ที่มา thaifreenews
โดย bozo
แม้ราชอาณาจักรภูฏานจะเป็นเพียงดินแดนเล็กๆบนแผนที่โลก
ที่มีประชากรอยู่ 700,000 คน
แต่เรื่องราวความรักที่สุดแสนโรแมนติกระหว่างคู่อภิเษกสมรสคู่ใหม่แห่งเทือกเขาหิมาลัย
“สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก” กษัตริย์หนุ่มผู้ทรงอ่อนเยาว์ที่สุดในโลก
พระชนมพรรษา 31 พรรษา กับลูกสาวนักบินสายการบินคิงฟิชเชอร์ แอร์ไลน์ส วัย 21 ปี
“เจ็ตซัน เปมา” นักศึกษาปริญญาตรี ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แห่งมหาวิทยาลัยรีเจนท์ส คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ได้กลายเป็นตำนานรักบทใหม่ระหว่างกษัตริย์ผู้สูงศักดิ์กับหญิงสาวสามัญชน
ที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดทั่วโลกในวินาทีนี้
เปรียบไปแล้วก็ไม่ต่างจาก “เจ้าชายวิลเลี่ยมกับเคท มิดเดิลตัน” แห่งเอเชีย
พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง
กษัตริย์จิกมี กับหญิงสามัญชนผู้โชคดีที่สุดในโลก
ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและสมพระเกียรติ
ตามแบบฉบับโบราณราชประเพณีของราชวงศ์วังชุก
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2554 ตามมงคลฤกษ์เวลา 08.20 น.
และดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ชั่วโมงเต็ม ณ พระอารามหลวง
ภายใน “พูนาคาซอง” ป้อมปราการเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 17
ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่าของราชอาณาจักรภูฏาน
ท่ามกลางเสียงประโคมกลอง แตร และการร้องเพลงเฉลิมฉลองสดุดีอย่างเอิกเกริก
โดยมีพระราชาคณะแห่งภูฏาน “เช เคนโป” เป็นผู้นำประกอบพิธี
ทางศาสนาต่อหน้าแผ่นพรมพระรูปของ “ซับดรุง” องค์ลามะผู้ก่อตั้ง
และรวมประเทศภูฏานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17
ขณะที่พระราชบิดาของกษัตริย์จิกมี “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก”
อดีตกษัตริย์องค์ที่สี่ของภูฏาน ทรงรับขวัญ
พระสุณิสาด้วยการพระราชทานผ้าพันคอยาว 3 ผืน
ประกอบด้วยสีขาว-น้ำเงิน-เขียว เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนคำอำนวยพร
จากสุสานฝังพระศพอดีตบุรพกษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี
ฉากไฮไลต์ที่น่าประทับใจที่สุดของพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งนี้
ซึ่งทำเอาสื่อมวลชนเกือบ 200 ชีวิตจากทั่วโลก รวมถึงกองทัพสื่อจากเมืองไทย
ตลอดจนประชาชนชาวภูฏานหลายแสนคนจาก 20 มณฑลทั่วประเทศ
ที่เฝ้าติดตามชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ปรบมือสนั่นด้วยความปลื้มปีติยินดี คือ
พิธีการสำคัญในช่วงที่ “กษัตริย์จิกมี” ทรงสวมมงกุฎโบราณ
ตัดเย็บจากผ้าไหมปักดิ้นทองแก่พระคู่หมั้น
เพื่อแต่งตั้งเป็นพระราชินีองค์ใหม่ของภูฏานอย่างเป็นทางการ
โดยเจ้าบ่าวผู้สูงศักดิ์ทรงเชยคางเจ้าสาวขึ้นมองอย่างทะนุถนอม
และสบตาหวาน พร้อมส่งยิ้มให้ด้วยความรักความเสน่หาสุดซึ้ง
ทำเอาเจ้าสาว ซึ่งประหม่าและตื่นเต้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ถึงกับแก้มแดงด้วยความเขินอาย
จากนั้นเจ้าบ่าวจึงประคองเจ้าสาวขึ้นประทับบนบัลลังก์พิธี
พร้อมร่วมเสวยน้ำอมฤตจากจอกศักดิ์สิทธิ์ทองคำ
เพื่อความเป็นนิรันดร์ของชีวิต ตามความเชื่อของราชประเพณี
ท่ามกลางความยินดีของเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ของภูฏาน,
ผู้นำสำคัญๆของประเทศ ตลอดจนทูตานุทูตจาก 25 ประเทศทั่วโลก
และบุคคลสำคัญๆระดับประเทศของอินเดีย ที่ร่วมเป็นสักขีพยานราว 200 คน
หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีอย่างเป็นทางการ
ต่อมาในช่วงบ่าย
“กษัตริย์จิกมี” ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ประชาชนหลายพันคน
ที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศของประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ
และถวายความยินดีอย่างใกล้ชิด ณ สนามกว้างนอกพระอารามหลวง
บ่าวสาวคู่ใหม่ทรงพระราชดำเนินทักทายเหล่าพสกนิกรอย่างเป็นกันเอง
และเมื่อเสด็จมาถึงจุดรวมพลของกองทัพสื่อ
กลุ่มสื่อมวลชนจากประเทศไทย รวมถึงผู้สื่อข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ
ก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงตะโกนคำว่า “สวัสดี” ดังกึกก้อง
จนทั้งสองพระองค์ต้องทรงหยุดทักทาย พร้อมกับรับสั่งว่า “สวัสดี” อย่างชัดถ้อยชัดคำ
โอกาสนี้เองได้มีนักข่าวสาวรายหนึ่งทูลถามว่า
ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้
“กษัตริย์จิกมี” รับสั่งถามกลับอย่างพระอารมณ์ดีว่า แล้วเธอล่ะแต่งงานหรือยัง
พอเหยี่ยวข่าวสาวตอบว่า ยังเพคะ…พระองค์ก็รับสั่งยิ้มๆแทนคำตอบ
ซึ่งสื่อถึงความสุขอันเหลือล้นว่า “มันวิเศษมากๆ!! เธอน่าจะลองแต่งงานดูบ้าง”…
สังเกตจากภาษากายที่แสดงออกแล้ว บ่งบอกได้ชัดเจนว่า
พระองค์ทรงรักและทะนุถนอมพระราชินีของพระองค์มากมายเพียงใด
ทรงแสดงความรักล้นใจอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน
โดยทรงจูงมือ, โอบกอด และพูดคุยกะหนุงกะหนิงอย่างมีความสุขตลอดเวลา
ที่สำคัญยังคงยึดมั่นว่าจะทรงมีพระชายาเพียงองค์เดียวตามที่ตั้งพระทัยตลอดมา
หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีอภิเษกสมรส
และการเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกทั่วประเทศตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 13-15 ต.ค.2554
กษัตริย์จิกมีทรงวางแผนพาเจ้าสาวแสนสวยเสด็จไปฮันนีมูน
ที่เมืองราชาสถาน ประเทศอินเดีย ในช่วงปลายเดือนเดียวกันนี้
สำหรับเส้นทางความรักของกษัตริย์เจ้าเสน่ห์ ขวัญใจสาวไทย พระองค์นี้
มีเรื่องราวโรแมนติกน่าประทับใจให้เล่าขานชวนติดตาม
ทั้งคู่ไม่ได้เพิ่งมาปิ๊งรักกัน
แต่ “กษัตริย์จิกมี” ทรงเคยคุกเข่าขอ “เจ็ตซัน” แต่งงานมาตั้งแต่สมัยวัยเยาว์
ขณะนั้น เจ้าชายเพิ่งมีพระชนม์ 17 ชันษา ส่วนสาวน้อยผู้เป็นรักแท้อายุแค่ 7 ขวบเท่านั้น
เจ้าชายทรงให้สัญญากับเจ็ตซันว่า
“ถ้าเธอโตขึ้นเมื่อไหร่ และเรายังเป็นโสดไม่มีใคร เราจะกลับมาขอเธอแต่งงาน”
เหตุการณ์น่าประทับใจมิลืมเลือนครั้งนั้นเกิดขึ้น
ระหว่างที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปปิกนิกกันในกรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน
โดยครอบครัวฝ่ายหญิงสนิทสนมกันดีกับพระราชวงศ์ภูฏาน
ปั๊ปปี้เลิฟที่เป็นฉากโรแมนติกในวันวาน
ได้กลายเป็นตำนานรักบันลือโลกแห่งเทือกเขาหิมาลัย
เมื่อพรหมลิขิตชักนำให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง
โดยที่ “กษัตริย์จิกมี” ยังถวิลหารักแรกพบในวัยเด็กไม่เสื่อมคลาย
กษัตริย์ผู้สูงศักดิ์จึงทรงตัดสินพระทัยสละโสด
และประกาศข่าวมหามงคลเป็นทางการครั้งแรก
ในพิธีเปิดการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 7 ณ กรุงทิมพู เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศว่า
พระราชบิดา และสมเด็จย่า
“ในฐานะกษัตริย์ บัดนี้ได้ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรส
และหลังจากที่คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ
ข้าพเจ้าเห็นว่า พิธีดังกล่าวควรจัดขึ้นในปลายปีนี้
หลายท่านคงมีความคิดเห็นในใจแล้วว่า
พระราชินีองค์ใหม่ควรจะมีบุคลิกลักษณะอย่างไร
เธอต้องเป็นสตรีที่งดงาม ฉลาดหลักแหลม และสง่างามด้วย
ทว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยเวลาและประสบการณ์
คนเราย่อมสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีพลัง ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม
ขอเพียงมีความเพียรพยายามอย่างเหมาะควรเท่านั้น
สำหรับพระราชินีของภูฏานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะปัจเจกบุคคลก็คือ
ต้องเป็นคนดี
และในฐานะพระราชินี ก็ต้องมีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย
ที่จะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน
…ข้าพเจ้าได้พบสตรีที่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว เธอชื่อว่า
“เจ็ตซัน เปมา” แม้ว่าเธอจะยังอายุน้อย
แต่มีบุคลิกที่อบอุ่น จิตใจดีงาม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้
เมื่อผนวกกับความรู้ความสามารถ
และประสบการณ์ที่เธอจะได้รับต่อไปภายภาคหน้า
ย่อมจะทำให้เธอเป็นข้ารับใช้ที่ดีของประเทศชาติได้
พระราชมารดา (ขวาสุด) กับสมเด็จน้า
…“เจ็ตซัน” เป็นคนที่ข้าพเจ้าไว้วางใจที่สุด คอยสนับสนุนข้าพเจ้าตลอดเวลา
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับเธอบ้าง
แต่เธอคือคนที่ใช่สำหรับข้าพเจ้า!!
