ที่มา ข่าวสด
รถติดทั้งวันยาว30กม. รฟ.เหนือหยุดทั้งหมด กรุงระทึกน้ำทะเลหนุน ปากน้ำโพอพยพใหญ่
"อยุธยา"วิกฤต น้ำทะลักท่วมเรือนจำ ต้องขนย้ายนักโทษเกือบ 2 พันคน พร้อมอพยพผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครยังจม คาดสูญเสียกว่า 3 หมื่นล้านบาท สายเอเชียอัมพาต น้ำซัดเหลือช่องทางเดียว รถเล็กผ่านไม่ได้ รถติดยาวเหยียด แนะให้ใช้เส้น 340 ผ่านสุพรรณฯแทน บขส.ต้องเปลี่ยนทางเดินรถ "สระบุรี"ก็หนัก สายมิตรภาพทางขาด "ปู"ขึ้นฮ. ตรวจน้ำท่วม สั่งขุดคลองลัดท่าจีน พร้อมเร่งระบายน้ำผ่านกทม.ลงอ่าวไทย เขื่อนภูมิพลยังระบายน้ำต่อเนื่องวันละ 100 ล้านลบ.ม. เตือนจังหวัดท้ายเขื่อนเตรียมรับน้ำ หวั่นกทม.จมช่วงน้ำทะเลหนุน 13-18 ต.ค. ศอส.สรุปตายน้ำท่วมพุ่ง 244 ราย เตือน 5 จังหวัดเสี่ยงโคลนถล่ม
ลงพื้นที่ - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ นำคณะลงพื้นที่รับทราบปัญหาเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนัก ในอ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 6 ต.ค.
"ปู"ประชุมสถานการณ์น้ำ
เมื่อ เวลา 11.45 น. วันที่ 6 ต.ค. ที่กรมชล ประทาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาด ไทย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เดินทางไปดูสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและรับฟังบรรยายสรุปที่ศูนย์ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในภาพรวมให้กับนายกฯ รับทราบ พร้อมอธิบายถึงเส้นทางการระบายน้ำของพื้นที่กทม. โดยระบุว่า ปริมาณน้ำในปีนี้ถือว่ามากกว่าปีที่แล้วถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกของกทม.นั้น ขณะนี้ได้ติดเครื่องสูบน้ำถาวรทั้งหมด 216 เครื่อง และยังมีเครื่องสูบน้ำชั่วคราวเตรียมเสริมลงไปในพื้นที่ด้วย แต่ไม่สามารถเร่งระบายน้ำได้มากกว่าอีกแล้ว เพราะแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำนครนายกเต็มแล้ว และขณะนี้ทางทหารได้เข้ามาช่วยขุดลอกคลอง 8 สาย ถ้าเสร็จจะช่วยได้มากขึ้น ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกทม.นั้น ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวรไว้ 171 เครื่อง แต่ก็ระบายน้ำได้น้อย เพราะแม่น้ำท่าจีนมีลักษณะคดเคี้ยว
สั่งขุดคลองลัดท่าจีน
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ขอให้ตัดเส้นทางน้ำให้เหมือนกับคลองลัดโพธิ์ เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่าเคยพยายามทำมาแล้วหลายครั้ง แต่กลุ่มอนุรักษ์ท่าจีนคัดค้าน เพราะเกรงจะทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ส่งผลให้ส้มโอที่ชาวบ้านปลูกหวานน้อยลง ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้รมว. เกษตรฯ เชิญกลุ่มอนุรักษ์ท่าจีนมาพูดคุยเพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป
นายกฯ ยังย้ำว่าอยากให้ทุกฝ่ายเร่งระดมกำลังกันระบายน้ำให้ได้เร็วที่สุด และขอให้เร่งประ สานกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เรื่องการขุดลอกคูคลองจัดการกับผักตบชวา และสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล และเป็นห่วงพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้ามา หากผนวกกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ก็น่าเป็นห่วง จึงขอให้ปลัดกระทรวงมหาด ไทยกับผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งเพิ่มแนวคันกั้นน้ำ และเร่งให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชนที่กำลังเดือดร้อนให้มากที่สุด
เร่งส่งอาหารถึงผู้เดือดร้อน
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวว่า เท่าที่ดูรายงานขณะนี้มีประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังยาวนาน สิ่งที่ต้องเร่งทำคือนำอาหารเข้าไปให้ถึงประชาชนให้มากที่สุด หากเข้าไม่ได้ก็ขอให้เร่งประสาน ใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อนำอาหารเข้าไปส่ง และเร่งสร้างสะพานชั่วคราวให้ได้มากที่สุด เพื่อการสัญจรไปมาของประชาชนจะได้สะดวก และลดความตึงเครียดลง หากภาครัฐมีข้อจำกัด ขอให้ประสานกับภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ เรื่องสำคัญที่ตนอยากเน้นย้ำคือความสามัคคีในรอยต่อของแต่ละจังหวัด อย่าให้เกิดปัญหาขึ้น และขอให้เร่งประสานกับ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม เพื่อเร่งช่วยดูแลโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะแถบพระนครศรีอยุธยา เพื่อดูแลเครื่องจักร ในโรงงานที่อาจได้รับความเสียหาย
ขึ้นฮ.ดูสถานการณ์กรุงเก่า
ขณะ ที่นายปลอดประสพกล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณทางใต้ของ จ.นคร สวรรค์ เนื่องจากพายุลูกใหม่กำลังจะเข้ามาภายใน 2-3 วันนี้ ก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมหลาก ทำให้บางพื้นที่ของ จ.นครสวรรค์ ที่น้ำ เคยลดลงไปแล้ว กลับท่วมใหม่ขึ้นมาอีก ส่วนที่น้ำท่วมขังอยู่แล้วก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น จึงต้องเร่งเข้าไปดูแล
จากนั้นเวลา 13.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ โดยยอมรับว่าสถานการณ์น้ำอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว ซึ่งค่อนข้างหนักใจ เพราะจะมีพายุลูกใหม่เข้ามา แต่ถ้าระบายน้ำได้ดีก็ไม่น่ามีปัญหา เท่าที่ดูเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็พยายามเร่งทำงานกันอย่างเต็มที่
ต่อ มาเวลา 14.00 น. นายกฯ พร้อมคณะ อาทิ น.พ.วรรณรัตน์ นายปลอดประสพ และอธิบดี ปภ. ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อตรวจเยี่ยม ให้ขวัญกำลังใจกับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ที่จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมบินตรวจสภาพน้ำท่วมในจุดต่างๆ
ปูหย่าศึกม็อบน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาที่แยกพระญาติ เพื่อเจรจากับกลุ่มชาวบ้าน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ต้องการให้เปิดคันดินระบายน้ำออกจากเกาะอยุธยา โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ชี้แจงว่าหากทำลายคันดินจะทำให้นิคมอุตสาห กรรมโรจนะได้รับความเสียหาย และขอให้ใจ เย็นๆ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแล และหากไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้จะมีเจ้าหน้าที่มาพาไปอยู่ที่ศูนย์อพยพ ของจังหวัด ซึ่งเมื่อนายกฯ อธิบายแล้วทำให้ชาวบ้านพอใจและแยกย้ายกันกลับไปด้วยดี
ยังไม่ประกาศภัยพิบัติชาติ
อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, October 7, 2011
เอเชีย-มิตรภาพ ถนนขาด ปูบุกหย่าศึกม็อบน้ำ
"จรัล" มอบตัวฝ่าฝืน พ.ร.บ.มั่นคง ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด สู้คดีถึงที่สุด
ที่มา มติชน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมนายคารม พลพรกลาง ทนายความ นปช. เดินทางรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราช อาณาจักร พ.ศ.2551 ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดยนายจรัลปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและขอต่อสู้คดีจนถึงที่สุด
