเรียกร้องให้รัสเซีย "อย่าได้สนับสนุนฆาตกร"
โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลรัสเซียได้แสดงท่าทีคัดค้านการใช้มาตรการคว่ำบาตร รัฐบาลซีเรียของสหผระชาชาติ และพยามเรียกร้องให้ฝ่ายรัซบาลและฝ่ายต่อต้านร่างเงื่อนไขข้อตกลงและมีการ เปิดเจรจา และในวันจันทร์ (12) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีรัสเซีย ดิมิทรี เมดเยเดฟ ก็กล่าวยืนยันท่าทีเดิมในการหารือ
ทางด้านองค์กรนิรโทษกรรมสากลเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตว่า 95 รายในเรือนจำของรัฐบาลซีเรียตั้งแต่เดือน เม.ย. ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อนักกิจกรรม 4 รายที่ถูกจับกุมตัวไปในกรุงดามากัสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 รายนี้ถูกจับตัวไปหลังจากที่ร่างที่เสียชีวิตแล้วของเพื่อนร่วมงานที่เป็น นักกิจกรรมที่ชื่อ ไคฟ์ มัตตระ ถูกนำมาส่งกลับครอบครัว
ที่มา
เปิดงานวิจัย: จากกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำฯ ต้านสวนส้ม-สู่การเป็นคนเสื้อแดง
ที่มา ประชาไท
“สืบสกุล กิจนุกร” นำเสนองานวิจัย “ประชาธิปไตยชายแดน: ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่” นำเสนอเส้นทางการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านสันทรายคลองน้อย ที่ฝาง จ.เชียงใหม่ ว่ามีพัฒนาการจากกลุ่มอนุรักษ์-ทำประเด็นสวนส้ม กลายเป็นกลุ่มเสื้อแดงย่อยระดับอำเภอได้อย่างไร
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ เวที “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากงานวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ดร.อรัญญา ศิริผล, นพพล อาชามาส และสืบสกุล กิจนุกร
และผู้วิจารณ์ ประกอบด้วย ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ มหาวิทยาลัยเกียวโต, รศ.ดร.อร รถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
โดยก่อนหน้านี้ประชาไทได้นำเสนอส่วนหนึ่งของการวิจารณ์การนำเสนอโดยไชยันต์ รัชชกูล [1] และการนำเสนอของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี [2] และในตอนนี้จะเป็นการรายงานการนำเสนอของสืบสกุล กิจนุกร หนึ่งในคณะผู้วิจัย ซึ่งนำเสนอหัวข้อ “ประชาธิปไตยชายแดน: ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีรายละเอียดการนำเสนอดังนี้
000
ประชาธิปไตยชายแดน:
ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
“ที่ ชาวบ้านต่อสู้เรื่องสวนส้มเพราะพวกเขาต้องการความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม มันก็เช่นเดียวกันกับการเข้าร่วมกับคนเสื้อแดง เพราะพวกเขาต้องการประชาธิปไตย สำหรับชาวบ้านแล้ว ความยุติธรรมและประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน สำหรับคนสันทราย คลองน้อย”
สืบสกุล กิจนุกร
เริ่มต้นสืบสกุล ระบุว่ามีประเด็นที่อยากจะนำเสนอ 4 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เสนอให้ทำความเข้าใจขบวนการเสื้อแดงในฐานะที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ภายใต้ บริบทท้องถิ่น ประเด็นที่สอง เงื่อนไขที่ทำให้คนเสื้อแดงบ้านสันทรายคลองน้อยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวในเขตอำเภอฝาง ประเด็นที่สาม จะอธิบายถึงองค์ประกอบของแกนนำชมรมคนรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ที่ทำให้องค์กรหลักของคนเสื้อแดงบริเวณนี้มีความเข้มแข็ง ประเด็นสุดท้าย จะพูดถึงกิจกรรมของชมรมคนรักฝางในฐานะที่เป็นรูปแบบการต่อสู้ทางวัฒนธรรม
ทุก คนที่อำเภอฝาง แม่อาย และไชยปราการซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายแดนและชายขอบอำนาจรัฐ ได้มีการเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านปัญหาในชีวิตประจำวันมาก่อนเข้าร่วมขบวนการ "คนเสื้อแดง" ผล การเรียนรู้ดังกล่าวทำให้พวกเขามีความตื่นตัวสูงในการเข้าร่วมเคลื่อนไหวใน การเมืองระดับชาติ พลิกโฉมหมู่บ้านให้กลายเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และได้ก่อรูปความเข้าใจและท้าทายอำนาจนำในสังคมไทยอย่างถึงรากถึงโคน
สืบสกุลกล่าวถึง หมู่บ้าน “สันทรายคลองน้อย” ว่าก่อนหน้านี้เคยมีกลุ่ม “เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำฝาง” ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเอ็นจีโอ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้เรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทำให้ในสมัยรัฐบาลทักษิณปี 2546 มีการตั้งกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งขึ้นมา 6 คณะ อีก 2 ปีถัดมารัฐบาลใหม่ก็ยกเลิกกลไกดังกล่าวนี้ไป
