WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 22, 2011

เมื่อพ่อเหยื่อสังหารโหดเมษายน 2553 ทวงความยุติธรรมให้กับลูก "ทำไม"เฌอ"ต้องตาย? การรอคอยความจริง91ศพ"

ที่มา Thai E-News

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ "พี่เหน่ง" ที่รู้จักกันดีในแวดวงนักกิจกรรมเพื่อสังคม หลังจากสูญเสียลูกชายคนเดียว "น้องเณอ" ไปกับการปราบปรามประชาชนอย่างบ้าคลั่งของทหารไทยเมื่อเดือนเมษายน 2553 เขาได้เข้าร่วมงานกับกลุ่มญาติวีรชนอย่างแข็งขันเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกชายและผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บคนอื่นๆ


โดย วิภาวี จุฬามณี
21 กันยายน 2554

ที่มา ข่าวสดรายวัน

ใน บรรดาเหยื่อหลายชีวิตที่ถูกสังหารระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ซึ่งหนังสือพิมพ์ข่าวสดทยอยนำเสนอ "เสียงเรียกร้อง" จากญาติคดี 91 ศพอยู่ในขณะนี้ มีเด็กหนุ่มร่างใหญ่ อ้วน ดำ ท่าทางโตเกินวัย รวมอยู่ด้วย

สมา พันธ์ ศรีเทพ หรือ เฌอ เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ถูกกระสุนปลิดชีพล้มลงตรงใจกลางเมืองหลวง บริเวณซอยรางน้ำ ย่านดินแดง เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553

พันธุ์ ศักดิ์ ศรีเทพ ผู้เป็นพ่อ บอกว่า ลูกชายสวมเสื้อยืดสีฟ้า นุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น ออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. เพื่อจะเดินทางมาหาตนที่สวนเงินมีมา ย่านคลองสาน โดยก่อนหน้านั้นได้แวะดูสถานการณ์การปะทะกันระหว่างนปช.กับทหารที่แยก ราชปรารภ ก่อนจะขยายพื้นที่ไปถึงซอยรางน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เฌอเข้าไปสังเกตการณ์แล้วถูกยิงเสียชีวิต

พันธุ์ ศักดิ์ ตั้งชื่องานศพลูกชายว่า "ส่งเฌอกลับดาวดวงอื่น" เพราะ "เป็นไปได้อย่างมาก ว่าเฌอเป็นเด็กชายจากดาวอื่น และหาวิธีกลับบ้านอยู่"

งาน ศพของเฌอ มีทั้งนักเขียน กวี นักดนตรี และนักกิจกรรมต่างๆ มาร่วมไว้อาลัยอย่างหนาตา ส่วนหนึ่งเพราะมีพ่อเป็นเอ็นจีโอเก่า และปัจจุบันก็ยังทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

อีกส่วนเป็นเพราะเฌอเองก็เป็นนักกิจกรรมไม่ต่างไปจากพ่อ

"ตั้งแต่ เด็กๆ เวลามีกิจกรรมอะไร ผมจะชวนเขาไปช่วยงานเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ทำอยู่บ่อยๆ คือการรณรงค์ของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งการจัดสัมมนา การขี่จักรยานประท้วงที่กระทรวงต่างประเทศ เขาจะเป็นคนถ่ายวิดีโอและนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยทางกลุ่มจะให้กล้องวิดีโอตัวหนึ่งราคา 7-8 หมื่น เขาก็จะคิดว่าเขาโตแล้ว รับผิดชอบได้แล้ว เพราะได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่"

พันธุ์ ศักดิ์บอกว่า เฌอชอบทำกิจกรรม เพราะเป็นเด็กแรงเยอะ ตัวใหญ่ โตไว และส่วนหนึ่งก็ได้ไปเจอคนรู้จัก เจอกลุ่มพี่ๆ น้าๆ ที่กล้าให้เด็กหนุ่มวัย 17 ร่วมงานได้อย่างเต็มที่ ช่วงที่เรียน ม.4 เฌอมีทีท่าว่าอาจเรียนไม่จบ เพราะมัวแต่ทำกิจกรรม เล่นดนตรีอยู่ในวงโยธวาทิต ทำให้เวลาเรียนไม่พอ ไม่ได้เช็กชื่อเข้าเรียน จนโรงเรียนต้องเรียกผู้ปกครองไปพูดคุย

"ผม ยื่นคำขาดกับเขาว่า ต้องตั้งใจเรียน จะละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ แต่พอกลับไปอยู่บ้านได้ 2-3 วัน เขาก็หายตัวไปอีก 3-4 เดือน เดาว่าไปอยู่ที่มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่เขาไปช่วยงานเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อนผมไปเจอเขาอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ช่วงที่ไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ผมจึงบอกเขาว่า ให้กลับมาเพราะมันไม่ถูกต้อง"

หลังจากตามตัวลูกชายกลับมาได้ พันธุ์ศักดิ์ให้เฌอกลับเข้าเรียนอีกครั้งที่โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์เทคโนโลยี ธุรกิจ และชวนไปช่วยกิจกรรมพัฒนาชุมชนอยู่สม่ำเสมอ

ช่วงนั้นมีการรวม ตัวของนปช.แล้ว แต่สองพ่อลูกยังไม่ได้ไปร่วมกลุ่ม กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. 53 มีการฆ่าประชาชนที่แยกคอกวัว พันธุ์ศักดิ์กับกลุ่มเพื่อนในเฟซบุ๊ก จัดงานรำลึกการเสียชีวิตที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 11 เม.ย. และชวนเฌอมาถ่ายวิดีโอให้ ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกลุ่มกับนปช.

"ช่วง วันเสาร์-อาทิตย์ที่ไม่มีเรียน เขาจะขี่จักรยานยนต์เพื่อไปสังเกตการณ์ ดูนู่นดูนี่สักชั่วโมงแล้วก็กลับ กระทั่งวันศุกร์ที่ 14 เม.ย.53 ผมทำงานอยู่ที่สำนักงานของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม เขาโทร.ไปบอกแม่ว่า จะมาหาผมที่ทำงาน จากนั้นก็หายตัวไป จนตอนเช้ามาทราบว่าเสียชีวิตแล้ว"

เฌอเสียชีวิตอยู่ริมฟุตปาธย่านดิน แดง ใกล้ร่างมีรอยเลือดเป็นทางยาว หลังร่างล้มลงเกือบ 1 ชั่วโมง หน่วยกู้ภัยจึงเข้าไปเอาร่างที่มีลมหายใจรวยรินออกมาได้ และมาสิ้นใจที่โรงพยาบาล เช้าวันต่อมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฌอถูกยิงโดยสไนเปอร์ กระสุนเจาะเข้าที่ด้านหลังศีรษะเสียชีวิต

"สิ่ง ที่ทำให้เขาตายเราไม่สงสัย เพราะเขาโดนกระสุนปืนลูกโดดที่ศีรษะด้านหลังจนตาย แต่เราสงสัยว่าทำไมเขาต้องตาย มันเกิดจากอะไร ไม่ใช่สาเหตุทางการแพทย์ แล้วทำไมตอนเขาตาย ไม่มีใครไยดีเลย ทั้งรัฐบาลและประชาชนที่เกี่ยวข้อง เรางงมากว่ามันเป็นสังคมแบบไหนกัน สังคมที่ใครก็มาตายฟรีๆ ข้างถนน หรือกลางเมืองหลวงก็ได้หรือ"

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฌอเป็น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่ปัญหาคือมันไปเกิดใจกลางเมืองหลวงกลางวันแสกๆ แล้วไม่มีการรับผิดชอบว่า ตกลงแล้วใครทำ ใครต้องรับผิด ใครที่ดูแลบ้านเมืองอยู่ กลายเป็นว่าต่อไปเราก็สามารถจะแบกปืนไปยิงหัวกันกลางถนน กลางเมืองหลวงกันได้อีกใช่ไหม" พันธุ์ศักดิ์ตั้งคำถามในวันที่ลูกชายจากไปแล้วกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

ทุกวันนี้พันธุ์ศักดิ์ ยังร่วมกับ บ.ก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เหยื่อจากเหตุสลายการชุมนุม แต่เขาบอกว่าเป็นการช่วยเหลือในฐานะเพื่อนกัน ไม่ได้เป็นแกนนำอะไร นอกจากนี้ยังช่วยงานศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ซึ่งทำให้เห็นว่ามีญาติเหยื่อจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะเรียกร้องอย่างไร บางคนสับสนว่าคดีของตัวเองอยู่ที่ดีเอสไอหรือท้องที่ บางคนติดคุกไปแล้ว 1 ปี แต่ศาลเพิ่งมีคำพิพากษาให้ติดคุก 6 เดือน เลยไม่รู้ว่าที่ติดเกินมาจะทำอย่างไร ซึ่งเขามองว่า คนเหล่านี้จำเป็นต้องรวมกันเพื่อเป็นกระบอกเสียงและต่อสู้ให้กัน

