ที่มา thaifreenews
โดย bozo

บรรยากาศกระชับมิตรของการแข่งขันฟุบอล
ระหว่างทีมคณะรัฐมนตรีกัมพูชา กับทีมเสื้อแดงของไทย
สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันของมนุษย์กับมนุษย์ที่พึงมีต่อกันได้เป็นอย่างดี และชัดเจน
การทะเลาะกับเพื่อนบ้านในช่วงระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา
สมควรที่จะถูกตั้งคำถามจากทั้ง 2 ประเทศว่า
สุดท้ายแล้วได้อะไรบ้าง นอกจากความสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่าย
ในวันนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายมีแต่น้ำตา ความเสียใจ และความเสียหาย
แต่ในวันนี้ในสนามฟุตบอล
สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือผู้คนมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ
แม้แต่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเอง
ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามีความสุขมาก
ในการที่ได้เข้าร่วมลงสนามในเกมฟุตบอลกระชับมิตร
ได้ลงมาเปลี่ยนเสื้อเป็นสีแดง
ได้มาลงร่วมเล่นในสนามพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข
แม้ว่าเกมอาจจะไม่ได้ดูสนุกตื่นเต้นเร้าใจเท่ากับดูเกมฟุตบอลมืออาชีพในพรีเมียร์ลีก
แต่อารมณ์ในการเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่เห็นได้ชัดว่า สร้างความประทับใจได้อย่างมากมาย
ยิ่งหากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับภาพ
ที่กองกำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศเผชิญหน้ากัน
ยิงอาวุธสงครามยิงปืนใหญ่เข้าใส่กัน เสียงระเบิด เสียงกรีดร้อง
ที่ตามมาด้วยความพังพินาศของบ้านช่องราษฎรที่เสียหาย เศรษฐกิจพังทะลาย
แล้วเป็นคนละภาพกันโดยสิ้นเชิง
กับภาพการที่ใช้ลูกฟุตบอลมาปะทะกันแทนลูกกระสุนสังหาร
อย่างไหนที่จะสุนทรีย์ต่อความเป็นมนุษยชาติ
และเหมาะสมกับความเป็นเพื่อนบ้านเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันมากกว่า
เชื่อว่าทุกๆฝ่ายของทั้ง 2 ประเทศย่อมจะต้องรู้ดี
ความบอบช้ำเสียหายจากการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังทหาร
ได้ทำให้การค้าชายแดน ทำให้พ่อค้า นักธุรกิจ นักลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ
ต่างพากันเซ็งในอารมณ์เป็นอย่างมาก
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ทำมาค้าขาย ลงทุนกันมาดีๆ กลับมามีปัญหาในช่วง 2 ปีนี้
แถมเป็นช่วงที่ประเทศกัมพูชากำลังอยู่ในภาวะของการเติบโตขึ้น ร่ำรวยขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น
กัมพูชาในวันนี้ไม่ใช่ประเทศกัมพูชา หรือเขมร ที่หลายๆประเทศ
หรือหลายๆคนอาจจะเคยนึกดูถูก
หรือสบประมาทว่าเป็นประเทศยากจนเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
วันนี้ประเทศกัมพูชา มีการขยายตัวเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
จากการลงทุน จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายที่มี
ทำให้วันนี้ถือว่าเป็นเสี่ยน้องใหม่ที่กำลังจะไต่ระดับในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
ที่สำคัญถามว่า ทั้ง 2 ประเทศจะมัวไปขัดแย้งกันทำไมให้เสียผลประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฝั่งไทย
เพราะจากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
โดยความร่วมมือจากศุลกากร พบว่า
ในช่วงปี 2549 ถึง ปี 2551 การค้าระหว่างไทย – กัมพูชา มีการเติบโตขึ้นเป็นลำดับ
โดยที่ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด
ปี 2549 มูลค่าการค้ารวมเท่ากับ 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาปี 2550 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และกระโดดไปเป็น 2,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2551
ซึ่งในปี 49 นั้นไทยได้ดุลการค้า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปี 50 ก็ได้ดุลการค้า 1,306 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และยิ่งในปี 2551 ไทยได้ดุลการค้าสูงถึง 1,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่พอในปี 2552 ที่มีการเผชิญหน้ากัน มีปัญหากระทบกระทั่งกัน
การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่ารวมลดลงมาเหลือ 1,658.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือลดลงร้อยละ 22.16
เมื่อเทียบกับปี 51 และทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าเหลือ 1,502.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ชัดเจนแบบนี้ จึงสมควรเป็นคำถามย้อนกลับว่า
มีปัญหากระทบกระทั่งกันมา 2 ปีนั้น มีอะไรดีขึ้นมาบ้างหรือไม่
ช่วงก่อนหน้าที่ไม่มีปัญหาต่อกัน
คนกัมพูชาชอบมาเที่ยวเมืองไทย มากิน มาเที่ยว มาใช้ จับจ่ายซื้อของ
ปีๆนึงเป็นเงินหลายพันล้านบาท ยิ่งเศรษฐกิจเริ่มเติบโต คนกัมพูชาเริ่มมีเงิน ก็มาเที่ยวเมืองไทย
แต่พอมามีปัญหาขึ้น พวกนี้ลดหายลงไปอย่างน่าใจหาย
คนทำการค้า ทำท่องเที่ยวกับกัมพูชารู้ดี ว่าเขาเลิกมาไทย
หันไปเที่ยว หันไปใช้จ่ายที่สิงคโปร์ ที่ฮ่องกง ที่จีนแทน ปล่อยให้ไทยสลบซบเซา
สิ่งเหล่านี้พ่อค้า นักลงทุนไทยชายแดนรู้ดีถึงผลกระทบ
แต่คนในกรุงไม่รู้ จึงทำให้ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามที่จะใช้การปลุกระดม
ในลักษณะของการคลั่งชาติมาก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง 2 ประเทศ
โดยหารู้ไม่ว่า ในวันนี้คนกัมพูชาเป็นฝ่ายเลือกที่ว่าจะมาไทย หรือไปที่อื่น
ซึ่งผิดจากอดีตที่เขาอยากมาไทยไปแล้ว
การจุดประเด็นในรูปแบบของการคลั่งชาติน่าที่จะหมดไปได้แล้ว
หันมามองกันในมุมของการเป็นเพื่อนบ้าน เป็นคนที่อยู่ในอินโดจีนด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ
แต่แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้อาจจะยังคงพูดยาก
หากคนบางคนยังเห็นว่าการปลุกเร้าความคลั่งชาติสามารถ
ที่จะสร้างผลประโยชน์ในทางการเมืองให้กับตนเองได้
ทำให้แม้ในวันนี้ก็ยังคงมีคนบางกลุ่ม นักการเมืองบางคนพยายามที่จะทำอยู่
แต่ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ
นักการเมืองบางคนที่เคยถูกมองว่าจะเป็นคนรุ่นใหญ่ที่มีคุณภาพได้บนถนนการเมืองไทย
ก็ยังมีแนวคิดในการปลุกเร้าเช่นนี้ปนอยู่ อย่างเช่น
ในการเปิดที่ทำการพรรคกิจสังคมล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง 4 กรกฎาคมนั้น
สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค
กลับมีการนำเอาข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ที่มีมุมมองที่รุนแรงกับกัมพูชามาติดประดับที่ทำการพรรค
ซึ่งทำให้คนหลายๆคนถึงกับอึ้งว่าคนรุ่นนายสุวิทย์ ยังคิดเช่นนั้นจริงๆหรือ???