ลักษณะของหมู่บ้านสันทรายคลองน้อย ว่ามีลักษณะการปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจสมัยใหม่ ความเป็นอยู่ของผู้คนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเงินทุนและความรู้ มากกว่าการถือครองที่ดินและการเกษตร หรือถ้าจะมีก็ต้องผูกโยงเข้ากับอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ชีวิตของชาวบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีทั้งด้านที่เป็นโอกาสและความเสี่ยง รัฐบาลทักษิณซึ่งชนะการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2544 มีหลายนโยบายที่ทำให้ชาวบ้านปรับตัวเข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ได้ เช่น การเข้าถึงเงินทุนหรือการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น
“ถึงแม้ว่าชาวบ้านสันทรายคลองน้อยจะมองด้วยมุมมองทางเศรษฐกิจหรือ อัตถประโยชน์นิยมเป็นหลัก แต่พวกเขาก็ตีความอำนาจของทักษิณในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท ที่สามารถเลือกรัฐบาลของตัวเองได้ ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะได้เป็นรัฐบาล” สืบสกุลกล่าว เขาบอกอีกว่านอกจากเรื่องอำนาจในการเลือกรัฐบาลแล้ว ชาวบ้านยังรู้สึกตระหนักว่าพวกเขาสามารถจัดการเงินทุนของตัวเองได้
ต่อเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า เนื่องจากชาวบ้านสันทรายคลองน้อยเคยต่อสู้เรื่องสวนส้มมาก่อน จึงมีความแข็งขันในการเข้าร่วมชุมนุม โดยแบ่งกลุ่มกันไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ แบบผลัดกันไปกลับ และเมื่อเสื้อแดงถูกปราบก็มีสมาชิกกลุ่ม 6 คน ที่ติดอยู่ในวัดปทุมวนารามในคืนวันที่ 19 พ.ค. 2553
ความเข้มแข็งของชาวบ้านสันทรายคลองน้อยทำให้ชาวบ้านที่อื่นๆ ถือว่าหมู่บ้านแห่งดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใน บริเวณนี้
“ที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องสวนส้มเพราะพวกเขาต้องการความเป็นธรรมหรือ ความยุติธรรม มันก็เช่นเดียวกันกับการเข้าร่วมกับคนเสื้อแดง เพราะพวกเขาต้องการประชาธิปไตย สำหรับชาวบ้านแล้ว ความยุติธรรมและประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน สำหรับคนสันทราย คลองน้อย” สืบสกุลกล่าว
จากนั้นสืบสกุลจึงได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของชมรมคนรักฝาง-แม่ อาย-ไชยปราการ ต่อ โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นองค์กรหลักของการเคลื่อนไหวในพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อการเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่น และระดับชาติ โดยเฉพาะในระหว่างการชุมนุมช่วง มี.ค. ถึงช่วง พ.ค. 2553 มาจนถึงปัจจุบัน ชมรมคนรักฝางฯ โดยมาจากผู้นำสามกลุ่มที่แม้จะแตกต่างกันแต่ก็หนุนเสริมให้องค์กรเข้มแข็ง
สามกลุ่มที่ผู้นำเสนอกล่าวถึงคือ หนึ่ง อดีตสหายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ทำงานเคลื่อนไหว ก็จะคอยทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ เป็นปัญญาชนของชาวบ้าน กลุ่มที่สอง คือผู้ประกอบการในท้องถิ่นทั้งรายย่อยอย่างพ่อค้าแม่ค้าในตลาด หรือนักธุรกิจท้องถิ่นรายใหญ่ที่เป็นคณบดี กลุ่มนี้จะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้แต่จะมีทุนทางเศรษฐกิจ เช่น คหบดีซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในท้องถิ่นก็บริจาคเงินและให้พื้นที่บ้านเป็น สถานีทำการวิทยุชุมชน สุดท้าย คือกลุ่มข้าราชการในท้องถิ่น กลุ่มนี้ครูจะเป็นอาชีพที่กระตือรือร้นมากที่สุด และมักจะอาศัยทักษะทางวิชาชีพในการช่วยเหลือกลุ่ม อาทิเช่น การจดบันทึก การทำเอกสาร การทำบัญชี การเงิน ตลอดจนการพูดในที่สาธารณะ ทำให้พวกเขาหลายคนมีบทบาทเป็นโฆษกเวทีการชุมนุมระดับท้องถิ่น และเป็นนักจัดรายการวิทยุ
สืบสกุลกล่าวถึงกลุ่มคนรักฝางอีกว่า กลุ่มนี้จะมีการระดมทุนของตนเอง เช่น การจัดผ้าป่า จัดเลี้ยงโต๊ะจีน และการจัดคอนเสิร์ต โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากส่วนกลาง

(ที่มาของภาพ: สืบสกุล กิจนุกร)