ถาม ถึงท่าทีของรัฐบาลใหม่ต่อการให้ความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ สลายการชุมนุม พันธุ์ศักดิ์บอกว่า ยังเร็วเกินไป ตั้งแต่หาเสียงจนได้เป็นนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่พูดรายละเอียดเรื่องนี้เท่าไร พูดกว้างๆ เพียงต้องปรองดองกัน แต่ก็รับได้ในระดับหนึ่ง เพราะนายอภิสิทธิ์พูดแค่ให้ปรองดองกัน ขณะที่นายกฯ คนใหม่บอกว่า การปรองดองต้องมีการแสวงหาความจริงด้วย

ก่อนเสียชีวิต "เฌอ"สมาพันธ์ ศรีเทพ เคยพูดกับพ่อขณะไปเข้าค่ายที่สบเมยว่า อยากเป็นครูสอนเด็กชาวเขา ตอนนั้นผู้เป็นพ่อหยอกกลับไปว่า สอบให้ผ่านก่อนเถอะ เพราะเขาเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง เมื่อเฌอกลับมาเรียนที่ปัญญาภิวัฒน์อีกครั้ง เขาบอกแม่ว่าจะเรียนไปทำงานไป ต่อไปแม่จะได้ไม่ต้องทำงานอีก แต่ก่อนที่จะได้ทำตามสัญญา กระสุนนัดนั้นก็ซัดร่างเขาล้มกองกับพื้น

เขาจากไปในวัย 17 ปี เด็กหนุ่มร่างใหญ่ อ้วน ดำ ท่าทางโตเกินวัย

ครม. เห็นชอบข้อเสนอ คอป. ชะลอคดีการเมือง-ปล่อยตัว-เยียวยาจำเลย

ที่มา Thai E-News

ที่มา Siam Intelligence
20 กันยายน 2554



ที่ ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ชุดของนายคณิต ณ นคร จำนวน 7 ข้อ โดยมีใจความสำคัญคือ

  • ตรวจ สอบข้อหาและการดำเนินคดีทางการเมือง ที่เกิดจากความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548, คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ว่าตั้งข้อหารุนแรงเกินสมควรหรือไม่ และให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว หรือบางกรณีให้ขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดี เพื่อรอข้อมูลให้ครบถ้วน
  • ใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็น มาตรการพิเศษ ที่ไม่ใช่หลักการทั่วไปในกรณีผู้ประสบภัยพิบัติ และกำหนดคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านการเยียวยา
  • เร่งรัดการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ชุมนุมที่ถูกกักขังในเรือนจำ และจ่ายค่าทดแทนต่อจำเลยที่ศาลยกฟ้อง
  • ปรับ ปรุงแนวทางการสั่งคดีของอัยการในคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ใช้หลัก Opportunity Principle ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยถือประโยชน์สูงสุดในการป้องป้องพระเกียรติยศเป็นสำคัญ


วันนี้ (20 ก.ย. 2554) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

โดย ให้รัฐบาลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างบรรยากาศปรองดองในชาติ ยึดหลักนิติธรรม เคารพกฎหมาย ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้เกิดกระบวนการในการสืบสวนสอบสวนอย่าง ยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรม ทั้งนี้ให้ดูภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่ก่อนและหลังปฏิวัติ สำหรับเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อนให้ดำเนิน ทุกวิถีทาง เพื่อเป็นการปกป้อง เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับ ข้อ เสนอเรื่องชดเชย เยียวยา ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นแนวปฏิบัติแบบกว้าง ๆ โดยตั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการดูแล เยียวยา ฟื้นฟู และขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลยตาม ลักษณะและสิทธิ์ของนักโทษ
ซึ่งในที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสาน และติดตามผลการดำเนินงานข้อเสนอของ คอป. เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีเจตนา และมีความจริงใจที่จะทำงานร่วมกับ คอป. เพื่อให้เกิดความปรองดองเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยแต่งตั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ

ข้อมูลจาก รัฐบาลไทย

รายละเอียดจากสรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 20 กันยายน 2554

เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป) ต่อ นโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ (คอป) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ตามที่นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป) เสนอ รวม 7 ประการ ดังนี้

ประการแรก

คอป. เห็นว่า ในระหว่างที่สังคมไทยยังมีความขัดแย้งอยู่ รัฐบาลต้องดำเนินการมาตรการเพื่อลดความขัดแย้ง โดยตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนและผู้ต้องขังที่ต้องการความช่วยเหลือ ตรวจสอบและผลักดันให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยอย่างเท่าเทียมกัน

ประการที่สอง

คอ ป. ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังอย่าง ยิ่งยวดในการกระทำใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศในการปรองดอง โดยเฉพาะรัฐบาลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ดำเนินใดๆ ที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

ประการที่สาม

คอ ป. เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาในคดีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน พ.ศ. 2548 ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตามมาตรา 215 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และคดีที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งหลาย ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลสมควรดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดดังกล่าว ดังนี้

1. เร่งรัดตรวจสอบให้ชัดเจนว่า การแจ้งข้อหาและการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์ แห่งการกระทำหรือไม่ และทบทวนว่า มีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร หรือดำเนินคดีที่พยานหลักฐานอ่อนไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่

2. ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ ต้องหาและจำเลย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาและจำเลยว่า มีเหตุที่จะหลบหนี เหตุที่จะทำลายพยานหลักฐาน หรือเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อสังคมหากได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ หากไม่มีสาเหตุดังกล่าวให้ยืนยันหลักกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานว่าผู้ ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการปล่อยชั่วคราว และในการปล่อยชั่วคราวนั้น แม้ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะไม่เรียกร้องหลักประกันก็ตาม และในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวแต่กำหนดให้มีหลักประกันด้วย นั้น ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะจัดหาหลักประกันดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคน ที่ไม่สามารถจัดหาหลักประกันได้ตามทางปฏิบัติที่ผ่านมา

3. เนื่องจากผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตาม ปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุเพื่อให้บรรลุ

4. เป้าหมายในทางการเมือง หากผู้ต้องหาและจำเลยนั้นไม่ได้รับการการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติ

5. เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่มีการศึกษาถึงแนวทางในการนำมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยมาใช้ สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานำคดีขึ้นสู้ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ให้อัยการมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการประเมินความเหมาะสมทางด้านประโยชน์ สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาที่เหมาะสมก่อนสั่งคดี

ประการที่สี่

คอ ป. เห็นว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ ควรดำเนินการอย่างน้อยตามแนวทาง ดังนี้

1. เนื่องจากการเยียวยาในกรณีนี้แตกต่างจากการเยียวยาในกรณีปกติ การเยียวยาในกรณีนี้จึงไม่อาจใช้หลักการและมาตรการตามปกติดังเช่นที่รัฐใช้ กับผู้ประสบภัยพิบัติ หรือหลักการในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายในคดีอาญา ฯลฯ แต่จะต้องใช้มาตรการพิเศษที่ไม่ติดยึดอยู่กับสิทธิที่มีอยู่ตามกรอบของ กฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานและองค์กร ที่ดำเนินการในกรณีปกติ

2. รัฐบาลควรเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง โดยกลุ่มเป้าหมายในการเยียวยาไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

3. รัฐบาลควรกำหนดกรอบในการเยียวยาให้กว้างขวาง สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเหตุการณ์ และครอบคลุมถึงความสูญเสียในลักษณะต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยให้ครอบคลุมถึงความสูญเสียในทางเศรษฐกิจและโอกาสของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

4. รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ในการให้การเยียวยาผู้ที่ ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยจัดให้มีองค์กรเฉพาะกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานความช่วยเหลือด้านงบประมาณในการเยียวยา อย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และต่อเนื่อง

ประการที่ห้า

คอ ป. เห็นว่า การเยียวยากลุ่มผู้ที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมก็เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ที่เป็นเงื่อนไขในการสร้างความปรองดองในชาติ จึงเห็นควรดำเนินการเยียวยากลุ่มผู้ที่ถูกดำเนินคดี โดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากการชุมนุม ดังนี้

1. ควรเร่งรัดการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของผู้เข้าร่วม ชุมนุมและ ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ โดยตรวจสอบว่าไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินสมควร

2. จ่ายค่าทดแทนแก่จำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่

3. สำหรับจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษถึงที่สุดแล้ว หรือไม่ให้ประกันตัว ควรให้ ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของจำเลยเหล่านั้นในด้านมนุษยธรรม และหากพ้นโทษแล้ว รัฐบาลควรมีมาตรการ ให้ความช่วยเหลือแนะนำในการประกอบอาชีพ เพื่อลดความคับแค้น และฟื้นฟูให้สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้ตามปกติ

