WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 18, 2011

รอยเตอร์ยินดี หลังดีเอสไอรับ "ช่างภาพญี่ปุ่น" อาจเสียชีวิตเพราะ จนท. พร้อมจี้รื้อคดี

ที่มา ประชาไท

17 ก.ย. 54 - มติชนออนไลน์รายงาน ว่าสำนักข่าวเอเอฟพีเผยพร่ข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ของไทย ระบุว่า ทหารอาจจะมีส่วนร่วมในการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์และพลเรือนอีก 12 คนในระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้วและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สอบสวนคดีใหม่

เอเอฟพีระบุว่า นับเป็นการเปลี่ยนจุดยืนอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ดีเอสไอระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีผู้เสีย ชีวิต

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ดีเอสไอเชื่อว่าการเสียชีวิตหลายกรณีเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่ ดังนั้น จึงเชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น

ขณะที่รอยเตอร์ออกมาแสดงความยินดี โดยนายสตีเฟ่น อ๊าดเลอร์ บรรณาธิการข่าวของรอยเตอร์ระบุไว้ในแถลงการณ์ว่า ครอบครัวของมูราโมโตะและเพื่อนร่วมงานของเขาที่รอยเตอร์มีสิทธิอันสมควรที่ จะได้รู้ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและใครที่อยู่เบื้องหลัง

‘ภาคประชาสังคมอาเซียน’ สุดเข้มแชมป์รายงานสถานการณ์สิทธิ์ UN

ที่มา ประชาไท


ฟ้องยูเอ็น – สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้
เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นไปร้องเรียนต่อสหประชาติ

องค์กรภาคประชาสังคม 10 ประเทศสมาชิก ASEAN เขียนรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review – UPR) ส่งข้าหลวงใหญ่ในนามของผู้มีส่วนได้เสีย หรือ Stake holders กว่า 150 องค์กร ถือเป็นกลุ่มประเทศที่ภาคประชาสังคมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมากกลุ่มหนึ่ง ของโลก

ข้อมูลถูกเปิดเผยในงานรายการเสวนา provisional program of work Universal periodic Review Reports: Process, Coorperation and implementation จัดโดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 ห้องประชุมจุมภฎ พันธุ์ทิพย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

ประเทศที่ภาคประชาสังคมส่งรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนมากที่สุดใน ภูมิภาคอาเซียนคือ ประเทศฟิลิปปินส์ 31 องค์กร และประเทศไทย 27 องค์กร ส่วนประเทศพม่าที่มีข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศมากในภูมิภาค มีรายงานส่งไปกว่า 24 องค์กร

ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ เผยว่า ASEAN มีความพร้อมในการติดตามการทำงานของรัฐบาล ให้ทำตามกติกาที่รับมอบหมายจากสำนักข้าหลวงใหญ่ สหประชาชาติ ภาคประชาสังคมต้องร่วมตรวจสอบให้การทำงานประเด็นสิทธิมนุษยชนในพื้นที่มี ความจริงจังมากขึ้น

Mr. Jong Gil Woo ตัวแทนจาก the Office of the United Nations high Commissioner for Rights (OHCHR) กล่าวต่อที่ประชุมว่า หลังจากมีการทบทวนรายงานในเจนีวาแล้ว ในเดือนตุลาคม 2554 อาจจะต้องพูดคุยถึงการผลักดันให้มีการปฏิบัติ ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักข้าหลวงใหญ่ สหประชาชาติ เมื่อปี 2553 ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ได้เดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประเทศไทยจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญมีเวลาน้อย จึงไม่สามารถเดินทางไปรับฟังข้อร้องเรียนได้ครบทุกประเด็น

“สิ่งที่ทางองค์กรภาคประชาสังคมสามารถทำได้คือ พยายามเตรียมเอกสารและข้อมูลให้รอบด้านมากที่สุด” Mr. Jong Gil Woo กล่าว

นางชลิดา ทาเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ในฐานะประธานการจัดงานเสวนา เสนอต่อที่ประชุมว่า กระบวนการเขียนรายงานยูพีอาร์ของประเทศไทยเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นกลไกใหม่ที่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก ในระหว่างการร่างรายงานต้องมีการรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาใช้ประกอบในเนื้อหาของรายงาน รวมทั้งต้องติดตามให้ผู้เกี่ยวข้องอ่านเนื้อหาอย่างจริงจัง

“สำหรับรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต้องมีการสมดุลพื้นที่ในรายงานด้วย เมื่อเนื้อหาในรายงานมีการเสนอสถานการณ์การละเมิดที่เกิดขึ้นจริง ในการขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชน ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในฐานะสมาชิกสหประชาติ ทั้งนี้ประเทศไทยจะถูกประเมินจากสหประชาชาติ ในวันที่ 5 ตุลาคม 2554” นางชลิดา กล่าว

คนทำงาน: “ค่าแรง 300 บาท”

ที่มา ประชาไท

ในทางการเมืองตามครรลองระบอบประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย นั้น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของไทยรักไทยสามารถนำแรงงานนอกระบบประกันสังคมมาเป็นฐานเสียง ที่เข้มแข็งได้ในอดีต นโยบายค่าแรง 300 บาทก็คือก้าวต่อไปในการสร้างความนิยมให้กับผู้ใช้แรงงานของพรรคเพื่อไทย แต่มันอาจจะยังต้องใช้เวลา วันนี้ลองมาประมวลมุมมองความจำเป็นของการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ …

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยค่าจ้างลูกจ้างไทยไม่พอยาไส้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยของผู้มีงานทำในประเทศไทยที่มีอาชีพลูกจ้าง และพนักงาน ทั้งของรัฐบาลและเอกชนล่าสุด เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ที่มีงานทำที่เป็นลูกจ้างทั้งสิ้น 17,310,300 คน แบ่งเป็นลูกจ้างในภาครัฐบาล 3,560,000 คน และเป็นลูกจ้างในภาคเอกชน 13,750,300 คน พบว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างล่าสุด ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาพบว่า ลูกจ้างไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 9,775.1 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้หากแยกเป็นผู้มีงานทำที่เป็นลูกจ้างในภาคเกษตรกรรมพบว่า มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนเพียง 4,900.3 บาท ขณะที่ผู้ที่มีงานทำในภาคนอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งหมายรวมถึงภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคบริการ มีรายได้เฉลี่ย 10,501.5 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกจ้างในภาคการเกษตร

อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน (พ.ศ. 2553) ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างโดยรวมปรับตัวดีขึ้น โดยสำหรับค่าจ้างแรงงานโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้น 5% ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปรับเพิ่มขึ้น 11% ค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง การค้า และการบริการ ปรับเพิ่มขึ้น 5.6%