สืบสกุลกล่าวถึงลักษณะกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังถูกสังหารที่ราชประสงค์ว่า เริ่มมีการหันมาต่อสู้ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น เช่น กิจกรรมแรก กรณีที่มีการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์เพื่อระลึกถึงผู้ตาย กลุ่มชมรมคนรักฝางก็มีการจัดงานบายศรีสู่ขวัญซึ่งเป็นพิธีแบบดั้งเดิมในภาค เหนือเพื่อเรียกขวัญกำลังใจในหมู่สมาชิก จัดขึ้นเมื่อ29 ส.ค. 2553 มีคนเข้าร่วมประมาณพันคน นอกจากนี้ยังมีการทำบุญไปถึงคนตาย การเผาหุ่นเผด็จการ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
"กิจกรรมเหล่านี้มันช่วยบรรเทาความเศร้าโศก ปลดปล่อยความโกรธ ปลุกความหวัง และแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังมีชีวิตอยู่" สืบสกุลกล่าว
กิจกรรมที่สอง คือการจัดเวทีปราศรัยทางการเมืองโดยสุรชัย แซ่ด่าน ที่เดินสายรณรงค์พูดทั่วประเทศเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์กับการ เมืองไทย ซึ่งเป็นหัวข้อต้องห้ามในสังคมไทยตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านในชนบทเข้าร่วมฟังอภิปรายสาธารณะใน ประเด็นนี้โดยเปิดเผยตรงไป ตรงมาและอาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะสุรชัย แซ่ด่านอยู่ในคุก
กิจกรรมที่สาม ตั้งสถานีวิทยุที่สันทรายคลองน้อย ที่ย้ายมาจากสถานีเดิมที่ตั้งอยู่บนที่ดินของคหบดีท้องถิ่น ซึ่งสถานีแห่งนั้นถูกสั่งปิดทันทีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 53 เหตุที่เลือกที่นี้ เพราะชมรมคนรักฝางฯ ประเมินแล้วว่าชาวบ้านที่นี้มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับหมู่ บ้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การจัดเนื้อหาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมท้องถิ่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีภาษาไทยใหญ่สำหรับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ
นอกจากพิธีกรรมท้องถิ่นแล้ว กิจกรรมที่สี่ ของคนเสื้อแดงสันทรายคลองน้อยนั้น สืบสกุลบอกว่า เสื้อแดงยังมีการจัดพิธีกรรมตามวันสำคัญ เช่น การวางพวงมาลาในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามัญชนเข้าไปร่วมกิจกรรม และตีความหมายใหม่ของรัฐพิธีให้เชื่อมโยงกับความหมายใหม่ในเชิงประชาธิปไตย ของประชาชนมากยิ่งขึ้น นอกจากวางพวงมาลาแล้วยังมีการเดินขบวนรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและ เรื่องการกระจายอำนาจ รวมถึงรณรงค์ให้ฝางเป็นจังหวัด

(ที่มาของภาพ: สืบสกุล กิจนุกร)
กิจกรรมที่ห้า คือกิจกรรมเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งรัฐไม่ได้จัดพิธีกรรมอันใดเลย แต่เสื้อแดงถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีการถ่ายทอดรายการเสวนา มีการทานอาหารร่วมกัน แสดงความในใจ รวมถึงการจุดเทียนชัยและปล่อยโคมพร้อมร้องเพลง "ตะโกนบอกฟ้า" ของอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
ในตอนท้าย สืบสกุล เสนอว่า เราต้องทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของคนเสื้อแดงจากบริบทของท้องถิ่น ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยคือการเรียนรู้ ขบวนการเสื้อแดงที่ฝางแสดงให้เห็นว่าประชาชนเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านการ ต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านมีประสบการณ์ต่อสู้กับความเป็นชายขอบของการพัฒนามาก่อนที่จะเป็นคน เสื้อแดง ในขณะที่นักวิชาการเรียกร้องให้ชนชั้นนำยอมรับผลการเลือกตั้งและปรับทัศนคติ ใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย การเมืองไทยยังอยู่ในมือของชนชั้นนำอยู่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่สำคัญตราบที่คนเสื้อแดงยังแสวงหาคำตอบต่อคำถามของพวกเขาที่ถาม ว่า “ใครคือคนบงการฆ่า” “ประชาธิปไตยคืออะไร” “ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน” “คนเสื้อแดงเป็นใคร”
ใครจะให้คำตอบได้ ? นักวิชาการ ? สื่อ ? กรรมการสิทธิ ? หมอประเวศ ? อานันท์ ? คณิต ? พระไพศาล ? ถามดิน ถามฟ้าใครตอบได้ … สำหรับผมไม่มีคำตอบ แต่เสนอว่า “คนเสื้อแดงรู้คำตอบและความจริง” ซึ่งอยู่ในการต่อสู้ของพวกเขาแล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาสู่การนิยามประชาธิปไตยจากชายขอบของสังคม ไทยและมันจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป สืบสกุลทิ้งท้าย
(หมายเหตุ: ประชาไทจะทยอยนำเสนอคลิปการอภิปรายของสืบสกุล และการอภิปรายของผู้นำเสนอผลงานท่านอื่นๆ ในโอกาสต่อไป)








