WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 10, 2011

เสวนาเรื่องปรีดี: ชี้ไม่ว่ารัฐประหารกี่ครั้ง ไทยก็ไม่ย้อนกลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชอีก

ที่มา ประชาไท

ธเนศมองกรณีข้อถกเถียงนิติราษฎร์ ทำให้เห็นว่า 70 ปีการเมืองไทยยังไม่นิ่ง ระบุรัฐประหาร 2490 ต้นตอปัญหาปัจจุบัน มรกต ชี้ไม่ว่ารัฐประหารกี่รอบ แต่ยังไม่มีใครย้อนกลับไประบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แนะรื้อประวัติศาสตร์ช่วง 2475-2490 ใหม่

(9 ต.ค.54) วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์จัดเสวนาหัวข้อ "ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์กับสังคมการเมืองและประชาธิปไตยไทย" ณ อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า กรณี "คณะนิติราษฎร์" ออกมาเสนอว่ารัฐประหารเป็นสิ่งไม่ดี เพราะทำลายระบบนิติรัฐและเสนอลบผลพวงรัฐประหาร โดยที่มีอีกกลุ่มตั้งคำถามไปถึงว่าให้ลบผลพวงตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง 2475 ด้วยหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นมิติที่ดี เพราะทำให้เห็นว่าการเมืองไทยในรอบ 70 กว่าปียังไม่นิ่ง ยังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบที่ อ.ปรีดีเรียก

เขามองว่า คำถามที่จุดขึ้นมานี้ ไม่ว่าจากกลุ่มไหนก็ตาม นำไปสู่การทำให้ทุกคนต้องหันมามองปัญหาทางการเมืองว่าตกลงพัฒนาการปัจจุบัน เราอยู่ตรงไหน และกำลังไปสู่อะไร นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า 70 กว่าปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงว่าการปฏิวัติรัฐประหารคือการเข้าสู่อำนาจรัฐถูกต้องหรือไม่ก็ยัง ไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ ธเนศกล่าวว่า วิวาทะครั้งล่าสุดนี้ น่าสนใจตรงที่ดึงประเด็นที่เป็นรูปธรรมชัดขึ้นมา โดยนิติราษฎร์เสนอออกกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญเพื่อทำให้รัฐประหารครั้งล่าสุดไม่ มีผล ถือเป็นการหลุดจากกรอบของการถูกขนบธรรมเนียมของรัฐประหารกดทับไว้

สำหรับภาพความรับรู้เรื่อง อ.ปรีดีนั้น ธเนศแสดงความเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นและลงตามการเมืองไทยและความหมายของ ประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไป โดยภาพลักษณ์นั้นเกิดผ่านการเล่าเรื่อง (narrative) ซึ่งมีการเล่าเรื่องสองชุด คือ หนึ่ง ภาพลักษณ์ผู้ทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชหรือระบอบกษัตริย์ ภาพลักษณ์นี้ถูกสร้างผ่านข่าวลือ เช่น ปรีดีอยู่เบื้องหลังคดีสวรรคต การสร้างภาพลักษณ์นี้เกิดในช่วงหลังรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 ส่วนชุดที่สองคือ ภาพลักษณ์มันสมองคณะราษฎร ผู้นำระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งภาพลักษณ์นี้เกิดในช่วงใกล้ๆ เหตุการณ์ 14 ต.ค.2516

ธเนศกล่าวว่า เมื่อศึกษาการเมืองไทยพบว่า เรื่องที่ยังมีปัญหาจนปัจจุบัน มีต้นกำเนิดจากการรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 ซึ่งรวมถึงความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหากับประชาธิปไตยที่สุด โดยทุกครั้งหลังรัฐประหาร ทหารต้องให้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลแทน

ธเนศกล่าวว่า รัฐประหาร 2490 เป็นต้นกำเนิดของปัญหาประชาธิปไตยไทยจนถึงวันนี้ แม้จะมีรัฐประหารที่สำคัญมากคือ ในปี 2500-2501 ของจอมพลสฤษดิ์ แต่ก็เชื่อว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 2490 ก็ไม่มีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ และจะไม่มีรัฐประหาร 17 พ.ย.14 สมัยจอมพลถนอม รวมถึงเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ด้วย

ทั้งนี้ ธเนศ ระบุว่า การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ (ในปี 2501) ซึ่งให้เหตุผลของการรัฐประหารว่าเพราะ "กลไกไม่ดี" นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับก่อน และตั้งเครื่องมือใหม่ เช่น สภา ส.ส.ร. รวมถึงยกระดับคำประกาศคณะปฏิวัติให้มีศักดิ์เท่ากับกฎหมาย เป็นต้นแบบของรัฐประหารครั้งต่อๆ มา ซึ่งเขามองว่า การที่นักกฎหมายยอมรับว่าศักดิ์ของประกาศคณะปฏิวัติเทียบเท่ากฎหมายปกตินั้น เป็นจารีตที่มีปัญหา

"ระบบยุติธรรมไทยที่เรามีวางอยู่บนการถักทอของอำนาจนอกระบบทั้งนั้น" ธเนศกล่าวและว่า หลายปีที่ผ่านมา ระบอบปฏิวัติอยู่ได้เพราะสร้างความพอใจให้ฐานเสียง ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐบาลปฏิวัติทุกสมัยคือคนในเมือง โดยยกตัวอย่างการปฏิวัติสมัยจอมพลถนอม มีการลดดอกเบี้ย ค่าไฟ ซึ่งคนในเมืองได้ประโยชน์ แต่ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านรอบนอก สมัยจอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญ ฆ่าคน ซึ่งคนในกรุงก็ไม่เดือดร้อน ขณะที่ถ้าได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำอะไรก็ไม่เสร็จ

ธเนศชี้ว่า เรามีรัฐบาลที่ให้ผลประโยชน์กับคนในเมืองเยอะ แต่วิธีการเข้าสู่อำนาจนั้นเป็นสีเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลัง นักกฎหมายอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายและนิติรัฐ นี่คือความเพี้ยนของกระบวนการกฎหมายของไทย

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ในช่วง 4-5 ปีที่มีเสื้อแดง มีกลุ่มการเมืองต่างๆ ทำให้เห็นว่ามีแรงโต้รัฐประหารจากคนรอบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในรัฐธรรมนูญ ระบอบรัฐสภา และการเลือกตั้ง ไม่ปล่อยให้คนกรุงเทพฯ และนักกฎหมายในกรุงเทพ ตัดสินฝ่ายเดียวอีกแล้ว ซึ่งหาก อ.ปรีดีสามารถรับรู้ได้ คงมองว่าอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เริ่มจากคณะผู้ก่อการในตอนนั้นไม่หายและขยายไปทั่วทุกที่ในประเทศ เป็นการเมืองของภาคประชาชน


"ไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง
แล้วก็ทำให้การปกครองไทยเป็นแบบครึ่งใบ เสี้ยวใบ
แต่ไม่เคยมีใครก็ตามกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
อันนี้คือสิ่งที่คณะราษฎรทำ"

มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ โครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาโท “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2526” กล่าวว่า ความทรงจำในสังคมไทยถูกผูกขาดโดยรัฐไทย หรือพูดให้ชัดคือรัฐบาลรัฐประหาร กลุ่มอนุรักษนิยม พรรคการเมืองที่เข้าบริหารประเทศ พร้อมระบุว่า ความสับสนเรื่องรัฐประหาร, ปฏิวัติกับการเมืองไทย เกิดจากปัญหาการสร้างความทรงจำตั้งแต่ปี 2475

