ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปีของประเทศไทย
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ภาคเหนือ อีสานและภาคกลางได้รับผลกระทบแล้วทั้งสิ้น 60 จังหวัด
ประชาชนเดือดร้อนกว่า 2.4 ล้านครัวเรือนหรือกว่า 8.2 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 269 ราย
สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้หรือไม่ ขึ้นกับ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ พายุลูกใหม่ น้ำเหนือไหลบ่า น้ำทะเลหนุน
กรณี ของพายุลูกใหม่ตามที่เคยคาดการณ์ว่าจะพัดเข้าไทยนั้น น่าจะไม่มาแล้ว ที่น่าเป็นห่วงจึงเป็นเรื่องของน้ำเหนือปริมาณมโหฬารมากกว่า 9,000 ล้านลบ.ม.
ที่เคลื่อนขบวนเข้าโจมตีนนทบุรี-ปทุมธานีเรียบ ร้อยแล้ว
บวก กับน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดช่วงระหว่าง 13-17 ต.ค. ตรงนี้เองทำให้คนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคูคลองชั้นในต่างๆ
ต้องเฝ้าระวังนาทีต่อนาที
เพราะถ้าเผลอนิดเดียวบ้านเรือนทรัพย์สินอาจจมน้ำหายไปภายในพริบตาเหมือนที่เกิดกับชาวบ้านนครสวรรค์
อย่างไรก็ตามล่าสุดมีข่าวจากกรมชลประทานช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาบ้างว่า ถ้าไม่มีพายุลูกใหม่เข้ามาก็มั่นใจว่าปัญหาจะเริ่มคลี่คลาย
เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบนของ ประเทศลดน้อยลง
สอง เขื่อนใหญ่ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ สามารถลดการระบายน้ำลงจากวันละ 100 ล้านลบ.ม. และ 60 ล้านลบ.ม. เหลือ 93 ล้านลบ.ม.กับ 40 ล้านลบ.ม.
ส่งผลให้พื้นที่ตั้งแต่พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ลงมาถึงอยุธยา ปริมาณน้ำจะไม่เพิ่มสูงขึ้นจากที่เป็นอยู่และมีแนวโน้มลดลงหากไม่มีฝน กระหน่ำลง มาอีก
ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะผ่านช่วงน้ำทะเลหนุนสูง 13-17 ต.ค.ไปได้ อาจได้รับผลกระทบบ้างบางพื้นที่แต่จะไม่ถึงขั้นวิกฤตอย่างที่เป็นห่วง
กระนั้นก็ตามเรื่องฟ้าฝนเอาแน่นอนคงไม่ได้
อย่างวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ ตอนแรกก็ไม่มีใครคาดคิดว่าหนักหน่วงขนาดทุบสถิติในรอบครึ่งศตวรรษ
ฉะนั้นทางที่ดีคือต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทและคอยติดตามข่าวสถานการณ์ใกล้ชิด
ตื่นตัวไว้ตลอดเวลา แต่อย่าตื่นตระหนก คือคาถาที่คนไทยต้องท่องไว้ในยามนี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 13, 2011
คาถาหนีน้ำ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 13/10/54 งูพิษที่ชั่วร้าย..ผลิตผลจากคนมันชั่ว
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ร้ายสไตล์บายรุ้งรวี: เมื่อฉันนั่งดูข่าว (และอ่านเฟซบุ๊ก) เรื่องน้ำท่วม
ที่มา ประชาไท
รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์
น้ำท่วมเป็นปัญหาประเภทใด
ก.ภัยธรรมชาติ
ข.การจัดการทรัพยากร
ค.ข้อมูลข่าวสาร
ง.การเมือง
จ.ถูกทุกข้อ
ตลอดเดือนที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนจะสำคัญ ได้รับการพูดถึง ติดตามไปมากกว่าข่าว ‘น้ำท่วม’ ด้วยเพราะความเสียหาย ในปีนี้มากมายกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ด้วยความป่วยไข้ทำให้ดิฉันไม่ได้ออกไปไหน วันๆ ได้แต่นั่งสูดน้ำมูกหน้าจอทีวี หรือไม่ก็จอคอมพิวเตอร์ จนทำให้กลายเป็นคนที่มีโอกาสได้ติดตามข่าวน้ำท่วมตลอดทั้งวัน เช้าจรดเช้าของอีกวัน ทั้งทางโทรทัศน์ เว็บไซต์ข่าว หรือบนเฟซบุ๊ก
เหมือนหนังม้วนเก่า ฉายซ้ำปีที่แล้ว ผิดแต่ว่าในปีนี้ความเสียหาย และมวลน้ำนั้นจำนวนมากมหาศาลกว่า ไทยทีวีสีช่องสาม ทั้งรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ รายการข่าวสามมิติของคุณกิตติ สิงหาปัด และรายการยิบย่อยอื่นๆ ของช่องสามที่รายงานข่าวตลอดทั้งวัน รวมถึงการระดมเงินบริจาคผ่านครอบครัวข่าว ไทยทีวีสีช่องสาม ยังเป็น ‘พระเอก’ อยู่เช่นเดิม และผู้ร้ายก็ยังเป็นรัฐบาล หน่วยงานราชการ ที่ทำงานเชื่องช้า ต้วมเตี้ยม เหมือนดังเช่นในปีที่แล้ว ที่มีกระแสการเปรียบเทียบว่านายกฯ คือคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กันแน่ เช่นเดียวกันในปีนี้ หลายคนก็ตั้งคำถามเดียวกันว่านายกฯ คือใคร สรยุทธ สุทัศนะจินดา กิตติ สิงหาปัด หรือว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาล (ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน) ต้องไปเรียนรู้จัดการเอาเอง ยิ่งลักษณ์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปี หรือไม่ แต่เห็นๆ กันอยู่แล้วว่าน้ำท่วมทุกปี เพราะฉะนั้นในปีหน้า หนังม้วนเดิมก็จะเวียนกลับมาฉายอีก ดิฉันไม่มีความรู้มากพอจะเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ในเมื่อน้ำท่วมเป็นปัญหาภัยธรรมชาติ (ใครตอบข้อ ก.