ที่มา thaifreenews
โดย bozo
นักวิชาการในคณะนิติราษฎร์ประกาศพร้อมร่วมเป็น ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ระบุไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เพราะเป็นการทำงานทางนิติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
แต่จะไม่ขอเข้าร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือพรรคการเมืองโดยตรง
ยันพร้อมดีเบตกับผู้ที่คัดค้านข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 ทุกเวที
“วรเจตน์” ย้ำรัฐธรรมนูญใหม่มีสิทธิประกาศโมฆะสิ่งที่เกิดขึ้นทางกฎหมายได้
อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ข้อเสนอจะเป็นจริงได้หากรัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพ
โดยต้องเริ่มต้นจากแก้มาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. แต่รัฐบาลคงคิดหนักเพราะมีแรงเสียดทานมาก
โดยเฉพาะจากกองทัพที่ไม่เห็นด้วย
นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในแกนนำคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ยืนยันว่า ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว
เพื่อให้มีตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆที่รัฐบาลจะตั้งขึ้น
โดยเฉพาะการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
“ถ้าเป็นเรื่องการเมืองแท้ๆพวกเราไม่เข้าไปยุ่ง
แต่หากเป็นการเข้าไปทำงานทางด้านนิติศาสตร์ เช่น
การยกร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ปิดกั้นว่าสมาชิกจะไปหรือไม่” นายธีระกล่าวพร้อมย้ำว่า
งานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง พรรคการเมือง
แต่เป็นงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเราพร้อมเข้าไปทำ
แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสมาชิกแต่ละคน เรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญเรามีข้อเสนออยู่แล้ว
หากมีคนเชิญไปทำงานนี้ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12244
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, September 30, 2011
นิติราษฎร์พร้อมนั่งส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญผลักดันล้างรัฐประหาร
สำนึก สำเหนียก เตือนจาก "นิติราษฎร์" ต่อ "รัฐประหาร"
ที่มา มติชน

(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 30 กันยายน 2554 หน้า3)
![]() |
ต่อแถลงการณ์ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของ "คณะนิติราษฎร์"
เพราะคนเหล่านี้ล้วนเสพเสวยผลพวงของการรัฐประหารไม่โดยตรงก็โดยผ่านทางบุพการีจึงล้วนมีความจำเป็นต้องอ้าขาผวาปีก
ทั้งไม่ได้แปลกใจกับอาการอันมาจากหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งไม่ได้แปลกใจกับน้ำเสียงและท่าทีอันปรากฏผ่านพาดหัวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อบางสื่อ บางคน
แม้ว่าจะเป็นการออกมาให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารก็ตาม
คน เหล่านี้ลืมไปแล้วว่าเคยเจ็บปวดกับประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 ในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อันพัฒนามาเป็นประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 42 ในยุค จอมพลถนอม กิตติขจร อย่างไร
คนเหล่านี้ลืมไปแล้วว่าเคยคัดค้าน ต่อต้านกระทั่งได้รับการยกเลิกไปแล้ว
การ ยกเลิกประกาศและผลพวงอันเนื่องแต่การรัฐประหารมิได้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ มิเช่นนั้นประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 คงไม่ถูกที่ประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในลักษณะเสียของ
กระนั้น คำถามยังอยู่ที่ว่าแล้วรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อนเป็นความสำเร็จจริงละหรือ
ณ วันนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อาจได้เป็น ส.ว.ในซีกสรรหา ณ วันนี้ นายสกลธี ภัททิยะกุล อาจได้เป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์
เช่นเดียวกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้เป็น ส.ส.พรรคมาตุภูมิ
แล้วถามว่ากระบวนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สามารถ "ขจัด" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกไปได้ตามเป้าหมายหรือไม่
อาจ "กำจัด" ให้พ้นไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
อาจ "กำจัด" ให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยอำนาจของคณะรัฐประหาร
อาจ "กำกัด" มิให้เดินทางเข้ามาในประเทศได้
แต่ทุกฝ่ายแม้กระทั่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล ก็ยอมรับว่ายังไม่สามารถ "ขจัด" ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
หากขจัดได้เมื่อกำจัดพรรคไทยรักไทยไปแล้วเหตุใดยังมีพรรคพลังประชาชน
หากขจัดได้เมื่อกำจัดพรรคพลังประชาชนไปแล้วเหตุใดยังมีพรรคเพื่อไทย
หาก ขจัดได้เมื่อกำจัดและกำกัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว เหตุใดยังมี นายสมัคร สุนทรเวช ยังมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และแม้กระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
รัฐประหารจึงเหมือนกับ "ชนะ" แต่ก็มิได้เป็นชัยชนะอย่างแท้จริง
ไม่ ต้องให้พรรคเพื่อไทย ไม่ต้องให้ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ต้องให้คณะนิติราษฎร์หรอกที่จะมาสำแดงให้เห็นถึงความสูญเปล่าของการรัฐ ประหารเมื่อ 5 ปีก่อน
แม้กระทั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็สรุปว่า "เสียของ"
เสียของเมื่อมีการผลักดัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายในร่มเงาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
เพราะในที่สุดเลือกตั้งทั่วไปเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนก็ชนะ
เสีย ของเมื่อมีความพยายามทุกอย่างเพื่อล้มรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กระทั่งในที่สุดยุบพรรคพลังประชาชน แล้วจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร
โอบอุ้มแม้ว่าจะนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตของประชาชนกว่า 90 บาดเจ็บพิการร่วม 2,000 ถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาร้ายแรงสารพัดเกือบ 300 คน
แต่เมื่อเลือกตั้งทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2554 ก็พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทยอย่างยับเยิน
ถาม ว่าพรรคเพื่อไทยมิได้ต่อยอดมาจากพรรคพลังประชาชน มิได้เป็นผลพวงความสำเร็จมาจากพรรคไทยรักไทยหรอกหรือ ยิ่งกว่านั้น ทั้ง นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้เป็นการเสกปั้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรอกหรือ
ชัยชนะทั้งหมดนี้มาจากการตัดสินใจเลือกของประชาชนอันเป็นเสียงส่วนใหญ่
หากต้องการดำรงและรักษา "อำนาจ" เอาไว้ให้ยืนยาวมีความจำเป็นต้องศึกษา สรุปอย่างจริงจัง
สรุป ว่าเหตุใดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงล้มเหลว สรุปให้รู้ถึงสาเหตุ มูลเชื้อและความคิดชี้นำอันเป็นเครื่องกำหนดเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์และ ยุทธวิธี
แล้วบทสรุปก็จะนำไปสู่สำเหนียกแห่งเสียงเตือนว่า-อย่าทำอีกเลย
“ปู” เรียกประชุมรมต.พรรค พท. แก้น้ำท่วม สั่งกระจาย รมต. ลงพื้นที่
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ในช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังบ้านพิษณุโลก เพื่อเรียกประชุมรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทั้ง 22 คน โดยมีรัฐมนตรีของพรรคทยอยเดินทางเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.ศึกษาธิการ เป็นต้น
ต่อ มา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เผยว่านายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหารือเรื่องการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วม เรื่องการเตรียมตัวเข้าประชาคมอาเซียน และเรื่องงบประมาณทั่วไปที่แต่ละกระทรวงตั้งไว้นั้นนายกฯย้ำว่าต้องใช้ได้ จริง โดยหากปรากฏว่าครึ่งปีงบประมาณแล้วไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือผลงานได้จะให้ ตัดและเรียกคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทุกกระทรวงจะได้ขยันทำงาน
สำหรับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างๆลงพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมนั้น มีกำหนดการลงพื้นที่ ดังนี้
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่จ.สิงห์บุรีในวันที่ 2 ต.ค. เพื่อไปดูการระบายน้ำ ที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี และเดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่จ.พระนครศรีอยุธยา
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก. รมช. คมนาคม พร้อมกับนายพายัพ ปั้นเกตุ และนายสุรสาล ผาสุก ส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
นายวิทยา. บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นพ.สุรวิทย์. คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดนครราชสีมา
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท และอุทัยธานี
น.ส. กฤษณา สีหลักษณ์ รมต. ประสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง
วันกลับบ้านเลี้ยงหลาน
ที่มา มติชน

โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ถึง วันสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน และย่างเข้าสู่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ 1 ตุลาคมแล้ว โดยระบบราชการไทยนั้น ถือเป็นวันเริ่มต้นตำแหน่งหน้าที่ใหม่สำหรับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย ในวาระประจำปี
สำหรับข้าราชการที่ครบอายุ 60 ปี วันนี้ถือกันว่าเป็นวันกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน
หลัก ของการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น เริ่มต้นจากการที่มีข้าราชการเกษียณอายุ ทำให้เกิดตำแหน่งว่าง จึงต้องมีการแต่งตั้งคนไปทดแทน จากนั้นก็มีคนอื่นเลื่อนตามขึ้นมาเป็นลูกระนาด
พร้อมๆ กันก็จะมีการปรับย้ายในกลุ่มคนที่ยังไม่ครบเกษียณ แต่อาจครบวาระในเก้าอี้นั้น หรือย้ายเพื่อความเหมาะสม
ดังนั้น กันยายน-ตุลาคมของทุกปี จึงเป็นช่วงที่เรียกว่าฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม กว่าจะจัดรัฐบาล กว่าจะได้รับโปรดเกล้าฯ กว่าจะแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา
เริ่มมีอำนาจหน้าที่เริ่มทำงานได้จริงๆ ก็สิ้นเดือนสิงหาคม
เข้าสู่ฤดูแต่งตั้งโยกย้ายพอดี
แต่พอเริ่มลงมือโยกย้ายข้าราชการ ก็โดนถล่มแหลกลาญด้วยข้อหาใช้อำนาจการเมืองล้างแค้นข้าราชการ
ทั้งที่การใช้อำนาจอย่างผิดๆ นั้น ต้องมองอย่างแยกแยะเป็นรายบุคคล
ขณะที่รวมๆ เป็นช่วงแห่งการโยกย้ายที่ต้องเป็นไป
แล้วเอาเข้าจริงๆ ขณะนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังลงมือโยกย้ายข้าราชการไปแค่จิ๊บๆ เท่านั้น
อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พูดกันไปพูดกันมา ด่าพี่เมียญาติโกโหติกาจนหูอื้อ สุดท้ายยังไม่โยกย้ายเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว
แม้แต่ ผบ.ตร. ที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เล่นบทสุภาพบุรุษลุกจากเก้าอี้ให้
วันนี้ พล.ต.อ.วิเชียรได้แค่ไปจ่อเลขาธิการ สมช. ส่วน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้แค่จ่อ ผบ.ตร.