"นิติราษฎร์" เตรียมขยับประเด็น รธน. สัปดาห์หน้า
ที่มา ประชาไท
วงเสวนาที่ มธ. หนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ สุนัย ชี้ไม่ล้างพิษรัฐประหาร โครงสร้างประชาธิปไตยฯพังแน่ พิชิต เชื่อข้อเสนอนิติราษฎร์ไม่เพียงทำให้รัฐประหารเป็นโมฆะ แต่ยังเป็นการต่อสู้ทางความคิดขั้นรากฐานด้วยว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ส่วนสุธาชัย หนุนเอารัฐธรรมนูญสามฉบับแรกเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วรเจตน์ย้ำนิติราษฎร์ทำงานความคิด ไม่นำมวลชน
(6 ต.ค.54) ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาวิพากษ์ข้อเสนอนิติราษฎร์ "การล้มล้างผลพวงของคณะรัฐประหาร" ในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา

สุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวขอบคุณคณะนิติราษฎร์ที่ประกาศข้อเสนอการล้างผลพวงรัฐประหาร โดยมองว่า นิติราษฎร์หวังดีกับบ้านเมืองและสถาบันฯ ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน
สุนัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีนักวิชาการอยากรื้อประกาศคณะปฏิวัติ โดยชี้ว่า ขณะที่ ส.ส. กว่าจะเข้าสภาได้ยากมาก หลายครั้งอยู่ได้ไม่ครบ 4 ปี กว่าจะออกกฎหมายได้ทีก็ลำบาก ขณะที่กลุ่มยึดอำนาจมาถึงก็ออกได้สบาย และกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์
ทั้งนี้ สุนัยระบุด้วยว่า สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ไม่ควรตำหนินิติราษฎร์ และสมคิดเองควรจะพิจารณาลาออก เพราะผิดจริยธรรมการก่อตั้งมหาวิทยาลัยและจริยธรรมการต่อสู้ของนักศึกษา มธ.ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เขากล่าวว่า หากไม่ล้างกระบวนการรัฐประหาร ระบบแห่งโครงสร้างการเมืองซึ่งคือ "ประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข" จะพัง โดยชี้ว่า โครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ดึงเอาศาลมาเกลือกกลั้วกับการเมือง เรียกว่า รัฐธรรมนูญที่ศาลติดคุกการเมือง ยกตัวอย่าง การสรรหา ส.ว. 74 คนที่ทำโดยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตัวแทนจากศาลฎีกา ตัวแทนศาลปกครอง และตัวแทนองค์กรอิสระ 4 องค์กรซึ่งก็มีที่มาจากศาลเช่นกัน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้องค์กรอิสระเป็นองค์กรเหนือรัฐ โดยสามารถยื่นกฎหมายเข้าสภาได้เอง ไม่ต้องผ่านรัฐบาล สภาจะเรียกศาลหรือองค์กรอิสระมาให้ปากคำใดๆ ไม่ได้ ซึ่งในที่นี้ การไม่ให้ศาลมา เข้าใจได้ เพราะถือเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย แต่องค์กรอิสระนั้นไม่ได้มีที่มาจากประชาชนเลย
ขณะที่ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า แนวคิดล้างพิษรัฐประหาร 19 ก.ย. นั้นมีการพูดคุยมาตั้งแต่หลัง 19 ก.ย.ไม่นาน แต่คณะนิติราษฎร์ถือเป็นบุคคลคณะแรกที่สังเคราะห์ความคิดนี้ได้สำเร็จ และจะผลักดันให้เป็นจริงได้โดยประชาชน
พิชิต ระบุว่า ข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การรัฐประหารเป็นโมฆะ แต่ยังเป็นการต่อสู้ทางความคิดขั้นรากฐานว่าในประเทศไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใครด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา มีแนวคิดสองแนวต่อสู้กัน หนึ่งคือ แนวคิดเชิงประเพณีว่า "อำนาจอยู่ที่ไหน รัฏฐาธิปัตย์อยู่ที่นั่น" ซึ่งจะเห็นจากนักกฎหมายเมืองไทยที่ถือเอาคำสั่งเป็นความชอบธรรม และออกมาโต้นิติราษฎร์ว่าทำเพื่อคนๆ เดียว ส่วนกระแสที่สอง ซึ่งเริ่มแข็งแรงขึ้น จนพัฒนามาเป็นประกาศของคณะนิติราษฎร์ คือความเชื่อที่ว่าประชาชนคือรัฎฐาธิปัตย์ และประชาชนคือรัฎฐาธิปัตย์อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แนวคิดนี้เป็นปรัชญาพื้นฐานของหลักการเสรีนิยมและประชาธิปไตย ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ต้องกลับไปล้างผลพวงของรัฐประหาร ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นทางสายกลางที่สุดแล้ว
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อประเทศมีปัญหาหนัก เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ว่าต้องแก้ที่กฎหมาย โดยลบล้างดอกผลของรัฐประหารก่อน ทั้งนี้ สุธาชัยระบุว่า ข้อเสนอเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้นมองว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในทางสายกลางและควรทำ แม้ว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าควรให้ยกเลิกเพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว
ส่วนข้อเสนอเรื่องยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และร่างใหม่โดยเอารัฐธรรมนูญสามฉบับแรกเป็นตัวตั้ง สุธาชัยกล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ดีมาก และเป็นสายกลางที่จะใช้แก้ปัญหาบ้านเมือง ส่วนที่มีผู้คัดค้านโดยบอกว่ามีการเสนอนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียวนั้น ยังไม่เห็นว่ามีข้อไหน ขณะที่ข้ออ้างเรื่องรัฐธรรมนูญไทยมีพัฒนาการมาไกลแล้ว ก็ยังไม่เห็นพัฒนาการเช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเสวนาดังกล่าว อาจารย์จากกลุ่มนิติราษฎร์ 4 คนได้แก่ วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ปิยบุตร แสงกนกกุล, สาวตรี สุขศรี และปูนเทพ ศิรินุพงศ์ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนด้วย
โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่า อีกสองประเด็นที่ต้องทำให้ชัดขึ้นอีก นอกจากเรื่องลบล้างผลพวง คือการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้เอารัฐธรรมนูญสามฉบับแรกเป็นแนวทางยกร่าง ที่ยังต้องขยายความรายละเอียด เพราะหากทำให้เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ คุยกันอย่างเปิดเผยได้ จะทำให้ความคิดเคลื่อนไปในประชาชนวงกว้าง และได้รัฐธรรมนูญที่เกิดการปรับสมดุลแห่งอำนาจ เป็นการเปลี่ยนเชิงระบบอย่างสันติ
ทั้งนี้ วรเจตน์ ขยายความว่า ที่เสนอรัฐธรรมนูญสามฉบับแรกเป็นแนวทาง เนื่องจากสามฉบับแรกเกิดหลังเปลี่ยนระบอบการปกครอง โดยฉบับที่สามถูกฆ่าในรัฐประหาร 2490 ซึ่งถือเป็นรัฐประหารครั้งแรก นี่จึงเป็นการย้อนกลับไปเชื่อมเอาอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าสามฉบับแรกไม่มีองคมนตรีนั้นถูกต้องแล้ว นอกจากนี้อีกเรื่องที่ต้องพูดกันคือ สถานะของพระมหากษัตริย์ เพราะหลังๆ มีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องต้องห้ามเช่น การสืบสันตะติวงศ์ ซึ่งสังคมไทยไม่คุยกัน
"การทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืน การปรับความคิดเป็นเรื่องสำคัญ ปูฐานความคิดให้คนเห็นภาพ ที่สุดจะทำให้ประเทศไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยได้" วรเจตน์กล่าวและตอบกรณีมีผู้เรียกร้องให้นิติราษฎร์นำมวลชนในการเคลื่อนไหว โดยย้ำว่า นิติราษฎร์ทำงานทางความคิด จะไม่นำมวลชนเด็ดขาด เพราะนอกจะไม่ใช่ความถนัดแล้ว จะทำให้หลักการเสียด้วย