ถูกต้องนะค้า...แต่ได้คะแนนหรือเปล่าต้องรอดูกันต่อไป) แต่ยังมีเรื่องการจัดการน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง (ข้อ ข. ก็ถูกต้องค่ะ) หรือแม้กระทั่งกระบวนการเยียวยา ช่วยเหลือในขณะน้ำท่วม หรือหลังน้ำท่วม สิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี น่าจะทำให้หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงเห็นแล้วว่า มีรูโหว่รูรั่วตรงไหนอย่างไรบ้าง และจะจัดการกับมันอย่างไร และเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตัดสินใจให้คะแนนรัฐบาลนี้ เก็บแต้มไว้เลือกตั้งคราวหน้าว่าสอบผ่านหรือไม่ อย่างไร
ในปีนี้จังหวัดอยุธยาดูเหมือนจะได้รับความเสียหายมากที่สุด (ดูจากการปักหลักทำข่าวที่นั่นเป็นหลัก) และมันก็ใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียว จิตใต้สำนึก (หรือจิตไร้สำนึก) ของดิฉันก็คงเหมือนกับคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทั่วไป ที่ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดว่า กรุงเทพฯ จะท่วมหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร ขนาดไหน พร้อมๆ กับการนั่งดูภาพรวมอื่นๆ ของประเทศ ว่ามีจังหวัดไหนท่วมแล้วบ้าง ส่งเอสเอ็มเอสไปให้กำลังใจ (ที่ได้บุญด้วยเพราะค่าเอสเอ็มเอสที่ส่งไปจะแปรไปเป็นเงินบริจาค) บริจาคเงินและสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม คอยอัพเฟซบุ๊กถึงข้อมูลข่าวสาร และความเห็นอกเห็นใจคนไทยที่ถูกน้ำท่วม และก่นด่ารัฐบาลไปพลางๆ ตามแต่จะมีประเด็น (ให้ด่า) หรือบางคนไม่มีประเด็นก็จะด่า (เดี๋ยวจะกล่าวถึงต่อไป)
ด้วยความอืดอาด ต้วมเตี้ยม การทำงานไม่เป็น หรืออะไรก็แล้วแต่ ของการจัดการปัญหาน้ำท่วม เยียวยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ของหน่วยงานราชการ รัฐบาล ทำให้สายตาของเราเบนไปยังการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเป็นหลัก โดยเฉพาะไทยทีวีสีช่องสาม ที่นอกจากจะเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว ยังดูเหมือนว่าเป็นหน่วยงาน ‘หลัก’ ในการช่วยเหลือ ประสานงาน ฯลฯ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกด้วย ดังที่หลายคนได้เห็นกันในข่าว (ช่องสาม ถ้าดูช่องอื่น อย่างไทยพีบีเอส ก็จะเห็นว่าไทยพีบีเอสเป็นอีกหน่วยงาน ‘หลัก’ เช่นกัน)
ก่อนอื่นดิฉันขอแสดงความชื่นชมในความทุ่มเท เสียสละ ของทีมงานข่าวทุกคน ที่นอกจากจะติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด (ลงไปแช่อยู่ในน้ำเลยทีเดียว เพื่อให้เห็นว่าท่วมจริงๆ นะ) แล้ว ยังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างขยันขันแข็งอีกด้วย แต่การได้นั่งติดตามดูข่าวของดิฉันก็ทำให้เกิดความหงุดหงิด เมื่อภาพข่าวที่ได้เห็นในทุกๆ วันนั้น ไม่ต่างจาก ‘รายการคนค้นคน’ เพราะมันเต็มไปด้วย ‘ดราม่าสตอรี่’ (ขออนุญาตดัดจริตใช้คำทับศัพท์นะคะ) มากกว่าจะเป็นเนื้อความข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณยายผู้โดดเดี่ยว ถูกลูกหลานทิ้ง ไม่ได้กินข้าวกินน้ำเป็นวันๆ และไม่มีใครไปช่วยเหลือ (ข่าวแบบนี้เราจะเห็นบ่อยๆ ในช่วงข่าวชีวิตจริงอันน่าเศร้า ที่มีทุกช่อง) สาววัยกลางคนชาวต่างด้าว ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เพียงเพราะเธอเป็นชาวต่างด้าว (ถ้าอยากได้ข่าวแบบนี้ ติดต่ออาจารย์แหวว พันธุ์ทิพย์ ได้ คาดว่าคงมีเคสสตัดดี้ให้เป็นข่าวได้หลายปี—ด้วยความเคารพและเชิดชูอาจารย์ แหววนะคะ ไม่ได้ประชดประชัน แม้หนูจะได้คะแนนวิชากฎหมายสัญชาติของอาจารย์มาน้อยนิดก็ตามที) ข่าวสาวท้องใกล้คลอด หรือแม้กระทั่งทำคลอดกันเอง ในขณะที่น้ำท่วม ข่าวชาวบ้านทะเลาะกัน (หรือทะเลาะกับเจ้าหน้าที่รัฐ) เรื่องเปิดคันกั้นน้ำ (แม้ข่าวนี้จะน่าสนใจที่สุดในการเปิดประเด็นเรื่อง ‘สิทธิการถูกน้ำท่วมอย่างเท่าเทียม ก็ตาม แต่ประเด็นข่าวไม่ได้ไปไกลขนาดนั้น นอกจากการทะเลาะและการประนีประนอมกัน) ฯลฯ
