WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 3, 2011

สัมภาษณ์พิเศษ: แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล

ที่มา ประชาไท

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองไทย อาจเคยได้ยินเรื่องราวของอดีตผู้ข่าวอาวุโสชาวอังกฤษคนหนึ่ง ที่ลาออกจากสำนักข่าวทอมป์สัน รอยเตอร์ หลังจากทำงานมา 17 ปี เพื่อเขียนหนังสือขนาดยาวว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัย โดยใช้ข้อมูลจากโทรเลขลับวิกิลีกส์ของสถานทูตสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับประเทศไทย พร้อมจัดหนักเจาะลึกในประเด็นอย่าง วิกฤติการณ์การสืบรัชทายาท เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา มาจนถึงเหตุการณ์นองเลือดเมษายน-พฤษภาคมในปีที่แล้ว

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เขาได้รายงานข่าวสงครามและพื้นที่ความขัดแย้งมาแล้วหลากประเทศในหลายทวีป ไม่ว่าจะเป็นอิรัก อัฟกานิสถาน เลบานอน ปาเลสไตน์ อิสราเอล ไทย กัมพูชา และพม่า และในบั้นปลายของอาชีพ เขาเลือกที่จะมาเจาะลึกและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับประเทศไทย ด้วยวิธีวิทยาที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อนของประเทศสิงคโปร์ ประชาไท มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับ “แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล” อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์และปัจจุบันเป็นนักข่าว/นักเขียนอิสระ ที่ประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งด้วยงานเขียน ‘ไทยสตอรี่’ (#Thaistory) ทำให้เขาไม่อาจเดินทางเข้าประเทศไทยอีก เนื่องจากความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ของหนังสือเล่มดังกล่าว

“นี่เป็นสิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุด” เขากล่าว “แต่ยังไงผมก็ต้องเขียนมันขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ผมเข้าประเทศไทยไม่ได้อีกแล้วก็ตาม”

เหตุใด คนอย่าง ‘แอนดรูว์ เอ็ม. มาร์แชล’ เลือกที่จะลาออกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังรอยเตอร์ปฏิเสธจะตีพิมพ์เรื่องราวของเขา และหันมาเขียนเรื่อง ‘ความจริง’ เกี่ยวกับประเทศไทย โดยเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเขา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เงินซักบาทซักสตางค์ และยังเสี่ยงต่อคุกตารางในเมืองไทย เชิญอ่าน.......

0000





ณ อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งใจกลางเมืองสิงคโปร์ ท่ามกลางอากาศร้อนชื้นในของเดือนกันยายน ทีมข่าวต่างประเทศประชาไท ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนและพูดคุยกับ แอนดรูว์ มาร์แชล แม็กเกร์เกอร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘ไทยสตอรี่’ หรือ ‘Thailand’s Moment of Truth: a Secret History about 21st century of Siam’ (ห้วงเวลาแห่งความจริงของประเทศไทย: ประวัติศาสตร์ลับของสยามในศตวรรษที่ 21)

ส่วนแรกของหนังสือเล่มนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วทางเว็บไซต์ส่วนตัวของเขา โดยมีผู้เยี่ยมชมและเข้าไปอ่านรวมหลายแสนคลิกในเวลาไม่กี่เดือน ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ในระหว่างการเขียน ซึ่งแอนดรูว์บอกกับเราว่า ‘ไทยสตอรี่’ ที่เสร็จสมบูรณ์ จะได้เผยแพร่ออกสู่สายตาคนอ่านไม่เกินเดือนตุลาคมนี้แน่นอน

หลังจากที่เขาได้ลาออกจากสำนักข่าวทอมป์สัน รอยเตอร์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากรอยเตอร์ปฏิเสธจะตีพิมพ์งานเขียนของเขาเกี่ยวกับการเมืองไทย เพราะอ้างว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ นั้น เขาก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเขียนงาน ‘ไทยสตอรี่’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองไทย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสิน เรื่อยมาถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี 2554

“ผมบอกตรงๆ ว่าผมก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตต่อไปของตัวเองจะเป็นอย่างไร” เขาบอก เมื่อเราถามว่าแผนชีวิตต่อไปของเขาจะเป็นอย่างไรหลังจากออกจากรอยเตอร์ “ผมไม่คิดมากหรอกว่า ผมอาจจะต้องออกไปอยู่ในกระท่อมในชายหาดของอินโดนีเซียที่ค่าเช่าวันละ 200 บาทหรือเปล่า แต่ในตอนนี้ผมแค่อยากจะเอ็นจอยอพาร์ทเมนต์ที่นี่ พร้อมกับสวนบนระเบียงดาดฟ้า และใช้เวลาสองสามเดือนที่เหลือ เขียนงานไทยสตอรี่ออกมาให้ดีที่สุด”

เขาเล่าย้อนถึงที่มาของงานเขียนชิ้นนี้ว่า ในเดือนมีนาคม ในขณะที่เขายังเป็นรองหัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการฝ่ายเอเชีย ของทอมป์สัน รอยเตอร์ และประจำอยู่ที่สิงคโปร์ เขาได้เข้าถึงโทรเลขวิกิลีกส์ซึ่งเป็นเอกสารทางการทูตของสถานทูตสหรัฐฯ จำนวนมาก

“ทันทีที่ผมรู้ว่าโทรเลขวิกิลีกส์จะถูกเผยแพร่ ผมคิดถึงประเทศไทยทันทีก่อนประเทศอื่นใดในโลก ในฐานะที่เป็นประเทศหลักที่มันจะสามารถสร้างผลกระทบในแง่ความเปลี่ยนแปลง” เขาบอก “อย่างในเกาหลีเหนือ มันมีการสร้างลัทธิที่ชัดเจน และมากกว่าในประเทศไทยมาก มีผู้คนที่หิวโหย ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ และแน่นอน ประเทศไทยมีสภาพดีกว่านั้นมาก แต่การบอกความจริงเกี่ยวกับเกาหลีเหนือในโทรเลขวิกิลีกส์ มันจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในตอนนี้”

“แต่สาเหตุที่โทรเลขมีความสำคัญกับประเทศไทย เป็นเพราะในขณะนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่บนขอบเหว มันมีทางเดินสองทาง และเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมาก และด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงได้ตัดสินใจก้าวเข้ามา”

“ผมเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจเลยว่า ในจำนวนงานเขียนที่ผมเคยเขียนมาทั้งชีวิต เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด จากสิ่งทั้งหมดที่ผมเคยทำมา” แอนดรูว์กล่าว “เป็นเพราะจังหวะของช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ และเหตุที่ผมได้บังเอิญเห็นโทรเลขเหล่านี้พอดี มันได้มาประจวบเหมาะกัน”

0000

งานเขียน #thaistory ที่ทั้งหมดจะมีความยาวกว่า 400 หน้าเมื่อเสร็จสิ้น ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วบางส่วนในโลกออนไลน์ในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาหลักๆ เกี่ยวกับวิกฤติการณ์การเมืองไทยช่วงการรัฐประหาร และวิกฤติการณ์การสืบรัชทายาท เขาบอกว่า หลังจากที่งานเขียนของเขาถูกเผยแพร่ เขาก็ได้รับปฏิกิริยาตอบรับหลายแบบที่แตกต่างกันไป

“หลังจากที่คนได้อ่านงานของผม มันมีฟีดแบ็คกลับมาสองแบบ คือ คนที่ถ้าไม่คิดว่างานผมฉลาดล้ำเลิศและอยากจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ผม หรือไม่ก็เป็นคนทีคิดว่า มันเป็นงานทฤษฎีสมคบคิดและเป็นงานเขียนจากนรก และคิดว่าผมเป็นไอ้งั่งไปเลย” แอนดรูกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาหวังจะเห็นจากงานชิ้นนี้ คือการจุดประกายให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลและข้อมูล

มีหลายคนที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับงานเขียนของเขา หนึ่งในนั้น คือทนง ขันทอง อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ที่โต้ตอบกับแอนดรูว์อย่างดุเดือดผ่านทางทวิตเตอร์ (ทวิตเตอร์ของแอนดรูว์ คือ @zenjournalist)

“เขาใช้คำพูดข่มขู่กับผม และใล่ให้ผมไปไกลๆ ซะจากทวิตเตอร์” เขาเล่า “มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่เห็นบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ระดับ ชาติทำตัวแบบนี้ต่อหน้าสาธาณะ”

ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติ อาจถูกแย้งว่า มาเขียนเรื่องเมืองไทย จะรู้ดีกว่าได้ยังไง?

“ผมไม่อ้างหรอกว่า ตัวเองมีความเข้าใจเรื่องการเมืองไทยที่เหนือกว่าคนไทย แต่ในบางครั้ง คนที่อยู่ภายนอกนั้นสามารถให้มุมมองที่แตกต่างออกไปในแบบที่คนไทยอาจจะมอง ไม่เห็น” เขาว่า “พวกเขาติดอยู่ในฟองสบู่ และคนที่มองเข้ามาจากภายนอก อาจจะเห็นอะไรที่ชัดเจนกว่า”

“ผมไม่มีสิทธิที่จะยัดเยียดมุมมองของผมให้กับคนไทย แต่ผมมีสิทธิจะเขียนเรื่องนี้ และตีพิมพ์มันในอินเตอร์เน็ต และคนไทยก็มีสิทธิที่จะอ่านมันนะ..และเมื่อเขาได้อ่านมัน เขาก็สามารถคิดได้ว่า ผมเป็นไอ้งั่งหรือเปล่า แต่นี่แหละ เป็นวิธีของการถกเถียงแลกเปลี่ยน” เขาชี้แจง “คุณต้องได้รับรู้ถึงหลายๆ มุมมอง และเมื่อนั้น คุณก็จะรู้ว่า จะมีความคิดเห็นที่เป็นของตัวเองได้อย่างไร”

“คุณไม่สามารถมีความคิดเห็นที่เป็นตัวของตัวเองได้ ถ้าคุณถูกยัดเยียดให้มีความคิดเห็นแบบเดียวค้ำคออยู่ตลอดเวลา” แอนดรูว์ชี้

“สิ่งที่ทำให้ผมผิดหวังนิดหน่อยก็คือว่า ในฝ่ายที่เห็นต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในไทย ผมยังอยากจะเห็นงานเขียนวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นชิ้นเป็นอันที่มีต่อ ‘ไทยสตอรี่’ แอนดรูว์กล่าว “ซึ่งบางส่วนอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ก็ได้ทำไปแล้ว และผมเชื่อว่าก็คงจะมีมามากกว่านี้ แต่ผมอยากจะเห็นมุมมองจากทุกประเภท และเขาก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ว่า งานนี้จะดีขึ้นได้อย่างไร หรือ งานดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร และผมก็จะมาร่วมถกเถียงด้วย”

“สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในตอนนี้ เหนือสิ่งอื่นใด คือการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา” อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์กล่าว