แต่เก้าอี้เลขาฯ สมช.นั้นว่างลงแน่นอนแล้ว เหลือรอขั้นตอนทางกฎหมาย จึงจะโอนย้าย พล.ต.อ.วิเชียรข้ามหน่วยราชการไปนั่งได้
แล้วนั่น ก.ต.ช.จึงจะแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็นผู้นำตำรวจ
เพียงแต่ในทางปฏิบัติ ทุกคนยอมรับแล้วว่า พล.ต.อ.วิเชียรกำลังจะป็นผู้นำ สมช.คนใหม่ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เสมือนเป็น ผบ.ตร.ไปแล้ว
รวมๆ แล้วคาดกันว่า ตลอดเดือนตุลาคมคงเป็นฤดูโยกย้ายตำรวจระดับนายพลทั้งหมด ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าปกติ
ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี เอาเข้าจริงๆ ก็ล่าช้า
แม้ว่า 3 เหล่าทัพเร่งจัดทำบัญชีจนเสร็จสิ้นผ่านสภากลาโหมก่อนรัฐบาลใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่ด้วยซ้ำ
แถมมีคำสำทับด้วยว่า เมื่อเป็นมติออกมาแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มีกฎหมายคุ้มครองอยู่
เล่นเอาเกือบยุ่ง เพราะฝ่ายการเมืองรู้สึกว่ากองทัพไม่ควรเป็นหน่วยราชการอิสระ
อีกทั้งรัฐบาลถือว่าแรงสนับสนุนประชาชนกว่า 15 ล้านเสียงนั้น เป็นหลักประกันให้รัฐบาลน่าจะเข้าไปแตะต้องบัญชีทหารได้
แถมยังมีแรงผลักดันจากม็อบเสื้อแดง ที่มีภาพคนตายด้วยกระสุนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งเร่งเร้า
สุดท้ายผู้นำเหล่าทัพยอมปรับเปลี่ยนชื่อปลัดกระทรวงกลาโหมตามคำขอ
บัญชีทหารจึงจบลงด้วยการรอมชอม
ท่ามกลางเสียงบ่นพึมของเสื้อแดงที่ไม่มีการเปลี่ยนตัวเสนาธิการทหารบก
"ข่าวสด" พิชิตรางวัลภาพข่าวการเมืองยอดเยี่ยม-นายกฯ ปู คว้าขวัญใจสื่อมวลชน
ที่มา มติชน


เวลา 17.00 น. วันที่ 29 ก.ย. ที่โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทาราแกรนด์ลาดพร้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยมครั้งที่ 15 ประจำปี 2553-2554 จัดโดยสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีบุคคลแวดวงการสื่อสารมวลชนทั้งผู้บริหารสื่อสำนักต่างๆ นักข่าว ช่างภาพ และบุคคลในวงการการเมืองเมืองมาร่วมงานคับคั่งทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย รัฐบาล อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ฯลฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การมอบรางวัลของทางสมาคมฯ ครั้งนี้ ทางสมาคมตั้งรางวัลขึ้นมาเป็นรางวัลพิเศษในปีแรก โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ได้รับรางวัล "ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน" ประจำปี 2553-2554 ขณะที่นายกิตติรัตน์ ได้รางวัล "มิสเตอร์ลดค่าครองชีพ" นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข รับรางวัล "รมต.แก้โรคน้ำท่วม" นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน รับรางวัล "จอมกระชากราคาน้ำมัน"
สำหรับ "ภาพข่าว" ที่ได้รางวัลในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัลภาพข่าวสาขาภาพข่าวพระราชกรณียกิจชนะเลิศ ภาพข่าวการเมืองสังคมทั่วไป รางวัลภาพข่าวต่อเนื่อง รางวัลภาพข่าวเศรษฐกิจ รางวัลภาพข่าวกีฬา รางวัลภาพข่าวอาชญากรรมชื่อภาพ ซึ่งในส่วนของรางวัลภาพข่าวการเมืองสังคมทั่วไปภาพพิชิตรางวัลชนะเลิศ คือ ภาพ "หยิกแรง" ของนายสุรินทร์ สรรพคุณ จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
นอก จากนั้น ภายในงานนี้ยังมีการมอบรางวัลให้กับนายศรวิชัย คงตันนิกูล อดีตช่างภาพททบ.5 ที่ประสบอุบัติเหตุ ฮ.แบล็คฮอว์กตก ก็ได้รับรางวัลพิเศษเช่นกัน โดยชื่อรางวัลว่า "งานสุดท้ายของศรวิชัย" ซึ่งมีบิดาของนายศรวิชัยมารับรางวัลแทน
นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังมอบรางวัล ตอนหนึ่ง ว่า ยินดีที่มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งการจัดงานถือว่าเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ช่างภาพที่ทำหน้าที่ ทั้งปี และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแขง่ขันให้ข่าวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ ช่างภาพมีความสำคัญและมีบทบาทในการถ่ายทอดภาพไปยังประชาชนเพื่อให้ทราบข่าว สารตนจึงขอยกย่องสื่อทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม แม้ระยะเวลาที่ตนร่วมเดินทางไปกับสื่อก็พบว่าท่านทำหน้าที่เต็มและตนเสียใจ ที่บางเหตุการณ์เราต้องสูญเสียช่างภาพและพบอุบัติเหตุต่างๆ แต่นั่นเป็นจิตวิญญาณในการทำหน้าที่ ซึ่งขอยกย่องชื่นชม
“ส่วนตัว วันนี้ตื่นเต้นเพราะตั้งแต่สัมผัสกับช่างภาพมา วันนี้ถือว่ารวมช่างภาพและสื่อมวลชนเยอะที่สุดเยอะจริงๆ ซึ่งตื่นเต้นและดีใจ และภูมิใจที่ได้มามอบรางวัลด้วยทั้งนี้ ขอบคุณที่มอบรางวัลให้เพื่อเป็นกำลังใจและจะนำกำลังใจเป็นแรงผลักดันในการทำ หน้าที่รับใช้พี่น้องประชาชน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เปิดบัญชีมหาดไทยแต่งตั้ง 239 นายอำเภอ
ที่มา มติชน

พระนาย สุวรรณรัฐ หมายเหตุ - เมื่อ วันที่ 29 กันยายน 2554 นายพระนาย สุวรรณรัฐ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในบัญชีเสนอแต่งตั้ง (เลื่อน) ข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งอำนวยการระดับสูง หรือนายอำเภอ 9 รวม 239 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้มีอยู่ 234 ตำแหน่ง ที่เป็นการเลื่อนจากนายอำเภอ 8 ขึ้นเป็นนายอำเภอ 9 ตามมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังมีการยกระดับอำเภอให้ใหญ่ขึ้น ทำให้มีหัวหน้าหน่วยงานถูกยกระดับตำแหน่งจากนายอำเภอ 8 ขึ้นเป็นนายอำเภอ 9
นาย เสริม อุ่นชู นอภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็น นอภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นายธวัช ศิริวัธนนุกูล นอภ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เป็น นอภ.นาแก จ.นครพนม นายสานิต เขมวัฒนา นอภ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เป็น นอภ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ นายกนกพล ศักดิ์วิเศษ ศรีนุกูล นอภ.พังโคน จ.สกลนคร เป็น นอภ.พังโคน จ.สกลนคร นายสาธิต ธรรมประดิษฐ์ นอภ.ควนโดน จ.สตูล เป็น นอภ.หนองจิก จ.ปัตตานี นายจักร์พงษ์ เปี่ยมเมตตา นอภ.บ้านค่าย จ.ระยอง เป็น นอภ.บ้านค่าย จ.ระยอง นายชาญชัย บุญเสนอ นอภ.กุดจับ จ.อุดรธานี เป็น นอภ.กุดจับ จ.อุดรธานี นายประกาศิต มหาสิงห์ นอภ.พร้าว รักษาการในตำแหน่ง นอภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ นายทรงทรัพย์ พิริยคุณธร นอภ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายพินิจ บุญวรรณ นอภ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ เป็น นอภ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ นายศักดิ์ชัย ชัยเชื้อ นอภ.นาทวี จ.สงขลา เป็น นอภ.นาทวี จ.สงขลา นายเกรียงศักดิ์ เชาวน์ประยูรชัย นอภ.แม่ลาว จ.เชียงราย เป็น นอภ.ปง จ.พะเยา นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล ผอ.กองการเจ้าหน้ารักษาการในตำแหน่ง นอภ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท เป็น นอภ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท นายบุญไทย กาฬศิริ นอภ.รามัน จ.ยะลา เป็น นอภ.รามัน จ.ยะลา นายทินกร มุสิกวัตร นอภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช นายธวัชชัย วิสมล นอภ.ละแม จ.ชุมพร เป็น นอภ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
นายสุรัตน์ อัครวิโรจน์กุล นอภ.คุระบุรี จ.พังงา เป็น นอภ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา นายสฤษดิ์ ไสยโสภณ นอภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็น นอภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นายชัยยงค์ ฮมภิรมย์ นอภ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็น นอภ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายทวีพล ปัญญาวัฒนานนท์ นอภ.คง จ.นครราชสีมา เป็น นอภ.จักราช จ.นครราชสีมา นายศุภกิจ จตุรพิตร นอภ.ตะโหมด จ.พัทลุง เป็น นอภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี นายชัชวาลย์ ศิริพันธ์ นอภ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็น นอภ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นายวินัย จงวัฒนบัณฑิตย์ นอภ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เป็น นอภ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ นายโกสินทร์ ศรีเพชรพงษ์ นอภ.บ้านม่วง จ.สกลนคร เป็น นอภ.วานรนิวาส จ.สกลนคร นายประกิต วงษ์วิสิทธิ์ นอภ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็น นอภ. บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา นายจำลอง ไกรดิษฐ์ นอภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็น นอภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา นายประมณฑ์ สุจริต นอภ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เป็น นอภ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี นายวิษณุ บูรณะกิจภิญโญ นอภ.นาทม จ.นครพนม เป็น นอภ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายสมเกียรติ รัตนเมธาธร นอภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เป็น นอภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด นายพิษณุวัตร วรรธนะกุล นอภ. วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็น นอภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว นายปรีชา ดำเกิงเกียรติ นอภ.กงหรา จ.พัทลุง เป็น นอภ.เทพา จ.สงขลา นายไพศาล บุญล้อม นอภ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช นายบุญยัง เรือนกูล นอภ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็น นอภ.แม่สรวย จ.เชียงราย นายประวิทย์ ประวัติเมือง นอภ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็น นอภ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์