ด้าน ปิยบุตร กล่าวว่า การทำงานทางความคิดของนิติราษฎร์คงไม่ได้จุดพลุแล้วเงียบ สัปดาห์หน้าจะเตรียมขยับอีกเล็กน้อย สำหรับประเด็นการลบล้างผลพวงรัฐประหารได้อธิบายหลายรอบแล้ว ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจอยู่ แต่ประเด็นที่จะขยายความต่อไปคือประเด็นที่สี่ ซึ่งใจความสำคัญอยู่ที่การนำรัฐธรรมนูญสามฉบับแรกมาเป็นต้นแบบ และคำประกาศ ซึ่งไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นสปิริตว่ารัฐไทยจะเป็นแบบนี้นานาชาติพร้อมใจแนะกลางเวทียูเอ็น ประเทศไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ
ที่มา ประชาไท
เมื่อเวลา 19.30 วันที่ 5 ตุลาคม 2554 สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดเวทีการรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลไทยรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อสหประชาชาติและตัวแทนจากรัฐบาลต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ทั้งนี้ ทางข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ทำการถ่ายทอดสดการรายงานดังกล่าว ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถนนเพลินจิต
การรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ หรือกระบวนการยูพีอาร์ เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ในสภาสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตั้งคำถามต่อประเทศที่ถูกตรวจสอบ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งใน 16 ประเทศของรอบเดือนตุลาคม 2554 ที่ต้องรายงานสถานการณ์สิทธิภายในประเทศต่อประชาคมนานาชาติ โดยใช้เวลารวมทั้งหมดสามชั่วโมง
ทางคณะผู้แทนไทย นำโดยเอกอัครราชทูตสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ พร้อมตัวแทนจากกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงแรงงาน ได้รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยโดยรวมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมาก จะเห็นจากการที่สื่อไทยและต่างประเทศสามารถทำงานได้โดยปราศจากการแทรกแซงของ รัฐบาล และกล่าวถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปีที่แล้วว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการทำการเยียวยา และชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม
อังกฤษ-นอร์เวย์ ระบุ เคารพสถาบันได้ แต่อย่าจำกัดเสรีภาพการแสดงออก
ในเวทีดังกล่าว พบว่า ตัวแทนรัฐบาลจากเกือบ 20 ประเทศ อาทิเช่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ สวีเดน แคนาดา ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกในไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และได้เสนอคำแนะนำต่อประเทศไทย ให้ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ทางตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ กล่าวในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกของประเทศไทยว่า เห็นด้วยกับประเทศไทยที่ชี้ว่า การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความ เคารพ อย่างไรก็ตาม ประชาชนไทยควรจะสามารถถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของ สถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่กลัวว่าจะถูกดำเนินคดีเพราะทำผิดกฎหมาย
เช่นเดียวกับตัวแทนรัฐบาลนอร์เวย์ ที่แสดงความเป็นห่วงถึงจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายหมิ่นและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นมาก และได้มีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลไทย ควรทำให้กระบวนการยุติธรรมต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายดังกล่าวเป็นไป อย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ และควรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เหมาะสมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายดัง กล่าวด้วย
นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ในฐานะที่นอร์เวย์เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบรัฐธรรมนูญอันทรงมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy) นอร์เวย์เองก็มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากแต่กฎหมายดังกล่าวกำหนดผู้ฟ้องไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับคำยินยอมจากพระมหากษัตริย์ก่อนเท่านั้น ทำให้ป้องกันไม่ให้มีการนำกฎหมายดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้
“เราขอแนะนำให้ประเทศไทย แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ เรายินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเราในประเด็นดังกล่าว [กับประเทศไทย]” ตัวแทนจากรัฐบาลนอร์เวย์ระบุ
ด้านรัฐบาลไทยแจง กำลังทบทวนกฎหมายหมิ่นฯ -พ.ร.บ. คอมพ์ฯ
ด้านตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรมไทย กล่าวรายงานต่อสภาสิทธิฯ ว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ มิได้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกใดๆ อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวควรมีการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้กฎหมายดัง กล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวนและคัดกรองคดีความที่เกี่ยวกับประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้หลายคดีถูกถอนข้อกล่าวหาไปแล้วเนื่องจากไม่มีมูลเหตุเพียงพอ
นอกจากนี้ ผู้แทนไทยยังชี้แจงว่า ในขณะนี้ รัฐบาลได้ได้ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในส่วนที่เป็นปัญหา โดยศึกษาตัวอย่างจากประเทศต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวว่า ข้อถกเถียงที่มีอยู่มากเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวในสังคมไทยตอนนี้ จะถูกนำมาพิจารณาในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย
ในประเด็นเรื่องพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ทางตัวแทนไทยได้ชี้แจงว่า กฎหมายดังกล่าวมีการป้องกันการใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ดังจะเห็นจากข้อกำหนดที่ต้องขอหมายศาลก่อน เพื่อขออนุญาติก่อนทางตำรวจจะดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม เขาแจงว่า ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพิจารณาการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริการให้อินเตอร์เน็ตมาให้ข้อเสนอแนะ
นานาชาติยังจับตาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้
ด้านตัวแทนรัฐบาลฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ออสเตรีย และอีกหลายประเทศ ยังได้ยื่นข้อเสนอรัฐบาลไทย ให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมองว่า เป็นสาเหตุของการจับกุม คุมขัง และซ้อมทรมาน รวมถึงการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะมาตรา 17 ในพ.ร.ก ฉุกเฉิน ซึ่งหลายประเทศมองว่า เป็นการงดเว้นโทษให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ
ทางรัฐบาลออสเตรีย กล่าวในที่ประชุมว่า ประเทศไทยยังคงมีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงความยุติธรรม การงดเว้นโทษของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงปัญหาด้านสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิรูประบบยุติธรม และลงนามเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) รวมถึงอนุสัญญาป้องกันการบังคับคนให้สูญหายด้วย
ด้านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ตอบข้อเสนอแนะดังกล่าวว่า กฎหมายพิเศษที่ใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นกฎหมายที่จำเป็นเพื่อใช้ในการจัดการสถานการณ์ที่มีความรุนแรง ทั้งนี้ เขาชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานหลักสิทธิมนุษยชนสากล และมิได้เป็นสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ
“กฎหมายพิเศษดังกล่าวนี้ มิได้เป็นสิ่งที่จะเอามาใช้แทนกระบวนต่างๆ ตามกฎหมาย นอกจากนี้ มาตรา 17 ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็มิได้อนุญาตการงดเว้นโทษใดๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐแม้แต่น้อย เพราะพวกเขายังอยู่ภายใต้กฎหมายอาญา โปรดแน่ใจได้เลยว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” สีหศักดิ์ย้ำ
ผู้สื่อข่าวเนชั่นชี้ ‘สีหศักดิ์’ ให้ข้อมูลเชิงบิดเบือน เกรงต่างชาติเข้าใจผิด
ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หนึ่งในวิทยากรในงาน ให้ความเห็นว่า ในประเด็นเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นับว่าเป็นความสำเร็จ เนื่องจากมีราว 20 ประเทศได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับการใช้กฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลัก สิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตามเขาชี้ว่า สีหศักดิ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการรายงานสถานการณ์สิทธิ ได้พยายามให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง
“ท่านทูตบอกว่า ประเทศไทย สื่อมีเสรีภาพที่จะพูดเรื่องการเมือง ต้องถามว่าถ้าการเมืองไปโยงกับสถาบันปุ๊บ สื่อสามารถจะพูดได้หรือเปล่า ก็ชัดเจนว่าสื่อพูดไม่ได้ สื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมที่จะตั้งคำถามหรือถกเรื่องเกี่ยวกับบทบาทเรื่อง กฎหมายหมิ่นฯ ต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพทางการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทูตพูดในทำนองทำให้ชาวต่างชาติหรือสาธารณะเข้าใจ ผิดได้” ประวิตรกล่าว
นอกจากนี้ ประวิตรยังมองว่า ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ชูประเด็นเรื่องประชาธิปไตย ทำหน้าที่ได้อย่าง “น่าละอาย” และ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ยกประเด็นเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มากล่าวในเวที ทั้งๆ ที่ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปพูดเรื่องนี้ทั้งหมด หากแต่เพียงจำกัดอยู่เรื่องการสนับสนุนคณะกรรมการปรองดองฯ เท่านั้น
ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตสีหศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อ เขาหมายถึงสื่อสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประเด็นทางการเมืองได้อย่าง เสรี ส่วนในเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เขากล่าวว่า ทางคณะผู้แทนไทยได้ยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวถูกใช้ในทางที่ผิด และย้ำว่า เรื่องนี้ต้องนำมาพูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่การหาฉันทามติร่วมกันในระดับชาติต่อไป
ตัวแทนนอร์เวย์กล่าวข้อเสนอแนะต่อทางการไทย ในเวทีตรวจสอบสถานการณ์สิทธิยูพีอาร์
ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (2) เห็นเขาไหม? ในกองเพลิงเซ็นทรัลเวิร์ล ตอน 1
ที่มา ประชาไท
ชื่อเรื่องเดิม: เรื่องของอาร์ต
โดย เพียงคำ ประดับความ
| หมายเหตุ: สารคดีชุดนี้เป็นร่างแรกของ หนังสือ "วีรชน 19 พฤษภา: คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต" ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน โดยจะสัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียชีิวิตเพื่ิอรวบรวมเรื่ิิองราวที่สะท้อนถึงตัว ตนของประชาชนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างดียิ่งจากคุณพเยาว์ อัคฮาด และประชาไท และยังยินดีเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติดต่อสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสีย ชีวิตให้ครบเท่าที่จะเป็นไปได้ หากท่านใดมีข้อแนะนำ สามารถติดต่อได้ที่ readjournal@gmail.com |
1
“ยังมีหน้ามาพูดว่าไม่ได้ฆ่า คนฆ่ายังลอยนวลเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเราล่ะ ชีวิตลูกเราล่ะ ไม่มีค่าเหรอ เราเป็นคนจน แต่เราก็มีจิตใจ ลูกเราก็เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำเหมือนกัน ทุกวันนี้พี่ก็คิดอยู่นะว่า น้องอาร์ตคงยังไม่ไปไหน เพราะยังจับคนสั่งฆ่าสั่งเผาไม่ได้”
แม่ที่สูญเสียลูกชายคนโตไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน กล่าวด้วยความคับแค้นใจ
แน่นอนว่าความเศร้ายังคงอยู่ และส่งผลสะเทือนถึงคนข้างหลัง
“ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปมั้ยหลังจากลูกตาย เปลี่ยนไม่เปลี่ยนเราก็ไม่กล้าไปทำงานที่โรงงานเก่า เรายังไม่อยากเห็นภาพเก่าๆ ทำใจไม่ได้ พ่อเขาก็ทำใจไม่ได้ แม่ก็ทำไม่ได้ เราก็เลยว่า เออ อยู่ก่อน สู้ก่อน ไปเลย ไปให้มันถึงที่สุด ไม่มีก็ยืมกิน ไม่มีก็ยืมใช้ พี่จะสู้ๆๆ สู้ทุกอย่าง มีงานอะไรที่ไหน ไปตลอด ไปหมดครอบครัวพี่น้อง ญาติที่กรุงเทพฯ ก็ไปกัน พวกพี่นี่แหละ จะเป็นกำแพงให้รัฐบาลชุดนี้ เชื่อมั้ยว่าพวกพี่ไม่กลัวทหาร ไม่กลัวลูกปืน ไม่กลัวความตาย คนเราเกิดมาตายได้ทุกคน แต่ถ้าไปตายแบบนี้พวกพี่ภูมิใจ มาเลย ความรู้สึกถึงขนาดนี้แล้ว”
2

เสียงปืนชุดสุดท้ายที่วัดปทุมวนารามเงียบลงในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขณะเปลวไฟที่เซ็นทรัลเวิลด์โหมลุกไหม้ เช่นเดียวกับที่โรงหนังสยาม ตึกช่องสาม สยามพารากอน ธนาคารอีกสิบกว่าแห่ง ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและอีกหลายจังหวัดในภาคอีสาน จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ฯลฯ
จำนวนผู้เสียชีวิตนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ถึงดึกคืนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 รวม 55 ศพ
หลังจากนั้นสองวัน มีข่าวพบศพชายวัยรุ่นบนชั้นสี่ของตึกเซ็นทรัลเวิลด์อีก 1 ศพ
“ทหารพบศพนายกิตติพงษ์ สมสุข อายุ 20 ปี นอนคุดคู้ถอดเสื้ออุดจมูกในร้านโซนี่ อิริคสัน ชั้น 4 เซ็นทรัลเวิล์ด/เบื้องต้นคาดว่าสำลักควันจนเสียชีวิต” ข้อความนี้ถูกโพสต์ทางทวิตเตอร์ <1> เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553
