ที่มา Thai E-News
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: สทอภ.
กระทรวงวิทย์ รายงานฉบับวันที่ 15 ต.ค. 54

วิเคราะห์ภาพดาวเทียมการเปลี่ยนแปลงของขอบเขตน้ำท่วมวันที่ 10,11,15 ต.ค.
นครสวรรค์ถึงอ่าวไทย
อยุธยาถึงกรุงเทพ
ภาพน้ำท่วม
ภาพจากคุณเฮียสุริยา
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: สทอภ.
กระทรวงวิทย์ รายงานฉบับวันที่ 15 ต.ค. 54

ที่มา มติชน

สัมภาษณ์ โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
การเมือง/สัมภาษณ์ (ที่มา มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2554)
![]() |
เคยมีส่วนร่วมคิดนโยบายของ "พรรคไทยรักไทย" จนเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย จากสู้ด้วย "น้ำลาย" มาเป็น "นโยบาย"
เคยนำ "พรรคพลังประชาชน" สู้ศึกเลือกตั้ง จนชนะพรรคคู่แข่งท่วมท้น ทั้งที่ถูกเตะสกัดทุกทาง ท่ามกลางยุคทหารครองเมือง
วินาที หนึ่ง ยังเคยถูกเสนอชื่อให้เป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 26" หลังเกิดอุบัติเหตุกับ "สมัคร สุนเทรเวช" ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปาก "ปฏิเสธข้อเสนอ" ไป
ด้วยประสบการณ์โชกโชน ทั้งบู๊-บุ๋นนี้ ทำให้ "หมอเลี้ยบ" นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี สามารถอ่านจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ทะลุปรุโปร่ง ยิ่งในยามที่เกิด "มหาอุทกภัย" ที่ถึงกับทำให้นายกฯนารีหลั่งน้ำตาด้วยแล้ว จึงถือโอกาสส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลในฐานะกัลยาณมิตร หวังใช้เป็น "ยา" รักษาโรค "มือไม่ถึง" ที่เริ่มแสดงอาการให้เห็น...
"ผมไม่เคยทำงาน กับคุณยิ่งลักษณ์ แต่ได้ยินคนรอบข้างบอกว่า จุดแข็งของท่านคือผ่านงานธุรกิจมา จึงบริหารคน จัดการเชิงระบบได้ แต่จุดอ่อนคือท่านไม่เคยมีประสบการณ์บริหารงานการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายมาก่อน การมาเป็นนายกฯทันทีโดยไม่เคยเป็นรัฐมนตรี จึงเป็นความท้าทายและทำให้เกิดอุปสรรค เช่น 1.มองว่างานยากเพราะไม่รู้ทำอะไรได้บ้าง 2.อ่านไพ่ในมือได้น้อย และไม่รู้จะใช้ใคร อย่างไร"
"หมอเลี้ยบ" ยกตัวอย่างว่า สมัยที่รับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุขใหม่ๆ จะรู้จักเฉพาะคนคุ้นเคย แต่ไม่รู้เลยว่า เลขาธิการสภาพัฒน์ ผอ.สำนักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ครม. หรือปลัดกระทรวงอื่นๆ กลับไม่รู้จัก ทำให้ไม่รู้จะประสานงานอย่างไร
"ต่างกับสมัยที่ผมเป็น รมว.คลัง ที่รู้ว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร ทำให้เวลาต้องการผลักดันเรื่องใด หรือเจอปัญหาใด เราอ่านไพ่ในมือได้เลยว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับใคร ประสานใคร เรื่องยากๆ แบบนี้ ใครเก่ง และใครเป็นคนทำ"
เขาบอกว่า คนเป็นรัฐมนตรีจะมีคุณสมบัติ "3 เก่ง" คือ 1.เก่งจัดการ 2.เก่งคิด หาโอกาสเรียนรู้และคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอด และ 3.เก่งคน อ่านคนออก รู้ไพ่ในมือทั้งหมด เช่นรู้ว่าเมื่อน้ำท่วมต้องการการทำงานที่ฉับไว คนไหนจะเหมาะ สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
ส่วน ข้อสงสัยคลางแคลงใจเรื่อง "นายกฯยิ่งลักษณ์" เป็น "โคลนนิ่ง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย เลยทำให้ไม่ได้เลือกไพ่เอง นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เป็นปัญหารองลงไป เพราะถึงเวลา "นายกฯคนที่ 28" จะต้องชี้ได้เองว่า ไพ่ที่คนอื่นเสนอมานั้น ใบไหนใช่ ใบไหนไม่ใช่ แต่กว่าจะเลือกได้ ก็ต้องได้ลอง-เรียนรู้ก่อน ซึ่งระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษนั้น ถือว่ายังน้อยเกินไป
แม้จะปลอบใจให้คะแนนความตั้งใจนารีวัย 44 ด้วย "เกรด A" ก็ตาม แต่ก็ไม่วายข้อคิดไว้น่าฟัง
"เทียบ กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปี 2544 เป็นรัฐบาล 1 เดือน ถ้าเจอปัญหาเดียวกัน ผมคิดว่ารัฐบาลนั้นก็รับมือไม่ได้ดีกว่ารัฐบาลนี้มากนัก ที่เรารับมือสึนามิในปี 2547 ได้ เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้ว ผ่านการทำงานมาเยอะ อ่านไพ่ในมือได้หมด รู้ว่าในทีมเราไหนเหมาะเป็นทีมรับ คนไหนเหมาะเป็นทีมรุก แม้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นระยะๆ แต่แกนกลางยังเป็นทีมที่ทำงานร่วมกัน 3-4 ปี ทำให้รับมือได้ดีพอสมควร"
อดีต แพทย์มหิดลฯ ยังกล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมคราวนี้ ไม่ใช่การรักษาปกติ แต่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน จึงต้องมีการรักษาถึง 3 ขั้นตอน "ห้องฉุกเฉิน" ป้องกันความเสียหาย ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จากนั้นให้นำเข้า "ห้องผู้ป่วยใน" เพราะน้ำท่วมไม่จบใน 5 วัน 7 วัน แต่นานเป็นเดือน จึงต้องจัดการเรื่องศูนย์อพยพ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ ซึ่งทีมงานทั้ง 2 ห้องนี้จะต้องทำคู่ขนาน ปิดท้าย "ทีมกายภาพบำบัด" ต้องเข้ามาฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้ง 3 ทีม 3 เรื่อง จะต้องมีคนทำ จึงต้องอ่านไพ่ในมือว่า ใครเหมาะกับเรื่องอะไร
เมื่อถามว่าแล้ว "สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และฝ่ายค้าน" เป็นไพ่อะไร?