ยุคนี้ เป็นยุคที่ควรจะมาปลุกเร้าแบบในอดีตที่ว่า
ต้องเอาเลือดของอีกฝ่ายมาล้างให้หายแค้นกันอย่างนั้นหรือ
เรียกว่าผิดบุคลิกที่สังคมเคยคิดเคยวาดภาพเอาไว้มาก
ดังนั้นเมื่อนายสุวิทย์ บุ่มบ่ามในการไปประกาศลาออกจากภาคีคณะกรรมการมรดกโลก
จึงทำให้หลายคนหันกลับมาเชื่อมโยงกับแนวคิด
ในการนำข้อความของ ม.ร.ว.คึกฤทธ์มาใช้ประดับพรรค จึงทำให้ถึงบางอ้อ
ข้อเขียนของอาจารย์หม่อม ที่คมๆ ลึกๆ มีตั้งมากมายทำไมไม่เลือก
ทำไมต้องเลือกอย่างล่อแหลมในสถานการณ์ที่กำลังมีปัญหากับกัมพูชาเช่นนั้นด้วย ตรงนี้น่าคิด
และทำให้หลายๆฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่า
เพราะเรื่องกัมพูชา เรื่องมรดกโลกหรือไม่
ที่ทำให้พรรคกิจสังคมพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการเลือกตั้งที่ผ่านมา... ตรงนี้ก็น่าคิดอีกเช่นกัน
วันนี้การมองเพื่อนบ้านแบบอคติ ควรจะเลิกไปได้แล้ว
เพราะจริงๆแล้วในภูมิภาคอินโดจีน
ในถิ่นสุวรรณภูมิ คนไทย คนลาว คนเขมร หน้าตาไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด
ให้ไปเดินอยู่ปะปนกัน ดูเผินก็ดูไม่ออก
นอกจากฟังภาษาที่พูด กับสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละประเทศ
แต่จริงๆแล้วในสุวรรณภูมิ จารีต ประเพณีวัฒนธรรม
ก็มาจากอาณาจักรขอม มาจากทวาราวดี
แล้วก็ประยุกต์กันไปตามพัฒนาการของแต่ละชาตินั่นเอง
ศิลปะหลายๆอย่างจึงคล้ายกัน นาฏศิลป์ท่วงท่าร่ายรำ จึงมีที่มาจากต้นตอเดียวกัน
ทำไมจึงไม่จับมือกัน
เพราะข่าวจากกัมพูชา มีการให้ข้อมูลว่า
ในช่วงที่ไทยมีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล สมเด็จฮุน เซน
มีการติดตามดูข่าวอย่างใจจดใจจ่อ
พอมีการสลายการชุมนุม มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น
ก็เศร้าใจในประเทศเพื่อนบ้านถึงต้องกินยากันเลยทีเดียว
และในวันที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง
สมเด็จฮุน เซน ก็ยินดีไปด้วย เพราะเชื่อว่าระดับความสัมพันธ์ที่ดีจะมีโอกาสกลับคืนมาได้
ซึ่งก็จริงๆ เพราะการเผชิญหน้า และการเจรจาที่ล้มเหลวในช่วง 2 ปี
กลับสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วยกีฬาเพียงวันเดียว ด้วยลูกบอลเพียงลูกเดียว
ซึ่งแน่นอนว่าต้องยกเครดิตให้กับ จตุพร พรหมพันธ์ุ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
2 แกนนำเสื้อแดง ที่งัดกลยุทธกีฬากระชับมิตรมาใช้อย่างได้ผล
แม้ที่ผ่านทั้งคู่ จะถูกโจมตีว่าไม่รักชาติ เป็นแกนนำในการทำลายชาติ
แต่การจัดกีฬาครั้งนี้ก็ได้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า
ทั้งคู่เป็นห่วงประเทศชาติ ไม่อยากให้เผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านอีกต่อไป
ซึ่งก็ไม่ได้เจาะจงเลือกเฉพาะกัมพูชา
แต่บอลกระชับมิตรนี้มีสิทธิที่จะไปแข่งที่ลาว พม่า เวียดนาม ได้ในอนาคตเช่นกัน
เพราะวันนี้พิสูจน์ชัดแล้วว่า
หันหน้าเข้าหากันด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ย่อมดีกว่าเผชิญหน้าหมายห้ำหั่นกันแน่นอน
http://www.bangkok-today.com/node/10501
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 1, 2011
จากลูกกระสุน ถึงลูกฟุตบอล กระชับมิตร ดีกว่าคิดฆ่ากัน!
รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 30-09-54
ที่มา thaifreenews
โดย fee-faw-fum
รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 30-09-54
รายการ “รู้เขารู้เรา” ดำเนินรายการโดย ดร.สุนัย จุลพงศธรและดร.สุทิน คลังแสง ของทีวีช่องเอเซียอัฟเดต ได้มาร่วมวิจารณ์และวิเคราะห์ เรื่องการเคลื่อนไหวออกมาของคณะนิติราษฎร์ แสดงความจริงของระบอบประชาธิปไตย ที่แอบซ่อนอยู่ในเนื้อหาของการปกครองระบอบเผด็จการ จนได้เห็นหน้าตาของคนออกมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามและคัดค้านหัวชนฝากับกลุ่มนิติ ราษฎร์นั้น เป็นใคร แสดงตัวตนให้เห็นอย่างชัดเจนและควรเก็บรายละเอียดของบุคคลเหล่านี้ใส่ลง บัญชีหนังสุนัข ให้คนรุ่นต่อไปนี้ได้ทราบว่า มีกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ยอมเป็นฝุ่นใต้ธุรีดินผู้ต่ำต้อย ไม่ยอมเป็นนักสู้ธุรีดิน (จิ้น กรรมาขน) แต่ยอมมอบกายและใจ ถวายชีวีอยู่ใต้บาทาของฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเผด็จการ จนยากที่จะถอนตัวออกจากห่วงโซ่พันธนาการนั้นได้
ยังมีเรื่องอื่นๆที่ท่านทั้งสองได้ออกมากล่าวอีกหลายเรื่องจาก-
ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.youtube.com/watch?v=SnjV6JUoN5s&feature=player_embedded
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=JqibuLu3MS0&feature=related
นัดพิพากษาคดี ‘ลุง SMS’ 23 พ.ย. ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญกล้าเบิกความคดีหมิ่นฯ
ที่มา ประชาไท
30 ก.ย.54 ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีการสืบพยานในคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าสู่โทรศัพท์มือถือนายสมเกียติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ครั้ง ในวันที่ 9, 11, 12, 22 พ.ค.53 ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยในวันนี้เป็นการสืบพยานจำเลย 3 ปาก ได้แก่ ตัวจำเลย หลานสาววัย 11 ปีของจำเลย และนางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายจำเลย โดยศาลมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าให้การ ภายในห้องพิจารณามีผู้สนใจฟังการสืบพยานราว 20 คน รวมถึงครอบครัวจำเลยซึ่งประกอบด้วย ภรรยา ลูกสาว 3 คน และหลานสาวอีก 4 คน อายุ 4-11 ปี
ทั้งนี้ ศาลนัดพิพากษาในวันที่ 23 พ.ย.54 เวลา 9.00 น. ห้องพิจารณาคดี 801
จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็น ผู้ส่งข้อความดังกล่าว และระบุว่า ทำงานขับรถส่งของมากว่า 20 ปี ก่อนจะออกมาอยู่บ้านเลี้ยงหลานๆ ราว 10 ปี ไม่ทราบว่าเบอร์ที่ส่งข้อความดังกล่าวเป็นของใคร และไม่เคยทราบเบอร์โทรของเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีมาก่อน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าโทรศัพท์ของกลางเป็นของจำเลยจริง ซึ่งมักจะเอาไว้ในตู้ที่บ้าน บางครั้งก็นำติดตัวไปข้างนอกด้วย เป็นโทรศัพท์ที่ได้มาตั้งแต่ปี 2551 ใช้จนกระทั่งเครื่องเสีย และนำไปซ่อมในช่วงเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. 53 จำไม่ได้แน่ชัดว่าวันใด เมื่อนำกลับมาใช้ได้พักหนึ่งก็เสียอีกในช่วงก่อนถูกจับกุมประมาณ 1 เดือน จากนั้นตนจึงนำซิมมาใส่เครื่องของภรรยา
เขาเบิกความอีกว่า ในวันจับกุม (3 ส.ค.53) เวลาประมาณ 5.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกมาที่ห้องเช่าเพื่อจับกุมเขา และถามถึงโทรศัพท์มือถือที่ใช้ เมื่อนำเครื่องที่ใช้อยู่ซึ่งเป็นของภรรยามาให้ ตำรวจได้ถามถึงเครื่องอื่นๆ เขาจึงเดินเข้าไปหยิบเครื่องที่เสียและวางในตู้ให้เจ้าพนักงานด้วยตนเอง
จำเลยเบิกความตอบทนายถามเรื่องสถาบันฯ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า จำเลยเคารพและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาจำเลยเคยพาหลานๆ ไปลงนามถวายพระพรที่ รพ.ศิริราช ในช่วงปิดเทอม ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพของพระเจ้าพี่นางเธอฯ จำเลยก็ได้ไปร่วมด้วย
อัยการถามค้านว่าในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่ใด จำเลยตอบว่าจำไม่ได้ เมื่อถามว่าภายในบ้านมีบุคคลอื่นเข้าออกได้หรือไม่ จำเลยตอบว่ามีเพื่อนๆ ของภรรยาที่เข้าออกบ้านเป็นประจำ