หลังจากงานเขียนชิ้นนี้ได้ออกมาสู่สาธารณะ นอกจากความคิดเห็นต่างๆ ที่เขาได้รับแล้ว เขาก็ยังได้คำเตือนอย่างไม่เป็นทางการจากเพื่อนที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งใกล้ชิดกับหน่วยสอบสวนพิเศษว่า เขาไม่ควรเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากเนื้อหาในหนังสือของเขามีเนื้อหาที่หมิ่นเบื้องสูง จึงอาจทำให้เขาเสี่ยงต่อการถูกจับในข้อหาละเมิดมาตรา 112

ตกงาน, เสี่ยงต่อการถูกจับ และเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้อีก… การเปิดเผย ‘ความจริง’ เกี่ยวกับประเทศไทย มันสำคัญขนาดที่จะต้องแลกมาด้วยการเสียสละมากขนาดนั้นเชียวหรือ? ประชาไท ถาม

“อย่างแรกเลย ผมไม่คิดว่ามันเป็นการเสียสละส่วนตัวอะไรมากมายสำหรับตัวผม” เขาเล่า “ผมทำงานเป็นนักข่าวมาแล้วทั่วโลก ผมมีเพื่อนนักข่าวด้วยกันเองที่ต้องสูญเสียขา เสียชีวิต และประสบพบเจอกับคนที่ต้องสูญเสียครอบครัวและทุกข์ทรมานจากหลายสิ่งอย่าง ฉะนั้น ผมไม่คิดว่าการลาออกอย่างสมัครใจจากงานที่เงินเดือนงามจะเป็นการเสียสละอะไร ใหญ่โตมากนัก”

เขาออกตัวว่า ในฐานะหนุ่มโสดทีไม่มีลูกและภรรยา เขาจึงไม่ต้องมีเรื่องกังวลด้านการเงินอะไรมาก “มันก็มีความไม่แน่นอนอยู่บ้างว่าชีวิตผมจะทำอะไรต่อไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต” แอนดรูเล่า พร้อมบอกว่า การที่เขาไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ ถือว่าเป็นการเสียสละที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขา

“แต่มันจะเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก ถ้าผมตัดสินใจไม่เขียนมัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็เท่ากับการยอมรับว่าผมไม่ได้เป็นคนอย่างที่ผมอยากจะเป็น และไม่ได้ยึดถือหลักการที่ผมเชื่อในฐานะที่เป็นนักข่าว”

“ไม่มีชาวต่างชาติคนไหน เสียสละมากเท่ากับสิ่งที่คนอย่างจีรนุช (เปรมชัยพร) หรือ สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” แอนดรูว์ให้ความเห็น

0000

มันเหมือนกับเป็นเรื่องบังเอิญก็ว่าได้ ที่เขาได้เข้าถึงโทรเลขวิกิลีกส์ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างห้วงของการเปลี่ยนผ่าน แอนดรูว์ตั้งข้อสังเกต

“มันเป็นช่วงของประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นจุดพลิกผัน มีคนจำนวนมากถูกส่งเข้าคุก ทั้งนักข่าว นักวิชาการ” เขาว่า “ผมมีเพื่อนอยู่ในเมืองไทยเยอะนะ คุณรู้ไหม และผมก็เห็นว่า คนไทยต้องทุกข์ทรมานจากวิกฤติการณ์ที่ยืดเยื้อยาวนาน จากการที่ประเทศไทยไม่ยอมรับความจริง”

“ภาวะเช่นนี้ สร้างความเสียหายให้กับคนจำนวนมาก และผมก็คิดว่า คนไทยกำลังเจ็บปวด ผู้คนทุกจับเข้าคุกอยู่ทุกเมื่อ และชีวิตของประชาชนก็ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา” แอนดรูว์ย้ำถึงความสำคัญที่ต้องเขียนเรื่องนี้ ที่นี่ ในตอนนี้

เขาออกตัวว่า เขาเองนั้นไม่ชอบทักษิณ ชินวัตรเป็นอย่างมาก และก็มีกังขาต่อพรรคเพื่อไทยเช่นกัน “ทักษิณไม่ใช่คนที่จะมานำการปฏิวัติประชาธิปไตยในประเทศไทย เขาเพียงแค่ต้องการเอาเงินของเขาคืน พยายามสร้างข้อตกลง และอยู่ให้พ้นคุก แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นสิ่งที่เสื้อเหลืองไม่เข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคนในขบวนการเสื้อแดงที่ต่อสู้และทำเพื่อทักษิณ”

“หลายฝ่ายอาจจะมองว่า นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างตัวเลือกสองทางเลือกที่แย่พอๆ กัน ทั้งระบอบอำนาจนิยมจากฝ่ายทักษิณและฝ่ายกษัตริย์นิยม แต่เราไม่จำเป็นต้องติดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเราสามารถพยายามสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้” เขาเล่า พลางชี้ให้เราดูตอนที่เหลือของ ‘ไทยสตอรี่’ ในคอมพิวเตอร์แม็คบุ๊กโปรหน้าจอ 17 นิ้ว

ในตอนสุดท้ายของงานเขียน ’ไทยสตอรี่’ จะเกี่ยวกับสมัยของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แอนดรูว์กล่าว “นี่เป็นรัฐบาลที่ไม่เคยออกจากเปลือกหอยอันน้อยนิด และล้มเหลวในการเป็นทางเลือกให้กับคนไทย” เขากล่าว พร้อมชี้ว่า มันเป็นเรื่องที่น่าตลกมากที่มีกระแสออกมาบอกว่าคนที่เลือกเพื่อไทยนั้นเป็น คนโง่

“ผมมองว่า กระแสที่โหวตอย่างท่วมท้นให้เพื่อไทย ในแง่หนึ่ง อาจมองได้เป็นการโหวตเพื่อต่อต้านชนชั้นนำด้วยซ้ำ ผมหมายถึงว่า มีทหารออกมาบอกว่าให้เลือก ‘คนดี’ และคนก็รู้กันว่าอภิสิทธิ์เป็นคนของฝั่งรอยัลลิสต์ มันก็ออกจะชัดเจน”

“สิ่งที่ผมกังวล ก็คือการปรองดอง ถ้ามันมีขึ้นมา มันก็จะเป็นแบบที่เคยเกิดมาก่อน จะไม่มีใครสืบสวนจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครพูดถึงอดีต มันจะเป็นการตกลงรอบเดียวจบ” เขากล่าว “มันจะไม่เป็นผลดีต่อคนไทยแน่ๆ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง”

ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกการเขียนงานโดยใช้โทรเลขลับวิกิลีกส์เกี่ยวกับ เมืองไทยเป็นผู้แรก เขากล่าวว่า เขาอยากจะเห็นสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ นำโทรเลขเหล่านี้มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เท่าที่เขาสังเกตก็พบว่า ไม่มีสื่อกระแสหลักไหนเลย นอกจากประวิตร (โรจนพฤกษ์) จากเดอะ เนชั่น เลือกที่จะหยิบเอาโทรเลขต่างๆ เหล่านี้มาสร้างการถกเถียง

“ผมคิดว่านี่เป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่มาก” แอนดรูว์พูด “ในฐานะที่ผมได้ทำงานในส่วนของผมไปแล้ว ที่ได้วิเคราะห์เรื่องปัญหาที่เกิดจากวัง และความเกี่ยวข้องกับวิกฤติการเมือง ผมคิดว่ามันน่าผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปสานต่อ เพราะในการทำความเข้าใจการเมืองไทย คุณจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ด้วย”

นอกจากนี้ เขายังบอกว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ ‘ไทยสตอรี่’ ก็คือ การที่เขาอ่านภาษาไทยไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้เอกสารที่เป็นภาษาไทยเลย และนั่นก็คือช่องว่างที่ใหญ่ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาจึงฝากให้คนอ่านได้ลองหยิบจับเอกสารวิกิลีกส์ พร้อมอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องในภาษาไทย และนำมันมาสู่การพูดคุยถกเถียง

“มันจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยน และช่วยนำไอเดียใหม่ๆ เข้ามาในวิวาทะ และมันก็จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับประเทศไทยมาก ยิ่งขึ้น” แอนดรูว์กล่าว

0000

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของเขา ต่อทางออกของวิกฤติการเมืองประเทศไทย แอนดรูว์ตอบทันทีว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผยเป็นขั้นแรก “คุณไม่สามารถหาทางออกได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีใครยอมรับว่าใครทำอะไรลงไป อะไรคือความจริง มันก็จะเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้เรื่อยไป”

แอนดรูว์กล่าวว่า ยิ่งช่วงที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัชกาลใกล้จะมาถึง ก็ยิ่งเป็นช่วงที่น่าจับตาเป็นพิเศษ และเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น การจัดวางของกลุ่มอำนาจต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งคนไทยก็รอช่วงเวลานี้ให้เกิดชึ้น เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ และการปฏิรูปที่พวกเขาอยากจะเห็น

“ในตอนนี้ เรามีสถานการณ์ที่คนเสื้อแดงหลายล้านคนได้สูญศรัทธาในตำนานที่ทางการได้ สร้างขึ้น และเจ้าหน้าที่รัฐก็ตื่นตระหนกมาก และทางโต้ตอบที่เขาคิดได้เพียงอย่างเดียว ก็คือกดขี่และยิ่งปราบปรามประชาชน แต่วิธีนี้มันไม่มีทางจะได้ผล และนั่นก็เป็นวิกฤติอันหนึ่งที่กำลังจะมา”

เขากล่าวว่า วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาการเมืองไทย คือต้องยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อที่เราจะสามารถพูดคุยเรื่องอนาคตของประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกัน ได้อย่างมีเหตุมีผล

“มันเป็นเรื่องที่น่าขันจริงๆ ที่ในศตวรรษนี้ ประเทศที่เป็นสมัยใหม่และทันโลกอย่างประเทศไทย ผู้คนกลับไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยถึงประเด็นใจกลางที่เกี่ยวกับอนาคตของตัว เอง และของลูกหลานตัวเอง” เขากล่าว “ถ้าวิกฤติประเทศกำลังจะมา คุณไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเอามือไพล่หลังและไม่ยอมทำอะไรกับมัน” และยังเสริมว่าการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำให้การถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันฯ จะส่งผลดีมากกว่า แทนที่จะทำให้มันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และบีบให้คนต้องแสดงออกในทางเสียๆ หายๆ

อย่างไรก็ตาม เขาก็ตระหนักถึงความเสี่ยงของงานเขียนชิ้นนี้ของเขา และความเป็นไปได้ที่อาจทำให้คนที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสี่ยงตาราง

“ผมอยากจะขอให้ใครก็ตามที่อ่านมัน โปรดระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของตนเอง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องพูดอย่างนี้ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องทำเพื่อเข้าใจประเทศไทย มันอาจจะทำให้คนเสี่ยงคุก หรือเผชิญความเสี่ยงต่างๆ ดังนั้น โปรดระมัดระวังกันด้วย” เขาย้ำ

