WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 4, 2011

เจ๊ดามอบตัว-จักรภพลั่นยังไม่กลับ

ที่มา Thai E-News

หาก การปรองดองเป็นไปอย่างจริงใจและไม่มีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้น ก็ไม่น่าที่ใครจะต้องเดือดร้อนกระวนกระวายที่ตัวผมจะอยู่รอเหตุการณ์อยู่ภาย นอก-จักรภพ เพ็ญแข

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554

"จักรภพ" ประกาศจากแดนไกล "ยังไม่กลับ"

ศูนย์ข่าว TPNews ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายจักรภพ เพ็ญแข รายงานข่าวเมื่อเวลาประมาณ ๘.๒๐ น. วันนี้ (วันอังคารที่ ๔ ต.ค.๕๔) ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกรัฐบาล ได้แจ้งแก่แหล่งข่าวใกล้ชิดว่า ข่าวที่ว่าตัวเขาจะกลับเมืองไทยเพื่อไปมอบตัวสู้คดีในเร็ววันนี้นั้น ไม่เป็นความจริง เขาจะยังติดตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจจากนอกประเทศไทยต่อไปโดยยังไม่ มีกำหนดกลับ

เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองและการยุติธรรมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทาง ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทยอย่างเปิดเผยจาบจ้วงจน ถึงบัดนี้ และในการพัฒนาประชาธิปไตยก็ยังมิได้มีสัญญาณบวกใดๆ เกิดขึ้นเลย

ต่อคำถามที่ว่า ได้หารือกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารณี กฤตบุญญาลัย ในเรื่องการเข้ามอบตัวหรือไม่ นายจักรภพฯ กล่าวว่า เรื่องจุดยืนและอุดมการณ์เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล คงหารือกันไม่ได้ สุดท้ายนายจักรภพฯ กล่าวฝากถึงผู้สนับสนุนตัวเขาว่า หากการปรองดองเป็นไปอย่างจริงใจและไม่มีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้น ก็ไม่น่าที่ใครจะต้องเดือดร้อนกระวนกระวายที่ตัวเขาจะอยู่รอเหตุการณ์อยู่ ภายนอก มวลชนไม่เคยลืมว่าเราถูกหล่อหลอกมาแล้วอย่างไร ก็หวังว่าผู้นำและแกนนำจะจดจำเรื่องเหล่านี้ได้ไม่น้อยไปกว่ามวลชนด้วย

เจ๊ดาแดงเดือดเข้ามอบตัวสู้คดีวันนี้
นาง ดารุณี กฤตบุญญาลัย หรือ เจ๊ดา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อม นายคารม พลทะกลาง ทนายความ เดินทางมาที่ สน.ลุมพินี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในคดีความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 2551

พร้อมยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ไม่ทราบขณะที่มีการออกประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และเห็นว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น การออกหมายเรียกตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จึงไม่สามารถกระทำได้

โดย นางดารุณี ระบุว่า ขณะหลบหนีได้เดินทางเข้าออกตามแนวชายแดน และได้พบเจอกับแกนนำหลายคน ซึ่งในวันนี้มีความพร้อม และไม่มีความกังวลใดๆ ยืนยันว่า ไม่ได้กระทำความผิด
ทั้ง นี้ หลังจากเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวน ได้ทำการปล่อยตัว โดยไม่เรียกหลักทรัพย์ประกัน ด้าน ทนายความ ระบุว่า แกนนำรายอื่น อาทิ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. ขณะนี้อยู่ในประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการติดต่อขอเข้ามอบตัว ขณะที่ บรรยากาศการรับทราบข้อกล่าวหา มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาให้กำลังใจ นางดารุณี กันอย่างคึกคัก

ผลโพลล์: คุณเชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ศรัทธาในระบอบใดมากกว่ากัน

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2554

ผลโพลล์แนวหน้าออกมาแล้วหลังจากการปิดการสำรวจผลเมื่อวานนี้ โดยหัวข้อของการสอบถามผู้อ่านของหนังสือพิมพ์แนวหน้าคือ

คุณเชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ศรัทธาในระบอบใดมากกว่ากัน
1.ระบอบทักษิณ (90.16 %)
2.ระบอบพระมหากษัตริย์ (9.84 %)

จำนวนผู้โหวตทั้งสิ้น 2124 คน


อย่าง ไรก็ดีเนื่องจากเรารู้ว่า เจ้าหน้าที่หนังสือพิมพ์แนวหน้ามีแนวคิดที่จะจำกัดตัวเลือกให้กับผู้โหวตให้ มีแค่สองทาง โดยจงใจทำยัดเยียดให้
1. กลุ่มนิติราษฎร์ เป็นผู้ศรัทธาในระบอบทักษิณ
2. กลุ่มนิติราษฎร์อยู่ตรงข้ามกับสถาบันฯ ซึ่งเป็น hidden agenda ที่ไปทำลายเขาโดยไม่มีเหตุผล

ไทย อีนิวส์จึงได้ทำการสร้างโพลล์สำรวจขึ้นมาอีกชุดหนึ่งหลังจากที่นสพ.แนวหน้า ประกาศโพลล์สำรวจของตน โดยไทยอีนิวส์ได้จัดให้ผู้โหวตมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกสองข้อได้แก่ 3.ระบอบประชาธิปไตย 4.ระบอบคอมมิวนิสต์ เพื่อให้ตัวคำถามมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีผู้โหวตทั้งสิ้น 2,284 คนโดยมีผลลัพธ์ของการสำรวจดังนี้

ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้อ่านไทยอีนิวส์เห็นว่า กลุ่มนิติราษฎร์ ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย มากกว่าระบอบอื่นทุกๆระบอบ

เรา เห็นว่านี่เป็นความไม่ดีของผู้จัดทำโพลล์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ไม่ใช่สื่อมวลชนที่แท้จริง คอยมุ่งหวังแต่ทำลายผู้อื่น ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงต่อผู้อ่าน

อ่านเพิ่ม

Naew Na: Which system does Nittirat believe in, Thaksin or the monarchy? / Bangkok Bundit / 30 Sept 11

คำถามจากสื่อใหม่ถึงสื่อเก่า “พร้อมจะปรับตัวหรือไม่?” กรณีศึกษา น.ส.พ.แนวหน้า / Siam Intelligence / 1 ต.ค. 54

Monday, October 3, 2011

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:35ปีเก้าอี้รีเทิร์น

ที่มา Thai E-News



35ปีเก้าอี้ตัวนั้นรีเทิร์น-35ปีที่แล้วด้วยการปลุกเร้า มวลชนให้มองนักศึกษา-ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็นอื่น"ที่ไม่ใช่คนไทยด้วย กัน ทั้ง คอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติ,เป็นพวกญวนแฝงตัวมา ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม 6 ตุลา 2519 ในพ.ศ.นี้การปลุกเร้าผ่าน"วิทยุยานเกราะ-นสพ.ดาวสยามยุคใหม่"และมวลชน ลส.ชบ.ออนไลน์ เครือข่ายนวพลอินเตอร์เน็ต และพ.อ.อุทารยุคดิจิตัลเต็มคลื่นเต็มหน้าปัทม์เต็มจอไปทุกด้านให้มองเห็นคน เสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็นอื่น" เราจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกันอย่างไร....?

โดย นักข่าวชา่วรากหญ้า
1-31 ตุลาคม 2554

***คอลัมน์สัิงคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำเดือนตุลาคม นำเสนอปฏิทินกิจกรรมของชาวเสื้อแดงทั่วไทย-ทั่วโลก และฝ่ายประชาธิปไตยเช่นเคย โดยจะไล่เรียงตามลำดับวันเวลาตั้งแต่ต้นเดือนไปยันสิ้นเดือน ท่านที่มีข่าวคราวกิจกรรมใดอยากให้เราช่วยเผยแพร่แจ้งข่าว ภาพข่าว คลิปมาที่ thaienews99@googlegroups.comเหมือนเคย***

30 กันยายน-คาราวาน นปช. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นำ โดย แกนนำ นปช. ครบทีม จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, พายัพ ปั้นเกตุ, ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, วรชัย เหมะ พร้อมแกนนำทุกคน
รถ ออกจากตึกกองทุนยุติธรรม ถนนงามวงศ์วาน หลังสถานีรถไฟบางเขน 08.00 น วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554.ไปที่ สิงห์บุรี และลพบุรี สงสัยติดต่อ ข้าวเหนียว 086-0937706, คุณนิด 085-953-0227 หรือ คุณจุ๋ม 088-531-7557 แผนที่ตึกกองทุนยุติธรรมตามนี้ครับ
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150307654450759&set=a.365083640758.167085.692245758&type=1&theater***

ธารน้ำใจแกนนำนปช.ช่วยน้ำท่วม คนตาดีบอกหมอเหวงทำแก้มป่องแอ๊บแ๊บ๊ว
แกน นำ นปช. ช่วยน้ำท่วม สิงห์บุรี :ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา โตจิราการ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หมอเหวง โตจิราการ เจ๋ง ดอกจิก ได้นำคณะเดินทางมาที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับผู้ประสบภัยน้พท่วม ที่บริเวณเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ชุมชนบางแคจำนวน 1,000 ชุด ที่ต.หัวไผ่ อ.เมือง 1,200 ชุด ที่ต.โพธิ์ชัย อ.อินทร์บุรี จำนวน 800 ชุด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการเดินทางมาครั้งนี้เป็นการมาให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน ซึ่งการช่วยเหลือ ทางนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างดำเนินการขอให้ประชาชนวางใจได้

