ที่มา ข่าวสด
ยธ.เด้งรับข้อเสนอคอป. เยียวยา-ให้ประกันแดง พ่อพลฯณรงค์ฤทธิ์จี้รัฐ หาตัวการสั่งฆ่า13ศพ!
ทูตอิตาลีบุกทำเนียบพบ "ยงยุทธ" ถามคดีฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาเลียนที่ถูกสไนเปอร์ส่องดับแยกราชดำริ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ด้าน "ยงยุทธ" แจงต้องใช้เวลาสืบพยานหลักฐาน แต่ขอให้มั่นใจคดีเดินหน้าแน่ เพราะเป็น 1 ในแนวทางสมานฉันท์ "เจ๋ง ดอกจิก" เผยจรัล-ดารณี-อริสมันต์ เตรียมเข้ามอบตัวต.ค.นี้ โดยเจ๊ดานำร่อง เพราะคดีเบาสุด เผย "กี้ร์" ยังไม่มอบตัว เพราะกลัวไม่ได้ประกัน แต่ย้ำได้ประกันแน่ เพราะเป็นสิทธิ์ผู้ต้องหา ยธ.เด้งรับมติครม.ทำตามข้อเสนอคอป. สั่งหน่วยงานภายในปรับตัวตาม เปิดอีก 1 ชีวิตเหยื่อความรุน แรงเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค. 53 พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ จากพล ร.9 กาญจนบุรี เข้ามาทำหน้าที่คุมม็อบ แต่กลับถูกกระสุนปริศนายิงตายที่อนุสรณ์สถาน เมื่อวันที่ 28 เม.ย. และเป็น 1 ใน 13 คดีเจ้าหน้าที่รัฐฆ่า ที่บช.น.กำลังดำเนินการ พ่อจี้ตอบคำถามใครยิงลูก พร้อมขอให้ลากคอคนสั่งมาดำเนินคดี จะได้ไม่เกิดซ้ำซากกับครอบครัวอื่นอีก แม่ครวญแม้รัฐเยียวยาจำนวนมาก แต่ก็ไม่พอค่าชีวิตลูก
ทวงคดี - นาย มิเกลันเจโล ปิปัน เอกอัครราชทูตอิตาลี เข้าพบนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย ทวงถามคดีนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระถูกยิงตายในวันปราบม็อบแดง 19 พ.ค.53 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 28 ก.ย.
ความคืบหน้าการแสวงหาความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุม ทางการเมืองระหว่างเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพนั้น เมื่อวันที่ 28 ก.ย. "ข่าวสด" เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 6 บ.ละกอ ต.ดอนมนต์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนายธวัชชัย สาละ อายุ 52 ปี และนางประสบ สาละ อายุ 47 ปี พ่อและแม่ของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ทหารประจำ ร.9 พัน. 2 จ.กาญจนบุรี ที่ถูกยิงบริเวณศีรษะเสียชีวิตคาที่ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ขณะขับขี่จักรยานยนต์รักษาความสงบไปตามถนนวิภาวดีรังสิต กทม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย.53
โดยนายธวัชชัยกล่าวว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้วปีกว่าตนและครอบครัวก็ยังคิดถึงลูกชายเสมอ อยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกชาย ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามตัวมือปืนที่ลั่นไกสังหารลูกชายอย่างโหด เหี้ยม และหาผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีโดยด่วน เพราะถึงขณะนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า และยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนก่อเหตุ เรื่องนี้ควรทำ ให้กระจ่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก และทำให้หลายครอบครัวต้องโศกเศร้าเสียใจเหมือนกับครอบครัวของตนอีก
นายธวัชชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงของ เหตุการณ์ดังกล่าว ว่าลูกชายของตนไปอยู่ในที่เกิดเหตุได้อย่างไร ใครเป็นคนสั่ง และใครเป็นคนยิง เพราะที่ผ่านมาคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ก็ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 
สูญเสีย - นาย ธวัชชัย และนางประสบ สาละ บิดามารดาของพลฯ ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถาน ย่านดอนเมือง ในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53 เรียกร้องให้รัฐหาตัวคนผิดมาลงโทษ ตามข่าว
นายธวัชชัยกล่าวว่า ส่วนรัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตใน เหตุการณ์ชุมนุมในครั้งนั้น ตนไม่ขอเรียกร้องใดๆ ขึ้นอยู่รัฐบาลที่จะพิจารณาช่วยเหลือ เพราะถึงอย่างไรลูกชายของตนจะไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่ก็ได้เสียชีวิตไปแล้วโดยไม่มีวันกลับ ซึ่งเสียใจมากเพราะเป็นลูกชายคนโต เป็นคนดี และเป็นความหวังที่พึ่งของครอบครัว
ด้านนางประสบกล่าวว่า หลังลูกชายเสียชีวิตได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ (พม.) มอบเงินเยียวยา 500,000 บาท นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี 200,000 บาท และในนามพรรคประชาธิปัตย์อีก 50,000 บาท นอกจากนี้ก็มีเงินจากหน่วยงานต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ตนและสามีได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินเดือนไปจนตลอดชีวิตเดือนละ 6,300 บาท และน.ส.กัญสุดา สาละ บุตรสาวคนเล็กได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อพยาบาลที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา กทม. เดือนละ 10,000 บาท เมื่อเรียบจบกองทัพรับปากว่าจะให้บรรจุเป็นพยา บาลในโรงพยาบาลในหน่วยทหารทันที ส่วนนายณัฎฐ์ สาละ ลูกชายคนกลาง 1 ใน 3 คน ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ ระดับ ปวส.2 ไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด เพียงรับปากว่าจะหางานให้ทำเมื่อเรียบจบเท่านั้น
"แต่การช่วยเหลือใดๆ ก็ไม่สามารถที่จะลบเลือนความเศร้าโศกของครอบครัวตนได้ จึงอยากจะให้ทุกฝ่ายเร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าเหตุการณ์ที่ลูกชายถูกลอบยิงเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ จึงฝากให้ทุกส่วนที่เกี่ยว ข้องเร่งดำเนินการโดยเร็วและเด็ดขาดด้วย"
ด้านพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกอง ทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ญาติของพลฯ ณรงค์ฤทธิ์ ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่อนุสรณ์สถานในการเข้าไปควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดง ว่า ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ สภ.พญาไท และในความดูแลของนายทหารพระธรรมนูญ ซึ่งญาติสามารถสอบถามข้อมูลความคืบหน้าได้ที่ พ.ต.ท.โชติ สุวรรณจุณีย์ รอง ผกก.สส.สน.พญาไท ได้โดยตรง เมื่อถามถึงกรณีที่คดีของพลฯ ณรงฤทธิ์เป็น 1 ใน 13 คดีที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า คงไม่สามารถตอบได้เพราะเป็นเรื่องของคดีความ ต้องไปสอบถามที่นายทหารพระธรรมนูญ
ที่กระทรวงยุติธรรม นายถิรชัย วุฒิธรรม เลขานุการ รมว.ยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม แถลงว่า ขณะนี้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้สั่งการให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานกิจการยุติธรรม ให้ดำ เนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการเตรียมความพร้อมประ สานงานกับคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่มีนาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย เป็นประธาน
นายถิรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อคณะกรรมการเยียวยา ขณะนี้ทราบว่า นอกจากนายยงยุทธจะเป็นประธาน และรมว.ยุติธรรมเป็นรองประธาน ยังต้องรอการตั้งกรรมการอย่างเป็นทาง การอีกครั้ง ทั้งนี้ หน้าที่ของกรรมการชุดนี้ จะไม่ได้พิจารณาเป็นแค่กรณีๆ ไป แต่จะตรวจสอบทุกข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องทั้งการลดโทษผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ให้เหลือเท่าคดีอั้งยี่ รวมถึงการพิจารณาเงินเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบวงเงินที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่องคมนตรีออกมาระบุถึงความ ชัดเจนในการขอพระราชทานอภัยโทษว่าเป็นพระราชอำนาจ กระทรวงยุติธรรมก็พร้อมรับข้อเสนอขององคมนตรีมาประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมิเกลันเจโล ปิปัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย เข้าพบนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นนายยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ว่า เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี มาเยี่ยมพบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป โดยทูตอิตาลีแสดงความห่วง ใยเรื่องความคืบหน้าคดีของนายฟาบิโอ โบเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง เมื่อเดือนพ.ค.ปี 2553 โดยตนได้ชี้แจงไปว่าเราได้รีบดำเนินการอยู่ ส่วนที่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะการค้นหาความจริง จะต้องดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก ต้องใช้เวลาในการหาหลักฐาน พยายานที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเร่งรัดหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว เพราะการหาข้อเท็จจริงเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองสมานฉันท์
นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงการติดต่อขอมอบตัวของแกนนำ นปช. ว่า ไม่ได้มีการติดต่อมาที่ตนเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด เพราะทุกคนมีสิทธิ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว การติดต่อมาเป็นการส่วนตัวคงทำอะไรไม่ได้ เพราะจะขัดต่อกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าพบนายยงยุทธครั้งนี้ถือเป็นการเข้าพบรองนายกฯ ของประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าพบร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เพื่อถามถึงความคืบหน้าคดีช่างภาพอิตาลีที่ถูกสไนเปอร์ยิงเสียชีวิตบริเวณ ถนนราชดำริ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ไปก่อนหน้านี้แล้ว
นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง ความชัดเจนกรณีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเดือนต.ค. ว่า ตนได้พูดคุยปรับทุกข์กันเป็นการภายในระหว่างนายอริสมันต์ กับนางดารณี กฤตบุญญาลัย และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำคนเสื้อแดง ก็ทราบว่าในช่วงเดือน ต.ค. ทั้ง 3 คน จะเดินทางกลับมามอบตัวและสู้คดี โดยนางดารณีนั้นน่าจะเดินทางกลับมาก่อน เพราะมีเพียงคดีละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนนายอริสมันต์ นั้นยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัด เพราะยังต้องรอดูสถานการณ์ก่อน
เมื่อถามว่านายอริสมันต์ กลัวว่าจะไม่ได้ประกันตัวหรือไม่ นายยศวริศ กล่าวว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะที่หนีไปช่วงแรกก็เพราะกลัวถูกจับ จึงต้องประสานภายในให้แน่ใจเสียก่อนว่าจะได้รับประกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงต้องการสิทธิ์มากกว่าคนอื่น แต่ที่พวกตนถูกขังก็เพราะมีอำนาจบางอย่างไปสั่งการ แต่เมื่อเราเป็นรัฐบาล การให้ประกันเพื่อต่อสู้คดีก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาพึงได้รับอยู่แล้ว
นางธิดา กล่าวอีกว่า สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ทราบว่าได้มอบหมายตำแหน่งสำคัญให้นายทหารบางคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ สลายการชุมนุม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ในการเมืองระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะหากเป็นประชาธิป ไตย ฝ่ายบริหารย่อมมีอำนาจโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนได้ แต่ครั้งนี้มีระเบียบหรือกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบอบอำมาตย์ สร้างกฎหมาย หรือกับดักเอาไว้หมดเเล้ว เมื่อนักการเมืองเข้ามาก็โยกย้ายไม่ได้ หมายความว่าการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถเข้ามาสั่นคลอนระบบเครือข่ายของกองทัพและข้าราชการชั้นสูง
ด้านนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. เผยว่า วันที่ 3 ต.ค. ตนได้ประสานงานกับทนายความเพื่อเตรียมยื่นประกันผู้ต้องหาที่ต้องคดีทางการ เมืองในเขตกทม. และสมุทรปราการทั้ง 37 คน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 29, 2011
ทูตอิตาลี บุกทวงอีก-คดีฟาบิโอ
"จตุพร"เล็งเอาผิดคนสั่งการ-คนลงมือฆ่า 13 ศพ บอก "อริสมันต์"มอบตัวเร็วๆ นี้
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามคดี 13 ศพที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่า หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ด้านความมั่นคง เข้ามาดูแลคดีดังกล่าว รวมทั้งจัดทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการ รวมทั้งเรามีหลักฐานชัดเจนว่าทั้ง 13 ศพเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ดังนั้นเชื่อว่าจะสามารถเอาผิดทั้งผู้ลงมือกระทำ รวมทั้งผู้สั่งการได้ ขณะที่ผู้ตายและครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรมและจะได้รับการเยียวยา
"ผมได้หารือร่วมกับ ร.ต.อ.เฉลิมแล้ว โดยขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อะไรผิดถูกก็ว่ากันไปตามกระบวนการ เอาข้อเท็จจริงมากาง ไม่อย่างนั้นความปรองดองจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดที่ผ่านมาทำให้คดีดังกล่าวเดินหน้าไปด้วยความยากลำบาก คนที่ไม่เคยติดคุกหรือขึ้นศาลคงไม่มีวันเข้าใจ"นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร ยังกล่าวถึงการเข้ามอบตัวของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นางดารุณี กฤตบุญญาลัย และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช.ว่า คาดว่านางดารุณีและนายจรัล น่าจะเข้ามอบตัวได้ก่อน เนื่องจากกระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น ส่วนกรณีของนายอริสมันต์ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของ นปช.ตรวจสอบรวมทั้งเตรียมการในทุกเรื่องให้พร้อมกัน เนื่องจากมีหลายคดีที่นายอริสมันต์ไม่ได้เข้ามอบตัว จึงกลายเป็นการออกหมายจับ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะทยอยเข้ามอบตัวโดยเร็วที่สุด
‘ยิ่งลักษณ์’เผยจัดรายการช่อง 11 ทุกเสาร์ เริ่ม 1 ต.ค.
ที่มา ข่าวสด

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดรายการพบประชาชนว่า ชื่อรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ก็จะเป็นการรายงานในส่วนภาพรวมของรัฐบาล ที่จะให้ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน โดยจะเริ่มจากการจัดรายการวิทยุและเชื่อมต่อสัญญานผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) โดยจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 1 ต.ค.นี้ เวลา 08.30น. โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 30 นาที ซึ่งรายการดังกล่าวจะมีขึ้นในทุกๆวันเสาร์ เมื่อถามว่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลด้วยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เนื่องจากเวลามีจำกัด ก็จะเริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ซึ่งตนจะใช้เวลาในภาพรวมอย่างมีประสิทธิ์ภาพและมีเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น
เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายเกรงว่าจะเป็นการสื่อสารทางเดียว หากฝ่ายค้านต้องการที่จะขอเวลาเพื่อสื่อสารถึงประชาชนบ้างรัฐบาลจะเปิดโอกาสหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยู่ที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณา รวมทั้งต้องดูที่หัวข้ออะไรอย่างไร เพราะในส่วนของตนเองก็เป็นฝ่ายที่ขอเพื่อจัดรายการเช่นกัน ซึ่งการจัดรายการก็ไม่ได้เป็นการทำเพื่อให้ประโยชน์กับตัวเองฝ่ายเดียวแต่จะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีแต่ละคนหมุนเวียนมาให้ข้อมูลด้วย
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการวิพากวิจารณ์จากกลุ่มผู้จัดรายการทางช่อง 11 ที่ถูกถอดรายการออกจากผังว่าขณะนี้คนใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง อาจได้เวลาเข้ามาจัดรายการแทน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของรายการตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่โดยหลักการเราก็ให้นโยบายไปว่าให้พิจารณาในเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของทางสถานีว่าต้องเป็นสถานีเพื่อประชาชน มีหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสาร ตราบใดที่เนื้อหาหรือรายการยังสามารถตอบโจทก์ก็ยินดี ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและมติของคณะกรรมการคัดสรร
เมื่อถามย้ำว่าหากรายการไหนที่มีการโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยังจะให้โอกาสดำเนินรายการต่อหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ก็ต้องเปิดกว้าง แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้ นำเสนอให้ประชาชนเข้าใจในข้อมูลข้อเท็จจริง”
เปิดตัว ‘จ่าเฉยอัจฉริยะ’ ติดกล้องที่ตาซ้าย-มีเรดาร์ที่หน้าอก
ที่มา ข่าวสด
พล.ต.ต.ภาณุ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ที่มีผู้สนับสนุนสร้างจ่าเฉยตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระตำรวจจราจรเวลาพักเวร ซึ่งช่วยให้คนที่ขับขี่รถบนท้องถนนได้ระมัดระวังมากขึ้น ไม่กล้าทำผิดกฎจราจร ต่อจากนี้ไปจ่าเฉยจะไม่เฉยอีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นจ่าเฉยอัจฉริยะ ด้วยการนำกล้องวีดีโอ กับกล้องตรวจจับความเร็วมาติดตั้งที่จ่าเฉย เพื่อตรวจจับการขับขี่ผิดกฎจราจร ซึ่งมี สวทช.เป็นผู้ให้ทุนในการผลิต ความคาดหวังจากจ่าเฉยอัจฉริยะก็เพื่อจะลดการทำผิดกฎจราจร โดยการตั้งจ่าเฉยอัจฉริยะจะทำนำร่องก่อน 13 จุด ตามที่มีการร้องเรียนเรื่องการจราจรและตามจุดเสียงอุบัติเหตุตามแยก คอสะพาน และบริเวณเส้นทึบ ซึ่งน่าจะใช้ได้ผลดีเหมือนกับเรดไรท์ ซึ่งมื่อใครฝ่าไฟแดงกล้องก็จะจับภาพเลขทะเบียนรถและส่งใบสั่งไปถึงบ้าน ทำให้การฝ่าฝืนไฟลงลดลงอย่างเห็นได้ชัด และการทำงานของจ่าเฉยอัจฉริยะก็เช่นเดียวกับ ไม่ว่าจะเรื่องตรวจจับความเร็ว การขับเบียดเส้นทึบ เบียดคอสะพาน และการทำผิดกฎจราจรในรูปแบบต่างๆ