ดราม่าสตอรี่จำพวกนี้ กินเวลาการนำเสนอข่าวมากกว่าประเด็นอื่นๆ ไปเสียหมด ประเด็นสำคัญๆ ของข่าว ‘น้ำท่วม’ ที่ประชาชนควรจะได้รับรู้ เพื่อเตรียมตัวรับมือ ป้องกัน หรือได้เรียนรู้ว่าปัญหาน้ำท่วมนั้นมีเหตุปัจจัยที่หลากหลายกลับแตกกระจาย ไม่เป็นโล้เป็นพาย จับความไม่ได้ จนถึงขั้นโซเชียลเน็ตเวิร์กต้องตั้งแฟนเพจ ‘น้ำขึ้น ให้รีบบอก’ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแหล่งข่าวที่มีประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนประชาชนด้วยกัน เอง นี่ยังไม่นับหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมชลฯ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล ที่เราหวังพึ่งไม่ได้

แฟนเพจ "น้ำขึ้น ให้รีบบอก"
ดราม่าสตอรี่เหล่านี้ แน่นอน...นัยหนึ่งมันเป็นข่าวที่ ‘ขายได้’ ไม่ต่างจากข่าวหนังสือพิมพ์หัวสีหน้าหนึ่ง แต่ถามว่าประชนชนได้อะไรจากการเสพข่าว ‘ดราม่าสตอรี่’ และประชาชนต้องสูญเสียอะไรจากการเสพข่าวเหล่านี้ การพูดเช่นนี้ดิฉันอาจจะถูกมองว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ที่สำคัญอาจถูกมองว่าเป็นเพียงคนกรุงเทพฯ ที่เห็นแก่ตัว (ที่ไม่ยอมถูกน้ำท่วม—แล้วจะกล่าวถึงประเด็นนี้อีกที) ต้องการรับรู้ข่าวเพียงว่าน้ำจะมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ จะได้รับมือ ป้องกันได้ทันท่วงที หากยอมรับผิดไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งขอบอกว่านั่นก็ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ รวมถึงคนในที่อื่นๆ ทั้ง คนที่อาศัยอยู่ใต้เขื่อน ในป่าไกลปืนเที่ยง คนที่ถูกดินถล่ม น้ำป่าทะลัก ฯลฯ ควรจะได้รับรู้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นไม่ใช่หรือ ? ในขณะที่น้ำท่วมอยู่ที่ที่หนึ่ง ทำไมต้องไปปักหลักกันเพื่อรายงานแต่เรื่อง ‘ดราม่าสตอรี่’ ในที่ที่นั้นแต่ละวันด้วย และนั่นทำให้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญๆ ที่ประชาชนในที่อื่นๆ หรือพื้นที่ที่กำลังจะเสี่ยงภัยหดหายไป เหลือเพียงแค่ชิ้นข่าวประกอบเรื่องดราม่าสตอรี่ ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นการรายงานข่าวเพื่อแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
หลายคนอาจคิดว่า ดีแค่ไหนแล้วที่ ‘เขา’ ทำทั้งหน้าที่ผู้สื่อข่าว และผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปพร้อมๆ กัน และประเด็นเรื่องการช่วยเหลือผู้คน หรือเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ ก็ควรจะมาก่อนประเด็นข่าวด้วยซ้ำไป ดิฉันจะมากล่าวโทษเรียกร้องอะไรนักหนา ทำไมไม่ไปเรียกร้องก่นด่ากับรัฐบาลโน่น แน่นอนว่า...หาก ‘เขา’ ไม่ได้มีหน้าที่ ตำแหน่ง ‘ผู้สื่อข่าว’ ดิฉันก็จะไม่เรียกร้องในเรื่อง ‘ประเด็นข่าว’ จากเขา ดิฉันไม่ได้เรียกร้องความเป็นซูเปอร์ฮีโร่จากนักข่าว หรือละครน้ำเน่า ดราม่าดูแล้วน้ำตาคลอ ต้องรีบกดเอสเอ็มเอสส่งเข้าไปในรายการ หรือรีบบริจาคเงิน ด้วยความสงสาร และในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร หรือการให้ความช่วยเหลืออย่างหน่วยงานราชการ รัฐบาลก็สมควรได้รับคำตำหนิมากกว่าหลายเท่าตัวนัก!!!
ปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นปัญหาเรื่อง ‘ภัยธรรมชาติ’ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันสร้างขึ้นไม่มากก็น้อยตามคำอธิบายเรื่องโลกร้อนแล้ว ยังเป็นปัญหาเรื่องการจัดการ (หรือละเว้นที่จะจัดการ) ทรัพยากรน้ำ หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสารอีกด้วย ในการนำเสนอข่าวอย่างน้อยนิด และไม่ปะติดปะต่อ รวมถึงการเก็บงำความจริงบางอย่างของทางราชการ ทำให้เกิดคำถามหลายคำถามตามมาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นทำไมกรุงเทพฯ ถึงน้ำไม่ท่วม ทำไมจึงมีการผันน้ำเข้าจังหวัดนี้ ไม่เข้าจังหวัดนี้ เข้าพื้นที่นี้ ไม่เข้าพื้นที่นี้ ปัญหาเรื่องตรงนั้นท่วม ตรงนี้ไม่ท่วม จึงใช่เพียงแค่ปัญหา ‘ภัยธรรมชาติ’ เพียงอย่างเดียว แต่มันยังซับซ้อนไปมากกว่านั้น
ตัวอย่างเช่น ในรายงานข่าวการเถียงกันของชาวบ้านที่อยุธยา ที่พยายามจะพังคันกั้นน้ำ เพราะเขตในบ้านตนเองท่วมขังอย่างสูง แต่ทางราชการไม่ยอมให้พัง เพราะกลัวน้ำไหลเข้าสู่เศรษฐกิจของจังหวัด ยังคำถามมายังชาวบ้านเหล่านั้นว่า สิทธิความเท่าเทียม หรือไม่เท่าเทียมในการถูกน้ำท่วมวัดกันที่ตรงไหน เนื่องจากในปีที่แล้ว (รัฐบาลที่แล้ว) พวกเขายอมให้น้ำท่วมเขตหมู่บ้านตนเอง แต่ก็ไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่สมควรจะได้ ปีนี้เขาจึงต้องลุกขึ้นสู้ เพราะเกรงว่าความเสียหายที่ยินยอมจะไม่ได้รับการเยียวยาอีก และมันก็สุดจะเกินทนแล้ว
สิทธิความเท่าเทียม หรือไม่เท่าเทียมในการถูกน้ำท่วมนี้ รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยหรือเปล่า ?