"รัฐไทยได้พยายามทำให้การลืมเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย" มรกตกล่าวและยกตัวอย่างการลืมการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าสมาชิกของคณะราษฎรคือใครบ้างและทำอะไร พร้อมยกตัวอย่างนิทรรศการนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ที่ต้นถนนราชดำเนินว่า เป็นการสร้างความทรงจำแบบเดียวเท่านั้นในสังคมไทยและก่อให้เกิดปัญหา โดยเรื่องราวของคณะราษฎรนั้นมีเพียงรูปใบเดียวและระบุว่า คณะราษฎรก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2475 แต่ไม่มีรายละเอียดว่าใครทำอะไร

"ความจริงแล้วดูง่ายๆ ว่า [การเปลี่ยนแปลง 2475]เป็นการปฏิวัติและอภิวัฒน์ตามที่อาจารย์ปรีดีเสนอไว้จริงหรือไม่ เอาง่ายๆ นับตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน มีการรัฐประหารจำนวนมาก มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ แต่ว่าคณะรัฐประหาร คณะทหารโดยทั่วไป แม้แต่กลุ่มอำนาจนิยม ไม่เคยมีใครต้องการที่จะกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอีกเลย อันนี้คือความสำคัญอันหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครพูดถึง" มรกตกล่าวและย้ำว่า "ไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง แล้วก็ทำให้การปกครองไทยเป็นแบบครึ่งใบ เสี้ยวใบ แต่ไม่เคยมีใครก็ตามกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อันนี้คือสิ่งที่คณะราษฎรทำ"

มรกต กล่าวถึงสาเหตุที่ปรีดีถูกพูดถึงตลอดเวลา ไม่ว่าในช่วงที่สังคมไทยเกิดวิกฤต ช่วงรัฐประหาร ช่วงพรรคการเมืองอยากชนะเลือกตั้ง หรือหลัง พ.ค.35 เพราะนับตั้งแต่ 24 มิ.ย.2475 ปรีดี คือสตีฟ จอบส์ของสยาม เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของคณะราษฎร โดยจุดแข็งคือ มันสมองในแง่ที่ว่าพยายามทำให้การอภิวัฒน์ 2475 เป็นการอภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหยั่งลึกเต็มที่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิตและการเปลี่ยนแปลงโครสร้างเศรษฐกิจ นั่นคือต้องการให้คนธรรมดาสามารถกินดีอยู่ดี ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนจุดอ่อนคือ ความต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการลดอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชลง ทำให้กลุ่มที่ไม่ต้องการเสียอำนาจใช้แนวคิดเรื่องคอมมิวนิวส์มาโจมตีปรีดี

มรกต ทิ้งท้ายว่า คณะราษฎร-การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่เคยมีเนื้อที่ในความทรงจำของสาธารณชนชาวไทยอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์คณะราษฎร ไม่เคยมีอะไรเลย พร้อมเสนอว่า ควรจะต้องมีความพยายามที่จะทำความเข้าใจการเมืองไทยเสียใหม่ โดยเฉพาะในช่วง 2475-2490 โดยชี้ว่าหากยังเป็นแบบเก่า จะไม่สามารถช่วยเป็นทัพหน้าในการสร้างให้เรามองอนาคตไปได้ไกล โดยเมื่อไหร่ที่ปัจจุบันและอนาคตถึงทางตัน เพราะเราไม่รู้จะไปทางไหน ปัญหาประการหนึ่งที่เกิดทั่วโลกคือความทรงจำได้กักขังพวกเราไม่ให้มองอนาคต ในรูปแบบอื่น เพราะว่าอดีตทำให้เรามองความเป็นมาหรือปัญหาของเราในรูปแบบเฉพาะที่เราจะ แหวกกรงล้อมไปไม่ได้

ท้องฟ้าประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

ที่มา:ภาพจากเฟซบุ๊คของ Theerachot Rergjaree )

นายกฯออกทีวีแจงน้ำท่วม สั่งทหารช่วยชาวบ้าน

ที่มา Thai E-News




เมื่อค่ำวันที่ 9 ต.ค. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ว่า ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมชลประทานว่า ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนเริ่มมีแนวโน้มลดน้อยลง ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะยังคงสูงอีกไม่มากนัก

โดยคาดว่าจะมี ระดับน้ำสูงสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ในช่วงวันที่ 12- 13 ตุลาคม 2554 ประมาณ 4,800 - 4,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทรงตัวอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ทั้งนี้ระดับน้ำในลำน้ำเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา จะสูงขึ้นจากปัจจุบันทุกจุดประมาณโดยเฉลี่ยไม่เกิน 20 เซนติเมตร ขอให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำ และเฝ้าระวังเสริมคันกั้นน้ำให้มั่นคง เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้า ระวังอาจได้รับผลกระทบเกิดปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ได้แก่ บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณอำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำจากแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะไหลต่อเนื่องลงมา ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนการเตรียมความพร้อมป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตกมีสถานีสูบน้ำ 188 แห่ง ประตูระบายน้ำ 214 แห่ง ทางกรุงเทพมหานคร จะเร่งเตรียมรับน้ำพร้อมที่จะระบายได้ ส่วนบริเวณด้านตะวันออกตอนใต้ ของ กทม. บริเวณสุวรรณภูมิ เมื่อมีน้ำเข้ามาจะใช้คลอง 5 แห่ง คือ คลองหนองงูเห่า คลองบางโฉลง คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองจรเข้ใหญ่ คลองลาดกระบัง เพื่อรับน้ำออกสู่ทะเล โดยตอนล่างจะมีสถานีสูบน้ำ 8 แห่ง ทำหน้าที่ผลักน้ำที่เข้ามาทั้งหมดลงสู่ทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สั่งให้มีการเตรียมการให้ขุดลอกคลองดังกล่าว ให้แล้วเสร็จจากเดิมประมาณ 1 เดือน ให้เร่งดำเนินการภายใน 7 - 10 วัน โดยระดมสรรพกำลัง ทั้งทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ และได้ให้มีการเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำทั้ง 8 แห่ง ไว้รองรับ เรียบร้อยแล้ว

สำหรับประชาชนที่อาศัยในกรุงเทพมหา นคร บริเวณนอกแนวคันกั้นน้ำ และบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาถือว่า เป็นกลุ่มเสี่ยง ขอให้เตรียมตัวขนย้ายทรัพย์สินมีค่า สิ่งของที่จำเป็นออกนอกพื้นที่ และให้เฝ้าติดตามสถานการณ์จาก ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. เป็นระยะๆ

ทั้ง นี้รัฐบาลอยากขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเคเบิ้ลทีวี เครือข่ายสังคมออนไลน์ SocialMedia ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจาก ศปภ. ต่อไปด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีการปรับแผน และมาตรการทำงานของ ศปภ. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งในวันนี้ ได้ให้มีการตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมให้ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าสามารถป้องกันได้ให้หาวิธีการป้องกันเต็มที่ โดยสามารถร้องขอการสนับสนุนจาก ศปภ. ได้ตลอดเวลาโดยได้แบ่งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สามารถป้องกันได้ และกลุ่มที่ไม่สามารถป้องกันได้

โดยกลุ่ม ที่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมได้ เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัย ก็ขอให้ประชาชนอพยพจากพื้นที่ไปพักที่สถานที่ทางราชการจัดให้ ซึ่งทางฝ่ายประชาสัมพันธ์จะได้แจ้งให้ประชาชนทราบว่า มีที่ใดบ้าง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะใช้ที่ศาลากลางจังหวัด หรือที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ขณะที่ได้มอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เข้าไปป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมอื่นให้ได้ หากได้รับความเสียหายจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สำหรับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะนั้น ขณะนี้ได้รับรายงานว่า โรงงานที่จมน้ำคือบริเวณเฟส 1 ซึ่งอยู่ระหว่างการกู้ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ส่วนเฟส 2 และ 3 จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด

อย่าง ไรก็ตาม ขอให้ประชาชนไม่ต้องตระหนกตกใจหรือหวาดหวั่นกับข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะชี้แจงให้ประชาชนทราบผ่าน ศปภ. เป็นระยะๆ และขณะนี้รัฐบาลได้รับทราบ และเข้าใจปัญหาจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
และ จะได้ประมวลมากำหนดเป็นมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยต่อไป รวมถึงการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูในระยะยาว แม้ว่า จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำเพื่อมิให้มีผลกระทบในระยะยาวต่อไป

สั่งกองทัพเปิดค่ายตั้งศูนย์ช่วยผู้อพยพน้ำท่วม

นายกฯ กล่าวว่า บางจังหวัดจะมีพื้นที่เสี่ยงภัยนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำการหากมีน้ำเข้าถึงก็พร้อมที่จะอพยพโดยทหารอากาศและทหารเรือ

เมื่อ ถามว่าพื้นที่รองรับประชาชนคือค่ายทหารใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ จะให้เข้าพักในค่ายทหาร แต่ขอประชาสัมพันธ์ว่า หากเอกชนมีสถานที่สูงและปลอดภัยที่จะใช้เป็นค่ายอพยพ ขอให้แจ้งมา เพราะวันนี้จ.อยุธยาเต็มแล้ว จึงจะขนย้ายผู้อพยพไปจังหวัดอื่นที่น้ำไม่ท่วม

และขอความกรุณาอีกว่าผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสิ่งของไปยังประชาชนที่ ประสบภัยหากเป็นไปได้ขอให้ติดต่อมายังศูนย์กลางก่อน เพราะบางพื้นที่ประกาศไปแล้วประชาชนไปรอที่ถนน และไม่ทราบว่าจะส่งให้จุดใดจนเจ้าหน้าที่ทำงานลำบากและมีปัญหาจราจร

จึง ขอให้แจ้งมาว่าจะให้ไปช่วยเหลือในจุดใด เราจะไปช่วยเหลือในจุดนั้นให้ แต่เบื้องต้นนั้นสามารถไปรวมที่ศูนย์อพยพได้เลยและจะมีเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ควรไปสิ่งจุดใดและวันนี้เส้นทางรถนั้นใช้ไม่ได้แต่จะใช้เส้นทางเรือแทน

Sunday, October 9, 2011

ที่นี่ประเทศไทย เขื่อนกักน้ำหน้าแล้ง ปล่อยน้ำหน้าฝน

ที่มา thaifreenews

โดย คนเกี่ยวข้าว

ประโยชน์ของเขื่อน เท่าที่ผมทราบนะ
1. เอาไว้เที่ยว
2. เอาไว้เป็นสถานที่พักผ่อน
3. เอาไว้เป็นที่ถ่ายรูป
4. เอาไว้เล่นน้ำตอนวันสงกรานต์

พอ หน้าแล้ง บอกว่า ปล่อยน้ำไม่ได้ เกษตรกร อย่าปลูกข้าวเลย เพราะว่าทางเขื่อนจะไม่ปล่อยน้ำ เพราะน้ำจะหมด งง สิครับ ถ้าเขื่อนน้ำหมด แล้ว มันเสียหายอย่างไร เมื่อเทียบกับ มีน้ำแล้วไม่ปล่อยออกมา

ต่างชาติรายงานข่าวไทยทุกข์หนักจากน้ำท่วม กทม.เสี่ยงจม 2.34 ล้านคนระส่ำ

ที่มา ข่าวสด



สำนักข่าวเอพี รายงานภาวะน้ำท่วมประเทศไทยที่ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ถนนหนทางถูกตัดขาด โบราณสถานหลายแห่ง ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ในภาวะวิกฤตจากระดับน้ำที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กทม. ยังคงไม่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมมากนัก แต่ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำจำนวนมากที่จะไหลจากตอนเหนือลงสู่ทะเล ผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระบุว่า ในขณะนี้ ได้มีการเร่งผลักดันน้ำลงทะเลเป็นการด่วนแล้ว

ส่วนสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุอุทกภัยครั้ง เลวร้ายของไทย มีทั้งสิ้น 261 ราย สูญหาย 4 ราย และกว่า 2.34 ล้านคน ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะ พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ทั้งนี้ ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 1995 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และ ไทย อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นหลายลูกที่นำพาให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อ เนื่อง

ไทยฟรีนิวส์ยังรับบริจาคช่วยพี่น้องน้ำท่วมรอบ 3 อยู่นะครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

คุณแมวอ้วนอ้วนตอนนี้กำลังรวบรวมรถที่สามารถลุยน้ำสูงๆ ได้ รถผมเลยได้รับเกียรติให้ร่วมขบวนไปได้อีกหนึ่บคัน ทีแรกผมตั้งใจว่าจะติดรถคนอื่นไป เพราะรถผมวิ่งได้เร็วมากจนตามรถคนอื่นไม่ทัน

ครั้งที่แล้วไปช่วยน้ำ ท่วมที่ชัยนาท ขับเข้าขบวนเหนื่อยพอสมควร เพราะรถผมวิ่งได้ถึง 85-90 กม/ชั่วโมง ต้องขับทั้งเหยียบทั้งเร่งจนเหนื่อยเพื่อให้ขบวนตามทัน 555 แต่หากลุยน้ำรถผมกินขาด ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลย 555

ตอนนี้ไทยฟรี นิวส์และ FARED ได้กำหนดแผนการไปช่วยพี่น้องน้ำท่วมรอบที่สามในวันเสาร์หน้า (15 ตุลาคม) แล้วครับ คุณแมวอ้วนอ้วนกำลังระดมการบริจาคอยู่ใครอยากมีส่วนร่วม ช่วยเหลือแบ่งปันพี่น้องเรา ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดการบริจาคได้ที่กระทู้นี้เลยครับ

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=29436.0

การ ไปช่วยพี่น้องร่วมชาติ สิ่งที่ผมได้รับอย่างหนึ่งคือ "ความรู้สึกปิติ" ในใจที่เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่เขาได้รับความเดือดร้อนจริงๆ อันที่จริงผมไม่ได้สนใจเรื่องการทำบุญว่าจะได้ขึ้นสวรรค์หรืออะไร เพราะผลจากบุญทีชัดเจนคือ ความรู้สึกปิติ เป็นสุข อันนี้ได้รับทันที แม้จะต้องลุยน้ำลุยแดดเหนื่อย แต่เมื่อมีความปิติ ก็จะรู้สึกเบากายเบาใจ

การบริจาคนั้น สิ่งที่เราได้รับทันทีเหมือนกันคือ รู้สึกปิติ เป็นสุข ทันทีที่เราได้บริจาคไปแล้ว

ตอนนี้ก็คงต้องช่วยกันแหละครับ ยามยาก

วันนี้ ผมอ่านผลการสำรวจโพล เขาบอกว่าคนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 66 ยินดีให้ระบายน้ำผ่าน กทม. เพื่อให้พี่น้องต่างจังหวัดได้ผ่อนคลายความทุกข์ลงบ้าง

อ่านจากผลโพ ลแล้ว ผมรู้สึกว่าพวกเรายังมีความรู้สึกทุกข์ร้อนที่เพื่อนร่วมชาติ ได้รับความเดือดร้อน และพร้อมที่จะแบ่งเบาความเดือดร้อนนั้น รู้สึกว่าเรายังมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่ รู้สึกดีใจครับ