นาย ศิริพงศ์ ประทุมรัตน์ นอภ. แหลมงอบ จ.ตราด เป็น นอภ.เขาสมิง จ.ตราด นายเศรษฐการย์ ทิพย์สุวรรณ นอภ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี นายวีรพล บูรณะพานิช นอภ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็น นอภ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม นายเลิศพรไชย ไชยฤทธิ์ นอภ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็น นอภ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นายยุทธนา พันธุ์ศรีรวิลาส นอภ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็น นอภ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท นายวิจักขณ์ ชินโคตรพงศ์ นอภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร นอภ.กรงปินัง จ.ยะลา เป็น นอภ.บันนังสตา จ.ยะลา นาย นิวัฒน์ เรืองเดช นอภ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ เป็น นอภ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ นายวีระศักดิ์ ศิริสิทธิ์ นอภ.เด่นชัย จ.แพร่ เป็น นอภ.สูงเม่น จ.แพร่ นายชาติชาย เพชระบูรณิน นอภ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็น นอภ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ นายเรวัต อัมพวานนท์ นอภ.แพงแสน จ.นครปฐม เป็น นอภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ นอภ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เป็น นอภ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว นายขจรชัย วัฒนาประยูร นอภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นายเมฑา ศิริรำไพวงษ์ นอภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เป็น นอภ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย นายศรัณย์ จันทร์ดี นอภ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เป็น นอภ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี นายปิยะศักดิ์ คำสีลา นอภ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เป็น นอภ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู นายพจน์ รักความสุข นอภ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็น นอภ.นายายอาม จ.จันทบุรี นายจำนัล เหมือนคำ นอภ.ไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็น นอภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส
นาย นพดล ชินะจิตร นอภ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา นายสิทธิพร สำลีรัตน์ นอภ.เสาไห้ จ.สระบุรี เป็น นอภ.บ้านหมอ จ.สระบุรี นายสิทธิชัย ทัศนานุกุลกิจ นอภ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี นายเชิดชาย พิบูลย์วุฒิกุล นอภ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็น นอภ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย นายนิพนธ์ อินทรสกุล นอภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็น นอภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นายสุทธิลักษณ์ รักษ์เจริญ นอภ.เวียงชัย จ.เชียงราย เป็น นอภ.ปัว จ.น่าน นายวรทัศน์ วานิช อังกูร นอภ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็น นอภ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นายณรงค์ เชาวน์ลิลิตกุล นอภ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี นายเดชา ใจยะ นอภ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เป็น นอภ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร นายชัยวัฒน์ อิทธิวรรณพงศ์ นอภ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น นอภ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด นาย วิฑูรย์ ปิลาวงษ์ นอภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา นายเกรียงเดช วัฒนวงษ์สิงห์ นอภ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ นายวิชัย นิมิตรมงคล นอภ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นาย สมชัย รุ่งสาคร นอภ.สบปราบ จ.ลำปาง เป็น นอภ.งาว จ.ลำปาง นายสมศักดิ์ เวชพาณิชย์ นอภ.สำทับ จ.กระบี่ เป็น นอภ.เขาชัยสน จ.พัทลุง นายอดิศักดิ์ วรรณลักษณ์ นอภ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นายบำเพ็ญ บินไทยสงค์ นอภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ นายธวัฒน์ชัย ม่วงทอง นอภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เป็น นอภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
นายพิษณุ เสนาวิน ผู้อำนวยการโรงเรียนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รักษาราชการแทนเลขานุการกรม กรมการปกครอง เป็น นอภ.บางกรวย จ.นนทบุรี นายจำเริญ สวนทอง นอภ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการกองคลัง กรมการปกครอง เป็น นอภ. บางเสาธง จ.สมุทรปราการ นายมงคล คำเพราะ นอภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นายเธียรชัย อัจฉริยพันธุ์ นอภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นายนิยม ดวงส้ม นอภ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี นายสุชาติ ธีระวงษ์พิทักษ์ นอภ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ เป็น นอภ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ นายสุรพล สัตยารักษ์ นอภ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.หางดง จ.เชียงใหม่ นายสุมิตร เกิดกล่ำ นอภ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็น นอภ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายอำนาจ พวงสำลี นอภ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็น นอภ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย นายลือชัย เจริญทรัพย์ นอภ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็น นอภ.สายบุรี จ.ปัตตานี นายชัยภัค สุนทรหงส์ นอภ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา เป็น นอภ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา นายจิตตวีร์ ภูมิวุฒิสาร นอภ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.องครักษ์ จ.นครนายก นายพงศว์เทพ จิรสุขประเสริฐ นอภ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็น นอภ.ควนขนุน จ.พัทลุง เรือโท ครรชิต บุญสิทธิ์ นอภ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เป็น นอภ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี นายชัยรัตน์ สุทธิธรรม นอภ.คำชะอี จ.มุกดาหาร เป็น นอภ.คำชะอี จ.มุกดาหาร นายสุรสันติ์ เพชรสุวรรณรังษี นอภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร เป็น นอภ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม
นายพีระ ศักดิ์ องกิตติกุล นอภ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี นายสุวัจชัย สังคพัฒน์ นอภ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี นายธำรง เขมะรัตน์ นอภ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี นายเถกิงศักดิ์ ยกศิริ นอภ.แว้ง จ.นราธิวาส เป็น นอภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นายธนพล อันติมานนท์ นอภ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ เป็น นอภ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ นายสุวัสส์ ศังขจันทรนันท์ นอภ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น นอภ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด นายชนาญวัต จิตร์ภิรมย์ศรี รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี นายจิรศักดิ์ ศรีคชา นอภ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เป็น นอภ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ นายสัมฤทธิ์ พุฒศรี นอภ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เป็น นอภ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร นายออมสิน สุขภิการนนท์ นอภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร เป็น นอภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร นายนิรุช ศรีสวัสดิ์ นอภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เป็น นอภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี นายณัฐ ชาติวัฒนศิริ นอภ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็น นอภ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี นายวีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว นอภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายวรนิติ์ มุตตาหารัช นอภ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา เป็น นอภ.บ้านนา จ.นครนายก นายวิวัฒน์ ฉันทนานุรักษ์ ผู้อำนวยการส่วนยุทธการและการข่าว สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง เป็น นอภ.ปากท่อ จ.ราชบุรี นายประทีป ศิลปเทศ นอภ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็น นอภ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ สิทธิวรการ นอภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เป็น นอภ.ตากใบ จ.นราธิวาส