หรือการผันน้ำเข้าพื้นที่ทำการเกษตร ที่บางจังหวัด (บางพื้นที่) น้ำต้องท่วม บางจังหวัด (บางพื้นที่) น้ำไม่ท่วม ในขณะที่รายการข่าวรายการหนึ่งนำนักวิชาการมาพูดถึงประเด็นนี้ แล้วโยนบาปไปยังเกษตรกรว่า ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ให้ทำนาปรัง ยังจะทำอีก แล้วเห็นไหมว่าพอน้ำท่วม ก็ต้องมาเยียวยารักษา เรียกค่าเสียหายกัน ฯลฯ (เราจะไม่ไปไกลถึงประเด็นเรื่องนาปรังนาปี เดี๋ยวยาว) ทำไมเรา หรือ หน่วยงานราชการ หรือรัฐบาล ไม่ออกมาพูดกันตรงๆ เว้ากันซื่อๆ ไปเลยว่า พื้นที่นี้จะให้น้ำท่วม ก็จ่ายเขาไป (ส่วนจะนำเงินจากไหนมาจ่าย ก็ค่อยมาพูดคุยกันอีกทีว่า พื้นที่ของคนที่หลีกเลี่ยงการถูกน้ำท่วม อย่างเขตเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ หรือกรุงเทพฯ นั้น ควรต้องจ่ายภาษีน้ำท่วมเพิ่มหรือไม่) ซื้อพื้นที่น้ำท่วมไปเลยว่าปีนี้จะซื้อพื้นที่น้ำท่วมตรงนี้ จะจ่ายเท่านี้ พอใจหรือไม่ คุ้มกันไหม ไม่ใช่มั่วหลอกกันเรื่องภัยธรรมชาติ การผันน้ำ การคาดคะเนปริมาณน้ำผิดพลาด หรือทิศทางน้ำ กันอย่างเช่นทุกวันนี้ ถึงเวลาที่เราจะทำอะไรตรงไปตรงมากันหรือยัง หรือจะรอให้มันกลายเป็นปัญหาที่มีเงื่อนงำซ้ำซากกันต่อไป (และคนที่โดนก็เป็นคนพื้นที่ ‘เดิมๆ’ ทุกปีร่ำไป และคนที่ไม่โดนด้วยเงื่อนงำนั้นก็ยังไม่รู้สึกตัวอยู่ร่ำไป)
หรือว่าระบบที่คนที่หนึ่งบริจาคเงินเพื่อไปช่วยคนที่หนึ่งนั้นมัน ‘สวยงาม’ (สำหรับใคร ?) กว่าการมานั่งพูดกันตรงๆ เรื่องการจ่าย (ภาษี?) หรือเช่าพื้นที่สำหรับน้ำท่วม ?
นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือน ทั้งเรื่องฝนฟ้า การปล่อยน้ำ ทิศทางน้ำ ฯลฯ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งของหน่วยงานราชการ รัฐบาล ที่ดูเหมือนว่าประเทศนี้เมืองนี้ไม่มีหน่วยงานรัฐอยู่เลย หรือมีอยู่ก็เพียงแค่ชื่อ ไม่มีใครทำงาน ไม่มีการสื่อสาร (หรือสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจได้ง่าย) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่ได้เพิ่งจะมีน้ำท่วมในปีนี้ แต่หน่วยงานทางราชการทั้งหลายที่ไม่ได้เปลี่ยนคนทำงานไปตามรัฐบาลที่ได้ ตำแหน่งมา แต่อยู่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เผลอๆ อาจจะผจญเรื่องน้ำท่วมมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่เรียนรู้ (พูดอย่างนี้เดี๋ยวก็หาว่าดิฉันเข้าข้างรัฐบาลอีก ขอบอกว่าเห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลว่า ทำงานไม่เป็น สั่งการไม่ได้) รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่ไม่มีแก่นสารของเรื่อง ที่จะช่วยให้สามารถได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นำไปใช้ได้ หรือเป็นการป้องกันเตือน อย่างตรงไปตรงมา และเป็นประเด็นหลัก ประเด็นใหญ่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เรื่องดราม่าสตอรี่ทั้งหลาย ข่าวแจกถุงยังชีพ ข่าวดาราลงไปช่วยน้ำท่วม ข่าวนายกฯ ลงพื้นที่ มีแต่ข่าว Post-น้ำท่วมทั้งนั้น ทั้งๆ ที่เรามีทั้งเขตน้ำท่วม กำลังจะท่วม เสี่ยงที่จะท่วม แต่สุดท้าย ทุกพื้นที่จะถูกรายการเมื่อ ‘น้ำท่วม’ แล้วทั้งหมด
หลังจากผิดหวังจากการดูข่าวทางทีวีแล้ว ดิฉันจึงหันหน้ามาพึ่ง (เล่น) เฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ว่ากันว่ามีพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนสังคมในปัจจุบัน แต่แล้วก็ต้องผิดหวังไม่ต่างกัน เมื่อมันนั้นเต็มไปด้วย ‘สลิ่มบันเทิง’ อย่างการโพสต์ข้อความประมาณว่า “verb ช่องที่ 1 คือ ยิ่งลักษณ์ ส่วน verb ช่องที่สองคือ ยิ่งเละ” แต่นั่นก็พอจะเข้าใจได้ และมันไม่มีค่าพอที่ควรจะใส่ใจ โดยเฉพาะหากเรานึกว่าเฟซบุ๊กก็เป็นเพียงกระดานการระบายความรู้สึกส่วนตัวบน โลกไซเบอร์ ไม่อาจเรียกร้องตรรกะ เหตุผล หรือคำอธิบายที่ลึกซึ้งอะไรมากกว่านั้นได้
แต่เพียงไม่นาน ก็มีภาพอันได้รับการแชร์ต่ออย่างมากมาย และกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเฟซบุ๊ก นั่นก็คือภาพการเปรียบเทียบการลงพื้นที่ของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายกฯ คนปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่รูปหนึ่งของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เดินลุยน้ำ ในขณะที่อีกรูปที่นำมาแปะข้างๆ กันเพื่อเปรียบเทียบเป็นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่เดินบนสะพานไม้ ซึ่งก็ตามมาด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์อันหลากหลาย หลากรส ไม่ว่าจะเป็น