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในขณะนี้รายได้ของลูกจ้างยังต่ำ จึงควรจะได้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นการสร้างปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรจะขึ้นค่าจ้างแรงงานอย่างเดียว แต่ควรจะที่เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพในการผลิต และทักษะแรงงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ค่าจ้างแรงงานใหม่ เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นด้วย

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น โดยตั้งแต่ ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน พบว่า อัตราการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหักเงินเฟ้อแล้ว ยังไม่ฟื้นตัว หรือมีระดับต่ำกว่าในช่วงปี 2540 หมาย ความว่า ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และเท่าที่มีการประเมินค่าจ้างที่ขึ้น หักเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา ค่าจ้างแรงงานยังมีช่องว่างสามารถให้ปรับขึ้นได้ 10% แต่หากปรับขึ้นครั้งเดียว 300 บาท หรือประมาณ 40% อาจ จะส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน นอกจากนี้เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงแล้วก็ควร เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมที่ส่งผลดีต่ออนาคตประเทศควบคู่ไปด้วย

ทีดีอาร์ไอ สนองนโยบายหนุนปรับค่าแรงดันทฤษฎี 3 สูงแก้ปัญหายากจน

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานเสวนาพิเศษ “การปรับตัวของภาคธุรกิจในยุครัฐบาลชุดใหม่” ที่ จัดโดย ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ซีพี ออลล์ ว่า ทีดีอาร์ไอเห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา แรงงานไทยถูกกดค่าแรงให้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประเทศไทย (จีดีพี) เห็นได้จาก ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้น 2.84% ต่อปี แต่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น 3.25% ต่อ ปี แต่ทั้งนี้รัฐบาลควรจะมีวิธีการคำนวณหาค่าแรงที่สูงขึ้นอย่างเหมาะสมที่สุด และต้องปรับขึ้นให้ชดเชยกับค่าแรงงานที่ถูกกดให้ต่ำมาตลอด รวมทั้งต้องมีแผนรับมือช่วยเหลือเอกชนและเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ มั่นใจว่า การปรับขึ้นค่าแรง จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้สูงขึ้น

สำหรับแนวทางที่ต้องการเสนอให้ภาครัฐ พิจารณาคือ การใช้ทฤษฎี 3 สูง คือ ปรับเพิ่มค่าแรงให้สูงขึ้น ปรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับค่าแรงที่สูงขึ้น และปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับค่าแรง ซึ่งหากรัฐบาลใช้ทฤษฎี 3 สูง พร้อมกันแล้ว เชื่อว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างของประเทศใหม่ และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสุดของประเทศไทย ที่แรงงานของประเทศจะมีประสิทธิภาพการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น และทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศด้อยพัฒนาในที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 176.20 บาทต่อวัน หากปรับเป็นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นวันละ 123.80 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 70% โดยแรงงงานที่ได้รับผลดีจากมาตรการนี้มีจำนวน 4.281 ล้านคนทั่วประเทศ และภาคเอกชนทั่วประเทศต้องจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้นวันละ 530 ล้านบาท หรือใช้เพิ่มขึ้นปีละ 165,360 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ภาคครัวเรือนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 21,981 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 4.72%

นักวิชาการแนะปรับค่าจ้าง อย่าลืมหนุนตั้งสหภาพแรงงาน

ศาสตรา ภิชานแล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นโยบายด้านแรงงานที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ควรเริ่มดำเนินการทันที คือการทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ในเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 ต่อวันทั่วประเทศ และการปรับเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท แรงงานทั่วประเทศต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทำได้หรือไม่ ซึ่งหากทำให้เป็นรูปธรรมได้ แรงงานก็จะให้การยอมรับรัฐบาลชุดนี้

ศาสตรา ภิชานแล กล่าวอีกว่าสิ่งที่อยากให้ รมว.แรงงาน ช่วยผลักดันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานมากที่สุดก็คือ การปรับค่าจ้างของแรงงานให้เหมาะสม และมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยไม่ต้องทำโอที และกู้เงินมาใช้จ่าย จะได้ไม่ต้องเบียดเบียนเวลาที่อยู่กับครอบครัว จนสร้างปัญหาครอบครัวแตกแยก ซึ่งปัจจุบันต้นทุนค่าจ้างอยู่ที่ร้อยละ 10 โดยสินค้าราคา 100 บาท เป็นต้นทุนค่าจ้าง 10 บาท อยากให้ต้นทุนค่าจ้างเพิ่มเป็นร้อยละ 15-20 และแรงงานที่ทำอยู่เดิมซึ่งได้ค่าจ้างมากกว่า 300 บาท ต่อวันไปแล้วได้ขยับขึ้นค่าจ้างเป็นขั้น ๆ ไป อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยหากจะนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยส่วนต่างต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่ม ขึ้นให้แก่นายจ้าง เพราะอยากให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งนายจ้างต้องรู้จักเฉือนเนื้อตัวเองและเสียสละรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง

ศาสตราภิชานแล กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากเรื่องค่าจ้าง อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ให้การรับรองเรื่องอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และ 98 เร่ง พัฒนาฝีมือแรงงานให้สอดรับการปรับขึ้นค่าจ้างและยกระดับสำนักงานประกันสังคม (สปส.)ให้เป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่ให้ปลัดกระทรวงแรงงานหรือ รมว.แรงงาน เป็นประธานบอร์ด สปส. และสนับสนุนแรงงานนอกระบบสู่ประกันสังคม ทั้งนี้ รมว.แรงงาน แทบไม่ต้องคิดทำอะไรใหม่ เพราะมีโจทย์ที่ฝ่ายแรงงานได้ชี้เป้าเอาไว้ให้หลายปีแล้ว แค่ทำงานไปตามโจทย์เหล่านี้ จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้นได้มาก

มองต่างมุม: 2 มหาอำนาจสินค้าอุปโภคบริโภค “ซีพี vs สหพัตน์”



เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)


เครือสหพัฒนพิบูล


CP หนุนค่าแรง 300 ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธานคณะกรรมการบริหารการเงินและกรรมการการลงทุน เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ การพัฒนาภาคการเกษตร ด้านชลประทาน ลอจิสติกส์ และการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 และดึงดูดการลงทุนจากนอกกลุ่มประเทศอาเซียนเข้ามาลงทุนในไทย ในฐานะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ (Regional Headquarter)

พร้อมทั้งกระตุ้นภาคเอกชนเร่งการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการผลิต โดยใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อจูงใจ รวมทั้งส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาและงานพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย ซึ่งหลังเกิดวิกฤตปี 2540 การลงทุนของไทยมีอัตราต่ำมากจากเดิม 41.8% ของจีดีพี เหลือเพียง 25.9% จีดีพี

ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่ำมากเมื่อเทียบเกาหลีใต้ ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจเช่นเดียวกับไทยแต่ฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยจีดีพีของไทยเฉลี่ยก่อนปี 2540 อยู่ที่ 9.2% แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9%

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า รัฐควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการโดยสร้างตลาดในประเทศ(Domestic Demand) เพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้ไทยมีการปรับเปลี่ยนตลาดส่งออกจากเดิมที่เน้นตลาดส่งออกในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 60% มูลค่าการส่งออกทั้งหมดลงมากึ่งหนึ่ง แล้เวหันมาเน้นในตลาดอาเซียนและจีนเพิ่มมากขึ้น โดยเห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน เพื่อให้มีรายได้เหมาะสมกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540-2553 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเพียง 1.31 เท่า น้อยกว่าดัชนีราคาสินค้าและเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นไป 1.42 เท่า และอัตราเฉลี่ยของรายได้ประชาชาติที่ปรับขึ้นไป 1.92 เท่า ทำให้แรงงานไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำนี้ยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ด้วย ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ดังนั้น ภาครัฐควรมีมาตรการต่างๆเข้ามาบรรเทาผลกระทบนี้โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลาง และย่อม (SME) อาทิ การลดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งจัดตั้งกองทุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการSME เพื่อดูแลรายย่อยให้มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องคำนึงว่าเงินทุนต่างชาติหดหาย เราต้องกล้าเผชิญความจริง เน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมีฝีมือมากกว่าแรงงานราคาถูก

“ประเทศไทยมีจุดอ่อนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนลอจิสติกส์ระบบที่สูงถึง 17%จีดีพี ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่ต่ำเพียง 0.25% ของจีดีพี และภาคการเกษตรหดตัวลงในช่วง 30ปีจากเดิม 20%ของจีดีพี เหลือเพียง 8% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการเกษตรใช้แรงงานถึง 16.95 ล้านคน หรือคิดเป็น 43% ของแรงงานทั้งหมด บ่งชี้ว่าประสิทธิภาพภาคการเกษตรต่ำ ซึ่งไม่สายเกินไปที่จะเน้นการเกษตรให้กับมาเป็นเสาหลักของประเทศอีกครั้ง”[1]


บอสใหญ่สหพัฒน์ บอกขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็นไปไม่ได้ เตือนระบบจะพัง นักลงทุนหนีหาย

"บุญชัย โชควัฒนา" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ แสดงทรรศนะถึงนโยบายดังกล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะไม่ให้มีการเอาเปรียบ ผู้บริโภคด้วยการค้ากำไรเกินควร แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันโครงสร้างราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับที่ไม่ได้สูงเกินจริง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดก็มีความรุนแรงอยู่แล้ว จึงเป็นการยากที่ผู้ประกอบการจะฉวยโอกาสการขึ้นราคา หรือเอาเปรียบผู้บริโภคได้

"คงไม่มีใครกล้าที่จะทำแบบนั้น แม้แต่ค่ายใหญ่ยูนิลีเวอร์ ยังต้องลดราคาลงมา"

บิ๊กบอสสหพัฒนพิบูลย้ำว่า ไม่มีนโยบายเช่นนั้นแน่นอน ยืนยันเสมอว่าจะขึ้นราคาเป็นรายสุดท้าย

"สินค้าที่รัฐบาลควรเข้าไปตรวจสอบ ควรจะเป็นสินค้าที่ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาด ที่สามารถขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคู่แข่ง สินค้าจำเป็น ประเภทอาหารสด ยกตัวอย่างไก่ ไข่ หมู หรือปุ๋ย ฯลฯ ซึ่งธรรมชาติของสินค้าอุปโภคจะไม่เป็นอย่างนั้น"

เขายังได้เสนอว่า หากจะแก้ปัญหานี้ ควรแก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้สินค้ามีราคาแพง นั่นคือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เป็นต้นทุนสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภค ปัญหาส่วนใหญ่มาจากการเก็งกำไรในตลาดโลก อาทิ ราคาน้ำมัน หรือกรณีของแป้งสาลีที่พุ่งขึ้นสูงมากในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นตัวกลางในการจัดซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ให้กับภาคเอกชน เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการเก็งกำไรวัตถุดิบ

ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ประธานสหพัฒน์ว่า เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้เลย รัฐไม่ควรดำเนินนโยบายเช่นนี้ หากทำจริง จะเป็นเรื่องที่เสียหายมาก ระบบจะพัง นักลงทุนจะหนีหายหมด เหมือนกับกรณีที่นักลงทุนจีนหนีมาลงทุนในตลาดไทย เพราะประเทศจีนมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ[2]

ใครรับลูก

ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่นขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน สนองนโยบายเพื่อไทย

10 ก.ค. 54 - ที่ห้องประชุมของบริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น นายประสม ประคุณสุขใจ อดีต ส.ส.ขอนแก่น 3 สมัย ในฐานะประธานกรรมการบริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือ แถลงข่าว ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ให้แก่พนักงานของบริษัท และบริษัทฯในเครือ 8 บริษัท โดยเป็นพนักงานในกลุ่มแม่บ้าน รปภ. และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และปรับค่าแรงให้แก่พนักงานทุกแผนก ทุกคน ขึ้นจากฐานเงินเดือนเดิม โดยเริ่มต้นปรับคนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งบริษัทฯต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10 –12 ล้านบาท สนองนโยบายรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี

นายประสมกล่าวด้วยว่า โดยบริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือ ได้เรียกประชุมกรรมการบริษัทฯเป็นการด่วนในเช้า วันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติตัดสินใจขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกตำแหน่งงาน ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท และปรับค่าแรงให้แก่พนักงานเก่าทุกแผนกทุกคน ขึ้นจากฐานเงินเดือนเดิม โดยเริ่มต้นปรับคนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทขึ้นไป

“เมื่อพี่น้องประชาชนจะมีฐานะดี มีเงินจับจ่าย มีเงินเก็บ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมากในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน และที่แน่นอนที่สุดบริษัทฯจะมียอดเพิ่มขึ้น และจะเป็นอื่นไปไม่ได้ที่ผลกระทบเหล่านั้น จะไม่ทำให้บริษัทฯมีกำไรมากขึ้นตามยอดขาย ลดภาษีเงินได้ลดเหลือเพียง 23 % ในปี 2555 และลดภาษีเงินได้ลงเหลือเพียง 20 % ในปี 2556 กำไรก็ได้เพิ่มมากขึ้น ภาษีเงินได้ก็จ่ายน้อยลง เพียงเท่านี้ก็มีความมั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่นใจ ว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท / วัน ของพนักงานในบริษัทฯ ทางบริษัทฯต้องมีกำไรเพิ่มมากขึ้น มีเงินจ่ายเพิ่มให้พนักงานทุกคนได้มีความสุข และทำให้มีขวัญกำลังใจทำงานเพิ่มขึ้น จึงได้มีมติสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ทันที โดยขึ้นป้ายทุกบริษัทฯ ในเครือ พร้อมกับประกาศให้ประชาชนทั่วไปให้รู้ทั่วกัน ว่า บริษัทฯในเครือของตนสนองนโยบายรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำทุกตำแหน่งงาน 300 บาท / วัน และมีผลทันทีในวันที่ 4 ก.ค. 25554 เป็นต้นไป” นายประสมกล่าว