เขาส่งท้ายว่า เขาอยากจะให้งานเขียนชิ้นนี้ เป็นเหมือนหนังสืออนุสรณ์ที่อุทิศให้แก่คนที่ตายไปเพื่อประชาธิปไตย

“สุดท้ายแล้ว ‘ไทยสตอรี่’ มันก็คือโศกนาฎกรรม และเป็นเสมือนหนังสืองานศพ ที่จะรำลึกผู้ที่สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย” แอนดรูว์กล่าวก่อนที่จะปิดคอมพิวเตอร์ลง “มันเป็นการเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง ประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง และการไม่ยินยอมให้ชนชั้นนำมาควบคุมการเขียนประวัติศาสตร์ได้แต่เพียงฝ่าย เดียว”

23 คณาจารย์โต้ “นิติราษฎร์” ถ้ารัฐประหารเลวร้าย อภิวัฒน์ 2475+รสช. คือ “ความเลวร้ายสมบูรณ์แบบ"

ที่มา ประชาไท

ถาม “นิติราษฎร์” ถ้ารัฐประหารเป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง ทำไมไม่ถือว่าการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50 และ 3 ก.ค. 54 เป็นพิษหรือเสียเปล่าไปด้วย ชี้ในทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแค่ทหาร และสังคมไทยอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย” พร้อมถามนิติราษฎร์ยังยึดถือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือไม่

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.54 คณาจารย์สอนวิชากฎหมายจำนวน 23 คน ประกอบด้วย 1.ศ.ดร.แสวง บุญเฉลิมวิภาส 2.ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ 3.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต 4.รศ.นพนิธิ สุริยะ 5.รศ.ดร.สุรศักดิ์ มณีศร 6.รศ.นเรศร์ เกษะประกร 7.รศ.ดร.วิจิตรา (วิเชียรชม) ฟุ้งลัดดา 8.รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ 9.ผศ.ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล 10.ผศ.ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ

11.ผศ.ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ 12.อ.เกศราภรณ์ ปานงาน 13.อ.คมสัน โพธิ์คง 14.อ.จันทร์เพ็ญ หงษ์มาลัย 15.อ.ฉัตรพร ภาระบุตร 16.อ.จุมพล ชื่นจิตศิริ 17.อ.นฤมล เสกธีระ 18.อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร 19.อ.รัฐศักดิ์ บำรุงสุข 20.อ.วศิน สุวรรณรัตน์ 21.อ.ศักดิ์ณรงค์ มงคล 22.อ.ศาสตรา โตอ่อน 23.อ.อัจฉรา จันทน์เสนะ

ได้รวมตัวกันลงรายชื่อออกแถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์ แสดงความเห็นโต้แย้งข้อเสนอของ กลุ่ม "นิติราษฎร์" โดยเนื้อหาตามแถลงการณ์ดังกล่าวตั้งคำถามกับกลุ่มนิติราษฎร์ว่าถ้าถือว่ารัฐ ประหารเป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง ทำไมไม่ถือว่าการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50 และ 3 ก.ค. 54 เป็นพิษหรือเสียเปล่าไปด้วย

ในแถลงการณ์ยังเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เท่ากับการรัฐประหารในปี 2534 โดย รสช. ด้วย โดยชี้ว่า “หาก “กลุ่มนิติราษฎร์” ถือว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบจนถึงขนาดต้องลบล้างการ กระทำทั้งหมดให้สิ้นผลไป ก็คงต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงการทำรัฐประหารโดยคณะ รสช. เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่งย่อมต้องถือว่าเป็นความเลวร้ายสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน”

พร้อมยังแนะว่า “ในสภาพความเป็นจริงทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ” ไม่ได้มีแต่เผด็จการทหาร นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า “โดย เฉพาะบริบทในสังคมไทย ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์กันมาแล้วว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเชิง รูปแบบที่มีการเลือกตั้งเป็นวิธีการในการเข้าสู่อำนาจแต่แอบแฝงเนื้อหาสาระ การผูกขาดอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนธุรกิจทางการเมืองบางกลุ่มหรือ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นการปกครองใน ระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย”

ในท้ายแถลงการณ์ยังถามนักวิชาการกลุ่ม “นิติราษฎร์” ว่ายังยึดถือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือไม่ โดยในแถลงการณ์มีรายละเอียดมีดังนี้

000

"คำแถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์"

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ได้เสนอแนวคิดในการลบล้างผลของการรัฐประหารในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยใช้ตรรกวิธีคิดในทำนองว่าเหตุการณ์การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นต้นธารแห่งความเลวร้ายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ตรรกะวิธีคิดเช่นนั้น เป็นความถูกต้องแท้จริงหรือไม่ ?

หาก “กลุ่มนิติราษฎร์” ถือว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบจนถึงขนาดต้องลบล้างการ กระทำทั้งหมดให้สิ้นผลไป ก็คงต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงการทำรัฐประหารโดยคณะ รสช. เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่งย่อมต้องถือว่าเป็นความเลวร้ายสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน

และหากมีการประกาศให้มีการลบล้างผลของการรัฐประหาร ผลพวงของการกระทำ การบัญญัติกฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างหรือหลังการรัฐประหาร ทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงผลประโยชน์ที่บุคคลบางกลุ่มได้รับจากการรัฐประหาร (สัมปทานโทรคมนาคม หรือกิจการต่างๆ) แล้ว ย่อมต้องถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงของความเลวร้ายทั้งสิ้นและต้องถูกลบ ล้างให้สิ้นผลไปเสมือนเป็น “ผลไม้จากต้นไม้มีพิษ” หรือนิติกรรมที่เป็นโมฆะตามตรรกะวิธีคิดดังกล่าวด้วย

แต่ด้วยเหตุผลใด “กลุ่มนิติราษฎร์” จึงมีตรรกะวิธีคิดว่าเฉพาะการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง แต่กลับไม่ได้ถือเอาผลพวงของการรัฐประหารทุกครั้ง ทุกประการเป็นพิษหรือเสีย เปล่าไปด้วย เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรือเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นต้น

ข้อน่าสงสัยและน่าพิจารณาเชิงวิชาการในเบื้องต้นจึง มีว่า ข้อเสนอที่ประกอบขึ้นจากตรรกวิธีคิดที่ก่อให้เกิดผลประหลาดนี้เป็นไปเพื่อ ให้เป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคล หนึ่งโดยเฉพาะหรือไม่ !!!

คณาจารย์นิติศาสตร์ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ ใคร่ขอเสนอข้อสังเกตและความเห็นที่แตกต่างกับความเห็นของ “กลุ่ม นิติราษฎร์” เพื่อประกอบการพิจารณาของสาธารณชนในประเด็นสำคัญบนพื้นฐานของหลักการทาง จริยธรรมของนักวิชาการ หลักการทางนิติศาสตร์ และหลักการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่การพิเคราะห์ตรรกะวิธีคิดดังกล่าวข้างต้นว่าชอบ ด้วยเหตุผลหรือไม่? โดยขอนำเสนอต่อสาธารณชนผู้มีใจเป็นธรรมพิจารณาและทำความ เข้าในหลักการสำคัญ ประกอบดังต่อไปนี้

1. หลักการทางจริยธรรมของนักวิชาการ

ก่อนที่จะมีการสร้างตรรกวิธีคิดและวิเคราะห์ทาง วิชาการไปสู่การชี้นำสังคมโดยนัก วิชาการ นักวิชาการควรมีสำนึกสำคัญในทางวิชาการในหลักการสำคัญที่สำคัญของ การเป็นนักวิชาการคือ ต้องมีคุณธรรมและมีสำนึกในทางจรรยา (วิถีการครองตนที่ดีงาม) ของการนำเสนองาน ทางวิชาการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือมีสำนึกในทางจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานวิชาการหรือวิชาชีพด้านกฎหมายนั้น ต้องเน้นถึงความสุจริต ความถูกต้อง มีความสมเหตุสมผล ความเป็นธรรม และมุ่งต่อผลประโยชน์สังคม และประชาชนโดยรวม อันเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

รวมถึงต้องต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคมทุกรูปแบบ โดยการนำเสนอและตีแผ่ความเป็นจริงโดยอาศัยหลักวิชาและต้องไม่มีอคติความนิยม ชมชอบใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามหลักวิชา แล้วจึงนำเสนอผลงานทางวิชาการอย่างกล้าหาญ โดยไม่เลือกการนำเสนอหรือวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะเรื่อง ในศาสตร์ของตนที่นักวิชาการมีอคติในวิชาเป็นพิเศษ

นักวิชาการต้องตีแผ่ถึงความไม่เป็นธรรม หรือการเอื้อประโยชน์อันมิชอบดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริง ไม่เสนอหลักการอันก่อผลประหลาดทางวิชาการ คลาดเคลื่อนต่อหลักการทางวิชาการที่ถูกต้องแท้จริง

นักวิชาการที่ละเลยหรือบิดเบือนหลักการทางวิชาการ ถือว่าเป็นผู้ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณอันงดงามในวิชาการและวิชาชีพที่ดี จะสร้างค่านิยมผิดและ ทัศนคติที่ผิดพลาดให้แก่ประชาชน เป็นทำลายหลักการอันเป็นวิถีสำคัญอันดีงามในการดำรงตนเป็นนักวิชาการ

นักวิชาการที่เลือกกล่าวแต่เรื่องที่เอื้อประโยชน์ แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือพวกพ้องโดยเฉพาะ และงดเว้นการนำเสนออย่างกล้าหาญในหลักการที่ถูกต้องในเรื่องสำคัญ เป็นการ สร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวมโดยมิอาจแก้ไขได้

2. หลักนิติธรรม

หลักการพื้นฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐ หลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ เป็นหลักการสำคัญในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นหลักในการกำหนดวิถีการใช้อำนาจของรัฐให้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ชอบธรรมและสมเหตุสมผล หลักนิติธรรมถูกใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ ไม่สุจริตในการใช้อำนาจ ต่อต้านการทุจริตฉ้อฉลในการใช้อำนาจ และการแสวงประโยชน์ด้วยการกระทำที่ไม่ชอบของผู้มีอำนาจรัฐในทุกรูปแบบ หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการสำคัญที่นักนิติศาสตร์ยึดถือในวิถีชีวิตของการ ดำรงตนเป็นนักนิติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐดังกล่าวต้องคำนึงถึงการคุ้มครอง ประชาชนที่มีความสุจริต หลักความสุจริตจึงถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการพิจารณาประกอบหลัก นิติธรรม หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการสำคัญในการคุ้มครองประชาชนคนดีที่มีความสุจริต จากการใช้อำนาจอันฉ้อฉลของผู้มีอำนาจรัฐ หาใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมสำหรับผู้ซึ่งหวังผลในการแสวงหาประโยชน์ ส่วนตนและพวกพ้องที่กระทำการอันทุจริตหยาบช้า ประพฤติมิชอบ และกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักนิติธรรม จะใช้เพื่อกล่าวอ้างคุ้มครองตน จากกระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรม โดยหวังแต่ได้ประโยชน์ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็ กล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