ด.ญ. เอ (นามสมมติ) หลานสาววัย 11 ปีของจำเลย เบิกความต่อศาลผ่านนักจิตวิทยาว่า จำเลยเคยพาไปลงนามถวายพระพรในหลวงเมื่อปี 2552 และที่ผ่านมาไม่เคยเห็นจำเลยใช้โทรศัพท์มือถือส่ง SMS ใช้แต่เพียงรับสายโทรเข้า และโทรออกโดยดูเบอร์ต่างๆ ที่จดไว้ในสมุด
ทนายจำเลยเบิกความว่า ได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมประมาณ 4 คน ทั้งนักวิชาการและช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ โดยพยายามติดต่อนับสิบครั้งเพื่อให้มาเป็นพยานในคดีนี้ ทุกคนยินดีให้ข้อมูลแต่ไม่มีใครกล้ามา จึงต้องสอบถามข้อมูลและมาเบิกความเป็นพยานเอง โดยข้อค้นพบที่ได้จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พบว่า เลข EMEI (อีมี่) ซึ่งเป็นเลข 15 หลักเฉพาะของโทรศัพท์มือถือแต่ละเครื่อง ซึ่งตำรวจใช้เป็นหลักฐานในคดีนี้นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้โดยหลักการจะออกแบบมาเฉพาะแต่ละเครื่อง เมื่อสอบถามช่างซ่อมมือถือก็ระบุว่า หากมีเครื่องมือและโปรแกรมเฉพาะก็สามารถแก้ไขได้ โดยใช้เวลาเฉลี่ยเพียงครึ่งชั่วโมง แต่ต้องแก้ให้เป็นเลขที่มีอยู่ในระบบของเครือข่ายต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งในอดีตนั้นคนจะแก้เลขอีมี่เพื่อทำให้โทรศัพท์ที่ใช้ไม่ได้กับบางระบบ สามารถใช้การได้ หรือบางกรณีก็ลักลอบแก้ไขเพื่อให้หาหลักฐานติดตามตัวไม่ได้
ทนายจำเลยกล่าวต่อว่า ส่วนเลข 15 หลักนั้นจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเองพบว่า เลขหลักสุดท้ายเรียกว่า check digit ซึ่งจะตรวจสอบความถูกต้องของเลข 14 หลักแรก แต่ผู้ให้บริการในเมืองไทยจะเก็บตัวเลขเพียง 14 หลัก ซึ่งหากมีโทรศัพท์ที่หมายเลขอีมี่ตัวเลขสุดท้ายแตกต่างกัน ระบบก็จะประมวลผลเสมือนว่าเป็นเครื่องเดียวกันได้ ทั้งนี้ พยานได้นำส่งเอกสารข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดียที่อธิบายเรื่องนี้ด้วย
ขณะที่ก่อนหน้านี้พยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ทั้ง ดีแทคและทรู ให้การตรงกันว่า บริษัทเก็บข้อมูลอีมี่เพียง 14 หลัก เพราะหลักสุดท้ายไม่มีความสำคัญ และระบบจะกำหนดให้เองอัตโนมัติ โดยเจ้าหน้าที่จากดีแทคระบุว่าหมายเลขอีมี่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เจ้าหน้าที่จากทรูระบุว่าหมายเลขอีมี่นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ส่วน พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมและหัวหน้าชุดสืบสวนคดีนี้ จาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ระบุว่า การเก็บหลักฐานหมายเลขอีมี่ 14 หลักของบริษัทผู้ให้บริการนั้นเป็นหลักการที่ทำกันโดยทั่วไปและอีมี่จะไม่ ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม เลขอีมี่สามารถแก้ไขได้ และจะต้องปรากฏในระบบ
ส่วน ร.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย พนักงานสืบสวนจาก ปอท. ให้ การว่า หมายเลขที่ส่งข้อความนั้นเป็นโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน ไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของได้ จึงตรวจสอบอีมี่เครื่องกับบริษัทผู้ให้บริการต่างๆ จากนั้นนำเลขอีมี่ไปตรวจสอบกับเครือข่ายต่างๆ อีกว่าเครื่องนี้ใช้กับเบอร์ใดบ้าง เมื่อพบว่ามีหมายเลขของทรูที่ใช้ปรากฏอีมี่นี้ จึงตรวจสอบว่าเบอร์ดังกล่าวติดต่อกับใคร แล้วออกหมายเรียกผู้นั้นมาสอบสวน นอกจากนี้ยังมีการนำข้อความ SMS ดังกล่าวไปสอบถามกับ นายธงทอง จันทรางศุ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ซึ่งระบุตรงกันว่าข้อความดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ทั้งนี้ นายอำพล ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 ที่ห้องเช่า และคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จนได้ประกันตัวเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 กระทั่งเมื่ออัยการส่งฟ้อง จึงถูกคุมตัวยังเรือนจำเดิมอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 ทนายยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้จำเลยยังถูกขังอยู่จนปัจจุบัน โดยมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งช่องปาก
เก็บไว้อ่าน: รวมทวีตคนข่าวเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร 49
ที่มา ประชาไท
เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ผ่านมา 5 ปี ในการรำลึกปีนี้ คนทำสื่อหลายค่ายเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร รวมถึงห้วงความคิดเกี่ยวกับการรัฐประหาร ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ ประชาไทขอทำหน้าที่รวบรวมมานำเสนอ

กิตติ สิงหาปัด @kitti3Miti
อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้ประกาศข่าวรายการสามมิติ ช่อง3
วันนี้ ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร สาธุชนพึงถามตัวเองว่าชีวิตแต่ละท่านเปลี่ยนไปอย่างไรหลังรัฐประหาร ไม่ต้องตอบมาที่ผม
เวลานี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมกำลังจัดรายการฮอทนิวส์ทางไอทีวี แม้ว่ากลิ่นปฏิวัติจะโชยมาแต่หัวค่ำ แต่มันก็ยังไม่เกิดจนผมจบรายการทหารก็ขึ้นตึกพอดี
ทหารชุดที่ไปยึดไอทีวีแต่งกายชุด รบอาวุธครบมีพลสื่อสารแบกวิทยุสื่อสารเสาอากาศยาวๆ หนึ่งคนไปถึงหัวหน้าชุดบอก "ทำงานตามปกติครับรอดูสัญญาณ ททบ.5ไว้"
อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของผมพลิกผันมาเป็น 3 มิติในปัจจุบันนี้ เพราะการรัฐประหาร19 กันยาโดยแท้
หลังยึดอำนาจ มีทหารถือเอ็ม 16 นั่งดูผมจัดรายการฮอทนิวส์สดๆ อยู่สองสามคืน จนอาจจะคิดว่าไม่เหมาะจึงออกไปรักษาการณ์แถวหน้าลิฟท์
ทหารจากราบ 11 ที่มาควบคุมไอทีวี อยู่นาน จนภายหลังก็คุ้นเคยกัน
ในฐานะเป็นคนรุ่นที่เกิดในยุคที่โลกมาไกลแล้ว ผมจึงไม่อาจยอมรับการกระทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นในประเทศใดๆ ในโลก

ตวงพร อัศววิไล @pui_tuangporn
อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี
เห็น @kitti3miti ทวีตรำลึกรัฐประหาร 19 กย. เมื่อครั้งอยู่ไอทีวี ก็เลยทำให้อดรำลึกความหลังไม่ได้ ขอเล่าสู่กันฟังบ้างค่ะ
ช่วงเย็น 19 กย. 49 กำลังขับรถกลับบ้าน แต่ถูกโทร.กลับให้เข้าสถานีด่วน คนโทรตามเขาบอกว่า คอนเฟิร์ม วัน ว.เวลา น.แล้ว มารอต้อนรับพี่ทหารได้เลย
เมื่อกลับถึงสถานีไม่กี่นาที ทหารจากราบ 11 ก็ขึ้นมาถึงกองบก.ข่าว เราก็เชิญให้ หน.ที่คุมกำลังมานั่ง ทหารก็สอบถามเราบางเรื่อง
ขณะนั้นดิฉันรับผิดชอบโต๊ะการ เมือง ช่วงนั้นมีโทร.ทางไกลจากนิวยอร์ค ถามว่า ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกอากาศสดได้หรือไม่ ดิฉันตอบไปว่า "ทหารมาแล้ว"
ตัดไปที่ช่อง 9 เนื่องจากทหารหลงทางไปถึงที่หมายช้ากว่าวันว.เวลา น.ที่วางไว้ ทำให้ คุณทักษิณ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่ก็ถูกตัดกลางอากาศ
วันนั้นอยู่ไอทีวีจนเช้าช่วงดึกๆ ก็แลกเปลี่ยนค.เห็นกับทหารที่มาคุมสถานี จน 7 โมงเช้าถึงอนุญาตให้ออกอากาศจำได้ว่าอ่านประกาศ คปค.จนเมื่อยเลย
จำได้ว่าบอกกับหัวหน้าชุดว่า "ไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะงอกจากปลายกระบอกปืน" เพราะเคยมีประสบการณ์ร้ายจากเหตุการณ์ พ.ค. 35
ยอมรับว่า ทหารชุดนี้ฝึกปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนมาดีจริงๆ จากคนแปลกหน้าวันนั้น ต่อมาคุ้นเคยกันมากขึ้น ดิฉันยิงปืน M16 พอได้เพราะฝึกที่ราบ 11
มีคนทวีตถาม เรื่องสายทางไกลจากนิวยอร์ค พอตอบว่า "ทหารมาแล้ว" ก็จบข่าวสิคะ แปลว่า ยึดสถานีไว้ได้แล้ว
หลังรัฐประหาร 49 ก็เข้าสู่ยุคสุดท้ายของไอทีวี รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ โดยคุณหญิงทิพาวดี เดินหน้าเรื่องปัญหาสัมปทาน ต่อสู้กันถึงศาล รธน.
