ที่มา มติชน

วันที่15ก.ย. นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกำหนดการเดินทางเยือนกัมพูชา ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ ผ่านไอเอ็นเอ็นว่า นายกรัฐมนตรีจะมีการเข้าพบเพื่อหารือกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์ของกัมพูชา ที่พระราชวังเขมรินทร์ ก่อนจะร่วมงานเลี้ยงในช่วงค่ำและเดินทางกลับประเทศไทยในเวลาประมาณ 22.00 น.
ส่วน ประเด็นในการหารือ จะเป็นวาระของการแนะนำตัวในฐานะเข้ารับตำแหน่งใหม่ และสานสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุน ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ แต่ในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางบกและทางทะเล หรือการช่วยนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัพฒนาไพบูรณ์ 2 คนไทยที่ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ไม่อยู่ในวาระหลักที่จะมีการหารือ แต่อาจจะมีการพูดคุยเพื่อเป็นการหาแนวทางในการช่วยเหลือ ทั้งนี้จะไม่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลกัมพูชา และกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาได้ แม้สื่อพยายามโหมข่าวการเยือนกัมพูชาครั้งนี้ ที่มีวาระซ่อนเร้น เนื่องจากเป็นเวลาคาบเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีกำหนดการเตะฟุตบอลเชื่อมสัมพันธ์ของ ส.ส.เสื้อแดง แต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 15, 2011
"ฐิติมา"เผยนายกเยือนเขมรแค่แนะนำตัว ปัดพบ"ทักษิณ" ช่วย"วีระ-ราตรี"
"อุกฤษ มงคลนาวิน" ออกแถลงการณ์ ลั่นไม่ยุ่งเรื่องนิรโทษกรรมทักษิณ, คดีที่ดินรัชดาฯ
ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ http://ukrit-mongkolnavin.com หลังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการ องค์กรอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอนธ.) ว่า
ข้อ 1. ได้ทราบว่าคณะรัฐมนตรีมีมติวางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรม แห่งชาติ พ.ศ. 2554 เพื่อจัดตั้ง " องค์กรอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ " เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง โดยมุ่งหมายให้เกิดความเป็นธรรม ความชอบธรรม และความเสมอภาคของบุคคล ในสังคม เพื่อให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ตลอดจนได้รับความ ยุติธรรมตามระบบกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติที่เกิดจาก อคติต่างๆ ของผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ในการลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ กรรมการคณะนี้มีชื่อย่อว่า " คอนธ. "
ข้อ 2. ในขั้นตอนนี้เป็นการวางระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการ คอนธ. ขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่การทำงาน ของคณะกรรมการ
ข้อ 3. ระหว่างนี้ ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน จะเดินทางไปต่างประเทศ ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยมีนัดหมายล่วงหน้ามาก่อนประมาณ 1 ปี เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการ คอนธ. และกลับจากต่างประเทศแล้วจะได้เริ่มดำเนินการต่อไป
ข้อ 4. งานสำคัญงานแรกได้แก่การพิจารณาบุคคลที่จะมาร่วมเป็นกรรมการ จำนวนไม่เกิน 12 คน โดยมีหลักการพิจารณาจากนักวิชาการทางกฎหมาย และนักกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ คณบดี และอดีตคณะบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกนั้นจะเชิญนักกฎหมายอาวุโสที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง มีตำแหน่งทางวิชาการในระดับศาสตราจารย์ มาร่วมเป็นคณะกรรมการ
ข้อ 5. ประธานกรรมการฯ มีอิสระในการแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแนวทางการทำงานจะขอให้กรรมการแต่ละ ท่านจัดตั้งคณะอนุกรรมการตามจำนวนที่สมควร และตามความจำเป็นจากอาจารย์ทางกฎหมายของมหาวิทยาลัยที่มีคุณวุฒิระดับปริญญา เอก ทั้งชายและหญิง ซึ่งยึดมั่นในหลักนิติธรรมในการสอนกฎหมายแก่นิสิต-นักศึกษา และไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ข้อ 6. ภารกิจของคณะกรรมการ " คอนธ. " จะไม่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการ ชุด ดร.คณิต ณ นคร โดยเป็นกรรมการอิสระทั้ง 2 คณะที่มีภารกิจต่างกัน