คู่มือ...รับสถานการณ์น้ำท่วม

ที่มา มติชน


















ที่มา...www.cendru.net

ก่อนน้ำท่วม

การป้องกันตัวเองและความเสียหายจากน้ำท่วม ควรมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพราะหาก รอให้มีการเตือนภัย เวลามักจะไม่เพียงพอ


เตรียมความพร้อมก่อนน้ำท่วม


การรับมือสำหรับน้ำท่วมครั้งต่อไปควรปฏิบัติดังนี้

1. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินของคุณเมื่อเกิดน้ำท่วม

2. ทำความคุ้นเคยกับระบบการเตือนภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการอพยพ

3. เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้านไปยังที่สูงหรือพื้นที่ปลอดภัย

4. เตรียมเครื่องรับวิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน แหล่งอาหารและไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง

5. ผู้คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม ควรจะเตรียมวัสดุ เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น เพื่อใช้ป้องกันบ้านเรือน และทราบแหล่งทรายที่จะนำมาใช้

6. นำรถยนต์และพาหนะไปเก็บไว้ในพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง

7. ปรึกษาและทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการประกันความเสียหาย

8. บันทึกหมายเลขโทรศัพท์สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และเก็บไว้ตามที่จำง่าย

9. รวบรวมของใช้จำเป็นและเสบียงอาหารที่ต้องการใช้ภายหลังน้ำท่วมไว้ในที่ปลอดภัยและสูงกว่าระดับที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง

10. ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวีดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน

11. เก็บบันทึกรายการทรัพย์สิน เอกสารสำคัญและของมีค่าอื่นๆ ในสถานที่ปลอดภัยห่างจากบ้านหรือห่างจากที่น้ำท่วมถึง เช่น ตู้เซฟที่ธนาคาร หรือไปรษณีย์

12. ทำแผนการรับมือน้ำท่วม และถ่ายเอกสารเก็บไว้ในที่สังเกตได้ง่าย และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ

รู้จักกับภัยน้ำท่วมของคุณ

สอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม ด้วยคำถามต่อไปนี้

- ภายในละแวกใกล้เคียงในรอบหลายปีที่ผ่านๆมา เคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดเท่าไหร่

- เราสามารถคาดคะเนความเร็วน้ำหรือโคลนได้หรือไม่

- เราจะได้การเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่น้ำจะมาถึงเป็นเวลาเท่าไหร่

- เราจะได้รับการเตือนภัยอย่างไร

- ถนนเส้นใดบ้างในละแวกนี้ที่จะถูกน้ำท่วมหรือจะมีสิ่งกีดขวาง

ถ้าคุณคือพ่อแม่ :

· ทำการซักซ้อมและให้ข้อมูลแก่บุตรหลานของคุณขณะเกิดน้ำท่วม เช่น ไม่สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำและอยู่ใกล้เส้นทางน้ำ

· ต้องทราบหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของหน่วยงานท้องถิ่น

· ต้องทราบแผนฉุกเฉินสำหรับ โรงเรียนที่บุตรหลานคุณเรียนอยู่

· เตรียมแผนการอพยพสำหรับครอบครัวของคุณ

· จัดเตรียมกระสอบทราย เพื่อกั้นน้ำไม่ให้เข้าสู่บ้านเรือน

· ต้องมั่นใจว่าเด็กๆได้รับทราบแผนการรับสถานการณ์น้ำท่วมของครอบครัวและของโรงเรียน


การทำแผนรับมือน้ำท่วม

การจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม จะช่วยให้คุณนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่จะต้องทำหลังได้รับการเตือนภัย เดินสำรวจทั่วทั้งบ้านด้วยคู่มือเล่มนี้ พร้อมทั้งจดบันทึกด้วยว่าจะจัดการตามคำแนะนำอย่างไร ในช่วงเวลาที่ทุกๆ คน เร่งรีบและตื่นเต้นเนื่องจากภัยคุกคาม สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือ หมายเลขโทรศัพท์ต่างๆ ที่สำคัญไว้ในแผนด้วย

ถ้าคุณมีเวลาเพียงเล็กน้อยหลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องทำและมีในแผน

- สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน และสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์ที่รายงานสถานการณ์และรายชื่อสถานีวิทยุที่รายงาน

- รายชื่อสถานที่ 2 แห่งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถพบกันได้หลังจากพลัดหลง โดยสถานที่แรกให้อยู่ใกล้บริเวณ

บ้าน และอีกสถานที่อยู่นอกพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง

- เมื่ออพยพออกจากบ้าน ในกรณีที่คุณไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้หลายวันควรติด ข้อความอธิบายที่บ้านด้วยว่า คุณอพยพไปที่ไหนและสามารถติดต่อได้อย่างไร

- เมื่อจะออกจากบ้านให้ปิดบ้านให้เรียบร้อย และวิ่งออกไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้สู่ที่อพยพ

ถ้าคุณมีเวลามาก หลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องเพิ่มลงไปในแผนคือ

- ติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เตรียมไว้สำหรับการป้องกันน้ำท่วม

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้านได้

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า แก๊สและประปาในบริเวณที่จะถูกน้ำท่วม หรือถ้าคาดว่าน้ำจะท่วมเฉพาะชั้นล่างก็สามารถปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเฉพาะส่วนนั้น และเปิดใช้ในส่วนที่อยู่อาศัยได้ ในแผนรับมือน้ำท่วม ให้ทำเครื่องหมายจุดที่เป็นฟิวส์ หรือเบรกเกอร์ เพื่อแสดงวงจรไฟฟ้าที่เข้าสู่ตัวบ้าน

- ปิดถังแก๊สให้สนิท

- จัดเตรียมน้ำสะอาดใส่ในภาชนะเพื่ออุปโภคและบริโภคอย่างเพียงพอ

- ตรวจสอบแหล่งพลังงานที่ใช้กับเครื่องสูบน้ำ

- เคลื่อนย้ายทรัพย์สินมีค่าไปเก็บไว้ที่สูงหรือปลอดภัย

น้ำสามารถไหลเข้าบ้านคุณได้อย่างไร

น้ำ ท่วมสามารถไหลเข้าบ้านได้หลายทาง โดยทางเข้าจะสูงกว่าระดับพื้นบ้านดังนั้นหลังจากระดับน้ำท่วมลดลง น้ำจึงยังคงอยู่ในตัวบ้าน เป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหาย

น้ำเข้าบ้านได้หลายทาง ดังนี้

- น้ำสามารถผ่านเข้ารอบๆประตู และช่องว่างของอิฐได้

- หากน้ำท่วมสูงมาก น้ำจะสามารถไหลย้อนกลับเข้าบ้าน

ทางท่อในห้องน้ำหรือท่ออ่างล้างหน้าได้

- น้ำสามารถซึมผ่านรอยร้าวและรอยต่อของกำแพง

- น้ำสามารถซึมผ่านขึ้นมาทางพื้นชั้นล่างได้

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางรอยร้าวและรอยต่อรอบๆสายไฟ

หรือ สายโทรศัพท์ที่เจาะผ่านกำแพง

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางท่อระบายน้ำทิ้ง

ระหว่างเกิดน้ำท่วม


ระดับการเตือนภัยน้ำท่วม

ลักษณะการเตือนภัยมี 4 ประเภท คือ

1. การเฝ้าระวังน้ำท่วม ( Flood Watch) : มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมและอยู่ในระหว่างสังเกตการณ์

2. การเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning) : เตือนภัยจะเกิดน้ำท่วม

3. การเตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง (Severe Flood Warning) : เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

4. การกลับสู่ภาวะปกติ (All Clear) : เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

สิ่งที่คุณควรทำ : หลังจากได้รับการเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยน้ำท่วม

1. ติดตามการประกาศเตือนภัยจากสถานีวิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์หรือรถฉุกเฉิน

2. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคุณอยู่ในพื้นที่หุบเขาให้ปฏิบัติดังนี้

- ปีนขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

- อย่าพยายามนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินไป ให้คิดว่าชีวิตสำคัญที่สุด

- อย่าพยายามวิ่งหรือขับรถผ่านบริเวณทางน้ำหลาก

3. ดำเนินการตามแผนรับมือน้ำท่วมที่ได้วางแผนไว้แล้ว

4. ถ้ามีการเตือนการเฝ้าระวังน้ำท่วม จะยังพอมีเวลาในการเตรียมแผนรับมือน้ำท่วม

5. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมและคุณอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง ควรปฏิบัติดังนี้

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้าน

- อ่านวิธีการที่ทำให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อยู่นอกบ้าน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊สถ้าจำเป็น

- ล๊อคประตูบ้านและอพยพขึ้นที่สูง

- ถ้าไม่มีที่ปลอดภัยบนที่สูง ให้ฟังข้อมูลจาก วิทยุหรือโทรทัศน์เกี่ยวกับ สถานที่หลบภัยของหน่วยงาน

6. หากบ้านพักอาศัยของคุณไม่ได้อยู่ในที่น้ำท่วมถึงแต่อาจมีน้ำท่วมในห้องใต้ดิน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องใต้ดิน

- ปิดแก๊สหากคาดว่าน้ำจะท่วมเตาแก๊ส

- เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นข้างบน

- ห้ามอยู่ในห้องใต้ดิน เมื่อมีน้ำท่วมถึงบ้าน

น้ำท่วมฉับพลัน

- น้ำท่วมฉับพลันสามารถเกิด ขึ้นได้โดยไม่มีการเตือนภัย

- ควรทราบว่าถ้าเกิดน้ำท่วมฉับพลันจะทำอย่างไร ทั้งตอนอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และในรถ

- เมื่อเกิดฝนตกหนักและคุณอยู่ใกล้ลำน้ำ ควรติดตามข่าวทางสถานีวิทยุท้องถิ่นหรือโทรทัศน์ ถ้าได้รับการ

เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้ระมัด ระวังตัวและย้ายไปอยู่ที่สูง

- ถ้าได้ยินการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันให้วิ่งไปบนที่สูงทันที

- ออกจากรถและที่ที่อยู่ คิดอย่างเดียว ว่าต้องหนี

- อย่าพยายามขับรถหรือวิ่งย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วม

ปลอดภัยไว้ก่อนเมื่ออยู่นอกบ้าน

- ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหล : มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำตายในขณะที่

น้ำกำลังมา ความสูงของน้ำเพียงแค่ 15 เซนติเมตรก็ทำให้เสียหลักล้มได้ ดังนั้นถ้ามี

ความจำเป็นต้องเดินผ่านทางที่น้ำไหลให้ลองนำไม้จุ่มเพื่อวัดระดับก่อนทุกครั้ง

- ห้ามขับรถในพื้นที่ที่กำลังโดยน้ำท่วม : การขับรถในพื้นที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงสูงมาก

ที่จะจมน้ำ หากเห็นป้ายเตือนตามเส้นทางต่างๆ ห้ามขับรถเข้าไป เพราะอาจมี

อันตรายข้างหน้า น้ำสูง 50 เซนติเมตรพัดรถจักรยานยนต์ให้ลอยได้

- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสาย : กระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านน้ำได้ เมื่อเกิดน้ำ

ท่วมแต่ละครั้งจะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากไฟดูดมากว่าสาเหตุอื่นๆ เมื่อเห็นสายไฟหรือ

อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดเสียหายกรุณาแจ้ง 191 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปลอดภัยเมื่ออยู่ในบ้าน

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อบ้านโดนน้ำท่วม : อุปกรณ์บางอย่างสามารถทำให้คุณช็อกได้

แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊ก ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ จนกว่าแน่ใจว่าทุกชิ้นส่วน

ของอุปกรณ์นั้น สะอาดและแห้งสนิท

- ระวังสัตว์อันตราย : สัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ ที่อาจหนีน้ำเข้ามาในบ้าน

- เดินอย่างระมัดระวัง : ระวังอันตรายจาก โคลนที่ทำให้ลื่น เศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่

พังลอยมากับน้ำตอนที่น้ำลดแล้ว

- ระวังแก๊สรั่ว : หากได้กลิ่นแก๊สให้อยู่ห่างๆ ไว้ ลองใช้ไฟฉายส่องดูเพื่อเช็คความ

เสียหาย และห้ามสูบบุหรี่หรือจุดไฟจนกว่าจะปิดแก๊สหรือระบายอากาศในพื้นที่แล้ว

- อันตรายจากคาร์บอนมอนออกไซด์ : ควรใช้ เตาย่าง และโคมไฟ นอกบ้านเพราะควัน

ที่ออกมาจากสิ่งเหล่านี้อาจมีพิษ และไม่ ควรนำไปใช้ในบ้าน

- ทำความสะอาดทุกอย่างที่เปียกน้ำ : น้ำท่วมเป็นน้ำมีสิ่งปฏิกูลและสารอันตราย เจือปน

ห้ามบริโภคทุกอย่างที่สัมผัสน้ำ อาหาร ส่วนเครื่องใช้ให้ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด

- ดูแลตัวเองและครอบครัว : หลังจากน้ำท่วมควรดูแลตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความเจ็บป่วยทางจิตใจอาจใช้เวลารักษานานกว่าความเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นควร

พยายาม เรียนรู้วิชาการที่จะสามารถเอาชนะความเครียดและความวิตกกังวล

หลังน้ำท่วม


3 ขั้นตอนที่คุณควรทำในวันแรกๆหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม

ขั้นตอนที่ 1 : เอาใจใส่ตัวเอง

หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม คุณและครอบครัวอาจเกิดความซึมเศร้า และต้องใช้เวลาเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ อย่าลืมว่าเหตุการณ์น้ำท่วมก็อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย คุณต้องดูแลทั้งตัวเองและครอบครัวพร้อมกับการบูรณะบ้านให้กลับมาเหมือนเดิม

อุปสรรคที่สำคัญคือ ความเครียด และหงุดหงิดง่ายรวมทั้งปัญหาอื่น เช่น นอนหลับยาก ฝันร้าย และปัญหาทางกายโรคภัยไข้เจ็บ จริงๆแล้วเรื่องความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคุณและครอบครัวควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้


1. ให้เวลากับครอบครัวเพราะความอบอุ่นในครอบครัวอาจช่วยเยียวยารักษาได้ดี

2. พูดคุยปัญหาเรื่องต่างๆ กับเพื่อนและครอบครัว ร่วมแบ่งปันความกังวล จะช่วยให้ระบายและผ่อนคลายความเครียด

3. พักผ่อนและกินอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีปัญหาทั้งความเครียดและ ทางกายเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ

4. จัดลำดับสิ่งที่จำเป็นต้องทำตามลำดับและค่อยๆ ทำไป

5. ขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์เมื่ออาการซึมเศร้าจนเกินที่จะรับมือได้

6. ดูแลเด็กๆ ให้ดี และโปรดเข้าใจว่าเด็กก็มีความตื่นกลัวไม่แพ้กัน และอย่าตำหนิเด็กทีมีพฤติกรรมแปลกๆ หลังจากน้ำท่วม เช่น ฉี่รดที่นอน ดูดนิ้วโป้งหรือเกาะคุณอยู่ตลอดเวลา จำไว้ว่าเด็กก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงในชีวิต

7. ระวังเรื่องสุขอนามัย เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เคยโดยน้ำท่วม