“ชายที่พบศพแรกที่บริเวณชั้น 4 ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งอิเซตัน ในสภาพไม่สวมเสื้อ เสียชีวิตด้วยอาการนั่งคุดคู้ตัวงอ สภาพผิวหนังไหม้เกรียม และมีผ้าพันคอสีเขียว สัญลักษณ์ของการ์ด นปช. ตกอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสันนิษฐานว่า ชายคนดังกล่าวอาจสำลักควันจากเพลิงไหม้ จึงทำให้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายกิติพงษ์ สมสุข อายุ 20 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ” หนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” รายงานไว้สั้นๆ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 02.02 <2>
คือข่าวที่สืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ต
3


เมื่อลงรถโดยสารที่ตัวอำเภอราษีไศล มอเตอร์ไซค์รับจ้างมายืนอออยู่หน้าประตูรถ เราให้ชายวัยราวห้าสิบปีคนหนึ่ง กับเพื่อนของเขาอีกคนซึ่งดูหนุ่มกว่าหลายปี ไปส่งที่ตำบลหว้านคำ มอเตอร์ไซค์คนหนุ่มถามว่าจะไปบ้านไหน ครั้นเราบอกว่าไปบ้านคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ชายทั้งสองร้อง อ๋อ คนแก่กว่าว่า “คนตายเป็นหลานชายผมเอง”
มอเตอร์ไซค์รับจ้างคนนี้ชื่อ นายสำรวย ด่านศิล อายุ 52 ปี เขาเล่ารายละเอียดเพิ่มว่า ก่อนนายกิติพงษ์ สมสุข จะเสียชีวิต ได้โทรศัพท์ออกมาหาลูกสาวของนายสำรวย เพื่อให้หาคนเข้าไปช่วย บอกว่าหายใจไม่ออก ใจจะขาดแล้ว จากนั้นสายก็หลุดไป
บ้านสองชั้นกึ่งปูนกึ่งไม้ มีร่องรอยเพิ่งปลูกสร้างใหม่หลังนั้น ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองค้างไฟ เลขที่ 38 หมู่ 9 ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ธงแดงด้ามไม้ไผ่ผูกอยู่บนหลังคาสังกะสี ทักษิณ ชินวัตร ยืนยิ้มกระจ่างโบกมือไสวอยู่กลางผืนผ้าสีแดงเด่นนั้น
ตรงลานปูนแคบๆ หน้าบ้านมีแคร่ไม้กับม้านั่งปูนทาสีแดงเข้มตั้งอยู่ ที่สะดุดตาคือฟิวเจอร์บอร์ดสีแดงขนาดยกชูขึ้นเหมาะมือ วางตั้งอยู่บนแคร่ ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นแดงเขียนหน้าที่ของทหารไทยไว้ว่า “ยามศึกเราหลบ ยามสงบเราปฏิวัติ ... หลับเถิดทหารกล้า ปวงประชาจะคุ้มภัย”
ชายกลางคนร่างท้วมที่ยืนอยู่หน้าบ้านบอกว่า ป้ายดังกล่าวเป็นฝีมือของภรรยาเขาเอง
เขาคือ “นายทองใบ สมสุข” วัย 41 ปี พ่อของนายกิติพงษ์ สมสุข หรือ “อาร์ต” เด็กหนุ่มที่พบเป็นศพอยู่บนชั้นสี่ของตึกเซ็นทรัลเวิลด์
นายทองใบออกตัวว่าเขาไม่รู้เรื่องราวต่างๆ นัก “เรื่องของอาร์ตต้องถามแม่เขา”
แต่วันนั้นแม่ของอาร์ตไปร่วมงานประกันตัวนักโทษเสื้อแดงที่จังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมาถึงคงดึกๆ
บ้านของอาร์ตตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน มีคนเดินผ่านหน้าบ้านไปมา หญิงชราคนหนึ่งเดินแวะเข้ามา ครั้นรู้ว่ามีคนมาถามเรื่องอาร์ต แม่เฒ่าเอ่ยเป็นภาษาอีสาน “อ๋อ ถามเรื่องบักอาร์ตแม่นบ่” แกคือ ยายบูรณ์ สีเสน วัย 69 ปี บ้านอยู่ใกล้กัน วันที่อาร์ตจะเข้ากรุงเทพฯ ไปชุมนุมรอบสุดท้าย ยังไปเอ่ยลาแก “มันบอกว่าไปแล้วนะยาย ไปบัดนี้บ่ได้มาง่าย ไปเมื่อนี้เทื่อสุดท้ายก็จบ ก็นึกว่าไปหาพ่อหาแม่ที่กรุงเทพฯ”
หลังรู้ข่าวการตายของเด็กหนุ่มข้างบ้านที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก แม่เฒ่าเล่าว่าตนเฝ้าติดตามข่าวทางทีวี “ยายเบิ่งข่าวตลอด อยากเห็นหลานแน คั้นศพมาฮอด ยายยังว่า เปิดให้เบิ่งแน พอเบิ่งก่ะว่ามันแม่นลูกมึงบ๊อ มันแม่นบักอาร์ตอยู่บ่ แต่ว่าเบิ่งตุ้มหูกับเบิ่งเพิ่นสัก ก็เลยว่า โอ๊ย แม่นอยู่ดอก แต่ว่าหน้าน่ะมันเปื่อย” แม่เฒ่าเสียงเบาลงขณะเอ่ยประโยคหลัง
พ่อของอาร์ตเดินเข้าไปในบ้าน หยิบภาพตั้งหน้าศพในกรอบอันใหญ่ ซึ่งเป็นภาพถ่ายด้านข้างของเด็กหนุ่มผู้สวมใส่เสื้อสีแดง กับอัลบั้มภาพถ่ายเมื่อครั้งยังมีชีวิตของอาร์ตออกมาให้ดู
“เพิ่นมักถ่ายรูปหันข้าง” เสียงยายบูรณ์ว่า
มีภาพหน้าตรงที่คล้ายถ่ายจากโทรศัพท์มือถืออยู่หลายภาพ แต่ส่วนใหญ่เลือนรางจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัด ภาพถ่ายสำคัญอยู่ตอนกลางอัลบั้ม เป็นภาพชายหนุ่มใส่กางเกงยีนสีดำ ไม่สวมเสื้อ นั่งคุดคู้คว่ำหน้าลงกับพื้น มีเสื้อสีเขียวคล้องคออุดจมูก กลางหลังมีรอยสัก ผิวหนังบางแห่งเริ่มแดงช้ำบวม ข้างๆ มีขวดน้ำเปล่าทั้งวางตั้งและล้มกลิ้งอยู่หลายขวด
อาร์ตเสียชีวิตในท่านั้น พ่อของเขาบอก พลางให้สังเกตพื้นปูนโดยรอบบริเวณที่อาร์ตนั่งอยู่ มันมีรอยเท้าย่ำอยู่เต็มไปหมด เราตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นรอยเท้าทหาร พ่อของอาร์ตส่ายหน้า “รอยเท้าเขานั่นแหละ เขาคงจะเดินวนหาน้ำหาอะไรกินก่อนจะตาย” คนพูดเริ่มตาแดงๆ และพูดช้าลง “มูลนิธิที่ไปเจอตอนแรกเขาบอก โอ๊ย ในนั้นยังไงก็อยู่ไม่ได้ ไฟมันไม่ไหม้ แต่มันเหมือนเตาอบเลย”
4

อาร์ต เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 ในครอบครัวที่เป็นทั้งชาวนาและช่างทำรองเท้า นายทองใบ สมสุข วัย 41 ปี พ่อของอาร์ตเป็นชาวบ้านค้อ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล มาแต่งงานอยู่กินกับ นางประภาพร สมสุข วัย 43 ปี ชาวบ้านหนองค้างไฟ ทั้งสองหมู่บ้านอยู่ห่างกันราวสองกิโลเมตร
อาร์ตเป็นลูกคนโต มีน้องชายหนึ่งคน คือนายประวิชา สมสุข หรือ “นุ” อายุ 19 ปี
พ่อแม่ของอาร์ตเข้าไปทำงานกรุงเทพฯ ยายจึงเป็นคนเลี้ยงอาร์ตอยู่ที่บ้านหนองค้างไฟตั้งแต่อายุขวบ 4 เดือน จนเข้าเรียน ป.1 พ่อกับแม่ถึงกลับมาอยู่ด้วย
อาร์ตเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนบ้านหว้าน (รัฐราษฎร์นุกูล) ต่อมาพ่อกับแม่ย้ายไปเปิดร้านตัดรองเท้าในตัวเมืองราษีไศล ด.ช.กิติพงษ์ สมสุข จึงย้ายไปเรียนต่อชั้น ป.4 ที่โรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จนจบ ป.6 จากนั้นเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนราษีไศล ก่อนย้ายไปเรียนสายอาชีพที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ แผนกช่างไฟฟ้า
ราวปี 2549 พ่อแม่ของอาร์ตต้องกลับเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ อีกครั้ง เนื่องจากอาชีพช่างทำรองเท้าต่างจังหวัดทำมาหากินลำบาก
หลังจากนั้น “นุ” น้องชายของอาร์ต ก็ออกโรงเรียนตอนอยู่ ม.2 เข้าไปเป็นช่างทำรองเท้าที่กรุงเทพฯ อีกคน ส่วนอาร์ตออกจากโรงเรียนตอนเรียนอยู่ ปวช.ปี 2
“เรียนไปเรียนมาก็ไม่เรียน วัยรุ่นแถวบ้านมันเป็นอย่างนี้ ชวนกันออก แต่อาร์ตเขาก็เรียนดีอยู่” นายทองใบว่า
หลังออกจากโรงเรียนอาร์ตไปฝึกทำรองเท้ากับครอบครัว ช่วงนั้นพ่อกับแม่ของเขารับเหมาตัดรองเท้าอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัด สมุทรปราการ ส่วนนุแยกไปรับเหมากับเพื่อนแถวบางขุนเทียน
นายทองใบว่า อาร์ตทำงานกับพ่อแม่ได้พักเดียวก็ไปสมัครเป็นพนักงานขายอาหารประจำบิ๊กซี คลองเตย-บ่อนไก่ ไม่นานก็ย้ายไปขายของที่หัวลำโพง เปลี่ยนงานอยู่สองสามแห่งก็กลับมาช่วยพ่อทำรองเท้าเหมือนเดิม
เมื่อถามว่าเด็กวัยรุ่นอย่างอาร์ต เริ่มสนใจการเมืองและเข้าไปร่วมชุมนุมตั้งแต่เมื่อไหร่ นายทองใบว่า “ช่วงสงกรานต์ปีห้าสอง มีคนมาทอดผ้าป่าที่หมู่บ้าน พวกนี้เขาขับแท็กซี่ เป็นพวกเสื้อแดงขาประจำอยู่แล้ว ไอ้อาร์ตก็เอาผ้าแดงมาพันหัวพันอะไร แล้วก็ติดใจไปกับขาเลย บางทีเอารถกระบะไป บางทีก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกับเขา แถวโคราชโน่นก็ไป เขามีพวกอยู่ในเมืองด้วย ตอนนั้นผมไม่ค่อยอยู่หรอก เพื่อนๆ เขามาเล่าให้ฟังทีหลัง” นายทองใบว่า