หมอ เลี้ยบบอกว่า เรื่องคนไทยรักไทยนั้น บางทีไพ่ในมือไม่พอก็ต้องยืมไพ่สำรับคนอื่นมาเล่น ถ้าเล่นแล้วไม่ผิดกติกาก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเป้าหมายไม่ใช่เล่นให้ชนะ แต่เล่นให้วงไม่แตก แต่เรื่องพรรคประชาธิปัตย์นั้น เขาตอบแบบเทียบเคียงให้วิเคราะห์เอง
"ย้อนไปสมัยสึนามิ แม้จะเป็นช่วงเลือกตั้ง พอพรรคไทยรักไทยหยุดหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็หยุดเช่นกัน แล้ว ส.ส.ทุกพรรคมาช่วยกันหมด ภารกิจวันนี้ก็เช่นกัน การชิงไหวพริบทางการเมืองเป็นเรื่องรอง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องหลัก ผลที่ตามมาคือได้รับการชื่นชมจากทุกฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ"
นพ.สุรพงษ์พักจิบน้ำ ก่อนตะลุยตีแตก "จุดอ่อน" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
"รัฐบาล นี้มีปัญหาเรื่องการเตรียมการ เหมือนที่คุณปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ ยอมรับว่าประเมินสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.พระนครสรีอยุธยา ว่ารุนแรงน้อยกว่าที่เป็นจริง ขนาด จ.นครสวรรค์ เตรียมการมาหลายเดือน ทำพนังกั้นน้ำ 2 ชั้น มีการติดซีซีทีวีรายงานสถานการณ์น้ำ สุดท้ายพนังก็ยังแตกเพราะมีเรือชน"
เขากล่าวว่า ปัญหาของรัฐบาล คือมี "จุดโฟกัส" มากไป จนน้ำท่วมกลายเป็น "เรื่องรอง"
ทำให้เห็นปัญหาที่ใหญ่กว่า คือ "การมองปัญหา-การคาดการณ์" ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ "ไม่ได้มาตรฐาน"
"สิ่ง ที่คุณทักษิณพูดเสมอ คือคำของแอนดรูว์ โกรฟ อดีตซีอีโอ บ.อินเทลฯ ที่ว่า Only the Paranoid Survive (คนขี้ระแวงเท่านั้นที่จะอยู่รอด) คือให้มองแง่ร้ายไว้ก่อน คาดว่าร้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะเตรียมรับมืออย่างไร ที่ย้ำอยู่ตลอดว่า กทม.จะไม่ท่วม ถ้าพูดในเชิงบริหารจัดการต้องบอกว่า ให้เตรียมใจไว่ก่อนว่าจะท่วม แล้วคุณยกของขึ้นไปไว้ชั้นสองหรือยัง หน้าบ้านคุณเตรียมพร้อมหรือยัง เพราะวันนี้ข่าวลือมันเยอะมาก ถามว่าคนเชื่อไหมว่า กทม.ไม่ท่วม ถึงวันนี้คนเริ่มไม่เชื่อแล้วนะ ในทางจิตวิทยาถ้าบอกว่า กทม.จะท่วม แล้วสุดท้ายไม่ท่วม หรือท่วมน้อยกว่า เราก็จะบอกได้ว่า นี่ไง...เพราะเราเตรียมการดี
"อีกคำพูดคือ Under Promise, Over Deliver (สัญญาให้น้อย, ทำให้มากกว่า) คือถ้าคุณสัญญาไว้น้อย แต่ทำได้มากกว่า คนก็จะบอกว่าคุณทำดี"
เมื่อ ถูกถามเรื่องการเมือง ที่กรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาทำตัวเป็นโหรการเมือง ทำนายว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอายุสั้นแค่ 6 เดือน คิดว่ามาจากปัจจัยอะไร อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชาชนทายว่า พรรคประชาธิปัตย์คงเข้าใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยนายสมัคร สมัครสุนทรเวช ซึ่งเป็นข้อเตือนใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ต้องระมัดระวัง เพราะข้อหาคุณสมัครในปี 2551 ครั้งนั้นในพรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้คาดคิด และอุบัติเหตุไม่มีทางจะรู้ล่วงหน้าได้
"ยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะเกิด เรื่องไม่คาดคิดขึ้นในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะบางอย่างอยู่เหนือจินตนาการ ที่ทำได้ดีที่สุดให้เอาหลังพิงประชาชน อะไรที่สุ่มเสี่ยงไม่ได้ยึดผลประโยชน์ประชาชน ให้พิจารณาว่าควรทำหรือไม่ ควรทำเวลานี้หรือไม่"
เมื่อโฟกัสลงในประเด็นระหว่าง "นายกฯยิ่งลักษณ์ กับ คนเสื้อแดง" อะไรจะเป็น "ปัจจัยเสี่ยง" มากกว่ากัน หมอเลี้ยบอธิบายว่า..