7-11 หนุนนโยบายรัฐปรับค่าแรง 300

4 ส.ค. 54 - นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนาพิเศษ การปรับตัวของภาคธุรกิจในยุครัฐบาลใหม่ว่า ซีพีออลล์พร้อมปฏิบัติตามนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน ของรัฐบาลถึงแม้ว่านโยบายดังกล่าว จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่ก็พร้อมปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพราะการปรับขึ้นค่าแรง ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับลูกจ้าง ขณะเดียวกัน ซีพีออลล์ มีความพร้อมที่จะรับแรงงานปริญญาตรีจบใหม่ 10,000 อัตรา เข้าทำงานในทันที นอกจากนี้ ยังฝากให้รัฐบาลชุดใหม่ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาคบริการ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การออกกฎหมายควบคุมธุรกิจค้าปลีก ขณะเดียวกัน ต้องลดแรงงานภาคเกษตรลง

เด็กปั๊มบางจากเฮ! ขึ้นค่า​แรง​เด็กปั๊ม​เป็น 300 บ. ต้นปี 2555

25 ส.ค. 54 - นายอนุสรณ์ ​แสงนิ่มนวล กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บมจ.บางจากปิ​โตร​เลียม (BCP) กล่าวว่า ​ในปี 55 บริษัท​เตรียมปรับ​เพิ่มค่า​แรวขั้นต่ำ​ให้กับ​เด็กปั๊ม​เป็น 300 บาท/วัน จากขณะนี้อยู่ที่ 250 บาท/วัน มองทิศทางธุรกิจจำหน่ายน้ำมันค่า​แรงงานถือว่ามี​ความสำคัญ ​และพร้อมตอบสนองน​โยบายรัฐบาล ​ซึ่ง​การปรับค่า​แรงจะดำ​เนิน​การควบคู่​ไปกับประสิทธิภาพ​การ​ทำงาน ​เพราะจะ​ทำ​ให้ต้นทุนของบริษัท​เพิ่มขึ้น 0.07 บาท/ลิตร ส่วนหนึ่งบริษัทอาจ​แบกรับต้นทุน​เอง​และอีกส่วนหนึ่งผลัก​เข้า​ไปที่ราคา น้ำมัน นอกจากนี้บริษัท ยังพร้อม​ให้​ความร่วมมือ​โครง ​การบัตร​เครดิตพลังงาน​และบัตร​เครดิตชาวนา ​ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสถานีบริ​การน้ำมันที่ร่วมมือกับสหกรณ์ของ​เกษตรกร หลาย​แห่งอยู่​แล้ว ​เพื่อ​เพิ่ม​ความสะดวก​ใน​การ​เติมน้ำมันของ​เกษตรกร ​และสถานีบริ​การน้ำมันทั่ว​ไปของบางจาก​ก็รับบัตร​เครดิตต่าง ๆ อยู่​แล้ว

ปตท.ปรับค่าแรง 300 บาทเริ่มต้นปี 55 รายจ่ายเพิ่ม 500 ล้าน

1 ก.ย. 54 - นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. มีนโยบายที่จะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจำนวนวันละ 300 บาทในกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน (Contract Out) ที่มีสัญญาจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยตรง ตามนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของภาระต้นทุนที่สูงขึ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีนั้น ปตท. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้เอง ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 โดยจะดำเนินการในเมืองหลักก่อน เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และภูเก็ต และจะทยอยดำเนินการในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

ส่วนกรณีลูกจ้าง ที่ปฏิบัติงานในสถานีบริการน้ำมัน ของ ปตท. ที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ ปตท. ก็มีนโยบายที่จะสนับสนุนให้เจ้าของกิจการ ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวในต้นปี 2555 เช่นกัน ทั้งนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการเป็นไปตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้ต่อไป โดยปตท.หวังว่านโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะช่วยให้ ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานอันนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการทำ งานที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

เผย พนง.ขสมก.ได้ปรับขึ้นค่าแรง 300 บ.

8 ก.ย. 54 - พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลัง การประชุมมอบหมายงานกับทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. โดยเน้นย้ำในส่วนของนโยบายค่าแรง 300 บาท ว่า พนักงานของ ขสมก.ได้ปรับตามมาตรการดังกล่าวเหลือเพียง 2 ราย ที่จะมีการปรับให้ต่อไป และสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เงินเดือน 15,000 บาทนั้น พนักงานของ ขสมก. ได้ในอัตราที่สูงกว่าอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรถยนต์โดยสารประจำทางนั้น ขณะนี้ทาง ขสมก. มีรถให้บริการ 3,500 คัน เป็นรถที่หมดอายุการใช้งาน 2,800 คัน และรถเสีย 700 คัน ซึ่งจะหามาตรการในการแก้ไขต่อไป

……………………

เรียบเรียงจาก: สำนัก ข่าวไอเอ็นเอ็น, กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าวอินโฟเควสท์, แนวหน้า, ข่าวสด, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, มติชนออนไลน์, ไทยรัฐ, สำนักข่าวไทย, เดลินิวส์



[1] ของแพง CP หนุนค่าแรง 300 ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25 ก.ค. 2554)

[2] บอสใหญ่สหพัฒน์ บอกขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็นไปไม่ได้ เตือนระบบจะพัง นักลงทุนหนีหาย (มติชนออนไลน์, 10 ก.ค. 2554)

ปลุกพลังเครือข่ายชุมชน เคลื่อนเชิงนโยบายแก้ปัญหาปักษ์ใต้

ที่มา ประชาไท

ฟังภาคประชาชนใต้พูดเรื่อง “นโยบายองค์กรภาคีเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” จากงาน “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้”

ไมตรี จงไกรจักร

ปรีดา คงแป้น

มณเฑียร ธรรมวัติ

ผ่านไปแล้วอย่างคึกคัก สำหรับงานสัมมนาในโครงการประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of the Voiceless: from the southernmost People in Thailand) ที่จัดโดยโครงการจัดตั้งศูนย์อิสลามศึกษาเพื่อการบูรณาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ ระหว่างวันที่ 12–14 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

หนึ่งในหลากหลายประเด็นปัญหาที่มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาคือ “นโยบายองค์กรภาคีเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้”