แก้ไขต่อสู้เรื่องไอทีวีในศาล ปกครอง ก่อนหน้านั้นไปยื่นหนังสือกับนายกฯสุรยุทธ์ 2 ครั้ง หลังเปลี่ยนผ่านเป็นทีไอทีวี และจอมืดในที่สุด ม.ค.50
ถ้าจะบอกว่าหนึ่งในบันได 4 ขั้นของ คมช. คือการปิดสื่ออย่างไอทีวี ก็ได้ อาทิตย์ก่อน สุนัย จุลพงศธร อภิปรายว่า TPBS เกิดจากเหล้า บุหรี่ รถถัง

สุทธิชัย หยุ่น @suthichai
ผู้บริหารสื่อเครือเดอะเนชั่น
วันนี้ครบรอบห้าปีรัฐ ประหาร...คนต่อต้านทหารปฏิวัติต้องต่อต้านทุกครั้งที่ปฏิวัติ...อย่าเลือก ต่อต้านบางปฏิวัติ...ผมต่อต้านทุกปฏิวัติไม่ว่ายุคไหน
พิสูจน์ว่าสื่อไหนต่อต้านหรือ สนับสนุนรัฐประหาร...ให้ย้อนกลับไปอ่านบทนำหน้าหนึ่งของสื่อนั้นๆ... ทุกอย่างมีหลักฐาน ไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้
ถนอมปฏิวัติ, สุจินดาปฏิวัติ, บิ๊กบังปฏิวัติ...ใครมีจุดยืนอย่างไร...สื่อ, นักวิชาการ, นักการเมือง, นักธุรกิจ...แค่ย้อนกลับไปอ่านเท่านั้น
ถ้าคุณต่อต้านรัฐประหารจริง, ต้องไม่ยอมรับใครก็ตามที่ไปทำงานให้คณะปฏิวัติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
คนที่ได้สัมปทานจากคณะปฏิวัติไม่มีสิทธิอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ทุกครั้งที่รัฐประหาร นักการเมือง, นักธุรกิจ, แอคทิวิสท์ทั้งหลายหายไปหมด...ทิ้งไว้แต่นักข่าวตัวเล็กๆ ที่ต้องเผชิญกับการทำหน้าที่รายงานข่าว
เกิดรัฐประหารครั้งใด บางคนลี้ภัยได้ บางคนหนีเข้าป่าได้ บางคนหลบเข้าค่ายทหารได้ แต่คนข่าวที่รับผิดชอบต้องทำงานกลางแจ้ง ถูกคุกคามก็ต้องทำงาน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่คนไทยทุกกลุ่มต้องร่วมกันต่อต้านรัฐประหารในอนาคต...แต่ต้องทำเพื่อคนทั้งประเทศ
นอกจากต่อต้านการรัฐประหารที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับแล้ว เราก็ยังต้องต่อต้านเผด็จการที่แฝงมาทุกรูปแบบด้วย!

ประวิตร โรจนพฤกษ์ @pravitr
ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น
น่าละอาย: คนจำนวน1ที่ไม่เคยต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. หรือสนับสนุนเงียบๆ เกิดอาการกินปูนร้อนท้อง พร่ำเพ้อว่า ตนไม่เคยสนับสนุนรปห.
5 ปี รปห. 19 ก.ย. อยากรู้ว่า สื่อไหนยืนอยู่ตรงไหน ให้ช่วยกันกลับไปอ่านบทบรรณาธิการแต่ละฉบับ รวมทั้งคอลัมนิสต์ที่ชื่นชอบต่างๆ หลายคนอาจแปลกใจ
19 กย 49 แม้กระทั่ง มติชนยังเขียนในบทบรรณาธิการ 22 กย. 49 ว่าทำไมจึงจำเป็นต้องมีรปห. แถมแนะนำบรรดานายพลที่ยึดอำนาจว่าควรทำอะไรบ้าง
ส่วนคมชัดลึก หลังรปห. 49 ก็เขียนบทบรรณาธิการที่พยายามอธิบายว่า ทำไมรปห.ครั้งนั้นเป็นรปห.เพื่อชาติ และต่างกับรปห.ครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างไร
ส่วนนสพ.The Nation เขียนลงบทบก. ฉบับ 21 ก.ย.49 ว่า ผู้ทำรปห.ต้อง "ฟื้นฟู" ค.มั่นใจของประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย... (ต่อ)
(ต่อ) และแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาประชาธิปไตยครั้งนี้จะยั่งยืน
5ปีที่แล้ว นสพ.ผู้จัดการเขียนบทบก. 22 ก.ย.49 แสดงค.ยินดีต่อความสำเร็จ ในการปฏิบัติการ ของทหาร "ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
คงเป็นประโยชน์มิใช่น้อย หากแต่ละคนจะถามตนเองว่า 5ปีที่แล้ว 19 ก.ย. 49 คุณอยู่ไหน ทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร เพราะอะไร ตอนเกิดรัฐประหาร
5ปีรัฐประหาร19 ก.ย.เรามาลองนึกถึงมรดกคมช.ว่ามีอะไรอยู่บ้าง เรามาระลึกถึงคนที่ออกมาต่อต้านคนแรกๆ ซึ่งตอนนี้บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ
และที่ลืมไม่ได้สำหรับ 5 ปีรปห.คือ ขอระลึกถึงผู้ที่ต่อต้าน ทั้งยังมีชีวิต เสียชีวิต บาดเจ็บ และลี้ภัย ขอคารวะ
ผิดหวัง ครบรอบ 5 ปีรัฐประหารทั้งที ไม่เห็นบท บก.มติชนเขียนอธิบายว่า สื่อหลักรวมถึงมติชน เคยสนับสนุนหรือยอมรับอำนาจทหารไปได้อย่างไร
5 ปีผ่านไป สื่อหลักทำราวว่า ไม่เคยสนับสนุนรปห.19 กย.&ไม่สนใจถามว่าทำไมถึงเคยสนับสนุน+ทุกวันนี้ก็ยังสนับสนุนมือที่มอง ไม่เห็นหรือไม่?