“ยายเคยถามบักอาร์ตว่าเฮ็ดหยังไปเสื้อแดง” ยายบูรณ์ที่นั่งฟังอยู่ด้วยตลอด พูดแทรกขึ้น “มันว่าม่วนดียาย หมู่ก็หลาย ยายก็ถาม แล้วมึงได้เงินบ่ มันว่าไผสิให้ล่ะยาย ข้อยไปเอง ไปด้วยใจ”
นายทองใบเล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงว่า ตลอดเวลาที่ลูกชายไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง เขาคอยห้ามปรามอยู่เสมอ เราจึงถามว่า ตัวนายทองใบเองคิดอย่างไรกับคนเสื้อแดง เขาตอบว่า “ผมก็อยู่ฝ่ายทักษิณอยู่แล้ว” ถามต่อว่า แล้วแม่ของอาร์ตล่ะ นายทองใบบอก “ตอนนั้นแม่เขาไม่ค่อยชอบหรอก แต่ตอนนี้ชอบชิบหายเลย ไปอย่างเดียวเลยทุกวันนี้”
และเมื่อถามว่า แล้วอาร์ตล่ะ ก่อนหน้าที่จะไปชุมนุม เขาคิดอย่างไร พ่อของอาร์ตตอบว่า “ตอนเรียนอยู่ เขาเคยสอบได้ทุนทักษิณ”
เมื่อการชุมนุมใหญ่เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2553 อาร์ตเดินทางไปๆ กลับๆ ราษีไศล-ราชดำเนิน พ่อกับแม่ไม่ค่อยได้พบหน้าลูกชายนัก
“ช่วงสงกรานต์เขากลับมาบ้าน ตอนนั้นเขาไปได้สามสี่ครั้งแล้ว ผมได้ข่าวไม่ค่อยดีจากพวกตำรวจว่ามันมีคนใหญ่คนโตอยู่ข้างหลัง คิดว่ายังไงเสื้อแดงก็ไม่ชนะ มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ว่าจะกลับมาห้ามเขา แต่ไม่ทัน สวนทางกัน โทรไปบอกให้ออกมา ก็ไม่ยอมออกมา มันว่าเดี๋ยวรัฐบาลจะยอมยุบสภาแล้ว ใกล้จะชนะแล้ว โอ๊ย ยังไงก็ไม่ยุบ ผมบอก มันทำท่าไปอย่างนั้นแหละ แล้วมันก็ไม่ยุบจริงๆ”
ช่วงที่เข้าไปร่วมชุมนุมนั้น อาร์ตไม่มีโทรศัพท์มือถือ เขาโทรออกมาหาพ่อกับแม่โดยขอยืมโทรศัพท์ของหัวหน้าการ์ดซึ่งเขาเรียกว่า “ลูกพี่” บางคราวก็โทรตู้สาธารณะ หากวันไหนลูกชายไม่โทรออกมา นายทองใบกับแม่ของอาร์ตมักโทรไปถามข่าวกับลูกพี่คนนี้ แต่ก็มีบางช่วงที่พ่อแม่ลูกขาดการติดต่อกันไป ในสายตาของคนเป็นพ่อในขณะนั้น อาร์ตเดินทางไกลออกไปเรื่อยๆ บนเส้นทางการต่อสู้สายที่เขาเลือก
อาร์ตไม่ได้ไปเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมตามคำกำชับของพ่อกับแม่ แต่เขาไปสมัครเป็นการ์ด และเข้าไปอยู่ในสังกัดของเสธ.แดง หลังเสธ.แดงเสียชีวิต ก็ย้ายไปอยู่กับการ์ดแหลมฉบัง
“ตอนเสธ.แดงถูกยิงคนเข้าไปดูเยอะ ก็บอกให้ออกมากับคนเยอะๆ แต่พอโทรไปถาม ลูกพี่เขาบอกว่าเห็นขึ้นรถเข้าไปที่เวทีใหญ่แล้ว อ๊าว บอกให้ออกมาก็ไม่ออกมา เราก็บอกลูกพี่เขาไปบอกให้ออกมา ลูกพี่เขาก็ไปคุยให้ แล้วก็บอกว่า โอ๊ย เขาไม่ออกมาหรอก มารู้ตอนหลังว่าเขาออกจากเสธ.แดง ไปอยู่กับพวกแหลมฉบัง มันก็เลยออกไม่ได้เลยทีนี้ เพราะว่าพวกแหลมฉบังมันมีแต่คนยอมตายเลยนะ มันไม่วิ่งเหมือนคนอื่นหรอก มันสู้อย่างเดียวเลย แล้วมันไม่ทิ้งกัน ลูกพี่มันก็ว่า ไอ้อาร์ตมันไม่ออกมาหรอก มันจะอยู่กับเพื่อน พวกนี้นี่ใจมันเด็ดเดี่ยว” นายทองใบว่า
5
จนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
นายทองใบเล่าว่า วันนั้นเขากับแม่ของอาร์ตไม่เป็นอันทำงาน เฝ้าติดตามข่าวการชุมนุมอยู่ที่โรงงานรองเท้าด้วยความเป็นห่วงลูกชาย
“พอเขาถล่มปุ๊บ ไอ้อาร์ตมันวิ่งเข้าวัด พอเข้าวัดเสร็จโทรมาบอกพ่อว่าอยู่ในวัดแล้วกับลูกพี่ ประมาณค่ำๆ นี่แหละ ผมก็เลยโทรไปหาญาติที่เป็นตำรวจอยู่แถวบางชัน บอกให้ช่วยไปเอาหลานออกมาหน่อย อยู่ในวัดปุทมฯ เข้าวัดได้แล้วแต่ออกไม่ได้ ออกจากวัดคือตายเลย เขาก็ว่าไม่รู้จะเข้าไปได้รึเปล่า สักพักหนึ่งโทรหาลูกพี่เขา เขาบอกอาร์ตออกไปข้างนอกแล้ว ไปกับเพื่อนสามสี่คน ไม่รู้ออกไปทำอะไร บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ไปกันเลย”
หลังอาร์ตหายไปจากวัดปทุมฯ ไม่นานก็มีคนโทรมาบอกว่าลูกชายนายทองใบถูกทหารไล่ยิงเข้าไปติดอยู่ในตึก เซ็นทรัลเวิลด์ที่ไฟกำลังลุกไหม้
“ลูกสาวเขา (ชี้มือไปทางนายสำรวยที่นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านๆ) โทรมาบอกว่าอาร์ตติดอยู่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พากันโดนทหารไล่ยิงเข้าไป อ๊าว ทำอะไรไม่ได้แล้วทีนี้ ตอนนั้นมันกำลังค่ำๆ แล้ว โทรไปหาหน่วยงานไหนเขาก็บอกว่าจะเข้าไปช่วยอยู่ แต่ทหารมันไม่ให้เข้า แล้วเราก็ไม่รู้ว่าลูกเราอยู่ชั้นไหน เพราะเขาไม่ได้บอก ตอนนั้นเขาเผาตึกแล้ว ทหารมันไล่ยิงเข้าไปเลย คนล้มคนตายก็มีนะ อยู่ข้างล่าง ไอ้พวกนี้มันวิ่งขึ้นตึก”
“คืนนั้นผมนอนไม่หลับทั้งคืน แม่เขาก็เอาแต่ร้องไห้ ดึกๆ ดื่นๆ ยังเทียวโทรไปที่นั่นที่นี่อยู่นะ ขอให้เขาเข้าไปช่วยลูก แต่โทรไปที่ไหนเขาก็ว่ามันเข้าไม่ได้ ทหารไม่ให้เข้า ยังไงก็เข้าไม่ได้ ต้องรอสว่างอย่างเดียว พอเช้าก็ออกตามหา ตำรวจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นพี่รีบไปเลย ที่สนามกีฬา เขากำลังเอาคนออกต่างจังหวัด ก็ไปลงชื่อว่าลูกหาย แล้วก็รอดูอยู่นั่นแหละ รถบัสกี่คันไม่รู้ ก็ไม่มี จนเขาทยอยกลับกันหมด เลยพากันกลับ พออีกวันก็พากันไปอีก ไปหาทุกที่ ที่เขาขังไว้ทางศาลแถวข้างนอกนู่นก็ไป คนถูกขังไว้เยอะนะ เป็นสองสามพัน แต่ก็ไม่มี จนถึงตอนเที่ยงวันนั้นแหละ ตำรวจโทรมาบอกว่ามีข่าวออกว่าเจอศพวัยรุ่นอยู่ในห้าง”
แรกที่ได้เห็นภาพถ่ายศพที่พบในห้าง ร่างไร้ชีวิตที่ปรากฏต่อสายตา ไม่เหลือเค้าเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เคยร่าเริงแจ่มใส
“ตอนแรกคิดว่าไม่ใช่ลูกตัวเอง คิดไว้ก่อน จำรอยสักได้ฝั่งหนึ่ง แต่อีกฝั่งหนึ่งเขาสักใหม่ ก็คิดว่าไม่ใช่ เพราะผมไม่เคยเห็น แต่แม่เขาว่าใช่ พอศพมา เขาก็เอาบัตรเอาอะไรมาให้ดู ทีนี้ก็ใช่เลย ตอนที่มูลนิธิไปเจอ เขาบอกไฟฉายอาร์ตยังไม่ดับนะ สามวันแล้วไฟฉายก็ยังไม่ดับ ไฟฉายที่เขาถือขึ้นไป”
หลังยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นลูกชายตนอย่างแน่ชัดแล้ว เจ้าหน้าที่นิติเวชขอเก็บศพไว้หนึ่งวันเพื่อทำความสะอาด สองสามีภรรยาพากันนั่งแท็กซี่กลับสมุทรปราการอย่างคนหัวใจแตกสลาย วันรุ่งขึ้นจึงพากันไปรับศพกลับราษีไศล
“ทำใจมันก็ยากอยู่ แต่ก็ทำใจเอา เพราะมันเสียไปแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนี้มันก็ดีๆ ขึ้นมาหน่อย ตอนแรกทำใจไม่ได้เลย คิดถึงแต่ลูก”
ตอนที่ลูกชายยังมีชีวิตอยู่ นายทองใบยอมรับว่าเขาไม่สนิทกับลูกนัก “ส่วนมากมีแต่ด่ากัน ลูกชายสองคนมันก็อย่างนี้แหละ มีแต่คนเก่งๆ ...แต่อาร์ตเขาก็ใช้ง่าย ทำนาทำไร่เขาก็ทำ กำลังจะดีแหละครับ กำลังรู้จักทำนู่นทำนี่ กำลังจะเข้าตัว กำลังจะใช้ได้ เงินทองก็กำลังจะใช้ได้ ก็มาตายเสียก่อน”
“ทุกวันนี้ผมเจอทหารไม่ค่อยได้นะ มันเกลียดไปหมด เห็นไม่ได้เลย แต่ก็รู้ว่าเขาก็ทำตามคำสั่ง มันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าคนเรามันนับถือไม่ได้ มันไม่น่านับถือ ทุกวันนี้ผมไม่นับถือเลย ไม่อยากจะมอง เวลาดูข่าวดูอะไรนี่ผมเปิดหนีเลย มันไม่อยากจะดู ไม่อยากจะมองหน้า เกลียดยังไงไม่รู้”
หลังได้เงินเยียวยาจากหน่วยงานต่างๆ นายทองใบกับเมียนำเงินจำนวนหนึ่งไปสร้างกุฏิให้ลูกชายที่วัดประจำตำบล
“ทุกวันนี้ผมก็เข้าใจสิ่งที่ลูกทำ ก็พากันไปเรื่อยแหละกับเสื้อแดง แม่เขาไปประจำ ผมก็นานๆ ไปที แม่เขาบอกเขาสู้แทนลูก ผมก็ที่เข้ากับเสื้อแดงทุกวันนี้ก็คิดว่าผมสู้แทนลูก เพราะว่ามันได้ทำมาแล้วก็เลยทำให้มัน”
......
ขากลับออกมาจากบ้านหนองค้างไฟ มอเตอร์ไซค์รับจ้างคนที่หนุ่มกว่า บอกว่า เขาเองก็รู้จักคุ้นเคยกับอาร์ต “ตัวจริงเพิ่นหล่อกว่าในภาพนั่นอีก”