โดยการทำงานของของ “จ่าเฉยอัจฉริยะ”จะมีการติดตตั้งกล้องจำนวน 2 ตัว โดยตัวแรก ที่บริเวณลูกตาทางด้านซ้าย จะติดกล้องความละเอียดสูง สามารถที่จะปรับได้ตามต้องการ ส่วนตัวที่ 2 จะติดกล้องปืนเรดาร์จับความเร็วที่บริเวณหน้าอก และสื่อสารแบบไร้สายสามารถส่งสัญญาณภาพในรัศมี 2-5 กิโลเมตร โดยจะส่งเข้าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ต ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำจุดต่างๆ หรือจะส่งมายังบก.จร.ก็ได้ แล้วแต่จะมีการกำหนด ส่วนการทำงานของจ่าเฉย อัจฉริยะ จะทำงานในตอนเช้าและออกเวรในตอนเย็น จากนั้นจะให้ทางเจ้าหน้าที่ นำไปเก็บรักษา ไว้ เนื่องจาก ราคาสูงถึง 1แสนบาท และมีการผลิตมาแล้วจำนวน 4ตัว และจะนำมาทดลองใช้ในเร็ววันนี้
รู้จักไว้ซะ! 2P 2R อาวุธลับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการ
ที่มา มติชน ขณะนี้ได้ผลมากน้อยเพียงใดว่า การทำงานในลักษณะ 2P 2R นั้น เป็นกลไกที่ใช้เรียกในการทำงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในด้านของการทำงานแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(One-Stop Service) ซึ่งหมายถึงว่าการทำงานแบบลักษณะ 2P 2R จะเป็นการเน้นให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบชัดเจนในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ในทุกขั้นตอนมีผู้รับผิดชอบในการทำงานแบบบูรณาการรวม และเป็นการเตรียมกระบวนการของการทำงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว มากขึ้น สำหรับการเตรียมการรับมือกับพื้นที่วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่วิกฤตได้มีการประชุมและสั่งการเพิ่มเติม โดยเฉพาะทางด้านการป้องกันล่วงหน้า (Prevention) ให้กลับไปดูทบทวนในส่วนของการพยากรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งให้กลับไปดูในเรื่องของกระบวนการเตรียมการของแต่ละจังหวัด ซึ่งตรงนี้จะเน้นในพื้นที่มากขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 29ก.ย.54 เวลา 13.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการตามนโยบาย 2P 2R ( P แรก คือ Preparation ด้านการเตรียมการ P ที่สองคือ Prevention การป้องกันล่วงหน้า R ที่หนึ่งคือ Response คือ การเผชิญเหตุ และ R สุดท้าย คือ Recovery การฟื้นฟู )
ส่วนได้ผลเป็นอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าว วันนี้เนื่องจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกทั้งหมดทั่วประเทศต้องใช้เวลา จึงต้องค่อยๆ เคลื่อนจากในส่วนของศูนย์อำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) ซึ่งได้มีการตั้งอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในการติดตามแก้ไขสถานการณ์ และจากในส่วนของศูนย์บัญชาการที่จะมีผู้รับผิดชอบในแต่ละกระบวนการหลัก ๆ แล้ว ในแต่ละขั้นตอนก็จะมีการกระจายลงไปในส่วนของภูมิภาคต่อไป
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่มอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบ ปัญหาอุทกภัยและให้พักค้างในพื้นที่ด้วยว่า ตรงนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการทำงานที่เรามีการบูรณาการในเรื่องของ 2P 2R นั้น เป็นการเตรียมการเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็จะไม่ลืมในการแก้ไขปัญหา ส่วนที่ให้รัฐมนตรีลงไปในพื้นที่และพักค้างในต่างจังหวัดโดยเฉพาะใน 12 จังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมนั้น เพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการสนับสนุน และรายงานกลับมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว อีกทั้งเพื่อเป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรี ในการลงไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจกับประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะบางครั้งไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นอาจจะไม่สามารถครอบคลุม พื้นที่ได้ จึงได้ขอความร่วมมือคณะรัฐมนตรี ลงไปพักค้างแรมในพื้นที่เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้พบปะประชาชนมากขึ้น
ส่วนกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้มีการแจ้งเตือนภัยและเฝ้าระวังไว้ แล้วแต่ยังมีปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกสาเหตุมาจากอะไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ได้มีการหารือกันในส่วนของการทำงานของจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นข้อ คิดอย่างดี เพราะจากเดิมที่เราได้มีการประชุมทางไกลผ่านระบบ VDO Conference นั้น ทางจังหวัดเชียงใหม่ก็ทราบปัญหาและได้มีการเตรียมการรองรับแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคงต้องไปดูว่าจากที่ได้เตือนภัย ปริมาณน้ำเป็นไปอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ และความสูงของเขื่อนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปวิเคราะห์ร่วมกับผู้ว่า ราชการจังหวัดแล้ว
ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นมีปัญหาในเรื่องของการป้องกันภัยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องของการป้องกันภัยจะต้องไปดูว่า การเตือนถูกต้องหรือไม่ และอยู่ในระยะเวลาที่เตรียมการเรียบร้อยหรือไม่ ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงขั้นตอนของการเตรียมการในพื้นที่ก็ต้องไปดูว่าได้ทำ ตามการตรวจสอบรายกิจกรรม(check list)ที่ส่งไปให้ครอบคลุมหรือไม่ เพราะบางครั้งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอาจจะทำไม่ครบขั้นตอนก็อาจจะทำให้การ เตือนภัยช้าลง รวมถึงกรณีการคำนวณปริมาณน้ำเพื่อทำคันกั้นน้ำอาจไม่สอดคล้องกับปริมาณน้ำ ที่จะไหลมาจริง เป็นต้น เพราะบางครั้งจะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายส่วนเราจึงนำข้อคิดตรงนี้กลับไป ทบทวนในส่วนคณะที่ทำงานใน 2P 2R ด้วย
นิติราษฎร์
ที่มา มติชน

โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
กระแสโจมตีกลุ่มนักวิชาการ "นิติราษฎร์" หลังจากเสนอล้างผลปฏิวัติ 19 กันยาฯ ถือว่าหนักพอสมควร
ประเด็นโจมตีไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ทำให้ข้อเสนอ 4 ข้อ เป็นเรื่องการเมืองไป
ด้วยการระบุว่า ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผูกโยงไปถึงพรรคเพื่อไทย ฯลฯ
และกลุ่มนิติราษฎร์อาจได้ประโยชน์ในอนาคต เช่น เป็นกรรมการ คอ.นธ. เป็น ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฯลฯ
บ้างก็สรุปรวบให้เลยว่า ทำเพื่อคนคนเดียว
ซึ่งความจริงจะใช่หรือไม่ใช่ กลุ่มนิติราษฎร์บอกชัดว่า ไม่ได้สนใจ
เป็น คำตอบที่เข้าใจได้ เพราะกลุ่มนี้ ย้ำจุดยืนทางวิชาการของตนเองมาตลอด และมักเสนอในเชิง "ระบบ" ที่มุ่งมองปัญหาโครงสร้าง มากกว่าเรื่องของคน และตัวละครในระบบ
ถ้าติดตามนิติราษฎร์ ซึ่งมีเวทีอยู่ที่เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com จะเห็นความสนใจ และการทำงานที่ต่อเนื่องของกลุ่มนี้
โดยภาพรวม หัวข้อที่นักวิชาการนิติราษฎร์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือปัญหาสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม
ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกว้างขวาง และเป็นมูลเหตุหนึ่งของความแตกแยกร้าวฉานในประเทศไทย
วิธี คิดของกลุ่มนี้ ตามตำราเรียกว่าเป็นสำนักกฎหมายฝ่ายธรรมชาติ เป็นเสรีนิยมและเชิดชูหลักนิติธรรม อันเป็นทรรศนะที่ไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตย
เป็นคนละแบบกับแนวคิดที่เรียกว่าปรัชญากฎหมายฝ่ายบ้านเมือง ที่มักจะไปตั้งต้นความชอบธรรมที่ "ผู้มีอำนาจ"
แนวคิดตามตำรับตำราเหล่านี้ เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์การเมืองอย่างปัจจุบัน ก็หนีไม่พ้นข้อหาง่ายๆ ว่า เป็น "ฝ่ายทักษิณ" หรือ "ฝ่ายไม่เอาทักษิณ" เท่านั้นเอง
ถ้าประเมินจากปฏิกิริยา และอาการตระหนกตกใจยิ่งกว่าเกิดปฏิวัติเสียอีก
เรื่องที่จะตามมาหลังจากนี้ กลุ่มนิติราษฎร์คงตกเป็นเป้า ถูกจับตามากขึ้น
การทำงานอาจจะยากขึ้น มีแรงเสียดสีมากขึ้น เพราะบางกลุ่มชูป้ายต้านไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เข้าใจ และมองเห็นคุณค่าของข้อเสนอ ก็จะออกมาโอบอุ้ม