อย่างไรก็ดี การแต่งงานครั้งนี้มิได้หมายความว่า
ข้าพเจ้าจะสร้างครอบครัวเป็นของตนเอง
เพราะตั้งแต่วันแรกที่ข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ ชาวภูฏานทั้ง 20 ชนเผ่า
ก็เป็นเสมือนครอบครัวของข้าพเจ้า
การอภิเษกสมรสครั้งนี้จะทำให้ข้าพเจ้ามีพระราชินี
ซึ่งจะคอยสนับสนุนเคียงข้าง
ตลอดจนร่วมทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน
กระนั้น ข้าพเจ้าขอให้รัฐบาลจัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสอย่างเรียบง่ายพอเพียงเท่านั้น
เพราะความสุขของพระราชบิดาที่ข้าพเจ้ารัก และคำอวยพรจากพสกนิกรชาวภูฏาน
ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขที่สุดแล้ว”
ในที่สุดกษัตริย์รูปงามแห่งภูฏาน ผู้ครององค์เป็นโสดมาจนถึงพระชนม์ 31 พรรษา
ก็ทรงค้นพบหญิงสาวในฝันที่รอคอยมาทั้งชีวิต
เพื่อทำหน้าที่พระราชินีองค์ใหม่แห่งดินแดนมังกรสายฟ้า
ที่จะช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจ
และเคียงคู่กับพระองค์บำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎรชาวภูฏานสืบไป.
ทีมข่าวหน้าสตรี
http://www.thairath.co.th/content/life/209569
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 16, 2011
รักแท้ที่รอคอย ของ กษัตริย์จิกมีแห่งภูฏาน
คอนเสิร์ตเสื้อแดงช่วยน้ำท่วม 14ต ค 54
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
nick_nakhonpathom
http://www.thaivoice.org/board/index.php?
คอนเสิตร์ แรมโบ้อีสานปะทะ วันชนะ เกิดดี ช่วยน้ำท่วม
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
nick_nakhonpathom
http://www.thaivoice.org/board/index.php?