"ความ เสี่ยงในประวัติศาสตร์มาจากความสุดโต่ง ศัพท์ทางธุรกิจคือ High Risk, High Return (ความเสี่ยงสูง, ผลตอบแทนสูง) ยิ่งสุดโต่งยิ่งเสี่ยงมากขึ้น คนที่ไม่มีอะไรเสียก็สุดโต่งได้ แต่คนที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าถ้าเดินไปแล้วสุ่มเสี่ยง ทำให้ตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานเสียหาย ก็ต้องระมัดระวัง ไม่สุดโต่ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงไม่ทำอะไรเลย แต่ทำให้เหมาะสม สอดคล้อง รู้จักประมาณตน และประมาณสถานการณ์"
หมอเลี้ยบแย้งความเห็นที่โยนมาในวงสนทนาที่ว่า เพราะรัฐบาลคุณสมัคร-คุณสมชายไม่สุดโต่ง จึงทำอะไรไม่สำเร็จ "รัฐบาลปู" จึงต้องทำตรงกันข้าม
โดยบอกว่า สถานการณ์ปีนี้ ไม่เหมือนในปี 2551 ที่เพิ่งผ่านรัฐประหารมาแค่ปีกว่า ยังไม่มีเรื่องสองมาตรฐานหรือความรุนแรง ปี 2551 แค่พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญหน่อยเดียว ก็มีเสียงค้านแล้ว แต่วันนี้การแก้รัฐธรรมนูญจะมีเสียงตอบรับมากขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในปีนั้นยังไม่มีตัวเปรียบเทียบเหมือนปีนี้ ที่คนได้เห็นการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
"ในปี 2551 คนไม่น้อยอยากเห็นคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นนายกฯ เพราะเชื่อว่าจะบริหารประเทศได้ดี ถึงวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าคุณอภิสิทธิ์บริหารประเทศแล้วเป็นอย่างไร ดีไม่ดี ดีเบตกันได้ แต่ได้เห็นฝีมือแล้ว ดังนั้นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะไม่ได้เทียบกับรัฐบาลไทยรักไทยเหมือนรัฐบาลคุณ สมัคร หรือรัฐบาลคุณสมชาย แต่จะเทียบกับรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ด้วย การมี Comparative Study อย่างนี้เป็นตัวช่วยให้คนเห็นภาพมากขึ้น และมันทำให้อะไรที่เคยเสนอไม่ได้ เสนอได้ง่ายขึ้น"
นพ.สุรพงษ์สรุปว่า ความสุดโต่งไม่ได้อยู่ "เนื้อหา" ของข้อเสนอ แต่อยู่ที่ "ความสอดคล้อง" กับการรับรู้ของผู้คนหรือไม่
มี คนโยนคำถามตูมกลางวงสนทนาว่า "แต่คุณทักษิณอาจมองว่าไม่มีอะไรเสียแล้ว เลยต้องสุดโต่ง เพราะบ้านก็ยังไม่ได้กลับซักที?" ทำให้หมอเลี้ยบต้องตอบว่า "ผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นความคิดคุณทักษิณหรือเปล่า เพราะหลายอย่างที่ถูกอ้าง ในอดีตก็พิสูจน์ว่าเป็นแค่ข้ออ้าง บางทีคุณทักษิณอาจเกรงใจบอกว่า "ให้ไปปรึกษากันดู" ซึ่งแปลว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่คนไปตีความว่าเห็นด้วย ทั้งที่ถ้าเห็นด้วยจะบอกว่า ทำเลย เอาเลย"
วันนี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะมีมวลชน 15.7 ล้านคนหนุนหลัง แต่การจะเดินหน้าอะไร หมอเลี้ยบเน้นว่า รัฐบาลก็ยังต้องระดมคนหมู่มากให้มาเห็นด้วย ไม่ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แก้ พ.ร.บ.กลาโหม ฯลฯ
สำหรับคำถามสุดท้ายที่ถามว่า พรรคเพื่อไทยมีโอกาสถูก "อำนาจนอกระบบ" เตะออกนอกกระดานอีกครั้งหรือไม่ นพ.สุรพงษ์บอกว่า บทเรียนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาสอนว่า การจะทำอะไรโดยไม่ฟังความเห็นอย่างรอบคอบ สุดท้ายก็ต้องมาแก้ บางเรื่องแก้ไม่ยาก แต่บางเรื่องไม่มีโอกาสได้แก้...
"หลายเรื่องต้องประเมินกันจริงๆ จังๆ ว่า มันเป็นคำตอบหรือไม่ บางเรื่องเหมาะจะทำในอนาคต แต่ไม่เหมาะจะทำตอนนี้" นพ.สุรพงษ์ทิ้งท้าย
.....