ต้อง ยอมรับว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นใหม่ๆ ระดมประสบการณ์ชุดใหม่ๆ ใช้ประโยชน์จากแนวคิดต่าง เพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมืองที่จมปลักกันมาหลายปี เป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทยในขณะนี้
ความพยายามที่จะแก้ความขาดหายนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ทำนองเดียวกับที่ คอป.นำเอานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เข้ามาช่วยงานปรองดองสมานฉันท์
หลัง จากนี้ น่าจะมีนักวิชาการ หรือผู้รักประชาธิปไตย ออกมาร่วมวงแลกเปลี่ยน ถกเถียง และแสดงจุดยืนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความคิดที่งอกเงยออกไปอีก
อย่าง น้อยๆ ก็เพื่อให้เห็นว่า บ้านเมืองเรานี้ ไม่ได้มีแค่ฝ่ายทักษิณ กับฝ่ายไม่เอาทักษิณ อย่างที่บางคนตั้งหน้าตั้งตาเชื่อเอาเสียจริงๆ
"นิติราษฎร์"โต้"สมคิด"อ่านไม่แตก ฉะคนเดือดร้อนเอี่ยวรัฐประหาร ยันข้อเสนอไม่สุดโต่ง นปช.ออกโรงหนุน
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะแกนนำคณะนิติราษฎร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชน" กรณีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาวิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่า คงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนายสมคิด เพราะขณะนี้มีคนตอบชี้แจงแทนคณะนิติราษฎร์อยู่แล้ว และคำถามของนายสมคิดโดยส่วนตัวเห็นว่ามีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่เกี่ยวกับ ประเด็นกฎหมายที่ถามว่า จะสามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ นายสมคิดยังอ่านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่แตกชัดและยังไม่เข้าใจ เพราะข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ได้ให้ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่เสนอให้ประกาศให้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 มาตรา 36 และมาตรา 37 เสียเปล่าให้ถือว่าโมฆะไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายไม่ได้ให้ยก เลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่อย่างใด
"มาตรา 37 ยังเป็นผลต่อเนื่องมาถึงมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และยังเป็นฐานรับรองให้บรรดาการกระทำใดๆ ของคณะรัฐประหารพ้นผิดยังคงอยู่ มาตรา 37 ยังไม่ได้สิ้นผลไปในระบบกฎหมาย ที่ผ่านมาศาลเคยยกฟ้องคดีที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เคยฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นกบฏ แต่เนื่องจากมาตรา 37 รองรับให้นิรโทษกรรม คมช.ไว้ซึ่งโยงมาถึงมาตรา 309 ด้วย ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ต้องการให้ฆ่าแค่ มาตรา 37 กับมาตรา 309 ไม่ได้ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ" นายวรเจตน์กล่าว
นายวรเจตน์กล่าวว่า ส่วนใหญ่คนที่เดือดร้อนกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้อง การรัฐประหาร 2549 ทำไมคนเหล่านี้ต้องเดือดร้อน ถามว่าคนเหล่านี้จะมีสิทธิพูดได้อีกหรือไม่ ส่วนที่มีการพาดพิงว่าตนจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้น ตนไม่เคยพูดว่าจะเป็น ส.ส.ร. แม้จะมีคนถามเยอะ แต่เคยบอกเพียงว่า ถ้าเป็น ส.ส.ร.แล้วสามารถผลักดันความคิดของคณะนิติราษฎร์ได้ทำไมตนต้องไม่เป็น ส.ส.ร. ส่วนจะได้เป็นหรือไม่ ทำไมหลายคนจะต้องกลัวด้วย หากจะเป็น ส.ส.ร. ทั้งนี้ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ได้สุดโต่ง แต่เสนอไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สุจริต มีข้อเสนออยู่แล้วหากสามารถผลักดันได้ เพราะสุดท้ายจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว และจะบัญญัติว่าประเด็นใดควรลบล้างประเด็นใดไม่ควรลบล้างไม่ได้สุดโต่ง โดยประชาชนจะต้องลงประชามติในท้ายที่สุด
นายวรเจตน์กล่าวว่า ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ต้องการให้ประกาศการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มาจากประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19-30 กันยายน 2549 ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่มีผลทางกฎหมาย จึงไม่ได้เป็นเหตุให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 2550 เสียไปด้วย ข้อเสนอไม่ได้สุดโต่ง ไม่ได้ต้องการให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกฎหมายต่างๆ แล้วเสียเปล่า ขณะนี้คณะนิติราษฎร์คงยังไม่มีประเด็นใดที่จะชี้แจงอีก แต่ต้องรอให้สังคมโต้เถียงกันก่อน เพราะข้อเสนอนี้เป็นเรื่องใหม่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน ความคิดนี้จะเสนอสู่สังคม สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ชี้ว่าเห็นด้วยกับฝ่ายใด
ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะอดีต ส.ส.ร.2540 ตอบคำถาม 15 ประเด็นของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ อาทิ กรณีจะสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่นการยกเลิก รัฐธรรมนูญ 2549 ตอบว่า คณะนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย ส่วนประชาชนจะลงมติแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ ตอบว่าข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่เป็นการยกเลิกเพิกถอนผลของการกระทำที่เกิดจากรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงของ การรัฐประหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หัวใจเผด็จการ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ในประเด็นการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
กลายเป็นเส้นแบ่งทางความคิดของคนในสังคมระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายสนับ สนุนเผด็จการ
ใครอยู่ในหมวดหมู่สนับสนุนฝ่ายใด เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านั้นได้เปิดเผยโฉมหน้าตนเองออกมาแล้วให้ สังคมได้เห็นกันแล้วชัดเจน
ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยยืนอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า
ถ้าเราปฏิเสธการรัฐประหารก็ต้องปฏิเสธผลของรัฐประหารนั้นด้วย ในทางกลับกันถ้าเรายอมรับผลของรัฐประหาร ก็เท่ากับยอมรับการรัฐประหารด้วย
ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ "กล่องดวงใจ" ของรัฐประหารที่จำเป็นต้องลบล้าง คือกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารที่บรรจุไว้ในมาตรา 36 และ 37 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549
อย่างไรก็ตามคณะนิติราษฎร์ยอมรับว่า ประเด็นการลบล้างผลพวงของรัฐประหารที่ถูกโยนขึ้นมานั้น ถือเป็นของใหม่มากในระบบกฎหมายไทย
แต่ถ้าทำสำเร็จเชื่อว่าจะเป็นเกราะป้องกันทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้ยากมาก หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย
ตรงนี้เองน่าจะเป็นคำตอบว่า ทำไมคนบางกลุ่มที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการ นักกฎหมาย นักสื่อสารมวลชน ฯลฯ
ถึงได้ต่อต้านแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ ด้วยการสร้างผีขึ้นมาหลอกคน กล่าวหาคณะนิติราษฎร์ทำไปเพื่อต้องการลบล้างความผิดให้คนเพียงคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นั่นก็เพราะกลุ่มคนเหล่านั้นล้วนได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ไม่ว่าในรูปแบบการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือองค์กรอิสระหลายแห่ง
หรือแม้แต่กับบางคนถ้าหากไม่มีรัฐประหารก็ยากจะไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองได้
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คือเครื่องยืนยันอย่างดีว่าหากเล่นกันตามกติกาประชาธิป ไตยแล้ว ใครบางคนก็มีแต่แพ้กับแพ้
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มคนเหล่านั้นจะร่ำร้องโหยหวนกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์
นักเรียนเชียงใหม่แต่งชุดเผด็จการนาซีก็เพราะเป็นเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ผิดกับผู้ใหญ่บางกลุ่ม-นักการเมืองบางพรรคที่สวมใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตยแต่หัวใจฝักใฝ่รัฐ ประหาร
แถมยังไม่ยอมให้ใครมาลบล้างอีกต่างหาก
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/09/54 ลีลา..ขัดแข้งขัดขา
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
นโยบาย ดีดี เริ่มมีผล
พวกสัปดน ก็ระแวง ขัดแข้งขา
ใครเป็นใคร เริ่มโผล่หาง อำพรางตา
เห่าเหมือนหมา..พวกสิ้นคิด จิตโสมม....