นักวิชาการที่ยึดถือหลักนิติธรรมและมีจริยธรรมหรือ จรรยาบรรณในวิชาชีพ พึงนำเสนอความถูกต้องในหลักการอย่างแท้จริงอันปราศจากอคติแก่ประชาชน เพื่อ สร้างความถูกต้องดีงามในทางความคิดอันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

3. หลักประชาธิปไตย

รูปแบบในการปกครองในโลกนี้มีหลากหลายรูป เช่น รูปแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยม ฯลฯ ตลอดจนเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยผู้มีอำนาจหรือโดยกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมือง การที่ประเทศใดควรที่จะยึดถือรูปแบบการปกครองใด ย่อมขึ้นอยู่กับค่านิยม อุดมการณ์ทางการเมืองของคนในชาตินั้นๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์ บทเรียน และบริบททางสังคมที่เป็นจริงในประเทศนั้นเป็นสำคัญ

การกล่าวว่า รูปแบบการปกครองใดดีกว่ารูปแบบใดนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่มีการโต้เถียงทางวิชาการไม่จบสิ้น เพียงแต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเสรีนิยม

อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาว่าประเทศนั้นๆ ยึดถือหลักการประชาธิปไตยโดยแท้หรือไม่ คงต้องพิจารณาทั้งในมิติของรูปแบบและเนื้อหาของหลักประชาธิปไตย ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้ต้องมีเนื้อหาที่เป็นการปกครองโดย ประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน ตลอดจนมีอุดมการณ์เพื่อให้เกิดการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เป็นเป้าหมายสูงสุด คำนึงและรับฟังเสียงข้างน้อยหรือความเห็นที่แตกต่าง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิได้ยึดถือเพียงแค่หลัก การของเสียงข้างมากเป็นเสียงสวรรค์ โดยไม่รับฟังเสียงข้างน้อยหรือไม่คำนึง ถึงความถูกต้องชอบธรรมที่มีอยู่ตามกฎหมายและบรรทัดฐานอื่นๆ ที่สังคมร่วมสร้างกันมา ย่อมเป็นการยึดถือแต่หลักเสียงข้างมากแต่ขาดสำนึกตามหลักนิติธรรมที่มีความ สำคัญยิ่งในฐานะหลักการที่กำกับความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมของการ ปกครองแบบประชาธิปไตย

การทำลายหลักกฎหมาย และความชอบธรรม การกระทำทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ชอบ ธรรม ทุจริตการเลือกตั้ง ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงปิดบังประชาชน แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพวกพ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเนื้อหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นเพียงการปกครองในระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก ที่อาศัยรูปแบบแอบแฝงภายใต้เสียงข้างน้อยที่มากกว่ากลุ่มเสียงอื่นเป็นฐาน เพื่อกระทำการอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อกล่าวการปกครองในระบอบเผด็จการนั้น นักวิชาการต้องศึกษา และกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการในทุกรูปแบบ มิใช่เฉพาะการกล่าวอ้างเผด็จการทหารว่าเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จแต่เพียงรูปแบบ เดียว เพราะในสภาพความเป็นจริงทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ

ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จึงต้องเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง ภายใต้บริบทของสังคมในขณะนั้น โดยเฉพาะบริบทในสังคมไทย ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์กันมาแล้วว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเชิงรูปแบบที่มีการเลือกตั้งเป็นวิธีการใน การเข้าสู่อำนาจแต่แอบแฝง เนื้อหาสาระการผูกขาดอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนธุรกิจทางการเมือง บางกลุ่มหรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เป็นการปกครองในระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย

พวกเราเหล่าคณาจารย์นิติศาสตร์ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ จึงมีความเห็นแตกต่าง และมีข้อสงสัยในตรรกะวิธีคิดของ “กลุ่ม นิติราษฎร์” ดังกล่าวข้างต้น ที่กล่าวอ้างเสมือนกับให้เหตุผลว่าการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้น เป็นต้นธารแห่งความเลวร้าย ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการทหาร

โดยละเลยการกล่าวและวิพากษ์ถึงเหตุปัจจัยหรือบริบท ทางสังคมสืบเนื่องก่อนการ รัฐประหารอันเป็นต้นเหตุของความเลวร้ายที่แท้จริง คือ พฤติกรรมของนักการเมืองในอดีตก่อนการรัฐประหาร เป็นเผด็จการรัฐสภา มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง และแทรกแซงองค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรมดังกล่าว ด้วยกระบวนการปกติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ได้ อันเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย

จึงมีคำถามอย่างมากมายว่า ปัญหาเหตุปัจจัยดังกล่าวที่หาได้ถูกกล่าวขึ้น ยังคงอยู่ในอุดมการณ์หรือในตรรกะวิธีคิดของ “กลุ่มนิติราษฎร์” หรือไม่

สภาพการณ์ทางสังคมในปัจจุบันได้ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของคณาจารย์ที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์” จาก แถลงการณ์ดังกล่าวนั้น ว่า ยังคงมีอุดมการณ์ที่ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถือมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันหรือไม่ และหากยังยึดถืออุดมการณ์ดังกล่าวอยู่ คณาจารย์กลุ่มนี้ กระทำไปโดยวัตถุประสงค์อย่างไร หรือเพื่อบุคคลใด

พวกเราเหล่าคณาจารย์นิติศาสตร์ ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ จึงขอเสนอความเห็นแตกต่างในหลักการทางวิชาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ให้ฉุกคิดอย่างรอบด้านในข้อมูลเหตุปัจจัยพื้นฐานที่มาของเหตุการณ์ทางการ เมืองที่เกิดขึ้น พวกเราไม่มีความประสงค์ เป็น “เผด็จการทาง ภูมิปัญญา” ที่จะประนามผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความเห็นแตกต่างว่า ไม่รักชาติ ประชาธิปไตย หรือประชาชน หรือกล่าวหาว่าการไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเราต้องเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องการให้เกิดความงดงามในวิถีประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่างทาง ภูมิปัญญาและทัศนคติที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส
ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ
ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต
รองศาสตราจารย์ นพนิธิ สุริยะ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ มณีศร
รองศาสตราจารย์ นเรศร์ เกษะประกร
รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา (วิเชียรชม) ฟุ้งลัดดา
รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์
อาจารย์ เกศราภรณ์ ปานงาน
อาจารย์ คมสัน โพธิ์คง
อาจารย์ จันทร์เพ็ญ หงษ์มาลัย
อาจารย์ ฉัตรพร ภาระบุตร
อาจารย์ จุมพล ชื่นจิตศิริ
อาจารย์ นฤมล เสกธีระ
อาจารย์ นิดาวรรณ เพราะสุนทร
อาจารย์ รัฐศักดิ์ บำรุงสุข
อาจารย์ วศิน สุวรรณรัตน์
อาจารย์ ศักดิ์ณรงค์ มงคล
อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน
อาจารย์ อัจฉรา จันทน์เสนะ

2 ตุลาคม 2554

เสื้อแดงชุมนุมค้านนายทหารเอี่ยวสลายชุมนุมได้เลื่อนขั้น

ที่มา ประชาไท

คนเสื้อแดงกลุ่มย่อยเปิดเวที "เสรีราษฎร" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านกรณีนายทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง


(ที่มาของภาพ: Bus Tewarit)

เมื่อช่วงหัวค่ำวานนี้ (1 ต.ค.) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนเสื้อแดงกลุ่มย่อยจัดเวที "เสรีราษฎร" เพื่อปราศรัยเพื่อคัดค้านกรณีที่มีนายทหารที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ปี 2553 ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยมีคนเสื้อแดงประมาณหนึ่งพันคนร่วมชุมนุม โดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผู้ช่วยพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ได้ขึ้นปราศรัยด้วย

กลุ่มเสรีราษฎร ซึ่งประกอบด้วยองค์กรเสรีปัญญาชน กลุ่มสหายสีแดง กลุ่มนักศึกษา น.นปช. กลุ่มญาติวีรชนที่เสียชีวิต กลุ่มคนเจ็บและผู้ต้องขัง รวมถึงกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมือง เป็นต้น ประมาณ 1,000 คน ได้จัดชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ 17.00 - 23.00 น. โดยมีกิจกรรมเช่นการปราศรัยคัดค้านการแต่งตั้งทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเมษา-พฤษภาคม ปี 2553 และกิจรรมการแสดงดนตรี เป็นต้น ทั้งนี้มีผู้ร่วมปราศรัยที่น่าสนใจ ประกอบด้วย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ อ.สุดา รังกุพันธ์ นางพะเยาว์ อัคฮาด รวมถึงตัวแทนกลุ่มต่างๆ เป็นต้น

นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ "น้องเกด" พยาบาลอาสาที่เสียชีวิต หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเสรีราษฎร กล่าวถึงเหตุผลที่จัดกิจกรรมว่า "เรามาเรื่องโผทหารที่เรารับไม่ได้ เพราะเราถือว่าทหารที่ตั้งขึ้นมาตรงนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนทั้งนั้น
พอฆ่าคนแล้วได้ดิบได้ดีได้บำเหน็จรางวัลแบบนี้ เราเป็นแม่ที่เสียลูกไปเราเหมือนโดนกระทืบซ้ำอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราถึงบอกเราไม่ยอม 70%เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนทั้งนั้น"

"หลังจากนี้จะมีกิจกรรมต่อแน่นอน เพราะภาคประชาชนตอนนี้เราต้องเดินเอง เราจะไปหวังพึ่งไม่ได้ว่าใครจะมาทำให้เรา
เราต้องทำเองต้องเรียกร้องเองแล้ว เรื่องโผทหารเราจะเดินหน้าในการที่จะประท้วงในฐานะผู้เสียหายก็ต้องประท้วงพวกคุณ ไม่ใช่ นปช. รัฐบาลหรือ ส.ส.คนไหน เพราะฉะนั้นตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา เราก็จะประท้วงไปเรื่อยๆ ในกิจกรรมของเรา ในเมื่อคุณหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งนี้ตนก็ยอมปะทะกับคุณตลอดเวลา" นางพะเยาว์ อัคฮาด กล่าว

นายณัฐพัช อัคฮาด น้องชาย "น้องเกด" พยาบาลอาสาที่เสียชีวิต และในนามตัวแทน "กลุ่มเสรีราษฎร" ได้อธิบายเกี่ยวกับ กลุ่มว่า "เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยหลายองค์กร เช่น องค์กรเสรีปัญญาชน กลุ่มสหายสีแดง กลุ่ม นักศึกษา น.นปช. กลุ่มญาติวีรชนที่เสียชีวิต กลุ่มคนเจ็บและผู้ต้องขัง รวมถึงกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมือง เป็นต้น มารวมกันในจุดหมายเดียวคือเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบ"

"โผทหารเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นตัวบ่งบอก แต่กลับถูกฉีกเมื่อปี 49 โดยการทำรัฐประหารของทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในโผชุดนี้ที่ตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราก็ยอมไม่ได้ที่จะให้คนเหล่านี้กลับขึ้นมาอีก" ตัวแทนกลุ่มเสรีราษฎรกล่าว

นายณัฐพัช อัคฮาด ยังย้ำอีกว่า "เชื่อว่าที่ตั้งโผมาคุมกำลังนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร
มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชนเมื่อปี 53 ขึ้นมาเป็นใหญ่นี้เพื่อที่จะเป็นการต่อรองกับรัฐบาลว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามที่กองทัพขอ เช่น เรื่องงบประมาณ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการภายในกองทัพ เขาถือว่าเขามีปืนเขาก็จะยึดอำนาจ เพราะเขายังเชื่อว่ายังมีมือที่มองไม่เห็นหนุนหลังเขาอยู่"

นอกจากนี้นายณัฐพัช อัคฮาด ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยว่า "ทางกลุ่มยังสนับสนุนเต็มร้อยกับข้อเสนอของทางนิติราษฎร์ เพราะถือว่าพวกท่านเป็นคนที่กล้าหาญมากที่ออกมา ณ ตอนนี้ ทำให้รู้ว่าพวกตนนี้ไม่โดดเดี่ยว
กลุ่มตนถือเป็นภาคประชาชนที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ผิดกับนักวิชาการบางกลุ่มที่เห็นประโยชน์แก่ของตนหรือพวกพ้องเป็นที่ตั้งและก็ทะเลาะแย้งชิงผลประโยชน์กันโดยไม่สนใจผลประโยชน์ของประชาชนว่าจะได้มากเพียงใด"

เกี่ยวกับความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งทหารนั้น นายณัฐพัช อัคฮาด ระบุว่า"ที่หลายคนคุ้นหู เช่น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ จากเสนาธิการ ตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) ส่วนคนที่ 2 คือ พล.ท.โปฎก บุนนาค อดีตเป็นผู้บัญชาการสงครามพิเศษตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบก คนที่ 3 พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ อันนี้ขยับขึ้นมาเป็น พลโท เป็นอดีต ผบ.พล 1 รอ ซึ่งขยับมาเป็น รองแม่ทัพภาค 1
ซึ่งแต่ละคนมีส่วนเกี่ยวข้อกับการตายของประชาชน แล้วคนเหล่านี้กลับได้ดีโดยที่ไม่ได้เอาตัวเองไปพิสูจน์กับกระบวนการยุติธรรมว่าตัวเองผิดหรือไม่ผิด เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการตายของประชาชน"

สำหรับกิจกรรมต่อไปของทางกลุ่มตัวแทน"กลุ่มเสรีราษฎร" กล่าวว่า "ในวันอังคารนี้ราวบ่ายโมงพวกตนจะนำพวกหรีดไปที่กระทรวงกลาโหม ไปฝากกับท่านยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมต.กลาโหม ให้ท่าน ประยุทธ์ จันโอชา เป็นดอกไม้แสดงความยินดีจากพวกตน"

1ใน23นักวิชามารกับเบื้องหลังรัฐประหาร19กันยา

ที่มา Thai E-News

ทนาย อานนท์ นำภา เล่าให้ฟังว่า วันที่ 19 กย 49 ตอนเช้าเขาสัมภาษณ์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ มีสายเข้าทั้งวัน ดร บรรเจิด บอกว่าจะเกิดเรื่อง (รู้แต่เช้า) ดร บรรเจิด คือ 1 ใน 23 อาจารย์ที่ลงชื่อค้านนิติราษฏร์(ที่มา:เฟซบุ๊คแกนนอน บก.ลายจุด)
ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ (ที่2จากซ้าย) อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 ตุลาคม 2554

บทบาทนักวิชามารก่อนรัฐประหาร19กันยาไม่กี่วันมุดสี่เสาโหยหาปฏิวัติ

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพียง 4 วัน นักวิชาการ 24 คนเข้าพบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ โดยหลังเข้าพบแล้วนักวิการรายหนึ่งเปิดเผยว่า พลเรือโทพะจุณ เลขานุการส่วนตัวของพลเอกเปรมได้กระซิบกับเขาว่า ทุกอย่างกำลังจะเรียบร้อยในไม่กี่วัน ขอให้ใจเย็นๆกัน

เวบไซต์ASTVรายงาน ข่าวนี้ว่า นักวิชาการเตือนความเลวร้ายจาก “ระบอบทักษิณ” สุดเลวร้ายปล่อยเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป ย้ำ ต้องออกไปจากประเทศไม่ใช่แค่เว้นวรรค เผย “ป๋า” บอกให้ทุกฝ่ายใช้ความรัก ร่วมกันแก้ปัญหาบ้านเมือง

โดยในวันที่ 15 กันยายน 2549 ในช่วงเวลา “สถานีข่าว” ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 16 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ดำเนินรายการโดย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ น.ส.อัญชลี ไพรีรัก โดยมีนักวิชาการหลายคนมาร่วมรายการ อาทิ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผู้นำเครือข่ายหยุดระบอบทักษิณ นายภูวดล ทรงประเสริฐ นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล อาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ มศว และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ มาร่วมรายการ

นายสังศิต กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยในเรื่องของการทุจริตทางการเมือง ตั้งแต่เลือกตั้ง จนกระทั่งเข้ามาสู่อำนาจ และเข้ามาแทรกแซงครอบงำไปทั่ว ทำให้การตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น ต้องระดมพลังทางศีลธรรมถึงจะหยุดระบอบทักษิณ ถ้าทักษิณ ยังกลับมาสู่การเมืองก็จะยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทักษิณไม่ควรอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป

นายภูวดล กล่าวว่า ต่อไปถ้าทำให้รากหญ้าต้องกินหญ้าประเทศชาติก็จะยิ่งฉิบหาย เพราะไม่เคยผู้นำไทยคนไหนที่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จได้ขนาดนี้ ดังนั้น ทักษิณควรไปให้พ้น ไม่ควรเว้นวรรคอย่างเดียว

“ฝันไปเถอะที่บอกว่า 4 ปีจะหายจน ต่อให้อีก 40 ปี ก็ยังอยู่แบบนี้ ยังปล่อยให้มีการฟุ้งเฟ้ออย่างนี้” นายภูวดล ระบุ พร้อมทั้งเปิดภูมิหลังดาโต๊ะสุรินทร์ ที่เข้ามาเป็นนอมินีในบริษัท กุหลาบแก้ว ที่ร่วมกันหลอกต้มประเทศไทยอย่างละเอียด

นพ.สมเกียรติ กล่าวว่า หนึ่งใน 24 นักวิชาการที่เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ กล่าวว่า ได้มีการแสดงความเป็นห่วงกันหลายเรื่อง จากปัญหาที่เกิดจากระบอบทักษิณ มาจนถึงระบอบการศึกษา

“ป๋าบอกให้ไปบอกความจริงกับนักศึกษาทั่วประเทศ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นรากแก้วในการพัฒนาคนและสังคม แต่ท่านไม่ได้ให้เกลียด ให้ใช้ความรัก คือความรักชาติ และย้ำให้อย่าแก้ปัญหาด้วยความเกลียดชัง” นพ.สมเกียรติ กล่าว

นพ.ตุลย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักวิชาการที่เข้าพบ พล.อ.เปรม กล่าวเสริมว่า ป่าเปรม ให้ช่วยกันแก้ปัญหา ให้รักชาติ ทุกอย่างถึงจะดีขึ้น

จากนั้น นพ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้อาจารย์ทุกคนออกมาอธิบายความซับซ้อนของสังคม บอกถึงจริยธรรมของผู้นำให้ชี้นำสังคมได้ ซึ่งถือว่ารับไม่ได้กับจริยธรรมของผู้นำคนนี้

นพ.ตุลย์ ย้ำว่า ประชาธิปไตยต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่เลือกตั้งเสร็จแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย ต้องมีการตรวจสอบได้ตลอดเวลา


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:23 คณาจารย์โต้ “นิติราษฎร์” ถ้ารัฐประหารเลวร้าย อภิวัฒน์ 2475+รสช. คือ “ความเลวร้ายสมบูรณ์แบบ"

ยุติอดข้าว 112 ชั่วโมง ศิลปินประกาศรณรงค์เลิก 112 ในทางวัฒนธรรม

ที่มา Thai E-News

โดย นพ
3 ตุลาคม 2554

วันที่ 1 ตุลาคม 2554 บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) ของนายมิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินอิสระ ดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย และยุติการอดอาหารลงเมื่อเวลา 4.00 น. พร้อมประกาศแถลงรณรงค์การต่อสู้ให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เมื่อเวลา 4.00 น. ซึ่งเป็นเวลาครบกำหนด 112 ชั่วโมงของการอดอาหารของนายมิตร ใจอินทร์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเวลา 12.00 น. นายมิตรได้ลงมือกินโจ๊กที่กลุ่มศิลปินเตรียมจัดซื้อไว้ให้ นายมิตรรับประทานอาหารมื้อแรกในรอบเกือบ 5 วัน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมบ่นถึงความอร่อยในรสอาหารหลังไม่ได้รับประทานมาหลายวัน โดยในวันท้ายๆ นายมิตรเล่าว่าเริ่มมีอาการเสียดท้อง เพราะน้ำย่อยอาจเริ่มกัดกะเพาะ แต่ในที่สุดก็ยังอดทนจนผ่านพ้น 112 ชั่วโมงมาได้

นายมิตร ใจอินทร์รับประทานอาหารมื้อแรกในรอบ 112 ชั่วโมง

ใน เช้าวันนี้ผู้ที่สนใจปัญหาเรื่องกฎหมายมาตรา 112 เดินทางมาให้กำลังใจนายมิตรราว 20 คน รวมทั้งนางเพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ หรือเพ็ญ ภัคตะ นักเขียนและนักวิชาการท้องถิ่น ซึ่งเป็นภรรยาของนายมิตร ก็ได้เดินทางมาให้กำลังใจนายมิตรและรับเขากลับบ้านด้วยหลังยุติการอดอดหาร โดยนางเพ็ญสุภาเล่าว่า ก่อนที่สามีจะอดอาหาร ได้เตรียมร่างกายมาเป็นเวลา 3 เดือน โดยลดมื้ออาหารเหลือเพียง 2 มื้อ และลดปริมาณอาหารที่จะรับประทานลงทีละน้อยๆ ก่อนเริ่มปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมงดังกล่าว นอกจากนั้นนายมิตร กลุ่มศิลปิน และผู้สนใจ ต่างร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในเช้านี้ด้วย

