ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โดย นายหัวดี
เรื่อง “วงจรอุบาทว์” ของ “คนอุบาทว์” วันนี้ไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป เหมือน “สีซอให้ควายฟัง”
เพราะ 5 ปีที่ผ่านมายังอยู่ในความทรงจำของ “ไพร่” ทั้งแผ่นดิน
เนื่องจากผลพวงที่จะเรียกว่า “มรดก” หรือ “ซากเดน”
ครั้งนี้ได้สร้างความ “หายนะ” อย่างมากมายกับสารขัณฑ์ ไม่ใช่แค่ “บอบช้ำ”
การออกมาเคลื่อนไหวของ “กลุ่มนิติราษฎร์ฯ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
แต่ถูกทำให้เป็นข่าวใหญ่เพราะบรรดา “ลิ่วล้อ” ของ “อีแอบ” ทนไม่ได้
ที่จะไปลบล้าง “อำนาจอุบาทว์” ที่ยึดถือเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” มาช้านาน
เพราะการลบล้าง “อำนาจอุบาทว์” เปรียบเสมือนการทุบทำลาย “กล่องดวงใจ” ของ “อีแอบ”
ที่อาจทำให้ต่อไปไม่สามารถตะแบงเหตุผลใดๆ เพื่อเป็น “ความชอบธรรม”
ที่จะลากรถหุ้มเกราะออกมาอาละวาดได้อีก
วันนี้จึงดูไม่ยากว่าใครยืนอยู่ข้าง “เผด็จการ” หรือยืนอยู่ข้าง “ไพร่”?
ใครคือคนโกหกตอแหล?
ใคร “ดีแต่พูด” และ “เก่งแต่ในก๊วน”?
แต่ “บ่อน้ำเน่า” ไม่ได้มีแค่ใน “สภาอันทรงเกือก”
เพราะใน “นักวิชาการ” ก็มีพวก “นักวิชาเกิน” มากมายที่ “ขายตัว-ขายวิญญาณ”
สารขัณฑ์ในอดีต “สัตว์การเมือง” มักมีพวกปัญญาทึบ สมองกระบือ
และความจำสั้นมากเป็นพิเศษ แต่สารขัณฑ์วันนี้กลับเต็มไปด้วย “สื่อเสี้ยม”
และ “นักวิชาเกิน” ที่สันดอนและสันดานไม่ได้ต่างกับ “สัตว์การเมือง”
ที่แค่อ้าปากก็เห็นลึกไปยิ่งกว่า “ริดสีดวง” เสียอีก!
ทั้งที่ความคิดของ “กลุ่มนิติราษฎร์ฯ”
เป็นแค่การทำให้ “ไพร่” ในสารขัณฑ์ตื่นมาเห็นความจริง
และร่วมกันแก้ปัญหาสารขัณฑ์ให้พ้นจากปากเหว ไม่ใช่ยังขึ้นๆลงๆใน “วงจรอุบาทว์”
ใครจะเป็นซากเดนของใคร หรือเป็น “ขี้ข้า” ก้มหัวรับใช้ใคร ไม่มีใครห้ามได้
หากเป็นเรื่องภายในของแต่ละ “ก๊วน” แต่ไม่ใช่เรื่องของส่วนรวม
“กลุ่มนิติราษฎร์ฯ” จะรับใช้ “โดเรแม้ว” หรือไม่ จึงอยู่ที่ “ไพร่” ทั้งแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบ
โดยเฉพาะมาตรา 37 ที่เป็นเหมือน “กล่องดวงใจ” ของ “คนอุบาทว์”
เพราะการกระทำทั้งหลาย ไม่ว่ากระทำในฐานะ “ตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ
หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ” ทั้งก่อนหรือหลัง “วันอุบาทว์”
หากผิดต่อกฎหมายก็ให้พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
5 ปีที่ผ่านมาจึงเห็นชัดเจนว่าใครตัวจริงเสียงจริง เป็น “คนอุบาทว์”
และใครที่เป็น “ขี้ข้า” รับใช้ “คนอุบาทว์” ไม่ใช่แค่ตะแบง
ทำ “กฎหมาย” ให้เป็น “กฎหมา(ย)” เท่านั้น
แต่ยังเป็น “ฆาตกรเลือดเย็น” ที่พร้อมจะฆ่า “ไพร่” ทุกคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ “คนอุบาทว์”
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=58555
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, September 28, 2011
กล่องอุบาทว์!
