ที่มา ประชาไท
ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน สมาชิกกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ ได้นัดหมายกันร่วมทำกิจกรรมเพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี โดยมีกิจกรรมอาทิ การร่วมรับเสื้อเพื่อใส่ในกิจกรรมปฏิญาณตน และกิจกรรม สวดมนต์ถวายพระพร และปฏิญาณตน เป็นต้น โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา ณ ลานพระราชบิดา โรงพบาบาลศิริราช
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, September 25, 2011
กลุ่ม "รักพ่อภาคปฏิบัติ" เผยแพร่คลิปทำความสะอาดลบสัญลักษณ์ "No 112"
ชาวบ้านโป่งอาง เชียงดาว รุกยื่นหนังสือถึง ส.ส.เพื่อไทยจี้รัฐบาลระงับโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง
ที่มา ประชาไท
ชาวบ้านโป่งอางรุกยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขอให้จี้ต่อองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำปิงตอน บน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ให้ทบทวนและยุติโครงการนั้นโดยทันที
หลังจากเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านโป่งอางและเครือข่ายลุ่มน้ำในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ได้ชุมนุมคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ ปิง ที่กรมชลประทานและทีมงานศึกษาฯ จัดขึ้น ณ หอประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว และได้ร่วมกันกดดันเคลื่อนไหว จนการจัดเวทีประชุมในครั้งนั้นต้องล่มไปนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 ตัวแทนชาวบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รุกเดินหน้าต่อ โดยเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้จี้ต่อองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำ ปิงตอนบน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ให้ทบทวนกระบวนการศึกษา และขอให้ยุติโครงการนั้นโดยทันที
โดยตัวแทนชาวบ้านได้ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวนั้นขาดกระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจาก คนในชุมชนอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานั้น ขั้นตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรัดในการดำเนินการ ขาดความละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
อีกทั้ง ที่ตั้งโครงการฯ ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง ซึ่งถือว่าเป็นขุนน้ำสำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา และยังเป็นพื้นที่ป่าของชุมชน ที่ชุมชนได้อาศัย พึ่งพาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ไม้ใช้สอยของคนในชุมชน ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อน จะทำให้ต้นทุนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมสูญหายไป
และที่สำคัญ การเข้ามาศึกษาฯครั้งนี้ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่ชุมชนเสนอ ทั้งที่ผ่านเอกสาร และการศึกษาข้อมูล เพราะผลที่ออกมาเป็นรูปแบบของการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งความสูง พื้นที่รองรับน้ำ ความยาวของตัวเขื่อน ที่สำคัญการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเข้ามาดำเนินการกระบวนการศึกษา ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้ จริง ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจร่วมของคนในชุมชน ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้ชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ด้านนายจุลพันธ์ หลังจากรับหนังสือร้องเรียนแล้ว ได้กล่าวว่า ถึงยังไง ตนเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ก็ต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชน หากถ้าโครงการใดๆ ที่เข้ามาในชุมชน ถ้าผลประโยชน์ไม่ตกกับชาวบ้าน หรือได้ไม่คุ้มเสีย ก็จำเป็นต้องหาทางยับยั้งต่อไป
“แต่เบื้องต้นขอรับเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วจะขอเวลาศึกษาข้อมูลโครงการนี้เพิ่มเติม และดูว่าชุมชนมีความต้องการหรือมีปัญหาในเรื่องโครงการนี้มากน้อยเพียงใด เพราะโครงการใดๆ ที่ดำเนินการไปนั้น ถ้ามีปัญหา ปัญหามันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวผมหรือว่ารัฐมนตรี แต่มันจะตกกับพี่น้องประชาชนนั่นเอง ซึ่งหากชาวบ้านยืนยันตามแถลงการณ์ แสดงเจตนารมณ์ว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นไปไม่ถูกต้องก็คง ต้องมีการทบทวนกระบวนการศึกษากันใหม่”