ประการที่หก

คอ ป. มีความกังวลต่อสถานการณ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 คอป. เห็นควรให้มีการดำเนินการ ดังนี้

1. ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ คอป. เห็นว่ารัฐบาลต้องดำเนินการการทุกวิถีทาง โดยคำนึงถึงเป้าหมายสุดท้าย คือการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยควรดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเคร่งครัดต่อผู้ที่จาบจ้วงล่วงละเมิดที่มี เจตนาร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะและหวงแหนของปวงชน ชาวไทย แต่ไม่ควรนำเอามาตรการในทางอาญามาใช้มากจนเกินสมควรโดยขาดทิศทางและไม่คำนึง ถึงความละเอียดอ่อนของคดี อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตามมาทั้งจากภายในประเทศและ จากต่างประเทศ

2. ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมือง และต้องยุติการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

3. รัฐบาลต้องดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความเป็นเอกภาพและดำเนินงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

4. ในการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อัยการซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการใช้ดุลพินิจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (Opportunity Principle) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล ในกรณีนี้ ประเด็นที่อัยการต้องพิจารณาคือแนวทางใดระหว่างการสั่งฟ้องคดีหรือการสั่ง ไม่ฟ้องคดี จะเป็นผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องและถวายพระเกียรติยศที่เหมาะสมแด่สถาบัน พระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

5. รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับการปล่อยชั่วคราว

6. รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีที่นำเอาประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาขยายผลในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อไปจะต้องมีการพิจารณาโดยมีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ชัดเจน ที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

ประการที่เจ็ด

คอ ป. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สั่งสมจนทำ ให้เกิดความแตกแยกที่ร้าวลึกในสังคมไทยจนเกินกว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะ แก้ปัญหาได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจและสื่อมวลชน รวมทั้งประชาชนทุกคนจึงล้วนมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่การปรองดอง ด้วยกันทั้งสิ้น รัฐบาลจึงควรส่งเสริมให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทย ได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมในห้วง เวลาของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ในการนี้รัฐบาลควรสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้และการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นเพื่อความเข้าใจร่วมกันของสังคมในการก้าวข้ามความขัดแย้ง ในสื่อต่าง ๆ อย่างเต็มที่ การทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาและการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งร่วม กันของสังคมไทยอย่างถูกวิธีเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญที่จะนำพาสังคม ไทยไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้ง นี้ ให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ดูแลเรื่องเยียวยาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กรณีกรือเซะและสถานการณ์ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มเติมด้วย


Tuesday, September 20, 2011

5 ปี รัฐประหาร การตกผลึกความคิดสังคมไทย

ที่มา Voice TV




Wake up Thailand ประจำวันอังคารที่ 20 กันยายน 2554

นำเสนอประเด็น
- ควันหลง 5 ปี รัฐประหาร 19 กย. - เก็บตกเวทีเสวนา ธรรมศาสตร์ - สิงคโปร์
- มองบทบาทเครือข่ายต้านรัฐประหาร
- ประกาศ นิติราษฎร์
- จับตาโผโยกย้ายทหาร - รมว.กลาโหมเตรียมเรียก ผบ.เหล่าทัพถกโผทหารใหม่
- ทักษิณ อินพนมเปญ ชี้ 5 แนวโน้ม เปลี่ยนโลก
- เตือน 8 จังหวัด รับมือน้ำล้นตลิ่ง 20-23 กย. - สถานการณ์น้ำท่วมยังวิกฤติ 26 จังหวัด
- สัมพันธภาพนายกปู + ยิ่งลักษณ์

สภาความมั่นคงแห่งชาติ ใช้ปกป้องรัฐบาล...รัฐประหาร หรือ สร้างชาติ

ที่มา มติชน

หลักศิลา กลางน้ำเขียว
มุกดา สุวรรณชาติ

19 กันยายน 2554 นี้จะครบรอบ 5 ปี ของการรัฐประหารรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แต่ความวุ่นวายทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่และจะต้องต่อสู้กันไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี

ว่า กันว่าการรัฐประหารครั้งนั้นกำหนดตามฤกษ์ที่คิดว่าทำแล้วจะก้าวหน้าคือวัน ที่ 9 เดือน 9 ปี 2549 กำหนดเวลายึดอำนาจเวลา 9.39 ตอนกลางคืน แต่มีการเคลื่อนกำลังตั้งแต่สามทุ่ม พอ 4 ทุ่มรถถังก็ปรากฏอยู่บนถนนหลายสาย

มี ผู้วิจารณ์ว่าการรัฐประหารครั้งนั้น ผิดทั้งตามหลักประชาธิปไตยและการกำหนดฤกษ์ยาม เพราะเมื่อก้าวต่อไปอีกหนึ่งก้าว เลขเก้าจะกลายเป็นเลขศูนย์ทันที คือจะมีความสำเร็จเฉพาะช่วงนั้นและเมื่อก้าวต่อไปก็จะพบกับความวิบัติ

ซึ่ง ดูแล้วจะเป็นจริงเพราะหลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี ความวิบัติก็มาเยือน ความเสื่อมเข้ามาแทนที่ แต่ประชาชนไทยต้องมาร่วมรับเคราะห์กรรมด้วย ความวุ่นวายทางการเมืองมีติดต่อกันมาถึง 5 ปี

ผลจากการรัฐประหาร ปี 2549 ยังคงทำให้วันนี้มีข่าวการรื้อฟื้นเรื่องการถวายฎีกาขึ้นมาอีกครั้ง และมีผู้ตั้งคำถามว่า พรรคเพื่อไทยและทักษิณจะเดินแนวทางการเมืองแบบไหน?

อีก ข่าวก็เกี่ยวกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะมีการแต่งตั้งโยกย้ายเลขาธิการ สมช. คุณถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นประเด็นเถียงกันว่าเหมาะสมหรือไม่?

คิดว่าถ้าวิเคราะห์บทบาทของ สมช. กับการรัฐประหารและรัฐบาล น่าจะเข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้ได้ดีที่สุด


สภาความมั่นคงแห่งชาติ

เป็นสถาบันที่เก่าแก่กว่ารัฐบาลประชาธิปไตย

รัฐบาล ในระบบประชาธิปไตยที่ตั้งขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 กำลังจะมีอายุครบ 80 ปี ในปี 2555 นี้ แต่สภาความมั่นคงแห่งชาติมีอายุครบ 100 ปีมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 เพราะมีการตั้งองค์กรเกี่ยวกับความมั่นคงของ ประเทศสยาม หลังถูกภัยคุกคามจากชาติตะวันตก ในเดือนธันวาคม 2453 สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ใช้ชื่อว่าสภาป้องกันพระราชอาณาจักร และมาเปลี่ยนเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในปี 2502 ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ

สมช. มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความมั่นคง ส่วนการบริหารงานเป็นรูปแบบ คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย

1.นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

2.รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นรองประธาน

3.รมว.กระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ

4.รมว.กระทรวงการต่างประเทศ "

5.รมว.กระทรวงการคลัง "

6.รมว.กระทรวงมหาดไทย "

7.รมว.กระทรวงคมนาคม "

8.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ "

9.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ

ใน ทางปฏิบัติ ฝ่ายการเมืองที่จะมาดูแลงานนี้คือรองนายกฝ่ายความมั่นคง ส่วนคนอื่นก็คงมีงานประจำทำเต็มมือ การปฏิบัติจริงจึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ สมช.

ดังนั้น ความมั่นคงและความเป็นความตายของรัฐบาลส่วนหนึ่งจึงตกอยู่ในมือของเลขา สมช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สม ช. มิได้มีผู้ปฏิบัติการ หรือกองกำลังมากมาย แต่สามารถเรียกใช้ข่าวกรองจากหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล และหน่วยข่าวกรองทหาร หรือประสานงานเพื่อขอความสนับสนุนกับหน่วยกำลังอื่นๆ



บทบาทเด่นของ สมช.