นาย อภิรัฐ สะมะแอ ผู้อำนวยการส่วนประสานราชการ สำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง เป็น นอภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี นายจตุพร ชนะศรี นอภ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็น นอภ.สามโคก จ.ปทุมธานี นายชวพล พันธุมรัตน์ นอภ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เป็น นอภ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี นายชาญชัย กุลมงคล นอภ.สวี จ.ชุมพร เป็น นอภ.สวี จ.ชุมพร นายศิริศักดิ์ ภิญโญพานุวัฒน์ นอภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็น นอภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น นายปัญญา นาคฉ่ำ นอภ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ นายวชิระ อัลภาชน์ นอภ.ยะรัง จ.ปัตตานี เป็น นอภ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายวัลลพ เรืองพรเจริญ นอภ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม นายวุฒิพงศ์ จัตุรัตน์ นอภ.ลี้ จ.ลำพูน เป็น นอภ.ลี้ จ.ลำพูน นายณรงค์ชัย ทิพกนก นอภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายประทีป พิทักษ์ นอภ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เป็น นอภ.บางมูลนาก จ.พิจิตร นายวัฒนา เที้ยวพันธ์ นอภ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เป็น นอภ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร นายวิสิทธิ์ ศรีบรรเทา นอภ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ นายอภิชาติ ทิมเจริญ นอภ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ เป็น นอภ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ นายประถม ประเมินดี นอภ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็น นอภ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นายณรงค์ ไพศาลทักษิน นอภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เป็น นอภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี นายภิรมย์ มีรุ่งเรือง นอภ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เป็น นอภ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน นอภ.นามน จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์
นายโสภณ ชุ่มชูจันทร์ นอภ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ นายสุรชัย อุทัยรัตน์ นอภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็น นอภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร นายสกล จันทรักษ์ นอภ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช นายหัสนัย จิตอารีย์ นอภ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เป็น นอภ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี นายอุทัย ลือชัย นอภ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.สารภี จ.เชียงใหม่ นายกฤษณ์ อุไรรัตน์ นอภ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็น นอภ.สิงหนคร จ.สงขลา นายธวัชชัย ดิษยนันทน์ นอภ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เป็น นอภ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี นายศุภวริศ เพชรกาฬ นอภ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็น นอภ.ระแงะ จ.นราธิวาส นายสมชาย พลานุเคราะห์ นอภ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เป็น นอภ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี นายระวีวงศ์ วงศ์ปราชญ์ นอภ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายสุชาติกิตติ์ สุทธิกาศนีย์ธร นอภ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เป็น นอภ.สีชมพู จ.ขอนแก่น นายนิเวศน์ พูลสวัสดิ์ นอภ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นายมนัสวรรธ บุญสมวัฒนวงศ์ นอภ.ท่าลี่ จ.เลย เป็น นอภ.ภูเรือ จ.เลย นายประพฤทธิ์ ยูถนันท์ นอภ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็น นอภ.ท้ายเหมือง จ.พังงา นายบุญฤทธิ์ งานสม นอภ.คลองท่อม จ.กระบี่ เป็น นอภ.สิเกา จ.ตรัง นายมาลัยวรณ์ ตั้งอรุณสวัสดิ์ นอภ.หนองหาน จ.อุดรธานี เป็น นอภ.หนองหาน จ.อุดรธานี นายประกิต ตันติวาลา นอภ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี เป็น นอภ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี นายวิชชา จิรภิญญากุล นอภ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ เป็น นอภ.สอง จ.แพร่
นายวีระ เกิดศิริมงคล นอภ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เป็น นอภ. ปะเหลียน จ.ตรัง นายจิตวัฒน์ วิกสิต นอภ.ชุมตาบง จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ นายศุภโชค สังขวณิช นอภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เป็น นอภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายวัชรินทร์ รักชาติเจริญ นอภ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผอ.ส่วนกำลังพลและส่งกำลังบำรุง สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง เป็น นอภ.จอมบึง จ.ราชบุรี นายเลิศบุศย์ กองทอง นอภ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม นายประสิทธิ์ ภูชัชวนิชกุล นอภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เป็น นอภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ นายศิลปชัย คำสวัสดิ์ นอภ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็น นอภ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี นายสนิท ศรีวิหค นอภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็น นอภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ว่าที่ ร.ต.ธรรมศิฑชัย สามกษัตริย์ นอภ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร เป็น นอภ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย นายณรงค์พร ณ พัทลุง นอภ.รัตภูมิ จ.สงขลา เป็น นอภ.จะนะ จ.สงขลา นายอนุรัตน์ ลีธีระประเสริฐ นอภ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นายธนพัฒน์ บูรณศักดิ์ภิญโญ นอภ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.โพทะเล จ.พิจิตร นายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นอภ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นายทรงศักดิ์ จันทรสาขา นอภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เป็น นอภ.บ้านแพง จ.นครพนม นายสุรพันธุ์ กองวารี นอภ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี เป็น นอภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี นายศักดิ์ชาย วงศ์กนิษฐ์ นอภ.ขุนตาล จ.เชียงราย เป็น นอภ.ท่าวังผา จ.น่าน นายสุริยัณห์ จิรสัตย์สุนทร นอภ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็น นอภ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
นายกิตติ แสงประดิษฐ นอภ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี รักษาการในตำแหน่ง นอภ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เป็น นอภ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร นายสุรชัย มณีประกร นอภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็น นอภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นายธนา บุษปวนิช นอภ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เป็น นอภ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี นายปรีชาวัฑฒน์ ปลอดทอง นอภ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็น นอภ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี นายวัฒนา พุฒิชาติ นอภ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็น นอภ.เลิงนกทา จ.ยโสธร นายพรชัย ถมกระจ่าง นอภ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เป็น นอภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม นางสาววรรณา กำเหนิดงาม นอภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เป็น นอภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี นายแพน พรไตรศักดิ์ นอภ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ เป็น นอภ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายสมชัย อมรวัฒนสวัสดิ์ รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง รักษาราชการแทน ผอ.กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง เป็น นอภ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ นอภ.ดอนตูม จ.นครปฐม รักษาราชการแทน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง เป็น นอภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสมศักดิ์ พัวพันธุ์ ผอ.ส่วนการเมืองและการเลือกตั้งสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง เป็น นอภ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ นายประเสริฐ จันทร์แยง นอภ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย เป็น นอภ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย นายภูริรัตน์ ธีรอรรถ นอภ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี เป็น นอภ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี นายสัญญา ประเสริฐวิทย์ นอภ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด เป็น นอภ.นาเชือก จ.มหาสารคาม
นายทรงฤทธิ์ แก้วสุทธิ นอภ.ร้องกวาง จ.แพร่ เป็น นอภ.วังชิ้น จ.แพร่ นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร นอภ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็น นอภ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายณรงค์ศักดิ์ พลศักดิ์ นอภ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็น นอภ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ นายมนิต ตั้งสกุล นอภ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี เป็น นอภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี นายวีรัส ประเศรษโฐ หน.กลุ่มงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบศูนย์อำนวยการบริหาร จ.ชายแดนภาคใต้ เป็น นอภ.สทิงพระ จ.สงขลา ร.ท.ศักดิ์ชัย หงษ์ทอง นอภ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็น นอภ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ร.ท.กฤษณ์ จินตะเวช นอภ.บางเลน จ.นครปฐม เป็น นอภ.บางเลน จ.นครปฐม นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ นอภ.แม่พริก จ.ลำปาง เป็น นอภ.เถิน จ.ลำปาง นายพันธุ์เลิศ มีวุฒิสม นอภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา นอภ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว เป็น นอภ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ นายฉลองชัย วรสิงห์ นอภ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็น นอภ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย นายประภาส รักษาทรัพย์ นอภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เป็น นอภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา นายวิสิษฎ์ พวงเพชร ผอ.กองวิชาการและแผนงานรักษาการในตำแหน่ง นอภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็น นอภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายสมเพชร สร้อยสระคู นอภ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร เป็น นอภ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร นายสุวิทย์ เล็กกำแหง นอภ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เป็น นอภ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง นายอมรฤทธิ์ เอมะปาณ ผอ.ส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 3 สำนักการสอบสวนและนิติกร กรมการปกครอง เป็น นอภ.สตึก จ.บุรีรัมย์