ข้อ 7. คณะกรรมการ " คอนธ. " จะไม่ประชุมพิจารณาเรื่องที่มีองค์กรส่วนอื่นๆและภาคประชาชนดำเนินการอยู่ แล้ว เช่น การพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรม หรือ การพิจารณาเรื่องที่ดินรัชดาฯ ที่จะเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ข้อ 8. คณะกรรมการจะเผยแพร่การทำงานในรูปแบบการให้ความรู้แก่ประชาชน และบุคคลทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจในหลักนิติธรรม ที่ยอมรับนับถือทั่วไปในประเทศ และต่างประเทศ
ข้อ 9. ผลงานของคณะอนุกรรมการทุกคณะเมื่อเข้าพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของ คณะกรรมการและอนุกรรมการแล้วจะได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่เป็นหลัก และ เป็นแนวทางว่าด้วย " กฎหมายและการกระทำที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม "
ข้อ 10. ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน จะยึดมั่นในปณิธานที่ตั้งไว้เมื่ออายุครบ 60 ปี " ทิ้งการเมือง แต่ไม่ทิ้งบ้านเมือง" บัดนี้เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาและเป็นปัญหาที่กระทบกับประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้โดยการทำงานนี้ จะไม่มีประโยชน์ตอบแทนแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางการเมือง หรือเงินตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนใดๆ
สไตล์ทักษิณ
ที่มา ช่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กว่าจะตั้งหลักได้ก็หืดจับพอสมควร
แต่ก็ถือเป็นบทเรียนชี้ให้เห็นว่า การเริ่มต้นทำงานด้วยการวนเวียนอยู่แต่กับเรื่อง "ทักษิณ"
นอกจากไม่ช่วยให้รัฐบาลได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ยังกลายเป็นตำบลกระสุนตก โดนฝ่ายตรงข้ามถล่มเละเทะ
ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ตามจะอยู่ได้นานก็ด้วยการโอบอุ้มของประชาชน ส่วนประชาชนจะโอบอุ้มรัฐบาลนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีผลงานสร้างสุขสลายทุกข์ให้ประชาชนจริงหรือไม่
ถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ จะปฏิเสธเสียงแข็งถึงความพยายามใช้อำนาจเข้าไปช่วยเหลือทักษิณ ไม่ว่าจะผ่านขั้นตอนการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือการรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯขึ้นมาใหม่ ก็ยังไม่ใช่หลักประกัน
เพราะถึงที่สุดแล้วมีแต่ "ผลงาน" เท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเครือญาติ
มีคนแนะนำรัฐบาลไม่ควรนำตัวทักษิณกลับมา อย่างน้อยก็ในตอนนี้ แต่ที่ควรนำกลับมาใช้ทันทีคือการบริหารประเทศ "สไตล์ทักษิณ"
คือการเข้าถึงปัญหาประชาชนอย่างแม่นยำ-ฉับไว
ซึ่งกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะจับจุดเคล็ดลับตรงนี้ได้ก็เก้ๆ กังๆ อยู่พักใหญ่
อย่างเช่นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่หลายคนมองว่ารัฐบาลงุ่มง่าม ผิดจากสมัยที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลและทักษิณเป็นนายกฯ
ทั้งยังไปมัวทะเลาะกับฝ่ายค้าน กล่าวโทษว่าสมัยเป็นรัฐบาลถลุงงบน้ำท่วมไปเกือบเกลี้ยง จนเกิดการโต้เถียงกันไปมา โดยประชาชนยังรอคอยการช่วยเหลือตาปริบๆ
สิ่งที่รัฐบาลต้องเข้าใจก็คือ ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องรัฐบาลอยู่ว่าจะช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยอย่างไร มากกว่าจะไปสนใจพรรคการเมืองดีแต่พูด
ถึงจะตะกุกตะกักไปบ้างในช่วงแรก แต่สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มตั้งหลักได้ คือการสั่งให้รัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพติดตามช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 21 จังหวัด แบบ 1 รัฐมนตรี 1 จังหวัด
นี่แหละคือการทำงานสไตล์ทักษิณ
ถึงจะเอามาใช้ล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่ไม่ถูกพิธีกรข่าวทีวีแย่งซีนตัดหน้าไปเสียก่อน
จนเสียฟอร์มเหมือนกับใครบางคน
พนังกั้นน้ำพัง ปทุมจมฉับพลัน
ที่มา ข่าวสด
สิงห์บุรีอ่วมหนัก ประตูระบายรั่ว!