ตำแหน่งนายกฯประเทศไทยเปราะบาง ง่อนแง่นที่สุดในโลก
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โดย พระพยอม กัลยาโณ
มองคนที่เป็นนายกฯแล้วเกิดอุบัติเหตุให้ต้องออกจากตำแหน่ง
หลังจากได้รับตำแหน่งมาในระยะเวลาสั้นๆ เช่น
อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ต้องออกจากตำแหน่งเพราะตะหลิว กระทะพ้นพิษ
หรือแม้แต่อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นนายกฯอายุสั้น
ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะพรรคถูกยุบ
ส่วนรายอื่นๆก็พ้นตำแหน่งโดยไม่เป็นไปตามธรรมชาติทางการเมือง คือ
ออกเพราะถูกปฏิวัติซื่อก็มีหลายท่าน
การที่นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งในลักษณะที่ผิดแผกแปลกไป
ดูจะเป็นวงจรของการเมืองในประเทศไปเสียแล้ว
เพราะใครเข้ามาเป็นนายกฯก็ต้องลุ้นว่าจะมีอันเป็นไปเหมือนกับนายกฯคนอื่นๆหรือไม่
เพราะการเมืองบ้านเราตอนนี้เล่นกันทุกลูกเล่นเพื่อโค่นนายกฯ
เพราะทันทีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง
คุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ทันได้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามเตะสกัดขาเรื่อยมาหลายต่อหลายครั้ง
จนถึงวันนี้ฝ่ายตรงข้ามก็มีประเด็นใหม่งัดมาเล่นงานอีก คือ
เรื่องคืนภาษีบ้านหลังแรก
โดยบอกว่านโยบายนี้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน)
ซึ่งเป็นบริษัทของตระกูลชินวัตร เคยมีนายกฯนั่งเป็นซีอีโอ
เรื่องนี้นายกฯก็ออกมาพูดเช่นกันว่าลาออกตามกฎหมายก่อนมาเล่นการเมืองแล้ว
แต่บ้านที่ขายส่วนใหญ่ไม่อยู่ในข่ายโครงการบ้านหลังแรก
เพราะราคามากกว่า 5 ล้านบาท แต่เมื่อทุกอย่างเป็นการเมืองก็สามารถนำมาขายได้
แม้แต่ราคาที่มีคนพูดกันว่า
คนที่มีกำลังซื้อบ้านระดับนี้ได้ต้องมีเงิน เดือนมากกว่า 30,000-40,000 บาท
จึงไม่ใช่คนจน ฉะนั้นโครงการนี้รัฐบาลจึงไม่ได้ช่วยคนจน
จริงๆแล้วการคืนภาษีบ้านหลังแรก สมัยนี้ใครๆก็รู้อยู่แล้วว่าบ้านราคาเท่าไร
คนที่จะซื้อได้ต้องมีกำลังซื้อ แต่เราก็ไปโยงเรื่องคนจนคนรวย
การที่ตระกูลนายกฯมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่า
มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการดังกล่าว อาจเป็นเหตุให้มีการนำเรื่องฟ้องต่อ ป.ป.ช.
และสมมุติว่าคดีนี้สามารถทำให้นายกฯคนปัจจุบันต้องมีอันเป็นไปอีกประเทศชาติจะเป็นอย่างไร
จะไม่กลายเป็นประเทศที่มีตำแหน่งนายกฯง่อนแง่นคลอนแคลนที่สุดในโลก
หรือ กระทบนิดหน่อยก็ไปแล้ว เราต้องมาเสียเลือกตั้งใหม่
แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือประเทศชาติต้องเสียเวลาก้าวเดินต่อไปด้วย
คงไม่ดีแน่ๆที่ตำแหน่งนายกฯของบ้านเมืองต้องเปราะบางอย่างนี้
แต่ตำแหน่งนี้จะไม่มีอะไรมาควบคุมตรวจสอบเลยก็ไม่ดี
เพราะวันนี้รัฐบาลยังตรวจสอบฝ่ายค้านเลย
โดยเฉพาะตอนที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล
ตอนนั้นมีโครงการใดส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน เช่น
การตรวจสอบเรื่องกล้องวงจรปิดของ กทม. ที่พบว่ามีการใช้กล่องเปล่าเป็นจำนวนมาก
การออกมาแฉกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนต้องดูเรื่องความก้าวหน้าของประเทศชาติเป็นหลัก
และดูว่าผลประโยชน์ตกกับใครบ้าง ประชาชนหรือนักการเมือง ไม่ใช่มีช่องไหนให้เล่นก็เอาทุกช่อง
ถ้าเป็นอย่างนี้ประเทศชาติคงติดแหง็กอยู่แค่นี้
การที่ฝ่ายค้านมีแผนจะยื่นฟ้องนายกฯ
มีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการบ้านหลักแรกว่า
มีผลได้ผลเสียกับบริษัทในตระกูลของนายกฯ
แม้วันนี้ซีอีโอจะเป็นดามาพงศ์ ไม่ใช่ชินวัตรแล้วก็ตาม