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้าน ได้เสนอขอให้นายจุลพันธ์ หาทางให้มีการยับยั้งการดำเนินการศึกษาและขอให้ยุติโครงการดังกล่าวเสีย และขอให้รัฐบาลชุดนี้ได้ทบทวนแผนการจัดการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ ให้ล้มเลิกแนวคิดการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ขอให้ทบทวนและหันมาผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำโดยชุมชนดูแลกันเอง ซึ่งจะเป็นทางออกในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมากกว่า
แข่งเรือแข่งพายแข่งบอลVSแข่งบุญแข่งวาสนา
ที่มา Thai E-News
ฟุตบอลสันติภาพ-นภจักษ์ อัตนนท์ นักข่าวสนามของเครือเนชั่นรายงานจากขอบสนาม (ที่มา:Youtubeของnoppatjak1)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2554
ก่อนจะยิงกันพรุน-สม เด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หัวหน้าทีมชุดเสื้อแดง สัมผัสมืออดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ของไทย หัวหน้าชุดทีมเสื้อน้ำเงิน ก่อนจะยิงกันพรุน10-7 เอาเข่งใส่กลับบ้านกันเกือบครบทีม ที่สนามโอลิมปิกสเตเดี้ยม ในกรุงพนมเปญ เมื่อวานนี้(ภาพ:รอยเตอร์)
คึกคัก-กองเชียร์เสื้อแดงที่ยกพลไปจากประเทศไทยพากันเชียร์กันอย่าง คึกคักกับฟุตบอลนัดมิตรภาพสันติภาพ ซึ่งฝ่ายไทยกับกัมพูชาได้จัดผู้เล่นคละกันสองทีม โดยแกนนำเสื้อแดงอย่างจตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่ทีมสมเด็จฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการเขมรหลายรายเป็นลูกทีมของอด่ตนายกฯสมชาย ของไทย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)
ลีลาผู้นำกัมพูชา-สม เด็จฮุนเซ็นลงเล่นอย่างทุ่มเทตลอดแมตช์นี้ และสามารถทำประตูได้ด้วย โดยทีมฝ่ายตรงกันข้ามดูจะจงใจสกัดไม่อยู่ ชาวกัมพูชาแห่เข้าชมนัดนี้หนาตาเพราะไม่ได้เห็นผู้นำประเทศลงเล่นในสนาม อย่างนี้มาก่อนเลย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)กองเชียร์เจ้าบ้าน-กองเชียร์เสื้อหลากสีของชาวกัมพูชา แต่หลายๆคนก็แอบแดงมาเหมือนกัน
ปูก็มา-กองเชียร์เสื้อแดงกับสีสันในสนามแข่งขันที่โอลิมปิกสเตเดี้ยม กรุงพนมเปญ
แย่งซีน-นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเงาเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับดาราและสื่อกระแสหลักที่สนามจุ๊บ จุฬาฯช่วงวันเวลาเดียวกัน อ้างว่าหาเงินช่วยน้ำท่วม แต่บรรยากาศตามที่เห็นคือบนอัฒจรรย์นั้นมีแต่ทหารอากาศล้วนๆไม่มีผู้ชม เลย(ภาพ:บอร์ดIF)
แข่งบุญแข่งวาสนา-กองเชียร์ประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสนี้โพนทะนาว่าหากอยากดูฟุตบอลช่วยชาติให้ไปสนามจุ๊บ อยากดูฟุตบอลขายชาติให้ไปที่พนมเปญ
Saturday, September 24, 2011
คิวมท.ล้างเครือข่าย"เนวิน"
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
"ต้องขยับหัวเพื่อให้ขบวนขยับได้"
นาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณภายหลังนายกฯ มีคำสั่งย้าย นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
จากนั้นก็ลงนามแต่งตั้งนายพระนาย สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาด ไทย ขึ้นรักษาราชการแทน โดยให้มีผลทันที
เป็น การขยับหัวขบวนเพื่อเปิดทางสู่การแต่งตั้งโยกย้าย ระดับ 10 อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ที่นายยงยุทธ ระบุล่าช้ากว่ากำหนด
เพื่อไม่ให้ล่าช้าไปกว่านี้ คาดว่าจะมีการเสนอบัญชีโยกย้ายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 27 ก.ย.นี้
ใน จำนวนนี้ เป็นการโยกย้ายมาทดแทนตำแหน่งเกษียณ ซึ่งวันที่ 30 ก.ย. นี้ มีข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เกษียณอายุราชการรวม 19 ตำแหน่ง ประกอบด้วย
ระดับอธิบดี จำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง
ระดับผู้ตรวจราชการกระทรวง จำนวน 6 ตำแหน่ง ได้แก่ นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง นายธวัชชัย ฟักอังกูร, นายปรีชา บุตรศรี, น.ส.เรืองวรรณ บัวนุช, นายศุภกิจ บุญญฤทธิ์พงษ์ และ นายสุเมธ แสงนิ่มนวล
และระดับผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 12 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายชาย พานิชพรพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