หัวข้อนี้มีนักปฏิบัติการทางสังคมเรียงหน้าขึ้นมานำเสนอกันอย่างคึกคัก ไล่มาตั้งแต่ไมตรี จงไกรจักร จากเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปและการเมือง (คปสม.) ปรีดา คงแป้น จากมูลนิธิชุมชนไทย นิธิมา บินตำมะหงง จากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูแลพัฒนาเกษตรกร มณเฑียร ธรรมวัติ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง มีนักวิชาการร่วมแจมอยู่หนึ่งคนคือ ผศ.จำนงค์ แรกพินิจ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ

เนื้อหาที่พูดกันในหัวข้อนี้คือ ประเด็นการผลักดันในเชิงนโยบายและการขับเคลื่อน

ไมตรี จงไกรจักร บอกว่า วันนี้ของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปและการเมือง เป็นเพียงการเริ่มต้นในการผลักดันบางเรื่องสู่สาธารณะ เนื่องเพราะจะผลักดันนโยบายได้ ก็ต้องทำให้สาธารณะเข้าใจก่อน ในเชิงของการขับเคลื่อน ทำอย่างไรให้ทุกองค์กรขับเคลื่อนไปพร้อมกันเพราะทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาของทุกคน

สำหรับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไมตรี จงไกรจักร มองว่า ควรจะเป็นปัญหาระหว่างคนภาคใต้ทั้งภาคกับรัฐบาล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาเฉพาะของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะในข้อเท็จจริง ต้องยอมรับว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาของคนไทยทั้งหมด

“ทุกๆ เครือข่ายจะต้องมีกองทุนเป็นของตนเอง เพื่อจะให้งานของแต่ละเครือข่ายขับเคลื่อนไปได้ เครือข่ายต่างๆ จะต้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อที่จะร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำอย่างไรให้สันติสุขกลับคืนมาให้ได้”

เป็นทัศนะของปรีดา คงแป้น ในวันนั้น

ขณะที่มณเฑียร ธรรมวัติ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง มองว่าการนำเสนอประเด็นเขตปกครองพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างที่มีอยู่เดิมใช้ไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ของชุมชนจะต้องออกมาร่วมกันขับเคลื่อน สำหรับจังหวะของการขับเคลื่อน สื่อมีความสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับรัฐ เพราะฉะนั้นการนำเสนอประเด็นปัญหาของตนเองผ่านสื่อ เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

“รัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศจะให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่เขต ปกครองพิเศษ จะต้องเป็นเขตปกครองพิเศษที่มาจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เขตปกครองพิเศษแบบเอาทหารเป็นจำนวนมาก เข้ามาอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่เป็นภาระที่คนภาคใต้ต้องร่วมกันขับเคลื่อนให้รัฐบาลรับรู้” มณฑียร ธรรมวัติ กล่าว

ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ มณเฑียร ธรรมวัติ ยืนยันด้วยความมั่นใจว่า คนภาคใต้ไม่ต้องการโครงการพัฒนาที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนภาคใต้ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่ยั่งยืน

นี่คือ บทสนทนาภายใต้หัวข้อ “นโยบายองค์กรภาคีเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้”

คนเน็ตเม้งกทม. โครงการ CCTV 10000 ตัว มีแต่ฝาครอบ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กันยายน 2554

รายงานจากเว็บไซต์พัน ทิป ห้องรัชดา โดยคุณ 50 first date เปิดเผยว่าโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 10000 ตัว ของผู้ว่าฯกทม. อาจเป็นโครงการเข้าข่ายหลอกลวงคนกรุงเทพฯ โดยจขกท.ตั้งหัวข้อว่า "เกิดอะไรขึ้นกับกล้องวงจรปิดของ กทม.ครับ"

"วัน ก่อนเดินขึ้นสะพานลอยเห็นกล้องวงจรปิดตั้งสี่ตัวก็รู้สึกอุ่นใจมากเลย แต่พอสังเกตดีๆ ดูมันแปลกๆ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ อ้าวมีแต่กล่องนี่นา นึกว่ามีใครขโมยไป พอไปดูอีกหลายๆ แห่งก็ไม่มีกล้องเหมือนกัน แล้วอย่างนี้จะดูแลกันยังไงครับ"






"อันนี้สนิมกินแล้ว ถ้ารอกล้องมาอย่างคุณ dayong ว่า สงสัยกล่องมันจะพังก่อน" คุณ 50 first date ชี้


อย่างไรก็ดี แฟนๆของผู้ว่าฯกทม. คุณสุขุมพันธ์ บริพัตร ก็พยายามยกเหตุผลมาช่วยสุดๆ ตัวอย่างเช่น

"เดี๋ยว นี้เทคโนโลยีไปถึงไหนกันแล้ว เขาอาจจะใช้นาโนเทคโนโลยีก็ได้ อย่างกล้องนาโนครับ ตามลูกศรจะเห็นว่า มันเป็นกล้องขนาดเล็ก เล็กกว่าเล้นผมคนอีกครับ มองไม่เห็นได้ง่ายๆหรอก เพราะฉนั้นถ้าไม่รู้ต้องตรวจสอบก่อนครับ โครงการของผู้ว่าคนนี้ไม่มีทุจริตอยู่แล้ว ...อันนี้ช่วยสุดๆ" คุณ Lumpu แสดงความเห็น

ด้านคุณ Jesus2000 --=AnThraX=-- แสดงความคิดเห็นของตนว่า

"คือ จะบอกป้ายที่เค้าบอกว่าติดครบ 10,000 ตัว เพื่อให้บริษัทใช้ส่งมอบงาน เก็บตังค์ จ่าย..... เข้ากระเป๋าไปเรียบร้อยแล้วครับ ผมไม่อยากพูดมากว่า .....กันมันส์แค่ไหน แต่คนในวงการเค้ารู้กันหมด และปีหน้าจะทำกันให้ถึง 2 หมื่นตัวด้วย ไปหาเช็คข่าวกันเองแล้วกันครับว่า โปรเจคนี้กี่..... ล้านบาท ใครเลือกเข้ามาก็รับผิดชอบกันเองนะครับ คนกทม" (อ่านข่าวเพิ่มเติม - กทม.ตั้งเป้าCCTVครบ2หมื่นตามแผนเชื่อมเครือข่ายครอบคลุมจุดเสี่ยงใกล้เทคนิค/ช่างกล - แนวหน้า/31 ก.ค.)