สังคมที่ไม่เรียนรู้ว่า 5 ปีที่แล้วคนออกไปยื่นดอกไม้ให้คณะรปห.19 กย.ได้อย่างไร&นิ่งดูดายได้อย่างไร เป็นสังคมเสี่ยงต่อการทำผิดซ้ำซ้อน
จำคุกเสื้อแดงสกลนคร 20 เดือน ฐานมีระเบิดปิงปอง ได้ประกันแล้ว
ที่มา ประชาไท
30 ก.ย.54 ที่ศาลอาญารัชดา ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ สายพิมพ์ นายจักรกฤช จอมทอง และนางไกรรุ่ง อ่อนคำ ผู้ชุมนุมร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปีที่แล้ว เป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
จากกรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 จำเลยทั้ง 3 คน โดยสารมากับรถแท็กซี่ และถูกทหารตั้งด่านจับกุมได้ บริเวณทางด่วนโทลล์เวย์ ดอนเมือง ขณะที่จำเลยทั้งหมดกำลังจะกลับบ้านที่จังหวัดสกลนคร โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ครอบครองระเบิดปิงปอง 24 ลูก และวัตถุดังกล่าวเป็นเพียงประทัดไล่นก ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากมีสารประกอบบางอย่างเข้าข่ายผิดกฎหมาย และพยานโจทก์ที่เบิกความไม่รู้จักจำเลย ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตามฟ้อง สั่งลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 20 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่ 3 ผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 1 ปี
จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงได้รับการประกันตัว โดยนายนริศ ทองธิราช ส.ส.จังหวัดสกลนครใช้ตำแหน่งประกันตัวจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้หลักทรัพย์ 2 แสนบาท
นางไกรรุ่ง อ่อนคำ จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์ "ประชาไท" ระหว่างนั่งรอผลการประกันตัวจำเลยอีกสองคนว่า เธอและจำเลยทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกัน เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค.53 เนื่องจากได้ยินข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม จึงรีบเข้ามาช่วย แต่เข้าที่ชุมนุมไม่ได้ จึงไปปักหลักช่วยทำอาหารแจกจ่ายที่มูลนิธิ 111 จากนั้นวันที่ 19 พ.ค.ได้นำอาหารไปแจกจ่ายที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่มีผู้ชุมนุมบางส่วนปัก หลักอยู่ เมื่อได้ยินว่าแกนนำมอบตัวก็นัดเพื่อนที่มาด้วยกันเตรียมกลับบ้าน เรียกเท็กซี่เดินทางจะไปขึ้นรถที่รังสิตแต่ถูกทหารตั้งด่านจับกุมตัวบนทาง ด่วนโทลล์เวย์
ไกรรุ่งเล่าอีกว่า เมื่อทหารตรวจค้นรถแท็กซี่ก็พบถุงใส่ระเบิดปิงปองที่โดนกล่าวหา คนขับแท็กซี่บอกทหารว่าเป็นของผู้โดยสาร แล้วทหารก็ปล่อยคนขับไปทั้งที่แท็กซี่คันนั้นไม่มีป้ายทะเบียน จากนั้นทังหมดก็ถูกข่มขู่ให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ครอบครองของกลาง ผู้ชายสองคนถูกตีด้วยด้ามปืน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไปสอบสวนก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่และตบ หน้าอีก ด้วยความกลัวจึงรับสารภาพ แต่เธอไม่ถูกข่มขู่และทำร้ายร่างกาย จึงให้การปฏิเสธโดยยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทั้งตัวมีเงินติดตัวเพียง ร้อยกว่าบาท และโทรศัพท์มือถืออีกหนึ่งเครื่องเท่านั้น ทั้งสามถูกควบคุมตัวที่เรือนจำเป็นเวลาเดือนกว่าก่อนจะได้ประกันตัว
ไกรรุ่งกล่าวอีกว่า เธอและสามีมีอาชีพรับจ้างทำงานก่อสร้าง ได้ค่าแรงเป็นรายวัน ต้องเลี้ยงลูก 2 คนที่กำลังเรียน ทำให้ต้องเดินทางมาขึ้นศาลคนเดียว เมื่อครั้งติดคุกก็ไม่มีใครมาเยี่ยมเพราะครอบครัวจะขาดรายได้ เหตุที่เข้ามาร่วมชุมนุมเพราะอยากได้ทีทำกิน คิดว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจมากกว่า และช่วยเหลือคนจนมากกว่า
ไกรรุ่งกล่าวอีกว่า ตั้งแต่โดนคดีเธอเดินทางไปขอเงินเยียวยากับทาง นปช.และพรรคเพื่อไทยหลายครั้ง แต่ทั้งสองแห่งก็โยนกันไปมาจนในที่สุดจึงตัดสินใจช่วยเหลือตัวเอง
"พวกเราเสี่ยงตาย กินนอนทุกข์ทรมาน นอนที่ชุมนุม ไม่ใช่ว่าสนุกนะ เหนื่อย เพราะเราอยากได้ที่ทำกินนี่แหละ ที่บ้านไม่มีไร่มีนา อยู่บนหลังเขา เราก็หวังว่าเขาจะช่วยได้"
"อยู่ในคุกก็ลำบาก ผู้คุมเขาก็ด่าว่าพวกลาวกบฏ พวกขายชาติ _ึงไม่สมควรได้กินข้าว เพื่อนเสื้อแดงบางคนแค้นใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้น" ไกรรุ่งกล่าว
หมายเหตุ : มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเมื่อ 1 ต.ค. (1.00 น.) เนื่องจากมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติม
รายงาน: ความไม่เป็นธรรมมีอยู่จริง!
ที่มา ประชาไท
รายงานโดย
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่าย
ข่าวความเดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้คนส่วนใหญ่มุ่งมองปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น การอพยพผู้คน การเก็บเกี่ยวผลผลิต การให้ความช่วยเหลือชดเชยแก่ผู้เสียหาย กระทั่งการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำ แต่ในท่ามกลางความเดือดร้อน สิ่งที่น่าใคร่ครวญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรากำลังเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ หากกำลังเผชิญกับปัญหา “ความไม่เป็นธรรม” ที่เกิดขึ้นด้วย กรณีการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างแนวกันน้ำสองฝั่งริมแม่น้ำและปิดประตูกั้นทุกจุด ดันน้ำไหลไปท่วมพื้นที่ข้างเคียงแทน ดังที่ ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา สะท้อน อย่างเห็นภาพไว้ว่า “ประเทศไทยมีปัญหาน้ำท่วมสูงถึงหลังคาบ้าน ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายมากมาย ทรัพย์สมบัติของชาวบ้านที่ซื้อหามาด้วยเงินทองที่แสนจะหายากก็ถูกน้ำพัดพา อันตรธานไปหมด แต่คนกรุงเทพยังคงใช้ชีวิตปกติ ว่างจากงานก็ช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง ทำสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาน้ำท่วมเลย”
[1]
ในการประชุมวิชาการ “ความเป็นธรรมและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย” เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้การประชุมจะล่วงเวลามาแล้ว แต่ปัญหาที่ยาวนานนับแต่อดีตและคงต่อเนื่องถึงอนาคต ทำให้ปัญหาความเดือดร้อนและความทุกข์ร้อนของผู้คนในกรณีต่างๆ เตือนให้ระลึกถึง “ความไม่เป็นธรรม” ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยหลากหลายประการ
ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมแสดง ความห่วงใยต่อการฟ้องร้องในคดีสิ่งแวดล้อม หรือ “คดีโลกร้อน” ซึ่งชาวบ้านมักตกเป็นจำเลย และถูกปรับเป็นจำนวนนับล้านบาท ทั้งที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่ถูกปล่อยออกมาจากการผลิตเพื่อดำรงชีพ ของชาวบ้าน เทียบกันไม่ได้เลยกับปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้การยังชีพด้วยการเกษตรดั้งเดิมกลายเป็นผู้ร้าย เป็นอาชญากรต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับไม่ถูกทำกับโรงงานอุตสาหกรรมและโครงการของรัฐที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ผศ.ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป ผู้ศึกษากรณีอุตสาหกรรมฉายภาพความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก กรณีมาบตาพุดที่ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก ลงทุนสูง ต้องพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ นักการเมืองท้องถิ่นได้ประโยชน์ แต่การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมได้โยนภาระและผลกระทบให้แก่ชุมชนและคนใน พื้นที่ กลายเป็นพื้นที่แห่งความหวาดระแวงและเต็มไปด้วยความทุกข์ “แทบจะไม่มีคนระยองทำงานในโรงงาน คนชั้นกลางจากที่อื่นได้เงินเดือนเป็นหมื่นเป็นแสน แต่คนระยองเจอปัญหารุมล้อม โรงเรียน วัด โรงพยาบาลต้องย้ายหนีออกไป มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและหาดพังเพราะถมที่สร้างโรงงาน การทำอุตสาหกรรมแย่งน้ำภาคครัวเรือน ขณะที่ยังเจอกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงาน และปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด แหล่งอบายมุข”