มีคนสังเกตว่าภาพนี้หมอเหวงเหมือนจะทำแก้มป่องแอ๊บแบ๊วด้วยแหละ 5555***

เบอร์ฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

คลิ้กที่ภาพเ้พื่อขยายใหญ่อ่านง่ายขึ้น***

1ตุลาคมคอนเสิร์ต+ทอล์กโชว์ช่วยน้ำท่วม

วันเสาร์ที่1 ตุลาคมนี้ อิมพีเรียล (ลาดพร้าว) ชั้น5 ฮออล์ เวลา 13.00-20.00น บ่ายโมงตรงถึงสองทุ่ม พบคอนเสริต์และทอล์คโชว์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำโดย นักร้องคุณภาพ ป้อม กรองทอง อดิศร เพียงเกษ ทอม ดันดี พระมหาโชว์ (เทศน์ธรรมะ) เต้ มดแดง
อ้น ชัยนรินทร์ ( รายได้และการบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย) ***

ยิ่งลักษณ์พบประชาชนประเดิมออนแอร์1ตุลาคม
เรทติ้งกระฉูด-นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะประเดิมจัดรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ในวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นวันแรก ในช่้วงเวลา 08.30 -09.00 น. ทางวิทยุแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย ในภาพนายกฯไปทดสอบซะก่อนจะออนแอร์จริง(ภาพ:เฟซบุ๊คYingluck Shinawatra )
ท่าทางรายการนี้จะเป็นว่าที่รายการเรทติ้งฮิตติดอันดับ หลายคนหลายวงการตื่นเต้นๆอยากฟัง

สำหรับการประเดิมครั้งนี้นายกรัฐมตรีเผยว่า คงเน้นไปที่ภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นหลัก***

2 ตุลาคม วันอาทิตย์สีแดงกับทนายเ้สื้อแดง



คุยกันวันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 ชั้น 5 อิมพีเรียลลาดพร้าว พบกับสมบัติ บุญงามอนงค์-อานนท์ นำภา ทนายคนเสื้อแดง ร่วมพูดคุยในรายการ Sunday Talk "คุยกันวันอาทิตย์สีแดง" ครั้งเดียวที่เขาจะพูด***

4 ตุลาฯเจ๊ดา-ผู้หญิงแกร่งมอบตัวสู้คดี อาจารย์จรัลอาจมอบตัวช่วงเดียวกัน
สาว ผมแดง-เจ๊ดา ดารณี กฤตบุญญาลัย สา่วไฮโซผู้ไม่เพียงสร้างสีสันอันสดใสให้แก่เวทีเสื้อแดง แต่เป็นหญิงแกร่งหัวใจน่ากราบที่รอดตายจากสมรภูมิราชประสงค์ วันที่19พฤษภา53เธอใส่ชุดขาวเพื่อเตรียมตัวตาย แต่สถานการณ์พลิกผันให้ต้องไปเป็นนักเรียนนอกมาปีเศษ จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินที่สน.ลุมพินี ในเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ตุลาคม ขอเชิญร่วมให้กำลังใจกันโดยทั่วกัน

ช่วงเดียวกันนี้มีรายงานข่าวอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักวิชาการนักสิทธิมนุษยชนแกนนำคนเสื้อแดงเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัวสู้คดีต่อไป สำหรับกี้ร์-อริสมันต์ยังไม่ชัีดเจน ส่วนจักรภพ เพ็ญแข ขอเ้ป็นนักเรียนนอกต่อไปพลางๆ***

รายการใหม่ช่อง11โดยพิธีกรหน้าตาดี
ติดตาม ชม รายการใหม่ " คนไทยหายจน " ทางช่อง 11 ทุกวันพุธ 5 ทุ่ม กับพิธีกรหน้าใหม่ ที่ไม่ใหม่ประสบการณ์ และช่วยให้หายจนปัญญา ... ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และ คุณ ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ***

6 ตุลาคม กิจกรรมรำลึก 35 ปี 6 ตุลา”






ปีนี้เป็นครบวาระ 35 ปี แห่งการถูกล้อมปราบ สังหารโหดในปีนี้ ทางคณะกรรมการกำหนดจัดงาน ในวาระ 35 ปี 6 ตุลาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ดูคลิปแถลงข่าวรายละเอียดงาน และไปพบกับUNSEEN 6 ตุลาฯ รวมภาพถ่ายที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในรอบ 35 ปี

ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ระหว่างวันที่ 1-14 ตุลาคม 2554

จัดโดย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์:ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเครือข่ายเดือนตุลา
ร่วมกับ กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP)
กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD)
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD)
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS)
กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD)

กำหนดการ สัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


1-14 ตุลา นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์

2 -9 ตุลา สัปดาห์ “ ตุลารำลึก” หนังสือการเมือง และ นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์

วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19 โดย ประกายไฟการละคร

วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด” ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร

วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 “ ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 09.00 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- กรรมการญาติวีรชน
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
09.00 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์

11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ละครเรื่อง "เก้าอี้"จากกลุ่มประกายไฟ และ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00 เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"
(วิทยากรอยู่ในระหว่างติดต่อ) ***

12 ตุลาฯเชียงใหม่เสวนา "เดือนตุลา: ความรุนแรง สันติวิธี และ การต่อสู้ทางวัฒนธรรม"

พบกับ

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
ชัชวาลย์ บุญปัน
บก. ลายจุด (สมบัติ บุญงามอนงค์)
มิตร ใจอินทร์
ณ ห้องแลคเชอร์ ชั้น 2 อาคารมีเดย อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ หอศิลป. ม.เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม · 13:00 - 16.00 น.***


15 ตุลาคม เชิญแดงชิคาโก้รวมใจช่วยภัยน้ำท่วม

ชมรมผู้รักประชาธิปไตยร่วมกับ ชาวเสื้อแดงแห่งนครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์
อีกครั้งหนึ่ง จัดฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั่วโลก

ในวาระการคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ของประเทศไทย

เชิญพบและสนทนาทาง SKYPE กับ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พงศ์เทพ เทพกาญจนา และดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส. พรรคเพื่อไทย แถลงความจริงหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล ฯ

ร่วมรับประทานอาหาร และร้องเพลง เต้นรำ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยในเมืองไทย ตามกำลังและอัธยาศัย

ที่ มณีไทย 3558 N. Pulaski. Chicago เวลา 17.00 - 01.00 น. ค่าอาหารท่านละ 25.00 เหรียญ

ติดต่อ ปรีชา ชิคาโก 1-708-903-2216
สมศักดิ์ 847-708-7198
นิวัตร์ 1-773-656-3817***

15-16ตุลาคม นายกฯเป็นประธานฌาปนกิจ6วีรชนเสื้อแดง
นาย วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง นำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกคอกวัว ร่วมแถลงข่าวการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ว่าญาติผู้เสียชีวิตอยากให้มีการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ 6 ราย หลังจากที่มีการชันสูตรศพเรียบร้อยแล้ว ในฐานะ ส.ส.กทม.และกลุ่ม นปช. เห็นตรงกันว่าจะจัดงานฌาปนกิจศพในวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี

โดยในวันที่ 15 ตุลาคมนี้จะเป็นพิธีทำบุญ และในวันที่ 16 ตุลาคม จะเป็นพิธีฌาปนกิจศพ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายบุญธรรม ทองผุย, นายจรูญ ฉายแม้น, นายสวาท วางาม, นายสยาม วัฒนนุกูล, นายทศชัย เมฆงามฟ้า และนายมนต์ชัย แซ่จอง***

ตามหาพยานการสังหารประชาชน
วันนี้ ได้โทรศัพท์ไปที่ศูนย์ เยียวยา นปช ชั้น 5 อิมพีเรียล ผมได้แจ้งความจำนง ว่า ผมคือพยานผู้เห็นและอยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชน ในจำนวนคดี 13 ศพ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าผมพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมกับชีวิตของครัวครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บเหล่านั้น

ผมอยากเห้นวันที่ฆาตกรโดนดำเนินคดี ผมอยากให้คนที่ตายในวันนั้นข้างๆผมได้รับรู้ว่า ผมจะคอยช่วยนาย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้นายได้รับความเป็นธรรม ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาไว้แห่งประชาธิปไตย และอุดมการณ์อันแน่วแน่ของพวกเรา ตอนนี้นายคงอยู่บนสวรรค์แล้ว ขอให้นนายรับรู้ว่า เพื่อนนายคนนี้ จะทำให้คนที่ฆ่านายได้รับกรรม เราสัญญา

.............แด่นาย ชาติชาย ซาเหลา........วีรชนผู้กล้า (ที่มา:เฟซบุ๊ค ทหารของประชาชน ทหารแตงโม)
ลักษณะโครงการ (Project Characteristic) : กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมโดยคณะปั่นจักรยานทางไกลของคนเสื้อแดง เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนเสื้อแดง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมุ่งเน้นที่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม

เปิดตัวโครงการเส้ินทางสีแดง 3 ประเทศ 27 จังหวัด


เป้าหมาย (Targets) : 1. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชน 2. เพื่อสนับสนุนนโยบายปรองดองของคนในชาติ 3. เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับมิตรประเทศ

เส้นทาง (Project Routes) : ราชประสงค์ - สปป.ลาว - ราชอาณาจักรกัมพูชา (3 ประเทศ 27 จังหวัด)

ระยะเวลา ระยะทาง : 35 วัน 2,500 กม.