อนึ่ง กระทู้ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชุมชุนคนออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยมียอดผู้แสดงความคิดเห็นแล้ว 270 กว่าท่าน ท่านสามารถดูกระทู้ดังกล่าวได้ที่ลิงก์

"5 ปี รัฐประหาร เผด็จการ...โปรดฟังอีกครั้ง" เมื่อการยึดอำนาจอย่างเปิดเผยเป็นความเสี่ยงของ "เผด็จการ"

ที่มา Thai E-News

ช่วงนี้ไทยอีนิวส์ ขอติดตามข่าวกิจกรรมครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทราบว่าในวันที่ 19 กันยายน 2554 จะมีกิจกรรมย้ำเตือนสังคมไทยและสังคมโลกมากมายทั้งในประเทศไทยและในประเทศ ที่มีคนไทยอยู่หลายประเทศ เพื่อจะบอกว่า "แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว"

ขอบคุณมติชนสำหรับภาพและเนื้อหาข่าว "5 ปี รัฐประหาร เผด็จการ...โปรดฟังอีกครั้ง" เมื่อการยึดอำนาจอย่างเปิดเผยเป็นความเสี่ยงของ "เผด็จการ"
18 กันยายน 2554

ที่มา มติชน

เมื่อ เวลา 13.00 น. วันนี้ (17 ก.ย.) ได้มีการจัดเสวนา "5 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ′เผด็จการ...โปรดฟังอีกครั้ง′" ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีวิทยากรผู้ร่วมเสวนา อาทิ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนายจอม เพชรประดับ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

5 ปีรัฐประหารที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อะไร เสียอะไร?

นาย จอม เพชรประดับ พิธีกรเกริ่นนำว่า ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมานั้น ถ้าไม่นับความสูญเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว การรัฐประหารดังกล่าวก็ยังมีข้อดีที่ว่า ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น และทำให้ประชาชนเกิดอาการ "ตาสว่าง"


ต่อมา รศ.ดร.พิชิต วิทยากรคนแรกได้กล่าวว่า ในการต่อสู้ของขบวนการคนเสื้อแดงที่ผ่านมานั้น ตนมีคำถามมาตลอดว่า "นักวิชาการไปอยู่ที่ไหน"

"แต่ ผ่านมาครบ 5 ปีแล้วก็ยังคงไม่มีคำตอบอยู่ดี หลังการเข่นฆ่าประชาชนในปีที่ผ่านมา (เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53) คนเสื้อแดงเลิกถามไปแล้วว่านักวิชาการอยู่ที่ไหน ในสองสามปีนี้ ประชาธิปไตยจะไม่ได้ได้มาด้วยนักศึกษาหรือนักวิชาการ แต่จะได้มาด้วยประชาชน" อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

รศ.ดร.พิชิต กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ไม่กี่ปีมานี้ แต่การต่อสู้ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ครั้งปฏิวัติ พ.ศ. 2475 แล้ว นอกจากนี้ ขบวนการเสื้อแดงยังเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประชาคมโลกให้การ ยอมรับ

"ก่อนช่วงเมษา-พฤษภา 2553 สื่อต่างชาติยังไม่ค่อยเข้าใจกลุ่มคนเสื้อแดง เวลาที่สื่อเหล่านี้เรียกคนเสื้อแดงก็จะมีคำต่อท้ายมาด้วยว่า ′พวกทักษิณ′ หรือ ′Thaksin′s supporters′ แต่ตั้งแต่เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 เป็นต้นมา เวลาที่สื่อต่างชาติเรียกขบวนการเสื้อแดง ไม่มีคำว่า ′Thaksin′s supporters′ อีกแล้ว มีแต่คำว่า ′ขบวนการเสื้อแดงประชาธิปไตย′"

"ทุกวันนี้นักข่าวต่างชาติมองว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงคือขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง"

รศ.ดร.พิชิต กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบบเผด็จการซึ่งเกิดขึ้นใน ตะวันออกกลาง ตูนิเซีย อียิปต์ ซีเรีย ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงนั้นไม่มีใครเป็นแกนนำ แต่เป็นการเคลื่อนไหวโดยอาศัยสื่อออนไลน์อย่างอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก สื่อต่างชาติมองเหตุการณ์ในตะวันออกกลางว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบเดียว กับของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย

"ตอนนี้ ขบวนการของคนเสื้อแดงกลายมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันในวงวิชาการทั้งไทยและต่าง ประเทศ จากงานวิจัยของอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่า คนเสื้อแดงนั้นมีทุกลำดับชั้น ตั้งแต่ชนชั้นสูงจนถึงคนรากหญ้า คนเสื้อแดงมีในทุกอาชีพ ทุกระดับการศึกษา ซึ่ง ลักษณะ ที่หลากหลายของคนเสื้อแดงนั้นมีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งคือ ความไม่พอใจกับความอยุติธรรม ที่ในช่วงเวลา 4-5 ปีมานี้ มีการใช้อำนาจทั้งในและนอกกฏหมายมากระทำอยู่ฝ่ายเดียว มีการผูกขาดอำนาจและความร่ำรวยของคนกลุ่มหนึ่งที่เอาอำนาจการปกครองมาอยู่ใน มือตัวเอง นี่คือแรงขับดันที่สำคัญที่สุดของคนเสื้อแดง"

นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ระบุด้วยว่า คน เสื้อแดงนั้นถูก "รุม" จากทุกสถาบัน ทั้งทหาร องค์กรยุติธรรม นักวิชาการ และที่สำคัญคือสื่อกระแสหลัก โดยปัจจัยสำคัญของฝ่ายเผด็จการคือการกุมสื่อไว้ในมือ ในขณะที่คนเสื้อแดงไม่มีสื่อกระแสหลักอยู่ในมือ

"ปัจจัย สำคัญที่ทำให้รัฐประหารครั้ง นี้ไม่สำเร็จในระยะยาวก็เพราะว่า คนเสื้อแดงมีสื่อชนิดหนึ่งที่ควบคุมไม่ได้ สื่อชนิดนี้คือสื่อออนไลน์ ′สื่ออินเตอร์เน็ตคือกระดูกสันหลังของการสื่อสารของคนเสื้อแดง′ เมื่อปิดทีวี ปิดวิทยุแล้ว คนเสื้อแดงก็ยังสื่อสารกันได้" รศ.ดร.พิชิตกล่าว

อาจารย์ ธรรมศาสตร์กล่าวในช่วงท้ายว่า เราจะสามารถเข้าใจเหตุการณ์ทางการเมืองทุกวันนี้ได้ไม่ยาก หากเรามองย้อนไปในเหตุการณ์เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายเผด็จการยังคงมีกลไกอำนาจอันเดิมอยู่

"การยึดอำนาจอย่างเปิดเผยเป็นความเสี่ยงของฝ่ายเผด็จการ เพราะว่าตอนนี้ นานาชาติเขาก็ไม่เอาด้วยแล้ว" รศ.ดร.พิชิต สรุป

