ที่มา มติชน คอลัมน์ รายงานพิเศษ ข่าวสด กรณีพรรคเพื่อไทยจุดพลุแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 เพื่อเพิ่มอำนาจฝ่ายการเมืองในการจัดโผทหาร เนื่องจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา รมว.กลาโหมไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ เป็นอุปสรรคต่อการสั่งการและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ขณะที่กองทัพก็ยืนยันว่า ฝ่ายการเมืองไม่ควรเข้ามาล้วงลูก อำนาจการคัดเลือกบุคคลควรเป็นของผู้บังคับบัญชาแต่ละกองทัพ เพราะรู้เรื่องดีที่สุด ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่าย ต่างมีเหตุผลและมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวไว้ดังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ไม่กังวลอะไรอยู่แล้ว แต่ขอให้เห็นใจเถอะว่าทหารมีภารกิจคนละอย่าง คือ ถ้าเกิดศึกสงครามขึ้นมา มันก็จำเป็นต้องสั่งเขาไปรบ พูดง่ายๆ คือสั่งเขาไปตาย จะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ แพ้หรือชนะหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้ามันตั้งคนไม่ได้แล้วจะทำกันอย่างไรในอนาคต ฉะนั้นต้องคำนึงถึงตรงนี้ก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วเกิดพ.ร.บ.นี้ออกมา ต้องมีเหตุมีผล มีหลักการและใช้ธรรมาภิบาล มันเสียหายตรงไหน ก็ยังไม่เห็นเลย เพราะการปรับย้ายที่ผ่านมายังไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.มาทำอะไรเลย ผมไม่เคยเอาพ.ร.บ.มาสู้กับใคร เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยแต่ละเหล่าทัพปรับกันขึ้นมา ไม่ขัดแย้งอะไรกัน พ.ร.บ.นี้ไม่ได้มีไว้สู้กัน มีไว้ให้เกิดความเป็นธรรม ฉะนั้นมันคนละเรื่อง เรื่องผมแต่งตั้งทายาท ไม่ใช่ผมมีทายาท 2 คน ไม่มีทายาทในกองทัพ กองทัพก็ไม่ใช่ของผม ที่ตั้งใครมาก็ตั้งด้วยความเหมาะสม และคนที่ทำงาน ตลอดระยะเวลาราชการรุ่นผมในตอนนี้ก็ 30 กว่าปีแล้ว แล้วจะไม่ให้เขาเป็นใหญ่เป็นโต คงไม่ได้มั้ง อีก 2 ปี ก็เกษียณกันหมดแล้ว เขาก็โตไปตามลำดับ โตตามแท่งของเขา มีตั้ง 16-17 เหล่า ไม่ใช่ผมเป็นคนตั้งเพียงคนเดียว มันมีสายงานของเขา มีเหล่าคนละเหล่า ผมเป็นเหล่าทหารราบ เพื่อนผมรุ่น 12 ก็มีอยู่หลายเหล่า คำสั่งนี้ก็มีทุกรุ่น ทั้ง 12 13 14 ซึ่งเกษียณพร้อมกันเลย ปี 2557 ก็ใกล้ๆ กัน ผมไม่อยากไปขัดแย้งกับใคร วันนี้ช่วยทำให้บ้านเมืองก้าวผ่านไปก่อนจะดีกว่า การมีพ.ร.บ.หรือไม่มี การแต่งตั้งเป็นอย่างไรก็ไปดูกันว่า แต่งตั้งแล้วทำงานได้หรือไม่ เขาควบคุมกองทัพได้หรือไม่ ทำประโยชน์ให้กับบ้านกับเมืองหรือไม่ ดูกันตรงนั้นมากกว่า ถ้าจะพูดว่าคนนั้นถูก คนนั้นผิด ก็ไปว่าด้วยกระบวนการยุติธรรม ตอนนี้ขอร้องอย่ากดดันกัน ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน กองทัพก็ทำงานกันมาตลอด ใครมาเป็นรัฐบาลเราก็เป็นกลไกลอยู่แล้วในการทำหน้าที่ หนักใจอย่างเดียว คือทำอย่างไรให้ประชา ชนคลายความเดือดร้อนมากกว่านี้ การเป็นผู้บังคับบัญชาคน จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก ถ้าเป็นง่ายก็ไม่ต้องคิดมาก เพียงตั้งพวกของตัวเองไว้เป็นหลักเยอะๆ กองทัพไม่ได้เป็นของใคร เป็นของคน 60 กว่าล้านคน ถ้าเอามาเป็นของใครคนใดคนหนึ่งก็เหนื่อย ถ้าทหารตั้งกันเองก็จะดี เพราะรู้ว่าใครเป็นใคร ส่วนที่ฝ่ายการเมืองอ้างว่ามาจากประชาชน 15 ล้านเสียง น่าจะดูแลกองทัพมากกว่านี้นั้น ก็ทำอยู่แล้ว อะไรที่ต้องการให้ทำก็บอกมา ไม่เหมาะสมอะไรก็บอกมา ผมรับฟังอยู่แล้ว อย่าให้เป็นประเด็นโต้แย้ง ไม่ใช่ความขัดแย้ง ทางเราก็ไม่ได้ขัดแย้งกับรัฐบาล ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้ เป็นระบบอย่างนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวใช้เสียงข้างมากในสภายกร่างพ.ร.บ.นี้นั้น ก็ว่ากันไป ที่ผ่าน มากว่าพ.ร.บ.นี้จะออกมาได้ ก็ใช้เวลาเป็นปีกว่า นานพอสมควร เหตุผลความจำเป็นก็มี ถ้าใครเห็นว่าทหารเป็นองค์กรที่มีความยุติธรรมและความโปร่งใสพอสมควร ฉะนั้นดูแลทหารหน่อยก็แล้วกัน ส่วนผม เห็นว่าไม่ทำประโยชน์ก็ย้ายผมได้ แต่ถามว่าแล้วผมทำประโยชน์หรือเปล่า ทำดีมั้ย นำพากองทัพดีมั้ย ถ้ากอง ทัพอ่อนแอคงถูกลงโทษ ผมว่าตอนนี้กอง ทัพยังเข้มแข็งอยู่ในการทำงานทำหน้าที่ ประเด็นอยู่ที่ว่าตอนนี้ประเทศไทยมีปัญหามากจนแก้ยาก ยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนช่วยกันสงบ รวมใจเป็นหนึ่งเดียว แล้วแก้ไปทีละปัญหา ทั้งปัญหาทางภาคใต้ ปัญหาชายแดน ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเราใช้กลไกปกติเดียวก็แก้ได้ ถ้าขัดแย้งกันไป ทะเลาะเบาะแว้งกันไป ผลเสียก็เกิดกับรัฐบาลทั้งสิ้น ส่วนเรื่องปฏิวัตินั้น ใครจะปฏิวัติ ผบ.ทบ.มีกี่คน แล้วกองทัพบกมีกี่กองทัพ มีกองทัพเดียว ที่เป็นหลักๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิวัติ นึกว่ามันง่ายนักหรือไง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องมีการตีความกัน รวมทั้งต้องปรับปรุงให้ถูกต้องด้วย และไม่ใช่แก้ไขเฉพาะ พ.ร.บ.กลาโหมฉบับนี้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงกฎหมายอีก 170 กว่าฉบับ ที่ออกมาจากสภาของคมช. ซึ่งจำนวนขององค์ประชุมก็ไม่ครบ แต่สุดท้ายก็ผ่านออกมาจนมีผลบังคับใช้ เรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยกับสภาที่มาจากประชาชน ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้รวมทั้งฉบับอื่นๆ ถือเป็นผลไม้พิษจากอำนาจเผด็จการ พ.