นายพงษ์ศักดิ์ นาคประดา ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายพิสิษฐ บุญช่วง ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายอธิคม สุพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และ นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร
เมื่อจำนวนคนเกษียณมากก็เปิดทางให้การสับเปลี่ยนตำแหน่ง การจัดวางตัวบุคคล ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
ที่หลายฝ่ายจับตาคือการสลับสับเปลี่ยนตัวบุคคลจะมีรายการ "ย้ายล้างบาง" อย่างที่คาดการณ์กันมากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะในตำแหน่งอธิบดี รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในสายของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่คุมมหาดไทยมาก่อนหน้านี้
ไฮไลต์อยู่ที่เก้าอี้อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
การ ขยับในตำแหน่งสำคัญทั้งหมดนี้เพื่อเปิดทางให้คนในสายของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกเด้งไปนั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาผงาดอีกครั้ง
เก้าอี้ใหญ่อย่างกรมการปกครอง คาดการณ์กันล่วงหน้า นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ซึ่งรัฐบาลที่แล้วมีคำสั่งย้ายจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
ด้วยบารมีของน้องชาย น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรองนายกฯ คนสนิทของ"นายหญิง" คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
เที่ยวนี้จะได้ออกจากกรุ ขึ้นแท่นอธิบดีกรมการปกครอง
เก้าอี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ นายขวัญชัย วงศ์นิติกร นั่งประจำการอยู่ อาจถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือเข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวง
เพื่อเปิดทางให้กับ นายวีระยุทธ เอี่ยม อำภา ผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่เป็น สิงห์ดำเช่นเดียวกับนายยงยุทธ
ไม่ ต่างกันคือ นายสุรชัย ขันอาสา คงต้องลุกจากเก้าอี้อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ถ้าไม่กลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็อาจต้องเข้ากรุผู้ตรวจฯ เปิดทางให้ "สิงห์ดำ" ในโควตาคุณหญิงพจมาน เข้ามาเสียบแทน
ส่วน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สิงห์ดำที่อยู่รอดปลอดภัยมาจากรัฐบาลที่แล้ว เพราะนายเนวิน ต้องการลดแรงกดดัน จึงโยกจากรองปลัดมานั่งอธิบดีปภ.
เที่ยวนี้ อดีตผู้ว่าฯเชียงใหม่ คนนี้ อาจต้องกลับไปนั่งรองปลัด เพื่อรอคิวขึ้นนั่งปลัด หลังนายพระนาย เกษียณ
ใน ส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเกษียณแค่ 12 จังหวัด แต่ครั้งนี้จะมีการย้ายสลับสับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไม่น้อยกว่า 40 ตำแหน่ง
เหตุจากส.ส.เพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน วิ่งขอโควตาดึงคนของตัวเองเข้ามาในพื้นที่
แต่ เพื่อป้องกันเสียงครหาโยกย้ายล้างบาง บัญชีโยกย้ายผู้ว่าฯ อาจทำเป็น 2 ล็อต จังหวัดที่อยู่ในโซนเป้าหมายต้องส่งคนของตัวเองลงไปดูแล อาจเป็นรอบหลัง
ส่วน ใหญ่ผู้ที่อยู่ในข่ายถูกโยกย้ายต่างรู้ชะตากรรมตัวเองดี สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดในสายของนายเนวิน ไล่เรียงตั้งแต่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ เชียงราย ปทุมธานี สงขลา สุราษฎร์ธานี
ไม่ถูกสลับไปนั่งจังหวัดเล็ก ก็น่าจะถูกเด้งเข้ามานั่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยคงปล่อยให้ทำงานในพื้นที่ต่อไป
เพราะประเมินแล้วคุ้มกว่าการย้ายสลับไปอยู่ในพื้นที่อื่น ที่อาจสร้างปัญหาภายหลังได้
สวนดุสิตโพล ชี้ คนกรุงส่วนใหญ่เชื่อว่ามีการทุจริตติดตั้งกล้องcctv ความเชื่อมั่นลด รู้สึกไม่ปลอดภัย
ที่มา มติชน

จากกรณีที่ ดีเอสไอ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการติดตั้งและจัดซื้อกล้อง CCTV ในกรุงเทพฯ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการใช้กล้อง CCTV หลอก แทนกล้องจริงในหลายพื้นที่ หากพบว่ามีการทุจริตจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน กรณี กล้อง CCTV "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 1,020 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2554 สรุปผลได้ดังนี้