13 พย. สมุทรปราการ 14 พย. ฉะเชิงเทรา 15 พย. ปราจีนบุรี 16 พย. นครนายก/สระบุรี (อ.มวกเหล็ก) 17 พย. นครราชสีมา (อ.ด่านขุนทด) 18 พย. นครราชสีมา (อ.พิมาย/อ.บัวใหญ่) 19 พย. ชัยภูมิ 20 พย.ขอนแก่น (อ.ชุมแพ) 21 พย. ขอนแก่น 22 พย. มหาสารคาม 23 พย. ร้อยเอ็ด 24 พย.กาฬสินธุ์ 25 พย. อุดรธานี (อ.วังสามหมอ) 26 พย. อุดรธานี 27 พย. หนองคาย 28 พย. สปป.ลาว นครเวียงจันทร์ 29 พย. หนองคาย (อ.ปากคาด) 30 พย. บึงกาฬ(อ.เมือง/อ.ศรีวิไล) 1 ธค. สกลนคร (พังโคน) 2 ธค. สกลนคร (เมืองหรือภูพาน) 3 ธค. นครพนม (อ.ธาตุพนม) 4 ธค.มุกดาหาร 5 ธค. อำนาจเจริญ 6 ธค. ยโสธร 7 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ราศรีไศ) 8 ธค.ศรีษะเกษ 9 ธค. ศรีษะเกษ (อ.กันทรารมย์) 10 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ขุนหาญ) 11 ธค.เขาพระวิหาร 11-18 ธค. กัมพูชา (เสียมเรียบ นครธม นครวัด พนมเปญ)

ท่านที่สนใจจะร่วมกิจกรรม ทั้งร่วมปั่นจักรยาน หรือร่วมเดินทางไปกับกิจกรรม หรือต้องการต้อนรับกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ กรุณาติดต่อที่ E-mail : red_truth_only@hotmail.co.th / Facebook : ฟอร์ด เส้นทางสีแดง หรือเส้นทางสีแดงเพื่อวีรชน (กลุ่ม) / skype : ford2511 / โทร 081-5836964 ***

งานชุมนุม ไล่ โผลทหาร แม่น้องเกด 01 10 54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom











http://www.thaivoice.org/board/index.php?

คุยกันวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุด & ทนายอานนท์ 02-10-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR

บก.ลายจุด & ทนายอานนท์ นำภา(ทนายคนเสื้อแดง)
คุยกันวันอาทิตย์สีแดง ณ บ้านวันอาทิตย์สีแดง ชั้น 5 อิมพิเรียล ลาดพร้าว
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554
โดยคุณพระอินทร์ เสวนาทีวี




mp3 http://www.4shared.com/audio/02JrwGL5/____02-10-2011.html
mp3 http://www.mediafire.com/?h9h12x799542ejk

ขอบคุณพี่พระอินทร์ค่ะ
http://sewanaietv.blogspot.com


http://www.thaivoice.org/board/index.php?

'ปู'เลิกทวิตเตอร์ ICTอุบเงียบ กลัวเสียรูปคดี

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



รมว.ไอซีที ปัดตอบรายละเอียด "มือมืด" แฮกทวิตเตอร์นายกฯ หวั่นเสียรูปคดี
เผยถูกแฮกจากอีเมล์ ก่อนเข้าแฮกทวิตเตอร์ ชี้อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะจับกุม
คาดเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ขณะที่นายกฯ หยุดใช้ทวิตเตอร์แล้ว...

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวถึง
กรณีแฮกข้อมูลทวิตเตอร์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (@PouYingluck)
ที่เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 10.43 น. วานนี้ (2 ต.ค.) ว่า
แฮกเกอร์ลักลอบใช้บัญชีทวิตเตอร์ของนายกฯ โพสต์ข้อความ 8 ข้อความ
โดยการลักลอบใช้ทวิตเตอร์ เสมือนเป็นการแฮกที่มีความผิดหลายประการ
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การที่ผู้ใดจะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ต้องยอมรับเงื่อนไข และลงทะเบียนเข้าใช้
ซึ่งผู้ดูแลระบบคือผู้ที่ให้บริการ ซึ่งมีลักษณะการใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน
ซึ่งถ้าทำเบอร์หล่นหาย ก็อาจถูกนำเบอร์ไปใช้เช่นกัน
ส่วนประเด็นดังกล่าว มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีผู้ประสงค์ร้ายแฮกทวิตเตอร์
เพราะเมื่อ 2 ปี ก่อนบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เคยถูกแฮกข้อมูล
โดยต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การใช้ข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์กควรระมัดระวัง
และเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายกฯ ต้องเห็นใจกัน และช่วยกันประณามการกระทำดังกล่าว

“ตอนนี้ไอซีทีได้รับเบาะแสผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ต้องรวบรวมข้อมูลให้แน่นหนา ก่อนที่จะจับกุม
และต้องขออภัยที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
เพราะกลัวจะเสียรูปคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินคดี
ส่วนประชาชนที่โดนเหตุการณ์อย่างนายกฯ สามารถแจ้งมาที่ไอซีทีได้” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า หากเห็นการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นกับใคร
ข้อเตือนไม่ให้ส่งต่อข้อมูล เพราะเข้าข่ายกระทำความผิดร่วมกัน
ขณะที่ทวิตเตอร์ที่ถูกแฮกนี้ เป็นทวิตเตอร์ที่นายกฯ ใช้ในการประชาสัมพันธ์
โดยมีทีมงานร่วมทำงานด้วย การที่จะวิเคราะห์ว่าใครกระทำต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด
และตำรวจต้องติดตาม เบาะแส ส่วนเมื่อไรจะได้ตัวผู้กระทำความผิด
ขณะนี้ ทั้งกระทรวงและตำรวจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งขณะนี้ได้รับทราบเกี่ยวกับข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์แล้ว

อีกทั้ง ส่วนตัวเข้าใจว่า คนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ใช้เพื่อการสื่อสาร ไม่ใช่เรื่องที่เป็นทางการ
ซึ่งเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ตั้งแต่ลงทะเบียนใช้งาน
ผู้ให้บริการได้แจ้งถึงระดับความปลอดภัยไว้แล้ว
ซึ่งการที่ผู้ประสงค์ไม่ดี เข้ามาแฮกทวิตเตอร์ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย
ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยวิธีนี้

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า กรณีการถูกแฮกข้อมูลทางทวิตเตอร์ของนายกฯ เบื้องต้นทราบว่า
ถูกแฮกจากอีเมล์ ก่อนเข้าแฮกทวิตเตอร์ สำหรับการกระทำความผิดดังกล่าว
เข้าข่ายความผิดมาตรา 5, 7, 9 และ 14 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเว็บหมิ่นฯ กระทรวงไอซีที มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดประสานผู้ให้บริการระบบต่างๆ เช่น
แบล็กเบอร์รี่ เพื่อให้มาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายกฯ ได้ยกเลิกการใช้งานทวิตเตอร์แล้ว
โดยทำการประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลผ่านเฟซบุ๊กเพียงอย่างเดียว
โดยใช้ชื่อว่า Y.shinawatra โดยเบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะใช้ชื่อทวิตเตอร์เดิมอีกหรือไม่
ซึ่งต้องรอให้ทีมงานของนายกฯ เป็นผู้รายงานมาที่กระทรวงไอซีทีอีกครั้ง
ทั้งนี้คาดว่า นายกฯ อาจจะแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง ขณะที่ตนเองไม่กลัวการถูกแฮกทวิตเตอร์


http://www.thairath.co.th/content/tech/206337

นิติราษฎร์ ผู้อาจกล้า!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ข้อเสนอทางวิชาการ 4 ประเด็นเพื่อลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ในประกาศนิติราษฎร์ของคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
เนื่องในโอกาส “5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554
กลายเป็นประเด็นร้อนทั้งทางการเมือง
และวิชาการที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้อย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นนายทหารที่ทำรัฐประหาร 19 กันยายน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
ที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งมีการตั้งคำถาม ตีความ และบิดเบือนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
จนคณะนิติราษฎร์ต้องแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

ข้อเสนอ 4 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

2.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

3.กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน และ

4.ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งคณะนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า

“เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐประชาธิปไตยจนหมดสิ้น
คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ
“คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย”
แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใด
หรือไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้”

จุดยืนคณะนิติราษฎร์

คณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการจากคณะนิติ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประกอบด้วย
อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์
อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
อาจารย์สาวตรี สุขศรี
และ
อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
ไม่ได้เพิ่งเป็นข่าว แต่ได้แสดงความกล้าหาญคัดค้านและประณามการทำรัฐประหาร 19 กันยายน
ตั้งแต่เริ่มต้น โดย 4 อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรก
ประณามการทำรัฐประหารว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540
ที่ถือว่าไม่เคารพและย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชน
ในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองระบอบประชาธิปไตย
รวมทั้งทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นและจำกัดสิทธิของประชาชนที่มิอาจรับได้