ร.บ.กลาโหมถือเป็นกฎหมายที่ฝ่ายยึดอำนาจตั้งใจบัญญัติขึ้น เพราะต้องการกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งเพื่อเป็นเครื่อง มือต่อท่ออำนาจของพรรคพวกตนภายในกองทัพ ในความเป็นจริง ถ้ากองทัพไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนั้นก็ยากจะเกิดขึ้น ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เส้นทางอำนาจของทุกเหล่าทัพก็มาจากต้นทางเดียวกัน บุคคลที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตคือคณะนายทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจในวันรัฐ ประหาร 19 กันยา 49 กรณีกองทัพอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้บัญญัติขึ้นเพื่อป้องการแทรก แซงจากฝ่ายการเมืองนั้น เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่บีบบังคับอำนาจที่มาจากประชาชน ดังนั้นต้องแก้ไข เพราะขัดกับหลักการประชาธิปไตย ไม่ควรปล่อยให้กองทัพแข็งแกร่งพอที่จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะรัฐบาลมีปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ฝ่ายบริหารก็ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งเดินหน้าผลักดันนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนเอาไว้ ขณะที่เรื่องแก้ไขกฎหมาย เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากเสียงของประชาชน เมื่อกฎหมายมีความพิกลพิการก็ต้องแก้ หากเรายังใช้กฎหมายที่มาจากเผด็จการ การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะมีความหมายอะไร และไม่น่าแปลกใจที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาคัดค้าน เพราะเวลานี้นายอภิสิทธิ์เหมือนเป็น รปภ.ของอำนาจเผด็จการ ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อต่อต้านฝ่ายที่ไปแตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขา นายอภิสิทธิ์เองก็ถือเป็นนายกฯ จากอำนาจของเผด็จการ ถือเป็นผลไม้พิษเช่นเดียวกัน ส่วนที่ระบุว่าถ้ามีการแก้ไขพ.ร.บ.กลาโหมแล้วอาจเกิดความขัดแย้งในสังคม นั้น ความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นความขัดแย้งบนหลักการและเหตุผล ต่อสู้กันทางความคิดต่อหน้าประชาชน ไม่ใช่มุ่งทำลายล้างกันในทางการเมือง เพื่อบ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ผมไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประ หารอีก เรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น หากใครคิดจะทำในสถานการณ์แบบนี้ ก็คงมืดบอดเต็มที พล.อ.รัชกฤติ กาญจนวัฒน์ ส.ว.สรรหา พ.ร.บ.นี้มีการพิจารณายกร่างมาอย่างดี มีความเหมาะ สมอยู่แล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายทหารก็มีคณะกรรมการพิจารณาตามเกณฑ์ผลงาน ส่วนการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารระดับสูงที่ต้องอาศัยภายใต้ 6 บุคคล หรือ 6 เสียง ก็เป็นการพิจารณาโดยภาพรวมปกติตามแนวปฏิบัติ ฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาเจรจา ล็อบบี้คนได้บ้างเช่นกันอยู่แล้ว ใช่ว่าการเมืองจะเข้ามาล้วงลูกไม่ได้ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนตามใจตนแบบที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ คงไม่ได้ ไม่ต้องมองว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีขึ้นในสมัยใคร อาจ เตรียมยกร่างไว้นานแล้ว แต่มาพิจารณาพอดีในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้ พ.ร.บ.ฉบับนี้แค่เข้ามาเกี่ยวข้องในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อควบ คุมความปลอดภัย ความยุติ ธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายทหารเท่านั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมประเทศเวลานี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 6, 2011
ต่างมุมมอง:แก้ไขพ.ร.บ.กลาโหม "พล.อ.ประยุทธ์- ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"
ปะทะสนั่นกลางลำน้ำโขง ยืดเรือสินค้าสัญชาติจีน ผงะพบซุกยาบ้าเฉียดล้านเม็ด
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พล.ต.ปราการ ชลยุทธ ผบ.กองกำลังผาเมือง สืบทราบว่ามีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากทางเรือเดินแม่น้ำโขงด้าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จึงสั่งการให้ พ.อ.วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง ผบ.ทหารพราน 31 สนธิกำลังร่วมกับ น.อ.โสภณ รัชตาภิรักษ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ตำรวจน้ำ ตำรวจ สภ.เชียงแสน และฝ่ายปกครอง ฯลฯ ร่วมกันลาดตระเวนเลาะตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.เชียงแสน ไปจนถึงชายแดนไทย-ลาว อ.เวียงแก่น
พบเรือสินค้าสัญชาติจีนจำนวน 2 ลำ ชื่อเรือ Yu Xing 8 Hao เรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง ขนาด 300 ตัน และเรือ Hua Ping ขนาด 300 ตัน บรรทุกกระเทียม แอปเปิลและสาลี่มาเต็มคันเรือ จากท่าว้า จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า แล่นมาตามแม่น้ำโขงเข้าเขตน่านน้ำไทยด้านสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน ตรงกันข้ามกับเกาะดอนซาว เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว
โดยเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบแต่เรือทั้งสองลำได้พยายามขับเรือหลบหนี จึงนำเรือเร็วเข้าสกัดพร้อมให้สัญญาณให้จอดประชิดฝั่ง แต่คนบนเรือกลับใช้อาวุธยิงต่อสู้ จึงตอบโต้กันนานกว่า 5 นาที ก่อนเจ้าหน้าที่จะบังคับให้คนขับเรือนำเรือเข้าเทียบฝั่งได้สำเร็จ เมื่อตรวจสอบบนเรือพบว่าคนเรือเสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไม่ทราบชื่อถืออาวุธปืนอาก้าจำนวน 1 กระบอก และพบมียาบ้าซุกซ่อนอยู่จำนวนด 950,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง
"โคทม"หนุนแก้พ.ร.บ.กลาโหม ชี้ให้อำนาจทหารมากเกินไป ยอมรับทำยากเพราะยังไม่ไว้ใจกัน
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำคนเสื้อแดง เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพราะเขียนล็อกไว้ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมี อำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ว่า ส่วนตัวก็เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวต้องแก้ไข เพราะให้อำนาจฝ่ายทหารมากเกินไป สมัยที่ประชุมใน กมธ.ก็เคยเสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมพิจารณาโผโยกย้ายนายทหารด้วย แต่ท้ายสุดข้อเสนอดังกล่าวก็ตกไปเพราะเสียงส่วนใหญ่ใน กมธ.มาจากกองทัพ
"ส่วนตัวคิดว่าสัดส่วนคณะกรรมการพิจารณาทำโผโยกย้ายนายทหาร น่าจะทำให้เหมือนคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่มีหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร.คือมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วย 3 ฝ่าย 1.ฝ่ายรัฐบาล 2.ฝ่ายข้าราชการ และ 3.ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการแก้กฎหมายดังกล่าวในเวลานี้น่าจะทำได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ไว้ใจกัน"
ค้านสร้างสรรค์?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ทุบสถิติความเร็ว ความแรงและความต่อเนื่องยาวนาน สำหรับปัญหาอุทกภัยที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่
"เนสาต"ไป "นาลแก"มา ผลัดกันพัดถล่มไม่ลืมหูลืมตา ไหนจะน้ำเหนือไหลบ่า ไหนจะน้ำทะเลหนุน ยังไม่มีใครรู้ว่าภัยพิบัติหนนี้จะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใด
ถือเป็นบททดสอบ "ภาวะผู้นำ" สูตรเข้มข้นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ท่ามกลางกระแสการเมืองฝ่ายตรงข้ามจ้องโจมตีจากทุกแง่มุมตั้งแต่เรื่องเป็น หุ่นเชิดให้พี่ชาย ลามไปจนถึงเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม และการพูดจาผิดๆ ถูกๆ
เป็นอุทาหรณ์สอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้รู้ว่าการเป็นนายกฯ ประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องฝืนธรรมชาติความเป็นปุถุชนคนธรรมดาอย่างมาก
เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรผิดพลาดได้เลย ไม่ว่าเรื่องขี้หมูขี้หมาขนาดไหนก็ตาม เนื่องจากมีบางฝ่ายพร้อมจะนำไปขยายผลให้ใหญ่โตตลอดเวลา
ใหญ่โตถึงขนาดที่โฆษกพรรคแมลงสาบเรียกร้องให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องขอโทษประชาชนที่เผลอพูดคำว่า "หญ้าแฝก" เป็น "หญ้าแพรก" ออกรายการวิทยุ
ไม่เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากประชาชนที่ติดตามฟังรายการเกิดเข้าใจผิด แล้วแห่กันไปปลูกหญ้าแพรกป้องกันน้ำท่วมแทนที่จะเป็นหญ้าแฝก
ต้องนับถือคนพรรคนี้จริงๆ ที่มีความมุมานะพยายามในการหาเหลี่ยมหามุมมาโจมตีรัฐบาลได้ทุกเม็ด
หรืออย่างเมื่อเร็วๆ นี้รองโฆษกพรรคแมลงสาบที่เป็นผู้หญิงเขียนข่าวลงในเว็บไซต์ของพรรค โจมตีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ดีแต่สวย
เข้ามาบริหารงานครบ 1 เดือน สิ่งที่จับต้องได้คือแค่คิดว่าพรุ่งนี้จะแต่งตัวอย่างไร ใส่กระโปรงสั้นหรือยาว เซ็ตผมทรงไหนให้เป็นผู้นำแฟชั่น
กระเป๋าทุกใบ เข็มขัดทุกเส้นเน้นแบรนด์เนมไม่ ชาแนล ก็ แอร์เมส ทุกวันเอาแต่ส่องกระจก ปรึกษาสไตลิสต์ที่จ้างมาราคาพิเศษ เน้นสวยงามต้องตาแล้วออกมายืนๆ พูดๆ
แต่ที่หนักกว่าคือลิ่วล้อปลายแถวเป็นส.ส.ผู้ชาย คิดมุขอะไรไม่ออกก็ใช้วิธีด่าตรงๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคายแบบไม่ให้เกียรติผู้หญิง
จนหนังสือพิมพ์ไม่กล้านำมาลง สื่อทีวีไม่นำไปออกข่าว แถมยังถูกนักสิทธิสตรีและองค์กรผู้หญิงตั้งคำถามกลับไปถึงวุฒิภาวะการเป็น ฝ่ายค้านว่า
นี่น่ะหรือ ค้านแบบสร้างสรรค์?
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/10/54 นายกฯ พูดผิด..พูดใหม่ มาร์คทำผิด..จะทำผิดใหม่
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
สั่งสมุน โง่เง่า เฝ้าจับผิด
ไร้สปิริต จิตอุบาทว์ สมชาติหมา
เอาเล่ห์ลิ้น เฉไฉ ไร้ราคา
พวกมารยา สามานย์ สันดานทราม....
เรื่องเล็กใหญ่ ไม่สน ต้องก่นด่า
เลวครบหน้า บ้าน้ำลาย หมายเหยียดหยาม
พวกตนพลาด กลับเงียบฉี่ บอก..ดีงาม
ได้ประณาม คนอื่น บอก..ชื่นใจ....
ก็..พูดผิด ใครก็รู้ ดูก็เห็น
ใช่เบี่ยงเบน มารยา ทำสาไถย
ใช่เสแสร้ง แสดงว่า เที่ยวด่าใคร
เหตุไฉน ใยรุกฆาต จ้องฟาดฟัน....
ส่วนพวกตน เคยทำผิด ก็ผิดใหม่
แล้วทำไม ไม่คิดบ้าง เรื่องสร้างสรรค์
เอาสันดาน ชั่วช้า นับสารพัน
เข้าโรมรัน หลบเลี่ยง พูดเบี่ยงเบน....
ช่างสมชื่อ พรรคเปรต ทุเรศมาก
กี่ร้อยคำ ที่สำราก ล้วนปากเหม็น
กี่สิบปี ก็โสมม สมกากเดน
ไม่ว่างเว้น คิด-ชั่ว-พูด..สุดแสนเลว....