และไม่สนใจว่าโครงการบ้านจัดสรรอื่น ไม่ว่าจะเป็นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, พฤกษา แสนสิริ
หรือเป็นของนายทุนคนไหนที่ได้รับอานิสงส์ แต่ถ้ามีเอสซี แอสเสท ก็คือผลประโยชน์ทับซ้อน
กรณีอย่างนี้สงสัยคนเป็นนักการเมืองต้องหย่าให้ขาดจากญาติพี่น้อง
ที่มีธุรกิจอะไรก็ตามถึงจะเล่นการเมืองได้อย่างมั่นคง
มิฉะนั้นจะเป็นนักการเมืองที่ง่อนแง่น ถูกแซะออกจากตำแหน่งได้ง่ายๆ
เหมือนกับอดีตนายกฯสมัครที่โดนมาก่อนหน้านี้
จะกลายเป็นว่าประเทศชาติไม่ต้องไปไหนเลย
เพราะนายกฯกี่คนๆที่เข้ามาก็ต้องมาสู้กันเพราะคดีแบบนี้
กลายเป็นพายเรือวนมาวนไปอยู่ในอ่าง
แม้ว่าโพลที่สำรวจคะแนนนิยมในตัวนายกฯคนใหม่จะดีกว่าคนเก่า
ซึ่งดูเหมือนว่ามีคนชอบมากกว่าก็คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะมีเรื่องแบบนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง
ไม่รู้ว่าถ้าประเทศไทยยังมีระบบระเบียบ
ที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ ถูกแซะง่าย บ้านเมืองคงจะเกิดสุญญากาศขึ้นบ่อยๆ
เพราะเดี๋ยวว่างๆคงไม่ดีแน่ ฉะนั้นสิ่งดีที่สุดคือ
ทุกคนต้องช่วยกันทำให้ระบบการเมืองมีความเข้มแข็ง
ตำแหน่งนายกฯต้องตรวจสอบได้ ต้องไม่เปราะบางง่าย
แต่ไม่ใช่แข็งแกร่งจนใครแตะไม่ได้ กลายเป็นแบบซัดดัม เป็นแบบกัดดาฟี
แต่วันนี้เร็วไปจนกัดดาฟีน่าจะขำ
เพราะตำแหน่งนี้หลุดกันง่ายเสียเหลือเกิน แค่เคาะตะหลิวกับกระทะก็หลุดแล้ว
หากเป็นไปได้น่าจะแก้ไขหลักเกณฑ์ หลักการอะไรให้รอบคอบ ชัดเจนกว่านี้คงดี
และน่ามีนโยบายที่ออกจากผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิงได้คงดีไม่น้อย
แต่บางอย่างต้องชัดเจนกว่านี้ ไม่เช่นนั้นประเทศจะลำบากและวุ่นวายกันต่อไปอีก
เจริญพร
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=58559
คนสนิทเผยอริสมันต์ยังไม่มอบตัว กำลังตระเวนร้องเพลงกล่อมเสื้อแดงแถบยุโรป-เอเชีย
ที่มา มติชน
นายมนตรี โสตถิรพัฒน์ คนสนิทนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้นายอริสมันต์ ยังคงตระเวนทำกิจกรรมร้องเพลงอยู่ในประเทศแถบยุโรปและเอเชียเพื่อให้ความ บันเทิงกับบรรดาสมาชิกเสื้อแดง ซึ่งมีจำนวนมากหลายประเทศ และเสื้อแดงกลุ่มนี้ต้อนรับนายอริสมันต์อย่างอบอุ่น ส่วนกรณีการเข้ามอบตัวของนายอริสมันต์ยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน นายอริสมันต์พร้อมที่จะเข้ามามอบตัวเพื่อพิสูจน์ความจริงทุกข้อกล่าวหา
"ชนันดา"ทายาทแสนสิริ อายุ17ปี เธอยื่น"เรื่องสำคัญ"ให้"ยิ่งลักษณ์ เร่งแก้ก่อนพรุ่งนี้จะสายเกินไป
ที่มา มติชน


ชนันดา ทวีสิน เป็นบุตรสาวคนสุดท้อง ของคุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับแพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน
ก่อนหน้านี้ เธอเป็นตัวแทนเยาวชนของยูนิเซฟประเทศไทย ยื่นหนังสือสนับสนุนการลงทุนในเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย พร้อมเข้าชี้แจงเรื่องโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และคุณภาพการศึกษา ให้กับ นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ลองมาดูว่า สิ่งที่เธอค้นพบและยื่นข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี
คุณอาจไม่เชื่อว่า เธออายุ แค่ 17 ปี
เธอพูดว่า .....
“อย่าลืมว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนแรกของประเทศชาติ ก็คือผู้รู้ คนแรกเหมือนกันนี่เป็นคำพูดของจอห์น เอฟ เคนเนดี้
มันน่าเศร้าใจนะคะ ที่คุณจะคาดหวังนักวิชาการที่ฉลาดปราดเปรื่องจากระบบการศึกษาที่บกพร่องของเราตอนนี้ได้อย่างไร?