1. ความคิดเห็นของประชาชน กับ ข่าวการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก ในกรุงเทพฯ
อันดับ 1 ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการติดตั้งกล้องหลอกๆเอาไว้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอยากรู้ข้อเท็จจริง 37.81%
อันดับ 2 รู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ 33.14%
อันดับ 3 เป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ชอบมาพากล อยากให้ผู้ที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างออกมาชี้แจงโดยเร็ว 29.05%
2. ประชาชนเชื่อหรือไม่? กรณีที่มีกระแสข่าวการทุจริตการติดตั้งกล้อง CCTV ในกรุงเทพฯ
อันดับ 1 เชื่อ 54.15% เพราะ เป็นโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมาก จากเหตุผลที่ชี้แจงในเบื้องต้นฟังไม่ขึ้น ฯลฯ
อันดับ 2 ไม่แน่ใจ 40.02% เพราะ ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวหรือการตั้งข้อสังเกตของแต่ละคนที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ควรรอฟังหรือพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานจะดีกว่า ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่เชื่อ 5.83% เพราะ เชื่อมั่นในความโปร่งใสและการดำเนินการจัดซื้อของอดีตผู้ว่า ฯ คนที่แล้ว ฯลฯ
3. ผลกระทบจากการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก คือ
อันดับ 1 ไม่มั่นใจในความปลอดภัย ทำให้โจร ผู้ร้าย ใช้โอกาสนี้ในการกระทำผิด 38.76%
อันดับ 2 เสียความรู้สึกกับ กทม. ขาดความเชื่อมั่นในการบริหารงานและความน่าเชื่อถือลดลง 32.53%
อันดับ 3 ถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใดก็แล้วแต่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด 28.71%
4. ความมั่นใจของประชาชนเมื่อรู้ว่ามีการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก
อันดับ 1 เชื่อมั่นลดลง 58.32% เพราะ ทำให้เสียความรู้สึก คิดว่าข่าวนี้น่าจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง ,เพิ่งเข้าใจว่าเหตุผลที่อ้างกล้องเสีย น่าจะมาจากสาเหตุนี้ ฯลฯ
อันดับ 2 เฉยๆ 34.18% เพราะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ,ควรนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้หรือสนับสนุนในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่หรือ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลาดตระเวน ตรวจตรามากกว่า ฯลฯ
อันดับ 3 เชื่อมั่นเหมือนเดิม 7.50% เพราะ กล้อง CCTV เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักฐาน แต่การปฏิบัติหน้าที่ของ จนท.ตำรวจที่เคร่งครัดมีความสำคัญกว่า ฯลฯ
คลิป เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
RuMi CBR
เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554
1)
mp3 http://www.mediafire.com/?hf2p9xdfdz4f69p
2)
mp3 http://www.mediafire.com/?4kuw5kqozdgmk55
3)
mp3 http://www.mediafire.com/?xqq3ujsbxcqqcga
4)
mp3 http://www.mediafire.com/?9cc5s57fyr1p6sy
5)
RuMi CBR เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554 1) mp3 http://www.mediafire.com/?hf2p9xdfdz4f69p 2) mp3 http://www.mediafire.com/?4kuw5kqozdgmk55 3) mp3 http://www.mediafire.com/?xqq3ujsbxcqqcga 4) mp3 http://www.mediafire.com/?9cc5s57fyr1p6sy 5) mp3 http://www.mediafire.com/?743aphr6ssau9vb ขอบคุณคุณอั๋น Ant Redarmy http://www.thaivoice.org/board/index.php?topic=1219.0 | ||||
| |
นายกฯ สั่งเร่งช่วยเชียงใหม่น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม เด็กตาย 1 สูญหาย 2
ที่มา ข่าวสด
เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ จ.เชียงใหม่ ที่บ้านเปียงกอก หมู่ 6 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม โดยแจ้งสัญญาณเตือนภัยให้ชาวบ้านเตรียมพร้อมรับมือ หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นไม่ถึง 5 นาที ชาวบ้านกำลังจะหลับนอน เสียงน้ำป่าดังและกระแสน้ำมาเร็วมาก ชาวบ้านร้องเรียกกันเป็นทอดๆให้ออกจากบ้านหาที่หลบ บางคนได้ปีนขึ้นหลังคาบ้านดันหลังคาออกแล้วขึ้นไปอยู่ข้างบนหลังคา
ทุกบ้านไม่สามารถที่จะเก็บของหนีได้ทันเพราะน้ำมาเร็วมาก น้ำโคลนและไม้ซุงขนานไหญ่ เล็กไหลมากับน้ำ แรงน้ำและไม้ซุงซัดเอารถยนต์ที่จอดในบ้านไหลไปไกลกว่า 50 เมตร และจมอยู่ใต้ดินโคลน ต่อมา น้ำลดในเวลาประมาณ 03 00น.วันนี้