และเลขาธิการในอดีต

คน ไทยมารู้จักชื่อ สมช. พร้อมกับชื่อเลขาธิการ คุณประสงค์ สุ่นศิริ และด้วยฉายาที่สื่อตั้งให้ว่า CIA เมืองไทย คนทั่วไปก็เลยเข้าใจว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานแบบหนังสายลับ แทบไม่มีใครรู้จักนโยบาย 6 ด้านของ สมช. ในปัจจุบัน

52 ปี นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีเลขาธิการจนถึงปัจจุบัน 15 คน คนแรกคือพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อยู่ในยุครุ่งเรืองของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารเผด็จการเต็มรูปแบบ

เลขาธิการคนที่ 5 คือ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ซึ่งมาดำรงตำแหน่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ช่วงนั้นมีการปราบขบวนการนักศึกษาอย่างหนัก จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดการรัฐประหารรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช

จากข่าวการเมือง ในช่วงนั้น คิดว่า สมช. คงไม่ได้ช่วยอะไรรัฐบาลเลย เพราะวันที่ 5 ตุลาคม นายกฯ เสนีย์เพิ่งปรับ ครม. เสร็จ เป็น ครม. ที่มีอายุสั้นที่สุด อยู่ได้เพียงวันเดียวก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ สมช. ก็ยังคงอยู่ เลขาฯ สมช. ก็ยังเป็นคนเดิม ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการต่อไปอีกหลายปี ท่ามกลางความขัดแย้งถึงขนาดใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กันจนเกิดสงครามกองโจรไป ทั่วประเทศ

เลขาธิการ สมช. คนที่ 6 คือ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ เป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ไปเรียนงานข่าวกรองจากอเมริกา กลับมาทำงานใน สมช. จนได้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในปี 2523 ต่อจาก พล.อ.อ.สิทธิ โดยเป็นผู้ดูแลความมั่นคงให้พลเอกเปรมซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายก รัฐมนตรีเช่นกัน

ยุคนั้น สมช. ทำงานเข้ากับนายกฯ ที่มาจากทหารได้ดี ฝีมือการทำงานของคุณประสงค์ เป็นที่เลื่องลือ ได้ฉายาว่าเป็น CIA เมืองไทย มีทหารบางกลุ่มพยายามรัฐประหารพลเอกเปรมหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เขาลาออกมารับตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ พลเอกเปรมในปี 2529

เลขาธิการ คนที่ 11 คือ พลเอกวินัย ภัททิยกุล เข้ามารับตำแหน่งในปี 2545 สมัยนายกฯ ทักษิณ เข้าอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2549 วันที่เกิดการรัฐประหาร ก็ยังเป็นเลขาฯ สมช. การรัฐประหารครั้งนั้น

พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำการรัฐประหารสารภาพว่าได้มีการเตรียมการก่อนหน้าถึง 7 เดือน มีการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีข่าวการลอบสังหารนายกฯ แต่ในที่สุด ทักษิณก็ถูกรัฐประหารขณะที่เดินทางไปทำงานที่สหประชาชาติ

สมช. ไม่ได้มีบทบาทช่วยทักษิณเลยแม้แต่น้อย

หลัง จากคณะรัฐประหารซึ่งมีชื่อว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้เข้าควบคุมอำนาจรัฐ จึงได้รู้ว่าพลเอกวินัยมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการของคณะรัฐประหาร แม้แต่ชื่อ คปค. ก็เป็นคนตั้ง งานนี้ต้องถือว่ารัฐบาลโดนหักหลัง

จากนั้นมา ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ซึ่งเคยอยู่ในตำแหน่งติดต่อกัน 4-5 ปีก็ถูกเปลี่ยนตามความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรีแต่ละยุค และมีอายุงานในตำแหน่งสั้นลง



สมช.ในยุคแห่งความหวาดระแวง

ใน ปี 2550 เมื่อพลเอกสุรยุทธ์เป็นนายกก็ตั้ง พลโทศิรพงศ์ บุญพัฒน์ ขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช. ในปี 2551 เมื่อนายสมัครขึ้นเป็นนายกฯ การเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ตั้ง พลโทสุรพล เผื่อนอัยกา ขึ้นเป็นเลขาธิการแทน ในปี 2552 หลังจากมีการตุลาการภิวัตน์ สลับขั้วรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารสำเร็จ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนเลขาฯ สมช. เป็น นายถวิล เปลี่ยนศรี

นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาฯ สมช. คนที่ 15 เติบโตมาด้วยการสนับสนุนของพลเอกวินัย หลังการรัฐประหารกันยายน 2549 ก็ได้รับตำแหน่งเป็นรองเลขาฯ ของ สมช. และเมื่อประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ได้ย้ายพลโทสุรพลออกไปเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ประชาธิปัตย์ไว้ใจคุณถวิลมากกว่า

คนที่เข้าใจธรรมเนียมแห่งอำนาจของ สมช. ดีที่สุดคือคุณถวิลเพราะได้เข้าทำงานมาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับ 3 ได้เห็นการรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ศึกษาการทำงานของคุณประสงค์ เรียนรู้งานจนมาถึงการรัฐประหารนายกฯ ทักษิณ ได้เป็นรองเลขาธิการและเป็นเลขาธิการในยุคที่ คมช. มีอำนาจใน

มีคน บอกว่าคุณถวิลเป็นลูกหม้อของ สมช. อย่างแท้จริง ถ้านับอายุการทำงานคงจะใช่ แต่ถ้าจะดูผลงานว่าได้ทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลที่มาจากการเลือก ตั้งได้ดีแค่ไหน อันนี้ยังไม่เห็นผลงานเด่นชัดแม้สักครั้งเดียว

มีคน หลายกลุ่มเรียกร้องว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองให้คุณถวิลยอม รับ แต่คุณถวิลบอกว่าจะสู้เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การโยกย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี ในวันนี้ รัฐบาลไม่ควรให้เหตุผลว่า เพื่อความเหมาะสม แต่ควรจะสู้กันในข้อเท็จจริงของการทำงานที่ผ่านมา ถ้ามีความผิด จะต้องถูกปลดออกหรือจะฟ้องร้องดำเนินคดีก็ต้องทำ ถ้าเป็นคนทำงานดีก็สมควรให้อยู่ต่อ

ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2553 ถวิล เปลี่ยนศรี ก็นั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ ของ ศอฉ. ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดและต้องร่วมรับผิดชอบในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน

เมื่อฝ่ายตรงข้ามที่ถูกทำรัฐประหารและ ถูกปราบเกิดชนะเลือกตั้งขึ้นมา จะเอาศัตรูทางการเมืองมานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการความมั่นคงก็เป็นเรื่อง ที่ฝืนธรรมชาติ ไม่เพียงเป็นเรื่องความไว้วางใจแต่เพราะคนที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้จะต้อง ถูกสอบสวน ถูกฟ้องรัองดำเนินคดี การถูกย้ายหรือถูกพักราชการชั่วคราวเพื่อรอก่อนการสอบสวน จึงเป็นเรื่องปกติ

มีบางคนคิดว่า คล้ายการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแบบสมยอมกัน



ถึงเวลาต้องยกเครื่อง สมช.

ทั้งระดับกรรมการ และผู้ปฏิบัติ

เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติจริงๆ

ที่ ควรจะทำแบบนี้เพราะว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นองค์กรที่จำเป็นในการรักษา ความมั่นคงของประเทศและรัฐบาล การดำรงอยู่ยาวนานถึง 100 ปีเป็นเกียรติภูมิ แต่ในโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ ต้องการมืออาชีพที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ให้กับประชาชน ต้องยืนหยัดหน้าที่และหลักการให้เที่ยงตรง เพราะทุกกลุ่มอำนาจอยากจะใช้ สมช. เป็นเครื่องมือ

ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งนี้ ควรจะถือโอกาสปรับปรุงยกเครื่อง สมช. ให้เป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติไทยจริงๆ ไม่ใช่ของคนบางกลุ่มบางพวก

เพราะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ สมช. จะกลายเป็นองค์กรที่ทุกฝ่ายขาดความไว้วางใจ และจะถูกทำให้ตายไปอย่างช้าๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับข้าราชการระดับกลางและระดับล่าง เพราะใน สมช. ยังมีคนดีคนเก่งอีกมาก

วันนี้ประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตย ก้าวไปสู่สังคมในระดับสากล ถ้าไม่พัฒนาบุคคล และนโยบาย ทั้งองค์กรจะสร้างผลงานอย่างไร? และจะอยู่รอดได้อย่างไร?