รู้ไหมคะ? มีเด็กในประเทศไทยเพียง 54%ที่ได้เข้าเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนจบถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ ในการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ Program for International Student Assessment (PISA) เมื่อปี 2552 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 50 จากจำนวนประเทศทั้งสิ้น 65 ประเทศ สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน และได้อันดับที่ 49 สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบบการศึกษาไทยนั้นกำลังเจอปัญหา อยู่
หนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คือ “การไม่ไปโรงเรียน” ของเด็ก ๆ ในวัยระหว่าง 6 ถึง 11 ปี “การไม่ไปโรงเรียน”นี้รวมไปถึงเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนเลย และเด็กที่เข้าโรงเรียนล่าช้ากว่าเกณฑ์ด้วยตอนนี้ครึ่งหนึ่งของเด็กที่ไม่ไป โรงเรียนทั้งหมดในโลกอาศัยอยู่ใน 15 ประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 15 ประเทศเหล่านี้
ในประเทศไทยมีจำนวนเด็กที่ไม่ไปโรงเรียนอยู่ประมาณ 620,000 ถึง 720,000 คน และในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเด็กที่เข้าโรงเรียนล่าช้ากว่าเกณฑ์ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของไทยระบุไว้ว่า เด็กทุกคนที่อายุ 6 ปีต้องไปโรงเรียน(เริ่มต้นที่ชั้นประถม 1) และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนก็คือการจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับจึงเป็นเรื่อง สำคัญมากที่จะต้องเข้าโรงเรียนในอายุที่ถูกต้อง เพราะในระหว่างอายุ 1 ปีถึง 6 ปีนั้นสมองเราได้รับการพัฒนาไปมากถึง 80% แล้ว เพราะฉะนั้น การเข้าเรียนประถม 1 ในวัย 7ปีจึงไม่เป็นประโยชน์มากเท่ากับการเข้าเรียนตอนอายุ 6 ปี
มีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 3 ประการ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเข้าโรงเรียนล่าช้าปัญหาแรกก็คือ ผู้ปกครองเข้าใจผิดและยังคิดว่าอายุของการเข้าเรียนชั้นประถม 1 นั้นยังเป็น 7 ขวบอยู่ แม้ว่าเมื่อสองสามปีที่แล้วกฎหมายการศึกษาของเราได้เปลี่ยนแปลงจาก 7 ปี เป็น 6 ปีแล้วก็ตามและถ้าผู้ปกครองไม่ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนตามอายุที่ถูกต้องก็ เท่ากับทำผิดกฎหมายนั่นเองค่ะ ส่วนปัญหาถัดมาก็คือคุณครูบางท่านรู้สึกว่าหากเด็กคนไหนไม่ได้เข้าศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก Early Childhood Development (ECD) Centre มาก่อน เด็กคนนั้นก็ยังไม่พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถม
มีเด็กประมาณ 40% ที่ไม่ได้เข้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม และมีเพียง 34% ของจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเหล่านี้ที่เข้าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต้นขัดกับความ เชื่อของคุณครูบางท่าน กระทรวงศึกษาธิการระบุไว้ว่าเด็กเหล่านี้ไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆ ในการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา เพราะโรงเรียนชั้นประถมได้รับการออกแบบมาเพื่อเด็กทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กที่ไม่ได้เข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วย
ดังนั้น คุณครูต้องรับเด็กทั้งหมดเข้าเรียนเมื่ออายุเด็กถึง 6 ปีแล้วมีเด็กเกือบ 2 ล้านคนในประเทศไทยที่อยู่ในฐานะยากจน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่บางครอบครัวไม่มีเงินพอส่งเด็กเข้าโรงเรียนจริงอยู่ ที่การเรียนในชั้นประถม 1 เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาภาคบังคับและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ค่าใช้จ่าย ในการส่งเด็กไปโรงเรียนไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียนเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมไปถึงค่ารถไปกลับ ค่าเครื่องแบบนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์เครื่องเขียนด้วยเพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง (การศึกษาภาคบังคับฟรี) ทางรัฐบาลน่าจะรองรับการสนับสนุนผู้ปกครองให้ครบทุกด้านเพื่อให้เด็กทุกคน สามารถไปโรงเรียนได้
ในฐานเยาวชนไทย พวกเราหวังว่าสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือ ส่งเสริมให้ทั้งผู้ปกครองและคุณครูให้มั่นใจว่า เด็กทุกคนที่อายุ 6 ปีต้องเข้าโรงเรียนชั้นประถม 1และผลักดันให้มีการดำเนินตามนโยบายอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องทำให้เด็กสามารถเข้าถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้มากกว่านี้เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและสามารถเข้ากับเด็กอื่น ๆ ได้ดีถึงแม้ว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่ใช่โปรแกรมการศึกษาภาคบังคับ แต่ก็มีความสำคัญมากนะคะ เนื่องจากสมองเด็กจะมีการพัฒนาสูงสุดในช่วงวัยนี้ ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำให้เด็กจำนวน 350,000 คนเข้าโรงเรียนได้ตรงเวลา
เราก็สามารถนำให้ประเทศเราหลุดจากโผกลุ่ม 15 ประเทศดังกล่าวได้ และ ว่าสำคัญมากกว่านั้นก็คือ เด็กเหล่านี้และคนรอบข้างอื่นๆก็จะได้รับประโยชน์อีก10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากเยาวชนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ดูแลคุณและนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยยังนิ่งเฉยและไม่ทำอะไรในตอนนี้ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะ ต้องมีภาระหนักมากเท่าไรในอนาคตเช่นเดียวกับที่เด็กจำนวนนับหมื่นนับแสนใน วันนี้ ในฐานะตัวแทนเยาวชนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานศึกษาข้อมูลเรื่อง นี้ร่วมกับยูนิ้ซฟประเทศไทย ขอฝากข้อความนี้ไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อช่วยกันใส่ใจมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วยนะคะ
................................................