จ้องถอดถอน อ้อนตีน ลิ้นสองแฉก
หวังชำแรก เร่งรัด อัดทับถม
ก็แค่พวก เหิมเกริม เติมอารมณ์
พ่นอาจม ประสงค์ร้าย ทำลายกัน....
พวกสลิ่ม ตัวแสบ มันแอบจ้อง
ชะเง้อมอง นโยบาย เร่งขายฝัน
ผลพลอยได้ กลับเงียบกริบ หยิบแบ่งปัน
สันดานมัน โคตรระยำ ต่ำสิ้นดี....
เพิ่มเงินเดือน ค่าแรง ยิ้มแฉ่งทั่ว
ไม่มีมั่ว ให้เก็บกด ลดภาษี
บ้านหลังแรก รถคันงาม ตามทันที
มอบสิ่งดี กลับบ้าคลั่ง หวังทำลาย....
คิดขัดแข้ง ขัดขา จนหน้ามืด
เผยกำพืด สร้างระยำ ทำฉิบหาย
ใช้วาจา ฮึกเหิม เพิ่มวุ่นวาย
หวังหลอกฟาย พวกเดียวกัน ให้ฟั่นเฟือน....
๓ บลา / ๒๙ ก.ย.๕๔
ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ปี 4
ที่มา ประชาไท

เห็นคุณสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ, อ.กิตติศักดิ์ ปรกติ และ อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียงหน้าออกมาโต้นิติราษฎร์แล้ว ก็รู้สึกครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย อะโห แต่ละท่านมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีวิชามีสถาบัน ผมมันเรียนไม่จบปริญญา อย่าว่าแต่ไม่จบนิติศาสตร์ ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 ยังไม่จบกะเขาเลย จะแสดงความเห็นดีหรือเปล่าหนอ
แต่ก็พอดี๊มี อ.พนัส ทัศนียานนท์, คุณกฤติกร วงศ์สว่างพานิช และคุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล จัดให้คนละดอก ผมก็เลยโล่งอก ขอเป็นผู้ตาม แบบไม่ต้องตอกย้ำประเด็นกฎหมายมากนัก เอาประเด็นแบบบ้านๆ ก็แล้วกัน
สำหรับ อ.พนัสเนี่ยยกให้เลย นอกจากเป็นอดีตคณบดีนิติ มธ. สมัยเป็น สว.เลือกตั้ง ท่านยังเป็นคู่ซี้ อ.แก้วสรร วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ แต่ท่านมีหลักมีเกณฑ์ ยึดมั่นประชาธิปไตย เป็นผู้ใหญ่ที่ควรคารวะ (อ.แก้วสรรคงไม่ว่าท่านรับจ๊อบ)
แต่คุณกฤติกรบอกเองว่าไม่ใช่นักกฎหมาย ส่วนคุณพุฒิพงศ์ ยังเป็นนักศึกษากฎหมาย ถามไปถามมาได้ยินว่ายังเรียนปี 4
คริคริ เด็กสมัยนี้สุดยอดเลย ถ้าไม่บอกเป็นนักศึกษาผมคงเรียก อ.พุฒิพงศ์ไปแล้ว นิติราษฎร์ยังไม่ต้องโต้ซักคำ เอ้า สมคิด-กิตติศักดิ์กดคำตอบแข่งเด็กปี 4 หน่อย....กริ๊ง
รอฟังอยู่นะครับ รอฟัง ท่านอธิการบดีเขียนอะไรอีกหน่อย อย่าปล่อยให้ผมเชื่อ อ.พุฒิพงศ์มากกว่า
หน้าหอรัฐประหาร
ในบรรดาท่านที่เอ่ยนาม คุณสักน่าสงสารที่สุด เพราะไม่ยักมีใครโต้แกเลย ทั้งที่อุตส่าห์แถลงในนามนายกสภาทนายความ (อ้าว เหรอ นึกว่าแกโต้ในนามอดีต คตส.) ซึ่งน่าจะตีความแบบบ้านๆ ได้ว่า สภาทนายความที่มีสมาชิก 5 หมื่นคน การันตีคำแถลงคุณสัก ไม่ใช่แค่ความเห็นของแกคนเดียว แต่ทนายทั้งประเทศร่วมหัวจมน้ำด้วย
ส่วนตัวผมชอบคุณสัก เคยสัมภาษณ์แก 2 ครั้ง (มั้ง) แถมตอนเป็น คตส.แกยังจัดงานราตรีใบตองแห้ง โดยบอกว่าสาเหตุที่ตั้งชื่อนี้เพราะอ่านเจอคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในไทยโพสต์ นั่นแปลว่าแกก็อ่านที่ผมเขียนอยู่เหมือนกัน และเท่าที่ติดตามบทบาทมาตลอด ผมเชื่อว่าแกเป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกัน อ้าว! ไม่ใช่ด่า คือพวกที่สนับสนุนและร่วมมือกับรัฐประหารมีจำนวนไม่น้อย ที่ใจจริงรักประชาธิปไตย แต่เลือกข้างไปแล้ว ก็จำเป็นต้องตะแบง ปากอย่างใจอย่าง
ฉะนั้นด้วยความสงสารคุณสัก ผมก็ต้องเริ่มด้วยการแสดงความเห็นใจแกซักหน่อย ว่าสาเหตุประการสำคัญที่ไม่มีใครเขาโต้คุณสัก เพราะแกซื่อมาก ไม่เนียนเหมือนคนอื่นๆ
แค่ลงท้ายว่า “การโกงบ้านโกงเมืองนั้นเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหาร ที่มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน และกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ที่ประชาชนให้การรับรอง”
แค่นั้นคุณสักก็พาสภาทนายความที่มีสมาชิก 5 หมื่นคนลงน้ำไปเรียบร้อยแล้ว มิพักต้องไปโต้แย้งอะไรมาก
คนอื่นๆ ที่ตอบโต้เขายังเนียนกว่าคุณสัก คือไม่กล้ายอมรับตรงๆ ว่าสนับสนุนรัฐประหาร (มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน แต่ล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชนเนี่ยนะ) เขาเลี่ยงฮุ้นไปโต้ประเด็นอื่น เช่นคำพิพากษาลบล้างไม่ได้ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ตั้งโดย คมช.ฯลฯ เขาไม่ “ซื่อ” เหมือนคุณสักหรอก
ร้ายกว่านั้น คุณสักยังลงท้ายให้ประชาชนติดตามตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มนิติราษฎร์ พูดยังกะนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ตอนต้นคุณสักบอกว่าจะ “แสดงความเห็นทางกฎหมาย”
“ความเห็นทางกฎหมาย” ของคุณสักตั้งแต่ข้อ 1-7 ผมอ่านแล้วเหนื่อยใจ นี่ถ้าผมโดนคดีอะไรซักอย่าง คงไม่กล้าขอคุณสักเป็นทนาย เพราะคุณสักตีความไม่แตก แย้งไม่ตรงประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (แกล้ง?) ไม่เข้าใจว่านิติราษฎร์เสนอให้ “เสียเปล่า” เฉพาะประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19-30 ก.ย.2549 และรัฐธรรมนูญ 2549 มาตรา 36,37 คุณสักกลับไปพูดเหมือนไม่ใช่นักกฎหมายว่ารัฐบาล รัฐสภาปัจจุบัน ต่างมีที่มาจากกระบวนการที่ต่อเนื่องจากรัฐประหารทั้งสิ้นไม่ควรให้สิ้นผล
คุณสักสอบตกทั้งสำนวนภาษาและการจับประเด็น เพราะข้อ 1 ขึ้นต้นมาบอกว่า “สภา ทนายความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารโดย ชอบธรรม เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดมาถึง 17 ครั้ง” แต่ต่อมาก็บอกว่า “การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน” (อะไรคือเช่นเดียวกัน) จากนั้นก็บอกว่า “สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้นได้ใช้อำนาจ เงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารและอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร”
ตกลงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เนื้อความขัดแย้งกันเอง (กระทั่งมาชัดเจนในข้อ 7)
ข้อ 1 บอกว่ารัฐประหารทำให้ประชาธิปไตยต้องสะดุดถึง 17 ครั้ง แต่พอข้อ 6 คุณสักกลับบอกว่า
“ระบบการเมืองในประเทศไทยที่สถาบัน พระมหากษัตริย์ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทยโดยมิได้มีการ เสียเลือดเนื้อและไม่เคยมีการทำร้ายเข่นฆ่ากันแต่อย่างใด เพียงแต่มีนักการเมืองบางคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้น ทุจริตคิดมิชอบต่อทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้มีการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจกันตลอดมา”