การปรับ ปรุง พัฒนา สมช. จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งระดมความคิดเพราะปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางการมือง เศรษฐกิจ เปลี่ยนไปมาก และกำลังจะเปลี่ยนอีกอย่างรวดเร็วใน 2-3 ปีนี้ การเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจของอาเชียนและโลก ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดการไหลของแรงงาน การไหลของระดับช่างฝีมือ ระดับมันสมอง การไหลของทรัพยากรและเงิน

ไม่ ต้องพูดถึงระบบสื่อสารสมัยใหม่ที่เรายังต้องวิ่งตามและไม่มีปัญญาดูแลให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงความขัดแย้งระหว่างคนกับคน แม้แต่ภัยธรรมชาติที่เกิดซ้ำซากและรุนแรงขึ้นก็กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงไป แล้ว สมช. จึงต้องได้รับการพัฒนาเพื่อรับภาระหน้าที่ที่หนักขึ้น โดยการระดมยอดฝีมือเข้ามาให้มากกว่านี้ ควรมีตัวแทนประชาชนจากสภาผู้แทนมาร่วมในคณะกรรมการด้วย

ตาม ยุทธศาสตร์สมัยใหม่ สมช. ต้องเดินเกมรุก ไม่ใช่นั่งป้องกันอยู่ในบ้าน หรือถูกใช้ประโยชน์เพียงแค่ปกป้องหรือชิงอำนาจกันเอง อย่าให้ต่างชาติมองเราเหมือนไก่ที่จิกตีกันอยู่ในเล้า รอวันเป็นเหยื่อ

ภาระหน้าที่ของ สมช.ยุคใหม่ ควรมีส่วนร่วมในการสร้างชาติ แบบมืออาชีพอย่างแท้จริง

คดีจนท.ฆ่า13ศพ ถึงมือตร. เน้นสืบ-คนสั่งการ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"เหลิม"ติวข้อกม. เร่งทำส่งอัยการ



ลุยบช.น.จี้ชันสูตร13ศพ

ที่ บช.น. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวในการแถลงนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบช.น.
ตอนหนึ่งว่า เรื่องการชันสูตรพลิกศพ
สืบเนื่องจากตนเป็นประธานคดีพิเศษ
และดีเอสไอเสนอขออนุมัติชันสูตรพลิกศพ 13 ศพ
ที่ตายในเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 53
แต่ตนคัดค้าน เพราะอธิบดีดีเอสไอหรือพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
ไม่มีอำนาจชันสูตรพลิกศพ อำนาจหน้าที่เป็นของพนักงานสอบสวนในท้องที่
ที่พบศพต้องทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ
ซึ่งเมื่ออธิบายไปแล้ว
อธิบดีดีเอสไอก็ถอนเรื่องออก จึงอยากให้เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล
รัฐบาลจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้

ย้ำตร.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า
การจะไต่สวนคดีชันสูตรพลิกศพต้องเป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 104
ถือว่าตายโดยผิดธรรมชาติ จะต้องทำสำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพมี 2 อย่าง
ตายโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน หรืออยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน
ปัญหามีอยู่ว่า
ช่วงที่พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ทำคดี
ยังไม่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ตายโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน
หรือมีคนอ้างว่าเจ้าพนักงานทำให้ตาย จึงส่งเรื่องให้ดีเอสไอ

แต่เมื่อดีเอสไอพิจารณาว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ
ก็ต้องส่งสำนวนการสอบสวนชันสูตรพลิกศพทั้ง 13 สำนวน มายังบช.น.
เพื่อพิจารณามอบให้พนักงานสอบสวนท้องที่
ที่ศพนั้นอยู่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
แล้วส่งเรื่องให้อัยการพิจารณาส่งศาลไต่สวนตามกฎหมายต่อไป
นครบาลก็รับดำเนินการ
โดยไม่ต้องเกรงใจตน และรัฐบาล อะไรที่เป็นจริงก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ต้องแจ้งศาลให้ชัดว่าใครสั่ง


ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า
เมื่อถึงขั้นไต่สวน อัยการและทนายญาติผู้ตายจะนำพยานเข้าสืบ
ตำรวจในพื้นที่ก็ต้องเตรียมแถลงต่อศาลในการไต่สวน
หรืออ้างว่าใครเป็นคนสั่ง ด้วยวาจา
หรือลายลักษณ์อักษร
หรือสั่งผ่านโทรศัพท์
เมื่อพาด พิงถึงใครก็ต้องเรียกบุคคลเหล่านั้นมาเบิกความ
เรื่องนี้ไม่ได้รื้อคดี แต่เป็นเรื่องหลักกฎหมาย


สำนวน13ศพถึงบช.น.แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรัตน์ ผู้บัญชาการสำนักการเงินและการธนาคาร
ดีเอสไอ ได้รับคำสั่งจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ
ให้นำสำนวนคดี 13 ศพ จำนวน 3 กล่อง มามอบให้บช.น.
โดยพล.ต.ต.ภาณุ ส่งให้กับพล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. เป็นผู้ดูแลสำนวนคดีดังกล่าว

โดยสำนวน 13 ศพ ประกอบด้วย

1.นายมานะ อาจราญ ในพื้นที่สน.ดุสิต

2.พลฯ ณรงฤทธิ์ สาละ พื้นที่สน.พญาไท

3.นายชาติชาย ชาเหลา พื้นที่สน.ปทุมวัน

4.นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ พื้นที่สน.พลับพลาไชย 1

5.นายรพ สุขสถิต พื้นที่สน. ปทุมวัน

6.นายมงคล เข็มทอง พื้นที่สน.ปทุมวัน

7. นายสุวัณ ศรีรักษา พื้นที่สน.ปทุมวัน

8.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล พื้นที่สน.วัดพระยาไกร

9.นายประจวบ ประจวบสุข พื้นที่สน.วัดพระยาไกร

10.นายบุญมี เริ่มสุข พื้นที่สน.ปทุมวัน

11.ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ พื้นที่สน.พญาไท

12.นายพัน คำกอง สน.พญาไท

และ

13.นายชาญณรงค์ พลศรีลา พื้นที่สน.พญาไท


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakl3TURrMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdPUzB5TUE9PQ==

คลิ๊ปงานแถลงข้อเสนอทางวิชาการ : "5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์"

ที่มา sewanaietv













ไฟล์เสียงทั้งหมด

กัมพูชามอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ทักษิณ-นพดล ร่วมกับผู้นำอาวุโสเอเชีย

ที่มา มติชน



สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า นายกรัฐมนตรีฮุน เซน มอบ เครื่องราช อิสริยาภรณ์เชิดชูเกียรติของรัฐบาลกัมพูชาให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และผู้นำทางการเมืองระดับอาวุโสของเอเชียอีก 9 คน จากการอุทิศตนเพื่อสร้างสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่ รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ผู้ที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เชิดชูเกียรติทั้ง 10 คน คือ ผู้นำการเมืองระดับอาวุโสในองค์การรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก (CAPDI) ซึ่งนอกจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้ว ยังประกอบด้วยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ นายยูซุฟ กัลลา อดีตรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายโฮเซ่ เดอ เวเนเซีย จูเนียร์ ประธานและประธานบริหารองค์การรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงผู้นำทางการเมืองอีก 6 คนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และปากีสถาน

นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวในพิธีที่จัดขึ้นเมื่อเย็นวานนี้ (19 ก.ย.) ที่พระราชวังสันติภาพในกรุงพนมเปญว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นการเชิดชูเกียรติผู้นำทางการเมืองอาวุโสของเอเชีย ที่ใช้เวลานานหลายปีอยู่ในแวดวงการเมืองและภาคสาธารณะเพื่อสร้างความปรองดอง แห่งชาติ สันติภาพ เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พิธีมอบมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่า ด้วยศตวรรษของเอเชีย ความท้าทายและอนาคต ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญเมื่อเช้าวานนี้

งานเลี้ยงที่กัมพูชา ใครไม่ได้ไปเชิญทางนี้

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

“ทีนิวส์” ร้องศาลปกครองคุ้มครอง หลังถูกดองเทปออกอากาศ 5 ครั้ง

ที่มา ประชาไท

ASTVผู้จัดการออนไลน์ เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 รายงานการให้สัมภาษณ์ของนายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีนิวส์ว่า ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท กรีน อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด ซึ่งผลิตรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” โดยสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ ออกอากาศทางช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ทุกวันจันทร์ เวลา 21.00-22.00 น.ยื่นฟ้องกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาการเช่าเวลาออกอากาศ ต่อศาลปกครองกลาง กรณีที่กระทำการโดยไม่ชอบฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยการสั่งตรวจสอบสคริปต์ และเทปบันทึกรายการก่อนออกอากาศ รวมทั้งมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการออกอากาศ ด้วยการแจ้งจะนำรายการอื่นมาออกอากาศแทน “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยอ้างเหตุว่ารายการที่บริษัทผลิต มีเนื้อหาไม่ส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 45 บัญญัติให้บุคคล รวมทั้งสื่อ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ขณะที่การจะห้ามแสดงความคิดเห็นกระทำไม่ได้ รวมทั้งการนำข่าวไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจก่อนก็ทำไม่ได้

นายฉัตรชัย ยังเปิดเผยด้วยว่า การละเมิดสิทธิการออกอากาศ บริษัทถูกกระทำมาตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน โดยรายการถูกระงับการออกอากาศถึง 5 ครั้ง ครั้งล่าสุด กรมประชาสัมพันธ์ ได้มีหนังสือมาถึงบริษัทวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา แจ้งว่า จะนำเทปบันทึกการแข่งขันวงโยธวาทิต มาออกอากาศแทน ดังนั้น เราจึงต้องมายื่นฟ้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้บริษัทสามารถนำรายการที่ผลิตออกอากาศได้ ตามวัน-เวลา ที่ระบุในสัญญาที่ทำไว้กับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้ทำร่วมกันไว้มีกำหนด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.-30 ก.ย.54 โดยขณะนี้บริษัทเหลือเวลาออกอากาศอีกเพียงครั้งเดียว คือ วันจันทร์ที่ 26 ก.ย.สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ซึ่งตุลาการศาลปกครองกลาง ได้รับคำขอไว้พิจารณา โดยมีหมายแจ้งถึงผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์แล้วเพื่อให้มาไต่สวนฉุกเฉินภาย ในวันที่ 20 ก.ย. เวลา 18.30 น.