รู้จัก ชนันดา ทวีสิน หรือ น้องนุ้บ สาวน้อยอายุ 17 ปี
ชนันดา ทวีสิน หรือ น้องนุ้บ ปัจจุบันอายุ 17 ปี เป็นบุตรสาวคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของคุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับแพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผิวพรรณและ Anti-Aging
น้องนุ้บเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลและประถมต้นที่โรงเรียนจิตรลดา จนถึงอายุ 9 ขวบแล้วจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ Vinehall School ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ปีสุดท้ายที่ Downe House School และมีความสนใจที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชา Biomedical Science ในระดับมหาวิทยาลัยระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
น้องนุ้บคิดว่าการมีประสบการณ์การทำงานในช่วงวันหยุดเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้ได้รู้สึกถึงบรรยากาศการทำงาน ที่แท้จริง และได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์จากการทำงานเพื่อสังคมกับองค์กรยูนิเซฟประเทศ ไทย และจากการที่น้องนุ้บได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี จึงคิดอยู่เสมอว่าการทำสิ่งดีๆเพื่อตอบแทนผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตนเป็นเรื่อง สำคัญ จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมฝึกงานกับองค์กรยูนิเซฟ โดยได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการการพัฒนานโยบายการศึกษาในประเทศไทยร่วมกับคณะ ทำงานชุดใหม่ของรัฐบาลใหม่
จากการฝึกงานในครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์สำคัญจากการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในการฝึกงานกับองค์กรขอสหประชาชาติ แล้วยังเป็นอีกหนึ่งเยาวชนตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้มา ร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมที่อาศัยอยู่ให้ดียิ่งขึ้นโดยปราศจากข้อจำกัดทางอายุ ถึงแม้ว่าอายุยังน้อย แต่ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นได้เช่นกัน ในยามว่าง น้องนุ้บมีความสนใจในการเล่นกีฬาประเภทว่ายน้ำ และ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปิดภาคเรียนอยู่กับครอบครัว
คำผกา ตำหนิ สลิ่มดูถูกชนบท1/2 และ 2/2
ที่มา thaifreenews
โดย fee-faw-fum
คำผกา ตำหนิ สลิ่มดูถูกชนบท1/2 และ 2/2
คำผกาบอกว่าคนกรุงเทพควรตะหนักและเจียมเนื้อเจียมตัวไว้จะดีที่สุด
เธอสามารถแยกแยะ เปรียบเทียบการเก็บภาษีจากชนบทนั้น เก็บภาษี
รายได้มากแต่ผลการคืนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นได้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์
นี่เป็นมันจุกอกหรือการละอายใจกันบ้างมั๊ย..ไปชมและฟังกันได้จาก
คลิปวีดีโอของเธอ-
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=iNIG6THugAc&feature=player_embedded
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=itabcaGFRts&feature=player_embedded
และ
ที่มา http://www.go6tv.com/
มติครม.ชดเชย จ่ายชาวนา 1,437บาท/ตัน
ที่มา thaifreenews
โดย bozo


นายกฯเผย ครม.มีมติให้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์เยียวยาเกษตรกรถูกน้ำท่วม
นอกเหนือจากค่าชดเชยไร่ละ 2,222 บาท
พร้อมทุ่มจ่ายเงินชดเชยชาวนาในช่วงเปลี่ยนผ่านจำนำ-ประกันรายได้
แม้ไม่ถูกน้ำท่วมอีกตันละ 1,437 บาท...
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลว่า
ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์เพื่อเยียวยาเกษตรกร
ที่ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม
นอกเหนือจากค่าชดเชยพืชการเกษตรเสียหายไร่ละ 2,222 บาท
ส่วนเรื่องระบบรับจำนำที่เปลี่ยนจากระบบประกันราคาข้าวที่จะเป็นช่วงรอยต่อ
ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 2 ส่วน คือ
เกษตรกรที่ประสบน้ำท่วมที่พืชไร่เสียหาย จะดูแลไร่ละ 2,222 บาทอยู่แล้ว
แต่เกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบเป็นได้ทั้ง 2 กรณี
โดยกรณีแรกอาจมีการเก็บเกี่ยวก่อนเวลาเพื่อหนีน้ำท่วม ขายผลผลิตไม่ได้ราคา
และอีกกรณีที่ไม่ได้มีผลกระทบจากน้ำท่วม
แต่มีปัญหารอยต่อระหว่างการเปลี่ยนระบบประกันรายได้กับระบบรับจำนำ
ซึ่ง ครม.ได้ให้เยียวยาเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นเป็นตันละ 1,437 บาท.