แปลว่าอะไร แปลว่าคุณสักไม่ใช่แค่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 2549 แต่เห็นว่ารัฐประหาร 17 ครั้งจำเป็น เพราะนักการเมือง(บางคน)ทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างนั้นหรือ
ข้อเดียวกันคุณสักยังต่อท้ายว่า “พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยได้ต่อสู้กับอริราชศัตรูอย่างยากลำบาก จนสามารถก่อตั้งประเทศขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เสียดินแดนเพื่อเสริมสร้างอิสรภาพเพื่อให้ทุกคนได้อยู่อย่างร่มเย็นเช่น ทุกวันนี้ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่สืบทอดตลอดมา”
มึนตึ้บ ผมไม่เข้าใจ คุณสักเอามาต่อท้ายข้อนี้ทำไม เนื้อความไม่เกี่ยวกันเลยกับเรื่องรัฐประหาร-ประชาธิปไตย ถ้าจะเอาไปต่อท้ายข้อ 3 ที่คุณสักคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ยังพอเข้าใจได้
เอ๊ะ หรือว่าคุณสักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนรัฐประหาร หรืออ้างว่ารัฐประหารทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็อ้างอย่างก้ำๆ กึ่งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่เข้าใจตุ้ม
ผมยังงงอยู่ว่าคุณสักแกเขียนเองหรือใช้ทนายฝึกหัดตัดแปะ แต่สรุปได้ว่าคำแถลงนี้นอกจากเลอะเทอะทางความคิดอุดมการณ์แล้ว ยังสอบตกเรื่องการทำสำนวน การใช้ภาษา การเรียงลำดับ สับสนไปมา
บอกแล้วว่าถ้าผมโดนคดีคงไม่กล้าขอสภาทนายความ ฉะนั้น ฝากเตือน คปค.ด้วย ถ้าถูกลากคอขึ้นศาล อย่าเอาสภาทนายความแก้ต่างให้เชียว มีหวังติดคุกหัวโต
ย้อนกลับไปที่ข้อ 2 ความจริงข้อนี้ข้อเดียวคุณสักก็จบเห่แล้ว เพราะเป็นการ defend คตส.โดยนายกสภาทนายความ รอบหน้าท่านคงไปแถลงในฐานะ ส.ว.ลากตั้ง ภาษากฎหมายเขาเรียกว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ถ้าจะตอบโต้ก็ควรประชุมอดีต คตส.แล้วให้คุณหญิงจารุวรรณนั่งหัวโต๊ะตอบโต้ไปเลย ไม่มีใครเขาว่าหรอก
ยังดีกว่าแอบไปใช้องค์กรโน้นองค์กรนี้
คำแถลงข้อ 3 ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะกระแสปัจจุบัน แม้แต่ คอป.ก็ยังเห็นว่ามาตรา 112 มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ (ไม่อยากอ้างวิกิลีกส์ ที่ว่าในหลวงทรงเตือนอภิสิทธิ์เรื่องการใช้ ม.112) แต่สภาทนายความกลับแสดงความเห็นสุดโข่งล้านปีแสง เหมือน ผบ.ทบ.กับพวกสลิ่มในเว็บบอร์ดเสรีไทย
คือถ้าท่านเป็นสมาคมฌาปนกิจอะไรซักอย่าง จะแถลงอย่างนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมว่า “สภาทนายความพึงเป็นสถาบันของสังคมในการส่งเสริมการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย สภาทนายความเป็นแถวหน้าของผู้เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจนิยมและผลักดันให้มีกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” อย่างที่พวกทนายเด็กๆ เข้าชื่อถอนหงอกเขาพูดไว้ หรือสภาทนายความจะเห็นว่าการดำเนินคดีแบบใครก็แจ้งความได้ ใครเป็นผู้ต้องหาไม่มีสิทธิประกัน ขังลืมไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีโทษหนักเกินสมควรแก่เหตุ และปิดกั้นสิทธิประชาธิปไตยในการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เป็นกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว
แต่อย่างว่า สภาทนายที่ควรส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เป็นอย่างนี้มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียกร้อง ม.7 และเข้าไปร่วมมือกับรัฐประหาร จะเป็นเดชอุดม ไกรฤทธิ์, สัก กอแสงเรือง หรือเสรื สุวรรณภานนท์ ก็ไม่ต่างกัน นี่มันยุคอะไรของสภาทนายความ
ศาลนาซีกับตุลาการภิวัตน์
ในบรรดาผู้ออกมาโต้แย้งนิติราษฎร์ รายที่น่าฟังเห็นจะเป็นกิตติศักดิ์ ปรกติ สาเหตุเพราะ หนึ่ง กิตติศักดิ์ (คนรุ่น 6 ตุลาเพื่อนผม) โต้แย้งในประเด็นกฎหมาย และสอง กิตติศักดิ์ไม่เคยรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐประหารหรือในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็น คตส.ไม่ได้เป็น ส.ส.ร.และไม่ได้เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แม้จะเป็นกระบอกเสียงให้ตุลาการภิวัตน์ตลอดมา (โฆษกศาลประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
กิตติศักดิ์เลี่ยงไม่โต้เรื่องการลบล้างนิรโทษกรรมรัฐประหาร หรือลบล้างประกาศ คปค.แถมยังขึ้นต้นอย่างนุ่มนวลว่าขอคารวะนิติราษฎร์ที่กล้าคิดกล้าแสดงความ เห็น (คุณสักไม่รู้จักเนียนแบบนี้มั่ง) กิตติศักดิ์เลือกโต้เรื่องการลบล้างคำพิพากษา 2 ประเด็นหลักๆ คือ โต้ว่ากรณีที่นิติราษฎร์ยกเรื่องลบล้างคำพิพากษาในยุคนาซีของเยอรมนีและ ฝรั่งเศสนั้น นำมาเทียบกับศาลไทยไม่ได้ ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซี ซึ่งฟังดูเหมือนมีน้ำหนักในสายตาคนทั่วไป แต่กรณีนี้ต้องแยกว่า หนึ่ง นิติราษฎร์ก็ไม่ได้บอกว่าเหมือนกัน เพียงแต่นิติราษฎร์ชี้ให้เห็นว่าการลบล้างคำพิพากษาให้เสียเปล่านั้น เป็นไปได้ในหลักกฎหมาย ไม่ใช่จะต้องยึดถือคำพิพากษาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลบล้างไม่ได้ ซึ่งนิติราษฎร์ไม่ได้ยกตัวอย่างแค่เยอรมนี ฝรั่งเศส แต่รวมถึงตุรกี ที่มีการรื้อฟื้นเอาผิดรัฐประหาร
ในหลักกฎหมาย คำพิพากษาจึงลบล้างได้ แล้วจึงค่อยมาเทียบเคียงกับกรณีของเราอีกครั้ง
สอง ในกรณีของเรา ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซีก็จริง แต่ตุลาการมีส่วนร่วมกับการรัฐประหารอย่างผิดสังเกต ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐประหาร 17 ครั้งของการเมืองไทย ตุลาการเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เป็น คตส. สนช. ส.ส.ร.ซึ่งก็ร่างรัฐธรรมนูญให้ตุลาการเข้ามาฮุบองค์กรอิสระ กระทั่งทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ คำพิพากษาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไม่ได้รับความเชื่อถือ
คำพิพากษาเหล่านี้ควรถูกลบล้าง และเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือไม่