น้ำเหนือ ทะลักใกล้กรุงแล้ว "ปทุมธานี" ป่วนเขื่อนกั้นน้ำพัง น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนลาดริมน้ำจม ขนของหนีแทบไม่ทัน "อ่างทอง-กรุงเก่า-สุพรรณฯ" ยังวิกฤต ระดับน้ำเพิ่มหลายจุด ถนนหนทางขาด "ชัยนาท-สิงห์บุรี" พนังกั้นน้ำพัง น้ำซัดเข้าท่วมบ้านในชั่วพริบตา ขนของหนีกันอลหม่าน เตรียมอพยพชาวบ้านริมน้ำไปอยู่ในที่สูง "นครสวรรค์" น้ำก้อนใหญ่ซัดเข้าหมู่บ้าน กรมชลฯ ชี้หนักสุดในรอบ 5 ปี
เขื่อนพัง - ประตู เขื่อนระบายน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ถูกกระแสน้ำซัดพังครืน ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 3 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 14 ก.ย.
น้ำทะลักท่วมเมืองปทุม
เมื่อ วันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่กลางดึกวันที่ 13 ก.ย. สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต จ.ปทุมธานี ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับฝนตกทั้งวัน ทำให้น้ำเอ่อล้นกระสอบทรายแนวคันกั้นน้ำ รอบตลาด สดศิริวัฒนา เขตเทศบาลเมืองปทุมธานี ที่ทางเทศบาลได้นำกระสอบทรายมาตั้งเป็นแนวกั้นน้ำสูงกว่า 1.20 เมตร แต่น้ำเพิ่มสูงขึ้น เอ่อล้นข้ามกระสอบทราย ส่วนแนวกั้นน้ำบางจุดกระสอบทรายเลื่อนไหลออกมาเป็นแนวยาว จนน้ำไหลเข้าท่วมในตลาดสดศิริวัฒนา ไม่ถึง 5 นาที หมดทั้งตลาด ระดับน้ำสูงถึง 50 ซ.ม. ได้รับความเสียเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ร้านค้าต่างใช้อิฐบล็อกกั้นน้ำต่อกันขึ้นมาถึง 4 ก้อน แต่น้ำก็ไหลซึมเข้ามาตามท่อทำให้กั้นไม่ทัน
เขื่อนกั้นพัง-เสียหายหนัก
ชาว บ้านในตลาดเปิดเผยว่า ตอนแรกเห็นน้ำล้นแนวกั้นกระสอบทรายไหลเข้าตลาดเล็กน้อย จากนั้นเขื่อนกั้นเริ่มพังทลายจนแตก ทำให้น้ำหลากเข้ามาในตลาดอย่างรวดเร็ว จนหลายคนแตกตื่นรีบออกมาดู และพยายามช่วยกันกั้นน้ำ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะน้ำทะลักเข้ามาเยอะมาก แต่ละคนต่างเอาตัวรอด หยิบข้าวของภายในร้านหนีขึ้นที่สูง และช่วยกันนำกระสอบทรายไปอุดน้ำ แต่ก็ต้านไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ บ้านเรือนประชาชน วัด โรงเรียน ในหลายพื้นที่ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกน้ำทะลักแนวเขื่อนเข้าท่วมหลายจุด เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องเร่งเสริมแนวกั้นเพิ่มอย่างอลหม่าน
ปทุมฯสั่งเสริมคันกั้นน้ำ
วัน เดียวกัน นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี พร้อมเจ้าหน้าที่กองช่างจาก อบจ.ปทุมธานี ออกสำรวจแนวคันดิน ป้องกันน้ำเอ่อล้นข้ามถนนบริเวณ ถ.ปทุมธานี-สามโคก ฝั่งพื้นที่ ต.บ้านงิ้ว, ต.บ้านปทุม, ต.เชียงรากน้อย, ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และนำรถแบ๊กโฮเร่งทำแนวคันกั้นน้ำแนวดินเสริมเพิ่มสูงกว่า 1 เมตร ริมถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดเส้นทางกว่า 10 กิโลเมตร ป้องกันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมเมืองเศรษฐกิจ หมู่บ้าน ใน อ.คลองหลวง และนิคมอุตสาห กรรมนวนคร เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้มีระดับเพิ่มสูง ขึ้นอีก 15 เซนติเมตร กระทั่งขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง ระดับแนวคันดินขณะนี้สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 30-50 เซนติเมตร ส่งผลทำให้น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน วัด โรงเรียน ตลาด สด ร้านค้าหลายแห่งปิดกิจการขาดรายได้ หลายคนเริ่มประสบปัญหากับโรคน้ำกัดเท้า, เท้าเปื่อย หลังต้องลุยน้ำท่วมมานานกว่า 2 อาทิตย์แล้ว
อ่านรายละเอียดทั้งหนดคลิ้ก ข่าวสด
กระทรวงต่างประเทศเขมรปัดข่าวทำเรื่องอภัยโทษ "วีระ-ราตรี"