หลังจากนั้นได้เปิดเว็บไซต์ “คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” (www.enlightened-jurists.com)
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ซึ่งได้ร่วมกับเพื่อนอาจารย์เพื่อรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ
โดยให้เหตุผลว่า

“อาจารย์กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างกล้าหาญ
โดยการออกแถลงการณ์โต้แย้งผู้มีอำนาจในบ้านเมืองโดยการชี้แจงข้อกฎหมายต่างๆ
อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติรัฐ และการทำหน้าที่ของกลุ่ม 5 อาจารย์
ก็คงเปรียบเหมือนกับบ่อน้ำที่ราษฎรทั้งหลายจะมาตักดื่ม
เพื่อดับความกระหายใคร่รู้ในความเป็นประชาธิปไตย
และกลุ่มนี้ก็จะทำหน้าที่ในการตอบคำ ถามกฎหมาย
ที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาตลอด”

โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์ได้แสดงความเห็นทางวิชาการทางกฎหมาย
ที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดเสวนา
เพื่อให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ กระบวนการยุติธรรม การเมือง และการปรับปรุงมาตรา 112

ทุบกล่องดวงใจเผด็จการ

จึงไม่แปลกที่คณะนิติราษฎร์จะถูกกล่าวหาและยัดเยียดในแง่ลบต่างๆว่า
รับงานหรือรับใช้ “ระบอบทักษิณ” จาก “กลุ่มเกลียดทักษิณ”
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้วยกัน ภาคประชาชน นักการเมือง หรือผู้นำกองทัพ
โดยเฉพาะข้อเสนอ 4 ประเด็นล่าสุดที่เหมือนทุบ “กล่องดวงใจ” เผด็จการ
หรือคณะรัฐประหารและพวกพ้อง เพราะเป็นการประกาศความเสียเปล่าของผลพวงรัฐประหาร
โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลและมาตรา 36-37 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549
ที่คณะรัฐประหารออกมาเพื่อนิรโทษกรรมตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมข่าวไร้พรมแดนหน้า 5 และฟังจากปากหน้า 18)

ที่สำคัญการลบล้างผลพวงรัฐประหารยังเป็นการเปิดให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเริ่มต้นใหม่
ซึ่งอาจมีผลต่อการฟ้องคณะรัฐประหาร คตส. คณะรัฐมนตรี
และบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เป็นผลพวงจากรัฐประหาร
อย่างที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เคยฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นกบฏมาแล้ว
แต่ศาลยกฟ้องเพราะมาตรา 36-37 ทั้งยังเป็นการปิดประตูตายไม่ให้เกิดการรัฐประหารในไทย
ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีการรัฐประหารมากเป็นอันดับ 4 ของโลก
จากข้อมูลของ The Center for Systemic Peace (CSP)
ที่รวบรวมข้อมูลการทำรัฐประหารทั่วโลกตั้งแต่ปี 1946-2010
โดยซูดานมากที่สุด 31 ครั้ง รองลงมาคือ
อิรัก 24 ครั้ง
โบลิเวีย 19 ครั้ง และไทย,
กินีบิสเซา, ซีเรีย, โตโก 17 ครั้ง

เรียงหน้าอัดนิติราษฎร์

ที่น่าสังเกตคือกลุ่มที่ออกมาคัดค้านและโจมตีข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
นอกจากพยายามบิดเบือนไปถึงเรื่องการรับใช้ระบอบทักษิณหรือกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว
ยังเน้นไปที่มาตรา 112 ว่าไม่ควรแตะต้องสถาบันเบื้องสูง
โดยเฉพาะ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชา การทหารสูงสุด และ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้วาทกรรมที่ถนัดว่า ไม่เข้าใจว่า
ทำไมกลุ่มนิติราษฎร์จึงก้าวล่วงถึงขนาดให้ลบล้างคำพิพากษา
เหมือนเป็นการเจาะจงเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น
ส่วนนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักกล่าวหาว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเป็นขั้นตอนและระนาบเดียวกันนั้น
รับงานจากใคร กลุ่มใด และมีผลประโยชน์อะไรหรือไม่
เพราะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมของชาติ

“คนเราแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าต้องการอะไร ที่สุดแล้วการเสนอเรื่องนี้
จะเป็นการเพิ่มปมความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้น”

อดีต “คตส.-ส.ส.ร.” ร้อนฉ่า!

นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. ออกมาตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์โดยอ้าง
ในฐานะตัวแทนสภาทนายความว่า สิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอจะให้ลบล้างคำพิพากษา
และการกระทำที่เสียเปล่านั้น
ในนานาอารยประเทศเป็นกรณีการกระทำที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการ
ที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ในไทย
ที่มีการรัฐประหารและทำการตรวจสอบความผิดของผู้มีอำนาจบริหารประเทศ
ที่ใช้อำนาจแสวงหาประ-โยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเอื้อประโยชน์กับอดีตนักการเมืองมากกว่า
จะแสวงหาความยุติธรรมให้กับสังคม
ซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองนั้นเลวร้ายกว่าการรัฐประหาร

ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. อดีต ส.ส.ร.
และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ผ่านเฟซบุ๊คว่า
ยังมีอาจารย์ มธ. ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์
พร้อมตั้งคำถาม 15 ข้อ เช่น คมช. เลว รัฐธรรมนูญ 2550 มาจาก ส.ส.ร. เลว
แต่รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญเลวเป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญช่วย พ.ต.ท.ทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้
แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์ใช่หรือไม่
ถ้ายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้
จะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด
หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
และบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550
แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่ ฯลฯ

อดีตคณบดีโต้อธิการบดี!

ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.
ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ตอบคำถามนายสมคิด
โดยสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549
แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย
ส่วนตุลาการภิวัฒน์คือตุลาการที่ยอมเป็นเครื่องมือและอาวุธให้กับผู้มีอำนาจใช้ประหัตประหาร
และทำลายล้างศัตรูของตน
ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นตุลาการภิวัฒน์ด้วยกันทั้งสิ้น
เพียงแต่ในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัฒน์เป็นฝ่ายแพ้

ส่วนคำถามว่าหาก คมช. เลว ส.ส.ร. เลว รัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่เป็นผลพวงนั้นจะเลวด้วยหรือไม่นั้น
นายพนัสตอบว่า ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลว
แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติศาสตร์ที่ต้องมีการยืนยันระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน
และระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนักกฎหมายควรยืนอยู่ข้างใดมากกว่า ฯลฯ
ทั้งยังให้นายสมคิดเสนอความเห็นที่ดีกว่าของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยว่าเป็นอย่างไร
ถ้าดีกว่าจริงก็จะสนับสนุนเต็มที่ในฐานะนักกฎหมายด้วยกัน

จุดแสงสว่างต้านรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่การตอบโต้กันของฝ่ายที่คัดค้าน
หรือฝ่ายสนับสนุนในวงจำกัดเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่า
คณะนิติราษฎร์ได้จุดประกายให้ประชาชนและสังคมไทยเห็นทางสว่างที่จะต่อต้านการรัฐประหาร

อย่างที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย เขียนผ่านเฟซบุ๊คว่า
กลุ่มนิติราษฎร์มีความกล้าที่จะยืนยันหลักการและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย
ชี้แจงข้อเสนออย่างมีหลักการและเหตุผล
ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้พูดถึงหลักการเกี่ยวกับประชาธิปไตย
หรือการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย

นายรุจ ธนรักษ์ นักเขียนอิสระ
เห็นว่าสิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำเสมือนจุดไฟแห่งปัญญาให้สังคมที่กำลังมืดมิด
ซึ่งคือ “หน้าที่” โดยตรงของนักวิชาการที่มีต่อสังคม เป็นหลักคิดที่ควรได้รับการ “ปลูกฝัง”
และต่อยอดไปเรื่อยๆ
เพื่อให้คนไทยเชื่อกันจริงๆเสียทีว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน
ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ของทหาร หรือของเทวดาที่ไหน

“ลองคิดดูว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียง 7 คน
เขียนข้อเสนอเพียง 4 หน้ากระดาษแล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง
วันรุ่งขึ้นผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศล้วนเป็นเดือดเป็นร้อนกันไปหมดกับแนวทาง
ที่พวกเขานำเสนอ ทั้งที่พวกเขาไม่มีปืน ไม่มีเงิน และไม่มีกระทั่งฐานการเมือง มวลชน
สิ่งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทำให้พวกเราเห็นคือการบอกว่าในการจะสู้กับปิศาจนั้น
เราไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณให้ปิศาจอีกตนหนึ่งเพื่อเอาอำนาจดิบเถื่อนมาปราบปิศาจตนแรก
เราสู้กับปิศาจได้ด้วยแสงสว่าง ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา
และปิศาจทุกเผ่าพันธุ์เหมือนกันหมด พวกมันกลัวแสงสว่าง”