หมอเลี้ยบ-ชูธงเชียร์ "นิติราษฎร์" ทำนายอุบัติเหตุการเมือง "ยิ่งลักษณ์" ..คลิกอ่าน
ที่มา Thai E-News
(บน)งานแถลงข่าวฌาปนกิจศพ 6 วีรชน 10 เมษา 53 ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี จนถึงเวลานี้บริเวณจัดงานไม่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด (ล่าง)คลิปข่าวคนเสื้อแดงนั่งขวางรถถังที่เคลื่อนเข้าล้อมปราบในเหตุการณ์ 10 เมษา 53
โดย ทีมข่่าวไทยอีนิวส์
15 ตุลาคม 2554
16ตุลาคม นายกฯเป็นประธานฌาปนกิจ6วีรชนเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
14ต.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การทำของศปภ.ซึ่งมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็นผอ.ศูนย์
ซึ่งเปิดดำเนินการมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วนั้น
การทำงานของหน่วยงานต่างๆเพิ่งจะจัดระบบได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันอดีตรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน
ก็มาช่วยระดมความคิดและแนะนำการทำงานให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันพร้อมหน้าอาทิ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
นายภูมิธรรม เวชยชัย
นายวราเทพ รัตนากร
พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต
พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
นายนพดล ปัทมะ
นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
เพราะบุคลากรเหล่านี้หลายคนมีประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าครม.ยิ่งลักษณ์
และหลายคนเคยไปช่วยแก้สถานการณ์สึนามิเมื่อปลายปี2547-ต้นปี2548ด้วย
โดยบุคลากรเหล่านี้กระจายตัวไปช่วยแนะนำและทำงานในด้านต่างๆเช่น
นายสุรนันทน์ดูแลเรื่องการให้ข่าวและเผยแพร่ข่าวกับสื่อมวลชนเป็นต้น
ส่วนนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา โฆษกศปภ.นั้นทำหน้าที่แถลงข่าว
ดูแลข้อมูลเรื่องต่างๆที่จะเสนอนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง
ส่วนคนเสื้อแดงนั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นกำลังหลัก
ในการดูแลสิ่งของบริจาคและการกระจายการช่วยเหลือไปยังจุดต่างๆเช่น
นายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือบก.ลายจุดที่เคยทำงานในมูลนิธิกระจกเงา
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยที่เป็นผอ.ศูนย์รับบริจาคดอนเมือง
หรือ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช.ที่มาช่วยงานศปภ.
และขึ้นตรงกับนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยตรง
ก็มาประสานงานด้านมวลชนและดูแลสื่อในสังกัดรัฐบาลเช่น
วิทยุแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ช่อง11(เอ็นบีที)
กรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ข่าวและเชิญบุคคลมาเข้ารายการ
ขณะเดียวกันก็มีทีมเฉพาะกิจซึ่งแต่งตั้งโดยพล.ต.อ.ประชา
ที่เรียกว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ประกอบด้วยลูกหลานของแกนนำรัฐบาลชุดนี้ อาทิ
นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ
นายวัน อยู่บำรุง เป็นรองหัวหน้าคณะ
โดยหน้าที่ของทีมนี้คือช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามคำสั่งนายกฯ
ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่ยังเข้าไปไม่ถึง
ซึ่งทีมนี้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่แล้วและออกทำงานทุกวัน
ขอขอบคุณ คมชัดลึก และ
ภาพจากเฟรซบุ๊ค
Nipaporn Freedom
http://www.facebook.com/nipapornfreedom
http://www.go6tv.com/2011/10/111.html
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
ยามนี้ ถ้าไม่พูดถึงสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสยาม คงต้องตกยุคตกสมัยเป็นแน่แท้
โดนกันอย่างทั่วหน้าทุกภูมิภาคของประเทศไทย
หนักที่สุดตอนนี้คงต้องยกให้กับภาคกลาง
ไล่มาตั้งแต่ "จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี
และ นนทบุรี" ส่วนทางภาคตะวันตก อย่าง จ.สุพรรณบุรี และ นครปฐม ก็โดน แต่ยังไม่มากนัก
เหตุที่ทางภาคตะวันตกยังประสบปัญหาน้ำท่วมไม่หนักนั้น
ไม่รู้ว่าจะชื่นชม "บิ๊กเติ้ง บรรหาร ศิลปอาชา" ดีหรือเปล่า
มันก็ดีหรอกนะที่น้ำไม่ท่วมบ้านตัวเอง แต่มันจะดีจริงเหรอที่น้ำไปทะลักเข้าบ้านคนอื่น