ทั้งนี้นอกจากคำขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวแล้ว นายฉัตรชัยยังระบุด้วยว่า ยังมีคำขอท้ายฟ้องอีก 2 ข้อ คือ 1.ขอให้ศาลปกครอง มีคำสั่งให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง อนุญาตให้บริษัท ผู้ฟ้อง สามารถออกอากาศรายการได้ตามวัน-เวลา ในสัญญา และ 2.ขอให้กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหายที่บริษัทได้ผลิตรายการแล้ว แต่ถูกระงับการออกอากาศไปถึง 5 ครั้ง ซึ่งบริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการ รวมทั้งค่าขาดรายได้จากสปอนเซอร์สนับสนุนรายการที่บริษัทจะได้รับด้วย หากไม่ถูกระงับการออกอากาศ รวมทั้งสิ้น 564,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนเวลาการออกอากาศที่บริษัทต้องเสียไปถึง 5 ครั้งนั้น จะเรียกร้องเพิ่มหรือไม่ ต้องปรึกษาทนายความอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับสัญญา
|

แถลงการณ์สำนักข่าวทีนิวส์
ภายหลังรายการ เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก โดยสำนักข่าวทีนิวส์ ถูก สทท.11 จำกัดการออกอากาศตามสิทธิ์ของการเช่าเวลาออกอากาศ และการดำเนินงานในฐานะสื่อมวลชน ในการนี้สำนักข่าวทีนิวส์ จึงเข้ายื่นฟ้อง สทท.11 ต่อศาลปกครอง เพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิ์ และพิทักษ์เสรีภาพของสื่อมวลชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

1.สำนักข่าว ทีนิวส์ ผู้ผลิตรายการเจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก ออกอากาศ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันจันทร์ เวลา 21.00-21.50 น.ที่ผ่านมา สำนักข่าวทีนิวส์ ได้นำเสนอข่าวสาร สาระ ที่มีคุณภาพ ด้วยความรับผิดต่อสังคมโดยส่วนรวม ประเทศชาติ และประชาชน มาโดยตลอด

2.ซึ่งในการนำเสนอ ข่าวสาร ดังกล่าว ตามข้อ 1 นั้น สำนักข่าวทีนิวส์ ได้มุ่งเน้นในการนำเสนอความจริงข้อมูลเชิงลึก ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล และ/หรือกลุ่มบุคคล ที่มีความมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และต่อต้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นการนำเสนอบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่มีอยู่จริง

3.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็เริ่มปรากฏขบวนการ การจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร ของสำนักข่าวทีนิวส์ ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ ๒๒ สิงหาคม - ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ร่วมทั้งสิ้น ๕ ครั้ง ซึ่งสามารถจำแนกได้ ดังนี้ คือ ครั้งที่ ๑, ๒, ๔ และ๕ ด้วยเหตุผล ที่ต้องนำเทปบันทึกภาพกิจกรรมต่างๆ เช่น การประกวดธิดาส้มโอ, การประกวดวงโยธวาทิต มาออกอากาศในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่า เป็นความจำเป็นเร่งด่วน หรือไม่ก็ตาม ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ก็ให้ความร่วมมือมาด้วยดีตลอด

4.แต่ปรากฏว่า ในการระงับการออกอากาศ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กันยายน 2554 นั้น ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย มิได้มีการแจ้งล่วงหน้าว่า มีภารกิจต้องใช้เวลาในช่วงดังกล่าวไปเพื่อการใด แต่ให้เหตุผลถึงการระงับการออกอากาศ ในวันดังกล่าว ด้วยเหตุผล ว่า “สถานีได้ตรวจสอบและวิเคราะห์ รายการอย่างระเอียดแล้ว ให้เปลี่ยนแปลงเนื้อหา ของรายการที่พาดพิงถึง นปช. เสื้อแดงล้มเจ้า การนำเสนอพาดพิงถึงบุคคลอื่น อันอาจทำให้เกิดความแตกแยกขัดต่อนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความ ปรองดองสมานฉันท์

5.จากพฤติการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ตามข้อ 4 นั้น แสดงให้เห็นว่า มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ทั้งในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ส่วนที่ 7 มาตรา 45 วรรค 1 และ ในส่วนที่ แจ้งว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบ และวิเคราะห์ แล้วนั้น ก็ถือว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 วรรค 5 อีกเช่นกัน

6.ดังนั้น เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความเห็นของ บุคคล และสื่อมวลชน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวทีนิวส์ จึงได้นำเรื่อง การถูกจำกัดเสรีภาพดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วบุคคลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวจะได้ถือเป็นบรรทัดฐาน และแนวทางปฏิบัติต่อไป

สำนักข่าวทีนิวส์
19 กันยายน 2554

วิวาทะว่าด้วย"ความดี-คนดี" "บก.ลายจุด vs แทนคุณ" เมื่อจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะเจอโจร !!!

ที่มา มติชน






รับชมข่าว VDO ชมคลิป

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "รัฐประหารเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร" ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)

โดยมีวิทยากรในการเสวนาได้แก่ ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี, นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์และอดีตผู้สมัคร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ประธานมูลนิธิกระจกเงา และผศ.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและพิธีการประจำรายการ "ที่นี่ความจริง" ทางช่องเอเชียอัพเดท โดยมี อ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นพิธีกรดำเนินการเสวนา


นพ.ตุลย์กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และ "เราก็รู้ว่าการรัฐประหารก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างไรในโลกปัจจุบัน ซึ่งในต่างประเทศเขาจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร" ก่อนจะเท้าความถึงการรัฐประหารที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า "การรัฐประหารทุกครั้งจะมีข้ออ้างในการทำรัฐประหารว่า เพราะ นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจริงหรือเท็จทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจดี ตอน รสช. สมัยรัฐบาลชาติชายก็อ้างว่า รัฐบาลเป็น บุฟเฟ่ต์คาบิเนต สมัยรัฐบาลทักษิณก็อ้างว่าเป็นเพราะมีการคอร์รัปชั่น"


"ผมยืนยันว่า รัฐประหารทุกครั้งที่เกิดขึ้น จะมีข้ออ้างที่ว่า การเมืองอ่อนแอและคนเริ่มเบื่อกับการเมืองที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ส่วนตอน คมช.ก็มีการอ้างในเรื่องหมิ่นสถาบันเพิ่มเข้ามาด้วย"


นพ.ตุลย์กล่าวว่า "แล้วถ้าเกิดเราไม่อยากให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหารแล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าเราคิดว่าการรัฐประหารไม่ดีกับประเทศชาติ เราต้องทำอย่างไรบ้าง เราก็ต้อง ปิดข้ออ้าง ของทหารสิครับ"


"ถ้าภาคประชาชนสามารถต่อรองกับภาคการเมือง และภาคการเมืองไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นจนเกินสมควร เขาจะไม่มีข้ออ้างใดๆในการจะมาทำปฏิวัติรัฐประหาร"


"การรัฐประหารทุกครั้ง เขาจะดูสถานการณ์แล้ววิเคราะห์ ผมยืนยันว่าถ้าท่านนายกยิ่งลักษณ์บริหารบ้านเมืองได้ดี ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่โยกย้ายอะไรจนเกินงาม ก็จะไม่มีข้ออ้างใดๆที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร" นพ.ตุลย์กล่าว





ส่วนนายแทนคุณ กล่าวว่า "รัฐประหารคือความอัปยศที่สุด" รัฐประหารเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากๆเพราะมันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่มัน ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้ว"