จากนั้นในเวลาราว 8.00 น. นายมิตรได้เปิดใจสั้นๆ ถึงความรู้สึกที่จะยืนหยัดรณรงค์เรื่องปัญหาในกฎหมายมาตรา 112 นี้ในโอกาสต่อไป จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเขาอยากให้มีการยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ขอให้มีการแก้ไขและปรับปรุงการใช้กฎหมายทั้งหมด จากนั้นนายทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อ่านร่างคำประกาศเรื่องการรณรงค์ปัญหากฎหมายมาตรา 112 ในมิติทางวัฒนธรรม โดยกลุ่มศิลปินอิสระเห็นว่าปัญหาของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเพียงปัญหาทาง นิติศาสตร์ แต่ยังเป็นปัญหาทางวัฒนธรรมของสังคมไทย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงชีวิตประจำวัน และได้สร้างกรอบหรือจินตนาการของการดำเนินวิถีชีวิตของประชาชนที่ไม่สามารถ มองเห็นถึงสาระสำคัญของคำว่าอิสรภาพและเสรีภาพได้

กลุ่มศิลปินอิสระ จึงได้เสนอว่าการรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการแก้ไขจนถึงการล้มเลิกกฎหมายมาตรา จึงจำเป็นต้องเกิดจากกิจกรรมในพื้นที่ของวัฒนธรรมและพื้นที่ของชีวิตเป็นคู่ ขนานกันไปกับการถกเถียงในมิติทางนิติศาสตร์ โดยกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ โดยนายทัศนัยโดยยกตัวอย่างการทำให้ตัวเลข 112 กลายเป็นสิ่งติดตา มีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ย้ำเตือนถึงปัญหาและการมีอยู่ของกฎหมายมาตรานี้ไปทั่วทั้งสังคมไทย และใช้มิติทางวัฒนธรรมเข้าหนุนเสริมการต่อสู้เปลี่ยนแปลงทางนิติศาสตร์ (อ่านคำแถลงฉบับเต็มดังแนบด้านท้าย)
เพ็ญ ภัคตะ ภรรยาของนายมิตร ใจอินทร์ เดินทางมาให้กำลังใจและรับสามีกลับบ้าน

การอ่านคำแถลงของนายมิตรและกลุ่มศิลปิน

112 ในมิติทางวัฒนธรรม
ปัญหา ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในนาม “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มิได้มีเพียงการถูกนำไปใช้ในการกล่าวหา หรือการเปิดโอกาสให้เกิดการกล่าวหา การกระทำที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทำให้เกิดการปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดเห็นที่เป็นสุจริตในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับราชการแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรเอกชนตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เนื้อหา ทางกฎหมายในมิติทางนิติศาสตร์ทำให้เกิดการปิดกั้นอิสรภาพของชีวิตทาง วัฒนธรรมในวงเขตที่กว้างขวาง หากวัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตแล้ว วิถีชีวิตแบบไทยๆ ก็ถูกทำให้อยู่ภายใต้กรอบกำหนด และกรอบกำหนดดังกล่าวนี้เองที่ทำให้การมีชีวิตไปตามยถากรรมเป็นสิ่งปกติ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสิทธิเสรีภาพอะไร

หรือหากชีวิตจะต้อง มีสิทธิเสรีภาพต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งถูกเขียนขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ในสองมิติ 1. มิติความหมายของคำว่า “เสรีภาพ” ที่กฎหมายนั้นๆ อนุญาตให้มี 2. มิติของกรอบความเข้าใจชีวิตทางวัฒนธรรม ภายใต้ขนบแบบไทยๆ ชุดหนึ่ง ดังนั้นแล้วทั้งสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายอนุญาตให้มีและขนบความเป็นวัฒนธรรม ไทย มีสิ่งที่เชื่อมโยงกันคือการไม่เปิดโอกาสให้เกิดข้อถกเถียงต่อคำว่า “สิทธิ และเสรีภาพ”

ในมิติแรกมีปัญหามากมายตามที่ทราบกันบ้างแล้วจากประเด็นปัญหาและข้อถกเถียงต่างๆ ในทางนิติศาสตร์

แต่ ในมิติที่สองคือมิติทางวัฒนธรรมนี้ ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลในระดับชีวิตประจำวัน และผลกระทบนี้กินความอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากต่อความหมายของสิทธิและ เสรีภาพในการดำรงชีวิต ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับปัญหาของข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยตรง แต่มันได้สร้างกรอบหรือจินตนากรรมต่อภาพของวิถีชีวิตตามยถากรรมที่ทำให้ ประชาชนไม่สามารถมองเห็นถึงสาระสำคัญของคำว่าอิสรภาพและเสรีภาพ หรือไม่สามารถที่จะตั้งคำถามต่อข้อจำกัดของอิสรภาพและเสรีภาพที่ส่วนหนึ่ง เกิดขึ้นจากผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากข้อกำหนดทางกฎหมายในมาตรา 112 และมาตราอื่นในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันได้เลย

ดังนั้นปัญหา ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงส่งผลกระทบที่ซับซ้อนในหลายมิติ และประเด็นข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมาตรานี้และมาตราที่เกี่ยวข้อง จึงเกิดจากการเคลื่อนไหวของคนในหลายๆ กลุ่มซึ่งเป็นผลพวงของปัญหาในชีวิตทางวัฒนธรรมที่หลากหลายที่ไม่เห็นว่า ปัญหาในระดับประจำวันของตนเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ และดำเนินไปตามยถากรรม หากแต่เกิดขึ้นจากการถูกทำให้เชื่อว่าตนเองไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะพูดถึง ปัญหาเหล่านั้นได้ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างภาพให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีปัญหา เป็นลักษณะของสังคมที่ปิดเงียบ ในขณะที่ปัญหาในระดับชีวิตประจำวันยังคงรุมเร้าผู้คนและทวีความรุนแรงมาก ยิ่งขึ้น และยังไม่ได้รับการเหลียวแล การเป็นสังคมปิดเงียบจึงสร้างภาวะความหวาดกลัวที่จะพูดถึงยถากรรมที่ทุกคน กำลังประเชิญหน้าอยู่

ในอดีต หน้าที่ของหลักปรัชญากฎหมายไทยคือการวางกรอบให้พลเมืองปฏิบัติตามสิ่งที่พระ มหากษัตริย์ ชนชั้นนำ และผู้นำของรัฐในสมัยต่างๆ ต้องการ แทบไม่มีกฎหมายที่เกิดขึ้นจากพลเมืองของรัฐเองที่ใช้เป็นกรอบข้อตกลงในการ อยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่เลย ชีวิตของพลเมืองไทยถูกปล่อยไว้ในจินตนาการที่ต้องเผชิญยถากรรมแต่เพียงลำพัง แต่เมื่อใดก็ตามที่การใช้ชีวิตตามยถากรรมซึ่งยากแค้นแสนลำเค็ญอยู่แล้ว มีเรื่องที่ละเมิดกรอบการจัดวางชีวิตที่เป็นระเบียบเรียบร้อยตามหลักปรัชญา กฎหมายไทย พลเมืองคนนั้นๆ กลุ่มนั้นๆ ก็จะถูกจัดการจากประมวลกฎหมายมาตราต่างๆ ตามลักษณะของกฎหมายที่มีระดับต่างกัน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา พระราชบัญญัติ เทศบัญญัติ ระเบียบ ฯลฯ พลเมืองของรัฐไทยจึงมีชีวิตไปตามยถากรรมและอยู่ภายใต้จินตนาการเรื่องสิทธิ เสรีภาพตามแต่กรอบกฎหมาย และผู้เขียนกฎหมายจะเห็นสมควร

ในยุคที่รัฐ ทุนและระบบตลาด ซึ่งในภายหลังมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในโลกโลกาภิวัตน์ ชีวิตตามยถากรรมแต่เดิมที่ถูกอธิบายตามหลักผู้มีวาสนาบารมีและผู้เกิดมาบุญ น้อย โดยมีพุทธศาสนาที่ถูกใช้รับรองความไม่เสมอภาคแต่กำเนิดเพื่อตอกย้ำภาพชีวิต ของพลเมืองที่ต้องเผชิญปัญหามากมายแต่เพียงลำพัง ยังคงทำหน้าที่สำคัญอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นในโลกสมัยใหม่พลเมืองต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตประจำวันใน มิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างช่องว่างที่ห่างออกจากกันเรื่อยๆ ระหว่างผู้ไม่มีจะกิน และผู้ที่ร่ำรวยเกินกว่าปกติมากนัก นอกจากภาพของชีวิตที่ต้องได้รับความช่วยเหลือให้พออยู่ไปวันๆ แบบบอนไซ คือไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อเรื่องยถากรรมในอดีตถูกอธิบายใหม่ด้วยปรัชญา เศรษฐกิจที่ให้พลเมืองรู้จักประมาณตน ไม่ควรคิดอะไรมาก และไม่ควรคิดถึงสิทธิที่จะลืมตาอ้าปากได้อย่างมีอิสรภาพ ในขณะที่ชีวิตของพลเมืองถูกผูกเข้ากับพันธนาการของข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจใน การดำรงชีพที่เต็มไปด้วยหนี้สิน และบุญคุณต่างๆ นานาโดยทั้งหมดต้องก้มหน้ารับกรรมไปกันเอง

แต่เมื่อสังคมมีความรู้ ที่มากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมชีวิตจึงเต็มไปด้วยปัญหาที่เชื่อมโยงกันในหลายมิติ นี้ และเริ่มเรียกร้องเพียงสิทธิที่จะพูด ตั้งคำถามและวิจารณ์ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเรียกร้องการมีชีวิตที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ก็ต้องเผชิญกับกรอบที่ถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายภายใต้ขนบชุดหนึ่งที่ พลเมืองไทยควรหุบปากและสํารวมเจียมตัวอีก

ดังนั้นปัญหาของประมวล กฎหมายมาตรา 112 จึงเป็นปัญหาที่กินความกว้างขว้างมากในระดับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะต่อจินตนาการของการดำเนินชีวิต กิจกรรม และนิยามความหมายของวัฒนธรรมไทยที่เป็นปัญหาในมิติที่ซับซ้อน ปัญหามาตรา 112 ในมิติทางวัฒนธรรมนี้ไม่เพียงสร้างความหวาดกลัวต่อเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็นสาธารณะที่มักถูกใช้เป็นข้อกล่าวหาในเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แต่มันได้สร้างความหวาดกลัวต่อการดำรงชีวิตที่เป็นปกติสามัญภายใต้ขนบความ เป็นพลเมืองไทยที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพในแทบทุกด้านอีกด้วย

ดังนี้แล้ว เมื่อผลกระทบของมาตรา 112 มีใจความที่กว้างขวางในระดับวัฒนธรรม และชีวิตประจำวัน ดังนั้นการรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการแก้ไขจนถึงการล้มเลิกกฎหมายมาตรานี้จึง จำเป็นต้องเกิดจากกิจกรรมในพื้นที่ของวัฒนธรรมและพื้นที่ของชีวิตเป็นคู่ ขนานกันไปกับการถกเถียงในมิติทางนิติศาสตร์