ในกรณีเหมืองแร่ อ.ดร.นฤมล อรุโณทัย ชี้ให้เห็นว่า หลายกรณีบริเวณที่ได้รับสัมปทานไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าในการจะทำเหมืองแร่ ได้ แทบทุกแห่งจึงส่งผลกระทบต่อชุมชน แม้ว่าการทำเหมืองแร่จะทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่รายงานของ ธนาคารโลกระบุว่า มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้ง หรือการคอร์รัปชั่น แทนที่ทรัพย์ในดินเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนากลับกลายเป็น “คำสาปแช่ง” (the Curse of resource) ทำให้เกิดความยากจน ทุกข์เข็ญ และเจ็บป่วย การแก้ปัญหาฐานคิดที่มองว่าเหมืองแร่แบบ “อรรถประโยชน์นิยม” ซึ่งเป็นการมองประโยชน์ที่อ้าง “ส่วนรวม” แต่มองข้ามความทุกข์ร้อนของผู้คน ทำให้ “นายทุนไม่กี่รายได้ประโยชน์ แต่พื้นที่เสี่ยงภัยเป็นของคนชนบท” ล้วนเป็นสิ่งที่ค้ำยัน “ความไม่เป็นธรรม”
แม้แต่ในกรณีโรงงานนิวเคลียร์ที่มีการประโคมข่าวประชาสัมพันธ์ข้อดี แต่ผลักข้อเสียให้พ้นออกไป กระทั่งวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น จะช่วยลดเสียงสนับสนุนไปบ้าง ก็ใช่ว่าการผลักดันให้เกิดโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นจะยุติลงไป ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ได้ นำเสนอประเด็นการวิเคราะห์ระบบเชิงสังคมเทคนิค (Socio-Technical System) เพื่อชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาเทคโนโลยีแต่ละอย่าง เช่น โรงงานนิวเคลียร์ ไม่สามารถพิจารณาโดยตัวมันเองเฉพาะการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เท่านั้น แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทางสังคมร่วมด้วยเสมอ “เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ แต่ประชาชนและภาคประชาสังคมจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และมีบทบาทนำในการตัดสินใจเลือกและกำหนดทิศทาง รวมถึงการพัฒนา “ทางเลือกด้านเทคโนโลยีอื่น” ให้เกิดขึ้นจริงและเป็นรูปธรรม”
ประจักษ์พยานถึง “ความไม่เป็นธรรม” ยังสะท้อนผ่านงานวิจัยเรื่องที่ดิน พงษ์ทิพย์ สำราญจิต จากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดการทรัพยาการไม่เป็นธรรม โดยพบว่า กลุ่มคนระดับบนของสังคมจำนวนร้อยละ 20 ถือครองสิทธิกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนที่ดินทั้งหมด หรือเฉลี่ย 200 ไร่ต่อคน ขณะที่คนที่เหลือจำนวนร้อยละ 80 ของประเทศมีสิทธิถือครองที่ดินได้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น หรือเฉลี่ยคนละ 1 ไร่เศษ ทั้งนี้การถือครองจำนวนน้อยอยู่แล้ว ก็ยังเผชิญกับปัญหาการละเมิดสิทธิ ดังที่ได้รวบรวมไว้ ได้แก่ การประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของประชาชน (กฎหมายมาทีหลัง แต่มีอำนาจเหนือกว่าชาวบ้านที่อยู่มาดั้งเดิม)การถูกแย่งชิงการใช้ประโยชน์ ในที่ดิน การถูกประกาศยึดคืนหรือเวนคืนภายหลังการได้จัดสรรที่ดินจากรัฐ การถูกฟ้องบุกรุก หรือถูกผลักไส ขับไล่ออกจากที่ดิน ซึ่งคนไร้ที่ดินเข้าไปพัฒนาจากที่รกร้างว่างเปล่า “คนจนถูกดำเนินคดี และถูกละเมิดสิทธิถูกกีดกันการเข้าไปใช้ทรัพยากร”
การเสนอนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทได้กลายเป็น “ข้อถกเถียง” ในสังคมทันทีที่ประเทศไทยมีรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ทำให้การพูดคุยประเด็นดังกล่าวถูกผูกโยงไปกับเรื่อง “การเมือง” จนบิดเบือนโจทย์ “ความเป็นธรรม” ของค่าแรง หรือค่าแรงในปัจจุบันนั้นเป็นธรรมหรือไม่ ผศ.ดร.นภาพร อติวาชยพงศ์ อ้างอิงนิยามค่าจ้างขั้นต่ำขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คือ ค่าจ้างที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพลูกจ้างและเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอีก 3 คน ซึ่งค่าแรงของไทยเลี้ยงคนเดียวยังไม่พอ ทำให้เห็นร่วมกันว่า ค่าแรงที่ได้รับย่อมไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และย่อมไม่เป็นธรรมด้วย
ทิศทางการ “ถกเถียง” เรื่องนี้ต้องละสายตามองผลประโยชน์และการรักษาผลประโยชน์ของนายทุนลงบ้าง และปรับระดับให้มองเห็นคุณภาพชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว ซึ่งพวกเขาควรได้ลืมตาอ้าปาก มีชีวิตอยู่ในสังคมได้มากขึ้น
ในทางปรัชญาการเมืองกล่าวถึงเรื่องความเป็นธรรม ซึ่งเป็นด้านกลับของ “ความไม่เป็นธรรม” ไว้มากและมีความเป็นมายาวนาน ผศ.นพนันท์ วรรณเทพสกุล แบ่งไว้เป็น 2 แนวทางกว้างๆ ได้แก่ ความเป็นธรรมแนวเสรีนิยม และความเป็นธรรมแนวสังคมนิยม โดยแนวทางแรกนั้นอ้างอิงให้ความสำคัญกับ “ความแตกต่าง” นับแต่โสกราตีสที่ถือว่าความยุติธรรมเป็นธรรมชาติหนึ่งเช่นเดียวกับความมี เหตุผล พลเมืองที่มีสถานะและหน้าที่ต่างกัน ทุกคนได้ทำหน้าที่นั้นอย่างถูกต้อง โดยที่เพลโต ศิษย์ของโสกราตีสถือว่า สังคมประกอบด้วยชนชั้น แต่ละชนชั้นมีหน้าที่ต่างกันไป ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมเป็นผลการแบ่งแยกหน้าที่ในสังคม กระทั่งอริสโตเติล แม้จะมองความเสมอภาคที่คล้ายจะไม่มี “ความแตกต่าง” แต่แนวคิดความเสมอภาคตามสัดส่วน ก็ทำให้เกิดความแตกต่าง ซึ่งบุคคลจะใช้ความแตกต่างทำประโยชน์และได้รับผลประโยชน์ตามความสามารถของ เขา โดยหลักความเป็นธรรมของนักคิดกลุ่มนี้เป็นรากฐานสังคมประชาธิปไตย เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดนโยบายของรัฐแบบเสรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและ เสรีภาพ
ส่วนความเป็นธรรมแนวสังคมนิยม ถือว่า มนุษย์มีคุณค่าเท่าเทียมกัน แต่ละคนมีความต้องการอันจำเป็นเหมือนกัน แต่การปฏิบัติต่อคนอย่างไม่เท่าเทียมกันคือความไม่เป็นธรรม เว้นแต่การปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ คนพิการ คนที่มีโอกาสน้อยกว่า และคนเจ็บป่วย เพื่อยกระดับคนในสังคมให้ได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐานเท่าเทียมกัน ซึ่งในความคิดของคาร์ล มาร์กซ์ นักคิดคนสำคัญ ถือว่า ต้องปฏิบัติต่อคนในฐานะที่มีความจำเป็นเหมือนกัน ในทางตรงข้ามการใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์ จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะคนที่มีความสามารถจะได้เปรียบคนอื่น
คำอธิบายความเป็นธรรมแต่ละแนวทางมีจุดยืนคนละขั้ว จึงมีแนวทางประนีประนอมระหว่างแนวทางเสรีนิยมและแนวสังคมนิยมขึ้น โดยนักปรัชญาการเมืองอเมริกันชื่อ จอห์น รอลส์ เสนอว่า หลักความยุติธรรมต้องสร้างโดยมีจุดเริ่มต้นจากความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ แต่การแบ่งสันปันตามความสามารถ ส่วนจะทำให้มนุษย์แสดวงหาวิธีการให้ตนเองได้ผลประโยชน์มากที่สุด และลดภาระให้น้อยที่สุด ขณะที่หากพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองอยู่ตรงจุดไหนที่อาจจะได้เปรียบหรือเสีย เปรียบ จะเกิดการสร้างเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่คนระดับล่าง เพราะทุกคนรู้สึกว่าตนเองอาจตกลงมาในตำแหน่งล่างสุดได้เท่าๆ กัน การมองความเป็นธรรมเช่นนี้จึง “เป็นความเป็นธรรมที่คำนึงถึงทั้งสิทธิเสรีภาพของบุคคล และการยอมสละสิทธิบางประการเพื่อคนที่เสียเปรียบ”
เมื่อมองผ่านแนวคิดความเป็นธรรมเหล่านี้ กรณีศึกษาและปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาสังคมที่นำเสนอไว้ ล้วนแต่เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในแนวเสรีนิยม ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ความสามารถของมนุษย์ในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างสุด ลิ่มทิ่มตำ แต่ผลักภาระแก่ผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้ไร้อำนาจในการจะเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม แบกทุกข์และผลกระทบที่เกิดขึ้น หากแต่แนวทางสังคมนิยมย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาและกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และการใช้ความสามารถในการแสวงหาสิ่งต่างๆ ตลอดจนการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการ ดังนั้นในแนวทางที่ประนีประนอม ซึ่งให้ความสำคัญกับการแสวงหาผลประโยชน์ แต่ยอมสละสิทธิบางประการเพื่อคนเสียเปรียบ หรือการยอมรับความไม่เท่าเทียมกัน หากความเท่าเทียมนั้นส่งผลให้คนเสียเปรียบมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัญหาความไม่เป็นธรรมทั้งหลายเป็นประจักษ์พยานยืนยันการคิดถึงผลประโยชน์ของ ตนเองเป็นหลักของกลุ่มคนที่มีอำนาจจากเงื่อนไขต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ดังนั้นภูเขาแห่งกองทุกข์ของผู้คนจำนวนมาก ควรถึงคราถล่มและสลายไป เมื่อผู้ได้ประโยชน์จะนึกถึงโอกาสที่ตนเองจะตกลงสู่ฐานะต่ำสุด และยอมสละสิทธิ โอกาส ผลประโยชน์ เพื่อคนเสียเปรียบบ้าง
นั่นเอง...