น้ำ ป่าเข้าท่วมบ้านเรือนในครั้งนี้สูงประมาณ 2 เมตรเศษ ได้มีเด็กหายไปทั้งหมด 3 คน พบศพแล้ว 1 คนเป็นเด็กชายอายุ 6 เดือนเศษชื่อเด็กชายคีม ไทยใหญ่ ส่วนเด็กยังไม่พบนั้นมีอายุประมาณ 6 ขวบ และ 8 ขวบ
ส่วนความเสียหายยังไม่สามารถที่จะสำรวจได้ในเวลานี้ ขณะนี้ทางหน่วยงานเทศบาล และ อบต.ที่มีรถตัก ได้เข้ามาในพื้นที่เพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ส่วนทางทหารกองกำลังผาเมืองก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจแล้ว และทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่32 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจซึ่งทาง อบต.โป่งน้ำร้อนจะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ส่วนถนนเข้าไปในที่ทำการอุทยานฟ้าห่มปกนั้นถนนขาด และสะพานขาดไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปได้
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับทราบสถานการณ์ น้ำท่วมที่ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝางนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบ้านเรือนเสียหายเบื้องต้น 20 หลัง ซึ่งทาง ปภ.ได้ส่งรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นไปดูแลและติดตาม สถานการณ์ที่อำเภอฝางแล้วและสั่งการณ์ให้เร่งดำเนินการเปิดช่องทางจราจร และเส้นทางคมนาคมต่างๆเพื่อลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ รวมทั้งช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ด้านในออกมา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ปภ. ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่เร่งเข้าไปปฏิบัติการช่วยเหลือแล้ว และมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปดำเนินการอำนวยการช่วย เหลือโดยด่วน
หน.ทีมชันสูตร 13 ศพ ชี้มีหน้าที่แค่สอบสวน รวบรวมพยาน ไม่มีหน้าที่สั่งฟ้องใคร ลั่นทำงานไร้แรงกดดัน
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 13 ศพ จากการสลายการชุมนุม ได้เรียกประชุมชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ได้เรียกประชุมคณะสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาสำนวน 13 ศพ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ บช.น.ดำเนินการ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 หลังรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นได้รับมอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมารับผิดชอบเพื่อ ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะมีการกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติและการแบ่งงาน รวมทั้งร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว บริสุทธิ์ และเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า กดดันหรือไม่ที่ญาติผู้ตายให้ความหวังอยากให้คดีอยู่ที่ บช.น.มากกว่าดีเอสไอ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนรับผิดชอบในเรื่องสำนวนชันสูตรพลิกศพ แต่สำนวนคดีอาญาหลักก็ยังความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตนคิดว่าคณะทำงานคงไม่หนักใจเพราะเราทำงานกฎหมาย
เมื่อถามว่า คดีทั้ง 13 ศพ มีเร่งรัดคดีไหนหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ตามกฎหมายการสอบสวนสำนวนชันสูตรพลิกศพได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานในแต่ละ คดีไว้ว่า จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานทราบเรื่อง แต่เรื่องนี้ได้ผ่านพ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้วและเป็นกรณีที่สอบสวนชันสูตร พลิกศพตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรคแรก เพราะตอนนั้นยังไม่พบว่าการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนก็จะเริ่มนับหนึ่ง ในวันที่ 19 ก.ย. วันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนมาให้
เมื่อถามว่า ถ้าพิสูจน์ออกมาตรงกับดีเอสไอว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ขั้นตอนต่อไปนั้นจะต้องชี้ไปถึงผู้ที่สั่งการหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ภารกิจของคณะสืบสวนสอบสวนชุดนี้มีหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความ ว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายอย่างไร ใครเป็นคนทำให้ตาย โดยดำเนินการร่วมกับพนักงานอัยการ ซึ่งจะมีการประสานงานกัน ภารกิจจะเสร็จสิ้นเมื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการก็จะส่งสำนวนให้ศาลไต่สวนการตาย เราคงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องใคร