ส่วน พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการรัฐประหารมากครั้งที่สุด "เรามีการยึดอำนาจรัฐทั้งหมด 24 ครั้ง เป็นการปฏิวัติเสีย 2 ครั้งซึ่งได้แก่การปฏิวัติในปี พ.ศ.2475 และการปฏิวัติตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร นอกจากนั้นแล้ว ที่เหลือคือการรัฐประหารทั้งสิ้น"

ส.ส.ระบบ บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การรัฐประหารของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งการรัฐประหารดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ทั้งนี้ การรัฐประหารดังกล่าวก็มีข้อดีคือ "ทำให้เรารู้ว่า บ้านเมืองของเราแบ่งเป็นฝ่ายเผด็จการ กับฝ่ายประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย"

"การ รัฐประหารในปี 2549 ก่อให้เกิดพัฒนาการของมวลชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเห็นได้จากประชาชนจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหาร บ้านเมืองได้มาถึงจุดนี้แล้ว แต่ถ้าถามว่าบ้านเมืองได้พัฒนามาจนถึงจุดที่เป็นประชาธิปไตยหรือยัง ก็ต้องตอบว่ายัง" อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าว

โพลล์ไทยอีนิวส์: คนอ่านต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องด่วนที่สุด

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กันยายน 2554

ผลโพลล์ไทยอีนิวส์ ในหัวข้อเรื่อง "รัฐบาลควรทำอะไรเร่งด่วนที่สุด" จากการโหวตของท่านผู้อ่านระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ทำการโหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,493 ท่าน (โหวตได้มากกว่าหนึ่งหัวข้อต่อท่าน) ปรากฏผลดังนี้





จาก การสังเกต ผู้อ่านไทยอีนิวส์ได้จัดลำดับความสำคัญสำหรับการ "ขอพระราชทานอภัยโทษทักษิณ" ไว้เป็นอันดับหลังสุด ทั้งๆที่เป็นข้อเลือกข้อแรก และเลือกที่จะให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาภัยพิบัติเป็นเรื่อง เร่งด่วน มากกว่าปัญหาเชิงการเมืองทั้งหลาย

ในขณะเดียวกัน สำหรับปัญหาทางการเมืองทั้งหมด ท่านผู้อ่านมีความประสงค์ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อปลดปล่อยนักโทษเสื้อ แดง และนักโทษหมิ่นฯสู่อิสรภาพ ในขณะที่ต้องการให้จัดการกับกลุ่มอำมาตย์เป็นเรื่องรองลงมา

LINKS: Free Somyot Prueksakasemsuk!

ที่มา Thai E-News


September 17, 2011 -- Australia Asia Worker Links reports that jailed trade union activist Somyot Prueksakasemsuk was denied bail on September 12. Somyot is in jail for allegedly insulting the Thai king, under the country's notorious lèse majesté law.


The new Thai government, headed by Prime Minister Yingluck Shinawatra of the Pheu Thai Party, has jailed three people under lèse majesté law since coming to power two months ago. The Pheu Thai Party campaigned in the recent election campaign as the party of democracy and freedom,.


The campaign to free Somyot and all other Thai political prisoners continues. The background to the case is explained by the following article, gleaned from the posts at The Librarian of Bangkok Prison.


Who is Somyot Prueksakasemsuk?

On September 20, 1961. Somyot Pruksakasemsuk was born into a Chinese-Thai family with altogether seven siblings. His keen interest in politics was noted when he was young. In his junior high school student shorts, he tagged along his older brother to join the demonstrations during the October 14, 1976, uprising for democracy. It planted a seed of democracy in him keeping his yearning for social justice always alight.


During the October 6 uprising in 1979, three years later, still a secondary school student at Debsirin, he participated in political activities in full scale with his friends from technical colleges.


After completing his education at Debsirin, he went to Ramkhamhaeng University. In 1981, he started his student activism with the Ramkhamhaeng Student Group for Labour Issue Study. An avid activist while at Ramkhamhaeng, he dedicated himself to fighting for human rights and justice. He joined the Seree Tham Group and organised activities for workers in factories and grassroots communities. It was aimed at engendering awareness on civilian rights and liberties and democracy along. He was also writing prolifically then.


He was one of the earlier unionists in Thailand trying to unionise workers, training them on legal knowledge, organising camp activities for the workers, organising public demonstrations to oppose dictatorial rule, etc.


He was very active in Phra Pra Daeng industrial zones in Samut Prakan covering Thai Garment Labour Union, Textile Promotion Labour Union, Thai Kriang Labour Union, Pipat Labour Relations Union, Century Labour Union, Metro Labour Union, most of which were involved with textile, garment, steel and metal industries.


In 1984, Somyot joined the Union for Civil Liberties (UCL) as a staff member and volunteer to promote labour rights. In the same year, UCL focused on Om Noi and Om Yai as its main project sites and embarked on organising training on labour law, setting up labour clinics, supporting association and unionisation among the workers, since workers in these areas got lower pay and lesser benefits than other workers.


In 1986, he joined the Young Christian Workers (YCW) as a full-time staff member. The NGO advocated the organisation of young workers. Somyot got to learn how the workers lived their lives, and planned together with them for schemes to better their livelihood. An NGO with international networks in Asia, Europe and America, YCW had members from factories in Phra Pra Daeng and Bang Pli, Samut Prakan and Ransit, Pathumthani. As coordinator and staff member, Somyot was instrumental in the campaigns for social security law promoting the organisation and education among union members.


In 1991, after the seizure of power by the National Peace Keeping Council (NPKC) from the civilian government led by Prime Minister General Chartchai Chunhawan, Somyot and his colleagues started the Project to Train Workers on Documentation and Information. With support from activist friends domestically and abroad, his project developed later into the Center for Labour Information Service and Training (CLIST), with the aims to:

  1. Train and raise awareness of workers on their rights.
  2. Promote the organisation of workers to increase their bargaining power and to effectively demand improvement of working condition to enhance their quality of life.
  3. Advocate democratic unionisation.
  4. Promote the roles and organisation of women workers and women leaderships.
  5. Advocate amendments to the labour law to better protect labour rights and benefits and to help protect their rights when their rights are disrespected or violated.
  6. Train and provide other educational activities to help workers be aware of their rights.
  7. Promote organisation among the workers so that they can use it to increase their leverage to demand the improvement of working condition and enhance their quality of life.

For more than a decade at CLIST, Somyot fought together with workers and labour movements and their many demands have been met. For example, the enactment of Social Security Act, 90 day-maternity leave, an increase of child support allowances, support and solidarity given to particular labour movements, such as the Kader workers, Thai-Belgium workers, Eden Group workers, etc., until they could get severance pay higher than the amount prescribed by law.