สารถึงผู้รักในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ล่าสุดอาจารย์คณะนิติราษฎร์ได้ประกาศนิติราษฎร์หลังจากมีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนว่า
มีผู้เขียนบทความ จดหมาย คำกลอน รวมทั้งส่งอีเมล์ถึงคณะนิติราษฎร์จำนวนมาก
ทั้งให้กำลังใจ สนับสนุนข้อเสนอ รวมทั้งเสนอแนะเพิ่มเติม ทั้งตั้งคำถาม แสดงความไม่เห็นด้วย
หรือต่อว่าด่าทอ คณะนิติราษฎร์จึงส่งสารผ่านเว็บไซต์นิติราษฎร์ว่า

“คณะนิติราษฎร์ได้รับสารเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว และขอขอบคุณในทุกคำให้กำลังใจ
และสนับสนุนของประชาชนผู้มีใจรักในนิติรัฐประชาธิปไตย และปฏิเสธไม่ก้มหัว
หรือยอมจำนนต่อรัฐประหารไม่ว่า ณ เวลาใดๆ ขอขอบคุณและชื่นชมทุกท่าน
ที่พร้อมร่วมกันยืนยันว่าในที่สุดแล้วประชาชนคือ
รัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
และมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่
ในการลบล้างผลพวงจากการประกอบอาชญากรรมยึดอำนาจไปจากมือประชาชน

คณะนิติราษฎร์จะน้อมรับและตอบข้อสงสัยในคำวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอ
ก็ต่อเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านั้น
ได้อ่านและทำความเข้าใจทุกถ้อยแถลงของข้อเสนออย่างละเอียดเพียงพอแล้ว
ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานหลักการแห่งกฎหมาย
และขอแสดงความเสียดาย
แต่ไม่แสดงความท้อใจเมื่อเราพบว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่จำนนต่อรัฐประหาร
พร้อมสยบยอมต่ออำนาจอื่นใด เหยียบย่ำหลักการ และมองข้ามหัวประชาชน”

กระดิ่งผูกคอแมว

การเคลื่อนไหวของอาจารย์คณะนิติราษฎร์จึงเป็นความกล้าหาญที่เต็มไปด้วยอันตราย
เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมี “อำนาจนอกระบบ” ที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ซึ่งทุกข้อเสนอล้วนเป็นประเด็นละเอียดอ่อน
และกระทบโดยตรงกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ที่ยังถูกหมกเม็ดจาก “อำนาจนอกระบบ” ไม่ใช่แค่อำนาจของกองทัพ
ที่สามารถทำรัฐประหารได้ตลอดเวลาเท่านั้น

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ครั้งนี้
จึงเหมือนเป็นการจุดไฟแห่งความหวังและความกล้าหาญให้กับผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ
เหมือนหนูในนิทานอีสปที่ “เอากระดิ่งไปผูกคอแมว”
เป็นเรื่องของหนูที่ถูกเจ้าแมวอ้วนใหญ่จับกินตัวแล้วตัวเล่า
จึงต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้รอดพ้นจากเจ้าแมวอ้วนตัวนี้
จนมีหนูฉลาดเสนอให้เอากระดิ่งไปผูกที่คอแมว
เพื่อเวลาแมวเดินมาจะได้ยินเสียงและจะได้หลบทัน ซึ่งหนูทุกตัวต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย

แต่ปัญหาคือหนูตัวไหนจะ “กล้าหาญ” เอากระดิ่งไปผูกคอแมวอย่างคณะนิติราษฎร์!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 330 วันที่ 1 - 7 ตุลาคม 2554 พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12294

"สุรพงษ์"บนเวทียูเอ็นจีเอ จริงหรือ เสี่ยปึ้ง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง ?

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิเทศวิถี มติชน โดย วรรัตน์ ตานิกูจิ worrarat@matichon.co.th



กว่าสองสัปดาห์ในมหานครนิวยอร์กกับการเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยที่ 66 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดในกรอบพหุภาคี ทั้งยังเป็นการออกงานระดับนานาชาติงานแรกของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีคำถามที่คนทั่วไปคงอยากรู้คำตอบว่าการทำหน้าที่ในเวทีระดับโลกของรัฐมนตรี ต่างประเทศคนปัจจุบันของไทยนั้นเป็นเช่นไรกันบ้าง

ภารกิจหลักที่นครนิวยอร์กคือการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยต่อที่ ประชุมยูเอ็นจีเอ ที่อยู่ในวันท้ายๆ ของการเดินทางไปครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามช่วงเวลาของการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงที่จะเปิดให้ผู้นำประเทศต่างๆ ขึ้นพูดในวันแรกๆ ส่วนหัวหน้าคณะที่เป็นระดับรัฐมนตรีก็จะขึ้นกล่าวในช่วงวันท้ายๆ

กระนั้นก็ยังเกิดข่าวสับสนขึ้นระหว่างอยู่ที่ นิวยอร์กเมื่อมีข่าวลือทำนองว่านายสุรพงษ์ไม่ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงด้วยตนเอง แต่ให้นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขขึ้นกล่าวแทน เพราะปรากฏภาพนายต่อพงษ์ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานใหญ่ ยูเอ็น ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในกรอบจีเอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนายต่อพงษ์เพียงแต่เดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็นใน กรอบอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเท่านั้น

นอกเหนือจากภารกิจหลักแล้ว ในการเดินทางไปครั้งนี้ยังมีการประชุมย่อยในกรอบอื่นๆ อีกมากมาย และการหารือทวิภาคีกับประเทศต่างๆ รวมมากกว่า 10 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นภารกิจรัดตัวแทบจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันเช้าจรดเย็น ขนาดที่บางวันต้องเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองถึงกว่า 3 งานในช่วงเย็น ซึ่งก็ถือเป็นเหตุการณ์ปกติ เพราะมีโอกาสไม่บ่อยนักที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศนับร้อยคนจะอยู่พร้อมหน้า พร้อมตากันในที่แห่งเดียวเช่นนี้

ในการพบปะพูดคุยกับประเทศต่างๆ กระแสตอบรับที่มาจากแทบจะทุกแห่งคือการยินดีกับการที่ไทยได้รัฐบาลใหม่หลัง จากการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่เป็นที่จับตามองของสังคมโลกผ่านพ้นไป พร้อมกับความคาดหวังว่าไทยจะก้าวพ้นความวุ่นวายภายในประเทศไปได้ด้วยดี

กระแสตอบรับทางบวกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เช่นกันสำหรับโลกยุค ปัจจุบัน ที่ประชาธิปไตยและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดูจะเป็นดังคัมภีร์ ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกประเทศยึดถือ เมื่อรัฐบาลใหม่ของไทยเพิ่งชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงค่อนข้างถล่มทลาย ผู้ที่อยู่ในเวทีระหว่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์ในเมืองไทยก็ย่อมพูดอะไร ไม่ได้ไปกว่าคำว่ายินดี

แถมยังมีเสียงบ่นด้วยความเสียดายที่นายกรัฐมนตรี หญิงคนแรกของไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้เดินทางมากล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมด้วยตนเอง เพราะหลายคนมองว่าการไปปรากฏตัวของผู้นำหญิงจะทำให้ไทยได้รับความสนใจจากผู้ คนมากกว่านี้

อีกหนึ่งในประเด็นหลักที่ไทยถูกซักถามคือพัฒนาการของปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างไทย-กัมพูชาที่ดูเหมือนหนังคนละม้วน เพราะแค่เปลี่ยนทีมงาน สถานการณ์ก็พลิกผันชนิดหน้าเป็นหลังมือ มาคราวนี้เมื่อถูกซักถามในเวทีการพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับ ประธานจีเอ สมัยที่ 66 และนายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาถึงกับออกมาชี้แจงแทนไทยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มดีขึ้น ส่วนข้อพิพาทต่างๆ กำลังรอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำพิพากษา

ที่น่าสนใจสำหรับไทย คือเราได้ใช้โอกาสในการประชุมจีเอครั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของไทยที่จะสมัครชิงเก้าอี้ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) อีกหนึ่งสมัยในระหว่างปี 2558-2560 หลังจากที่ไทยได้เป็นสมาชิกเอชอาร์ซีอยู่ในขณะนี้ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ก็เพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานเอชอาร์ซี ซึ่งมีระยะเวลา 1 ปีไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ผู้รู้บอกว่าในเวทีการทูตพหุภาคีนั้น การประกาศลงสมัครสมัยที่สองหลังจากที่การแสดงบทบาทครั้งแรกของไทยที่ถือว่า ได้รับการยอมรับอย่างดี ซึ่งยืนยันได้จากที่ท่านทูตสีหศักดิ์ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานเอชอา ร์ซีนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะเมื่อประเทศต่างๆ เห็นว่าไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ได้ดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่สมัครชิงเก้าอี้อีกรอบหนึ่ง เพียงแต่ไทยตัดสินใจที่จะลงสมัครในสมัยถัดไป ไม่ได้ติดต่อกันเท่านั้น

ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในแผนงานที่จะเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีการทูต พหุภาคีอย่างยูเอ็น หลังจากที่เราประกาศชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสห ประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) วาระปี 2560-2561 ไปในการประชุมจีเอปีก่อน

กลับมาที่คำถามตอนต้นว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุรพงษ์ สำหรับ ใครที่เชื่อว่านายสุรพงษ์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง ก็สามารถเปิดดูการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงของนายสุรพงษ์ได้ผ่านเว็บไซต์ของยูเอ็น แล้วจะเห็นว่าภาษาอังกฤษของนายสุรพงษ์นั้นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครต่อใคร เชื่อหรือวิพากษ์วิจารณ์กัน

แต่แน่นอนว่าประสาคนไทยที่ไม่ได้ไปโต เมืองนอก ที่จะหวังได้พูดภาษาอังกฤษได้ราวกับเจ้าของภาษาก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะสื่อสารหรือพูดจากับผู้แทนประเทศต่างๆ ด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง

หากพูดด้วยใจเป็นกลางที่ปราศจากอคติ ถึงจะไม่ได้เกียรตินิยมแต่ก็ต้องบอกว่านายสุรพงษ์ "สอบผ่าน" แม้ผลสอบนั้นจะเป็นที่ขัดใจหรือขัดหูใครหลายคนก็ตามที

..........................................