๓ บลา / ๖ ต.ค.๕๔
สตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง "แอปเปิ้ล" เสียชีวิตแล้ว
ที่มา ประชาไท
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.54 แอปเปิ้ล ส่งแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนแจ้งข่าวว่า สตีฟ จอบส์ อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 56 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อกลางปี 2547 สตีฟ จอบส์ ประกาศแก่พนักงานแอปเปิลว่าตรวจพบมะเร็งตับอ่อน
"เรามีความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่จะแจ้งให้ทราบว่าสตีฟ จอบส์ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้ สตีฟเป็นคนที่ฉลาด มีความมุ่งมั่น และมีพลังในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นับไม่ถ้วน ซึ่งเติมเต็มและทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น กล่าวได้ว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างประเมินไม่ได้ก็เพราะสตี ฟ ความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขาคือภรรยา ลอเรนซ์ และครอบครัว หัวใจของพวกเราจะส่งไปถึงพวกเขา และทุกคนที่เคยสัมผัสถึงของขวัญอันสุดพิเศษนี้" แอปเปิ้ลระบุ
ทั้งนี้ เว็บไซต์ของแอปเปิลได้นำภาพของสตีฟ จอบส์ขึ้นหน้าแรก เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของเขาด้วย

หน้าแรก apple.com
บารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวไว้อาลัยว่า มิเชลและผมเสียใจอย่างยิ่งเมื่อรับทราบข่าวการจากไปของสตีฟ จอบส์ สตีฟเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ เขากล้าพอที่จะคิดต่าง อาจหาญพอที่จะเชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนโลกได้ และมีพรสวรรค์พอที่จะทำมัน โลกได้สูญเสียผู้ที่มีวิสัยทัศน์คนหนึ่งไป
ไมเคิล บลูมเบิร์ก ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า อเมริกาได้สูญเสียอัจฉริยะ ผู้จะเป็นที่จดจำพร้อมไปกับโทมัส เอดิสัน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ความคิดสร้างสรรค์ของเขาจะพัฒนาโลกใบนี้เพื่อคนรุ่นต่อไป
ศูนย์ทนายมุสลิมเผยรับร้องเรียนถูกซ้อมอื้อ ศาลลงโทษป่วนใต้แค่33 จี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ที่มา ประชาไท
ฮัสซัน โตะดง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
ศูนย์ทนายมุสลิมเผยรับร้องเรียนกว่า 2,300 เรื่อง เหตุถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมเกือบ 300 แต่ศาลลงโทษคดีป่วนใต้แค่ 33 จาก 122 คดี จี้รัฐยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในชายแดนใต้ เหตุเปิดทางเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ

เวลา 14.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2554 ที่สำนักงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายสิทธิพงศ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม พร้อมด้วยนายอนุกูล อาแวปูเต๊ะ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี เปิดแถลงข่าวเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) โดยมีนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ต่อด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ได้รับการปล่อยตัว ร่วมแถลงข่าวด้วย
นายสิทธิพงศ์ แถลงว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษของประชาชนใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 2,338 เรื่อง ในจำนวนนี้มีชาวบ้านร้องเรียนว่า ถูกละเมิดสิทธิโดยการซ้อมทรมาน 282 เรื่อง นายสิทธิพงศ์ แถลงต่อไปว่า เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ปรากฏว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเป็นทนายความแก้ต่างให้กับจำเลยในคดีเกี่ยวกับ ความมั่นคง สืบเนื่องจากบังคับใช้กฎหมายพิเศษ จำนวน 495 เรื่อง โดยศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน 122 เรื่อง แยกเป็นคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ 33 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 27.04 และคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง มีจำนวนมากถึง 87 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 72.95
นายสิทธิพงศ์ แถลงอีกว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเห็นว่า การใช้พยานหลักฐานจากการซักถามผู้ถูกควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอควบคุมตัว เพื่อให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงในชั้นศาลว่า มีการใช้หลักฐานอะไรเป็นเหตุผลในการขอควบคุมตัวมาโดยตลอด เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางสังคม ทั้งกรณี การซ้อมนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กรณีลูกชายของอีหม่ามยะผา กาเซ็ง ที่เสียชีวิตในการควบคุมตัวของทหาร และผู้ถูกควบคุมตัวร่วมกับอีหม่ามยะผา กาเซ็ง และกรณีที่ควบคุมตัวราษฎรในพื้นจังหวัดสงขลา เป็นต้น”
นายสิทธิพงศ์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ทนายความมุสลิมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากข้อเท็จจริงและกรณีตัวอย่างที่นำเสนอมา จะทำให้รัฐบาลตระหนักถึงการละเมิดสิทธิ จากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อไป
นายสิทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ขึ้นหลังจากกรณีการควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 ต่อมาญาติร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมว่า การควบคุมตัวนายนิเซ๊ะเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อเจตนารมณ์ของการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
“ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2554 ทนายความของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัวต่อศาลจังหวัดปัตตานี เป็นหมายเลขคดีดำที่ ฉฉ.47/2554 ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งเรียกเจ้าพนักงานตามพระราชกำหนดบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งให้นำตัวนายนิเซ๊ะ มาเพื่อไต่สวนในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 แต่ปรากฏว่าวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ ก่อนวันนัดไต่สวน ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไต่สวนต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคดีดังกล่าว”
นายสิทธิพงศ์ แถลงต่อไปว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เป็นองค์กรหนึ่งที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เนื่องจากในมาตรา 11 (1) ของพระราชกำหนดฉบับนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและนำเข้าสู่กระบวนการ ซักถาม โดยที่ผู้ถูกควบคุมตัวไม่มีสิทธิในการพบหรือปรึกษาทนายความ ซึ่งแตกต่างจากสิทธิของผู้ต้องหาตามระบุไว้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2550 “
ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการประกาศต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรมของชาติ ถูกกฎหมายอะไรก็ไม่รู้ มาบดบังความดีงามของกระบวนการยุติธรรม ตนกลัวอยู่อย่างเดียวว่า มีคนตั้งแต่หนึ่งคนจนถึงคนหมู่มาก เริ่มไม่ศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งตามความรู้สึกของตน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นปัญหาใหญ่ที่ จะทำให้ประชาชน เริ่มหมดศรัทธากับกระบวนการยุติธรรม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 2 ชั้น 2 ศาลจังหวัดปัตตานี นายศิริชัย วจีสัจจะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ขึ้นนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องคัดค้านการควบคุมนายนิเซ๊ะ นิฮะ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หมายเลขดำที่ ฉฉ.47/2554 โดยนายนิเซ๊ะพร้อมทนายเดินทางมาที่ศาลจังหวัดปัตตานี แต่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ร้องขอขยายเวลาควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล นายศิริชัย เห็นว่า ผู้ร้องทราบว่านัดแต่ไม่มา ถือว่าไม่คัดค้าน ส่วนผู้ถูกควบคุมหลังได้รับการปล่อยตัวจากสถานที่ควบคุมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของทนายผู้คัดค้านอีกต่อไป มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยใช้เวลาในการพิจารณากรณีนี้เพียง 30 นาที
“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.