http://www.thairath.co.th/content/pol/204935
หลานๆ ชินวัตรให้กำลังใจอาปู เอมเตรียมงานวิวาห์
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. มูลนิธิไทยคม ร่วมกับบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด จัดแถลงข่าวโครงการ “อ่านสนุก สุขใจ ได้ปัญญา” โดยมีนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กรรมการมูลนิธิไทยคม และน.ส.สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด มอบรางวัลทุนการศึกษาแก่แชมป์สุดยอดนักอ่าน ที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบตู้หนังสือหนอนน้อยแก่โรงเรียนขนาดเล็ก ทั่วประเทศให้ครบ 14,397 แห่งตามเป้า และเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา โดยนำหนังสือการ์ตูนพระราชนิพนธ์สองภาษา “คุณทองแดง” มอบพร้อมกับตู้หนังสือด้วย รวมเป็น 53 เล่ม
ในงานนี้ พี่น้องชินวัตรต่างให้สัมภาษณ์ว่า เป็นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ หรือ อาปู ในการทำงาน ส่วนน.ส.พินทองทา กล่าวถึงการเตรียมงานวิวาห์ด้วยว่า พยายามจะทำให้ออกมาดีที่สุด อยู่ในช่วงเตรียมแจกการ์ด ในความเป็นลูกก็ยังอยากให้คุณพ่อมาร่วมงาน ลูกทุกคนอยากให้พ่อมา แต่มันมีปัจจัยหลายอย่าง การจะเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาคงไม่ใช่ ต้องเข้าใจเพราะเป็นคนของประชาชน
เหตุที่ต้องเสี่ยง
ที่มา มติชน

โดย ฐากูร บุนปาน
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยที่สืบเชื้อสายมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน
ปฏิบัติการประการหนึ่งที่เพิ่ม ′ความเสี่ยงทางการเมือง′ สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันและตัวเองอย่างมหาศาล
นั่น คือการ ′สไกป์′ เข้ามาพูดคุย ชี้แนะ และสั่งการให้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล เร่งดำเนินการให้โครงการที่หาเสียงเอาไว้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด
ที่ทำอย่างนี้ ทำไปโดยความเคยชิน ยังสลัดวิญญาณนายกรัฐมนตรีไม่หลุด แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 5-6 ปี
หรือเจตนา-จงใจ เพราะชั่งตวงวัดผลได้เสียทั้งหมดดูแล้วว่า ถึงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ผลที่ได้รับคุ้มค่ากว่า
ความเป็นไปได้อย่างหลังมีมากกว่า
พ.ต.ท.ทักษิณถึงออกมา ′เปิดหน้าชก′ อย่างที่ทำ
เพราะ ไม่ว่าเปิดเผยไม่เปิดเผย เปิดตัวไม่เปิดตัว คน-โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบหน้า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นทุน-ก็รู้อยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่าง ไร
ไม่เปิดเผยไม่เปิดตัวก็ต้องหาเรื่องหาช่องเล่นงานอยู่แล้ว
เปิดให้รู้แล้วรู้รอดเสียเลยดีกว่า?
เพราะปัจจัยที่จะชี้ขาดรัฐบาลนี้จริงๆ แล้ว ไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเมือง เรื่องกฎหมาย หรือเรื่องอำนาจแอบแฝงที่ไหนทั้งสิ้น
แต่อยู่ที่ ′งาน′ เป็นหลัก
จะ ทำให้ปัญหาปากท้องชาวบ้านทุเลาเบาบางลงไปหรือไม่ ยาเสพติดที่แพร่ระบาดทุกทั่วหัวระแหงหมดหรือลดไปไหม ทำให้ความยุติธรรมความปรองดองเกิดขึ้นได้จริงหรือ
หลักๆ คือเรื่องเหล่านี้
ถ้าเข็นงานออกมาได้ คุณภาพของงานออกมาดี ที่มีอยู่แล้ว 15 ล้านเสียงก็ก็ยิ่งแน่นหนาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก
และยังจะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนที่ได้ประโยชน์จากสารพัดมาตรการที่โฆษณาหาเสียงเอาไว้
ทำได้อย่างนั้น จะกี่มือที่มองไม่เห็นก็กระชากรัฐบาลหรือนายกฯหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากเก้าอี้ไม่ได้
สำคัญว่าทำได้หรือเปล่า?
พิจารณาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องออกมาเปิดหน้าท้าชนด้วยตัวเองก็ต้องบอกว่า
อาการน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง
แม้จะยังไม่ถึงกับเพลี่ยงพล้ำจนเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจแบบเปรี้ยง-เปรี้ยงได้
สำคัญอีกอย่างก็คือว่า หัวหน้าโค้ชอุตส่าห์ ′เลี่ยงบาลี′ ที่ห้ามคุมทีมข้างสนามใช้วิธีสอนทางไกลมาแล้ว
ผู้เล่นทำได้ตามแผนหรือเปล่า?