ทั้งๆ ที่ช่วยได้ แต่ก็ไม่ช่วยกันแบ่งเบา ก็แล้วแต่นานาทัศนะกับกรณีนี้
เรื่องความเสียหายคงไม่ต้องพูดถึง
เพราะความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าที่ประเทศญี่ปุ่น
ประสบกับ "โศกนาฏกรรมสึนามิ " เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา
ภาพที่เห็นไม่ได้น่ากลัวและรุนแรงอย่างคลื่นยักษ์
แต่น้ำที่หลากหรือล้นตลิ่ง มันก็เคลื่อนตัวทำลายล้างทุกสิ่งได้เช่นกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสียหายใดก็ไม่เท่ากับความเสียหายที่เกิดจากความแตกแยก
ของพี่น้องคนไทยด้วยกัน
ภาพพี่น้องคนไทยต่างฝ่ายต่างโต้เถียง ด่าท่อใส่กันตามแนวคันกั้นน้ำ
ภาพการเข้าพังกระสอบทราย
ภาพของการถือมีดวิ่งไล่ฟันผู้ประสบภัยด้วยกัน อันเนื่องมาจากความเครียด
ภาพเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยและสังคมชนบทเลย
แม้แต่นิด
อย่างที่เรารู้กัน น้ำที่ท่วมภาคกลางนั้นลงมาจากภาคเหนือ "แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน"
ไหลมารวมกันที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ก่อนไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ลงสู่อ่าวไทย จ.สมุทรปราการ
น้ำจำนวนมหาศาลก้อนนี้ "กรมชลประทาน" เป็นผู้ที่น่าจะรู้ดีที่สุด
คิดกันง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก คือ
กรมชลฯ รู้ทั้งรู้ว่าจะมีน้ำก้อนใหญ่ไหลมาจากภาคเหนือ
มันก็เกิดคำถามว่า ทำไมกรมชลฯ ไม่รีบผันน้ำที่มีอยู่แล้วออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด
เพื่อที่แม่น้ำแต่ละสายจะได้มีพื้นที่รองรับน้ำ
เพราะอาจจะทำให้หนักเป็นเบาได้
ทำไมไม่ใช้ประตูระบายน้ำแต่ละประตูให้เกิดประโยชน์ เมื่อไม่ใช้แล้วจะสร้างขึ้นมาทำไม
คงไม่กล้ากล่าวโทษกรมชลฯ ที่เป็นผู้ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงอยู่ขณะนี้
ถ้าไม่เคยประสบกับเหตุที่กรมชลฯ เคยทำผิดพลาดมา
ขอย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ณ บ้านเกิด "จ.นครปฐม" ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก
อันเพราะเกิดจากกรมชลฯ ไม่ระบายน้ำจากแม่น้ำสุพรรณบุรี เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน
เมื่อไม่ระบายก็เกิดการอั้น จนในที่สุด ประตูน้ำไม่สามารถรองรับน้ำได้อีก
จึงตัดสินใจเปิดประตูน้ำกลางดึกตูมเดียว
เข้าแม่น้ำท่าจีน ต.บางหลวง อ.บางเลน จมน้ำก่อนใคร พื้นที่ไร่นา บ้านเรือนอยู่ใต้น้ำ
เจ้าของสวนกล้วยไม้บางรายถึงกับหมดตัว
ถ้ากรมชลฯ มีแผนการทำงานที่ดีกว่านี้ ความเสียหายครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น.!!!
ครั้งนี้ก็เช่นกัน กรมชลฯ รู้สึกตัวช้าเกินไป
หรือกรณี "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พัง" ยังคงต้องใช้เวลาอันยาวนานในการซ่อมแซม
นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ แล้วอย่างนี้ ประชาชนตาดำๆ เขาจะอยู่กันอย่างไร
"ไม่รู้ว่าเหตุที่กรมชลฯ รู้สึกตัวช้า
เพราะมัวแต่เตรียมจัดงานเลี้ยงให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุราช
รวมถึงข้าราชการที่จะเกษียณอายุก็ปลดเกียร์ว่างตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหรือเปล่า...."
**************
นรภัทร ตรีแดงน้อย ..รายงาน
Link : http://www.innnews.co.th/น้ำท่วมนั้นเพราะใครกัน--312739_34.html
http://www.go6tv.com/2011/10/inn_14.html
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
คนดีของคนกลุ่มโน้น
คนดีอย่างคุณสุรยุทธ์ที่ยอมเป็นนายกฯเพื่อชาติ แต่ก็รุกที่ป่าสงวนอย่างไม่เจตนา
คนดีอย่างคุณจารุวรรณที่แม้เกษียณ แต่ก็ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เพราะยังอยากทำงานเพื่อชาติต่อไป
คนดีอย่างหญิงเป็ดที่คอยตรวจสอบเงินแผ่นดิน แต่กลับถูก ปปช.ชี้มูลความผิดฐานเบิกงบสัมมนาเท็จ
คนดีอย่างคุณพรทิพย์ ที่พิสูจน์แล้วว่า แก๊สน้ำตาทำให้คนตายได้ จีที200 ใช้งานได้ แม้จะไม่รู้ว่าใช้งานอย่างไรก็ตาม
คนดีอย่างคุณสนธิที่ทำรัฐประหารเพราะรัฐบาลที่คอรัปชั่น แต่กลับมีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน ทั้งๆที่มีอาชีพแค่รับราชการอย่างเดียว
คนดีอย่างคุณอนุพงศ์ ปิดสนามบินต้องแก้ด้วยการเมือง ปิดราชประสงค์ต้องถล่มด้วยกองทัพ