ประเด็นนี้ผมอาจพูดล้ำไปในข้อเท็จจริงมากกว่าข้อกฎหมาย เพราะข้อกฎหมาย อ.กฤติกรกับ อ.พุฒิพงศ์ตอบโต้ไว้แล้ว อ.พุฒิพงศ์เขียนชัดเจนว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองต้องยึดสำนวน ของ ป.ป.ช. (กรณีนี้ คตส.ทำหน้าที่แทน ป.ป.ช.)เป็นหลัก โดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีทัศนะว่า ป.ป.ช.(คตส.) มีสถานะเหมือน “ศาลไต่สวน” เราจะใช้ความเข้าใจทั่วไปว่า คตส.เป็นเหมือนตำรวจหรืออัยการในคดีอาญาปกติไม่ได้ (ไม่ใช่ตำรวจกับศาลอย่างที่สมคิดยกตัวอย่าง)
คตส.เป็นศาลไต่สวน แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นศาลตัดสิน ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซีก็จริง แต่ที่มาและความชอบธรรมของ คตส.ส่งผลต่อคำพิพากษาสูงกว่าคดีอาญาปกติอย่างมาก ซึ่งเมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่เด็กอมมือก็ดูออก ว่าตุลาการภิวัตน์ร่วมมือกับรัฐประหารอย่างไร
คำพิพากษาเหล่านี้ควรถูกลบล้างและเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือไม่
ถามกิตติศักดิ์อีกที ถ้าในปี 2524 มีนักวิชาการนิติศาสตร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 6 ตุลา ลบล้างนิรโทษกรรมคนที่เข่นฆ่าเพื่อนเรา ลบล้างคำพิพากษาที่อ้างประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน กิตติศักดิ์จะเห็นด้วยหรือไม่
ประเด็นที่สองที่กิตติศักดิ์โต้แย้งคือ อ้างว่าอำนาจอธิปไตยของปวงชนลบล้างคำพิพากษาไม่ได้ โดยหลังจากทำหน้าที่โฆษกศาลยกย่องสดุดีผู้พิพากษาจนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่มี กิเลสตัณหาอย่างพวกเราแล้ว กิตติศักดิ์ก็ยกตัวอย่างคดีเพอรรี vs คนเหล็กอาร์โนลด์ ชวาเซนเนกเกอร์ (ตอนเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งศาลสูงสุดพิพากษาว่า การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนียห้ามพวกรักร่วมเพศแต่งงาน กันนั้น ขัดต่อหลักความเสมอภาคและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดยกิตติศักดิ์ชี้ว่า ศาลตัดสินขัดต่อมติมหาชน แต่เมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยก็ชี้ถูกชี้ผิดได้
อ.กฤติกรวิจารณ์ว่า อ.กิตติศักดิ์เทียบเคียงผิดฝาผิดตัว ใช่เลยครับ ศาลสูงสุดของอเมริกาพิพากษาเช่นนั้นก็เพื่อปกป้องหลักความเสมอภาค ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ปกป้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย ชายกับชาย หญิงกับหญิง เขาจะแต่งงานกันมันหนักหัวใคร นี่คือสิทธิที่จะเอาเสียงข้างมากหรืออำนาจใดๆ มาลิดรอนไม่ได้
ศาลตัดสินขัดต่อมติมหาชนก็จริง แต่ยังอิงรัฐธรรมนูญ อิงหลักการประชาธิปไตย ซึ่งตรงกันข้าม ถ้าเรามองศาลไทยบ้าง เหตุใดศาลไทยจึงยอมรับรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ยอมรับประกาศรัฐประหารเป็นกฎหมาย และเหตุใดศาลไทยจึงไม่ยึดหลักสิทธิเสรีภาพ ยึดหลักการประชาธิปไตย หรือหลักนิติรัฐ โต้แย้งอำนาจรัฐประหาร ซึ่งเป็นอำนาจที่ได้มาจากการใช้กำลัง แย่ยิ่งกว่า “กฎหมู่” ของเสียงข้างมากอย่างที่กิตติศักดิ์อ้างเสียอีก
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย เหตุใดตุลาการเสียงข้างมากจึงยอมรับเอาประกาศ คปค.มาลงโทษ 111 กรรมการบริหารพรรคย้อนหลัง ทั้งที่ขัดต่อหลักกฎหมายไม่ให้มีผลย้อนหลังในกรณีที่เป็นโทษ
เรื่องนี้ผมจำได้ว่า อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็เคยไม่เห็นด้วยกับตุลาการรัฐธรรมนูญ (ฉะนั้นที่สมคิดอ้างว่าปริญญาก็ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ต้องแยกแยะดีๆ นะครับ)
ตัวอย่างที่กิตติศักดิ์ยกมาจึงเทียบเคียงได้ในกรณีที่เป็นการลงประชามติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติรัฐ ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย สมมติเช่น ลงประชามตินิรโทษกรรมทักษิณ นี่ทำไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่พร้อมบัญญัติหมวดว่าด้วยการลบล้างผล พวงรัฐประหาร ลบล้างประกาศ คปค.ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ และคำพิพากษาที่เป็นผลพวง กรณีนี่ทำได้แน่นอน
อาจารย์กับเด็ก
คราวนี้มาว่าถึงกรณีของ ด.ช.สมคิด ซึ่งเขียนคำถามมา 15 ข้อ อ.วรเจตน์บอกว่ามีประเด็นกฎหมายให้ตอบข้อเดียวคือข้อแรก
ข้อเดียวจริงๆ นอกนั้นเป็นการกระแนะกระแหน เหมือนเด็กพาโล หวงของเล่นของตัวเอง
ข้อแรก วรเจตน์โต้ไปแล้ว ข้อสอง สมศักดิ์ เจียมฯ โต้ซะหงายไปแล้ว ข้ออื่นๆ ก็กวนซะมากกว่าใช้หลักกฎหมาย เช่นคดีซุกหุ้น สมคิดก็รู้ไม่ใช่หรือว่า วรเจตน์ก็วิพากษ์วิจารณ์มาด้วยกัน สมคิดเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับศาสตราจารย์ ทำไมต้องทำเป็นไม่เข้าใจเจตนาของนิติราษฎร์ว่าการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เช่น จะลบล้างสิ่งที่รัฐบาลสุรยุทธ์ทำไปทั้งหมดไม่ได้ ลบล้างกฎหมายที่ สนช.ออกไปทั้งหมดไม่ได้ และถ้าจะลบล้างรัฐประหารย้อนหลังไปอีกก็ทำได้ แต่ต้องแยกแยะทีละประเด็นเพราะเหตุการณ์มันผ่านมานานแล้ว ผลกระทบต่อสังคมและประชาชนมีกว้างขวาง (แต่ถ้าจะลบล้างทีละประเด็นได้ เช่นรื้อฟื้นการสอบสวนเหตุการณ์ 6 ตุลา)
ที่น่าเกลียดมากคือสมคิดตั้งคำถามเรื่องลงโทษคณะรัฐประหาร โดยยกสุจินดา ถนอม ประภาส สฤษฏ์ จอมพล ป. แล้วลงท้ายด้วย อ.ปรีดี ผู้ก่อการปฏิวัติประชาธิปไตย ขอย้อนถามว่านี่หรือคือจิตสำนึกของคนเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณเอาผู้ประศาสน์การซึ่งก่อการปฏิวัติยึดอำนาจอธิปไตยมาให้ปวงชนชาวไทย ไปเปรียบกับผู้ที่ก่อรัฐประหารยึดอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชน
นี่หรือคืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สมคิดออกอาการปกป้องรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่าง อย่างมีอารมณ์มากกว่าสาระ อ้างประชามติ (ซึ่งนิติราษฎร์ชี้แล้วว่าจอมปลอม ไม่มีตัวเปรียบเทียบ) อ้างบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ (สิทธิเสรีภาพกับผีอะไร ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพมากที่สุด) แต่ไม่ยักเอาบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพไปใช้กับมาตรา 112 (กวนซะอีกว่าถ้า 112 ขัดกับรัฐธรรมนูญ 50 แล้วจะยกเลิก 50 ทำไม ความจริงนิติราษฎร์ชี้แล้วว่าขัดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ที่บัญญัติหลักความสมควรแก่เหตุไว้)
ลงท้าย สมคิดก็ยังตีรวนไม่ให้วรเจตน์เข้าไปเป็น ส.ส.ร.อ้างเลอะเทอะว่าถ้า คมช.เลว ส.ส.ร.ชุดที่แล้วเล้ว รธน.2550 เลว รัฐบาลก็ต้องเลวด้วย
รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกลไกประชาธิปไตยครับ ซึ่งไม่ว่ารัฐธรรมนูญเลวฉบับไหนก็จำใจต้องให้มีการเลือกตั้ง ส่วนที่เลวคือมันตั้งกลไกสกัดขัดขวาง บิดเบือนล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน แล้ว ส.ส.ร.ชุดนี้ถ้าจะมี รัฐบาลก็ประกาศไว้แล้วว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง ร่วมกับการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิโดยรัฐสภา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ชอบธรรมกว่ารัฐประหาร
ตอนรัฐประหารไร้ความชอบธรรมกว่านี้ สมคิดยังอ้างว่า ในฐานะที่เรียนและสอนเรื่องรัฐธรรมนูญตลอดมา เมื่อถึงเวลาร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าร่วมเพื่อให้เนื้อหาออกมาเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุด
ตอนนี้ สมคิดตีกันวรเจตน์เฉยเลย
อ.พุฒิพงศ์จึงบอกว่าไม่แปลกใจเลยที่รัฐธรรมนูญ 50 ร่างได้ห่วยแตก มักง่าย เมื่อได้เห็นวิธีการตั้งคำถามและมองประเด็นของสมคิด ซึ่งไม่ได้ใช้สติปัญญาทางวิชาชีพ พร้อมกับเรียกร้องความกล้าหาญให้อธิบายเป็นเนื้อความ
ในเฟซบุ๊กซึ่งสมคิดลากอาจารย์อีกหลายคนให้ก้นร้อนไปด้วย (อาจารย์เหล่านี้จำต้องเขียนความเห็นนะครับ ไม่เขียนก็จะถูกสังคมมองว่าไม่กล้าหาญ) ผมชอบใจความเห็นของนักศึกษา 3 คนที่เรียกร้องให้ผู้ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นทางวิชาการ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีความคิดอ่านน่าเลื่อมใสเพียงไร
“Bird Jakkit ด้วยความเคารพต่ออาจารย์นะครับ ผมมองว่า การที่กลุ่มนิติราษฎร์กล้าเสนอข้อเสนอครั้งนี้ถือเป็นความกล้าทางวิชาการ อย่างมาก แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงตรงไหน
มันสำคัญอยู่ที่ว่าการเป็นนัก กฎหมายเราจะต้องยึดมั่นในหลักวิชาที่เราเรียนมา การที่อาจารย์คณะเราคนอื่นซึ่งไม่เห็นด้วยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนมีเสรีภาพทางความคิด แต่ที่ไม่เห็นด้วยจะต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร ตัวคำอธิบายหรือหลักการที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอมามีปัญหาในทางวิธีคิดอย่างไร หรือมีการบิดเบือนในทางกฎหมายอย่างไร
การบอกว่าไม่เห็นด้วยไม่ใช่เรื่อง ยาก แต่ที่ยากคือการให้เหตุผลประกอบที่มีน้ำหนักในทางวิชาการ การที่จะวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนิติราษฎร์ ผมว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ควรที่จะวิพากษ์วิจารณ์ที่สารัตถะของข้อเสนอ ไม่ใช่เอาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งของนักกฎหมายคือการโต้เถียงกันในทางเหตุผล เพื่อให้เกิดผลในทางสติปัญญาไม่ใช่หรือครับ
Natpakhan Latcharojana ผมอยากรู้จังเลยครับอาจารย์ ว่า อ.สุรศักดิ์ อ.เอกบุญ อ.อุดม อ.สุรพล อ.วิจิตรา อ.ไพโรจน์ อ.กิตติพงศ์ อ.ทวีเกียรติ อ.สมเกียรติ อ.วีรวัฒน์ อ.กิตติศักดิ์ อ.ปริญญา…..ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ ท่านอาจารย์เหล่านี้มีเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร ?
Wanut Kosasu ผมว่านะครับ ความจริงถ้าอาจารย์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม อาจารย์คณะนิติราษฎร์ ผมคิดว่า อาจารย์ก็น่าจะออกมาแสดงความเห็นทางวิชาการบ้าง ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนักในช่วง 4-5 ปีหลังการรัฐประหารนี้นะครับ (อันนี้ผมหมายถึงเฉพาะการที่นักวิชาการทากฎหมายซึ่งมีความเห็นต่างกันจะมาถก กันเอง)
ตรงนี้ผมมองว่า ถ้าผมเป็นอาจารย์ผมคงไม่มาคอยห่วงหรือพะวงเรื่องชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรอกครับ จริงอยู่การที่อาจารย์เป็นอธิการบดีอาจทำให้ภาพลักษณ์ถูกโยงไปที่เรื่องของ การเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ทั้งมหาวิทยาลัย แต่ในเมื่อเรายึดถือสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง แล้วทำไมจะต้องเอากรอบอย่างอื่นมาเป็นที่ตั้งเพื่อขัดขวางการแสดงความคิด เห็นซึ่งเป็นการกระทำที่สุจริตด้วยล่ะครับ
คำกล่าวที่ว่า "ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว" มันมีข้อยกเว้นว่าเพราะเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ เสรีภาพมันจึงมีเหมือนคนอื่นไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ ผมเกรงว่า ผมจะเศร้าเสียใจมากกว่านี้ หากความแหลมคมทางวิชาการมันถูกบดบังโดยอคติบางอย่างซึ่งเราไม่รู้ตัว มัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่ จนลืมทำหน้าที่รักษาความถูกต้องตามความเชื่อของตนเอง และโดยเฉพาะความแหลมคมทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ที่ต้องมีการถกเถียงกัน แต่อีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเงียบเฉยไม่ทราบว่ารออะไร
มาวันนี้ผมอยากเห็น "ความกล้าหาญทางวิชาการ" จากผู้ชายคนที่ชื่อ สมคิด เลิศไพฑูรย์อีกครั้งครับ
ในฐานะที่เป็นคนสนใจกฎหมายมหาชน คนหนึ่ง ผมอยากทราบเหตุผลมากจริงๆ ครับ เป็นไปได้ไหมครับอาจารย์ที่ท่านอาจารย์เหล่านี้จะออก “แถลงการณ์” ชี้แจงเหตุผลทางกฎหมายมาหักล้างเหตุผลของกลุ่มนิติราษฎร์
ถ้าสามารถทำเช่นนี้ได้จริงๆ ผมจะยินดีมากๆ เลยละครับ แต่ขอเป็นเหตุผลทางกฎหมายเพียวๆ นะครับ เหตุผลเช่นที่ว่า รับงาน รับเงิน ใช้สถานที่ของคณะนิติศาสตร์ ผมว่าเหตุผลแบบนี้มันไม่ใช่แค่ไร้น้ำหนัก แต่ถึงขั้นไร้สาระเลยละครับ”
ก้นร้อนไหมละครับ ถ้าคุณแน่ ออกแถลงการณ์มาเลย ตามที่เด็กมันเรียกร้อง หรืออยากจัดแถลงแสดงความเห็นโต้กัน ท่านอธิการก็จัดได้เลย จัดเอง ไม่ต้องกลัวคนเสื้อแดงจะเข้าไปขว้างปาโห่ฮาเหมือนหมอตุลย์ (ซึ่งแน่นอนผมยอมรับว่ามวลชนเสื้อแดงยังไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี แต่ถ้าท่านอยากโต้ก็มีอีกหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องอ้างเรื่องนี้)
หลักวิชาไม่ได้เอาชนะกันที่จำนวนคน ดีกรี หรือยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าจะเอาจำนวนคนนั่นมันนักเลงยกพวกตีกัน นักวิชาการต้องวัดกันด้วยหลักการเหตุผล ไม่ใช่ดูว่าใครมีคนเข้าชื่อสนับสนุนมากกว่า พูดเหตุผลมาแล้วสังคมจะตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์หรือนักศึกษาปี 4
อย่า “กลวง” อย่างที่เด็กมันปรามาสก็แล้วกัน คริคริ
ใบตองแห้ง
29 ก.ย.54