In addition, CLIST under Somyot’s management also gave fervent support to help women workers form the Women Workers for Freedom Group, the formation of the Chemical Workers Unions Alliance (CWUA) and the Alliance of Democratic Trade Unions (ADTU). Due to budget problem, CLIST had to terminate all activities in May 2007 after 16 years (1991-2007) under the directorship of Somyot.


Somyot’s published works on political and labour issues include:

  • Unemployment Benefit (Social Security): The hope of employees and unemployed workers
  • The meaning and value of labour union
  • Collective Bargaining and Negotiation
  • An exposé of Thaksin
  • Under the evil rule

His inspiration to work on labour issue stems from his experience working in a Volvo car factory. He chose to work there for a short stint in order to learn how difficult the life of a worker was and later produced a manual on how the workers can propose their demands. His easy-to-read manual also helps the workers understand how they are put under exploitative environment and how the economic rent has been stolen from them.


With the closure of CLIST, Somyot turned to journalism, which he has been keen on and became editor of Siam Parithat(Siam Review).


After the coup on September 19, 2006, Somyot joined the movement to oppose the Council for Democratic Reform (CDR), the coup maker. He joined the National United Front of Democracy Against Dictatorship, which has later developed into the United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD) and later became part of the second batch of its core members.


While mobilising against the September 19 coup, Somyot formed the 24th of June for Democracy Group in early June 2007, during the commemoration of the 75th anniversary of the establishment of democracy in Thailand. The 24th of June for Democracy Group aims to (1) disseminate information and instil the spirit of democracy in general public, (2) mobilise people from all walks of life to against any form of dictatorship, (3) collaborate with civic organisations inside and outside the country to promote democratic society for justice, rights, liberties and equality in society.


Although Somyot was part of the second batch of the core members of UDD, in May 2007 he quit from the role and ceased to be a UDD leader and has not been involved with any activity by UDD.


On May 24, 2010, Somyot was arrested on a warrant. He was held in custody together with assistant professor Suthachai Yimprasert, from the faculty of arts at Chulalongkorn University. They were arrested as alleged offenders under Section 11(1) of the Emergency Decree on Government Administration in States of Emergency B.E. 2548 (2005), which allows the arrest and detention of "a person suspected of having a role in causing the emergency situation, or being an instigator, making the propagation, a supporter of such act or concealing relevant information relating to the act which caused the State of Emergency”.


When he was arrested, he was editor of the Voice of the Downtrodden. He wanted to make the magazine a mouthpiece for the lower class, the people whose voices are not heard in society, so that they can convey their feeling and needs. His professional journalism has always been steered toward the candid portrayal political, economic and social issues.


On June 12, 2010, the court dismissed the request by Center for Resolution of Emergency Situation (CRES) to extend the detention of Somyot for the third time claiming that there was no necessity to hold him in custody as the unrest has been put out and therefore he should be released. He was released after being in detention for 19 days.


Somyot was charged under draconian lese majeste law after he was arrested and imprisoned without rights to bail on April 30, 2011. After being detained for 84 days, he was brought to court and charged on the August 25, 2011.


http://links.org.au/node/2494

Saturday, September 17, 2011

คนเน็ตเม้งกทม. โครงการ CCTV 10000 ตัว มีแต่ฝาครอบ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กันยายน 2554

รายงานจากเว็บไซต์พัน ทิป ห้องรัชดา โดยคุณ 50 first date เปิดเผยว่าโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 10000 ตัว ของผู้ว่าฯกทม. อาจเป็นโครงการเข้าข่ายหลอกลวงคนกรุงเทพฯ โดยจขกท.ตั้งหัวข้อว่า "เกิดอะไรขึ้นกับกล้องวงจรปิดของ กทม.ครับ"

"วัน ก่อนเดินขึ้นสะพานลอยเห็นกล้องวงจรปิดตั้งสี่ตัวก็รู้สึกอุ่นใจมากเลย แต่พอสังเกตดีๆ ดูมันแปลกๆ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ อ้าวมีแต่กล่องนี่นา นึกว่ามีใครขโมยไป พอไปดูอีกหลายๆ แห่งก็ไม่มีกล้องเหมือนกัน แล้วอย่างนี้จะดูแลกันยังไงครับ"






"อันนี้สนิมกินแล้ว ถ้ารอกล้องมาอย่างคุณ dayong ว่า สงสัยกล่องมันจะพังก่อน" คุณ 50 first date ชี้


อย่างไรก็ดี แฟนๆของผู้ว่าฯกทม. คุณสุขุมพันธ์ บริพัตร ก็พยายามยกเหตุผลมาช่วยสุดๆ ตัวอย่างเช่น

"เดี๋ยว นี้เทคโนโลยีไปถึงไหนกันแล้ว เขาอาจจะใช้นาโนเทคโนโลยีก็ได้ อย่างกล้องนาโนครับ ตามลูกศรจะเห็นว่า มันเป็นกล้องขนาดเล็ก เล็กกว่าเล้นผมคนอีกครับ มองไม่เห็นได้ง่ายๆหรอก เพราะฉนั้นถ้าไม่รู้ต้องตรวจสอบก่อนครับ โครงการของผู้ว่าคนนี้ไม่มีทุจริตอยู่แล้ว ...อันนี้ช่วยสุดๆ" คุณ Lumpu แสดงความเห็น

ด้านคุณ Jesus2000 --=AnThraX=-- แสดงความคิดเห็นของตนว่า

"คือ จะบอกป้ายที่เค้าบอกว่าติดครบ 10,000 ตัว เพื่อให้บริษัทใช้ส่งมอบงาน เก็บตังค์ จ่าย..... เข้ากระเป๋าไปเรียบร้อยแล้วครับ ผมไม่อยากพูดมากว่า .....กันมันส์แค่ไหน แต่คนในวงการเค้ารู้กันหมด และปีหน้าจะทำกันให้ถึง 2 หมื่นตัวด้วย ไปหาเช็คข่าวกันเองแล้วกันครับว่า โปรเจคนี้กี่..... ล้านบาท ใครเลือกเข้ามาก็รับผิดชอบกันเองนะครับ คนกทม" (อ่านข่าวเพิ่มเติม - กทม.ตั้งเป้าCCTVครบ2หมื่นตามแผนเชื่อมเครือข่ายครอบคลุมจุดเสี่ยงใกล้เทคนิค/ช่างกล - แนวหน้า/31 ก.ค.)


อนึ่ง กระทู้ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชุมชุนคนออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยมียอดผู้แสดงความคิดเห็นแล้ว 270 กว่าท่าน ท่านสามารถดูกระทู้ดังกล่าวได้ที่ลิงก์

5 ปี รัฐประหาร ประชาธิปไตยยังไม่เกิด // นสพ.เลี้ยวซ้าย ฉบับที่ 75 กันยายน 54

ที่มา Thai E-News

ที่มา องค์กรเลี้ยวซ้าย
17 กันยายน 2554