ช็อตเด็ดวันหวยออก
ที่มา Thai E-News
คู่แข่งเจ้าแม่ปู-แมว"เบ้ ง"แห่งเว็บบอร์ดประชาทอล์กสร้างความฮือฮาให้2ตัวตรงมา2งวด งวดหนล่าสุดสาวกโดนกินกระเป๋าฉีก กลับมากู้ศรัทธางวดนี้กับทีเด็ด 20 กับ 54 จะกู้ศรัทธาแฟนานุแฟนสำเร็จหรือไม่ บ่ายแก่ๆนี้รู้กัน(ไปดูเลขเด็ดๆแมวเบ้งที่ประชาทอล์ก)
นับแสนสาหัสอีกแร๊ะ-ขณะ ที่ทุกฝ่ายมุ่งเป้าไปช่วยน้ำท่วม หมอตุลย์ผู้มุ่งมั่นไล่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมายังก่อม็อบไล่รัฐบาลตามกำหนด โดยเลือกทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯเพราะหากคนมาซักหลักร้อยก็ทำให้ดูคนมาเยอะ แต่เสียดายว่าวานนี้มากันเต็มที่ก็เท่าที่นับได้นี่แหละ
อ้อ!หมอตุลย์มาพร้อมกับ"ไอ้แปดหลอด"กระบะมิตซูขาวเจ้าเก่า ที่มาร์คเคยใช้ตระเวณหาเสียง แบบผลัดกันใช้ ส่วนทะเบียนอะไรเล็งให้ตาเหล่กันไปเลย...555559
ประเดิมรายการเรทติ้งกระฉูดยิ่งลักษณ์พบประชาชน
ที่มา Thai E-News
เรทติ้งกระฉูด-นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะประเดิมจัดรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ในวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นวันแรก ในช่้วงเวลา 08.30 -09.00 น. ทางวิทยุแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย ในภาพนายกฯไปทดสอบซะก่อนจะออนแอร์จริง(ภาพ:เฟซบุ๊คYingluck Shinawatra )
นายก รัฐมนตรีแจ้งทางเฟซบุ๊คว่า" 08.30 พบกันในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” นะคะ รายการนี้จะเป็นการให้ข่าวสารและรายงานความคืบหน้านโนยายต่าง ๆ ในภาพรวมของรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนค่ะ รัฐบาลเน้นทำงานแบบบูรณาการ ประสานงานทุกภาคส่วน บางเสาร์จะมีรัฐมนตรีมาคุยเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจด้วยค่ะ เสาร์นี้เช้าเราพบกันทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยนะคะ"
ท่าทางรายการนี้จะเป็นว่าที่รายการเรทติ้งฮิตติดอันดับ หลายคนหลายวงการตื่นเต้นๆอยากฟัง บก.ลายจุดก็คนหนึ่งกับเขาด้วยบอกว่า วันเสาร์1 ตุลาคมนี้จะตื่นมาดูนายกฯยิ่งลักษณ์จัดรายการทีวีคุยกับประชาชน หวังว่าวันหนึ่งเธอจะพูดความเห็นได้โดยไม่ต้องอ่านสคริปต์ เชื่อว่าเธอทำได้แน่
โดย นักข่าวชา่วรากหญ้า
1-31 ตุลาคม 2554
***คอลัมน์สัิงคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำเดือนตุลาคม นำเสนอปฏิทินกิจกรรมของชาวเสื้อแดงทั่วไทย-ทั่วโลก และฝ่ายประชาธิปไตยเช่นเคย โดยจะไล่เรียงตามลำดับวันเวลาตั้งแต่ต้นเดือนไปยันสิ้นเดือน ท่านที่มีข่าวคราวกิจกรรมใดอยากให้เราช่วยเผยแพร่แจ้งข่าว ภาพข่าว คลิปมาที่ thaienews99@googlegroups.comเหมือนเคย***
30 กันยายน-คาราวาน นปช. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมนำ โดย แกนนำ นปช. ครบทีม จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, พายัพ ปั้นเกตุ, ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, วรชัย เหมะ พร้อมแกนนำทุกคน
รถ ออกจากตึกกองทุนยุติธรรม ถนนงามวงศ์วาน หลังสถานีรถไฟบางเขน 08.00 น วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554.ไปที่ สิงห์บุรี และลพบุรี สงสัยติดต่อ ข้าวเหนียว 086-0937706, คุณนิด 085-953-0227 หรือ คุณจุ๋ม 088-531-7557 แผนที่ตึกกองทุนยุติธรรมตามนี้ครับ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150307654450759&set=a.365083640758.167085.692245758&type=1&theater***
ธารน้ำใจแกนนำนปช.ช่วยน้ำท่วม คนตาดีบอกหมอเหวงทำแก้มป่องแอ๊บแ๊บ๊ว
แกน นำ นปช. ช่วยน้ำท่วม สิงห์บุรี :ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา โตจิราการ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หมอเหวง โตจิราการ เจ๋ง ดอกจิก ได้นำคณะเดินทางมาที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับผู้ประสบภัยน้พท่วม ที่บริเวณเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ชุมชนบางแคจำนวน 1,000 ชุด ที่ต.หัวไผ่ อ.เมือง 1,200 ชุด ที่ต.โพธิ์ชัย อ.อินทร์บุรี จำนวน 800 ชุด
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการเดินทางมาครั้งนี้เป็นการมาให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน ซึ่งการช่วยเหลือ ทางนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างดำเนินการขอให้ประชาชนวางใจได้
มีคนสังเกตว่าภาพนี้หมอเหวงเหมือนจะทำแก้มป่องแอ๊บแบ๊วด้วยแหละ 5555***
เบอร์ฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงใหม่
คลิ้กที่ภาพเ้พื่อขยายใหญ่อ่านง่ายขึ้น***
1ตุลาคมคอนเสิร์ต+ทอล์กโชว์ช่วยน้ำท่วม
วันเสาร์ที่1 ตุลาคมนี้ อิมพีเรียล (ลาดพร้าว) ชั้น5 ฮออล์ เวลา 13.00-20.00น บ่ายโมงตรงถึงสองทุ่ม พบคอนเสริต์และทอล์คโชว์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำโดย นักร้องคุณภาพ ป้อม กรองทอง อดิศร เพียงเกษ ทอม ดันดี พระมหาโชว์ (เทศน์ธรรมะ) เต้ มดแดง
อ้น ชัยนรินทร์ ( รายได้และการบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย) ***
ยิ่งลักษณ์พบประชาชนประเดิมออนแอร์1ตุลาคม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะจัดรายการพบประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ชื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 -09.00 น. โดยจะออกอากาศทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ในวันเสาร์ที่ 1 ต.ค. นี้ ทั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกันทางโทรทัศน์ช่อง 11 ก็จะมีการปล่อยเสียงของนายกรัฐมนตรี ด้วย โดยจะเผยแพร่ภาพภาระกิจของนายกฯขึ้นแทนภาพในการจัดรายการ(ภาพนายกฯทดสอบการออกอากาศก่อนจะออนแอร์สด)
สำหรับการประเดิมครั้งนี้นายกรัฐมตรีเผยว่า คงเน้นไปที่ภารกืิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นหลัก
ท่าทางรายการนี้จะเป็นว่าที่รายการเรทติ้งฮิตติดอันดับ หลายคนหลายวงการตื่นเต้นๆอยากฟัง บก.ลายจุดก็คนหนึ่งกับเขาด้วยบอกว่า วันเสาร์1 ตุลาคมนี้จะตื่นมาดูนายกฯยิ่งลักษณ์จัดรายการทีวีคุยกับประชาชน หวังว่าวันหนึ่งเธอจะพูดความเห็นได้โดยไม่ต้องอ่านสคริปต์ เชื่อว่าเธอทำได้แน่***
2 ตุลาคม วันอาทิตย์สีแดงกับทนายเ้สื้อแดง
คุยกันวันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 ชั้น 5 อิมพีเรียลลาดพร้าว พบกับสมบัติ บุญงามอนงค์-อานนท์ นำภา ทนายคนเสื้อแดง ร่วมพูดคุยในรายการ Sunday Talk "คุยกันวันอาทิตย์สีแดง" ครั้งเดียวที่เขาจะพูด***
3 ตุลาฯเจ๊ดา-ผู้หญิงแกร่งมอบตัวสู้คดี อาจารย์จรัลอาจมอบตัวช่วงเดียวกัน
สาว ผมแดง-เจ๊ดา ดารณี กฤตบุญญาลัย สา่วไฮโซผู้ไม่เพียงสร้างสีสันอันสดใสให้แก่เวทีเสื้อแดง แต่เป็นหญิงแกร่งหัวใจน่ากราบที่รอดตายจากสมรภูมิราชประสงค์ วันที่19พฤษภา53เธอใส่ชุดขาวเพื่อเตรียมตัวตาย แต่สถานการณ์พลิกผันให้ต้องไปเป็นนักเรียนนอกมาปีเศษ จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินที่สน.ลุมพินี
ช่วงเดียวกันนี้มีรายงานข่าวอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักวิชาการนักสิทธิมนุษยชนแกนนำคนเสื้อแดงเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัวสู้คดีต่อไป สำหรับกี้ร์-อริสมันต์ยังไม่ชัีดเจน ส่วนจักรภพ เพ็ญแข ขอเ้ป็นนักเรียนนอกต่อไปพลางๆ***
6 ตุลาคม กิจกรรมรำลึก 35 ปี 6 ตุลา”
ปีนี้เป็นครบวาระ 35 ปี แห่งการถูกล้อมปราบ สังหารโหดในปีนี้ ทางคณะกรรมการกำหนดจัดงาน ในวาระ 35 ปี 6 ตุลาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ดูคลิปแถลงข่าวรายละเอียดงาน และไปพบกับUNSEEN 6 ตุลาฯ รวมภาพถ่ายที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในรอบ 35 ปี
ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ระหว่างวันที่ 1-14 ตุลาคม 2554
จัดโดย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์:ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเครือข่ายเดือนตุลา