ที่มา ประชาไท
“คณะศิษย์เก่า มธ.” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องไล่ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มี “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตแกนนำ นปช ร่วมวงแถลงข่าวด้วย ร่อนจดหมายเปิดผนึก-แถลงการณ์ สวดยับอธิการบดีมธ.ทั้งคนก่อนหน้าและคนปัจจุบันนำมหาวิทยาลัยรับใช้ระบอบ เผด็จการ มิหนำซ้ำยังดูหมิ่น “ปรีดี พนมยงค์” ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปทำพิธีขอขมา “ปรีดี” ที่ลานปรีดีที่กลุ่มตนไม่สามารถยับยั้งลัทธิเผด็จการในรั้ว มธ ได้ ปัด ไม่ได้บูชาตัวบุคคลปรีดี เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องหลักการ
สืบเนื่องจากที่ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ได้ออกแถลงการณ์เชิญชวนให้ศิษย์เก่าและประชาชนร่วมชุมนุมขับไล่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ณ ข้างหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้ (5 ตุลาคม) ตามที่สำนักข่าวประชาไทรายงานไปแล้วนั้น ในวันนี้ผู้สื่อข่าวประชาไทได้เดินทางไปสังเกตการณ์กิจกรรมของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ดังกล่าวที่เริ่มรวมตัวตั้งแต่ก่อนเวลา 10.00 น. โดยมีการตั้งโต๊ะให้ลงนามแสดงเจตนารมณ์ขับไล่นายสมคิดในบริเวณสวนปฏิมากรรม ใกล้ทางเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งสนามหลวง มีการนำป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความโจมตีอธิการบดีมธ.ขึ้นขึงในบริเวณดัง กล่าว และยังได้นำพวงหรีดพร้อมข้อความ “อธรรมศาสตร์จงพินาศ” และ “ต่อต้านอธรรมศาสตร์” มาวางบริเวณโต๊ะแถลงข่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งเต๊นท์ขายสินค้าและจัดเตรียมงานรำลึก 6 ตุลา ในบริเวณรอบด้านอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก จึงมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งจับกลุ่มยืนดูกิจกรรมของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” อย่างสนใจ ส่วนสมาชิกของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” มีประมาณ 20 คน และมีผู้สื่อข่าวหลายสำนักเดินทางมาทำข่าวอย่างหนาแน่น
เวลาประมาณ 10.10 น. “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยทำหน้าที่เป็นแกนนำเวที นปช ในเหตุการณ์ประท้วงมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ได้เดินทางมาลงชื่อสนับสนุนการขับไล่อธิการบดีธรรมศาสตร์ในฐานะที่ตนเป็น ศิษย์เก่า ทำให้เกิดเสียงฮือฮาจากคนเสื้อแดงที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่ อย่างไรก็ตาม มีคนเสื้อแดงบางส่วนกลับเดินหนีนายวีระกานต์ทันทีพร้อมกล่าวว่า ไม่อยากยกมือไหว้
เมื่อถึงเวลา 10.30 น. ผู้จัดกิจกรรมของกลุ่ม “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” จำนวน 5 คน พร้อมนายวีระกานต์ ได้เริ่มการแถลงข่าว เริ่มด้วยการอ่านแถลงการณ์ในนามศิษย์เก่าทุกรุ่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความไม่พอใจที่นายสมคิดรับใช้ระบอบรัฐประหารและดูหมิ่น “ปรีดี พนมพงค์” โดยการนำการปฏิวัติ 2475 ของนายปรีดีไปเทียบกับการรัฐประหาร และอ่านจดหมายเปิดผนึกที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน โดยมีคำแปลภาษาอังกฤษด้วย (ทั้งแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึก สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ www.tudemoc.com) เมื่อการอ่านแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกจบลง ผู้ฟังรอบด้านก็ปรบมือและส่งเสียงโห่ร้อง
หลังจากกิจกรรมแถลงข่าวสิ้นสุดลง ในเวลา 10.50 น. “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ได้ออกเดินขบวนมุ่งหน้าไปที่ลานปรีดีพร้อมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อทำพิธี โดยประกาศเชิญชวนให้ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์คนอื่นๆและประชาชนทั้งหมดที่ยืนดู เหตุการณ์อยู่ร่วมเดินขบวนไปด้วย ทำให้มีผู้ร่วมขบวนถึงประมาณ 100 คน นำขบวนโดย นายมณฑล เลิศสุวรรณ อดีตรองประธานสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ และ นายทวิพัทร บุณฑริกสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างการเดินขบวนไปลานปรีดีได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อหน่วย รักษาความปลอดภัยของตึกโดมไม่อนุญาตให้กลุ่มเดินผ่านตึกโดมเพื่อไปยังลาน ปรีดี จึงต้องใช้เส้นทางอื่นแทน อย่างไรก็ตาม หน่วยรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มาสังเกตการณ์กิจกรรมของ กลุ่มค่อนข้างบางตา และเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนจึงไม่มีนักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยมากนัก
เวลา 11.00 น. ตรง ตัวแทน “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ทำพิธีวางธูปเทียนและกล่าวขอขมาบริเวณรูปปั้นปรีดีพนมยงค์ ก่อนจะถ่ายรูปหมู่รวมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ อันเป็นที่สิ้นสุดของกิจกรรมการประท้วง
นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่ารุ่นปี มธ. 2511 ได้ให้สัมภาษณ์กับบรรดาผู้สื่อข่าวว่า ตนเองไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น แต่การสนับสนุนรัฐประหาร และการที่นายสมคิดเรียกนายปรีดีว่าเป็นผู้ทำรัฐประหาร ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ โดยกลุ่มตนจะเคลื่อนไหวต่อไป ไม่มีเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการลงชื่อ ประชาชนยังสามารถเข้าร่วมลงชื่อได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้เข้าร่วมลงชื่อเป็นจำนวนร้อยคนแล้ว สำหรับคำถามที่ว่าตนเองต้องการเห็นใครมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนนายสมคิดนั้น นายสายัณห์กล่าวว่า ตนไม่มีตัวเลือกจะเสนอ ให้เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัยพิจารณาเอง ผู้สื่อข่าวประชาไทได้ถามนายสายัณห์ว่า การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นการบูชาตัวบุคคลนายปรีดี พนมยงค์ หรือไม่ นายสายัณห์จึงชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของหลักการ เนื่องจากนายปรีดีเป็นสัญลักษณ์ของหลักการประชาธิปไตยไทย การดูหมิ่นเหยียดหยามนายปรีดี จึงถือได้ว่าเป็นการไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยที่นายปรีดีได้สถาปนาใน ประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ นายสายัณห์เห็นว่า นายปรีดีมิได้ทำรัฐประหาร แต่ถือว่าเป็นการทำ “อภิวัฒน์” หรือ “ปฏิวัติ” สังคมไทย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงราก มิใช่ผลัดเปลี่ยนอำนาจอย่างรัฐประหารเท่านั้น