มีใครยังไม่เข้าใจแผนการเล่น เลยเตะสะเปะสะปะตามใจชอบหรือเปล่า
หรือมีนักเตะเก๋าที่ชอบเล่นนอกสั่งของผู้จัดการทีมไหม
ร้ายที่สุดคือมีใครแอบจะ ′ล้มบอล′ ที่จะพาให้ล้มกันไปทั้งทีมเพราะถูกจับแพ้ฟาล์วหรือยัง
ลงทุนลงแรง และเสี่ยงจะถูกจับแพ้เพราะข้อหา ′ผิดกติกา′ ออกอย่างนี้
ถ้าลูกทีมยังไม่เข้าใจ-ก็จบข่าว
โยน ′ของร้อน′ ใส่
ที่มา มติชน

โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th
ลองนำข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ในนาม "นิติราษฎร์" จำนวน 4 ข้อมาพิจารณา
ข้อหนึ่ง ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ข้อสอง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ข้อสาม เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และข้อสี่ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
พิจารณาแล้วพบจุดยืนของกลุ่ม "นิติราษฎร์" ว่า ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร จึงไม่ยอมรับผลที่เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร
นี่เป็นจุดยืนของกลุ่ม "นิติราษฎร์" ที่นำเสนอต่อสังคม
เป็นจุดยืนที่อยู่ในฐานะ "ผู้เสนอ" มิใช่ "ผู้ปฏิบัติ"
ข้อเสนอดังกล่าวเมื่อนำเสนอไปแล้ว ใครจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็วิพากษ์วิจารณ์ออกมา
หากใครเห็นว่าเป็นหนทางที่ดี สามารถปฏิบัติได้ ก็นำไปปฏิบัติ หรือถ้าใครเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ต้องปฏิบัติ
แต่ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ถูกนำไปโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลยถูกด่า
ตอนนี้มีคนผูกโยงว่า กลุ่มนิติราษฎร์เป็นพวกเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ป้ายสีว่ากลุ่มนิติราษฎร์กำลังรับงานรับเงินจากกลุ่มการเมือง เพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมือง
โหดร้ายจริงๆ ครับ
เพราะตอนนี้ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็น "ของร้อน" ทางการเมือง
อย่างเมื่อตอนรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ กรมราชทัณฑ์เคยเสนอฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณให้กระทรวงยุติธรรม
เท่านั้นแหละครับ อุณหภูมิทางการเมืองพุ่งปรี๊ด
หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย บอกว่ามีทางรื้อคดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องโทษอยู่
ผลที่ตามมาคือ ฝ่ายคัดค้านรุมด่าเละ
ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงร้อนพอๆ กับชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา
การเอาใครไปผูกโยงกับ "ของร้อน" เหล่านี้ เหมือนกับการโยน "ของร้อน" ใส่พวกเขา
กลุ่มนิติราษฎร์ก็ตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันครับ.... กำลังถูกของร้อนลวกมือ
ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ กลุ่มนิติราษฎร์ คงไม่เกี่ยวกัน
ข้อ เสนอเรื่องการต่อต้านการรัฐประหารและต่อต้านการปฏิวัตินั้น เป็นข้อเสนอที่กลุ่มนักวิชาการนำเสนอในฐานะผู้ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐ ประหาร
เขาเสนอไม่ให้ยอมรับการรัฐประหาร และไม่ยอมรับผลของการรัฐประหารด้วย
เขาไม่ได้เสนอให้ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือใครก็ตามที่เป็นตัวบุคคล
นอกจากนี้ ข้อเสนอต่างๆ นั้น จะทำได้หรือทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ ก็ต้องให้ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติไปพิจารณา
การวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอต่างๆ นั้นดีแล้วครับ เพราะจะได้รู้ความรู้สึกของสังคม
ข้อเสนอไหนสังคมยอมรับก็ทำ ข้อเสนอไหนสังคมเคลือบแคลงก็รอ ข้อเสนอไหนสังคมต่อต้านก็หยุด
แต่การตั้งคำถามเชิงกล่าวหากลุ่มนิติราษฎร์รับงานรับเงิน มันออกจะโหดร้ายไปหน่อย
ทั้งๆ ที่ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย แล้วทำไมจึงต้องตอบโต้ข้อเสนอด้วยการป้ายสีทำลายกัน
เขา ′สองคน′
ที่มา มติชน

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 กันยายน 2554)
![]() |
เห็นภาพ "สองเรา"