ขั้นตอน 2 : การจัดการดูแลบ้านของคุณ

ที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกไฟดูดหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำลด สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับเข้าบ้านคือ การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเข้าบูรณะและอยู่อาศัย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. ปรับจูนคลื่นวิทยุโทรทัศน์ ฟังรายงานสถานการณ์

2. ติดต่อบริษัทประกันภัย เพื่อตรวจสอบความเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์สินต่างๆ

3. เดินตรวจตรารอบๆ บ้าน และเช็คสายไฟฟ้า สายและถังแก๊ส โดยถ้าหากเกิดแก๊สรั่ว จะสามารถรู้ได้จากกลิ่นแก๊ส ให้ระวังและรีบโทรแจ้งร้านที่เป็นตัวแทน จำหน่าย

4. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างตัวบ้าน ระเบียง หลังคา ให้แน่ใจว่าโครงสร้าง ทุกอย่างปลอดภัย

5. ตัดระบบไฟฟ้าที่จ่ายเข้าบ้าน

6. ปิดวาล์วแก๊สให้สนิท หากได้กลิ่นแก๊สรั่วก็ไม่ควรเข้าใกล้บริเวณนั้น

7. เข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง อย่าใช้วัสดุที่ทำให้เกิดประกายไฟ

8. ถ่ายรูปความเสียหาย เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากประกัน(ถ้ามี)

9. เก็บกู้สิ่งของที่มีค่า และห่อหุ้มรูปภาพหรือเอกสารสำคัญ

10. เก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายอากาศและตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง

พื้นฐานของสิ่งก่อสร้างต่างๆ

11. ซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหาย

12. เก็บกวาดกิ่งไม้หรือสิ่งปฏิกูลในบ้าน

13. ตรวจหารอยแตกหรือรั่วของท่อน้ำ ถ้าพบให้ปิดวาล์วตรงมิเตอร์น้ำ และไม่ควรดื่มหรือทำอาหารด้วยน้ำจากก๊อก

จนกว่าจะรู้ว่าสะอาดและปลอดภัย

14. ระบายน้ำออกจากห้องใต้ดินอย่างช้าๆเนื่องจากแรงดันน้ำภายนอกอาจจะมากจนทำให้เกิดรอยแตกของผนังหรือ พื้นห้องใต้ดินได้

15. กำจัดตะกอนที่มาจากน้ำ เนื่องจากเชื้อโรคส่วนมากมักจะมาจากตะกอน

ขั้นตอน 3 : ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่คุณพยายามทำความสะอาดและซ่อมแซมทุกอย่าง คุณควรประเมินความเสียหายและทำความแผนที่วางไว้ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ฃ

1. เรียกบริษัทประกันภัยและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น เพื่อพิจารณาความเสียหาย

2. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างอาคารของบ้านคุณ

3. ทำแผนการบูรณะซ่อมแซม ซึ่งเป็นรายการสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

4. เปิดหน้าต่างเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไป

"ยิ่งลักษณ์" เรียกผบ.4เหล่าทัพถกแก้ปัญหาน้ำท่วมด่วน

ที่มา มติชน

วันที่9ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยได้เรียกพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศปภ. พร้อมด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงผู้บัญชาการทั้งสี่เหล่าทัพ และตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร ประชุมติดตามสถานการณ์อุกทกภัยโดยใช้เวลาหารือนานกว่าสองชั่วโมง ในการนี้ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากการได้ประชุมร่วมกับรมว.กลาโหมและผบ.สี่เหล่าทัพนั้น เพื่อให้ทำงานสอดคล้องและให้การช่วยเหลือไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับขอสนับสนุนกำลังของทุกเหล่าทัพในการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งที่จะให้ความสำคัญเร่งด่วนนั้นก็คือ จะทำอย่างไรในการย้ายประชาชนที่ประสบปัญหาและติดอยู่ในน้ำให้ขึ้นมาอย่าง ปลอดภัย โดยเฉพาะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันนี้มีมวลน้ำจำนวนมากที่มาจากภาคเหนือและได้แผ่กระจายในวงกว้าง ฉะนั้น จึงต้องมีการระดมสรรพกำลังช่วยเหลือ โดยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ พื้นที่ใดยังไม่มีผลกระทบหรือกำลังจะมีผลกระทบที่สามารถป้องกันได้ ก็จะรวมทุกสรรพกำลังและแบ่งงานของแต่ละกองทัพให้รับจุดสำคัญที่เป็นจุด ยุทธศาสตร์ใหญ่ ส่วนที่สองคือ หากบริเวณใดที่ไม่สามารถป้องกันได้จะเร่งอพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาที่ค่ายอพยพเต็ม ก็ลำเลียงไปใช้ค่ายทหารที่ จ.สระบุรี เพิ่มเติม และให้ทุกส่วนเร่งประสานเข้าพื้นที่ทั้งหมด

"ฐิติมา ฉายแสง" จากตระกูลการเมือง สู่โฆษกฯหญิงคนแรก

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์ โดย กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์




แรกเห็นนามสกุล ก็ให้สงสัยว่าสาวตาโต น้ำเสียงน่าฟังคนนี้ มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ตอนนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111

สืบค้นข้อมูล ก็พบว่า เธอเป็นน้องสาวของจาตุรนต์นั่นเอง เป็นน้องสาวที่ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองตามรอยพ่อและพี่ชายทั้ง 3 คน

"ฐิติมา ฉายแสง" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ในรัฐบาลที่มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก

เข้า รับตำแหน่งที่มีความสำคัญเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 1 จ.ฉะเชิงเทรา 2 สมัย

ครั้งแรกปี 2548 สังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งทำหน้าที่ได้ไม่ถึง 2 ปี ก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเสียก่อน

ลง สู่สนามเลือกตั้งอีกครั้งในนามพรรคพลังประชาชน ชาวแปดริ้วให้ความไว้วางใจ เลือกเข้าสู่สภาเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่มี "สมัคร สุนทรเวช" เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อนายกฯนักทำกับข้าวพ้นตำแหน่ง ผู้นำรัฐบาลเปลี่ยนเป็น "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" มีการยุบพรรคพลังประชาชน เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล ฐิติมาเปลี่ยนบทบาทมาเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน

"และตอนนี้เองที่ผู้คนรู้จักเธอมากขึ้น !"

ด้วยสมญานามที่ "ประมวล เอมเปีย" ส.ส.เขต อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับ จ.ฉะเชิงเทรา เรียกว่า "นางมารร้าย"

"คำว่านางมารร้ายทำให้ดังมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าจะต้องเลวร้ายอะไร ดีกว่าเขามาว่าเราเป็นนางงามตุ๊กตา หน่อมแน้มอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น"
ฐิติมาเคยแสดงความเห็น

ฉายานี้ เธอได้รับหลังจากเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่มี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี

ตอนนั้นอดีต ส.ส.เขตฉะเชิงเทรา รับหน้าที่ซักฟอก "กษิต ภิรมย์" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เธอนำกรณีที่กษิตเคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ มาใช้ซักฟอก

"ต้องหา ข้อมูลเยอะเพราะรัฐมนตรีเพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงครึ่งปี ยังไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับมีเรื่องไม่เหมาะสม ต้องการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดความไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีท่าน นี้ อภิปรายโดยมีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ได้พาดพิงบุคคลที่ 3 ไม่ได้ต้องการให้ใครเถียงเพราะเป็นข้อมูลที่อยู่บนหลักเหตุผล ด้วยน้ำเสียงและสไตล์การพูดออกไมค์ขณะอภิปราย บางคนจึงมองว่าฉะฉาน ต่างจาก ส.ส.หญิงท่านอื่นที่มีความนุ่มนวล" เธอย้อนให้ฟัง

ในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา ฐิติมาลงสมัคร ส.ส.เขต 1 ฉะเชิงเทรา สังกัดพรรคเพื่อไทย ทว่าต้องพ่ายให้กับ "โหรการเมือง" อย่าง "บุญเลิศ ไพรินทร์" ที่ลงสนามเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์

ในลักษณะที่เธอเห็นว่ามี "วาระซ่อนเร้น"

แต่สุดท้าย หน้าที่ใหม่ของเธอ คือตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"ฐิติมา ฉายแสง" หรือ "เปิ้ล" เกิดเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2503 เป็นบุตรสาวของ "อนันต์ ฉายแสง" อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ "เฉลียว ฉายแสง"

เป็นน้องสาวคนเล็กของ "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย, "กลยุทธ ฉายแสง" นายกเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทรา และ "วุฒิพงศ์ ฉายแสง" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ทั้งสี่คนมีอายุไล่เลี่ยกัน ห่างคนละ 2-3 ปี

เริ่ม ต้นการศึกษาที่โรงรียนดัดดรุณี จ.ฉะเชิงเทรา เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ "ปรีชา บุญยจินดา" มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ "ภัทรจาริน ฉายแสง" อายุ 17 ปี ศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท และ "รวินท์นิภา ฉายแสง" อายุ 14 ปี ศึกษาที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากคุณแม่ที่ติวหนังสือให้ลูกๆ ก่อนสอบ สู่ผู้แทนทำหน้าที่ปากเสียงให้ประชาชน
"โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือบทบาทใหม่ที่เพิ่งเปิดฉาก"

- ตำแหน่งนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ทาบทามด้วยตัวเอง?

ตั้งแต่ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าคุณปูจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ติดต่อมาว่า "พี่เปิ้ลต้องมาช่วยกันนะ ช่วยปูนะ" เราก็ตอบว่า "ค่ะๆ" โดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คิดว่าเป็นแค่การช่วยงานธรรมดา เมื่อนายกฯเจาะจงเรา จึงถามว่า "ปูมีคนอื่นไหม? เขาอาจจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าพี่นะ" เพราะเราไม่คุ้นกับหน้าที่นี้ นายกฯก็บอกว่า "ไม่ได้ๆ ต้องพี่เปิ้ลนั่นแหละ เอาแบบที่พูดในสภานะ" (หัวเราะ)

ไม่รู้หมือนกันว่าถ้านายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชาย เราจะได้ทำหน้าที่ตรงนี้หรือเปล่า (หัวเราะ) เผอิญเราเป็น ส.ส.สอบตก และเมื่อดูรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ห้าม ส.ส.รับตำแหน่งนี้ แถมเรามีผลงานอภิปรายในสภาบ่อยครั้ง หลายอย่างผนวกกันจนผู้ใหญ่เห็นว่านายกฯเป็นผู้หญิง เราก็เป็นผู้หญิง การไปไหนมาไหนด้วยกันย่อมสะดวกใจกว่า

- ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เป็นอย่างไร?

เข้า รับตำแหน่งเมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นงานยากมาก ต้องนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ของทุกกระทรวงแทนคณะรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจ โฆษกฯคือผู้ประสานงานกับทุกกระทรวง เพื่อทำความเข้าใจทุกเรื่อง เป็นงานใหญ่ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ลักษณะงานส่วนใหญ่ไม่มีเวลาเตรียมตัว เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าว่าขณะนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง เช่นตอนนี้ทั่วประเทศเจอน้ำท่วม เราต้องรู้ว่าพื้นที่ใดบ้างกำลังเดือดร้อน ต้องอัพเดตข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบันตลอด จะแก้ไขอย่างไรให้ทันท่วงที

- ตอนนี้งานลงตัวหรือยัง?

ยัง ไม่ลงตัวเท่าไหร่ (หัวเราะ) เพราะที่สำนักฯมีเจ้าหน้าที่กว่า 60 คน ถือว่าเยอะ แบ่งการทำงานเป็นหลายแผนกซึ่งทำหน้าที่แยกกันชัดเจน ต้องอาศัยความเข้าใจ ทั้งยังไม่มีเวลาเตรียมงานนัก โทรศัพท์ดัง งานเข้าตลอดเวลา เป็นคนสาธารณะมากขึ้น

จากเดิมชีวิตเราคือ ส.ส. พอมีเวลาพักผ่อนบ้าง แต่เป็นโฆษกฯงานเข้าตลอด ไม่มีวันหยุดเลย

- ระหว่างโฆษกฯ กับ ส.ส.ชอบบทบาทไหน?

เป็นงานที่มีเกียรติทั้งสองงาน แต่ชอบงาน ส.ส. มากกว่า ได้ลงพื้นที่ ใกล้ชิด คลุกคลีกับประชาชน ซึ่งเป็นธรรมชาติ เป็นสไตล์เดิมของเรา

ส่วน งานโฆษกฯเป็นงานที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ทำให้ไม่ได้พบกับพี่น้องประชาชนที่เคยถามสารทุกข์สุขดิบกัน เริ่มกลายเป็นความห่างเหินจนคิดถึงพวกเขาอยู่เหมือนกัน

- ทำไมตัดสินใจเข้ามารับหน้าที่นี้?

หน้าที่ ของโฆษกและตัวสำนักทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ถามว่าหน้าที่เชิงลึกเป็นอย่างไร มันชุลมุนชุลเกอยู่ 1 สัปดาห์เหมือนกัน เพราะมันเหมือนเป็นงานใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในฝ่ายบริหาร

ช่วง แรกของการทำงานมองว่าทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากันหมด แต่ความจริงไม่อาจแถลงทุกเรื่อง เราต้องเลือกเรื่องที่มีความสำคัญ เรื่องที่ประชาชนสนใจหรือเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากๆ

หลังได้รับคำ แนะนำจากผู้มีประสบการณ์จึงไม่เก็บเอามารกสมอง เช่นวันนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือเรื่องน้ำท่วม ถือเป็นปัญหาสาหัสของประชาชนในขณะนี้ ที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือ หรือเรื่องนโยบายรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก อะไรแบบนี้

- มีความเห็นอย่างไรกับการสอบตกในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา?

(หัวเราะ) สอบตกก็ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะยังอยากได้ความไว้วางใจจากประชาชน เป็นปากเสียงแทนพวกเขา

แต่ การสอบตกครั้งนี้มีความไม่โปร่งใส ถ้าสู้กันแบบยุติธรรมผลลัพธ์คงไม่เป็นแบบนี้ แพ้ไปไม่กี่พันแต้ม เกิดจาก "วาระซ่อนเร้น" โดยการใช้อำนาจบางอย่างทำให้คนเขวโดยฉับพลัน แม้กระทั่งคนที่เชียร์ก็เขวได้ มีชาวบ้านจำนวนมากมาร้องไห้ที่บ้านหลังผลการเลือกตั้งออกมาว่าเราแพ้

- ครอบครัวมีอิทธิพลกับงานทางการเมืองไหม?