นายสายัณห์ยังได้เปิดเผยด้วยว่า “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ที่เดินทางมาทำกิจกรรมในวันนี้ พอรู้จักกันบ้างอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรุ่นใกล้เคียงกัน ในตอนแรกที่ทุกคนได้ยินข่าวเรื่องข้อเขียนของนายสมคิดก็เงียบๆ แต่ต่อมาจึงคุยโทรศัพท์ติดต่อกันจนกลายเป็นรวมตัวกันจัดการประท้วงตามที่ เห็นในวันนี้
ขณะเดียวกัน นายทวิพัทร บุณฑริกสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ตนเองเห็นว่ากิจกรรมการประท้วงครั้งนี้ก็มีลักษณะบูชาตัวบุคคลส่วนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของหลักการมากกว่า ตนมองว่านายสมคิดไม่ได้เหยียดหยามนายปรีดีอย่างเดียว แต่เหยียดหยามหลักการของนายปรีดีด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเองคิดว่าความวุ่นวายครั้งล่าสุดจากคำพูดของนายสมคิดเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ ต่อเนื่อง (series) จากสิ่งที่ “กลุ่มนิติราษฎร์” เสนอต่อสังคมไทย ซึ่งการต่อต้านจากนายสมคิดเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ และตนมั่นใจว่าจะมีการต่อต้านมาอีกมากในอนาคตอันใกล้
นายทวิพัทรกล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวประชาไทอีกว่า ในฐานะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตนเองเห็นว่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” จนมาถึงการประท้วงเพื่อยืนยันหลักการของนายปรีดีในวันนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์” ยังไม่ได้ตายจากไปไหน เนื่องจากยังมีฐานแนวคิดว่าด้วยประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์และนายปรีดีให้ ประชาชนในสมัยปัจจุบันอิงในการเรียกร้องทางการเมือง และตนยังมองว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ได้ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณดังกล่าวกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ส่วนคำถามที่ว่าห่วงเรื่องการศึกษาของตนในรั้วธรรมศาสตร์หลังจากออกมาแสดง ความไม่เห็นด้วยกับอธิการบดีธรรมศาสตร์ในวันนี้หรือไม่ นายทวิพัทรกล่าวว่า ไม่ค่อยห่วงนัก เพราะเท่าที่ทราบก็มีหลายคนในธรรมศาสตร์ที่คิดเห็นต่อนายสมคิดแบบตนมากอยู่ แล้ว
นายทวิพัทรยังได้แสดงเจตนาฝากข้อความไปให้นายสมคิดผ่านทางประชาไทด้วยว่า “ละอายใจเหอะ”
ตั้ง'ยงยุทธ'ประธาน ป.คอป.ประสานหน่วยงานรัฐทำตามข้อเสนอ คอป.
ที่มา ประชาไท
ครม.ตั้ง "ยงยุทธ" นั่
4 ตุลาคม 2554 นางฐิติมา ฉายแสงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยมอบหมายให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประสานงาน คอป.จึงให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอ แนะของคอป. (ปคอป.) โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน ส่วนคณะกรรมการประกอบด้วยเลขาธิการ ครม. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการ สื่อสาร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรมปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
นางฐิติมากล่าวว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีอำนาจในการเสริมสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการ ดำเนินงานของ คอป. เสนอแนะมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองประสาน งานขอความร่วมมือติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอของ คอป.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมแต่ละครั้งประธาน ปคอป.จะได้เงินเบี้ยประชุมครั้งละ10,000 บาท ส่วนรองประธาน ปคอป. จะได้เบี้ยประชุม 9,000 บาทต่อครั้ง ส่วนคณะกรรมการได้ 8,000 บาทต่อครั้ง รวมแล้วจะมีเบี้ยค่าตอบแทนในการประชุม ปคอป.แต่ครั้งละทั้งสิ้น 163,000 บาท
ส่วนกรณีรายชื่อบุคคลภายนอกรายหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่ง มีชื่ออยู่ใน ปคอป.ด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องติดตามว่าจะมีบทบาทอย่างไร สำคัญอยู่ที่ว่ากรรมการต้องยึดเจตนารมณ์และข้อเสนอของ คอป.อย่างเคร่งครัด ไม่มีการแปลงสารหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของคอป. และทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันจับตาดู ส่วนเรื่องเบี้ยประชุมที่มีการให้ค่าตอบแทนสูงกว่าคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่เคยมีการตั้งมานั้น ตนคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษ คงเป็นไปตามเกณฑ์ แต่ทั้งนี้ไม่ทราบว่ามีการระบุเพดานค่าตอบแทนอย่างไร
เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดเพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆ และเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวว่ากำลังจะมีการตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาในเรื่องคดีมัสยิด กรือเซะโดยให้ รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนขอยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมที่มีการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสน ทั้งที่มีหลายกลไกที่มีอยู่แล้วและรัฐบาลไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ และดูเหมือนเป็นการตั้งไล่ตามปัญหามากกว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้แนะและหวังว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้รัฐสภามีการหารือใน ประเด็นนี้อย่างชัดเจน จะได้ช่วยกันระดมความคิด
ที่มา:นสพ.มติชน
6 ตุลาฯ รำลึก: เด็กๆ หายไปไหน??