จุดประสงค์สำคัญในการอด ข้าวของมิตร ใจอินทร์ คือการทำให้พื้นที่ของชีวิตสามัญ ชีวิตที่ทุกคนเดินเหินไปมาในกิจกรรมของชีวิตที่แตกต่างหลากหลายคือเวทีแห่ง การรณรงค์เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในรูปแบบต่างๆ และเป็นเวทีที่แท้จริงในการไต่สวนความอยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ เพศสภาพ และอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ด้วยเครื่องมือที่ทุกคนมีเป็นต้นทุนอยู่แล้วในกระเป๋าของตัวเอง

มิตร ใจอินทร์ และผองเพื่อนศิลปินอิสระ
1 ตุลาคม 2554
========================================

หิวประหาร-ประหารหิว

เพ็ญ ภัคตะ

จักประหารความหิวด้วยความอด
จักประชดรสชาติด้วยความเฉย
จักประท้วงความอิ่มมิลิ้มเลย
จักเยาะเย้ยเหยียดหยันสวรรยา

อันความหิวแม้อาจประหารมนุษย์
ให้ยื้อยุดฉุดแย่งแรงตัณหา
สวาปามสยามป่นปล้นบีฑา
เสวยเสพย์มังสาประชาไท

ขอประหารความหิวมิรู้โหย
อำมาตย์กลืนกอบโกยกระอักไส้
แลกความอิ่มลิ้มความอดขบถใจ
ตระหนักในเพทนาประชาชน

ประจักษ์แจ้งแรงหิวผอมผิวเกรียม
ราษฎร์ถูกราชประหารเหี้ยมทุกแห่งหน
ฟังสิฟังเสียงท้องร้องของคนจน
กิ่วขอดทนยังกร่นเพรียกให้เพียงพอ

ในความอดสดใสหทัยสุข
ไม่โลภรุกทุกข์ร่ำน้ำสายสอ
แม้นโหยไห้ไส้แหบทั้งแสบคอ
มิร้องขอเศษน้ำใจใครเยียวยา

ขอเพียงหยุดข่มเหงยำเยงไพร่
เสรีให้เทียมเท่าทั้งเจ้า-ข้า
ประหารรอยล้ำเหลื่อมเชื่อมศรัทธา
ล้างความหิวล้านชิวหารากหญ้าครอง

หิวประหารฤอาจต้านประหารหิว
เลิกกดขี่ชี้นิ้ว "หนึ่งหนึ่งสอง"
กฎหมายทาสป่าเถื่อนเบือนครรลอง
เร่งคืนความถูกต้องของ...รัฐธรรมนูญ

ปล. แด่การประกาศเจตนารมย์ของกลุ่มศิลปิน No. 112 Hunger Strike!

Sunday, October 2, 2011

WORDS เพลงของคน "ดีแต่พูด"

ที่มา มติชน


ภาพจาก centinela66.wordpress.com

ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช

คอลัมน์ For a Song ท่องโลกผ่านเพลง มติชน



หลายปีมาแล้ว เขียนถึงเพลงชื่อ Words ของพี่น้องตระกูล Gibbs หรือคณะ The Bee Gees แล้วเรียกเพลงนี้ว่าเป็นเพลงของคน

"ดีแต่พูด"

เขียนไปแล้วก็ไม่ได้คิดถึงอีก ครั้นกลับไปอ่านพบ อดหัวเราะไม่ได้ เพราะเขียนไว้เนิ่นนานก่อนที่จะมีคนนำสำนวนนี้มาใช้กับนักการเมืองเพ็ดดีกรี ยาวที่ด้อยผลงาน

ที่ครั้งนั้นเรียกว่าเป็นเพลงของคน "ดีแต่พูด" เพราะหลังจากบรรยายถ้อยคำหวานจ๋อยต่างๆ นานาแล้ว สอง-สามบรรทัดสุดท้ายในเนื้อเพลงบอกว่า...ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ

It"s only words,

And words are all I have

To take you heart away

ความหมายคล้ายๆ ว่า ฉันมีแต่ถ้อยคำเท่านั้นหนาที่จะมาพาเอาหัวใจเธอไป

พูดง่ายๆ คือ ไม่มีอะไรมาให้เลย มีแต่คำพูดเท่านั้น

คนไทยโบราณได้ยินแล้วคงตบอกร้องว่า

"เจ้าประคู้น...แม้แต่พร้าขัดหลังมาสักเล่มก็ยังไม่มี เอามาแต่ลมปาก"

สำหรับคนไทยครั้งกระโน้น หากจะต้องเลือกลูกเขยละก็ คนดีที่ขยันขันแข็ง แม้จะไม่มีสมบัติติดตัว มีแต่พร้ามาเล่มเดียว ในอนาคตก็ยังจะตั้งตัวได้ ดีกว่าพวกคุณหนูที่ หยิบโหย่งหรือเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เหมือนอย่างที่อ่านพบใน

"อาวาศโวหาร"

"ไม่อยากคบคนขี้ถังที่มั่งมี

เขาถือดีไว้ตัวไม่กลัวจน

ถ้าคนดีมีพร้ามาสักเล่ม

เราก็เต็มใจให้ไม่ฉงนฯ"

หากดีแต่พูด ยังไงก็ต้องฉงนแน่ๆ

ความจริงคู่รักกับนักการเมืองก็มาแบบเดียวกัน คือพยายามจะโน้มน้าวให้ "เลือก" ตน แต่จะโน้มน้าวด้วยวิธีอื่นใดก็ไม่สั้นและง่ายเท่ากับการพูด?

words are all I have to take your heart away?อย่างเพลงของ The Bee Gees ว่าไว้จริงๆ

และไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือนักการเมือง การพูดก็มีต่างๆ วิธีอย่างที่เห็นกันอยู่ มีทั้งอย่างหวาน สุภาพ หรือแบบนักเลง หรืออาจจะใช้วิธีโผงผาง ก้าวร้าวเรียกความสนใจ หรือพูดให้สงสาร เพราะคนที่เป็นฝ่าย "เลือก" ก็มีต่างแบบ ต่างชนิด แล้วแต่แบบไหนจะโดนใจใคร

แต่ในขณะที่พวกหนุ่มจีบสาวต้องพูดด้วยตัวเอง นักการเมืองอาจอาศัยปากคนอื่นได้ด้วย

ตำราเบสิกของการเมืองจึงมีว่า

"อะไรดีๆ พูดเอง อะไรแย่ๆ ใช้คนอื่นพูดแทน"

เพราะอย่างนี้จึงเกิดธรรมเนียม "เลี้ยงหมา" ขึ้น หมาในที่นี้คือคนที่นักการเมือง(ที่สร้างภาพว่าเป็น) น้ำดี ใช้ "เห่า" แทนตัวเอง

Clement Attlee อดีตนายกฯอังกฤษผู้ก่อตั้งพรรคแรงงาน ก็มีหมาไว้เห่าแทน แกบอกว่าทำให้เบาแรงไปได้มาก แถมยังเที่ยวแนะนำใครต่อใครว่า

"หากมีหมาดีแล้ว อย่าเห่าเองนะ"

"If you have a good dog, don"t bark yourself."

สมัยประธานาธิบดี Richard Nixon ก็ใช้วิธีคล้ายกันกับนายกฯเคลเมนท์ แอทท์ลี พวกสื่อถึงกับเรียกคนที่ริชาร์ด นิกสันตั้งไว้ให้เห่าแทนว่าเป็น "พิทบูล" ของนิกสัน แทนที่จะเรียก Charles Colson ตามชื่อจริงของแก

เป็นที่เลื่องลือว่า นอกจากนายชาร์ลส์ โคลสันจะเชี่ยวชาญในการใช้ถ้อยคำกัดใครต่อใครแล้ว ยังชำนาญในการสร้างเรื่องให้ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

และอีตาชาร์ลส์คนนี้เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวม "Enemies List" หรือรายนามศัตรูของนิกสัน เอาไว้หาทางจ้องทำลาย หรืออย่างน้อยก็ขู่ให้กลัว

ในรายนามศัตรูที่ว่า มีชื่อนักข่าวสายต่างๆ อยู่หลายคน

เกือบทุกคนพูดตรงกันว่า รู้สึก "เป็นเกียรติอย่างยิ่ง" ที่ได้อยู่ในรายนามศัตรูของนิกสัน

ช่วงเวลาการครองตำแหน่งระยะต้นๆ ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ก็เป็นระยะเดียวกันกับที่เพลง Words ของ The Bee Gees กำลังฮิต คือปลายๆ ยุค 60s

นิกสันเป็นนักการเมืองชั้นครู มีความสามารถในการใช้ถ้อยคำหลบเลี่ยงความจริงได้แคล่วคล่อง อีกทั้งยังมีวิชามารที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามได้โดยไม่สะเทือนหิริโอตตัปปะ

ที่ไม่สะเทือนเพราะไม่มี...

แต่การใช้วิชามารทำลายศัตรูของนิกสัน ในที่สุดก็ย้อนมาทำลายเจ้าตัวและพลพรรค เห็นได้ชัดจากกรณีวอเตอร์เกท

ชวนให้นึกถึงเพลงของ The Bee Gees อีกเพลงหนึ่งจากยุคเดียวกัน คือเพลง I Started a Joke

I started a joke / Which started the whole world crying / But I didn"t see that the joke was on me / Oh no!

ความหมายของเพลงคือเจ้าตัวผู้สร้างเรื่องโจ๊กให้คนทั้งโลกต้องร้องไห้ ในที่สุดมันก็ย้อนกลับมาเข้าตัวเอง

ต้องเป็นฝ่ายร้องไห้เสียเอง พร้อมทั้งโดนคนทั้งโลกเขาหัวเราะเยาะ

มิหนำซ้ำ เมื่อตายไป โลกก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง...

เมื่อจำใจต้องลาจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีนิกสันพบกับบรรดานักข่าวเป็นครั้งสุดท้ายและพูดว่า

"You won"t have Nixon to kick around anymore?"