เป็น นักการเมืองกันทั้งบ้าน อย่างคุณพ่อชีวิตและจิตใจของท่านเป็นการเมืองจริงๆ ท่านไม่พูดเรื่องอื่นเลย อยู่ในรถก็พูดการเมือง กินข้าวก็พูดการเมือง เป็นอย่างนี้จริงๆ ตอนแรกครอบครัวจะให้เป็นแม่บ้าน ไม่ได้ตั้งใจทำงานการเมือง แต่มันซึมซับเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่มีใครบังคับหรือชักชวน ตั้งแต่นั้นก็เลยออกจากวงการการเมืองไม่ได้เลย (หัวเราะ)

สนใจการเมืองอย่างจริงจังเมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษา แล้วพี่ชาย (จาตุรนต์ ฉายแสง) ขณะนั้นเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ม.เชียงใหม่ ต้องระเห็จเข้าป่า ทำให้เรารู้ว่าตอนนั้นสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ที่โรงเรียนมัธยมมีการติดบอร์ดเพื่อให้ความรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร นักเรียนก็ทำการบ้านส่ง บวกกับพ่อเป็นนักการเมืองก็เลยสนใจเรื่องนี้มากกว่าคนอื่น

- รู้สึกอย่างไรกับฉายาที่คนพรรคประชาธิปัตย์ตั้งให้?

เป็น ฉายาที่ได้รับหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณกษิต ภิรมย์ เราพูดบนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ได้พาดพิงใคร ทำให้ท่านประท้วงหรือเถียงไม่ได้จึงลุกออกจากที่ประชุม หลังจากนั้นท่านจะออกจากที่ประชุมเมื่อเราจะพูดทุกครั้ง และเผยทีหลังว่าทนฟังไม่ได้ "คนนี้พูด เป็นเหมือนนางมารร้าย" เมื่อเริ่มมีคนแซว ถามว่ารู้สึกอย่างไร ก็บอกว่า "ดังมากขึ้นน่ะสิ" (หัวเราะ)

ส่วนหนึ่งอาจด้วยน้ำเสียงบวกสไตล์การพูด ดูฉะฉาน แตกต่างจากคนอื่นที่มีน้ำเสียงนุ่มนวล

แต่ ที่รู้สึกอีกอย่างคือ สงสัยว่าทำไมเขาถึงพูดกับเราอย่างนั้น เพราะห้องประชุมสภาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการพูดต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ ทุกคนต้องมีมารยาท จะพูดเลอะเทอะ ไม่ให้เกียรติสถานที่ไม่ได้ คนที่บอกว่าเราเป็นนางมารร้ายก็โดนผู้ใหญ่ติงเหมือนกัน

- คิดว่าผู้หญิงทำงานการเมืองได้ดีกว่าผู้ชายไหม?

อาจ ตัดสินไม่ได้ว่าผู้หญิงทำงานการเมืองดีกว่า เพราะทั้งหญิงและชายต่างมีข้อดีที่เหมาะสมกับงานการเมืองคนละแบบ แต่ด้วยความเป็นผู้หญิงทำให้การประสานงานง่ายขึ้น ดูนุ่มนวล เข้าได้กับทุกคน ส่วนผู้ชายก็เคารพในความเป็นผู้หญิงของเรา

อย่าง การลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมไม่มีข้อกำหนดว่าผู้หญิงลุยน้ำ ลุยโคลนไม่ได้ ภาพที่เห็นคือ "บ่ยั่น" ทั้งท่านนายกฯและโฆษกฯทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ตรงนี้แหละที่ทำให้ทำงานกับนายกฯ สนุกสนานขึ้น

ไม่ใช่ว่าผู้หญิงต้องพูดแต่เรื่องของผู้หญิง ไม่ใช่อย่างนั้น

แต่ ผู้ชายบางคน เมื่อเห็นว่าเป็นผู้หญิงก็ส่งไปเป็นกรรมาธิการเด็กและสตรี คือต้องเข้าใจว่า แม้ผู้หญิงจะมีความละเอียดอ่อน มีความเป็นแม่ ที่เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีก็จริง แต่ผู้หญิงก็มีสิทธิคิดเรื่องอื่น มีศักยภาพพอที่จะสามารถทำงานด้านอื่นด้วย อย่างบางประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้หญิงอุ้มท้องตรวจกองทหารเกียรติยศกันเลย ทีเดียว การเมืองต้องไม่แบ่งแยกชาย-หญิง

- เป็นพวก "เฟมินิสต์" ไหม?

ไม่ๆๆ (ปฏิเสธทันทีแล้วหัวเราะ) ไม่จำเป็นต้องไปต่อว่าใครว่าทำไมไม่มาเปิดประตูให้ฉัน บางคนอาจจะเป็น แต่ตัวเองไม่ เป็นคนธรรมดาทั่วไป อย่าให้ใครเขามาแบ่งแยก เช่น การพยายามจับกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นเลย นั่นคือเราแบ่งแยกตัวเราเอง ทำให้คนอื่นเขาดูถูกตัวเอง แต่ถ้าไม่ไปอยู่ตรงนั้น ไม่แบ่งแยกตัวเอง ก็เป็นเหมือนปกติ ซึ่งก็คือเท่าเทียม

อย่างการไปอยู่กลุ่มแม่บ้าน จัดกิจกรรมทำกับข้าว จักสาน ฯลฯ นั่นแหละตัวเราทำตัวเอง

"ต้องไม่ไปเป็นอย่างนั้นเลยทีเดียว แต่ก็เข้าใจงานแบบนั้นด้วย"



หน้า 17,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554

งานมหกรรมหนังสือครั้งที่16คนแน่นบูธมติชนซื้อหนังสือ"สุภาพบุรุษไพร่"พร้อมขอลายเซ็น"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ที่มา มติชน






เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 16 ในวันนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก โดยมีประชาชนจำนวนมากเข้าไปเลือกซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ในขณะที่บูธมติชน โซนพลาซ่า ของสำนักพิมพ์มติชนได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากประชาชน โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.ระบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง มานั่งแจกลายเซ็นให้กับผู้ซื้อหนังสือ สุภาพบุรุษไพร่Ž พร้อมให้แฟนถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก

หนังสือ "สุภาพบุรุษไพร่" เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของนายณัฐวุฒิ และกลุ่มคนเสื้อแดง เขียนโดย น.ส.ฟ้ารุ่ง ศรีขาว ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่เรียบเรียงจากคำพูดของนายณัฐวุฒิตั้งแต่อยู่ในเรือนจำ บอกเล่าประวัติ และถ่ายทอดความคิดความเห็นของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้นายณัฐวุฒิยอมรับว่าหนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดถ้อยคำและความคิดของเขาออกมา ตรงกับที่คิด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า มานั่งเซ็นหนังสือแบบนี้เป็นครั้งแรก เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจอย่างมาก เห็นประชาชน ทุกเพศทุกวัยให้ความสนใจกับกิจกรรมมหากรรมหนังสือแบบนี้ และยิ่งประทับใจมากยิ่งขึ้นมีพี่น้องจำนวนมากมารอเข้าคิวเพื่อเอาหนังสือ สุภาพบุรุษไพร่มาให้เซ็น แปลกใจอยู่บ้างเหมือนกันที่มีคนสนใจเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ มากมายขนาดนี้

"ผมหวังว่า เมื่อได้อ่านสาระในหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็จะเป็นแรงผลักดันให้หลายๆ ท่านได้หาเรื่องราวในการต่อสู้นี้จากมุมมองอื่นๆ มาศึกษาเทียบเคียงกันด้วย เพื่อจะได้เข้าใจความจริงจากทุกแง่มุมแล้วก็สรุปได้ด้วยวิจารณาญาณของตัวเอง เวลาเราเครียดๆ การอ่านหนังสือน่าจะเป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งในการที่จะทำให้เราเพลิดเพลิน และมีงานอดิเรกเพิ่มพูนปัญญาได้ด้วย คือลักษณะนิสัยรักการอ่านถ้าเกิดขึ้นกับใครแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างน่านอน ผมก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องราวการต่อสู้ศึกษาเรื่องราวต่างๆที่เอามาใช้ใน ทางการเมืองก็ด้วยการอ่านเป็นหลักและเวลานี้ก็รักษานิสัยรักการอ่านอยู่" นายณัฐวุฒิกล่าว