นายสุรพงษ์ สายโอภาศ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยความเป็นธรรมสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็น นอภ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด นายวิบูลย์ ปั้นศิริ รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นายถาวร คงแก้ว นอภ.เชียรใหญ่ เป็น นอภ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช นายภัลลพ พิลา นอภ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ เป็น นอภ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ นายบุญเติม เรณุมาศ นอภ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็น นอภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก นายมานิต อนรรฆมาศ นอภ.ตากฟ้า เป็น นอภ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ นางสาวปาณี นาคะนาท นอภ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นายไชยันต์ ปฏิยุทธ นอภ.กระบุรี เป็น นอภ.กระบุรี จ.ระนอง นายศักดิ์ประเสริฐ เจริญประสิทธิ์ นอภ.เกาะช้าง จ.ตราด เป็น นอภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ว่าที่ ร.ต.นิรันดร์ ดุจจานุทัศน์ ผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบเรีบบร้อย 1 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็น นอภ.ครบุรี จ.นครราชสีมา นายโชคดี อมรวัฒน์ นอภ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็น นอภ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี นายสุรพร พร้อมมูล นอภ.ทุ่งหว้า เป็น นอภ.ละงู จ.สตูล นายบรรลือ สง่าจิตร ผู้อำนวยการส่วนกิจการชายแดนและผู้อพยพ สำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง เป็น นอภ.แม่ระมาด จ.ตาก นายสุเทพ วงษ์พานิช นอภ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ เป็น นอภ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ นอภ.ดอยสะเก็ด เป็น นอภ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นายวิสิฐ ตั้งปอง นอภ.กันตัง เป็น นอภ.กันตัง จ.ตรัง
นายคมสัน เจริญอาจ ผู้อำนวยการโรงเรียน นอภ. วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.สังขะ จ.สุรินทร์ นายสรธร สันทัด นอภ.พญาเม็งราย เป็น นอภ.เชียงของ จ.เชียงราย นายสุวัฒน์ สุวรรณภาชน์ ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนและรักษาความสงบ สำนักการสอบสวนและนิติการ เป็น นอภ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ นายอรรถสิทธิ์ สุขธรรมนิยม ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็น นอภ.พานทอง จ.ชลบุรี นายอภิชาติ ชุ่มเชื้อ นอภ.บ้านธิ จ.ลำพูน เป็น นอภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นายสุริยะ วิริยะสวัสดิ์ รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายวงเทพ เขมวิรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนบัตรประจำตัวประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เป็น นอภ. โนนสูง จ.นครราชสีมา นายสรวิศ ทำเนาว์ นอภ.พรเจริญ เป็น นอภ. เซกา จ.บึงกาฬ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร นอภ.บางใหญ่ เป็น นอภ. บางใหญ่ จ.นนทบุรี ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ โรจนโสทร นอภ.ป่าซาง เป็น นอภ.ป่าซาง จ.ลำพูน นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ นอภ.สันป่าตอง เป็น นอภ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ นายสุขสันติ์ บุณยากร นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ โรงเรียนปลัดอำเภอ กลุ่มงานบริหารการฝึกอบรม วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.ประทาย จ.นครราชสีมา นายสุนทร มหาวงศนันท์ นอภ.บ้านหลวง เป็น นอภ.เวียงสา จ.น่าน นายกิตติศักดิ์ ศรีนพคุณ นอภ.วัดโป่ง เป็น นอภ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
นาย ธนิต กุลสุนทร ผอ.ส่วนการข่าวสำนักกิจการความมั่นคงภายในกรมการปกครอง เป็น นอภ.เมืองระนอง จ.ระนอง นายประจวบ กันธิยะ นอภ.แม่ทา จ.ลำพูน เป็น นอภ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ นอภ.เกาะคา จ.ลำปาง เป็น นอภ.เกาะคา จ.ลำปาง ว่าที่ ร.ต.พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ นอภ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี เป็น นอภ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี นายเฉลิมพล มั่งคั่ง นอภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เป็น นอภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการนายคณะกร เครือวรรณ นอภ.ปากชม จ.เลย เป็น นอภ.โพนพิสัย จ.หนองคาย นายล้ำ เลิศศรีมงคล นอภ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เป็น นอภ.บางระกำ จ.พิษณุโลก นายเรวัต ประสงค์ นอภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น นอภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา นายเฉลิม รัตนเกื้อ นอภ.หนองหิน จ.เลย เป็น นอภ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ นายเกรียงวิชญ์ ไกรพวิมล นอภ.จุน จ.พะเยา เป็น นอภ.นครไทย จ.พิษณุโลก นายวิสา ยัญญลักษณ์ นอภ.เอราวัณ จ.เลย เป็น นอภ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายไกรสร กองฉลาด นอภ.ซำสูง จ.ขอนแก่น เป็น นอภ.กระนวน จ.ขอนแก่น นายเสริมศักดิ์ สีสันต์ นอภ.เชียงแสน จ.เชียงราย เป็น นอภ.เชียงแสน จ.เชียงราย นายประพันธ์ บุญคุ้ม นอภ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เป็น นอภ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี นายธีรพล ศิรินานุวัฒน์ นอภ.คลองหาด จ.สระแก้ว เป็น นอภ.คลองใหญ่ จ.ตราด นายยุทธนา นุชนารถ นอภ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เป็น นอภ.ตาพระยา จ.สระแก้ว นายสุชัย บุตรสาระ นอภ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น เป็น นอภ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นายณัฐวัสส์ วิริยานภาภรณ์ นอภ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู เป็น นอภ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู
นายอุดม จันตาใหม่ นอภ.เมืองปาน จ.ลำปาง เป็น นอภ.อุ้มฝาง จ.ตาก นายทิวา วัชรกาฬ นอภ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็น นอภ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พ.อ.อ.นิพันธ์ บุญหลวง นอภ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เป็น นอภ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา นายอนันต์ ไชยศักดิ์ รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็น นอภ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์
ปชป.เมาหมัด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
โซซัดโซเซเหมือนกันเมื่อพรรคประชาธิปัตย์โดนหนักทั้งกรณี "กล้องกลวง-คณะนิติราษฎร์"
ฝ่ายค้านมือฉมังที่กำลังเพลิดเพลินกับการเล่นงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์
โดนสวนเต็มเปาจนเมาหมัด
กรณีกล้องกลวงที่กระหึ่มเมืองขณะนี้
เริ่มจากมีการเปิดโปงกล้องวงจรปิดในกรุงเทพฯ ที่ดันไปพบว่ามี "หลายตัว" เป็นกล้องแหกตา
มีแต่กล่อง-ไม่มีกล้อง
ทำให้ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันกับอดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน
ปัดไปมากันพัลวัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องแก้เกมด้วยการโยนบาปให้รัฐบาลทักษิณ (อีกแล้ว) เป็นคนอนุมัติติดตั้งกล้องแหกตาที่ภาคใต้
สุดท้ายก็ต้องหน้าแหกเสียเอง
เพราะ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐระบุว่าโครงการติดกล้องใน 5 จังหวัดภาคใต้ เกิดขึ้นใน ครม.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อนุมัติจัดซื้อในวงเงิน 970 ล้าน
ตามด้วยหลักฐานการสอบสวนของสตง.ที่ระบุว่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส เห็นควรให้ดำเนินคดีอาญากับ ขรก.หลายราย
โดนแบบนี้ก็เป๋เหมือนกัน
เช่น เดียวกับกรณีที่ปชป.ต่อต้านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่หาทางออกให้สังคมที่ กำลังขัดแย้งกันรุนแรง ด้วยการเสนอให้ล้มล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรค ดาหน้าออกมาคัดค้านแบบสุดลิ่ม
ไม่รับฟังเหตุผลของคณะนิติราษฎร์ที่พยายามชี้แจงว่าผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยาก่อให้เกิดความเสียหายอะไรบ้างในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
ชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติยึดอำนาจเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย
กระบวนการต่างๆ ก็บิดเบี้ยวไปหมด
ที่สำคัญที่สุดยิ่งตอกย้ำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น !