6
วันรุ่งขึ้นเราเดินทางกลับไปที่บ้านหนองค้างไฟอีกครั้ง เพื่อพบกับ นางประภาพร สมสุข หรือ “ไน้” แม่ของอาร์ต
หญิงกลางคนผิวขาว รูปร่างท้วม ใส่เสื้อยืดสีแดง ด้านหน้าสกรีนตัวหนังสือเป็นรอยนูนว่า “ไอ้ที่ตายคือรากหญ้า ไอ้ที่ฆ่าคือ...” รีบเดินออกมาทักทาย
แล้วเรื่องของอาร์ตก็ถูกเล่าผ่านมุมมองของคนเป็นแม่อีกครั้ง
โปรดติดตามตอนต่อไป
-----------------------------------------------------
<1> โดย @sombat_moosombat intaratat
<2> 9 ศพ ในเซ็นทรัลเวิล์ดยังเข้าตรวจสอบไม่ได้ เบื้องต้นศพแรกบนชั้น 4 ทราบชื่อแล้ว. http://prachatai.com/journal/2010/05/29688
ตำรวจเสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯใต้ ยุบแล้วศูนย์ฯควบคุมค่ายอิงคยุทธฯ
ที่มา ประชาไท

พล.ต.อ.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 – 9 ตุลาคม 2554 นี้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยในวันที่ 8 ตุลาคม 2554 จะร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยต่อไปว่า การประชุมครั้งนี้ พล.ต.อ.โกวิท จะมอบนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ข้อราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังจะมีการหารือถึงการปรับโครงสร้างการแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ใหม่ด้วย โดยจะให้มีการบูรณาการการทำงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านความ มั่นคง โดยจะให้ฝ่ายปกครองเป็นองค์กรนำ เนื่องจากฝ่ายปกครองเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด
จากนั้นพล.ต.อ.โกวิท จะเดินทางมาที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ส่วนวันที่ 9 ตุลาคม 2554 จะเดินทางลงพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยต่อไปว่า ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้เตรียมที่จะเสนอต่อพล.ต.อ.โกวิท ให้ทยอยยกเลิกการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทีละอำเภอ โดยเลือกอำเภอที่มีเหตุการณ์ไม่สงบน้อยที่สุดก่อน เหตุที่ต้องการเสนอให้ยกเลิก
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยว่า เหตุขอยกเลิกเนื่องจากมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายปกติที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งขณะนี้การออกหมายควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีความละเอียดรอบคอบเกือบเทียบเก่าการออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรม
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยว่า ต่อไปผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จะถูกนำตัวมาควบคุมที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลาเพียงแห่งเดียวทันที เนื่องจากมีการยุบศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีกแห่งแล้ว
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยอีกว่า สำหรับการดูแลผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จะมีทหารเข้าร่วมดูแลด้วย ส่วนผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกนั้น แล้วแต่ทหารจะนำตัวไปควบคุมที่ไหน เพราะเป็นอำนาจของทหาร
พล.ต.อ.ไพฑูรย์ เปิดเผยด้วยว่า สำหรับเหตุที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ จังหวัดปัตตานี เป็นผู้ยื่นคำร้องขอควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ อายุ 42 ปี ชาวตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่อาสา รักษาดินแดนเสียชีวิต 4 นายในพื้นที่อำเอกะพ้อ แต่ผลการซักถามพบว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันจึงปล่อยตัวออกจากศูนย์พิทักษ์สันติไป
นักศึกษาทำกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 19 ที่ ม.เชียงใหม่
ที่มา ประชาไท


เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ทีผ่านมา กลุ่มแนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษาเสรีชนล้านนา นักศึกษา ม.เชียงใหม่ และศิษย์เก่าได้จัดนิทรรศการรำลึกเหตุ
นายปรีชาพล โชคชัยมงคล ตัวแทนนักศึกษากล่าวว่าเมื่อปีที่ผ่านมา นักศึกษาก็จัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ในตัวเมืองเชียงใหม่ มีคนเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และกลุ่ม นปช.แดง เชียงใหม่ มาร่วมกิจกรรม ส่วนปีนี้ มีการเปลี่ยนสถานที่มาจั
ในช่วงเย็นมีการจัดวงเสวนา โดยนักศึกษาได้ร่วมอภิปรายถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และพูดคุยกั
1เสียงเสื้อแดงขอไว้อาลัยให้กับโบว์
ที่มา Thai E-News
ผม ก็ขอยืนยันว่า โบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ คือหนึ่งในประชาชนคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางการเมือง ไม่สมควรได้รับการเยาะเย้ยดูหมิ่นจาก"ใครก็ตาม"ที่มองเห็นมุมที่ว่า"ทุก ชีวิตเท่าเทียมกัน"
ที่มา เฟซบุ๊คของ ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
7 ตุลาคม 2554
อีก 1 ชีวิตที่ต้องตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางการเมืองโดยอาจมีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าของอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง หรืออยู่สีไหน แต่อย่าหลงลืม"ความเป็นคน" ของ ประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ต่างสีต่างขั้วทางการเมือง โบว์อาจมีญาติ พี่น้อง เพื่อนสนิท ที่เป็นสีตรงข้าม ที่ยังเสียใจในการตายของโบว์อยู่ก็เป็นได้
ตัวผมเองเมื่ออดีตเคยเป็นเสื้อเหลืองอย่างรุนแรงมาก่อน และเข้าใจดีว่าในระดับมวลชนเองเขาก็มี"หัวใจ"ที่จะสู้ ตามอุดมการณ์ที่เขาเชื่อและยึดถือ ไม่ได้แตกต่างใดๆกับคนเสื้อแดง
จะต่างก็เพียงความคิดและอุดมการณ์ตามที่เหล่าแกนนำจะชักนำพาไป และต้องไม่ลืมว่าในเสื้อแดงหลายคนก็"เคยเป็นเหลือง"มาก่อนจำนวนมาก
หากช่วงเวลานั้นเขาถูกกระทำด้วยความรุนแรงใดๆไม่ว่าจากฝ่ายเขาเองหรือฝ่าย ภาครัฐ ณ วันนี้ เราก็อาจไม่ได้มีผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เป็นอดีตเสื้อเหลืองมากมายขนาดนี้
พูดง่ายๆว่าถ้าหากเป็นตัวผมในตอนอยู่เสื้อเหลืองที่ถูกวางแผนให้"ตาย"ไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม ก็จะไม่มีผมที่เป็น"แดงตาสว่าง"ในวันนี้
ประชาชนคนธรรมดาย่อมตกเป็นเหยื่อเสมอ ไม่จากภาครัฐ ก็จากแกนนำของตนเอง ประสบการณ์แต่ละคนคงเคยได้เห้นหรือรับรู้กันมาบ้างแล้ว
และผมก็ขอยืนยันว่า โบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ คือหนึ่งในประชาชนคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางการเมือง ไม่สมควรได้รับการเยาะเย้ยดูหมิ่นจาก"ใครก็ตาม"ที่มองเห็นมุมที่ว่า"ทุก ชีวิตเท่าเทียมกัน"
แต่ประเด็นหลังจากการเสียชีวิตนั้น คงเป็นเรื่องของ"ผู้มีอำนาจ" ที่จะเอาการเสียชีวิตของคุณโบว์ ไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเองมากที่สุด
และขอให้สังคมได้เปิดกว้างในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลอีกด้านหนึ่งกันบ้าง มองทุกมุมให้รอบด้าน และอยากให้มาตรฐานนี้กลายเป็นฐานคิดให้กับสังคม ก็คือ