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมงานอย่างน้อย 2 งาน
งานแรก ตรวจน้ำท่วมที่ "มติชนสุดสัปดาห์" นำภาพมาขึ้นปก
แม้จะมีน้องแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ มาแย่งความเด่นไปบ้าง
แต่ก็คงข่มภาพ "สองเรา" นั้นไปไม่ได้
ถึงขนาด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อวดกับคนเสื้อแดงที่แห่ไปพบที่เขมรว่า (น้องปู) ควง ผบ.ทบ.ไปตรวจน้ำท่วม ทหารให้ความร่วมมืออย่างดี
งานที่สอง น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดทำเนียบ ประชุมแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้
พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมด้วยตลอด
น.ส.ยิ่งลักษณ์มิได้เอ่ยถึง "เขตปกครองพิเศษ" ที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ที่มีท่าทีแจ่มชัด "ไม่เห็นด้วย" อึดอัด
ตรงกันข้ามกลับมอบงานสำคัญให้ทหาร ผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปยกร่างโครงสร้าง "ศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.กช.)" ขึ้นมา เพื่อให้ข้าราชการการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายการเมือง ร่วมกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว อีกด้วย
ภาพ "สองเรา" ที่ปรากฏ จึง "ชื่นมื่น" พอควร
กระนั้นมีคนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ว่าบางจังหวะ บรรยากาศ "อึมครึม" แทรกเข้ามา ใน "ความชื่นมื่น" นั้นด้วย
เช่น มีข่าวว่าฝ่ายการเมืองกำลังหา "ช่องทางตามกฎหมาย" รุกไปดูแลงาน กอ.รมน. โดย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ได้ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอยากทำตรงนี้
อย่างไรก็ตาม ฟังน้ำเสียงโฆษก กอ.รมน. พล.ต.ดิษฐพร ศศะสมิต อธิบายเรื่องนี้ให้ฝ่ายการเมือง ซึ่งน่าจะร่วมถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ฟังแล้วมีน้ำเสียง "เหินห่าง" พิกล
ด้วยการบอกว่า ทุกอย่างแล้วแต่นายกฯ แต่สมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดูแลงานด้านนี้ ก็ไม่มีอำนาจในการสั่งการตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
"ไม่ทราบว่านายกฯจะมอบหมายให้ พล.อ.พัลลภดูแลแค่ไหน และนายกฯเข้าใจโครงสร้างของ กอ.รมน.ดีหรือไม่"
เมื่อยกเอา นายสุเทพ มาเป็นบรรทัดฐาน
รวมทั้งตั้งคำถาม "นายกฯเข้าใจโครงสร้างของ กอ.รมน.ดีหรือไม่" แบบนี้
คนในฝ่ายการเมืองก็ต้อง "สะดุดหู" เป็นธรรมดา
เช่นเดียวกับฝ่ายทหาร
การส่งโผโยกย้าย "คืน" กองทัพ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ชวนให้ทหาร "สะดุดใจ" ไม่น้อย
สะดุดใจว่า นี่คือ การส่งสัญญาณให้คนในกองทัพ "รับทราบ" อะไรหรือไม่ว่า แม้จะมี พ.ร.บ.กลาโหม ตีกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่งโยกย้าย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า "นายกรัฐมนตรีหญิง" จะเป็นเพียง "สตรีไปรษณีย์" ที่มีหน้าที่ส่งผ่านโผทหารขึ้นไปทูลเกล้าฯเท่านั้น
หากแต่มี "อำนาจ" ที่จะ "จัดการ" อะไรอยู่เช่นกัน
อย่างน้อยเราก็ได้เห็นการเปลี่ยนชื่อ "ปลัดกลาโหม" เป็นอีกชื่อ
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ยอมเปิดอัตราจอมพลให้ตามที่กองทัพตั้งแท่นมา
เสียงหวานๆ ของใครบางคนระบุว่า "ทำให้เรียบร้อยด้วยนะคะ"
ที่อาจทำ "บิ๊ก" หลายคนฟังแล้ว "ยะเยือก"
พร้อมกับที่จู่ๆ มีกลุ่มคนเสื้อแดงโผล่มาคัดค้านการเลื่อนตำแหน่งให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบคนเสื้อแดง
จนมีข่าวลือสะพัดว่า พล.อ.ดาว์พงษ์จะถูกเตะโด่ง
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โผทหารที่ถูกส่งกลับมา "ทำให้เรียบร้อยด้วยนะคะ" ถูกแก้ไขโดยเร็ว
แก้ไขแบบเล็กน้อยเพื่อให้จบเกมไวๆ
ทั้งนี้เพื่อกัน "กระเพื่อม" และกันไม่ให้ใครมาฉวยจังหวะรื้อใหญ่
ตอนนี้ถือว่า "เกมโยกย้าย" เกือบจบแล้ว รอเพียงพระบรมราชโองการแต่งตั้งเท่านั้น
ฝ่ายทหารก็พอใจที่ "โผ" ยังอยู่ในการควบคุม
ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตนไม่ใช่ "ตรายาง" ยังมีสิทธิจะทำอะไรได้ "ในอนาคต"
จึงยังไม่อาจบอกในตอนนี้ได้ว่า ใครแพ้ ใครชนะ
ส่วนเกมใหม่จะเริ่มขึ้นอีกเมื่อใด ในรูปแบบไหน
เขา "สองคน" นั้น น่าจะตอบได้ดีที่สุด