คนดีอย่างคุณประยุทธ ที่มองประชาชนที่เสียภาษีให้กับกองทัพเป็นลูกน้องมากกว่านายจ้าง
คนดีอย่างคุณอมรา ที่มองว่าการตายของคนมือเปล่าที่เรียกร้องให้ยุบสภา ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน
คนดีอย่างคุณสรรเสริญ สุดฮอตเพราะได้แถลงข่าวออกทีวีเพียงด้านเดียว
คนดีอย่างคุณธาริต ที่พร้อมจะเปลี่ยนจุดยืนไปตามรัฐบาลที่เปลี่ยนไป
คนดีอย่างคุณประเวศ ที่ไม่เคยออกมาต่อต้านกับการทำรัฐประหาร
คนดีอย่างคุณสนธิที่ต่อสู้กับการโกงกิน แต่กลับมีปัญหากันกับเงินบริจาค
คนดีอย่างคุณกษิต ได้เป็น รมต. เพราะในสนามบินมีอาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ
คนดีอย่างคุณจำลองที่เคยอดข้าวเพื่อประชาธิปไตย แต่ได้เป็น สนช.เพราะรัฐประหาร
คนดีอย่างคุณอานัน มักจะมีบทบาททุกครั้งที่เผด็จการครองเมือง
คนดีอย่างคุณจรัล ที่ตีความทำกับข้าวเป็นลูกจ้าง แต่รับเงินมหาลัยเป็นการให้ความรู้
คนดีอย่างคุณสดสี ที่มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างยุติธรรม กลับเรียกหาปฏิวัติ
คนดีอย่างคุณอภิชาต ที่ไม่แสดงความคิดเห็นอีกทั้งปล่อยให้คดีสำคัญอย่างการยุบพรรคหมดอายุความ โดยไม่แสดงความรับผิดชอบ
คนดีอย่างคุณแก้วสรร ได้เป็น คตส. เพราะเกลียดทักษิณ จนได้รับการแต่งตั้งจากรัฐประหาร
คนดีอย่างคุณสัก ที่เห็นว่ารัฐประหารดีกว่าโกงกิน
คนดีอย่างคุณสมชาย ได้เป็น ส.ว.ลากตั้งก็มาจากผลพวงของรัฐธรรมนูญปี 50
คนดีอย่างคุณสุรพล เรียกร้องให้มีนายกฯมาตราเจ็ด ทั้งๆที่เป็นถึงอธิการธรรมศาสตร์
คนดีอย่างคุณสมคิด ที่ยังเข้าใจว่าการทำปฏิวัติของคุณปรีดีกับพวกยึดอำนาจรัฐบาลเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
คนดีอย่างคุณวิชัย ที่ลงความเห็นสื่อฯเลือกข้างด้วยการนับรูปและพื้นที่ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์
คนดีอย่างคุณตุลย์ตรวจสอบเรื่องคอรัปชั่นก็แต่เรื่องของคุณทักษิณเพียงคนเดียว
คนดีอย่างคุณวิรัช ที่ไม่รู้ไปคุยอะไรกับเลขาฯศาลที่ปรากฏอยู่ในคลิป
คน ดีอย่างคุณสุขุมพันธ์ ไม่เคยออกมาพูดถึงเรื่องกล่องเปล่าจะช่วยประชาชนให้ปลอดภัยได้อย่างไร นอกจากหลอกประชาชนให้เข้าใจว่า ทั้งชีวิตได้รับการดูแล
คนดีอย่างคุณสุเทพหอบเอกสารไปแอบคุยเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลกับฮุนเซน
คนดีอย่างคุณชวน หาเสียงด้วยการบอกว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเองโดยไม่ต้องมีหลักฐาน
คนดีอย่างคุณอภิสิทธิ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากมายแล้วยังรักษาตำแหน่งนายกฯเอาไว้ได้
คนดีอย่างคุณประพันธ์ หนึ่งในนักศึกษาที่ต้องเข้าป่าหลัง 6 ตุลา แต่กลับมาได้เป็น สนช.ในยุคเผด็จการครองเมือง
คนดีอย่างคุณคำนูณ ก็เป็นหนึ่งในนักศึกษา ตุลาวิปโยค ที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับได้เป็นทั้ง สนช.และวุฒิสภาลากตั้งในคณะปฏิวัติ
คน ดีอย่างคุณธีรยุทธ อดีตเคยเป็นสมาชิกเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เคยเป็นผู้นำนักศึกษาเรียกหาประชาธิปไตย ปัจจุบันทนเห็นคนเรียกร้องประชาธิปไตยถูกเข่นฆ่ากลางเมืองกรุงโดยไม่ปริปาก
คนดีอย่างคุณศรัญญู สร้างหนังตัวเองด้วยเงินภาษีของประชาชน
คนดีอย่างคุณสรยุทธ ที่เสนอข่าวแต่ช่อง 3 ช่วยน้ำท่วม คนอื่นไม่เกี่ยว
คนดีอย่างคุณเปลว ที่ตลอด 5 ปี ทำหน้าที่สื่อฯแค่ด่าทักษิณ เชียร์อภิสิทธิ์ ชื่นชมทหาร
คนดีอย่างคุณเสรี ที่ด่าคุณทักษิณจนได้รายการของสื่อฯรัฐไว้ทำมาหากิน
สุด ท้ายพรรคที่ดีอย่างพรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการถูกยุบพรรคถึง 2 ครั้ง เพราะนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้แสดงความคิดเห็น และยังเป็นพรรคการเมืองที่อาศัยเงินสนับสนุนพรรคการเมืองแต่กลับไม่เคยต่อ ต้านการเกิดปฏิวัติ
เมื่อมองในภาพกว้าง เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ คนดีๆเหล่านี้บ้างก็เป็นผู้ก่อการเสียเอง บ้างก็ได้ดิบได้ดี บ้างก็ยอมสยบกับอำนาจปืน ของคณะรัฐประหารทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยนะครับ ที่คนดีๆเหล่านี้จะออกมาต่อต้านกับข้อเสนอเพื่อความปรองดองของคณะนิติราษฎร์ และยังต่อต้านการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพราะถ้าไม่มีทหารเป็นตัวช่วย เหล่าคนดีทั้งหลายคงจะมีโอกาสได้ในสิ่งที่หวังอย่างนั้นหรือ?