ถ้อยแถลงของไทยในสหประชาชาติ


เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงของไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 66 ณ นครนิวยอร์ก

ปี 2554 เป็นปีที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เนื่องจากเหตุการณ์ “ใบไม้ผลิแห่งอาหรับ” (Arab Spring) ได้แสดงความสำคัญของความปรารถนาของประชาชนและความจำเป็นที่ต้องสนองตอบต่อ ความปรารถนาเหล่านั้น ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้แสดงถึงความท้าทายสำหรับทุกรัฐบาลที่จะต้องมีระบบทั้ง ภายในและระหว่างประเทศเพื่อให้ความมั่นใจว่าเสียงของประชาชน ความเดือดร้อน ความกังวล และความปรารถนาของประชาชนทุกคนจะได้รับความเคารพ และตอบสนอง

ไทย ได้ก้าวไปข้างหน้าแล้วอีก 1 ก้าวในกระบวนการประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ราบรื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกลับไปสู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ รัฐบาล ซึ่งได้รับการจัดตั้งจากอำนาจของประชาชน มีความมุ่งมั่นจะดำเนินนโยบายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เท่าเทียม และแข็งแกร่ง รวมถึงการสนับสนุนความปรองดองแห่งชาติ และยึดมั่นหลักกฎหมายในการทำงานบนพื้นฐานของเอกภาพและความสมานฉันท์ภายใน ประเทศ

ในด้านการต่างประเทศของไทยนั้น รัฐบาลจะส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมิตรประเทศนอกภูมิภาค และไทยจะแสดงบทบาทที่รับผิดชอบและสร้างสรรค์ในระเบียบโลกปัจจุบัน ซึ่งควรจะครอบคลุมและตอบสนองต่อประเทศและภาคประชาสังคมต่างๆ ให้มากขึ้น


นอกจากนี้ ไทยจะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา การช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อรับมือกับสิ่งท้าทายของโลก และการปรับปรุงความสัมพันธ์ในการทำงานกับประเทศและภาคประชาสังคมระหว่าง ประเทศ

สามเสาหลักของสหประชาชาติ กล่าวคือ สันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน และต้องมีการดำเนินการอย่างครอบคลุม เพื่อจะบรรลุผลสำเร็จของเป้าหมาย “ความมั่นคงของมนุษย์” สำหรับประชาชนของเรา

ในด้านสันติภาพและความ มั่นคงนั้น ประเด็นสำหรับการประชุมสมัชชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมแก่เวลา เนื่องจากการไกล่เกลี่ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่าง สันติ ทั้งนี้ ไทยเชื่อว่าการแก้ปัญหาโดยสันติเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ต้อง การที่สุดเมื่อคำนึงถึงชีวิตมนุษย์และงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ เพื่อคงไว้ซึ่งเสถียรภาพในความขัดแย้ง และสังเกตุการณ์สันติภาพ ยังเป็นสิ่งจำเป็น ในการนี้ ไทยยังคงสนับสนุนอย่างแข็งขันการปฏิบัติการด้านสันติภาพโดยรวม และภารกิจรักษาสันติภาพ นอกจากนี้ ได้ส่งกองกำลัง 2 กลุ่มในการปฏิบัติภารกิจต่อต้านโจรสลัด เพื่อร่วมกับประเทศต่างๆ ในการลาดตระเวณและป้องกันการโจมตีเรือจากฝ่ายโจรสลัดในอ่าวเอเดน

พื้น ฐานสำคัญสำหรับสันติภาพในระยะยาว คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ในเรื่องหลักการของนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้น ไทยได้นำแนวทาง “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และได้ยึด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการดำรงชีวิตในทางสายกลาง และการสร้างสมดุลระหว่างความเติบโตทางเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษส่วนใหญ่ก่อนกำหนดแล้ว ไทยก็ยังคงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายฯ เพิ่มเติม

อย่างไรก็ ตาม ทั้งสันติภาพและความมั่นคง รวมถึงการพัฒนา ไม่สามารถยั่งยืน ถ้าการเคารพสิทธิมนุษยชนยังล้าหลัง สำหรับไทยนั้น ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญของนโยบายภายในและนโยบายต่างประเทศ ไทยยังคงมุ่งมั่นแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผ่านการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยจะลงสมัครสมาชิกอีกครั้งในช่วงปี 2558-2560

สำหรับการ เสริมสร้างสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในเดือนธันวาคม 2553 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้รับรองข้อกำหนดของสหประชาชาติสำหรับการ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ซึ่งเกิดจากโครงการพระดำริในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และไทยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ทั่วโลก และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


นอกจากนี้ การมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง ก็เป็นการยืนยันว่าสังคมไทยได้เปิดกว้างต่อผู้หญิง รวมถึงความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้อำนาจแก่ผู้หญิง ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติเป็นเสาหลักสำคัญ ของนโยบายต่างประเทศของไทย และไทยเป็นผู้ที่มีบทบาทในสามเสาดังกล่าว ดังนั้น ไทยจึงได้แสดงความตั้งใจในการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวร ในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งจะทำให้ไทยเติมเต็มความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับสมาชิกสหประชาชาติ อย่างใกล้ชิด ในการเสริมสร้างระบบพหุภาคี สันติภาพ และความมั่นคง สำหรับผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศและมนุษยชาติ


"เสธ.จง" พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล อ่านใจกองทัพ กางตำรายุทธพิชัย "ลับ ลวง โผ"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย นัฐวัฒน์ ดวงแก้ว, สิริญญา นิมะกุล

(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2554)




...บาง ครั้งมันจำเป็นที่เขาต้องปกป้องลูกน้อง เราไม่แตะ แต่ว่าหารือแนะนำ เอ๊ะ! ทำไมเอาแต่เพื่อน เพราะแม้เป็นทีมฟุตบอลเขา ในเพื่อนก็ต้องเอาคนอื่นแทรกคนสองคน เพราะมึงจะอยู่ค้ำฟ้า เดี๋ยวอีก 2-3 ปีเกษียณหมดทั้งคณะ แล้วถ้าไม่วางคนแทรกเอาไว้ กองทัพก็จะอยู่ไม่ได้...

นับตั้งแต่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก้าวเข้ามาบริหารประเทศ เกือบทุกสายตาต่าง "เขม้นมอง" ไปที่ท่วงทำนองของผู้นำเหล่าทัพ

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพราะรับรู้กันดีถึงความ "เขม็งเกลียว" ที่มีมานับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ถึงวันนี้ความ "อึมครึม" ระหว่างรัฐบาล "ญ.หญิง" และฟากฝั่ง "ท.ทหาร" ยังคงมีอยู่

โดยการส่งสัญญาณผ่านปรากฏการณ์ "โผทหาร" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) ดองเค็มเอาไว้?

ก่อน โผออก 1 วัน... พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล หรือ "เสธ.จง" ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ผู้มีสถานะเป็นทั้ง "อดีตคนชุดเขียว" และ "คนใกล้ชิดคนเสื้อแดง" ได้เปิดห้องกุนซือกลาโหมไขข้อกังขากับ "มติชน" อย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ทหารเก่า

- ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เพราะ คนนอกมองว่าเขม็งเกลียว

เขา มองแคบไปนิดนึง จริงๆ ไม่มีอะไร ต้องย้อนถามกลับไปว่ารัฐบาลก่อนๆ ทำไมถึงชอบให้นายกฯควบ รมว.กลาโหม ก็เพราะ รมว.กลาโหมมีอำนาจเยอะในการโยกย้าย ที่พูดนี้หมายถึงเรื่องเก่านะ ทหารบ้านเรามีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนทหารประเทศอื่น คือมีอำนาจพิเศษ เราก็รู้กันคนไทย การที่รัฐบาลให้มี รมว.กลาโหมโดยเฉพาะ เป็นการแสดงความจริงใจอย่างหนึ่งว่าไม่ได้มีอะไรหวาดระแวงกองทัพ ทหารเองก็เป็นสังคมปิด ถ้ามีรัฐมนตรีกลาโหมที่มาจากกองทัพโดยตรง เขาก็ดูว่าเขาได้รับเกียรติจากผู้บังคับบัญชาที่มีความรู้จริงๆ โดยเฉพาะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ (ศศิประภา รมว.กลาโหม) ผมว่าคนอย่างนี้ หาตัวจับยาก เพราะความรู้ท่านเยอะเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้ใหญ่ มันทำให้บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ ความวิตกจริต เบาลงเยอะ