แต่นายอภิสิทธิ์นอกจากไม่รับฟังแล้ว ยังโจมตีว่ามีจุดมุ่งหมายล้างผิดให้ทักษิณคนเดียว
ตรงนี้ถือว่าพลาดครั้งใหญ่หลวง
ยิ่งทำให้สังคมคลางแคลงใจแนวคิดของนาย อภิสิทธิ์และปชป.ว่ายังยึดมั่นในระบอบประชาธิป ไตยจริงหรือ !?
การออกมาโจมตีกลุ่มนักวิชาการที่มีแนวคิดต่อต้านการรัฐประหาร
รังแต่จะเจ็บตัวเปล่าๆ
เท่ากับไปยอมรับว่าเห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ตอกย้ำอดีตรัฐบาลที่เคยรับมรดกอำนาจกลุ่มเผด็จการ
เป็นข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธได้
นายกฯ ซ้อมจัดรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ยอมรับตื่นเต้น
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 30 ก.ย. ที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ซักซ้อมเสมือนจริงเพื่อจัดรายการสด “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มาดำเนินการซักซ้อมด้วย ทั้งนี้การจัดรายการครั้งแรก วันที่ 1 ต.ค. นั้น จะจัดขึ้นที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลและลิงค์สัญญานไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยในการจัดรายการครั้งแรก แต่ก็มีเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง ส่วนเวลาในการจัดรายการ 30 นาทีจะเพียงพอหรือไม่นั้นก็ต้องรอดู แต่ตนจะใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุดในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ในการจัดรายการดังกล่าวจะเป็นการจัดสดในทุกๆครั้ง แต่บางครั้งอาจจะใช้วิธีการโทรศัพท์เข้าไปในรายการ รวมทั้งจะดูที่สถานการณ์ปัจจุบันด้วยว่าในช่วงนั้นๆมีงานหรือเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับกระทรวงใดก็อาจมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง ผ่านรายการดังกล่าว ส่วนในอนาคตจะ ส่วนอนาคตจะมีการจัดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือไม่นั้น ก็ต้องขอดูตามความเหมาะสมอีกครั้ง
ก่อนหน้านั้น ในช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ค ในชื่อ Yingluck Shinawatra เมื่อเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า "พรุ่งนี้เช้า เวลา 08.30 พบกันในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนนะคะ รายการนี้จะเป็นการให้ข่าวสารและรายงานความคืบหน้านโนยายต่างๆ ในภาพรวมของรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนค่ะ รัฐบาลเน้นทำงานแบบบูรณาการ ประสานงานทุกภาคส่วน บางเสาร์จะมีรัฐมนตรีมาคุยเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจด้วยค่ะ พรุ่งนี้เช้าเราพบกันทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยนะคะ"
ด้านนางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ว่าจะเริ่มในวันที่1ต.ค.นี้ ในเวลา 08.30-09.00น. ทางเครือข่ายของวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ผ่าน FM 102.75 MHz และในอนาคตอาจจะมีการปรับขยายเวลาเพิ่มได้ หลังจากที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว
สำหรับรูปแบบของรายการนั้น ในวันพรุ่งนี้จะเป็นแบบจัดรายการคนเดียว ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความเหมาะสม เช่น อาจจะมีการเชิญพิธีกรเข้ามาร่วมซักถามนายกรัฐมนตรี ซึ่งเนื้อหาในวันแรกน่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม ส่วนการเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านร่วมจัดรายการด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอดูรายละเอียดในเรื่องของผังรายการของสถานีก่อน ว่าจะจัดสรรเวลาให้ได้หรือไม่ แต่เบื้องต้นคาดว่าไม่น่ามีปัญหา
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงา กล่าวว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีคนก่อนๆมักจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อให้การสื่อสารกับประชาชนครบถ้วนทุกประเด็น จึงอยากเสนอให้นายกฯมีการขยายระยะเวลาที่เหมาะสม และเพื่อให้เกิดความเป็นบรรทัดฐานเหมือนกับที่สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำไว้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรเวลาสื่อสารกับประชาชนให้กับฝ่ายค้านบ้าง โดยใช้ชื่อว่า “ผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน” ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งระยะเวลาในการจัดรายการนั้นฝ่ายค้านของเวลาอย่าง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่จะเปลี่ยนจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์
ที่มา ประชาไท
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
ดูท่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคการเมืองเก่าและแก่เกินไปกว่าจะเรียนรู้ ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆของโลกได้ เพราะยังมีความพยายามจะเข็นประเด็นชาตินิยมสมัยจอมพล ป พิบูลสงคราม ขึ้นมาเล่นอย่างเมามัน (อยู่คนเดียว) แม้ว่าพรรคการเมืองพรรคนี้จะประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาวหัวสมัยใหม่และการศึกษา สูงมากมาย แต่พวกเขากลับตกอยู่ภายใต้การครอบงำของแนวคิดเก่าแบบนักการเมืองรุ่นก่อตั้ง พรรคแบบโงหัวไม่ขึ้น
เพลงแหล่เสียดินแดนที่ขับกล่อมพลพรรคประชาธิปัตย์ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง เมื่อเร็วๆนี้คงบอกความจริงได้อย่างหนึ่งว่า พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้คงจะกอดวาทกรรม “เสียดินแดน” ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมกับจอมพล ป พิบูลสงครามสร้างขึ้นต่อไปอีกนานหรือในทางหนึ่งถ้าพรรคการเมืองแห่งนี้ยังมี ชีวิตอยู่ต่อไปวาทกรรมเสียดินแดนก็จะยังคงอยู่ต่อไป ถ้าพรรคนี้ทิ้งเรื่องนี้ไปหมายความว่าพวกเขาหมดเครื่องมือทำมาหากินอย่างแน่ นอน แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่า มันขายไม่ออกแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในเมื่อยังหาอะไรทดแทนไม่ได้ก็จำต้องใช้ไปพลางก่อน
หรือหากจะมองอีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์กับความคิดชาตินิยมแบบนี้อาจจะเป็นดั่ง ปราสาทหินร้างกับต้นไทรที่รากของมันชอนไชไปทั่วทุกอนุของก้อนหินที่ประกอบ กันเป็นตัวปราสาท เราไม่ค่อยแน่ใจนักว่าใครเป็นฝ่ายโอบอุ้มใครกันแน่ รากไทรที่ชอนไชไปทั่วปราสาทดูเหมือนจะแทรกให้เนื้อหินแตกแยกออกจากกัน แต่มันก็กำลังโอบอุ้มก้อนหินเหล่านั้นไม่ให้พังคืนลงมาด้วยในเวลาเดียวกัน ขาดต้นไทร ปราสาทคงพัง ทำนองเดียวกันขาดปราสาทต้นไทรคงตาย