ปล.หนึ่ง ปัจจุบัน พอผมได้ยินคำว่าคนดีศรีสังคมเมื่อไหร่ ผมจะรู้สึกผะอึดผะอม ท้องอึดท้องเฟ้อเรอเปรี้ยวขึ้นมาทันที เพราะผมมีความรู้สึกว่า ประเทศไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเรามีคนดีมากมายเกินไปนั่นเอง
ปล.สอง เมื่อผมมาดูผลงานของเหล่าคนดีทั้งหลายรวมกัน ผมยังคงมองว่า ไม่ได้เท่าหนึ่งในสิบของหนึ่งคนเลวอย่างคุณทักษิณเสียอีก อย่างนี้แล้วจะให้ผมชื่นชมคนดีเหล่านี้ได้อย่างไร ชิมิ ชิมิ
จากคุณ : ทวดเอง
ที่มา มติชน

โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2554)
ไม่มีเรื่องอะไร ในลมหายใจประชาชนคนไทยเวลานี้ที่ใหญ่ไปกว่าภัยน้ำท่วมอีกแล้ว เพราะเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงอย่างมาก หลังจากหลายจังหวัดใหญ่ๆ จมหายไปทั้งเมือง ความหวาดผวาจึงปกคลุมไปทั่วเมืองหลวงซึ่งกำลังจะถึงคิวต้องรับกับปริมาณน้ำ มหึมาที่เคลื่อนตัวลงมาจากภาคเหนือในวันสองวันนี้
ห้างและร้านค้าทั่วเมืองกรุง เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มุ่งกักตุนน้ำดื่ม อาหาร ไปจนถึงถุงทราย และการแสวงหาสถานที่จอดรถปลอดพ้นน้ำ
เป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะภาพข่าวบ้านเรือนรถราเหลือแค่หลังคา จากหลายๆ จังหวัด ทำให้คน กทม.นอนไม่หลับ
แม้วันนี้รัฐบาลและ กทม.จะพยายามปลอบว่า น่าจะป้องกันเอาไว้ได้ แต่คงหาคนเชื่อได้ยาก
เพราะบ้านเราไม่เคยมีระบบบริหารจัดการกับมหันตภัยน้ำท่วมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
แล้ว ต้องยอมรับว่า ที่ทำอยู่ในเวลานี้ไม่ค่อยถูกจุดนัก เป็นระบบที่ผิดพลาดมายาวนาน รัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่ก็ทำไปตามแผนปฏิบัติอันผิดๆ นั้นไป
ระบบที่มุ่งเข้าไปควบคุมปริมาณและทิศทางน้ำ โดยไม่อิงกับธรรมชาติ ไม่อาศัยความเป็นจริงตามธรรมชาติ ลงเอยจึงพังครืน
กระนั้นก็ตาม เชื่อว่าโอกาสที่พื้นที่เศรษฐกิจของ กทม.หรือจะเรียกว่าเขตชั้นในของกรุงเทพฯ จะรอดพ้นวิกฤตไปได้มีอยู่สูง
เพราะได้รับการวางแนวปกป้องอย่างเต็มกำลัง
ในวันสองวันนี้คงได้รู้ชัดถึงประสิทธิภาพนั้น
แม้ภัยน้ำท่วมจะครอบครองอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่เอาไว้ แต่ใช่ว่าความเคลื่อนไหวในภาคอื่นๆ จะหยุดนิ่งไปด้วย
การเมืองในท่ามกลางน้ำท่วมก็ยังดำเนินไป โดยอาศัยน้ำนี่แหละเป็นเครื่องมือ
ภายหลังนายกฯเงาเดินทางไป ศปภ.เพื่อแสดงความจริงใจในการร่วมมือกับนายกฯจริง
เกิดเสียงชื่นชมตามมามากมาย แต่ไปไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็กลับ เกิดอะไรตามมาหรือไม่
ฝ่าย ค้านตั้งกระทู้ในสภาให้นายกฯมาตอบ ก็โดนสวนจากฝ่ายรัฐบาล ว่านายกฯกำลังใช้เวลาลงพื้นที่ช่วยประชาชน จะเดือดร้อนอะไรนักหนากับเรื่องกระทู้
ในทางกลับกัน พรรครัฐบาลเคลื่อนไหวแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ก็โดนอีกพรรคหยิบมาโจมตีว่า มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องอำนาจ ไม่ได้สนใจช่วยประชาชนที่ทุกข์ร้อน
ทหารก็กำลังช่วยน้ำท่วมอยู่แท้ๆ แต่จะมาแก้กฎหมายการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร อะไรทำนองนั้น
แม้แต่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ นปช. บินมาจากต่างประเทศเพื่อเร่งคดี 91 ศพ ก็ไม่วายโดนประชาธิปัตย์งัดวิกฤตน้ำท่วมขึ้นมาสาดใส่
ก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะสิ่งที่ทนายความคนนี้กำลังดำเนินการก็คือ เอาผิดกับผู้นำของประชาธิปัตย์
แต่ ที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากประชาธิปัตย์ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างว่านี่เป็นสถานการณ์ถึงขั้นต้องประกาศสงครามกับภัยธรรมชาติแล้ว
คำตอบจากรัฐบาลคือไม่จำเป็น
หลายเสียงมองว่า ถ้ารัฐบาลนี้ยอมใช้ ก็จะทำให้มีภาพใกล้เคียงกับยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ชอบเหลือเกินกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้
ใช้เสียจนทนายโรเบิร์ตต้องบินเข้ามาเร่งคดีในเวลานี้ไง
ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์ บุตรชาย ร่วมกับอาสาสมัครบรรจุสิ่งของ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 14 ต.ค. นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติโดยคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ว่าที่ประชุมมีมติจัดกิจกรรมซ่อมแซมสถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน วัด สถานีอนามัย ที่ประสบอุทกภัยและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทางคู่สมรสครม.จะเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงเป็นการเร่งด่วน โดยจะให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธ.ค. เพื่อเป็นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สำหรับงบประมาณในส่วนของคู่สมรสครม.ที่มีอยู่ 3 ส่วน คือ จากเงินรับบริจาคประมาณ 20 ล้าน เงินส่วนตัวของคู่สมรสครม. และงบประมาณจากรัฐบาล 5 ล้าน
ในการจัดกิจกรรมช่วยหลือผู้ประสบภัยของคู่สมรสครม.นั้นได้มีการหารือกับ นายกรัฐมนตรีและครม.อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้งานซ้ำซ้อน ตอนนี้รู้สึกว่านายกรัฐมนตรีผ่นคลายขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับพระกระแสรับสั่ง และเดินแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น ช่วงนี้เริ่มมีข่าวดี น้ำลด ซ่อมแซมประตูน้ำสำเร็จ และนายกรัฐมนตรียังเอ่ยปากชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ว่าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ในหลายพื้นที่ได้ทหารเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
นายอนุสรณ์กล่าว อีกว่านายกรัฐมนตรีไม่เคยมีปัญหากับกองทัพอยู่แล้ว เห็นร่วมกันทำงานวางแผนร่วมกัน ตอนนี้ไม่มีใครว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งไหน ทุกคนร่วมมือกันดี แต่ละหน่วยงานเขาก็ไม่คำนึงเลยว่าเป็นหน่วยงานไหน กทม.ก็ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมด้วย
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
นึกไปนึกมาก็แปลก
เรื่องที่พรรคเพื่อไทยออกมาจุดพลุเสนอแก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
ปรากฏ ว่าพลุที่จุดทำให้พรรคการเมือบางพรรคออกอาการเดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งหล่อใหญ่ หล่อไม่ใหญ่ รวมถึงหล่อไม่เสร็จ ต่างเรียงหน้าออกมาปกป้องกฎหมาย"ผลไม้พิษ"
ชนิดกองทัพเองยังไม่"เว่อร์"เท่า
แต่นักการเมืองย่อมดูกันออกว่า การออกมาปกป้อง"ผลไม้พิษ" ไม่มีอะไรมากกว่าต้องการ"เสี้ยม"ให้รัฐบาลแตกคอกับผู้นำทหาร
อย่าง เช่นตอนนี้จะเห็นฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสขณะประเทศประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ประโคมข่าวผ่านสื่อในเครือข่ายว่ารัฐบาลเพื่อไทยมุ่งแต่เรื่องแก้พ.ร.บ. กลาโหม
มากกว่าเรื่องแก้น้ำท่วม
ไม่ก็ในทำนองว่า ขณะที่กองทัพส่งกำลังพล อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือออกไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนผู้เดือด ร้อน แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับจ้องหาจังหวะ
เข้ามายึดอำนาจกองทัพ
หนำ ซ้ำล่าสุดยังได้เสนอให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ประสบภัย พิบัติ โดยรู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรรัฐบาลเพื่อไทยไม่ทำตามข้อเสนอนี้แน่
เมื่อ รัฐบาลไม่ทำตามก็นำเรื่องไปขยายผลทันทีว่า รัฐบาลไม่ยอมประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งที่เห็นตำตาว่าประชาชนและประเทศชาติ กำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน
ก็เพราะหวาดระแวงทหารจะฉวยโอกาสคิดร้ายต่อรัฐบาล
ว่าเข้าไปนั่น
ทั้งๆ ที่นายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลชี้แจงชัดเจนแล้วว่า ถึงสถานการณ์น้ำท่วมจะหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพราะอำนาจ ตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่นายกฯ และรัฐบาลใช้อยู่ตอนนี้ รวมถึงการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือศปภ. เพื่อแก้ปัญหาแบบบูรณาการครบวงจร
น่าจะ"พอดี"กับสถานการณ์มากกว่า
อีก ทั้งภาพที่ออกมาทุกวันนี้ เหล่าทัพก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างดี ไม่มีอิดออด รัฐบาลก็ไม่ได้หวาดระแวงทหารที่ออกมาช่วยน้ำท่วม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วพ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องเกินความจำเป็น
สมควรปล่อยให้คนเสพติด"อำนาจพิเศษ"จนเคยตัว
บ้าน้ำลายไปคนเดียว
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51