- บรรยากาศดีขึ้น ทำให้เบาใจได้แล้วว่าการปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้น

ส่วน ตัวผม ผมมั่นใจ คือทหารไม่ได้อยู่ๆ จะคิดปฏิวัตินะ หลักสำคัญๆ ที่เขามักจะเอาไปอ้างมีอยู่ 2-3 อย่าง ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่ามันมีตัวเร่ง ตัวเขี่ย ตัวสนับสนุน แต่ว่าไปไม่รอด ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ อย่าไปทำเลย มันมีวิธีแก้ปัญหาเยอะแยะ ที่ดีที่สุดก็คือการแก้ด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลไม่ดี โกงกิน มันก็มีวิธีที่จะเอารัฐบาลออก ทหารไม่ใช่ว่าใจร้อน ไปฟังเขาก็ทำไป ก็เน่าทุกราย (เน้นเสียง) และคนที่เป็นแพะทุกครั้งก็คือกองทัพ ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องเอาทหารกลับกรมกอง

- อะไรทำให้รัฐบาลไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ผ่านมามีทีท่ายืนคนละฝั่งกับ พท.มาตลอด โดยเฉพาะกรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

เขา เป็นข้าราชการประจำ ฉะนั้นหลักของธรรมาภิบาล เราต้องให้เกียรติข้าราชการ เมื่อครั้งรัฐบาลเก่า ข้าราชการมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลใหม่เข้ามา ถ้าเป็นข้าราชการที่ดีก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลใหม่ หลักการมีอยู่แค่นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ แต่ถ้ารัฐบาลมอบนโยบายไปแล้ว แต่ข้าราชการไม่ยอมปฏิบัติตาม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น เมื่อมีคนตายก็ต้องมีคนรับผิดชอบ คนสั่ง คนทำ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

- มีความพยายามจะเชือดนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ.

ก็ คิดได้ แต่รัฐบาลก็คิดอีกแบบ คิดที่จะปรองดอง ไม่น่ามีปัญหา นายกฯให้ท่าน ประยุทธ์ไปทำอะไร ท่านก็ทำ ชัดเจน ปรากฏการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทหารเขาเต็มที่กับรัฐบาล ไม่มีสักจุดที่เขาไม่ช่วย มันแสดงให้เห็นแล้วว่าใครมาเป็นนายเขา เขาก็ดูแลอะไรต่างๆ เต็มที่ เรื่องกับเขมร เขาก็ไม่ได้อยากรบกับเขมร แต่เมื่อรัฐบาลสั่ง เขาก็ต้องเต็มที่ เพราะบกพร่องไม่ได้ ถ้าบกพร่อง ก็จะหาว่าไม่มีประสิทธิภาพ

- การกระทำที่ผ่านมาของเหล่าทัพ มองว่าเป็นการทำตามนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ไม่ใช่กองทัพแอบมีใจให้

ผมเป็นทหารเก่านะ ทำไมผมถึงไม่รู้ว่ามันอยู่ที่รัฐบาล

- แต่บางอย่างก็ชัดเจน อย่างตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

มัน ธรรมดา (ตอบทันที) ถ้าผมเป็นนายเขา ผมต้องป้อง นี่เป็นสันดาน (เน้นเสียง) ของทหาร ปกป้องรุ่นน้อง ยิ่งที่เกษียณแล้ว เราก็ต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาเขา ผมก็ให้ความยุติธรรม ชั่งน้ำหนักให้ดี อย่าไปเอาตามใจตัวเองไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหน่วยเขาอยู่ไม่ได้ คือมองทหารไปมองภาพที่เขาทำงานบ้าง เขามีทีมเขา เห็นใจเขาบ้างเถอะ อย่าไปมองเครื่องแบบ บางครั้งมันจำเป็นที่เขาต้องปกป้องลูกน้อง เราไม่แตะ แต่ว่าหารือ แนะนำ เอ๊ะ! ทำไมเอาแต่เพื่อน เพราะแม้เป็นทีมฟุตบอลเขา ในเพื่อนก็ต้องเอาคนอื่นแทรกคนสองคน เพราะมึงจะอยู่ค้ำฟ้า เดี๋ยวอีก 2-3 ปีเกษียณหมดทั้งคณะ แล้วถ้าไม่วางคนแทรกเอาไว้ (เคาะโต๊ะ) กองทัพก็จะอยู่ไม่ได้ สมัยก่อนรุ่นเดียวเป็นแม่ทัพ 5 คนก็ยังมี ก็สืบทอดกัน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะระบบเป็นอย่างนี้ เขาก็ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ก เกิดมาปีนเกลียวอะไรกัน มันก็จะทำให้กองทัพอ่อนแอ ต้องมองในแง่ดีบ้าง

- มองอย่างไรที่ ผบ.ทบ.วางตำแหน่งสำคัญให้เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) รวมถึงส่งลูกน้อง "บูรพาพยัคฆ์" ไปคุมตำแหน่งสำคัญ

มัน ก็เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่เขาจะต้องยอมรับ คนในกองทัพลูกน้องทั้งหมด เขาจะเลือกไว้วางใจคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก ผลเสียก็จะตกกับพวกเขาเองว่าเขารักลูกน้องกลุ่มเดียว ผมถึงบอกว่าบางทีอย่าไปมองแคบ ผมเชื่อว่าคนที่เป็นนายต้องมองให้ทั่ว เราอาจจะเห็นแค่ 2-3 ตำแหน่ง ก็เฮ้ย! เอาแต่ลูกน้องมึงมา อันนี้ก็ใจแคบไปหน่อย เพราะมันก็มีที่มาตามลำดับ ส่วนน้อยตำแหน่งสำคัญๆ ที่เป็นหัวใจบางหน่วย เขาก็ชอบที่จะเอาคนที่เขาไว้วางใจไปวางไว้ ไม่ว่า ก็อย่างนี้ทั้งนั้น

- โผที่ออกมา ตท.12 ขึ้นมายกแผง

เป็น เรื่องปกติ ใจจริงผมอยากให้เขาเป็นปึกแผ่นด้วยซ้ำไป เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ดี เข้มแข็ง ตั้งใจทำงาน เมื่อมาด้วยความถูกต้อง ใครจะไปคิดร้ายเรา เอาสิ คิดร้ายก็คิดร้ายไป ไม่มีปัญหา แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็อย่าไประวังเกินไป ไม่งั้นคงไม่ต้องทำอะไร

- มีนัยยะว่าจะเป่านกหวีดหรือไม่

ถ้า การเมืองมันนิ่ง ไม่มีอะไรเสียหายจะเป่า 20 ครั้งก็ไม่มีใครเอากับมึง และเดี๋ยวนี้มันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนนะ เพราะการ เมืองภาคประชาชนแข็งมาก ประชาชนไม่ได้นิ่งมาให้ทำอะไรหรอก และทหารในกองทัพเองก็ไม่เห็นด้วย แต่ว่ากลุ่มซึ่งเขาได้รับความเจ็บปวดจาก 19 กันยาฯ ถามว่ามีไหม มีเยอะ ก็เป็นหน้าที่ที่เราซึ่งเป็นคนกลางต้องค่อยๆ รักษาบาดแผลต่อ

- แกนนำแดงเสื้อแดงเข้าใจบทบาทของกองทัพหรือไม่

ต้อง ดูที่ปฏิกิริยาที่แสดงออกมา เขาก็เป็นกลุ่มก้อน และเราต้องนึกเสมอว่า พท. เอง ถ้าไม่ได้เขาช่วยทำให้มีคะแนนความชอบธรรมในการหาเสียง คงลำบาก ผมว่ามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่จะให้เขาหยุด คงเป็นไปไม่ได้ เพราะความเคลื่อนไหวของประชาชนคงหยุดไม่ได้ ต้องมีอยู่ตลอดเวลา

- โผโยกย้ายนายทหารทำไมถึงเกิดปัญหาทุกปี

โปรด เกล้าฯมาแล้ว ทหารจบเสมอ ไม่มีปัญหาอะไร อย่างคราวนี้ที่จริงก็ไม่น่ามีปัญหา มีปัญหานิดเดียวคือตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อยู่ๆ จะไปย้ายเขาไปตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอัตราที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเป็นพิเศษ แต่ทีนี้เมื่อจัดมาเป็นแพคเกจ จัดไอ้นี่ไปไว้โน่น ซึ่งเลขาธิการ ครม. (นายอำพน กิตติอำพน) ตีความว่าไม่ได้ ต้องให้คนเดิมพ้นก่อน ตำแหน่งถึงจะว่าง จึงให้ส่งกลับ เมื่อเขาท้วงมาก็มาทำใหม่ แต่เมื่อไหนๆ มาทำใหม่แล้ว ก็มีเวลาขยับคนนั้นคนนี้ ก็ทำซะเท่านั้น โดยเรียกมาคุย แต่คงไม่ง่าย ต้องมีการถกเถียงกันนิดหน่อย ผมจะเอาคนนั้น พี่จะเอาคนนี้ แต่ก็จบ พล.อ.ยุทธศักดิ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร

- ถึงขั้นต้องมีการโหวตในบอร์ดหรือไม่

(ตอบ สวนทันที) ไม่มี เจ้ากรมเสมียนตรา (พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์) เลขานุการคณะกรรมการ (พิจารณาจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม) ไม่เคยมีโหวต ท่านรัฐมนตรีจะโหวตทำไม มีอยู่เสียงเดียว แต่กฎหมายนี้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีพี่บุญรอด (พล.อ.บุญรอด สมทัศน์) เป็น รมว.กลาโหม ก็ร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นมา ไม่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการย้าย พูดแบบหยาบคายเลย นี่คือผลพวงจากการปฏิวัติ ผบ.เหล่าทัพก็เป็นอิสระ รัฐมนตรีก็มานั่งเป็นตรายางอย่างเดียว

กฎหมายอย่างนี้จะใช้ต่อไปไหม ต้องส่งไปให้กฤษฎีกาตีความว่ากฎหมายแบบนี้ถูกตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ผมเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน ทำไมไม่ให้ผมมีอะไรเลย แล้วจะมาเป็นทำไมบังคับบัญชา หรือแต่งตั้งใครก็ไม่ได้ หากกฤษฎีกาตีความว่าไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล ก็ยกร่างใหม่ นำเข้ารัฐสภาเพื่อแก้ เพื่อเทียบกระทรวงอื่น จริงอยู่กระทรวงกลาโหมอาจมีลักษณะเฉพาะ แต่หลักการไม่ได้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีมีส่วนการพิจารณาคัดเลือกบุคคลในโผทหาร ไม่งั้นรัฐบาลเลือกตั้งมาโดยประชาชน ก็มาเป็นลูกน้องทหาร แบบนี้ผมว่ามันบ้าแล้ว แต่ถ้ากฤษฎีกายืนยันว่าถูกต้องแล้ว ก็อยู่กันไปแบบนี้ไม่เป็นไร ใช้ศิลปะกลยุทธ์เอา

- แต่เจตนารมณ์ของคนร่างกฎหมาย ต้องการสกัดฝ่ายการเมืองไม่ให้เข้ามาแทรกแซงกองทัพ

มัน เป็นไปไม่ได้หรอก การเมืองมาจากประชาชน เฮ้ย! มึงกินเงินประชาชน แต่กูดูแลมึงไม่ได้ บ้าหรือเปล่า (เสียงดัง) มันไม่ได้ ไอ้คำว่าแทรกแซง เที่ยวไปยุ่งกับเขา ไปเอาคนนั้นมาคนนี้มา ไอ้นั่นมันไม่ทำงาน เลียแผล็บๆๆ ให้มาเป็นนั่นเป็นนี่ มันก็ไม่ได้

- หากไม่แก้กฎหมายฉบับนี้เสมือนว่า รมว.กลาโหมไม่มีดาบอาญาสิทธิ์

ผม คิดว่าการบริหารหน่วยงาน อย่าไปคิดถึงตัวหนังสือมาก วิธีการดูแลหน่วยงานราชการต้องคิดถึงการสร้างบารมี สำคัญกว่าเยอะ บางทีบารมีเหนือกว่ากฎเกณฑ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรี แต่ท่านอยากทำให้ถูกต้อง คนมารับตำแหน่งต่อจากท่านจะได้โอเค

- แต่กว่ามาถึงจุดนี้ได้ รมว.กลาโหมอาจน่วมไปแล้ว

ท่าน ไม่น่วมหรอก ผมยืนยัน ท่านที่เข้ามารับตำแหน่งระหว่างรอยต่ออำนาจอะไรแบบนี้ ต้องเห็นใจท่าน อย่าไปตีค่าจากที่เห็นนักมวยบางทีง่อนแง่น แต่ท้ายที่สุดก็ชนะน็อกได้ เหมือนโกวเล้งเขียนว่าใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว

- พล.อ.ยุทธศักดิ์เป็นนักมวยที่มีชั้นเชิงแบบใด

ไม่ แน่จริงไม่ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม มีตัวเลือกตั้งเยอะแยะ ทำไมเขาเลือกท่าน ท่านไม่ใช่รัฐมนตรีจับสลาก คนอยากเป็นเยอะแยะ แต่ทำไมเขาไม่เอา แต่เลือกท่าน การเลือกคนต้องเหมาะตามสถานการณ์ เวลานี้เราต้องการความปรองดอง ต้องการความเข้าใจระหว่างกัน เขาถึงเลือก พล.อ. ยุทธศักดิ์

- มีเสียงวิจารณ์กันว่าตัว รมว.กลาโหมยอมผู้นำเหล่าทัพมากเกินไป

อย่าง พี่เหลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี) เขาทำได้เพราะมันชัดเจน พัวะๆ (ทำท่าประกอบ) ย้ายเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะบุคลิกพี่เหลิมเป็นแบบนั้น สะใจโก๋ไง แต่บุคลิก พล.อ.ยุทธศักดิ์เป็นแบบนี้ ถ้าจะให้ท่านทำแบบนั้น ก็ไม่ใช่ท่าน

- รัฐบาลเลยใช้วิธีดองโผทหารแทน

อุบัติเหตุ เกิดขึ้นตรงนี้ ที่จริงทำตั้งแต่ต้นกันยายนแล้ว แต่ที่ช้าเพราะนัดกันก็ไม่ครบองค์ประชุม จะนัดองค์ประชุมก็ไปลาหน่วย หรือไปต่างประเทศบ้าง เพราะกฎหมายที่เขียนไว้ก็ส่งตัวแทนมาประชุมไม่ได้ อย่าไปคิดมาก พี่น้องกันทั้งนั้น

- คนในกองทัพมองว่านายกฯตีกลับโผทหารเพื่อให้แก้ไขตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เพราะหวังตีรวนกองทัพ

ใครจะตี โอ๊ย... ก็เพราะเล่นเกมกันไปกันมา บ้านเมืองถึงฉิบหายหมด เอาความจริงมาพูดกัน ถ้าไม่ถูกใจก็ด่ากันแป๊บเดียว

- มั่นใจว่าโผที่ออกมา สังคมยอมรับได้ และกองทัพไม่มีปัญหาใช่หรือไม่

คน ที่รับผิดชอบคือผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเขาในแต่ละหน่วย ถ้าเขาจัดไม่ดีเอาแต่พรรคแต่พวก ผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่ยกย่องเขาเอง แต่เราเป็นคนนอก เราอย่าไปรู้เรื่องดีกว่าคนในบ้านเขา ในหลักการต้องเชื่อเขา ของพวกนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า อะไรที่ไม่ดีไม่งาม เดี๋ยวก็สะดุด สนิมเขรอะ แต่ถ้าเขาจัดดีก็เข้มแข็ง ทหารก็จะเป็นที่รักของประชาชนต่อไป

โถ..อธิการบดี

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ได้ อ่านคำถาม 15 ข้อของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงกรณีคณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549

ไม่ ได้แตกต่างไปจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล หรือนายสัก กอแสงเรือง ที่ออกมาต่อต้านความเห็นของคณะนิติราษฎร์แบบสุดลิ่ม

เผลอปกป้องการรัฐประหารกันแบบสุดตัว

เพราะคิดเหมือนกันว่าคณะนิติราษฎร์ทำเพื่อคนๆเดียว รับงานมาจากทักษิณ

คำถามส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของอารมณ์และการเสียดสี

ยกตัวอย่างเช่นนายสมคิดถามว่า "ถ้า มีคนไปโต้แย้งนิติราษฎร์ในที่สาธารณะ เขาจะไม่ถูกขว้างปาและโห่ฮาเหมือนกับหมอตุลย์ใช่หรือไม่" กับ "คมช. เลว ส.ส.ร.ที่มาจากคมช.ก็เลว รธน.2550 ที่มาจากส.ส.ร.ก็เลว แต่รัฐบาลที่มาจากรธน.เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่"

ไม่ใช่การถกเรื่องข้อกฎหมายเลย

แต่มีอยู่คำถามหนึ่งที่อ่านแล้วต้องอึ้ง

นาย สมคิดถามว่า "ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยก เลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประ ภาส สฤษดิ์ จอมพลป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯ ทักษิณ"

ที่เป็นปัญหาก็เพราะนางดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 1 ในผู้ก่อการเปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อปี 2475

โพสต์ถามในเฟซบุ๊กของนายสมคิดว่า "อาจารย์เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดี เกี่ยวกับการรัฐประหาร โปรดอธิบายด้วย"

นาย สมคิดก็ตอบว่า "ผมเข้าใจท่านปรีดีดีครับ การรัฐประหารกับการปฏิวัติต่างกันครับ แต่อยากให้ผู้คนได้คิดหาเหตุผลตรึกตรองในเรื่องต่างๆ"

สรุปว่านายสมคิดก็ตอบไม่ชัดเจน แถมยังลบข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเฟซบุ๊กในเวลาต่อมา

จนโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่ม

เพราะนึกไม่ถึงว่าอธิการบดีมธ.จะมีมุมมองที่พิสดารไปได้ขนาดนี้

นำนายปรีดี ซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติการเปลี่ยน แปลงการปกครอง นำอำนาจอธิปไตยมาสู่ปวงชนชาวไทย

ไปรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่ใช้รถถังออกมาก่อการปฏิวัติ

ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากคนไทย !?