ที่มา ข่าวสด
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวถึงปฏิบัติการดันน้ำในแม่น้ำลงทะเลโดยเร็ว ตามโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเลว่า วันนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะแบ่งเป็นการผลักดันน้ำแม่น้ำสายสำคัญ 3 สาย เพื่อลงสู่อ่าวไทย ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำหนดจุดผลักดันน้ำตั้งแต่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ไปจนถึงปากแม่น้ำ รวม 60 จุด อีก 2 จุด คือ แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำท่าจีน ปฏิบัติการดังกล่าวจะได้ผลเนื่องจากจะสามารถดันน้ำลงทะเลได้ และแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะพร่องลง หลังจากนั้นปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่บริเวณ จ.ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยาก็จะเข้ามาแทนที่ และมั่นใจว่าคนกรุงเทพมหานครจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีกดปุ่มเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้า พระยาลงสู่ทะเล ตามโครงการประชาอาสาผันน้ำลงสู่ทะเล ที่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สำหรับเรือที่เข้าโครงการทั้งหมด จำนวน 1,149 ลำ โดยแยกไปตามลุ่มน้ำ 3 จุด ประกอบด้วย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.นนทบุรี ไปจนถึง จ.สมุทรปราการ ใช้เรือทั้งหมด 926 ลำ ส่วนแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ จ.นครปฐม ถึง จ.สมุทรสาคร ใช้เรือ 102 ลำ และแม่น้ำบางปะกง ใช้เรือ 121 ลำ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 16, 2011
‘ปลอดประสพ’มั่นใจผลดันน้ำออกทะเล
นายกฯเดินเครื่องผลักน้ำลงทะเล ย้ำรบ.จะทำทุกวิถีทาง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนปชช.
ที่มา มติชน
วันที่16ต.ค. บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีกดปุ่มเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ ทะเล ตามโครงการประชาอาสาผันน้ำลงสู่ทะเล ที่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี หลังกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับสมาคมเรือไทย นำผู้ประกอบการเรือและภาคเอกชนมาช่วยกันผลักดันน้ำลงสู่ทะเล ในการนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะลงเรือบริเวณท่าน้ำวัดไทรม้าเหนือ เพื่อเยี่ยมผู้ประกอบการเรือที่นำเรือมาเข้าโครงการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากเรือที่เข้าโครงการครั้งนี้ มีจะมีจำนวนทั้งหมด 1,149 ลำ แยกไปตามลุ่มน้ำ 3 จุด ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่จ.นนทบุรีไปจนถึงจ.สมุทรปราการ ทั้งหมด 926 ลำ แม่น้ำท่าจีนตั้งแต่จ.นครปฐมถึงจ.สมุทรสาคร จำนวน 102 ลำ และแม่น้ำบางปะกง อีกจำนวน 121 ลำ
เรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล เร่งระบายน้ำ 3เท่า
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ศปภ. กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ว่า โครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล จะมีเรือเข้าร่วมโครงการ 450 ลำ โดยกำหนดจุดจอดเรือตามลำน้ำเจ้าพระยา ในเขต จ.นนทบุรีจำนวน 10 จุด ปฏิบัติการดันน้ำพร้อมกันในแม้น้ำทั้ง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง และท่าจีน ซึ่งจะสามารถเร่งการระบายน้ำออกได้มากถึง 3 เท่า ปริมาณน้ำกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะผลักดันในช่วงที่น้ำลงเอกชนกับน้ำท่วม "ใจ"
ที่มา มติชน

โดย สรกล อดุลยานนท์
รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ก็คงเหมือนกับคนนครสวรรค์หรืออยุธยา
อยู่ดีๆ น้ำก็ทะลักเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ช่วงต้นๆ ก็แทบจมน้ำ บริหารจัดการแบบลองผิดลองถูก
ประชุมทีไรก็ยก "บางระกำโมเดล" และท่องคาถา "2P 2R" ตลอด
"บูรณาการ" เฉพาะคำพูด แต่การกระทำกลับสะเปะสะปะ
จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว "ยิ่งลักษณ์" เริ่มตั้งหลักได้
ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กลายเป็น "จุดเริ่มต้น" การรุกแก้ปัญหาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หลังจากตั้ง "รับ" มายาวนาน
รวมทั้งการปรับ "ช่อง 11" ให้กลายเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ทำให้การสื่อสารกับประชาชนดีขึ้น
1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยมีความหวังมากกว่า 1 เดือนก่อน
อย่างน้อยก็รู้ว่าชะตาชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร
น้ำท่วมใหญ่คราวนี้ หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ
การปรับแผนตั้ง ศปภ.ครั้งนี้ ทำให้เห็นการ "บูรณาการ" หน่วยงานต่างๆ อย่างแท้จริง
รัฐบาลดึง "กองทัพ" ให้เข้ามาช่วยอย่างเต็มที่มากขึ้น
มอบหมายคนรับผิดชอบแต่ละจุดอย่างชัดเจน
ข้อมูลต่างๆ ก็อธิบายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แต่ที่ยังขาดหายไปของการ "บูรณาการ" ครั้งนี้ ก็คือ การประสานภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือ
อย่าง เรื่องเสริมคันกั้นน้ำ ถ้ารัฐบาลประสานไปยังบริษัทวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่าง ซิโนไทย หรือ ช.การช่าง ฯลฯ
หรือ ไปคุยกับกลุ่มบ้านพฤกษา ที่มีโรงงานผลิตผนังสำเร็จรูปอยู่แล้ว
ทุกอย่างน่าจะเร็วกว่านี้
ขอเพียงแค่รัฐบาลเอ่ยปาก เชื่อว่าภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือ
เพราะนี่คือ ปัญหาของคนทั้งประเทศ
ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง
ลองนัดประชุมสักครั้งหนึ่ง เชิญบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายมาคุยกัน และขอความช่วยเหลือ
บางทีเราอาจเห็น "น้ำใจ" ของภาคเอกชนมากกว่าที่เราคิด
เราอาจเห็น "ซีพี-ปูนซิเมนต์ไทย-ปตท.-แบงก์กรุงเทพ-สหพัฒน์-เบียร์ช้าง-เบียร์สิงห์-เอไอเอส" แย่งกันรับผิดชอบรายละจังหวัดก็ได้
อย่าลืมว่า "เอกชน" นอกจากมี "เงิน-คน" และ "สิ่งของ" แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ภาคเอกชนเหนือกว่ารัฐบาล ก็คือ การตัดสินใจที่รวดเร็วและระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ
วันนี้ ผมเห็นภาคเอกชนใหญ่หลายแห่งลงมาช่วยเหลืออย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็น "ซีพี-ปตท.-เบียร์สิงห์" หรือ "ตัน ภาสกรนที"
แต่น่าแปลกที่บริษัทที่มีกำไรเป็นพันล้าน หรือหมื่นล้านต่อปีหลายบริษัทไม่ขยับตัวเลย
ลองเข้าไปดูข้อมูลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สิครับ
บริษัทไหนที่กำไรเป็นพันหรือหมื่นล้าน
และบริษัทเหล่านี้ได้ลงแรงหรือลงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมบ้าง
ดูแล้วจำไว้
นอก จากนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากเห็นสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย เพิ่มวาระเรื่องช่วยเหลือชาวบ้านเข้าที่ประชุมบ้าง
นอกเหนือจากวาระเรื่องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ
คนที่อยู่ยอดพีระมิดของสังคมไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองมากๆ ในสถานการณ์เช่นนี้
ธรรมชาติของ "น้ำ" นั้นไหลจาก "ที่สูง" ลงสู่ "ที่ต่ำ"
"น้ำใจ" ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน
...ไม่ใช่หรือ ???
น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนประเทศไทย?
ที่มา มติชน

โดย จำลอง ดอกปิก
น้ำ ท่วมใหญ่ประเทศไทยครานี้ ส่งผลกระทบกว้างขวางทุกมิติ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ความมั่นคง การขาดการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดี และอย่างเป็นระบบเพียงพอ ทำให้เมื่อเผชิญวิกฤต เราไม่สามารถลดทอน บรรเทาความเสียหายได้
ทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ และปรับเปลี่ยนแผนรองรับไปตามสถานการณ์แรงน้ำ เป็นการตั้งรับและตามแก้ปัญหา มากกว่าการทำงานเชิงรุกที่ทำไม่ได้ในขณะนี้ ในการวางแผนป้องกัน แก้ไขเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ในระดับต่างๆ
โลกพัฒนาเทคโนโลยีก้าว หน้าตามแทบไม่ทัน เพื่อตอบสนองการใช้งานทุกสาขา แต่ใครจะเชื่อว่า เราต้องกรอกทรายลงกระสอบ นำหินใส่ชะลอมเหล็ก ใช้กำลังคนขนเข้าปิดทางน้ำด้วยวิธีการโบราณ
สังคมไทยค่อนข้างมองโลก ในแง่ดี ขณะหลายพื้นที่เดือดร้อนแสนสาหัส ผู้คนตามท้องถนนในเมืองกรุงยืนพูดคุยโทรศัพท์ หากให้คาดเดาก็คงพูดคุยกับญาติพี่น้องผู้ประสบภัยอยู่ ได้ยินเสียงพูดชัดเจนเหมือนกับบอกให้ยอมจำนน "ฝนตก มันถึงหน้ามันแล้ว มันก็ต้องท่วมอย่างนี่แหละ ที่ไหนก็เหมือนกัน"
ด้าน หนึ่งอาจต้องการการปลุกปลอบ มิให้วิตกกังวล หรือเครียดจนเกินไป แต่อีกด้านกลับสะท้อนอะไรอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องการขาดไร้ที่พึ่ง ไม่สามารถคาดหวังหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยในที่อยู่อาศัย ชีวิต และทรัพย์สินจากรัฐได้ เรื่องนี้รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนรู้สึกคล้ายโดดเดี่ยวเดียวดาย ก้มหน้ารับชะตากรรม เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเกิด
จริงอยู่ มันเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เหมือนกับที่บอกไว้ตอนต้น หากเรามีมาตรการรับมือที่ดีพร้อมและเป็นระบบเพียงพอ อาจช่วยลดทอน บรรเทาความเสียหายได้ แม้ระหว่างนี้ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดความเดือดร้อนประชาชน และการเข้าไปช่วยเหลือให้หลุดพ้นสถานการณ์เลวร้ายที่เผชิญอยู่ก็ตาม
ทว่า ระยะถัดไปภายหลังการฟื้นฟู แผนระยะกลาง และระยะยาว แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเป็นวาระชาติที่รัฐบาลได้ประกาศยกระดับไปแล้ว นั้น รัฐบาลต้องผลักดัน และขับเคลื่อนงานตามแผนการให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้จงได้
น้ำท่วมใหญ่ ครั้งนี้ นอกจากเป็นบทพิสูจน์สำคัญ ท้าทายฝีมือการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา และการคิดใหม่ ทำใหม่ หาวิธีการ-เทคโนโลยีทันสมัยมารับมือพิบัติภัยในอนาคตอย่างยิ่งแล้ว เรายังได้เห็นอะไรต่อมิอะไร อันอาจนำมาสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้คนในสังคม ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลนั้นไม่ต้องพูดถึง ย่อมได้รับการประเมินผลคะแนนนิยมโดยตรง จากการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ว่า ฝีมือพอฝากผีฝากไข้ได้หรือไม่อยู่แล้ว
การปรับเปลี่ยนมุมมองที่พูด ถึงนั้น คือท่าทีที่มีต่อแนวคิดการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ หรือมุมที่มีต่อองค์กรพัฒนาเอกชนที่แสดงตัวต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนมาตลอด อาจเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม
กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเอง ก็อาจต้องทบทวนบทบาทครั้งใหญ่ว่า การดำรงจุดยืนต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนอย่างแข็งขัน แท้จริงแล้วเป็นผลดีต่อสังคมหรือไม่ และจะหาจุดสมดุลในการรักษาทั้งป่าไม้ คน และประเทศชาติได้อย่างไร
น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ สังคมไทยอาจปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อสถาบันกองทัพ
ระยะ ห่างระหว่างประชาชนกับทหารที่เคยถ่างกว้างจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจหดแคบลง เมื่อปรากฏภาพผู้นำกองทัพ และกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ย่อท้อ
วิกฤตครั้งนี้ คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปเสียหมด!
ผ่าแผนป้องกันน้ำท่วมกรุงซ้ำซาก รับมือวิกฤต 3 น้ำ "น้ำฝน-น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน"
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ชัยภูมิ ที่ตั้งของ "มหานครกรุงเทพ" เป็นที่ราบลุ่มตอนปลายของแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในเขตอิทธิพลการขึ้น-ลงของน้ำ ทะเล บวกกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ขยายตัวไปมาก มีอาคารบ้านเรือน เข้ามาแทนที่ห้วย หนอง คลอง บึง และที่ว่าง ผนวกกับการทรุดตัวของดินเป็นประจำทุกปีด้วยแล้ว 
กลายเป็นต้นตอที่ทำให้ "กรุงเทพฯ" ในวันนี้หนีไม่พ้นจะประสบปัญหาน้ำท่วมได้
2 ต้นเหตุปัญหา "น้ำท่วมกรุง"
รายงาน ของสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า มี 2 สาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ สาเหตุที่ 1 มาจากธรรมชาติที่ยากจะควบคุมได้จาก 4 น้ำคือ "น้ำฝน-น้ำทุ่ง-น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน"
โดย "น้ำฝน" ฤดูกาลจะเริ่มช่วงพฤษภาคม-ตุลาคม มีปริมาณและความถี่สูงสุดกลางสิงหาคม-ตุลาคม เฉลี่ยต่อปี 1,500 มิลลิเมตร ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้ามาในประเทศไทยและใกล้ กรุงเทพฯ
"น้ำทุ่ง" คือน้ำฝนหรือน้ำเพื่อการกสิกรรมอยู่ด้านเหนือและตะวันออก ของกรุงเทพฯ โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณและระดับน้ำและความลาดเอียงของระดับพื้นดิน ที่ทรุดตัว
"น้ำเหนือ" เป็นน้ำฝนที่ตกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีบางส่วนไหลผ่านกรุงเทพฯ มีผลให้ระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาสูงสุดในช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ขณะที่ขนาดของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณกรุงเทพฯสามารถรองรับปริมาณน้ำเหนือได้ 2,500-3,000 ลบ.ม./วินาที
และ "น้ำทะเลหนุน" จะสูงสุดในช่วงตุลาคม-ธันวาคม
จาก "มวลน้ำ" ทั้งหมดส่งผล กระทบให้พื้นที่กรุงเทพฯช่วงตุลาคม-พฤศจิกายนมีระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา สูงกว่าปกติมาก จากสถิติปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นปี 2526, 2538, 2539, 2545, 2549 และ 2553 สูงสุดวัดที่ปากคลองตลาดใกล้สะพานพุทธ อยู่ที่ 2.13, 2.27, 2.14, 2.12, 2.22, 2.17 และ 2.10 เมตรตามลำดับ
จากสถิติในอดีตทำให้ วันนี้ กทม.ค่อนข้างมั่นใจว่าคันกั้นน้ำที่สร้างขึ้นถาวรสูงระดับ 2.50 เมตรจะต้านทานปริมาณน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนได้ ยกเว้นว่าบรรดาน้ำทั้ง 3 เกลอ "น้ำเหนือ-น้ำฝน-น้ำทะเลหนุน" พร้อมใจมาในเวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
สาเหตุ ที่ 2 เกิดจาก "สภาพทางกายภาพ" มี 3 สาเหตุคือ 1) "ปัญหาผังเมือง" ที่ขาดการกำหนดผังเมืองและการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเพียงพอ ทำให้ที่ว่างรับน้ำต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางกระจายทุกหย่อมหญ้า
บวก กับทางระบายน้ำถูกถม ทำให้การระบายน้ำฝนออกสู่คลองไม่ทัน และระดับพื้นถนนและซอยไม่เท่ากัน หรือบางพื้นที่เป็นแอ่งกระทะเพราะแผ่นดินทรุดตัว ทำให้เกิดน้ำท่วมถนนและซอยที่ต่ำจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้
2) "ปัญหาการระบายน้ำ" ที่ขาดแผนหลักระบายน้ำที่ถูกต้อง หลังคูคลองถูกถมเป็นถนน และถูกรุกล้ำจนทำให้มีขนาดที่แคบลงยากที่จะขุดลอกได้ และการวางท่อระบายน้ำในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงตามสภาพพื้นที่เมืองที่ ถูกบีบให้เหลือน้อยลงทุกที
และ 3) "ปัญหาแผ่นดินทรุด" ที่มีการทรุดตัวทุกปี ทำให้การลงทุนระบบต่าง ๆ ไม่ค่อยได้ผล
เปิดพื้นที่จุดอ่อน-จุดเสี่ยง
สำหรับ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมี 2 ฝั่งคือ ฝั่งตะวันตก เป็นพื้นที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำใน 13 เขต มี 27 ชุมชนรวม 1,273 ครัวเรือน ปัจจุบันมีการรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง จะประสบกับปัญหา น้ำท่วมทุกปีเพราะชาวบ้านไม่ยอมให้ กทม.เข้าไปสร้างแนวคันกั้นน้ำ ได้แก่ เขตบางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางพลัด บางกอกน้อย ธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ และทวีวัฒนา
สำหรับฝั่งตะวันออก พื้นที่ไฮไลต์อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำเช่นกัน มี 4 เขต 191 ชุมชนคือ เขตลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก และคลองสามวา
ขณะ ที่พื้นที่ "จุดอ่อน" เป็นย่านชั้นในมี 15 จุด ได้แก่ 1) เขตสาทร ย่านถนนจันทน์ เซนต์หลุยส์ สาธุประดิษฐ์ 2) เขตพญาไท ถนนพหลโยธิน ช่วงคลองสามเสน-คลองบางซื่อ 3) เขตพระโขนง ถนนสุขุมวิท จากคลองพระโขนง-ซอยลาซาล 4) เขตวัฒนา ซอยสุขุมวิท 39 และ 49 5) เขตวังทองหลาง ถนนลาดพร้าว จากคลองลาดพร้าว-ห้างเดอะมอลล์
6) เขตบึงกุ่ม ถนนนวมินทร์ จากคลองดอนอีกา-แยกถนนประเสริฐมนูกิจทั้งสองฝั่ง 7) เขตดินแดง ถนนรัชดาภิเษก หน้าห้างโรบินสัน 8) เขตจตุจักร ถนนรัชดาภิเษก แยกลาดพร้าว 9) เขตราชเทวี ถนนเพชรบุรี จากถนนบรรทัดทอง-แยกราชเทวี 10) เขตราชเทวี ถนนนิคมมักกะสัน 11) เขตราชเทวี ถนนพระรามที่ 6 หน้าตลาดประแจจีน
12) เขตบางแค ถนนเพชรเกษม ซอย 63 (ซอยวัดม่วง) 13) เขตยานนาวา ถนนเย็นอากาศ จากถนนนางลิ้นจี่- ซอยศรีบำเพ็ญ 14) เขตประเวศ ถนนศรีนครินทร์ ช่วงคลองตาสาด-คลองตาช้าง และ 15) เขตพระนคร ถนนสนามไชยและถนนมหาราช
เปิดแผนป้องกัน "น้ำฝน-น้ำหนุน"
เมื่อ รู้ต้นสายปลายเหตุทำให้ "กรุงเทพฯ" เผชิญกับภาวะน้ำท่วมแทบจะทุกปีอยู่แล้ว วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งสำนักการระบายน้ำ กทม.ได้เขียนแผนประจำปีไว้ชัดเจนรวมถึง ปี 2554 นี้ด้วยมี 2 ลักษณะคือ ป้องกัน 2 น้ำทั้ง "น้ำฝน-น้ำหนุน"
เริ่มที่วิธี "ป้องกันน้ำฝน" กทม. จะระดมเครื่องสูบน้ำระบายน้ำออกจากพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมโดยเร็ว จากเดิมใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง เหลือ 2-3 ชั่วโมง มี 15 จุดที่หากฝนตกเกินปริมาณ 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมง เสี่ยงเกิดน้ำท่วมขังแน่นอน
ส่วน การ "ป้องกันน้ำหนุน" มีหลายวิธี ทั้งประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่แนวคันกั้นน้ำตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ริมคลองบางกอกน้อยและคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง
ปัจจุบัน กทม.สร้างแนวคันกั้นน้ำถาวรไว้แล้ว รับน้ำได้สูง 2.50 เมตร รวมระยะทาง 75.80 กิโลเมตร ยังมีพื้นที่เป็น "ฟันหลอ" เหลืออยู่ 1.20 กิโลเมตร จะสร้างเสร็จในปี 2555 ปัจจุบัน กทม.นำกระสอบทรายมาวางเป็นแนวป้องกันชั่วคราวสูงระดับ 2.70 เมตร
"อุโมงค์ยักษ์" แก้น้ำท่วมยั่งยืน
อย่าง ไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ทางสำนักการระบายน้ำ กทม.เขียนแผนบูรณาการจากการใช้สิ่งก่อสร้างถาวร ทั้งสถานีสูบน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วม ประตูระบายน้ำ ระบบระบายน้ำ ระบบผันน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ สร้างแนวป้องกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางกอกน้อย สร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กริมคลอง รวมถึงขุดลอกคูคลองปรับปรุงระบบระบายน้ำและอุปกรณ์ต่าง ๆ
ซึ่งอาจจะ ต้องใช้เงินอีกเป็น 10,000 ล้านบาทในการแก้ปัญหา ขณะที่ในแต่ละปีได้รับงบประมาณอยู่ที่ปีละกว่า 3,000 ล้านบาท ไม่พอกับการดำเนินการ ส่วนหนึ่ง กทม.จะต้องพึ่งพางบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์อีก 3 แห่งที่เหลือ วงเงินก่อสร้างรวม 13,400 ล้านบาท
โดยแต่ละอุโมงค์มีประสิทธิภาพระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้า พระยาได้ 60 ลบ.ม./วินาที ประกอบด้วย 1) อุโมงค์รัชดาภิเษก-สุทธิสาร สร้างใต้คลองบางซื่อจากลาดพร้าวออก เจ้าพระยาบริเวณเกียกกายความยาว 6.40 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 2,500 ล้านบาท ใช้เวลาสร้าง 3 ปี อยู่ระหว่างประกวดราคา
2) อุโมงค์สวนหลวง ร.9 ลอดใต้คลองหนองบอน คลองตาช้าง ถนนอุดมสุข สุขุมวิท 101/1 คลองบางอ้อ ออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริษัทไม้อัดไทยความยาว 9.40 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 4,900 ล้านบาท ออกแบบเสร็จแล้วอยู่ระหว่างของบประมาณจากรัฐบาลใช้เวลาสร้าง 4 ปี
3) อุโมงค์ดอนเมือง ระบายน้ำจากคลองบางบัวลอดใต้คลองวัดหลักสี่ คลองเปรมประชากร ถนนรัชดาภิเษก ถนนวงศ์สว่าง ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใต้สะพานพระราม 7 ระยะทาง 13.50 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 6,000 ล้านบาท กำลังสำรวจออกแบบใช้เวลาสร้าง 4 ปี
จาก ปัญหา "อุทกภัย" ที่หนักหน่วงในปีนี้ เชื่อว่า "กทม." น่าจะได้บทเรียนเพิ่มขึ้น และอาจจะต้องรีวิวหรือวางแผนระบบป้องกันน้ำท่วมปี 2555 ใหม่ โดยเฉพาะแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยา ที่อาจจะต้องเพิ่มระดับความสูงขึ้นไปอีก เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองกรุงอย่าง ยั่งยืนและแท้จริง
ไม่ใช่เป็นแค่การ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" แบบปีต่อปีเช่นนี้
ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์ทำสกู๊ปเผย น้ำท่วมไทยเกิดจาก "ฝีมือมนุษย์" ไม่ใช่ "ปริมาณฝนมากกว่าปกติ"
ที่มา มติชน

(ที่มา สำนักข่าวประชาไท แปลและเรียบเรียงจาก As Thailand Floods Spread, Experts Blame Officials, Not Rains. โดย Seth Mydans)
เซธ เมย์เดนส์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของไทย ชี้อุทกภัยที่เกิดขึ้นและลามไปหลายพื้นที่ในเวลานี้ ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติ หากแต่เป็นเพราะการวางแผนการจัดการน้ำและผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ
กรุงเทพ - ท่ามกลางอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ที่ส่งผลให้จังหวัดต่างๆ และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงโบราณสถานกลายเป็นเมืองบาดาลอยู่ใต้น้ำ ผู้เชี่ยวชาญในการจัดการน้ำชี้ว่า สาเหตุของหายนะครั้งนี้ เป็นผลมาจากฝีมือของมนุษย์
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจัยหลักๆ ของอุทกภัยในครั้งนี้ คือการ ตัดไม้ทำลายป่า การปลูกสิ่งก่อสร้างที่มากเกินไปในเขตพื้นที่รับน้ำ การสร้างเขื่อนและการหันเหธารน้ำธรรมชาติ การเจริญเติบโตของเมืองที่กระจัดกระจาย รวมถึงคูคลองในเมืองที่เริ่มอุดตันและการขาดการวางแผน เขาชี้ว่า เขาเคยเตือนทางการไปแล้วหลายครั้งในเรื่องนี้ หากแต่ก็ไม่มีผล
"ผมได้พยายามจะบอกทางการไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แต่เขาบอกผมว่าผมน่ะบ้าไปเอง" นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ผู้ซึ่งโด่งดังจากการคาดการณ์ภัยพิบัติสึนามิหลายปีก่อนที่คลื่นยักษ์จะเข้า ถล่มชายฝั่งในพ.ศ. 2547 กล่าว
ฤดูพายุร้อนในปีนี้ นำหายนะมาสู่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนามและไทย ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 283 คน
ในฟิลิปปินส์ มีหลายพันคนที่ต้องอพยพเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นที่เข้าถล่มประเทศ ส่วนนาข้าวขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่เมืองบานาวของฟิลลิปินส์ ก็ถูกโคลนถล่มทำลายเสียหายย่อยยับ
เช่นเดียวกับในกัมพูชา มีรายงานว่าที่เมืองเสียมราฐ ระดับน้ำก็สูงขึ้นมาระดับเข่า และกระแสน้ำเริ่มท่วมในบริเวณใกล้เคียงกับโบราณสถาน "นครวัด" แล้ว
ทางการไทยได้แจ้งเตือนว่า ในไม่อีกกี่วันนี้ กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมด้วยน้ำหลากจากภาคเหนือ น้ำหนุนและน้ำฝนจากพายุฤดูร้อน ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ก็ได้เริ่มขนกระสอบทรายมากั้นไว้เพื่อเตรียมความพร้อม และกว้านซื้ออาหารแห้ง น้ำดื่ม แบตเตอรี่ และเทียนไขมากักตุน
ส่วนการเตรียมการในกรุงเทพฯ ก็เป็นที่วุ่นวายมากทีเดียว กระสอบทรายเรียงรายกันยาวกว่า 45 ไมล์ ถูกวางกั้นตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนแนวกั้นน้ำและคูคลองก็กำลังสร้างขึ้นมารองรับกระแสน้ำ และประชาชนก็ได้รับคำเตือนจากทางการให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ
ในขณะที่น้ำไหลบ่าลงจากทิศใต้จากจังหวัดนครสวรรค์และอยุธยา ทำให้โบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ สื่อท้องถิ่นรายงานว่าทหารก็ได้เตรียมขนย้ายกระสอบทรายกว่า 150,000 ถุง ไล่ลงตามกระแสน้ำจากที่ที่ประสบความเสียหายแห่งหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งมี ความเสี่ยงต่อไป
ในขณะที่รัฐบาลพยายามปกป้องพื้นที่ในตัวเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมโดยการหันเหน้ำไปทางอื่นเท่าที่จะทำได้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเผชิญกับการตัดสินใจว่าจะเลือกช่วยเมืองไหน และเมืองไหนที่จะต้องเสียสละ
ในอยุธยา มีรายงานว่ามีชาวบ้านสองกลุ่มเกิดการทะเลาะวิวาทเนื่องมาจากทำนบที่กั้นน้ำจากฝั่งหนึ่ง ไม่ให้ไหลเข้าไปอีกฝั่งหนึ่ง ชาวบ้านฝั่งที่โชคร้ายรับน้ำท่วมเกิดความไม่พอใจ ได้ขุดรูตรงคันกั้นน้ำเพื่อปล่อยน้ำให้ไหลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จึงเกิดการยิงต่อสู้กัน ส่งผลให้มีชาวบ้านคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ ยังมีรายงานว่า ทหารได้ถูกส่งไปยังคันกั้นน้ำในบริเวณต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังคันกั้นน้ำด้วย
เอวา นาร์คีวิกซ์ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารองค์กร Elephantstay ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่ดูแลช้างสูงอายุ ให้ข้อมูลว่า มีช้างราว 15 ตัวในอยุธยาที่ถูกปล่อยเกาะ โดยพวกมันหนีเอาตัวรอดโดยการปีนขึ้นหนีน้ำบนกำแพงยอดสูง ช้างโขลงนั้นประกอบด้วยแม่ช้างเจ็ดตัว และลูกๆ ของมัน ในจำนวนนั้น ยังรวมถึงช้างอายุ 9 ปีตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยทักษะการวาดภาพด้วยงวง
"ถ้าหากความช่วยเหลือที่เหมาะสมยังไม่มาถึงเร็วๆ นี้ แม่และลูกช้างจะอยู่ในอยู่ในอันตรายมาก" นาร์คีวิกซ์กล่าว เธอเสริมว่า ช้างแต่ละตัวบริโภคอาหารมากถึง 440 ปอนด์ (ราว 200 กิโลกรัม) ต่อวัน แต่เรือที่อาจใช้ขนส่งกล้วย สับปะรดและอ้อย จำเป็นต้องกู้ภัยและช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ
นายสมิทธ นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ถูกทำให้เลวร้ายกว่าเดิม เป็นเพราะแผนการจัดการน้ำที่ไม่ดี
"พวกเขาคำนวณระดับน้ำผิดไป และไม่ได้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนให้เร็วพอในฤดูฝน" เขากล่าวและว่า "และตอนนี้ระดับน้ำในเขื่อนก็เกือบจะเต็มหมดแล้ว พอเมื่อเขาปล่อยน้ำในเวลานี้ น้ำก็ไหลลงมายังพื้นที่ราบต่ำ"
เขากล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็น อุปสรรคต่อกระแสการไหลของน้ำ เนื่องจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายยังคงดำเนินการการปลูกสร้างต่อไป ไม่หยุดหย่อน
"พวกเขาสร้างอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นอ่างเก็บน้ำ" นายสมิทธ กล่าวและว่า "และ เมื่อพวกเขาสร้างเขื่อนหรือทำนบกั้นน้ำตรงนั้นขึ้นมา มันก็จะปิดกั้นการไหลของกระแสน้ำ ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นทางผ่านของน้ำในฤดูฝน"
เมื่อกระแสน้ำท่วมไหลบ่าเข้ามายังกรุงเทพฯ มันก็จะไหลเข้ามายังมหานครที่สูญเสียปราการกั้นน้ำตามธรรมชาติไปแล้ว กล่าวคือ คูคลองต่างๆ ที่ควรจะรองรับน้ำ ได้อุดตันไปด้วยเศษขยะต่างๆ ที่มาพร้อมกับประชากรที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในเมือง
"การวางผังเมืองของเรานั้นไร้ประสิทธิภาพ" นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
"ฤดูกาลมิได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่หรอก" เขากล่าวและว่า "เรามักจะมีน้ำเยอะมากเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่ถ้าหากเรายังไม่มีแผนการจัดการน้ำที่ดี เราก็จะเผชิญกับปัญหานี้อีกในปีหน้า"
ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวต่อว่า มนุษย์และธรรมชาติเริ่มขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ และการอยู่ร่วมกันก็กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อย "นี่ เป็นสัญญานที่เตือนให้เรารู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะอนุรักษ์ผืนป่า... เราทำลายธรรมชาติไปมากพอแล้ว และตอนนี้ ก็เสมือนว่าเป็นเวลาที่ธรรมชาติจะขอเอาคืน"
"แม้ว"ชิงพื้นที่ แก้วิกฤตน้ำท่วม
ที่มา ข่าวสด
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เข้าสู่ช่วงไฮไลต์
น้ำเหนือก้อนมหึมาจู่โจมฝ่าด่านนครสวรรค์ เคลื่อนขบวนทะลุทะลวงผ่านชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี เข้าพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี
สร้างความเสียหายตามรายทางให้กับบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เศรษฐกิจ โรงงานอุตสาหกรรมเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท
ก่อนทะลักเข้าโอบล้อมกรุงเทพฯ ด้วยปริมาณน้ำกว่า 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในจังหวะ"ดาบสอง"น้ำทะเลหนุนสูงไปจนถึงวันที่ 18 ต.ค. ทั้งยังต้องรอลุ้นต่อถึง"ดาบสาม"กับปริมาณน้ำฝนที่ถล่มลงมาไม่หยุดหย่อน
น้ำเหนือ น้ำหนุน น้ำฝน ทั้ง 3 อย่างนี้คือเงื่อนไขสำคัญที่มาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้กรุงเทพฯ ยังหนีไม่พ้นภาวะลูกผีลูกคน ต้องลุ้นระทึกกันชนิดนาทีต่อนาที
แต่กระนั้นก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โอกาสที่กทม.จะรอดพ้นไปได้มีค่อนข้างมาก
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง รวม 61 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 280 ราย เดือดร้อนเกิน 2.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 8.3 ล้านคน
ด้วยตัวเลขที่ปรากฏจึงไม่แปลกหากน้ำท่วมครั้งนี้จะได้รับการจดบันทึกให้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งสาหัสสากรรจ์ที่สุดในรอบ 50 ปี
ซัดกระหน่ำ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"ที่มีอายุประสบการณ์บริหารประเทศแค่เดือนเศษจนโซซัดโซเซในช่วงแรก
แต่ก็เป็นอะไรที่"ตั้งหลักได้เร็ว"กับการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ ประสบอุทกภัย หรือศปภ. มอบหมายให้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็น"พ่องาน"ในฐานะผอ.ศูนย์ฯ
ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ก็สามารถรีดฟอร์ม"ผู้นำ"ออกมาได้ทันท่วงทียามบ้านเมืองเกิดวิกฤต ขนาดอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ยังกล่าวชื่นชม
แถมออกตัวให้ด้วยว่าปัญหาตอนนี้ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน หรือต่อให้มี 10 รัฐบาลก็รับมือกับปริมาณน้ำขนาดนี้ไม่ไหว
นอกเหนือจากภาพการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยขึ้นเป็น"วาระแห่งชาติ"
ระดมกำลังทุกภาคส่วนทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชน เข้าร่วมวงหารือในที่ประชุมศปภ.
และจากที่เคยฮือฮากลายเป็นภาพเห็นกันจนชินตา คือนายกฯยิ่งลักษณ์ ควงคู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกตรวจสถานการณ์พื้นที่ประสบภัยรายวัน
ไม่ว่าขึ้นรถ ลงเรือ ขี่เฮลิคอปเตอร์ เห็นนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ไหน เป็นต้องเห็นพล.อ.ประยุทธ์ที่นั่น
ผลพลอยได้จากการที่ผู้นำรัฐบาลกับผู้นำกองทัพเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับ วิกฤตน้ำท่วม ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองที่เป็นมาตลอดตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ เข้ามา เริ่มคลายตัวลง
ล่าสุดรัฐบาลด้วยความร่วมมือของหน่วยงานทุกกระทรวง ทบวง กรม ยังคิดค้นผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อแบ่งเบาภาระให้ประชาชนผู้ประสบภัย
ทั้งการขอผู้ประกอบการช่วยตรึงราคาน้ำมันไว้ก่อน การผ่อนผันชำระค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระหนี้โดยไม่คิดดอกเบี้ยในส่วนของผู้เช่าซื้อบ้านกับการเคหะ รวม 3 เดือน
กระทรวงการคลังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หาแนวทางหยุดพักชำระหนี้ให้ผู้ประสบภัยจนกว่าน้ำจะแห้ง ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน และเป็นทุนหมุนเวียนในการทำอาชีพใหม่
ขณะที่กรมสรรพากรออกมาตรการภาษี ให้ผู้บริจาคเงินช่วยน้ำท่วมนำไปหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 1.5 เท่า
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเงินชดเชยอีกครอบครัวละ 5,000 บาท และชดเชยพื้นที่การเกษตรอีกไร่ละ 2,222 บาทที่รัฐบาลทยอยจ่ายไปบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตามมีการมองว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ รัฐบาล แต่โจทย์ที่ยากจริงๆ สำหรับคณะผู้บริหารประเทศภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์
อยู่ที่สถานการณ์ภายหลังน้ำลดมากกว่า
ยังไม่มีการประเมินแน่ชัดว่ารัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินจำนวนเท่าใดในการฟื้นฟูความเสียหายหลังภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่นี้
แต่เบื้องต้นรัฐบาลได้เตรียมตัวเลขเบื้องต้นไว้ที่จำนวน 80,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้มาจากการหั่นงบลงทุนของทุกกระทรวงลง 10 เปอร์เซ็นต์
กระนั้นก็ตามฉากสำคัญยังเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชิงเปิดประเด็นข้ามฟากมาจากดูไบ ถึงมาตรการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม
เป้าหมายให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งบ้านเรือน โบราณสถาน วัด โรงเรียน พื้นที่เกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม
เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศโดยเร็ว
การดำเนินการตรงนี้รัฐบาลจำเป็นต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาท ซึ่งได้เตรียมจัดหาแหล่งทุนไว้แล้ว
ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวต้องทำหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไป พร้อมกัน ทั้งโครงการแก้มลิง เขื่อนกักเก็บน้ำ และเขื่อนกั้นน้ำทะเลป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ
ส่วนจะสร้างอะไรไว้ตรงไหน รวมถึงการตัดเส้นทางเดินของน้ำใหม่ รัฐบาลต้องนำภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงน้ำท่วมมาศึกษาให้ละเอียด
เบ็ดเสร็จคาดว่าต้องใช้เงินงบประมาณอีกไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท ถึงจะเป็นเงินจำนวนมากแต่ก็คุ้มค่าหากเปรียบเทียบจากตัวเลขความเสียหายทุกปี โดยเฉพาะปีนี้
สำหรับที่มาของแหล่งเงิน พ.ต.ท.ทักษิณชี้ช่องให้ไปกู้จากประเทศจีน แล้วจ่ายคืนเป็นสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยเจรจาดึงนักลงทุนต่างชาติเพื่อเข้ามาลงทุนในไทยอีกทาง
อธิบายส่งต่อให้รัฐบาลเพื่อไทยรับไปปฏิบัติ
พ.ต.ท.ทักษิณฉวยโอกาสตอนกระแสสังคมเรียกร้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วมระยะยาว ที่กำลังเป็นประเด็นมาแรงแซงโครงการประชานิยมอื่นๆ ที่รัฐบาลเองก็ถูกหาว่า"ดีแต่โม้"
โชว์มันสมองระดับเวิลด์คลาส กลบข้อครหา"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"เสียสนิท
นักข่าวพลเมือง: แห่ 6 ศพ เสื้อแดงก่อนฌาปนกิจ
ที่มา ประชาไท
เสื้อแดงจัดฌาปนกิจ 6 ศพ ผู้เสียชีวิต 10 เมษา 2553 ณ วัดบำเพ็ญเหนือ มีนบุรี 16 ตุลาคม นี้ เวลา 10.00น.-17.00น.

เช้ามืดวันนี้ (15 ตุลาคม 2554) กลุ่มญาติวีรชน 10 เมษา แห่ขบวนศพจากวัดพลับพลาไชยผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนราชดำเนิน
กลุ่มญาติวีรชนแต่ละครอบครัวได้ประกอบพิธีรำลึก ณ จุดที่วีรชนเสียชีวิต จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังวัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี เพื่อประกอบพิธีประชุมเพลิงศพวีรชนคนเสื้อแดงในเวลา 10.00น.-17.00น. ของ วันที่ 16 ตุลาคม 2554 ต่อไป
ศพวีรชนคนเสื้อแดงทั้ง 6 นี้ประกอบด้วย สวาท วางาม ทศชัย เมฆงามฟ้า จรูญ ฉายแม้น บุญธรรม ทองผุย สยาม วัฒนนุกูล และมนต์ชัย แซ่จอง ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว
อนึ่งในงานแห่ศพผู้เสียชีวิตที่ได้จัดขึ้นในครั้งนี้นอกจากนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ นางสาวกมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตในเขตอภัยทาน ที่วัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แล้วไม่ปรากฎว่ามีแกนนำ นปช.เข้าร่วมเลยแม้แต่คนเดียว









ตำแหน่งที่มนต์ชัย แซ่จองถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา

นักปรัชญาชายขอบ: กระแสน้ำ กระแสประชาธิปไตย และกลุ่มชนชั้นนำเก่า
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
การเกิดพายุ ฝนตกหนักเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ภาวะน้ำท่วมเกือบครึ่งประเทศ และท่วมอย่างยาวนาน ย่อมไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติล้วนๆ หากแต่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาระบบการจัดการน้ำที่จำเป็นต้องถูก หยิบยกขึ้นมาทบทวนอย่างหนัก และต้องเป็นการทบทวนอย่างหนักไม่น้อยไปกว่าปัญหาการจัดระบบสังคมการการเมือง
เพราะเมื่อว่าโดยพื้นฐานทางความคิด ปัญหาการจัดการน้ำกับปัญหาการจัดระบบสังคมการเมืองของบ้านเราอยู่บนฐานคิด เดียวกัน คือฐานคิดที่ว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและจากนโยบายทางการ เมืองโดยตรงไม่จำเป็นต้องมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง วันนี้กระแสน้ำทะลัก กระแสประชาธิปไตยบ่าล้น กลุ่มชนชั้นนำเก่าที่ถนัดแก้ปัญหาด้วยการแจกสิ่งของ และการอบรมสั่งสอนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ น้ำก็ไหลบ่าท่วมทะลัก โดยไม่เกี่ยวข้องกับกับนโยบายการสร้างเขื่อน การเก็บกักน้ำ การปล่อยน้ำ การเปิด-ปิดทางน้ำ การสร้างเขื่อนกั้น ขุดคลอง การสร้างถนน การวางระบบผังเมือง และ/หรือนโยบายการจัดการน้ำโดยรวมที่ขึ้นอยู่กับความคิดของเบื้องบนที่ ประชาชนผู้อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะน้ำท่วม หรือภาวะขาดแคลนน้ำไม่มีส่วนในการรับรู้ แลกเปลี่ยนถกเถียง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ นักศึกษา ประชาชน นักวิชาการ จะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือเรียกร้องอำนาจในฐานะเจ้าของประเทศ หากความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค และอำนาจในฐานะเจ้าของประเทศของพวกเขาไม่ได้ถูกฉ้อฉลโดยกลุ่มชนชั้นนำเก่า ที่รวบอำนาจในการจัดการระบบสังคมการเมืองของประเทศมาอย่างยาวนาน ด้วย “อุดมการณ์สามรัก” คือรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์
ดูๆ ไป เสมือนว่าประเทศนี้จะเป็น “ประเทศล้นรัก” เพราะแทบทุกอย่างถูกอธิบายได้ด้วยความรัก นโยบายการจัดการน้ำ การสร้างเขื่อน การป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ ก็ถูกอธิบายว่ามาจากความรักของเบื้องบนที่มีต่อประชาชน และเมื่อเป็นนโยบายที่มาจากความรักของเบื้องบน ประชาชนจึงต้องน้อมรับ ไม่อาจตั้งคำถาม ไม่มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนถกเถียง และตัดสินใจร่วมกัน
เป็นเรื่องยากมากที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ในแต่จังหวัดจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องควรจะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อน ควรจะเปิดหรือปิดน้ำจากเขื่อนแค่ไหนอย่างไร ในแต่ละฤดูกาล ทั้งที่พวกเขาคือผู้ที่แบกรับความเสี่ยง ต้องรับผลกระทบโดยตรงในการทำมาหากิน และปัญหาน้ำท่วม
ในทำนองเดียวกัน ภายใต้ “อุดมการณ์สามรัก” การกระทำที่ถูกหรือผิดในการต่อสู้ทางการเมืองก็ขึ้นอยู่กับเรื่อง “รัก-ไม่รัก” หากใครต่อสู้ทางการเมืองภายใต้วาระการเรียกร้องให้คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ เขาก็เป็นฝ่ายทำถูก เป็นคนดี แม้โดยการเรียกร้องนั้นจะนำไปสู่รัฐประหาร หรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่านักศึกษาและประชาชนก็ตาม
แต่ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองเป็นการเรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม หรือเรียกร้องการจัดระบบสังคมการเมืองที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน จริงๆ ก็อาจเป็นการต่อสู้ที่ผิด เป็นภัยต่อความมั่นคง (แห่งระบบอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเก่า) ที่อาจถูกล้อมปราบได้ง่ายๆ
ฉะนั้น ในประเทศที่อยู่ภายใต้ “อุดมการณ์สามรัก” จึงเรียกร้องการอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มากกว่าที่จะเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันด้วยความยุติธรรมบนหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเท่าเทียม
แม้แต่ข่าวน้ำท่วม สื่อก็สร้างกระแส “ดราม่า” จนแทบไม่ตั้งคำถามต่อสาเหตุที่แท้จริง เช่น คนไทยรักกัน คนไทยไม่ทิ้งกัน นายกฯ พบผู้นำฝ่ายค้านเป็นสัญญาณความปรองดอง ฯลฯ ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านพังคูกั้นน้ำกลับถูกนำเสนอเสมือนว่าเป็นความไม่เข้าใจ สถานการณ์ ความไม่เสียสละของชาวบ้านกลุ่มนั้นๆ โดยที่สื่อไม่ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมไม่เป็นธรรม
ที่สำคัญสื่อแทบไม่ตั้งคำถามต่อปัญหาการจัดการน้ำตั้งแต่ระดับแนวคิด นโยบาย การปฏิบัติที่เป็นการผลักภาระให้คนบางกลุ่มต้องจำทนต่อสภาพน้ำท่วมแทนคน กลุ่มอื่นๆ หรือภาคธุรกิจสำคัญๆ โดยที่พวกเขาไม่มีหลักประกันความเสี่ยงและการชดเชยใดๆ
เมื่อน้ำบ่าทะลักท่วมเกือบครึ่งประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลแล้วหากเราจะยังไว้วางใจใน “ความรัก” จากเบื้องบนในเรื่องการจัดการปัญหาน้ำ ต่อไปเรื่องการจัดการปัญหาน้ำจะต้องเป็นนโยบายของรัฐที่ครอบคลุมการจัดการ น้ำในภาพรวมระดับประเทศ ขณะเดียวกันก็กระจายอำนาจให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งมีส่วนร่วมในการถกเถียงแลกเปลี่ยน และตัดสินใจร่วมกัน
พูดในเชิงหลักการปัญหาการจัดการน้ำ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความรัก” ความเมตตา ความชาญฉลาดจากเบื้องบน แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการบนพื้นฐานของ “ความเป็นธรรม” แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม เป็นเรื่องของความมีประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมร่วมของประชาชน
เช่นเดียวกัน ปัญหาการจัดระบบสังคมการเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องถกเถียงในกรอบของ “อุดมการณ์สามรัก” หรือเถียงกันแค่รักคือถูกไม่รักคือผิดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการเพื่อตอบโจทย์ความเป็นธรรมในเชิงอำนาจต่อรองทาง การเมือง การวางระบบให้ทุกอำนาจสาธารณะถูกตรวจสอบได้ หรือระบบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว การล้างผลพวงของรัฐประหาร การแก้กฎหมายหมิ่นฯ การสร้างกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปตามหลักเสรีภาพและความเสมอภาค และการปฏิรูปกองทัพให้เป็นกองทัพภายใต้การควบคุมของรัฐบาลที่ประชาชนเลือก จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จะว่าไปแล้ว กระแสน้ำท่วมทะลัก กระแสประชาธิปไตยบ่าล้น คือกระแสท้าทายสังคมไทยว่า เราจะสามารถจัดการกับภัยธรรมชาติ และจัดการระบบสังคมการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ บนจุดยืนที่พ้นไปจากเรื่องรัก-ไม่รัก สู่จุดยืนเรื่องความเป็นธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างไรWhere is Thailand: คำถามเรื่องการบริหารเขื่อนที่สังคมต้องได้รับคำตอบ
ที่มา Thai E-News
ที่มา เว็บไซต์"ประเทศไทยอยู่ตรงไหน"
15 ตุลาคม 2554
คำถามเรื่องการบริหารเขื่อนที่สังคมต้องได้รับคำตอบ
เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดโดยคุณ Tum Bussayasakul
ใน เมื่อนักข่าวไม่ทำงานที่ควรจะทำ เราทำกันเองก็ได้ ทำเพื่อตอบข้อสงสัยที่ผมมีมานานแล้ว คำถามคือเหตุการณ์น้ำท่วมคราวนี้เกิดมาจากอะไร สาเหตุมาจากตรงไหน เพื่อที่เราจะได้เห็นปัญหาและนำไปแก้ไขได้ในอนาคต
ปัญหาหลักๆ ที่เจอเมื่อต้องการนั่งศึกษาหาข้อมูลเองก็คือ ระบบการจัดการกับข้อมูลของหน่วยราชการในเมืองไทยย่ำแย่เอามากๆ (ไม่มีข้อมูล, มีแต่นำเสนอได้ห่วยแตก เอามาใช้อะไรไม่ได้, ไม่เห็นข้อมูลในภาพรวม)
รูปแรกด้านบนสุด คือภาพแสดงปริมาณน้ำฝนทั้งประเทศ (หาได้แค่นี้จริงๆ) ที่ได้มาจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร [1] (อยากหาปริมาณน้ำฝนเฉพาะเขตภาคเหนือ แต่หาไม่ได้เลยครับ)
รูปที่ 2 และ 3 คือปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั้งสองของประเทศไทย ได้มาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย [2]
เท่าที่ลองไปค้นหาตามข่าวย้อนหลัง ปีนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำหลาก น้ำท่วม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว ยกตัวอย่างเช่นตามข่าวเหล่านี้ [3] [4] [5] จนมาถึงปลายเดือนกรกฏาคม ต้นสิงหาคม เราเจอพายุนกเตนซ้ำเข้าไปอีก [6]
แต่คำถามที่น่าสนใจเมื่อดูกราฟปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั้งสองแล้ว จะเห็นจุดที่ผมใส่หมายเลข 1 และ 2 ไว้
หมาย เลข 1 (เขื่อนภูมิพล) ปริมาณน้ำเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จริงอยู่ที่เราเริ่มมีฝนตกเยอะตั้งแต่เดือนนั้นแล้วแต่การบริหารจัดการ ปริมาณน้ำในเขื่อน ถ้าดูจากเส้นกราฟแล้วจะเห็นได้ว่ายังคงปล่อยให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงจุดวิกฤตในเดือนตุลาคมนี้
คำถามแรกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีเหตุผลอะไร ที่ยังคงปล่อยให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดวิกฤตในช่วงปลายฤดูฝน? (ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2553 ที่เป็นเส้นสีเขียว จะเห็นได้ชัด)
คำถามที่สองคือ ทำไมน้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งที่เมื่อดูปริมาณน้ำฝนแล้ว ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? (ข้อนี้ข้อมูลผมไม่ละเอียดพอ ที่จะแยกว่าปริมาณน้ำฝนทั้งประเทศเป็นน้ำฝนในบริเวณภาคเหนือมากน้อยแค่ไหน เช่น อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าน้ำฝนรวมทั้งประเทศเท่าเติม แต่มันไปตกเยอะตรงภาคเหนือ)
หมายเลขที่ 2 (เขื่อนสิริกิติ์) ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนกรกฏาคม สาเหตุมาจากอะไร? และมีการจัดการบริหารปริมาณน้ำอย่างไร ทำไมถึงยังปล่อยให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนั้น?
ยิ่งถ้าไปดูกราฟปริมาณเก็บกักน้ำย้อนหลัง 7 ปี แล้ว [7] [8] ยิ่งเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้
ลิ้งก์ข้อมูลอ้างอิงทั้งหมดในคอมเมนต์
เรา เห็นการตั้งประเด็นเรื่องนี้มามาก แต่จำนวนไม่น้อยเป็นเหมือนเรื่องเล่าเสียมากกว่าจะมีข้อมูลยืนยัน แอดมินได้รับข้อมูลชุดนี้มาจากผู้อ่านคนหนึ่ง ซึ่งเรียบเรียงออกมาได้ดีมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ
มี 2 ประเด็นที่แอดมินคิดว่าน่าสนใจคือ
1. หลายคนที่พยายามค้นข้อมูลเรื่อง ฝน-น้ำ พูดเป็นเสียงเดียวว่าข้อมูลด้านนี้หายาก ไม่ค่อยมีแหล่งข้อมูลอ้างอิง ไม่ละเอียด ไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ และไม่ค่อยเปิดเผยสู่สาธารณะสักเท่าไหร่ – ซึ่งก็น่าสนใจว่าเป็นเพราะเราไม่มีการจัดเก็บข้อมูลจริงๆ หรือเป็นเพราะหน่วยงานราชการไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลกันแน่ ?
2. สังคมควรได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเราบริหารเขื่อนกันอย่างไร อยู่ในความรับผิดชอบของใครบ้าง มีกระบวนการตัดสินใจอย่างไร แล้วเกิดอะไรขึ้นในอดีต และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะถ้าเราไม่รู้สาเหตุของ “ปัญหา” แล้วเราจะหาแนวทาง “แก้ไข” ได้อย่างไร
อ้างอิง :
[1] http://www2.oae.go.th/mis/Forecast/02_journal/dike.pdf
[2] http://ichpp.egat.co.th/graphIN/hydro/bigdam.php?year=2011
[3] http://goo.gl/vguar
[4] http://goo.gl/7v951
[5] http://goo.gl/7ibtd
[6] http://goo.gl/08iwv
[7] ปริมาณน้ำย้อนหลัง 7 ปีเขื่อนภูมิพล http://www.kromchol.com/DailyUDQ/GIS/DamGraph/DGraph.asp?p1=1
[8] ปริมาณน้ำย้อนหลัง 7 ปี เขื่อนสิริกิติ์ http://www.kromchol.com/DailyUDQ/GIS/DamGraph/DGraph.asp?p1=2