ที่มา ประชาไท
| เรื่อง “เด็กๆ หายไปไหน??” ปรากฏเป็นตอนหนึ่งในหนังสือที่ระลึกงานศพ คุณพ่อเจ็งฮี้ แซ่โค้ว (4 ตุลาคม 2471 – 28 พฤษภาคม 2554) ถ้อยคำเรียบง่ายบรรยายถึงความรู้สึกและบรรยากาศของผู้ร่วมอยู่ในห้วงเวลาเลว ร้าย ซึ่งกลายมาเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของสังคมไทยจนทุกวันนี้ ‘ประชาไท’ ขอขอบคุณเจ้าของผลงานที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่อีกครั้งในวาระ 35 ปี 6 ตุลาฯ |
สายวันนั้นเด็กหนุ่มสาวเป็นร้อยคนทะลักเข้ามาที่บ้านท่าพระจันทร์ ทั้งจากประตูหน้าบ้านและหน้าต่างชั้นสองหลังบ้าน เสียงระเบิดสนั่นแก้วหู คนหนึ่งอุจจาระราดแม่ต้องเอากางเกงให้เปลี่ยน ชุดของเธอยังแช่อยู่ในกาละมังหลังบ้าน ในตอนที่กลุ่มทหาร - ตำรวจพร้อมอาวุธสงครามในมือแบบถือปืนยาวสิบกว่าคนเข้ามาสำรวจบ้านจนครบทุก ชั้น พ่อเดินนำทางพร้อมกับพูดเสียงสั่นซ้ำๆ ไปมาว่าอย่ายิงใครนะครับ น้ำเสียงคุ้นหูแบบเดียวกับเสียงไกลๆ ที่ปลุกเราเมื่อฟ้าสางวันนั้นว่า “พี่ๆ ทหารครับ อย่ายิงเลยครับ พวกเราไม่มีอาวุธอะไรเลยนะครับ” ซ้ำไปซ้ำมาจนเราง่วงนอน แล้วมาตื่นอีกทีก็ตอนสายอันอึกทึกนั้นเอง
พี่ๆ ทหารเอาเด็กหนุ่มสาวออกไปจากบ้านจนหมด พร้อมๆ กับกลับมาลากพี่ชายลำดับสี่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรของพวกเราไปด้วย พี่สาวบอกว่าเขาเอาปืนฟาดจนทรุดต่อหน้า เราอยู่ชั้นบน สิ่งที่จำได้แม่นยำคือเสียงหวีดร้องโหยหวนยาวๆ ของพี่สาวและแม่ แบบที่เคยได้ยินเพียงครั้งนั้นครั้งเดียวในชีวิต จึงวิ่งลงมาดู ...เห็นพ่อและแม่หัวใจสลาย
ช่วงนั้นบ้านเป็นสีทึมๆ เพราะเวลาปิดร้านชั้นล่างจะมีแสงลอดเข้ามาจากช่องแสงเหนือประตูหน้าบ้านเท่า นั้น ได้ยินพี่สาวปรึกษากันว่าจะเอาพี่ชายคนนั้นกลับบ้านมาได้ยังไง รอข่าวว่าพี่ชายอีกสองคนในที่ชุมนุมไปอยู่ที่ไหน เสียชีวิตหรือไม่ ภาพถ่ายขาวดำที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างข้างนอกเมื่อเช้าวันนั้นถูกส่งมาให้ ที่บ้านดู เด็กหนุ่มสาวหลายคนถูกฆ่าตายกลางเมืองในสภาพพิศดารจนไม่น่าเชื่อ รอบๆ บ้านเราห่างออกไปไม่ถึงกิโลนี่เอง
พี่ชายสามคนติดคุก พี่ชายลำดับสี่ถูกปล่อยออกมาก่อน เพราะไม่เคยแม้แต่ไปร่วมชุมนุมใดๆ แต่ได้รอยแผลเป็นที่ถูกบุหรี่จี้ตามร่างกายอยู่หลายแผลกลับมา
พี่สาวในวัยมัธยมตัดสินใจจากบ้านเข้าป่าไปกับเพื่อน เธออยู่ในแบล็คลิสต์ของทางการเนื่องจากเคยถูกจับไปหนึ่งคืนก่อนตุลานั้นไม่ นาน ไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลือสำหรับครอบครัวเราอีก ว่าจะมีใครมาลากตัวเธอไปจากพ่อแม่ในวันพรุ่งนี้อีกหรือไม่
พี่ชายลำดับห้าเป็นหนึ่งในสามสิบหกผู้ต้องหาอยู่เกือบปีจึงถูกปล่อยตามมา และตามหนุ่มสาวคนอื่นๆ หนีการคุกคามจากรัฐเถื่อนเข้าป่าไปอีกคน
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ เสียงของคุณทมยันตีเร่าร้อนอยู่ในวิทยุเมื่อใกล้ตุลาปี19 ได้ยินพาดพิงมาถึงชื่อพี่ชายลำดับหก ในจังหวะที่พ่อกำลังเก็บร้านอยู่ตอนหัวค่ำ พ่อดุพี่ชายตอนแกกลับมาหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ประมาณว่าเขาโยนข้อหาคอมมิวนิสต์มาให้กลายๆแล้ว
พ่อคงไม่ชักแน่ใจว่าความใฝ่รู้ สงสัยหาคำตอบ อยากทำความเข้าใจสังคมที่เรามีชีวิตอยู่สำหรับมนุษย์หนึ่งคน แบบที่พ่อเลือกทำอย่างตรงไปตรงมา ปลูกไว้ให้ลูกๆเห็นอย่างง่ายๆไปเรื่อยๆมาหลายปี ไหงกลายเป็นภัยสังคมไปในวันนั้นได้?
ร้านเปิดอีกครั้ง วันนี้แม่สับหมูแดงชุดใหญ่จัดเป็นชุดๆ ใส่ตะกร้า พาเราและพี่ชายสิบขวบนั่งรถเมล์ไปคุกบางเขนเพราะลูกชายสองคนอยู่ที่นั่น สองข้างทางยังเป็นที่โล่งมีบิลบอร์ดโฆษณาเป็นระยะ นั่งกันจนง่วงนั่นแหละ ลงจากรถแล้วก็ต้องเดินเท้าตากแดดไปอีกเกือบกิโลจึงจะถึง
เสียงดังจ๊อกแจ๊กและเห็นแม่อีกหลายแม่ทักทายแม่เรา รอยยิ้มเหนื่อยๆ กังวลแต่ก็ดีใจเวลาลูกของแม่แต่ละคนโผล่หน้าออกมานั้นเป็นรอยยิ้มเดียวกัน มีลูกกรงกั้นพี่ชายอยู่ในห้องที่เรียงแถวไว้เป็นช่องๆ ต้องคุยห่างกันประมาณหนึ่งเมตร อยากกอดแค่ไหนก็ได้แต่ยิ้มให้เห็น เราวิ่งเล่นไปมาแถวนั้นจำได้ว่าไม่เคยเห็นพี่ชายร้องไห้หรือทำท่ากังวลให้ เห็นเลย แกยิ้มทักทายผู้คุมไปเรื่อย ข้าวหมูแดงแสนอร่อยแม่หิ้วมาให้ทุกคนไม่เว้นตำรวจและผู้คุม แม่เหลือแค่พลังเมตตาให้เชื่อมั่นเพราะทางเลือกอื่นไม่มี ว่าถ้าเราดีกับใครเขาแล้ว เขาคงปรานีกับลูกแม่เช่นกัน
พ่อไปเยี่ยมพี่ชายที่คุกเพียงครั้งเดียว เพราะทนเห็นลูกที่อยู่หลังลูกกรงไม่ได้ เปิดร้านขายของอีกครั้งก็มุ่งมั่นเก็บตังค์เพื่อไปปลูกบ้านใหม่ให้ไกลจาก เรื่องใจร้ายที่พรากลูกไปรวดเดียวถึงสี่คนในช่วงเวลาไม่ถึงปีนั้น บ้านใหม่ของพ่อมีเจ็ดห้องนอน นอนห้องละสองคนน่าจะสบายกว่าห้องละสิบเอ็ดคน อย่างมากก็ซื้อทีวีใหม่อีกเครื่องที่ไม่มีเสียงวิทยุยานเกราะมารบกวนเราอีก
ทุกวันแม่จะตื่นเช้าประมาณตีสี่ จัดการเตรียมต้มไก่และจัดของหน้าร้านที่เปิดขายตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เราตื่นมาก็ไปชี้หมูแดงในตู้ว่าจะกินส่วนไหน (หมูแดงที่ร้านไม่ค่อยสวยเพราะลูกๆ จะมักชี้ตรงส่วนงอกที่แสนอร่อยทำให้ดูกระดำกระด่าง) ส่วนไก่เนื้อหน้าอกไม่มีมันแม่เก็บไว้ให้อยู่แล้วไม่ต้องบอก เที่ยงเป็นเวลาวุ่นวายเพราะลูกค้ามาเต็มร้าน เรามาช่วยเสริฟอย่างเดียว แต่ละหน้าที่เก็บเงินไว้ให้คนอื่นเพราะกลัวว่าคิดผิดเดี๋ยวพ่อดุเอา บางวันยืนล้างจานเป็นร้อยอยู่หลังบ้านได้ถึงสองชั่วโมง พอลูกค้าซาแล้วแม่พบว่าเราปฏิบัติภารกิจอยู่เบื้องหลัง ก็ชมจนเรายิ้มแก้มปริ สี่ทุ่มแล้วนั่นแหละแม่ถึงล้างข้าวของเก็บร้านเสร็จ ขึ้นมาชั้นสองเปิดทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กเพื่อฟังวิทยุคลื่นสั้น “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย”
พ่อกับแม่นั่งฟังเสียงขลุกขลิกที่ขาดตอนเป็นช่วงๆ ได้เป็นชั่วโมงจนกว่าจะง่วงหลับไป ประมาณว่าเมื่อฟ้าสีทองประชาชนก็จะชนะและเป็นใหญ่ เสียงผู้ประกาศก็มักจะเป็นเสียงผู้หญิงเจื้อยแจ้ว แค่หวังว่าประชาชนชนะเมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะได้ลูกสาวคนนั้นกลับมา ไม่ว่าท่านประธานพรรคจะพูดภาษาฟังเข้าใจยากอยู่คืนแล้วคืนเล่าก็ตาม
อีกนัยหนึ่งพ่อกับแม่คงคิดว่าเสียงนี้ลอยมาจากที่ที่ลูกสาวอยู่ เสียงหญิงสาวในนั้นอาจเป็นเพื่อนของลูก หรือเป็นเด็กสาวที่อยากพูดอะไรมากมายเหมือนลูกของแม่ ก็เหลือทางสื่อสารอยู่ทางเดียวนี่นะ ที่จะทำให้รู้ว่าลูกไปอยู่กับใคร และคอยฟังว่ามีชีวิตประจำวันทำอะไรกันอยู่บ้าง แม้มีการสื่อสารทางตรงอีกทางคือจดหมายที่พี่สาวเขียนมาจากป่า มันก็ใช้เวลาสามหรือสี่เดือนจึงจะมาถึง และหลายเดือนจึงจะมีมาสักครั้ง เราและพี่ชายคนเล็กมีหน้าที่ผลัดกันอ่านจดหมายออกเสียงมาให้พ่อและแม่ฟัง ภาษาก็แปลกๆ ไม่น้อยกว่าเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย คือเชื่อมั่นในพรรคเป็นระยะๆ ตลอดจดหมาย น้ำเสียงไม่ใสแบบพี่สาวคนนี้ที่เรารู้จักเท่าไหร่นัก แต่ลายมือก็ใช่อยู่
บ่ายวันหนึ่งพี่สาวคนโตนั่งเขียนจดหมายด้วยน้ำมะนาวโดยมองไม่เห็นสิ่งที่ ตัวเองเขียน เราเข้าไปถามด้วยความสงสัย เธอเลยแสดงให้เห็นว่าพอเอาเตารีดนาบเข้าไปข้อความก็จะปรากฏออกมา เสร็จแล้วก็พับจดหมายชุดที่ยังไม่รีดนี้ซ่อนไว้ใต้ก้นถุงกระดาษ เอากระดาษแข็งปิดกาวไว้ทับอีกที เป็นถุงใส่อาหารหรือผลไม้และข้าวของที่จะเอาไปเยี่ยมพี่ชายในคุก เพราะว่าถ้าส่งจดหมายปกติให้พี่ชายในคุก ผู้คุมจะเปิดอ่านเซ็นเซอร์ก่อน แล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญานของแกว่าจะให้ส่งเข้าไปไหม และดีไม่ดีผู้ส่งอาจโดนข้อหาคอมมิวนิสต์เอาได้ง่ายๆ ไปอีกคน เลยใช้วิธีแบบนี้ดีกว่า ส่วนใหญ่เป็นการลอกจดหมายจากพี่ชาย พี่สาว และเพื่อนๆ ในป่านี่แหละ จะเป็นการนัดแนะปฏิบัติการเคลื่อนไหวทำลายล้างสถาบันหรือไม่ เราก็ไม่เห็นวิกฤตทางการเมืองใดๆ หลังจากนั้นอันเนื่องมาจากฝ่ายซ้ายอีก นอกจากกบฎทหารแย่งอำนาจกันเองเมื่อเดือนมีนาคม 2520 ที่ท้ายสุดคุณฉลาดก็มาอยู่ร่วมคุกเดียวกับพี่ชายเราพักหนึ่ง ก่อนถูกประหารสังเวยความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจในยุคนั้น
จะคุยกับพี่ชายในคุกก็ถูกฝ่ายขวาเซ็นเซอร์ เอาเข้าจริงภาษาแปลกๆ ในจดหมายจากป่าของพี่สาวก็อาจเนื่องมาจากถูกฝ่ายซ้ายเซ็นเซอร์ก่อนมาถึงมือ แม่ของลูกทุกคนในนั้นเช่นกัน
พ่อกับแม่ฟังเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยอยู่หลายปี จนเจ็ดร้อยวันผ่านไป พวกเราก็ได้กอดพี่ชายที่ถูกปล่อยออกมาที่หน้าคุกนั่นเอง เราไม่ได้ไปรอรับด้วย แต่เห็นแม่ในข่าวผ่านดาวเทียม ยุคแรกของข่าวต่างประเทศในเมืองไทย แม่หลับตากอดพี่ชายท่ามกลางคนวุ่นวายรอบตัวแล้วภาพก็ตัดหายไป
เป็นชัยชนะของพ่อกับแม่คู่หนึ่งที่เอาลูกชายกลับบ้านมาได้อีกหนึ่ง คน.... ท่ามกลางพ่อแม่มากมาย ที่ได้แต่ตั้งคำถามซึ่งตอบไม่ได้ว่า เด็กๆ หายไปไหน