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 14 ก.ย. เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา http://www.mfaic.gov.kh/mofa/ เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง “Statement of the Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation of Cambodia 14/9/2011” มีเนื้อหาโดยสรุปว่า จากการที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งของไทยรายงานวันเดียวกันนี้ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินการอภัยโทษให้นายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งรับโทษจำคุกข้อหาเป็นสายลับนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า คดีของคนไทยทั้งสองรายนี้จะต้องดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมายกัมพูชา และทั้งสองต้องได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 2 ใน 3 ก่อนจะได้รับการพิจารณาอภัยโทษ
ก่อนหน้านั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวกัมพูชาเตรียมปล่อยตัวนายวีระ และน.ส.ราตรี กลับประเทศ พร้อมคณะนายกฯ ที่จะเดินทางไปเยือนกัมพูชาในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ว่า เรื่องอำนาจการปล่อยตัวเป็นเรื่องของรัฐบาลกัมพูชา ตนเองในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็มีความห่วงใยคนไทยทุกคน จะไปหารือว่ามีแนวทางช่วยเหลือนายวีระ และน.ส.ราตรีอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งหรือประสานงานมาจากรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องการปล่อยตัวทั้ง 2 คนแต่อย่างใด
เมื่อถามว่าถ้าทั้ง 2 คนได้รับการปล่อยตัวจริง ๆ รู้สึกอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ก็ดีใจสิคะ เพราะดิฉันเองก็อยากจะทำหน้าที่ดูแลคนไทยทุกคน ก็จะทำหน้าที่ของเรา แต่ทั้งนี้ในรายละเอียดก็ต้องเป็นเรื่องของกัมพูชาที่จะตัดสินใจ”
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ทั้ง 2 คน จะกลับมาพร้อมกับคณะของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ก.ย.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ตนก็จะทำหน้าที่ตรงนั้นให้เต็มที่ เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาพูดพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีผลกระทบอะไรต่อการเดินทางไปครั้งนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนก็จะทำหน้าที่ของตนในส่วนที่เป็นรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกัน เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ทุกครั้งเวลาเดินทางไปต่างประเทศ มักจะถูกพาดพิงไปถึงชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เข้าไปอยู่ประเทศนั้นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ซึ่งปกติ พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางไปหลายประเทศอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดตรงนั้น การทำงานของเราๆ ก็ทำหน้าที่ในฐานะนายกฯ ที่จะเข้าไปคารวะผู้นำแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน
อ่านข่าวประกอบ : “พนิช”ยันวีระ-ราตรียื่นอภัยโทษแล้ว เผยวีระป่วยหนัก
"ปู"เฟซบุ๊กขอบคุณคนไทยบริจาคเงินช่วย-เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 44 จว.
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 15 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เขียนข้อความลงในเว็บเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาขอบคุณประชาชนที่ช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในงาน "รวมพลังไทย ช่วยภัยน้ำท่วม" เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งระดมเงินบริจาคได้ประมาณ 360 ล้านบาท มีเนื้อหาระบุว่า "ขอขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ เพื่อมารวมพลังบอกพี่น้องทั้ง 44 จังหวัด ว่าเรามีความรักห่วงใย เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและให้ทุกคนเข้มแข็งต่อสู้ต่อไปได้ ในนามรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วน ในการรวมพลังครั้งนี้"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/09/54 บางคนเสพติดด่า "ทักษิณ"
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
มีแต่หา..เรื่อง..ว่า..ด่าทักษิณ
จะเดิน-นอน นั่ง-กิน ถวิลหา
มีร้อยแปด สารพัด มันจัดมา
จ้องแต่คอย กุเรื่องด่า พวกบ้าบอ....