“ดูนายกฯ ไพร่สิ ทำตัวอย่างกับอมาตย์, ไม่รู้จะไปให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนทำไม, เธอไปเดินแฟชั่นเหรอ, เธอคิดว่าอยู่บนแคตวอล์กหรือไง, เห็นได้อย่างชัดเจนว่าใครตัวจริง, สมน้ำหน้าพวกที่เลือกมันเข้ามา เป็นไงล่ะ เดินอย่างสวยเลย” ฯลฯ คอมเมนต์คงมีเยอะกว่านี้ (มันส์และหยาบคายมากกว่านี้) ตามแต่เฟซบุ๊กใครมันที่ได้รับการแชร์มาต่อๆ กัน

คงไม่ต้องอธิบายกันมากความ เพราะคนที่สติดีอยู่บ้าง ก็คงเห็นได้ว่ามันไม่ใช่ประเด็นเรื่องน้ำท่วม แต่เป็นประเด็น (การดิสเครดิตทาง) การเมือง และคนที่พอจะมีสติอยู่บ้าง ไม่ได้มืดบอดไปด้วยอคติและความเกลียดชังเลือกข้าง ก็คงจะรู้ได้ว่าภาพๆ เดียวไม่อาจแทนความจริงทั้งหมด และในการลงพื้นที่ในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงไม่มีเพียง ‘ภาพ’ นี้ภาพเดียว คงมีหลากร้อยหลายพันภาพที่ถูกผู้สื่อข่าวบันทึกและนำมาลงเพื่อเขียนข่าว ทั้งภาพที่ยิ่งลักษณ์ลุยน้ำ อภิสิทธิ์เดินบนสะพานไม้ หรือนั่งเรือ ฯลฯ แต่มันก็ถูก ‘ตัดตอน’ ความจริง (เช่นสะพานนั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่แล้ว เดินบนสะพานจะผิดแปลกอะไร หรือนายกฯ อาจกำลังมีประจำเดือน จึงลุยน้ำไม่ได้) นำมาใช้และนำมาอธิบายด้วย ‘ข้อความ’ หนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยอคติและความโง่เขลาโดยแท้
เพราะเพียงไม่นานหลังจากก็มีภาพ ‘ภาพอีกชุด’ ถูกนำมาตัดต่อคู่กัน และวางไว้เคียงข้างภาพเดิม เพื่อสั่งสอนพวกสลิ่มเฟซบุ๊กทั้งหลาย ว่าหากเรานำอีกภาพมาวางต่ออีกภาพ จากจำนวนหลายร้อยหลายพันภาพที่ถูกถ่าย ก็จะได้ ‘ควาหมาย’ (ซึ่งถูกขับเน้นด้วยข้อความอีกที) อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายที่ตรงกันข้ามกับการเปรียบเทียบในภาพชุดแรกก็ตามที แต่ยังดีที่ผู้ที่ทำภาพเปรียบเทียบสองชุดล่าสุดนั้น เป็นผู้มีสติและรู้เท่าทันอคติและความลำเอียงมืดบอดอย่างยิ่งยวด จึงไม่ได้ทำมาเพื่อดิสเครดิต หรือจ้องจะทำลายใคร (เพราะไม่ได้นำเสนอเพียงภาพตัดต่อสองรูปที่สื่อนัยยะหนึ่งอย่างโดดๆ อย่างที่ชุดแรกทำ แต่นำมาวางคู่กับอีกสองภาพแรกที่ถูกนำมาตัดต่อเพื่อสื่อนัยยะหนึ่งก่อนหน้า นี้) แต่มีข้อความที่สุดแสบสันไปยังเหล่าสลิ่มเฟซบุ๊กทั้งหลายที่แชร์และสนุกสนาน ในการก่นด่ากับภาพชุดแรกไปเรียบร้อยแล้ว ข้อความมีว่า
“เบิ่งเนตรดูบ้างก็ดีสำหรับคนที่ยังไม่หลุดพ้นจากความเกลียดชัง แล้วอินการเมืองแบบเลือกที่รักมักที่ชัง”

แน่นอนว่า ยิ่งลักษณ์ก็อาจเดินสะพานบ้าง นั่งเรือบ้าง ลุยน้ำบ้าง เช่นเดียวกันกับอภิสิทธิ์ และนั่นไม่ได้หมายความว่า ใครทำตัวเยี่ยงไพร่ ใครทำตัวเยี่ยงอำมาตย์ (นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีของสังคมที่นิยมแต่ ‘เปลือก’ คือยกมาแต่รูปลักษณ์ คือคำว่าไพร่กับอมาตย์โดยไม่ดูบริบททางการเมืองที่วาทกรรมนี้ถูกหยิบยกมาใช้ เช่นเดียวกันกับกรณีนักเรียนแต่งชุดนาซี หรือคนในเฟซบุ๊กไปเล่นโปรแกรมหน้าเหมือนหมาของเมืองนอกที่เขาเอาไว้หาคนรับ อุปการะสุนัขจรจัด ที่สะท้อนการนำมาใช้แต่ ‘เปลือก’ โดยนำมาซึ่งสารัตถะของสิ่งๆ นั้นด้วย) และการจะตัดสินว่าใครแก้ปัญหาได้ดีกว่าใคร นอกจากเราๆ ท่านๆ บนเฟซบุ๊กที่ต้องเก็บคะแนนไว้ในใจเผื่อการเลือกตั้งคราวหน้าแล้ว ชาวบ้านที่เขาต้องลุยน้ำท่วมจริงๆ ที่ไม่ได้มีเวลามานั่งทำเรื่องพรรค์นี้บนเฟซบุ๊ก เขาก็น่าจะมีคะแนนในใจอยู่แล้ว และเราทั้งหมดก็จะใช้สิทธินั้นผ่านการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตยในการ เลือกตั้งครั้งหน้า
สนามการเมืองเรื่องน้ำท่วมบนเฟซบุ๊กจึงดุเดือดและน่าสนใจ แต่สำหรับดิฉันมันน่าสนใจน้อยลง (และเสียใจมากขึ้นที่หลายๆ คนไร้สติไปอย่างง่ายดายเช่นนั้น) เพราะมันไม่ใช่การพูดถึงเรื่องที่ควรจะพูดกันตรงๆ และเป็นประโยชน์ อย่างเช่น การจัดการน้ำ ประเด็นเรื่องการปิดบัง หรือไม่บอกความจริงของข้อมูลข่าวสาร หรือการรายงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล และสื่อมวลชน ฯลฯ และหากปัญหาน้ำท่วมในปีนี้มันจะให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง มันก็สมควรจะครอบคลุมทั้งข้อ ก. ข. ค. ง. ไม่เช่นนั้น ปีหน้า น้ำท่วมก็ยังเป็นเพียงแค่ ‘ภัยธรรมชาติ’ และเรา (ชาวกรุง) ทั้งหลายก็แค่นั่งดูข่าวดราม่าสตอรี่ รู้สึกเห็นใจสงสาร ส่งเอสเอ็มเอส และเงินบริจาค เช็กเฟซบุ๊ก โพสต์อะไรนิดๆ หน่อยๆ และหวังว่ากรุงเทพฯ น้ำจะไม่ท่วมผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐแถลง มุ่งกระชับสัมพันธ์เอเชียให้แข็งแกร่งกว่าที่เคย
ที่มา ประชาไท
ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ‘เคิร์ท เอ็ม แคมป์เบลล์’
(ที่มา: เฟซบุ๊กสถานทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ)