ผลประโยชน์ทับซ้อน จุดตาย-จุดขายเพื่อไทย
ที่มา มติชน

โดย จำลอง ดอกปิก
เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ การรัฐประหาร ที่คณะผู้ก่อการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนกันยายน ปี 2549 แจ้งต่อสาธารณะ ขณะที่มีมูลเหตุแห่งความขัดแย้งทางอำนาจ ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับผู้มีอิทธิพลเหนือฝ่ายการเมืองเป็นเบื้องหลัง
วันเวลาล่วงเลยมาร่วม 5 ปี กระทั่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โจทย์ใหญ่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ ยังคงเป็นโจทย์เดิม ปัญหาความขัดแย้งทางอำนาจยังดำรงอยู่ และเป็นปัจจัยเสี่ยงชี้เป็นชี้ตายลำดับแรกๆ ผลงานการบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจนำมาทดแทน ชดเชยได้ในความคิดของบางหมู่คณะ ไม่ว่าใครจะมองว่าสนองตอบประชาชนได้ดีกว่าแค่ไหนก็ตาม
เพียงแต่ วันนี้ กลุ่มอำนาจเดินเกมแยบยลมากยิ่งขึ้น ไม่โฉ่งฉ่าง ออกมาชนเอง เล่นเอง เนื่องจากสถานการณ์และทิศทางของบ้านเมืองที่ประชาชนร่วมกันตัดสินใจเลือก รัฐบาลแล้วไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มการเมือง หรือยืมมือ อาศัยการเล่นในระบบมากขึ้น
แล้วรอคิดบัญชีเมื่อรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ
เรื่อง นี้ฝ่ายค้านผู้คร่ำหวอดการเมืองมีหรือจะอ่านไม่ออก มีหรือจะไม่รู้ว่า มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่จะทำให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ และล้มรัฐบาลได้ การตรวจสอบรัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปยังจุดนี้อย่างเป็นพิเศษ และเมื่อรัฐบาลนี้แยกจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ออก เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจึงถูกจุดเป็นประเด็น ประทับตราตอกย้ำ หวังขยายผล โน้มน้าวประชาชนเห็นคล้อยตาม เพื่อลดทอนความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อรัฐบาล
เรื่อง ขุมทรัพย์กลางทะเลลึกไทย-กัมพูชา การขยายมาตรการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกจากวงเงิน 3 เป็น 5 ล้านบาท จึงถูกประชาธิปัตย์มองเป็นเรื่องใหญ่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังปล่อยไปมิได้เป็นอันขาด
ทั้ง ที่บางเรื่องมีการทำลับๆ ล่อๆ ไม่ต่างกัน และบางเรื่องหยิบยกแค่บางส่วน มาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองแทน โดยลดน้ำหนักคุณภาพเนื้อหาสาระลง อาทิการคัดค้านการผลักดันนโยบายด้วยเหตุผล เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ หรือรายได้รัฐ ขณะที่รัฐบาลยังต้องนำเงินมาลงทุนพัฒนาประเทศอีกมหาศาล เพราะผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจ รู้สึกเหมือนกับเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ตื่นเต้น ก่อผลสะเทือนเท่าปมเงื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่น
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารราชการแผ่นดินครบ 1 เดือนเต็ม 30 วันที่ผ่านมานี้ หลายเรื่องที่ถูกปรามาส ไม่มีทางทำได้ อาทิ มาตรการเร่งด่วนเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน การลดราคาน้ำมัน การคืนภาษีรถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรก แต่รัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำได้จริงตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
การเดินหน้าผลักดัน นโยบายออกมาเป็นชุดๆ อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ประชาชนย่อมเปรียบเทียบ และมองเห็นความแตกต่าง ระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องฝีมือการบริหารจัดการ การกล้าตัดสินใจ
ประชาธิปัตย์จึง อาจหวั่นไหวเป็นธรรมดา จึงต้องพลิกแพลงหากลยุทธ์มาหยุดรัฐบาล และคงเห็นว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการตอกย้ำเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นจุดขายพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นจุดตายรัฐบาลได้ด้วยเช่นกัน!