ร่วมกับ กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP)
กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD)
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD)
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS)
กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD)
กำหนดการ สัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
1-14 ตุลา นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์
2 -9 ตุลา สัปดาห์ “ ตุลารำลึก” หนังสือการเมือง และ นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์
วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19 โดย ประกายไฟการละคร
วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด” ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร
วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 “ ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 09.00 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- กรรมการญาติวีรชน
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
09.00 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์
11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ละครเรื่อง "เก้าอี้"จากกลุ่มประกายไฟ และ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00 เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"
(วิทยากรอยู่ในระหว่างติดต่อ) ***
15 ตุลาคม เชิญแดงชิคาโก้รวมใจช่วยภัยน้ำท่วม
ชมรมผู้รักประชาธิปไตยร่วมกับ ชาวเสื้อแดงแห่งนครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์
อีกครั้งหนึ่ง จัดฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั่วโลก
ในวาระการคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ของประเทศไทย
เชิญพบและสนทนาทาง SKYPE กับ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พงศ์เทพ เทพกาญจนา และดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส. พรรคเพื่อไทย แถลงความจริงหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล ฯ
ร่วมรับประทานอาหาร และร้องเพลง เต้นรำ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยในเมืองไทย ตามกำลังและอัธยาศัย
ที่ มณีไทย 3558 N. Pulaski. Chicago เวลา 17.00 - 01.00 น. ค่าอาหารท่านละ 25.00 เหรียญ
ติดต่อ ปรีชา ชิคาโก 1-708-903-2216
สมศักดิ์ 847-708-7198
นิวัตร์ 1-773-656-3817***
15-16ตุลาคม นายกฯเป็นประธานฌาปนกิจ6วีรชนเสื้อแดงนาย วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง นำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกคอกวัว ร่วมแถลงข่าวการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ว่าญาติผู้เสียชีวิตอยากให้มีการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ 6 ราย หลังจากที่มีการชันสูตรศพเรียบร้อยแล้ว ในฐานะ ส.ส.กทม.และกลุ่ม นปช. เห็นตรงกันว่าจะจัดงานฌาปนกิจศพในวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี
โดยในวันที่ 15 ตุลาคมนี้จะเป็นพิธีทำบุญ และในวันที่ 16 ตุลาคม จะเป็นพิธีฌาปนกิจศพ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายบุญธรรม ทองผุย, นายจรูญ ฉายแม้น, นายสวาท วางาม, นายสยาม วัฒนนุกูล, นายทศชัย เมฆงามฟ้า และนายมนต์ชัย แซ่จอง***
ตามหาพยานการสังหารประชาชน
วันนี้ ได้โทรศัพท์ไปที่ศูนย์ เยียวยา นปช ชั้น 5 อิมพีเรียล ผมได้แจ้งความจำนง ว่า ผมคือพยานผู้เห็นและอยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชน ในจำนวนคดี 13 ศพ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าผมพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมกับชีวิตของครัวครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บเหล่านั้น
ผมอยากเห้นวันที่ฆาตกรโดนดำเนินคดี ผมอยากให้คนที่ตายในวันนั้นข้างๆผมได้รับรู้ว่า ผมจะคอยช่วยนาย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้นายได้รับความเป็นธรรม ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาไว้แห่งประชาธิปไตย และอุดมการณ์อันแน่วแน่ของพวกเรา ตอนนี้นายคงอยู่บนสวรรค์แล้ว ขอให้นนายรับรู้ว่า เพื่อนนายคนนี้ จะทำให้คนที่ฆ่านายได้รับกรรม เราสัญญา
.............แด่นาย ชาติชาย ซาเหลา........วีรชนผู้กล้า (ที่มา:เฟซบุ๊ค ทหารของประชาชน ทหารแตงโม)
ลักษณะโครงการ (Project Characteristic) : กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมโดยคณะปั่นจักรยานทางไกลของคนเสื้อแดง เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนเสื้อแดง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมุ่งเน้นที่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม
เปิดตัวโครงการเส้ินทางสีแดงเพื่อสันติภาพ 3 ประเทศ
กลุ่ม เส้นทางสีแดงจะจัดกิจกรรมเส้นทางสีแดงโครงการ 4 ซึ่งเป็นกิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล 3 ประเทศเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัววีรชนผู้เสียชีวิต และเพื่อนำความปรารถนาดีจากพี่น้องเสื้อแดงชาวไทยไปมอบให้กับพี่น้องชาวลาว และกัมพูชาเพื่อเป็นเครื่องหมายของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของบ้านพี่เมือง น้อง โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้
ชื่อโครงการ : เส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (Red Path for Peace)
เส้นทาง : ราชประสงค์ - เวียงจันทร์ - พนมเปญ ( ผ่าน 29 จังหวัด 3 ประเทศ)
ประเทศไทย : สมุทรปราการ / ฉะเชิงเทรา / นครนายก / สระบุรี (มวกเหล็ก) / นครราชสีมา (ด่านขุนทด) / นครราชสีมา (อ.บัวใหญ่) / ชัยภูมิ / ขอนแก่น (อ.ชุมแพ) / ขอนแก่น / มหาสารคาม / ร้อยเอ็ด / กาฬสินธ์ / อุดรธานี (วังสามหมอ) / อุดรธานี หนองคาย / หนองคาย (อ.ปากคาด) / บึงกาฬ / สกลนคร (อ.พังโคน) / สกลนคร / นครพนม (อ.ธาตุพนม) / มุกดาหาร อำนาจเจริญ / ยโสธร / ศรีษะเกษ (อ.ราศรีไศล อ.เมือง อ.กันทรารมย์ อ.ขุนหาญ เขาพระวิหาร)
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : เวียงจันทน์
ราชอาณาจักรกัมพูาชา : เขาพระวิหาร / เสียมเรียบ / Banteay Mean Chey / Pousat / Bat Dambang / Kampong Chhang / Phnom Penh
ระยะเวลา : 35 วัน (13 พย-18 ธค.)ระยะทาง : ไม่ต่ำกว่า 2,500 กม.
ท่านที่สนใจจะร่วมกิจกรรม ทั้งร่วมปั่นจักรยาน หรือร่วมเดินทางไปกับกิจกรรมหรือต้องการต้อนรับกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ กรุณาติดต่อที่ E-mail : red_truth_only@hotmail.co.th / Facebook : ฟอร์ด เส้นทางสีแดง หรือเส้นทางสีแดงเพื่อวีรชน (กลุ่ม) / skype : ford2511 / โทร 081-5836964***
Friday, September 30, 2011
เฉลิมมอบนโยบาย'3ก.'ให้ตำรวจ เร่งสางปม13ศพเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"เฉลิม" บุก บช.น. มอบนโยบาย 3 ก.เร่งสางปมฆ่า 13 ศพแดง
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์
ถึงความคืบหน้าในการเคลียร์คดีการชันสูตรพลิกศพ 13 ศพเสื้อแดง ว่า
เย็นวันเดียวกัน จะเดินทางไป บช.น.
ตนไม่อยากทำงานแบบไฟไหม้ฟาง ต้องถามทำได้หรือไม่
ทำได้เพราะอะไร หลักกฎหมายถูกต้องหรือไม่
หรือทำไม่ได้เพราะอะไร
อย่าเอาไปเก็บ แล้วอย่าไปแกล้งและอย่าไปกลัว
ตนจะมอบนโยบาย 3 ก. ให้แนวทางแก่ บช.น.
ในฐานะเคยเป็นพนักงานสอบสวนเก่า คือ
1.อย่าเอาเรื่องไปเก็บ
2.อย่าไปแกล้ง
3.อย่าไปกลัว
ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้มีความคืบหน้าแน่นอน
เพราะก่อนที่ตนจะส่งเรื่องไปตนตรวจสอบแล้วว่าหลักฐานใช่.
http://www.thairath.co.th/content/pol/205721
นิติราษฎร์ที่ไม่กลัวใคร ลุยสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ (หม่อมปลื้ม)
ที่มา thaifreenews
โดย NuDang
เราควรให้บทเรียน กับคณะ ปฏิวัติ....
ว่าอย่าได้มากล่าวอ้างเอาสถาบันมาบังหน้า
เพื่อเป็นเหตุผลในการปฏิวัติ
