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘เคิร์ท เอ็ม แคมป์เบลล์’ (Kurt M. Campbell) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวในงานปาฐกถาพิเศษ “U.S. engagement in Asia” ว่า ในขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐกำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยถ่ายน้ำหนักจากตะวันออกกลางและเอเชียใต้ มาสู่เอเชียแปซิฟิกมากขึ้น และจะเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจเป็นพิเศษ
เคิร์ท แคมป์เบลล์ กล่าวในงานที่จัดโดยสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา (ISIS) ว่า ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศดังกล่าวจะมีความท้าทาย เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางยังคงเกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติดอกมะลิ รวมถึงความขัดแย้งในอิรักและอัฟกานิสถาน ทำให้สหรัฐยังคงต้องรักษาบทบาทในภูมิภาคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า สหรัฐคงจะมุ่งถ่ายน้ำหนักของทรัพยากรที่จำเป็นมาสู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มากกว่า
“ผมคิดว่าเราคงเข้าใจอย่างลึกซึ้งและชัดแจ้งว่า ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” แคมป์เบลล์กล่าว
นักการ ทูตและศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวต่อว่า สหรัฐได้พัฒนากรอบความร่วมมือกับเอเชียอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคยเป็น ทั้งในกรอบความร่วมมืออาเซียน การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ G-20 และ การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก เพื่อสร้างตลาดการค้าระหว่างสหรัฐและเอเชียที่สมดุล โดยเน้นให้จีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ลงทุนและซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น
แคมป์ เบลล์กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ผ่านร่างกฎหมายที่สำคัญมาก ว่าด้วยข้อตกลงทางการค้ากับเอเชียอีกสามร่างเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ (ASEAN-US Summit) และประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ทีประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ด้วย
นอกจาก นี้ เขาชี้ว่า สหรัฐยังมุ่งที่จะเพิ่มยุทธศาสตร์ความมั่นคงในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้นในอีกสอง สามปีข้างหน้าโดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนฐานทัพ และการจัดการด้านความมั่นคงในรูปแบบที่หลากหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย เพื่อเป็นการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
“อาจกล่าว ได้ว่า ทุกประเทศในเอเชียมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้งกับสหรัฐ แม้แต่กับมาเลเซีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ทางการทหารหรือยุทธศาสตร์ที่น้อยมากใน ช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ก็ยังถึงคราที่ได้กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐอีกครั้ง” แคมป์เบลล์กล่าว
เขายัง กล่าวด้วยว่า ภารกิจการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ยังรวมถึงการหารือและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในพม่าด้วย เนื่องจากสหรัฐยังคงจับตาดูการเปลี่ยนแปลงในพม่าอย่างใกล้ชิด และระบุว่า สหรัฐยังคงจะรักษาสัมพันธ์และสนับสนุนออง ซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี รวมถึงจับตาประเด็นความท้าทายเรื่องชนกลุ่มน้อยในประเทศ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือ และนักโทษการเมืองในพม่า และหวังว่า ประธานาธิบดีเต็นเส่ง จะสามารถนำพาพม่าไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้
ในตอนท้ายของปาฐกถา ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอพี ได้ถามแคมป์เบลล์ถึงพลเรือนสหรัฐที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ‘โจ กอร์ดอน’ ว่ามีความกังวลอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ และแคมป์เบลล์ได้ตอบสั้นๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของสถานทูตได้ไปฟังการดำเนินคดีของ ‘โจ กอร์ดอน’ ที่ศาลเมื่อวันจันทร์ และกล่าวว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างมากในเสรีภาพสื่อ และเราจะคอยนำคดีดังกล่าวมาพูดกับทางการไทยโดยตรง”กองปราบไม่ฟ้อง"พสิษฐ์"กรณีแพร่คลิป ตลก.ศาล รธน.หารือคดียุบ ปชป.