ของกลางสูญหาย
ที่มา มติชน

โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ตอนที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกมาแถลงข่าวกรณีถูกย้ายพ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเน้นว่าถูกการเมืองรังแก และทิ้งท้ายด้วยคำพระที่ว่า กฎแห่งกรรมมีจริง
ฝ่ายรัฐบาลโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รีบหยิบเรื่องเวรกรรมนี้มาย้อนกลับทันที ว่าชอบใจคำนี้มาก ใครทำกรรมไว้ให้เตรียมรับกรรมด้วย
เรื่องเวรกรรมระหว่างนายถวิลกับฝ่ายนักการเมืองนั้น ก็ตีความกันตามแต่มุมมอง
บังเอิญมีการพาดพิงบทบาทของนายถวิล ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.แล้วเข้าไปมีบทบาทใน ศอฉ.
จึงต้องนึกถึงเหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ลงเอยด้วยความตาย 91 ศพ
หลักของพระพุทธศาสนานั้น เน้นย้ำถึงกฎแห่งกรรม ตักเตือนมนุษย์เราให้มีความเกรงกลัวต่อบาป
ใครก่อบาปกรรมทำร้ายชีวิตคน สุดท้ายต้องได้รับผลกรรมนั้น
ผลกรรมนั้นจะปรากฏในรูปแบบไหน
ความไม่สงบสุขในจิตใจไปตลอดชีวิตก็อย่างหนึ่ง
กระบวนการยุติธรรมก็อีกทางหนึ่ง ลงเอยถ้าศาลตัดสินว่าผิดจริงก็ต้องติดคุกติดตะราง ไปจนถึงโทษประหารให้ตายตกไปตามกัน
คดี 91 ศพ ในขณะนี้เริ่มมีความคืบหน้า ในทางกระบวนการสอบสวน
สำนวน ที่ส่งไปดองอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งกลับมายังพนักงานสอบสวนท้องที่ โดยเริ่มที่ 13 ศพ ซึ่งพอจะสรุปได้ชัดว่าน่าจะเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากนี้พนักงานสอบสวนก็จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนส่งขึ้นศาลไต่สวนต่อไป
ขณะที่คดีมีความชัดเจนขึ้น
มีเรื่องราวของหลักฐานสำคัญโผล่ออกมาให้ได้รับรู้กันอีก คือ การที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทย ออกมาทวงอาวุธปืนลูกซองจำนวน 3 พันกระบอก
บอกว่า ศอฉ.เรียกปืนจำนวนนี้ไปจากมหาดไทย เพื่อนำไปใช้ช่วงสลายม็อบแดง แต่จนบัดนี้ยังไม่ส่งกลับมา อพป. และ ชรบ. ไม่มีอาวุธปืนใช้
ขณะที่นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเพิ่งได้รับกลับตำแหน่งหลังจากโดนย้ายไปก่อนหน้านี้ ได้เคยออกมาเปิดข้อมูลปืนลูกซอง 3 พันกระบอกนี้ก่อน เพราะปฏิเสธไม่ยอมส่งมอบให้ศอฉ.เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกเด้ง
ที่ไม่ยอมร่วมมือเพราะปืน สามารถเป็นอาวุธที่ใช้ฆ่าประชาชนที่ชุมนุมได้
นาย วงศ์ศักดิ์ยังได้เตือนกลับไปยังนายถวิล ว่าอย่าได้อ้างอิงการต่อสู้ของนายวงศ์ศักดิ์ที่เข้าพึ่ง ก.พ.ค.จนได้รับชัยชนะ เพราะกรณีของนายถวิลนั้นเป็นการถูกย้ายตามอำนาจของผู้บังคับบัญชาตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งไม่เหมือนกัน
ลึกๆ แล้วนายวงศ์ศักดิ์คงต้องการจะบอกว่า เขาถูกย้ายเพราะไม่ร่วมมือกับ ศอฉ.ในเรื่องปืน
ส่วนนายถวิลนั้นมีบทบาทสำคัญอยู่ใน ศอฉ. ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
เรื่องปืน 3 พันกระบอก ที่เอาไปใช้เหตุปราบม็อบแดง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมหาดไทยเท่านั้น ยังมีปืนของกองทัพอีก
ดูตัวเลขแล้วน่าขนลุก และต้องนึกถึงกฎแห่งกรรมจริงๆ
แต่ในด้านกระบวนการกฎหมาย
เท่ากับว่าปืน 3 พันกระบอกนี้ ถูกเก็บซ่อนหรือทำให้สูญหาย
ต้องตามคืนมาให้ได้ เพราะป็นของกลางสำคัญคดี 91 ศพ