"ถ้าเรามองย้อนกลับไปในข้ออ้างของผู้ที่ทำการรัฐประหาร เราจะเห็นว่าในข้ออ้างเหล่านั้นมีสมมติฐานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น มีปัญหาความแตกแยก และมีปัญหาการล้มล้างสถาบันจริง แต่ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคมากพอต่อการพัฒนาประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีปัญหาเหล่านั้นอยู่ ก็ควรจะแก้ไปเรื่อยๆแล้วให้ประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบใหญ่ที่ดีที่สุดจัดการ ไม่ใช่ว่ามาตัดตอนด้วยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการคิดสั้น" นายแทนคุณกล่าว


นายแทนคุณกล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนอยากจะสะท้อนให้เห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทยก็คือ ปัญหาระหว่างประชาธิปไตยในอุดมการณ์ กับ ประชาธิปไตยในความหมายของผลประโยชน์ ซึ่งประชาธิปไตยมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของปากท้อง เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาชนส่วนใหญ่ของเราต้องการนโยบายเพื่อปากท้อง เพื่อเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะเดียวกัน "absolute power corrupts absolutely"- ยิ่งมีอำนาจมาก คอร์รัปชั่นยิ่งมาก


"ผมพยายามมองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นอีก ทำอย่างไรให้ที่จะให้ ผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริงไม่ให้ผูกขาดอำนาจถึงแม้ว่าจะมาจากประชาชนเสียเอง แล้วก็ใช้อำนาจแบบเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง รัฐประหารที่ผ่านมา กองทัพแตกแยกกับประชาชน แตกจากความเป็นประชาธิปไตย และแตกแยกกันเองเรื่องอุดมการณ์และผลประโยชน์"


"เสรีภาพที่มาจากสิทธิและการตัดสินใจของประชาชนต้องเป็นใหญ่กว่า" "เรามีประชาธิปไตยที่วุ่นวาย ย่อมดีกว่าเจ็บตายเพราะมีเผด็จการ" นายแทนคุณกล่าว


"คำถามในวันนี้คือ จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เป็นปัญหา ซึ่งก็คือเรื่องของการตรวจสอบจากภาคประชาชนนั้นมีความเข้มแข็ง เพราะในระบบประชาธิปไตยเราไม่ได้เลือกคนที่จะมาเป็นนายเรา ที่เราจะไปตรวจสอบหรือเรียกร้องอะไรไม่ได้ หรือจะรักกันจนเรียกว่าลุ่มหลงจนไม่มองว่าถูกหรือผิด อันนี้ต่างหากที่ไม่ใช่ ที่มันมีกลไกอะไรบางอย่างที่มันบิดเบือนไป"


"ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าประชาชนด้อยคุณภาพหรือรู้เท่าไม่ถึง การณ์ แต่บางทีความรักมากๆ ถ้าเรารักใครสักคนมากๆ ต่อให้เป็นคนฉลาดแค่ไหน แต่เราก็พร้อมที่จะเห็นแต่ข้อดีของเขา แต่ในมุมมองของประเทศชาติบ้านเมือง ผมคิดว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น"


นายแทนคุณกล่าวต่อว่า หากเราจะตรวจสอบคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น เราจะทำอะไรได้บ้าง เราจะร้องเรียนหน่วยงานต่างๆและเชื่อมั่นในหน่วยงานเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ ไหนว่าจะไม่ถูกแทรกแซงจากกระบวนการทางการเมือง


"คุณภาพของประชาธิปไตยต้องสัมพันธ์กับคุณภาพของประชาชนด้วย ผมขอเสนอทางออกคือ ให้ หนึ่ง ต้องปฏิรูประบบการศึกษา สอง กระบวนการการสร้างวุฒิภาวะทางประชาธิปไตยสำคัญมาก"


"สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ รัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้ว และผมเชื่อว่าเชื้อร้ายกำลังค่อยๆเน่าหมดไป แต่สิ่งที่มันเลวร้ายและเป็นต้นเหตุ เป็นรากเหง้า เป็นข้ออ้างที่ทำให้มันเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าไม่เพียงแต่ยังไม่หมด แต่อยู่ในช่วงบูรณาการ"


"เผด็จการทหารจบ อาจมีเผด็จการความคิดบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นใหม่แทน และมันอาจจะรุนแรงไม่น้อยกว่ากัน"


"ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการที่มีการยุบพรรคซึ่งเป็นกฏหมายที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติ และกฏหมายไม่ควรจะใช้ย้อนหลัง"


"สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นได้หมดไป" นายแทนคุณกล่าว





ทางด้านผศ.สุดา กล่าวว่า ความรุนแรงที่กล่าวอ้างโดยคณะรัฐประหารว่า "จะกระทำการนี้เพียงเพื่อจะยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น" ได้ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยต้องเสียหายย่อยยับ นอกเหนือไปจากการที่ต้องมีผู้เสียชีวิตมากมาย


"กระบวนการยุติธรรมถูกทำลายด้วยข้ออ้างตุลาการณ์ภิวัฒน์ ซึ่งถูกอ้างโดยกลุ่มคนที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร เพื่อจะให้เกิดความชอบธรรมว่ากระบวนการยุติธรรมจะมาเป็นผู้ตัดสินใจแทน ประชาชน โดยอ้างว่าตุลาการณ์ภิวัฒน์มีความเที่ยงตรง เป็นกลางกว่าประชาชน คำพูดที่ว่า "การยุบสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้" คือข้อกล่าวอ้าง บัดนี้ 5 ปีมาแล้ว เราได้เห็นกระบวนการยุติธรรมไทยเสียหายย่อยยับ มีกฏหมายเหมือนไม่มีกฏหมาย มีบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมก็เหมือนไม่มี"


"กฏหมายที่เคยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้กลายเป็นเครื่องมือ ของผู้ที่ยึอำนาจจากประชาชนไป กฏหมาย บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า หลัก ยุติธรรมที่บอกว่า ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนจะมาถึงการพิสูจน์ ว่าผิดจริงในขั้นที่สุด บัดนี้มันได้พลิกกลับมาเป็นอีกด้านหนึ่ง ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องประชาธิปไตยถูกตีตราว่าเป็นผู้ผิด จนกว่าจะถูกพิสูจน์ได้ว่าถูก"


ผศ.สุดาเสนอว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากเสียงของประชาชนได้ปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งหมดให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง


นอกจากนี้ ผศ.สุดายังได้พูดถึง คำพูด "นักการเมืองคอร์รัปชั่น" ของนพ.ตุลย์ว่า "สิ่งที่คุณตุลย์ออกมาพูดมีความคล้ายกันกับวาทกรรมที่ถูกใช้ปูพื้นเพื่อจะไป สู่การรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ซึ่งก็คือวาทกรรมที่ว่า "คอร์รัปชั่น นักการเมืองโกงกิน เผด็จการรัฐสภา"


"วาทกรรมชุดนี้แหละที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยกลุ่มนักวิชาการบางกลุ่ม ทำให้เห็นด้านเดียวของปัญหาของการบริหารงานของรัฐบาล แม้แต่คำว่า คอร์รัปชั่นก็เกิดคำใหม่ๆเช่น "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" คำนี้ที่จริงแล้วก็คือนโยบาย แล้วเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคำว่า "ประชานิยม" ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายตัวสำคัญ"


""รัฐประหาร" คำว่า "ประหาร" แปลว่า ฆ่า ฆ่ารัฐ ก็คือฆ่าประชาชน คือการยึดอำนาจที่เป็นความชอบธรรม ที่เป็นอธิปไตยของปวงชนชาวไทยไปจากประชาชน และเขาได้สร้างความเสียหายให้ประชาชนทั้งประเทศ" ผศ.สุดากล่าว





ทางด้านนายสมบัติ หรือ "บ.ก.ลายจุด" กล่าวว่า ตนเชื่อว่าคนจำนวนมากได้บทเรียนจากการรัฐประหาร 23 กุมภา 2534 และเหตุการณ์พฤษภานองเลือด 2535 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารดังกล่าว


"เมื่อถามว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปลี่ยนอะไรในประเทศไทยไปบ้าง ผมตอบว่า ′มันเปลี่ยนจากหน้ามือ- ผมไม่ได้บอกว่าเป็นมือที่สะอาดนะ มันเปลี่ยนมือที่มันไม่สะอาดนัก มือที่มันหม่นๆมีฝุ่นมีสิ่งสกปรกติดอยู่ ไปเป็นหลังเท้าเขียวๆ′ เพราะรัฐประหารก็คือการปกครองโดยทหารเป็นใหญ่"


"มันไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหน ที่ทหารออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองแบบนี้ มันไม่มี ประเทศเรานี่มันผิดปรกติอยู่มากๆ"


นายสมบัติกล่าวว่า รัฐประหารครั้งดังกล่าวได้เปลี่ยนความคิดประเภท "ช่างมันฉันไม่แคร์" เปลี่ยนจากคนที่นิ่งเฉย ไม่เป็นไร ให้ออกมาสู่ท้องถนน "มันทำให้คนตื่น คนที่หลับใหลมันตื่น ตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น"