ที่มา ประชาไท
กองปราบสั่งไม่ฟ้อง "พสิษฐ์ ศักดาณรงค์" กรณีแพร่คลิปที่แอบถ่ายในห้องประชุมตุลาการ รธน. คดียุบพรรค ปชป. ชี้ไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยโยนให้อัยการสูงสุดชี้ขาดฟ้อง-ไม่ฟ้อง
สำนักข่าวไทย รายงาน วานนี้ (12 ต.ค.) ว่าที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองปราบปรามโดย พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป. ได้นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อายุ 40 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ น.ส.ชุติมา หรือพิมพ์พิจญ์ แสนสินรังสี อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ระดับ 3 หน้าห้องประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาคดี เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันล่วงรู้ความลับในราชการ เปิดเผยความลับโดยประการให้เกิดความเสียหายตามกฎหมายอาญามาตรา 164 และความผิดฐานร่วมกันเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการน่าจะเกิดความเสียหายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เสนอให้พนักงานอัยการพิจารณา
จากกรณีที่เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก. 1 ป. กล่าวหาว่า นายพสิษฐ์ และพวกแอบนำกล้องเว็บแคมไปซ่อนในห้องประชุมตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้วบันทึกภาพขณะตุลาการกำลังหารือกันในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคลิปวิดีโอรวม 5 คลิป และมีการเผยแพร่ในระบบอินเทอร์เน็ต ในช่องทาง “ยูทูบ” ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนสัญชาติสหรัฐ โดยผู้กระทำเจตนาให้มีการเผยแพร่ข้อมูลลับทางเครือข่ายดังกล่าวทั่วโลก และมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน แต่ได้การประกันตัวออกไป จึงส่งเฉพาะสำนวนการสอบสวนให้อัยการตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 โดยกำหนดให้อัยการสูงสุด เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และทำความเห็นชี้ขาดว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาของพนักงานสอบสวนนั้นมีหลายประเด็นคือ ผู้ต้องหาเป็นเจ้าพนักงานต้องรับผิดตามมาตรา 164 หรือไม่ เห็นว่าความผิดตามกฎหมายนี้ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงาน แม้นายพสิษฐ์ กับพวกเป็นบุคคลทั่วไป แต่เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
2. มีการกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าคลิปที่เผยแพร่มี 5 รายการ คลิปแรกเป็นภาพบุคคลระดับสูง คลิปที่สอง เป็นภาพทนายความของพรรคการเมืองหนึ่งไปพบบุคคลหนึ่ง และพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์ คลิปที่ 3 เป็นภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคการเมือง โดยน่าเชื่อว่าภาพถูกบันทึกมาจากเก้าอี้ของนายพสิษฐ์ คลิปที่ 4 เป็นการสนทนาต่อเนื่องกับคลิปที่ 3 และมีการพูดว่า “เพื่อป้องกันการครหา ให้ดึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.มาร่วมรับผิดชอบด้วย” คลิปที่ 5 เป็นการสนทนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดคุยกันเรื่องให้ความช่วยเหลือ ส.ส.คนหนึ่ง
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีพยานปากใดเห็นผู้ต้องหาเป็นผู้นำกล้องไปซ่อนในห้องประชุม หรือบันทึกภาพ ไม่มีใครเห็นว่าผู้ต้องหานำคลิปเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้วเผยแพร่ทางยูทูบ มีแต่ผู้ใช้ยูสเซอร์เนมว่า “โอ้ มายก็อด 3009” โดยไม่ระบุอีเมลแอดเดรส จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนได้พยายามขอตรวจสอบข้อมูลจากบริษัท ยูทูบฯ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกูเกิล สัญชาติสหรัฐ ก็ได้รับแจ้งกลับมาว่า คดีลักษณะดังกล่าวไม่ตรงกับความผิดในสหรัฐ จึงไม่อาจสนับสนุนข้อมูลให้ได้
พนักงานสอบสวนจึงยุติการสอบสวน พร้อมทำความเห็นเสนออัยการสมควร “สั่งไม่ฟ้อง” ผู้ต้องหาทั้งสอง และปล่อยผู้ต้องหาไปตามกฎมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 โดยระหว่างนี้คดีอยู่ระหว่างการกลั่นกรองของคณะทำงานอัยการสูงสุด คาดว่าจะเสนอความเห็นต่อนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาดได้ในสัปดาห์หน้า
เครื่องบินบรรทุกอุปกรณ์ช่วยน้ำท่วมจากรัฐบาลจีน เดินทางถึงไทยแล้ว
ที่มา ประชาไท
เครื่องบินขนส่งของสายการบินไชน่า เซาท์เธอร์น แอร์ไลน์ ที่บรรทุกอุปกรณ์บรรเทาภัยน้ำท่วมจากรัฐบาลจีน อาทิ เรือยนต์ ถังกรองน้ำ มูลค่าราว 50 ล้านบาท เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว ด้านทางการจีนส่งสารแสดงความเสียใจมายังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พร้อมบริจาคเงินสดกว่า 30 ล้านบาท
สำนักข่าวเนชั่น รายงาน ว่า เครื่องบินขนส่งของสายการบินไชน่า เซาท์เธอร์น แอร์ไลน์ (China Southern Airline) ที่บรรทุกสิ่งของช่วยเหลืออุทกภัยจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่า 10 ล้านหยวน หรือ 50 ล้านบาท ขณะนี้ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว โดยเครื่องบินลำดังกล่าวได้บรรทุกสิ่งของต่างๆ อาทิ เรือยนต์ความเร็วสูง และเรืออื่นๆ หลายขนาด ตั้งแต่เรือบรรทุกผู้โดยสารขนาด 8-10ที่นั่ง และขนาด 12 ที่นั่ง จำนวนทั้งสิ้นกว่า 128 ลำ พร้อมทั้งเครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ (water purification equipment) 60 เครื่อง และถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่ (water tank) จำนวน 120ถัง
รายงานสถานการณ์น้ำ 13 ต.ค. 54
ที่มา Thai E-News


แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม จากสัมนา TEAM Group of Companies วันที่ 12/10/54 โดยคุณชวลิต
น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ
ที่มา Thai E-News
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2554
13 ตุลา 51 เย็นศิระ เพราะพระบริบาล
พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร-เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสองเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ
หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดีเป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ขอเป็นกำลังใจให้ครอบ ครัวสู้ต่อไป
"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้
ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการ ดำเนินชีวิตต่อไป"
ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า
"พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"
พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

"ตี๋ ชิงชัย" วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย
พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่าง สืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า "เก่งมาก"

พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51
"ตี๋ ชิงชัย" เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น "ตี๋ ชิงชัย" ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูป ขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง
พสกนิกรไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า นับเป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภารเป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤตการณ์แตกแยกความสามัคคี แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายช่วงหลายปีมานี้
ทั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรทุกหมู่ เหล่าที่อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร นอกจากประชาชนฝ่ายผู้ชุมนุมแล้ว ก็รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น-พระราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ในการนี้มีรับสั่งว่า
เสียใจ เสียดายนายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์(รายละเอียดข่าว)
ในคราวเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในบ้านเมืองเมื่อปีที่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศสำนักนายกฯ ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยความเสียสละและฝ่าอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นแบบอย่างอันควรแก่การยกย่อง สรรเสริญสืบไปจำนวน 5 ราย ดังนี้
ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
1. พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
2 . ร้อยเอก ภูริวัฒน์ ประพันธ์
3. ร้อยเอก อนุพนธ์ หอมมาลี
4. ร้อยโท อนุพงษ์ เมืองอำพัน
5. ร้อยตรี สิงหา อ่อนทรง
ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล-เมื่อเวลา19.00น.เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน
โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)
ทรงมีพระราชหัตถเลขาชมเชยสตรีไทยช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของชาติ
อีกเรื่องหนึ่งที่นำความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นต่อปวงพสกนิกรชาวไทยก็คือใน คราวที่เกิดจลาจลในกรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขา ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานให้กับคุณนภัส ณ ป้อมเพชร
พระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 มีความรายละเอียดว่า
ถึง คุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์
ฉันได้อ่านจดหมายของคุณที่เขียนถึงสำนักข่าว CNN แล้ว รู้สึกภูมิใจที่คุณยืนขึ้นทำหน้าที่ของคนไทยตอบโต้นักข่าวต่างชาติอย่าง องอาจตรงไปตรงมา แต่ก็ด้วยความสุภาพและมีเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาคมโลกที่ได้อ่าน จดหมายของคุณต้องทบทวนความเชื่อถือที่มีต่อ CNN
ชื่นชมยิ่งที่คุณช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศชาติ
( ลายพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ )
ด้วยน้ำพระทัยแผ่ไพศาลต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าใต้ร่มพระบารมี ทำให้บ้านเมืองที่เคยรุ่มร้อน ก็ผ่อนคลายร่มเย็นสงบลงด้วยพระบารมีเป็นที่ตั้ง
ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
Wednesday, October 12, 2011
ศปภ.เปิดกองอำนวยการใหม่ ใช้เป็นศูนย์กลางรับบริจาคน้ำท่วม
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

โฆษกรัฐบาลแถลงเปิดกอง อำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
หวังเป็นจุดศูนย์รวมเรื่องบริจาค ดึง "บก.ลายจุด" ช่วยประสานงานร่วมช่วยผู้ประสบภัย
เจ้าของเว็บไซต์ไทยฟลัดร่วมแชร์ข้อมูลน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกรัฐบาล
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ประธานมูลนิธิกระจกเงา
นายปรเมศร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด
เจ้าของเว็บไซต์ไทยฟลัด (Thaiflood) ดอทคอม
นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
แถลงเปิดกองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน ภายในศูนย์ ศปภ.
ทั้งนี้ นางฐิติมา กล่าวว่า
ขณะนี้ ศปภ.ได้มีการเปิดกองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
และเปิดให้ผู้มีจิตอาสามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ
และรับเรื่องราวต่างๆ ในการที่จะบริจาค
ซึ่งกองอำนวยการที่เปิดใหม่ภายในศูนย์ ศปภ. ภายในท่าอากาศยานดอนเมืองแห่งนี้
เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
มาเป็นเจ้าหน้าที่ในการรับสายและประสานงานให้แก่ผู้ที่ติดต่อเข้ามา
ดังนั้น หากประชาชนสนใจที่จะโทรเข้ามาบริจาค
สามารถโทรศัพท์มาได้ที่หมายเลข 08-6460-1331-36 ได้ ตลอดเวลา
ซึ่งทั้งนี้ในช่วงเวลาบ่ายโมง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมารับบริจาคสิ่งของด้วยตนเอง
หรือสามารถบริจาคเงินได้ที่บัญชี
“กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี”
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 067 – 0 - 06895 – 0
ด้านนายประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า
ทางมูลนิธิกระเงาได้มาช่วยเหลืองานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้งศูนย์ ศปภ.
ซึ่งเป็นการช่วยเหลือภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ตอนนี้ได้มาอยู่ที่กองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
ซึ่งทำการช่วยเหลือเรื่องราวที่ได้เข้าประสานงานมาเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิได้เสนอรัฐบาลเพื่อขอจั้งตั้ง ศปภ.ในระดับตำบล
เพื่อให้ประสานงานได้เร็วกว่าเดิม โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
ซึ่งต้องรอให้มีคำสั่งลงมาว่าจะมีความเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร
ส่วนนายปรเมศร์ กล่าวว่า เว็บไซต์ไทยฟลัดดอทคอมก็ดูเรื่องน้ำท่วมมาเป็นเวลาปีกว่า
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกัน
โดยเว็บไซต์นั้นมีการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาตั้งแต่พายุเริ่มเข้ามา
ตั้งแต่ จ.น่าน หรือตั้งแต่สถานการณ์น้ำท่วมเพิ่งเริ่ม
ซึ่งได้มาร่วมกับกองอำนายการแห่งนี้เพื่อช่วยเหลือรัฐบาล
ในเรื่องข่าวสารและเรื่องอื่นๆ ที่จะต้องบูรณาการทางข้อมูลอีกด้วย
นอกจากนี้ นางสาวศรีญาดา กล่าวว่า
สำหรับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นั้น
จะดูแลเรื่องอาหารการกินและบรรเทาทุกข์ภัยให้แก่ผู้ประสบภัย
โดยนำศูนย์ฝึกอาชีพและชมรมแม่บ้านมาช่วยส่งเสริมกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย ความเครียด
เป็นการฟื้นฟูจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ทั้งนี้ จะรวบรวมบุคคลและอาสาสมัครจากกลุ่มจิตอาสามาช่วยเหลืองานด้านต่างๆ ให้ ศปภ.ด้วย.
http://www.thairath.co.th/content/pol/208755
หัวหน้า ตร.ญี่ปุ่น เข้าพบ รอง ผบช.น.เพื่อติดตามคดี "ช่างภาพรอยเตอร์" เหยื่อคอกวัว
ที่มา มติชน

ที่ บช.น. เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายจุน มารุยาม่า (JUN MARUYAMA) ชาวญี่ปุ่น เลขานุการเอก และหัวหน้านายตำรวจประสานงาน สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมคณะและล่าม เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.นสอบถามความคืบหน้ากรณี นายฮิโร มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 บริเวณแยกคอกวัว