"ไม่ควรมีใครต้องตายจากการชุมนุมทางการเมือง"
ข้อมูลของวิกิลีกส์จากหน้าเพจอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
....โทรเลขวิกิลีกส์ : พันธมิตร วางแผนให้เกิดการปะทะหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อให้ทหารยึดอำนาจรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ในโทรเลขทูตสหรัฐประจำไทยฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ที่วิกิลีกส์เปิดเผย (ผ่านทาง นสพ เดอะการ์เดี้ยน ของอังกฤษ) ได้เล่าถึงการสนทนากับ คนที่เขาบอกว่า เป็น "นักธุรกิจผู้หนึ่งที่มีบทบาทการเมือง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดราชสำนัก" ผู้เป็น "ทายาทตระกูลมั่งคั่ง " เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 (มีคนเดาที่เว็บ Bangkok Pundit ว่า อาจจะหมายถึง สุ.... หรือไม่ ก็อีกคนหนึ่งที่นามสกุล "ภิ....")
ข้อความส่วนที่เกี่ยวกับแผนการให้เกิดการปะทะของพันธมิตร เพื่อนำไปสู่รัฐประหาร ที่นักธุรกิจผู้นี้ เล่าให้ทูตฟัง มีดังนี้
XXXXXXXXXXXX believed PAD continued to aim for a violent clash that would spark a coup. He asserted that he had dined on October 6 with a leading PAD figure, who explained that PAD would provoke violence during its October 7 protect at the parliament. The unnamed PAD figure predicted (wrongly) that the Army would intervene against the government by the evening of October 7. XXXXXXXXXXX asserted to us that PAD remained intent on a conflict that would generate at least two dozen deaths and make military intervention appear necessary and justified.
XXXXXXXXXXXX เชื่อว่า พันธมิตร ยังคงมีเป้าหมายที่จะให้เกิดการปะทะรุนแรงเพื่อเป็นชนวนให้เกิดการรัฐ ประหาร. เขายืนยันว่า เขาได้พบกินอาหารกับผู้นำพันธมิตรคนหนึ่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม [2551] ซึ่งผู้นำพันธมิตรคนนั้นได้อธิบายให้เขาฟังว่า พันธมิตรจะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้ารัฐสภา. ผู้นำพันธมิตรที่ไม่ระบุชื่อผู้นั้นคาดการณ์ (ซึ่งผิด) ว่า กองทัพจะเข้าแทรกแซงในลักษณะปฏิปักษ์กับรัฐบาล [สมชาย วงศ์สวัสดิ์] ภายในค่ำวันที่ 7 ตุลาคม. XXXXXXXXXXX ยืนยันต่อเรา [ทูตสหรัฐ] ว่า พันธมิตรยังคงมุ่งมั่นจะให้เกิดการปะทะ ที่จะทำให้มีคนตายอย่างน้อย 24-25 คน [two dozen แปลตรงๆคือ "2 โหล" หรือ 24 คน] ซึ่งจะทำให้การรัฐประหารของทหารเป็นเรื่องที่ดูว่าจำเป็นและมีความชอบธรรม
(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=142181502501804&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&type=3&theater)
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
ASTVผู้จัดการ:พันธมิตรฯ ทำบุญรำลึก 3 ปี วีรชน 7 ตุลา ลานพระรูปทรงม้า
วันนี้ (7 ต.ค.) ที่ลานพระรุปทรงม้า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรี จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำฯ ได้เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 85 รูป เนื่องในงานรำลึกเหตุการ์ณสลายการชุมนุม 7 ตุลา 51 โดยมีประชาชนเข้าร่วมรำลึกถึงวีรชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวน มาก ขณะที่นายคำนูญ สิทธิสมาน ส.ว. สรรหา และนางสาวรสนา โตสิกตระกูล ส.ว.กรุงเทพ ได้เดินทางมาร่วมในพิธีด้วย
วีรชน 7 ตุลาฯ:จำกัด พลางกูร
ที่มา Thai E-News
เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
7 ตุลาคม 2554
จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ

วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้
การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว
ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อ ต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี
ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 97 ปี
กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์

ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉล บชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน 6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552)

สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 95 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ใน ขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน
การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ
-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)
การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูล สงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่าย ปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483
การปฏิบัติงานเสรีไทย

-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอม สละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ
-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อ ประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ
1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น
-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"
-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่า แขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง
-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง
-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว
-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่อง ทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย
จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่ หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ
-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้ง นี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา
-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทาง มาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.
-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้
-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด
-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน
-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ
-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับ เสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ
สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม
-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้
หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี
อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ

เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."
-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า
"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"
ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 95 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง
0000000000000