ลัทธิชาตินิยมในบริบทการเมืองไทยเกิดขึ้นจริงๆจังๆในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่สองเป็นต้นมา เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากพวกคณะราษฎร์มองหาสิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ให้กับสังคมแทน ความคิดนิยมเจ้าพวกเขาจึงพากันสร้างแนวคิดเกี่ยวกับ “ชาติ” ขึ้นมาใหม่โดยการสร้างแนวคิดนิยมไทยขึ้นมาแทน รัฐบาลในสมัยจอมพล ป พิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยและอีกหลายๆอย่างที่แสดงออกถึงความเป็นไทย ประการสำคัญคือความพยายามในการ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” เข้าด้วยกัน อาศัยจังหวะของความอ่อนแอของฝรั่งเศสในอินโดจีนเข้ายึดดินแดนหลายส่วนทาง ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงที่เคยเชื่อว่าเป็นของสยามมาก่อนตั้งยุคต้นรัตน โกสินทร์ ดินแดนที่ได้มาใหม่ในระหว่างปี พ.ศ. 2484-2489 คือบัตตำบอง (พระตะบอง) เสียมเรียบ (เสียมราฐ) ศรีโสภณ หลวงพระบาง จำปาสัก ถูกทำให้กลายเป็นจังหวัดของไทยและเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2489 ปรากฎว่ามีคนในตระกูลอภัยวงศ์หลายคนได้เป็นส.ส.จากเขตปกครองใหม่ของไทย เช่น ชวลิต อภัยวงศ์ เป็น ส.ส.จังหวัดพิบูลสงคราม (เสียมเรียบเดิม) ประยูร อภัยวงศ์ เป็นส.ส.จำปาสัก เป็นต้น
ประเทศไทยสูญเสียดินแดนเหล่านั้นกลับคืนไปให้ฝรั่งเศสเมื่อญี่ปุ่นแพ้ สงครามโลกครั้งที่สองและรัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมของจอมพล ป ก็หมดอำนาจลงไปพร้อมๆกับการขึ้นสู่อำนาจของปีกซ้ายในคณะราษฏร์คือกลุ่ม ปรีดี พนมยงค์ กระทั่งราวปี พ.ศ. 2490 การรัฐประหารของจอมพลผิน ชุณหวัณโดยความร่วมมือของควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้นด้วยข้อหาคลาสสิกที่พวกเขาถนัดคือป้ายสี ปรีดี เรื่องการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 แล้วนำเอาจอมพล ป กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่มาคราวหลังนี้ รัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมมีกำลังไม่เข้มแข็งเท่าใดนักพวกเขาทำได้อย่างมากเพียง แอบยึดเขาพระวิหารเอาไว้ในปี พ.ศ. 2497 แล้วส่งต่อให้เป็น “สมบัติชาติ” มาจนกระทั่งสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป ในปี 2500 และสฤษดิ์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรวมแนวคิดนิยมชาติและนิยมเจ้าเข้า ด้วยกันสืบทอด “ราชาชาตินิยม” มาได้จนกระทั่งปัจจุบัน และปราสาทพระวิหารกลายมาเป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ภายใต้แนวคิดนี้ในยุคสมัย ของสฤษดิ์เมื่อเขาแต่งตั้งให้ เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้แทนฝ่ายไทยต่อสู้แย่งชิงปราสาทพระวิหารกับกัมพูชาในระยะปี 2502-2505 จนพ่ายแพ้อย่างยับเยินในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายทิ้งมรดกแห่งความแค้นจากความอับยศอดสูในความปราชัยครั้งนั้น มาถึงลูกหลานของพรรคประชาธิปัตย์จนปัจจุบันด้วยวาทะของสฤษดิ์ที่ว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จง ได้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็กอดจดหมายของ ถนัด คอร์มันต์ ที่ส่งถึงสหประชาชาติหลังแพ้คดีว่า เป็นหนังสือขอสงวนสิทธิในการทวงคืนปราสาทพระวิหารเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันเป็นแค่วาทะลมๆแล้งๆที่หาข้อผูกพันทางกฎหมายอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่เช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์คงไม่รอช้าที่จะยื่นเข้าไปเป็นพยานหลักฐาน ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อกัมพูชาร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาปี 2505 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั่นแล้ว แต่ในความเป็นจริงเรื่องนี้กลับเป็นแค่อาการหลอนข้ามศตวรรษเท่านั้นเอง
พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเพียงแค่นำถ้อยแถลงนี้มาละเลงในฟองน้ำลาย ของพวกเขาเพื่อโจมตีใครก็ตามที่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารได้กลายเป็นของ กัมพูชาไปแล้วโดยสมบูรณ์ พวกเขาเชื่อว่าวาทกรรมราชาชาตินิยมนี้ทรงพลังอยู่มาก เมื่อประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับ ตุลาการภิวัตน์ คว่ำ นพดล ปัทมะ ลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่ไม่ค่อยเฉลียวใจนักว่า การต่อสู้ครั้งนั้นไม่ได้เป็นอิทธิฤทธิ์ของวาทกรรมราชาชาตินิยมล้วนๆ แต่มันเจือไปด้วยความเกลียดและกลัวการกลับมาของทักษิณ ชินวัตรไม่น้อย
มาถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะได้รู้แล้วว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เต็มใจ เพราะความคิดชาตินิยมล้าหลังที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์ นั้นสิ้นมนต์ขลัง อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และ คนที่เกาะกระแสนี้อย่างเหนียวแน่น คือ สุวิทย์ คุณกิตติ พ่ายแพ้อย่างหมดรูปในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างที่ศึกการต่อสู้เรื่อง ปราสาทพระวิหารกำลังข้นเคี่ยวในเวทีศาลโลกและเวทีคณะกรรมการมรดกโลก นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมของวาทกรรมชาตินิยมแบบเก่าเป็น อย่างดี
แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้ว่านักสื่อสารมวลชนแนวประสบสอพลอจะเห่กล่อมว่าอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประ ชาธิปัตย์ มีความสามารถและปราดเปรื่องเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงก็คือ พวกเขายังคิดไม่ออกจนกระทั่งปัจจุบันนี้ว่าจะหาอะไรมาต่อสู้กับกลุ่มทักษิณ ได้ในยุคสมัยปัจจุบัน เวลานี้ก็ได้แต่วิ่งกลับไปฉวยเอาดาบผุๆและเพลงกระบี่เดิมๆของพวกชาตินิยม มากวัดแกว่ง อ้างว่าพวกทักษิณสมคบกับกัมพูชา ทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ยอมพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ได้เลยสักนิดว่า อย่างไร?