นายสมบัติกล่าวต่อว่า รัฐประหารได้เปลี่ยนเสรีภาพของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็นเป็น "ภัยความมั่นคง" เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นรัฐธรรมนูญของรัฐประหาร


"วันนี้มีใครที่กล้าบอกว่าตนเห็นด้วยกับรัฐประหาร แม้แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังบอกว่าไม่เห็นด้วยเลย แม้แต่สนธิ บุญยรัตกลิน แม้แต่ผู้ที่เป็นผู้กระทำเอง นี่เป็นเรื่องน่าสนใจที่หัวหน้าคณะรัฐประหารมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วก็ได้ด้วย มันอาจจะเป็นภาพที่ดูขำๆอยู่บ้าง แต่นี่เป็นตลกร้าย"


นายสมบัติกล่าวว่า มันจะต้องเกิดสถานการณ์ที่คนในสังคมจะต้องมาดีเบตกันในเรื่องนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย เพราะประเทศเรายังไม่เคยมาดีเบตเรื่องนี้กันอย่างจริงๆจังๆ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดีเบตกันอย่างแรงเลยคือในเรื่อง "นิยามความหมาย" ของคำว่าประชาธิปไตย: "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" "แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ" "สิ่งเหล่านี้คือการดีเบตกันว่า คำว่าประชาธิปไตยมันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร มันจะมีองค์ประกอบเป็นอะไร ตนคิดว่านี่คือจังหวะที่เราต้องมาดีเบตกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย ตนคิดว่านี่เป็นกระบวนการสำคัญและไม่ควรมองข้าม


นายสมบัติกล่าวว่า "เราไม่ควรใช้คำว่า "ปรองดอง" ประหนึ่งแปลว่า "หุบปาก"


"แต่คำว่าปรองดองมันควรมีความหมายว่า หนึ่ง เรารับฟัง สอง เรายอมรับที่จะให้มีความแตกต่างดำรงอยู่ในสังคม สาม เราจะตีกรอบขีดวงไว้ ไม่ให้ความแตกต่างมันลุกลามไปเป็นการฆ่าฟันกัน "เราจะไม่อนุญาตให้ใครฆ่าใคร ทำร้ายใคร ด้วยเหตุผลที่ว่าเราคิดต่างกันอย่างสุดขั้ว′ "


นายสมบัติกล่าวในเรื่องคอร์รัปชั้นของนักการเมืองว่า "หนึ่ง คนที่คอร์รัปชั่นไม่ได้มีแค่นักการเมือง ข้าราชการก็ไม่เบา ทุกยุคทุกสมัยมีสิ่งเหล่านี้ แต่ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่ายอมรับนะครับ แต่คำถามก็คือ หากมันเป็นเงื่อนไขที่เป็นวิทยาศาสตร์ เหตุไฉน มันไม่มีการรัฐประหารทุกสมัย ทุกรัฐบาล"


"เราต้องถอดบทเรียนเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆ มิฉะนั้นเราจะวิเคราะห์ผิด เราต้องพูดถึง หรือคำนึงถึงพลังต่างๆที่มีอยู่ในสังคมไทยที่กระทบต่อขบวนการพัฒนา ประชาธิปไตยไทย และผมหวังว่า เราจะสร้างประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งโดยมีประชาชนเป็นพื้นฐาน"


"อย่าไปคาดหวังกับนักการเมืองอะไรมากครับ" นายสมบัติกล่าว


"คนดี" "ความดี"


นายสมบัติกล่าวว่า"วิกฤตินี้เป็นวิกฤติของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น คนดี "


"คือนอกจากเราจะเถียงกันเรื่องประชาธิปไตยแล้วยังมาเถียงกันว่าอะไร "ดี" แต่มีเงื่อนไขนะ เวลาที่เราเถียงกันว่าอะไรคือ "ความดี" หรืออะไรคือ "คนดี"


"มันมีจอมยุทธ์ หรือฝ่ายธรรมะที่รวมหัวกันว่าในยุทธจักรเรานี่มีผู้ร้าย พวกเราต้องรวมตัวกันแล้วไปกวาดล้างให้ยุทธจักรเราขาวสะอาด พอไปถึงเจอโจรปุ๊บ โจรถึงขนาดโอดครวญว่า "โอ้โห นี่หรือท่านจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะ ทำไมท่านถึงได้โหดเหี้ยมได้ขนาดนี้"


"คนที่มาบอกว่าคนอื่นเลวร้ายมันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนดี มันไม่ได้แปลว่าระบบการเมืองที่มันคอร์รัปชั่น มันเน่า มันโกงเรา แล้วไอ้วิธีการรัฐประหารนี่มันถูกต้อง มัน"ดีกว่า" ดังนั้นเวลาที่เรากำลังดีเบตกัน เรากำลังสร้างชุดการเรียนรู้ที่ว่าด้วย "ความดี" และ "คนดี"


นายสมบัติกล่าวว่า สังคมต้องยอมให้มีการดีเบต ยอมให้มีการตรวจสอบ "ยอมให้มีแสงสว่างเข้าถึง มันต้องตรวจสอบได้ เราต้องเอา ความดี ทั้งหลายมาวางบนโต๊ะ แล้วคุยกันจริงๆ "


"มันเป็นเรื่องการเถียงกันถึงวิธีการปกครอง หรือเทคโนโลยีการปกครองทางการเมืองว่า เทคโนโลยีไหนที่เหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด หรือในเรื่องของ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" ซึ่งเราก็ต้องมาเถียงกันว่าไอ้ประชาธิปไตยแบบไทยๆนี่มันดีกว่ายังไง มันต้องเปิดโอกาสให้มีการพูดถึงรูปแบบของประชาธิปไตยทุกรูปแบบ มันควรมีเสรีภาพที่เราจะมาคุยกัน แค่คุย ถ้ามันเริ่มไม่ได้ มันก็แย่แล้ว ผมคิดว่าเราไม่ไปไหน เราไปไหนไม่ได้"


"ทางออกคือทุกคนต้องไปทางของประชาชน ชี้ไปประชาธิปไตยเท่านั้น ที่มันวุ่นวายขนาดนี้เพราะมันชี้ผิดทาง"


นายสมบัติยังได้กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ทหารเองก็ต้องปรับทัศนคติ "แต่ผมเข้าใจนะ ว่าเท่าที่ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยที่ผ่านมา ทหารเป็นชนชั้นนำในสังคม เป็น "elite" ซึ่งเชื่อว่าประเทศอยู่ได้เพราะคนอย่างพวกเขานี่แหละ ซึ่งในอดีต ชุดความเชื่อแบบนี้ก็อาจจะพอไปได้บ้าง แต่ว่ามันอธิบายโลกอนาคตไม่ได้เลย"


"ต้องปรับทัศนคติตรงนี้ก่อน สองคือต้องลดพื้นที่ในการพูด ให้คนพวกนี้พูดน้อยลงโดยเฉพาะในทางการเมือง และสาม แล้วต้องตรวจสอบได้ ทหารนี่ต้องตรวจสอบได้ เอาไฟฉายส่องลงไปเลย เอาให้ชัด ทหารที่บอกว่าออกมาต่อต้านคอร์รัปชั่นเนี่ยเป็นอย่างไร"





นายแทนคุณได้กล่าวถึงเรื่อง "ความดี" ต่อจากความเห็นต่อ "ความดี" ของนายสมบัติว่า


"ผมคิดว่า ความหมายของคำว่าความดี ไม่ได้มีความหมายเพื่อโจมตีคนอื่นว่าเลวร้าย แต่มีความหมายเพื่อขัดเกลา แล้วก็ลดทอนความเห็นแก่ตัวของเราลง เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเราดี แสดงว่าเรายังไม่ดี แต่แน่นอนว่าเราก็ต้องทำความดีต่อไป เพราะความดีไม่ใช่ทำให้เราได้ดี แต่มันคือดีที่ได้ทำ"


"สังคมที่คนมีวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร มีวัฒนธรรม เคารพระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด อย่างญี่ปุ่น แต่บ้านเรานี่ค่อนข้างจะเป็นสังคม emotional society เป็นสังคมอารมณ์นิยม ตั้งแต่ละครที่ปลุกเร้าอารมณ์ ความสุขที่เกิดขึ้นคือความสุขแบบสะใจ แต่ในการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง การนำเอาความสะใจมาใช้ไม่ช่วยอะไร เรากำลังพูดถึงการแก้ปัญหา มิใช่กระทำซ้ำเติมปัญหาที่มันเกิดขึ้น"


"ประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีคุณภาพและขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้ ผมคิดว่านี่คือหน้าที่ของเราทุกคน" นายแทนคุณกล่าวทิ้งท้าย