พูดง่ายๆ คือ ต่อไปนี้จะไม่มีนิกสันไว้ให้เตะ-ถีบ หรือเหยียบย่ำหนำใจอีกแล้ว

คราวนี้นิกสันไม่ได้ "ดีแต่พูด"

แกไปจริงๆ

ฟังเพลง WORDS จาก The Bee Gees ที่นี่



ภารกิจตัดริบบิ้น-ขึ้นโพเดียม ยิ่งลักษณ์ + รองนายกฯ 38 วัน 47 งาน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โจมตีว่าดีแต่เกาะโพเดียม ดีแต่ปาฐกถา

อดีตนายกรัฐมนตรีถูกแรงงานสาวยกป้ายในงานปาฐกถาครั้งหนึ่งว่า "ดีแต่พูด" กลายเป็น "แบรนด์" ติดตัว "อภิสิทธิ์"

ยุค รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ในรอบ 38 วัน หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 แม้ไม่ได้ฉายา "ดีแต่พูด" แต่มีสถิติการขึ้นโพเดียมและตัดริบบิ้นเปิดงานเต็มตารางนัด

เช่นเดียวกับรองนายกรัฐมนตรี 5 คน ที่มีทั้งงานราษฎร์ งานหลวง เดินสายแสดงวิสัยทัศน์เต็มอัดแน่นเกือบทั้ง 7 วัน

"ประชาชาติธุรกิจ" ประมวลผลงานนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ที่เดินสายตัดริบบิ้น ขึ้นโพเดียมไปแล้วทั้งสิ้น 47 งานดังนี้

นาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีรวม ทั้งสิ้น 13 งาน ได้แก่ พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2554, จัดงาน "รวมพลังไทย ช่วยภัยน้ำท่วม", พิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 40, ปล่อยขบวนคาราวาน "รวมพลังไทย ช่วยภัยน้ำท่วม"

พิธีเปิดงานรวม พลังรณรงค์ "ต่อต้านคอร์รัปชั่น", พิธีปล่อยคาราวานสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย, มอบรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ประจำปี 2553-2554 และพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเทนนิสรายการ "พีทีที ไทยแลนด์ โอเพ่น 2011"

โดยมีงานที่นายกรัฐมนตรีขึ้นโพเดียมแสดงวิสัยทัศน์ กล่าวปาฐกถาทั้งสิ้น5 งาน ได้แก่

ให้ โอวาทนักเรียนทุนตามโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน, พิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ในงาน "Thailand Sustainable Development Symposium 2011"

พิธีมอบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการ ดีเด่น ประจำปี 2554, พิธีเปิดงาน "Because I Am a Girl" และปาฐกถาในหัวข้อ "บทบาทของผู้หญิงในสังคมและความเท่าเทียมของหญิงชาย", งานเลี้ยงอาหารค่ำผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหพันธ์เทนนิสนานา ชาติ ประจำปี 2011

ขณะที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานสังคมในวาระรองนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น 2 งาน และในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น 5 งาน

อาทิ พิธีเปิดงาน "เทศกาลกินเจหาดใหญ่ ประจำปี 2554", พิธีมอบโฉนดที่ดินแก่วัด มัสยิด และราษฎร, ประธานเทศกาลสารทเดือนสิบ ประจำ ปี 2554 เป็นต้น

ด้าน "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ร่วมงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี 2 งาน และเจ้ากระทรวงพาณิชย์ถึง 12 งาน

แม้กระทั่งวันประชุมคณะรัฐมนตรี "กิตติรัตน์" ยังมีตารางนัดไปเป็น "องค์ปาฐกถา"

เขา รับนัดในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาซักซ้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55, พิธีเปิดงาน "บางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 48",

ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ องค์กรเอกชนจะส่งเทียบเชิญถึงใครไม่ได้นอกจาก "กิตติรัตน์" เขาจึงต้องเป็นประธานและองค์ปาฐกถาในงานสัมมนา "Thailand Corporate Excellence และ SMEs Excellence Seminar 2011" และปาฐกถาพิเศษ "ไทยและอาเซียน บทบาทในเวทีประชาคมโลก"

ส่วน "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย แรงงาน ร่วมงานสังคมทั้งสิ้น 4 งาน

อาทิ งานสัมมนา "การบูรณาการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน", ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดิน เอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2554

พิธีเปิดการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี 2554 และประชุมเชิงปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ชายแดนภาคเหนือตอนบน

ไม่นับรวมการเดินสายไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แทบทุกสัปดาห์

ฝ่าย "พ.ต.อ.โกวิท วัฒนะ"รองนายกรัฐมนตรีด้านการสังคมโดยตรง จึงต้องรับภาระหนักที่สุดในบรรดารองนายกฯทั้งหมด รวมงานทั้ง สิ้น 5 งาน

อาทิ งานมหกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ "รวมพลังเยาวชน ทำดีตามพ่อ สานต่อเพื่อสังคม", การแถลงข่าวการจัดทำวีดิทัศน์ประกอบเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี

งาน ด้านมหกรรมสินค้าไอทีที่ไม่น่าจะมีชื่อ "พ.ต.อ.โกวิท" เป็นประธานก็ยังได้รับมอบหมาย คือพิธีเปิดงาน Thailand Mobile Expo และมอบรางวัล "คนดีศรีสังคม"

แต่บุคคลที่ดูน่าจะสนใจที่สุดคือ "ชุมพล ศิลปอาชา" ที่รับผิดชอบทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเกษตรและการท่องเที่ยว ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

รองนายกฯชุมพล-กลับไม่มีเทียบเชิญไปปรากฏตัวในงานสังคม ขณะที่งานในฐานะเจ้ากระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีทั้งสิ้น 4 งาน

อาทิ พิธีแสดงมุทิตาจิตแก่ผู้เกษียณอายุราชการประจำกระทรวง, พิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล

งาน สังคมที่สำคัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวของ "ชุมพล" ซึ่งควบตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ปฏิบัติหน้าที่นำปลัดกระทรวง คณะผู้บริหาร ข้าราชการในกระทรวงเข้าอวยพรวันเกิดประธานที่ปรึกษาพรรค นายบรรหาร ศิลปอาชา ณ บ้านจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ

วาระ-ภาระงานสังคม ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล งานในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี และเดินสายเปิดงาน อ่านสคริปต์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" และ 5 รองนายกรัฐมนตรี

แกนนำกลุ่มนักกฎหมายรุ่นใหม่ ปชป.แถลงไม่เห็นด้วย"คณะนิติราษฎร์"

ที่มา ข่าวสด



ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายราเมศ รัตนเชวง แกนนำกลุ่มทีมนักกฏหมายรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ แถลงข่าวกรณีกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เรียกพยายามคิดที่จะแก้กฏหมายเพื่อประโยชน์ช่วยใครบางคนโดยเฉพาะ พร้อมกับจี้ให้ลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วไปลงสมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย จะได้ประกาศตัวให้ชัดเจนในการแก้กฏหมายฉบับนี้ พร้อมกับเตือนข้าราชการอัยการสูงสุดอย่าตกเป็นเครื่องมือของพวกนักการเมือง

โฆษก พท. จี้ดีเอสไอสอบโครงการซีซีทีวี

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 2 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดหรือซีซีทีวีของ กทม.ว่า ตนจะไปยื่นหนังสือกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอในวันที่ 3 ต.ค. เวลา 13.00 น.เพื่อให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวมีการฮั้วประมูลหรือ ไม่ รวมทั้งมีการล็อกสเป็คหรือไม่เพราะทราบว่ามี 4 บริษัทที่ร่วมประมูลแต่กลับใช้กล้องชนิดเดียวกัน รวมถึงอุปกรณ์แพงกว่าท้องตลาด เช่น การติดตั้งกล้องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ของกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 5 – 6 ต.ค.ซึ่งจะมีการประชุมกรรมาธิการสามัญภายหลังการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ กรรมาธิการชุดต่างๆ โดยตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องแรก เพื่อให้คู่ขนานไปกับการตรวจสอบของดีเอสไอ

นอกจากนี้ ตนจะนำเรื่องโครงการไทยเข้มแข็งเข้าพิจารณาด้วย เพราะจากการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตในโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งโครงการถนนปลอดฝุ่นด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.จะมีความเป็นกลาง เพราะมี ส.ส.ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันตรวจสอบ ดังนั้นไม่อยากให้มองว่าพรรคเพื่อไทยตั้งธงเอาไว้ โดยตนจะลงพื้นที่กลางเดือน ต.ค.นี้เพื่อตรวจสอบถนน โครงการไทยเข้มแข็งและเรื่องกล้องซีซีทีวีของ กทม.ด้วย ทั้งนี้ การทุจริตเป็นสิ่งที่รัฐบาลรับไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ต้องการดิสเครดิตรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่เพื่อป้องปรามการเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเอง

ตนรู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ตรวจสอบพวกเดียวกันเอง ตั้งแต่ยุคของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.มาจนถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ไม่รู้ว่าที่ไม่ตรวจสอบเพราะกลัวจะเจอความจริงหรือไม่ จึงพยายามใช้กระแสข่าวแต่งตั้งโยกย้าย รวมถึงการยื่นเรื่องไปที่อัยการสูงสุดเรื่องบ้านหลังแรกว่าเอื้อ บ.เอสซีฯ เพื่อเบี่ยงกระแส

‘เด็จพี่’ เผยมีกระบวนการล้ม รบ. จ้องป่วนตามยุทธศาสตร์ 9 ข้อ

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 2 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีกระบวนการที่จะล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปล้นประชาธิปไตยรอบสองซึ่งจากการข่าวจากบุคคลในหน่วยงานความมั่นคงบางท่าน ระบุว่าเริ่มมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับกลุ่มผู้เสียอำนาจ ดำเนินยุทธศาสตร์ล้มรัฐบาลรวม 9 ข้อ ประกอบด้วย

1.ให้สื่อที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลโจมตีทุกประเด็นในเรื่องนโยบายและตัวบุคคลของ รัฐบาล

2.มีการดำเนินการของผู้มีอำนาจและผู้สูญเสียอำนาจ โดยบุคคลใดที่เคยดูแลกระทรวงไหน ก็สั่งการให้ลูกน้องเข้าเกียร์ว่าง ไม่ร่วมงานกับคนในรัฐบาลปัจจุบัน

3.มีการยุยงให้ข้าราชการที่ถูกปรับย้าย ออกมาเรียกร้องเพื่อดิสเครดิตและหวังทำลายความนิยมของรัฐบาล

4.จัดให้ชาวบ้านออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารของพรรคและพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งกล่าวโทษ ส ส.ของพรรค

5.ให้กลุ่มที่อาศัยภาพเป็นเอ็นจีโอรวมทั้งกลุ่มอาสา ออกมาดิสเครดิตโดยการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อ ตั้งกลุ่มโจมตีวิพากษ์รัฐบาลในเชิงลบทุกประเด็น

6.ใช้เครือข่ายโดยใช้สื่อของตัวเองและโซเชียล เน็ตเวิร์กของตัวเอง โดยให้โยงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลช่วย พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว

7.โจมตี ส.ส.ของพรรค สมาชิกพรรคและรัฐบาลในเรื่องของสถาบันโดยเฉพาะความจงรักภักดี

8.ดำเนินมาตรการทำร้ายแกนนำของพรรค แกนนำ นปช.และบุคคลสำคัญของพรรคไปจนถึงรัฐมนตรี

9.เมื่อข้อ 1 – 8 ประสบผลสำเร็จ ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลบริหารงานแล้วสร้างผลเสียและเกิดด้านลบอย่างต่อเนื่อง ก็จะเร่งประเด็นยุบพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น ตนจะดำเนินการยื่นเรื่องนี้ให้พรรคทราบในวันที่ 4 ต.ค.นี้ รวมทั้งจะได้ยื่นเรื่องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบเพื่อป้องปรามต่อไป