พวกเขาอาศัยอารมณ์ริษยาของคนอกหักในยามรักคุดมาเป็นแรงบันดาลใจในการขับ เคลื่อนประเด็นทางการเมืองด้วยการกล่าวหาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทำท่าว่าจะดีขึ้นหลังจากที่พวกเขาหมด อำนาจนั้นมีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้องมากมาย พรรคประชาธิปัตย์พยายามจะชวนให้คนเชื่อว่า ทักษิณ จะขนเอาทรัพยากรในอ่าวไทยและดินแดนรอบๆปราสาทพระวิหาร (ซึ่งก็ยังไม่แน่นักว่าเป็นของใคร) ไปประเคนให้กัมพูชา (หรือที่จริงแล้วพวกเขาอยากพูดให้ชัดกว่านั้นว่าเอาไปให้ฮุนเซนเป็นการส่วน ตัว) เพื่อแลกกับความสัมพันธ์ที่ดี หรือ ในทางกลับกันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีจะเอื้อประโยชน์ในธุรกิจส่วนตัว ของทักษิณ
อภิสิทธิ์พูดเสมอว่า ความสัมพันธ์กับกัมพูชาที่เสื่อมทรุดในยุคสมัยของเขาเป็นเพราะเขาไม่ยอมตาม ฮุนเซน สิ่งที่อภิสิทธิ์ไม่เคยยอมรับเลย คือ ความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่างประเทศของเขาเองต่างหากที่เป็นปัญหา
พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า ทักษิณมีผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทย แต่ระยะเวลาสองปีกว่าในอำนาจพวกเขากลับไม่ยอมแสดงให้เห็นเลยว่ามีผลประโยชน์ เช่นว่านั้นมีอยู่แค่ไหนเพียงใด แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่วายพูดแล้วพูดอีก ด้วยหวังว่า จินตนาการของพวกเขาคงเป็นจริงขึ้นมาสักวัน ทั้งๆที่ก็รู้อยู่เต็มอกแล้วว่า พื้นที่ในเขตทับซ้อนนั้นถูกจองเอาไว้แล้วโดยบริษัทต่างชาติ ประเทศไทยให้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่บริเวณนั้นตั้งแต่ทักษิณยัง ไม่ประสีประสาทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ กัมพูชาเองก็ให้ไปตั้งแต่ก่อนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลทักษิณ และประการสำคัญการเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลนั้นไม่สามารถทำได้ ชั่วข้ามคืน กรณีไทยมาเลเซียนั้นไม่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องเลยยังใช้เวลานับ เป็นสิบๆปี ถ้าหากทักษิณและพวกของเขาต้องการจะมีผลประโยชน์เรื่องนี้จริงๆ ก็มีวิธีที่ทำได้ง่ายกว่าโดยการขอแบ่งหุ้นจากบริษัทเชฟรอน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อยู่นอกกรอบการเจรจาระหว่างสองประเทศ
สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยอภิสิทธิ์ที่ถูกฮุนเซน กล่าวหาว่าพยายามจะขอเจรจานอกรอบกับกัมพูชาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลนั้นออก มาพูดว่า ไม่มีใครสามารถจะตกลงเรื่องนี้นอกรอบกันได้เพราะประเทศไทยมีขั้นตอนตาม กฎหมายมากมายในการตรวจสอบสัญญากับต่างประเทศ แต่สุเทพพูดแบบนี้คงลืมไปว่า พรรคของเขากำลังกล่าวหาคนอื่นอยู่ หรือ อาจจะพยายามทำให้เข้าใจว่าคนที่เขากล่าวหาอยู่นั้นไม่ได้อยู่ในระเบียบ กฎหมายอันเดียวกันกับเขา
เรื่องผลประโยชน์ทักษิณมีอยู่หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นเรื่องสมควรที่จะ ต้องมีการตรวจสอบแน่นอน คงเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญหากพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งอกตั้งใจตรวจสอบเรื่อง ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แต่เกรงว่าพวกเขาคงจะไม่ทำอะไรให้มันกระจ่างขึ้นมา เพราะพวกเขาคิดจะแสวงประโยชน์ทางการเมืองจากความคลุมเครือเหล่านี้มากกว่า
รัฐบาลอภิสิทธิ์ตัดสินใจที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจเรื่องเขตทับซ้อนทาง ทะเลปี 2544 ที่ทำขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณแต่น่ากลัวว่าแรงจูงใจในการยกเลิกนั้นกลับไม่ใช่ เรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างที่กล่าวอ้าง หากแต่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองเก่าแก่ของเขาเสียมากกว่า เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์เพียงประกาศและมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ว่าให้ยกเลิกทว่ากลับไม่ยอมบอกกล่าวต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการเลย และไม่ยอมเอาเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา อภิสิทธิ์อ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆที่เขามีเวลาเป็นปีๆก่อนที่จะยุบสภา ถ้ามันเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงอย่างที่เขากล่าวอ้าง จะปล่อยไว้ทำไมเนิ่นนานเพียงนั้น
สรุปแล้วบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เวลานี้พรรคประชาธิปัตย์ทำเป็นมาท้าทายให้รัฐบาลใหม่นำหนังสือสัญญาฉบับนี้ กลับมาใช้ โดยพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่า พวกเขาเลิกมันไปแล้ว ถ้านำกลับมาใช้ใหม่เท่ากับเป็นการเอื้อประโยชน์ทักษิณ พรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมของพวกชนชั้นสูง พยายามพูดเรื่องที่มีความกระจ่างแจ้งอยู่แล้ว ให้มีความคลุมเครือ เพียงหวังว่าจะอาศัยเหตุแห่งความคลุมเครือนั้นมาเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ของตัวเองได้อีก แต่ดูๆไปก็ออกจะเพ้อเจ้อเสียมากกว่า
เมื่อเรื่องผลประโยชน์เรื่องปิโตรเลี่ยมพิสูจน์อะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็น อัน แถมยังโดนฮุนเซน คนเก๋าเกมกว่าชิงลงมือเปิดประเด็นเรื่องความคลุมเครือในการดำเนินงานต่าง ประเทศ เรื่องนี้ทำท่าจะกลายเป็นมุกแป๊ก สิ่งต่อไปที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำคือ พูดเรื่องเกาะกูด ในทำนองที่ว่าบันทึกความเข้าใจปี 2544 เป็นการรับรองการอ้างไหล่ทวีปของกัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลใหม่นี้จะต้องทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญญาทำคือ ยกเลิกหนังสือสัญญานี้เสีย ไม่เช่นนั้นประเทศไทยต้องเสียอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูดแน่นอน อันที่จริงบางคนพูดว่าเสียไปแล้วด้วยซ้ำไป
ข้อเท็จจริงคือ กัมพูชาขีดเส้นอ้างไหล่ทวีปตั้งแต่ปี 2515 จากหลักเขตทางบกที่ 73 ค่อนลงทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อยตรงมายังเกาะกูดและอ้อมตัวเกาะไม่ได้อ้าง เอาเกาะกูด และสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศสปี 1907 เขียนว่า เกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ไปถึงเกาะกูดเป็นของสยาม หมายความว่าต่อให้กัมพูชาอ้างเอาเกาะกูดจริงๆพื้นฐานการโต้แย้งเรื่องนี้ของ ไทยชัดเจนมั่นคงมากกว่าการเถียงเอาปราสาทพระวิหารของเขาเป็นไหนๆ
แต่บรรดาผู้รักชาติก็ห่วงอยู่ดีเพราะเส้นที่กัมพูชาอ้างไหล่ทวีปนั้นขีด อ้อมเกาะกูด ทำไมไม่ขีดหนีเกาะกูดไปเสียเลย ทำไมต้องไปทำเอ็มโอยูรับรองเส้นนี้อีก? ที่จริงแล้วไม่มีความตอนไหนในเอ็มโอยูนั้นให้การรับรองเส้นอะไรของใครทั้ง สิ้น เพราะในความเป็นจริงไทยอ้างพื้นที่ไหล่ทวีปในปี 2516 ก็ขีดเส้นเข้าไปใกล้เขตกัมพูชามาก ถ้าอาศัยตรรกของผู้รักชาติทั้งหลายที่ว่าเอ็มโอยูรับรองเส้นที่กัมพูชาอ้าง ด้วยหลักเดียวกันหนังสือฉบับนี้ต้องรับรองสิทธิ์ของไทยด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเราก็ได้ดินแดนมหาศาลไปแล้วจะเลิกเอ็มโอยูนี้ทำไมให้ เสียประโยชน์
โลกของความเป็นจริงคือเรามองอะไรข้างเดียวแบบนั้นไม่ได้ หลักกฎหมายบอกว่าแต่ละประเทศอ้างไหล่ทวีปได้ไปจนถึงความลึก 200 เมตร แต่อ่าวไทยนั้นส่วนที่ลึกสุดแค่ 80 กว่าเมตร เมื่อทุกประเทศอ้างเหมือนกันเขตที่อ้างมันก็ต้องทับซ้อนกันแน่นอน เมื่อมันทับซ้อนกันแล้วถ้าไม่มีปัญญาเอาเรือรบไปตีเอามา ก็คงจะต้องนั่งลงเจรจากัน เอ็มโอยู ปี 2544 ก็ไม่ได้บอกให้ทำอะไรมากไปกว่าให้นั่งลงเจรจาแบ่งกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่ยังเจรจาตกลงกันไม่ได้ ก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดีว่าของใครเป็นของใคร แต่นักการเมืองเอาเรื่องนี้มาโจมตีกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำเสียดินแดนไปเรียบ ร้อยแล้ว เรื่องแบบนี้ไปพูดที่ไหนในโลกเขาก็คงขำๆ แต่ในประเทศไทยมีคนเชื่อว่า ทำแบบนี้เราเสียดินแดนไปแล้วด้วย วุฒิสมาชิกบางคนถึงกับเอาเรื่องนี้ไปพูดในสภาด้วยซ้ำไป ถ้าการได้หรือเสียดินแดนมันทำได้แค่ขีดเส้นบนกระดาษ กองทัพเรือคงไม่ต้องดิ้นรนหาเรือดำน้ำกระมัง เพราะนักการเมืองไทยดำน้ำเก่งกันทุกคน ที่สำคัญพวกเขาสามารถไปกันได้แบบน้ำขุ่นๆด้วย