ประชาชน รู้แจ้ง แถลงไข
เหตุอันใด ทำน่าเบื่อ พวกเหลือขอ
แต่ละคน ต่างสำราก ปากปีจอ
ทำสอพลอ เย้ยหยัน ทุกวันคืน....
มันตั้งท่า แต่ไล่งับ จับทักษิณ
ทำพลิกลิ้น ดึงดัน มันสุดฝืน
คนที่รู้ คิดระยำ สุดกล้ำกลืน
กี่วันคืน ก็โหยหวน ชวนเวทนา....
ร้อยปัญหา ปากท้อง ต้องแก้ไข
พวกจัญไร กลับร้องร่ำ คำโหยหา
จับทักษิณ ท่องอยู่ได้ ไม่ลืมตา
เหมือนคนบ้า คร่ำครวญ กวนส้นตีน....
อีกปัญหา น้ำท่วม อ่วมไปทั่ว
ยังคิดมั่ว หลุกหลิก พูดพลิกลิ้น
สมพรรคนี้ อัปรีย์มาก กากแผ่นดิน
ศรัทธาสิ้น เพราะคิดชั่ว ดั่งตัวมาร....
๓ บลา / ๑๕ ก.ย.๕๔
การ์ตูนเซียสี ที่ท่านไม่เคยเห็นในไทยรัฐ ๑๔ ก.ย.๕๔
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เข้ามาเชียร์..ปราบผู้ค้า..ยาเสพติด
คืนชีวิต..สดใส..ให้ลูกหลาน
อย่าไปสน..พวกต่ำช้า..วิชามาร
ต้องยืนกราน..ปราบ-ไล่..ให้ล้างบาง....
เข้ามาเชียร์..ป๋าเหลิม..เพิ่มความโหด
ปราบคนโฉด..อย่าลดละ..เพื่อสะสาง
คืนความสุข..สวัสดี..ที่เลือนลาง
แล้วส่องทาง..สว่างไสว..ทั่วไทยแลนด์....
เข้ามาเชียร์..เจ้าหน้าที่..มีมุ่งมั่น
ร่วมผลักดัน..ผ่านความยาก..ลำบากแสน
เป็นความหวัง..ทั่วถิ่น..ทุกดินแดน
ให้เนืองแน่น..ด้วยคนดี..มีคุณธรรม....
เข้ามาเชียร์..รัฐบาล..ช่วยสานฝัน
อย่าหวาดหวั่น..จงร่วมใจ..ไล่ขย้ำ
พวกค้ายา..พวกจัญไร..พวกใจดำ
อย่ามัวขำ..ทำมารยา..บ้าน้ำลาย.....
สร้างสรรค์งานสีโดย คุณพลูโต ประชาทอล์ค
๓ บลา / บ่าย ๑๔ ก.ย.๕๔
ศีลธรรมเสรีชน ภายใต้ศีลธรรมประจบ (?)
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ผมได้รับสำเนาหนังสือจากสถาบันพระปกเกล้าเชิญนิสิตนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี โท เอก) นักวิชาการ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาให้ส่งบทความทางวิชาการเข้าประกวดชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 70,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา หัวข้อที่กำหนดมาคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล”
เปิดตัวเว็บข่าวไทยพับลิก้าเจาะลึกความโปร่งใสภาครัฐ-เอกชน
ที่มา ประชาไท
วันนี้ (14 ก.ย.54) เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ห้องประชุม 1011 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า และอดีตบรรณาธิการบริหาร นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เล่าถึงที่มาของเว็บซึ่งจะเน้นการทำข่าวเชิงลึกที่ขาดไปในสื่อกระแสหลัก ปัจจุบันว่า ได้แรงบันดาลใจจากเว็บ propublica.org เว็บข่าวเจาะในอเมริกา ซึ่งสฤณี อาชวานันทกุล คอลัมนิสต์ของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจมาขายไอเดีย โดยไทยพับลิก้า มีธีมหลักในการนำเสนอ 3 ธีม ได้แก่ ความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชนและความยั่งยืน
หน้าเว็บไซต์เนื้อหาหลักเบื้องต้นจะมี 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1.ข่าว ทั้งที่เป็นข่าวเจาะ และข่าวทั่วไป 2.คอลัมน์ 3.ฐานข้อมูลและอินโฟกราฟฟิค ซึ่งใช้ลักษณะพิเศษของเว็บไซต์ช่วยในการสื่อสารให้คนเข้าใจข้อมูลอย่างรวด เร็ว 4.Who’s Who ดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูล ไฮไลท์ให้เห็นตัวละครที่น่าสนใจในเมืองไทย 5.บล็อกของนักข่าว เป็นพื้นที่ให้บรรณาธิการและนักข่าวได้พูดคุยกับผู้อ่าน และท้ายข่าวทุกข่าว ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นหรือพูดคุยได้
สำหรับแหล่งรายได้นั้น เบื้องต้นได้เงินทุนให้เปล่าจากผู้สนับสนุน หลังจากนั้น คาดว่าจะมีรายได้จากการขายข้อมูลให้สื่อหลัก รับสปอนเซอร์ โฆษณา และรับเงินบริจาค
จากนั้น เป็นการเสวนาในหัวข้อ “สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย” บรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ตั้งข้อสังเกตถึงการที่สื่อไทยถูกวิจารณ์ว่าไม่เจาะลึกปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำและการที่ประเทศไม่พัฒนาว่า เกิดจากการที่สื่อหลัก อยู่ได้ด้วยทรัพยากรและการลงโฆษณาของหน่วยงานรัฐ ทำให้การกลับไปวิจารณ์ผู้ให้การสนับสนุนเป็นเรื่องลำบาก นอกจากนี้ ในด้านคุณภาพและต้นทุนของสื่อ มองว่า เนื่องจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยให้สัมภาษณ์ทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส ทำให้สื่อต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการติดตามทำข่าว โดยเวลาที่ใช้มากที่สุดคือการรอ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน้อย ขณะที่ต้นทุนสูง ส่งผลถึงการจ่ายเงินที่ได้น้อยตาม และเมื่อจ่ายน้อย ก็ยากจะพัฒนาคุณภาพ
บรรยง มองว่า การที่สื่อจะอยู่รอดนั้น นอกจากการที่ภาคธุรกิจที่ลงโฆษณาต้องไม่แทรกแซงกองบรรณาธิการแล้ว สื่อเองก็ต้องลดต้นทุนลงด้วย โดยชี้ว่า ขณะที่สำนักข่าวในไทยบางแห่ง มีนักข่าวตามนายกฯ 6 คน สำนักข่าววอชิงตันโพสต์มีนักข่าวทำข่าวประธานาธิบดีคิดเป็น 1/5 คน เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพูดสัปดาห์ละครั้ง และบอกล่วงหน้าทุกครั้ง ซึ่งหากสื่อไทยลดตรงนี้ได้ ก็จะมีเวลาทำข่าวเชิงคุณภาพ
ทั้งนี้ บรรยง กล่าวด้วยว่า สื่อมีส่วนอย่างมากในการต้านคอร์รัปชั่น เนื่องจากสื่อมีอิทธิพลสูงมากในการชี้นำความคิดของสังคม เขามองว่า สื่อเท่านั้นที่จะเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนต่อการคอร์รัปชั่นได้ นอกจากนี้ สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก ติดตามรายงานข่าว สอดส่องไม่ให้ทรัพยากรสาธารณะถูกปล้นชิงไปด้วย
ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า กล่าวว่า ขณะที่สื่อมีปัญหาด้านคุณภาพ และเราก็เข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ที่อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ เป็นสังคมของคนทุกคน หรือที่หลายคนบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจสื่อไทย ตั้งคำถามว่าสื่อไทยได้ปรับตัว หรือใช้ประโยชน์กับมันมากแค่ไหน ทั้งนี้ ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็ว ซึ่งทักษะของนักข่าวในการแยกแยะ ประติดประต่อ ประมวลวิเคราะห์ข้อมูลมานำเสนอเป็นที่ต้องการ แต่กลับยังไม่เห็นการทำหน้าที่นี้เท่าที่ควร
อ่านเพิ่มเติมที่
สัมภาษณ์สื่อน้องใหม่ ThaiPublica.org : “ไทยพับลิก้า กล้าพูดความจริง”