“สภาการแท็กซี่มหาชน”มอบเงิน “ยิ่งลักษณ์”ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ที่มา thaifreenews
โดย Palrak


วันนี้ (5 ตุลาคม 2554) เวลา 10.30 น. ณ ห้องรับรองสีม่วง ทำเนียบรัฐบาล สภาการแท็กซี่มหาชน นำโดย นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาการแท็กซี่มหาชน พร้อมคณะกรรมการสภาการแท็กซี่มหาชน และ นายไทย ทะประดิษฐ์ ประธานชมรมคนไทยในดูไบ ร่วมกันมอบเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 150,000.- บาท ให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อไป
ทั้งนี้ สภาการแท็กซี่มหาชน ออกให้ความช่วยเหลือประชาชนในการรับบริจาคและนำข้าวของอุปโภคบริโภค และน้ำดื่มสะอาด ไปแจกจ่ายให้ประชาชนในส่วนภูมิภาค อาทิ จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น โดยมีการตั้งจุดรับบริจาคทั่วพื้นที่จังหวัดจังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้ เคียง กว่า 20 จุด
(เดลินิวส์ 10ตุลาคม พ.ศ.2554 ข่าวสังคม หน้า 5)
Re:

กู้สำเร็จแล้วภารกิจ‘คลองบ้านพร้าว’
ที่มา ข่าวสด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 16 ต.ค. นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และคนงานกว่า 10 คน ที่ร่วมช่วยกันปฎิบัติภารกิจกู้พนังกั้นน้ำที่พังลงบริเวณถนนด้านข้างประตู ระบายน้ำคลองบ้านพร้าว หมู่ 3 ต.บ้านปทุม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่าการทำงานตลอดทั้ง 4 คืน 5 วัน ที่จะต้องเร่งทำงานกู้คลองบ้านพร้าวนี้ เพราะระยะช่องทางน้ำที่พังลงมีความกว้างกว่า 80 เมตร ส่งผลทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนในเขต ต.บ้านปทุม ,ต.เชียงรากใหญ่ รวมถึงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองบ้านพร้าว ทั้งในพื้นที่ ต.สวนพริกไทย ,ต.บางพูน ,ต.บางพูด เพราะปริมาณน้ำที่ทะลักเข้าท่วมพื้นที่เหล่านี้จะไหลลงสู่คลองเปรมประชากร ซึ่งหากปล่อยไว้นานก็จะส่งผลถึงย่านรังสิต ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และรวมถึงกทม.รอบนอกได้ เจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วนจึงต้องเร่งทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้สามารถกู้คลองบ้านพร้าวให้เร็วที่สุด
นายชาญ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการดำเนินงานตามแผนงานเดิมที่วางกันไว้คือ นำแท่นเหล็กตอกเข็มยึดแนวคันทีละ 5 เมตร ยึดลงใต้พื้นดินประมาณ 6 เมตร โผล่ขึ้นมา 2 เมตร เพื่อใช้แผ่นเหล็กวางกั้นน้ำรองต่อเพื่อชะลอความแรงและความดันของน้ำ ส่วนแผ่นเหล็กที่รองกั้นน้ำจะวางเผื่อไป 1 เมตรเพื่อที่เครื่องจักรจะได้ดำเนินการตอกเสาเข็มต่อไปอีก ซึ่งทำให้สะดวกและง่ายเมื่อเครื่องจักรลงเข็มยึดรองพื้น โดยดำเนินงานวิธีการนี้ตลอดภารกิจ ถึงแม้จะมีอุปสรรคเรื่องกระแสน้ำบ้าง ความดันน้ำบ้าง เรื่องวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานบ้าน แต่ก็สามารถชะลอปริมาณน้ำได้สำเร็จ แต่ก็ยังคงมีปริมาณน้ำเพียงบางส่วนที่ต้องไหลผ่านช่องน้ำระหว่างแท่งเหล็ก ซัพพลายบ้าง ตามซอกถุงกระสอบทรายบ้าง ซึ่งจากนี้ไปพื้นที่บ้านเรือนประชาชน ที่เคยไดรับผลกระทบจากคลองบ้านพร้าวจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนน้อยลง แต่ก็ยังคงต้องคอยเฝ้าระวังดูระดับน้ำที่ถูกระบายมาจากหลายทิศทาง โดยต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนคอยเฝ้าระวังดูระดับน้ำอย่างใกล้ชิดและ ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมเก็บข้าวของ รถยนต์ไว้ในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายของทรัพย์สิน
‘ปลอดประสพ’มั่นใจผลดันน้ำออกทะเล
ที่มา ข่าวสด
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวถึงปฏิบัติการดันน้ำในแม่น้ำลงทะเลโดยเร็ว ตามโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเลว่า วันนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะแบ่งเป็นการผลักดันน้ำแม่น้ำสายสำคัญ 3 สาย เพื่อลงสู่อ่าวไทย ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำหนดจุดผลักดันน้ำตั้งแต่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ไปจนถึงปากแม่น้ำ รวม 60 จุด อีก 2 จุด คือ แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำท่าจีน ปฏิบัติการดังกล่าวจะได้ผลเนื่องจากจะสามารถดันน้ำลงทะเลได้ และแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะพร่องลง หลังจากนั้นปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่บริเวณ จ.ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยาก็จะเข้ามาแทนที่ และมั่นใจว่าคนกรุงเทพมหานครจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีกดปุ่มเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้า พระยาลงสู่ทะเล ตามโครงการประชาอาสาผันน้ำลงสู่ทะเล ที่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สำหรับเรือที่เข้าโครงการทั้งหมด จำนวน 1,149 ลำ โดยแยกไปตามลุ่มน้ำ 3 จุด ประกอบด้วย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.นนทบุรี ไปจนถึง จ.สมุทรปราการ ใช้เรือทั้งหมด 926 ลำ ส่วนแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ จ.นครปฐม ถึง จ.สมุทรสาคร ใช้เรือ 102 ลำ และแม่น้ำบางปะกง ใช้เรือ 121 ลำ
นายกฯเดินเครื่องผลักน้ำลงทะเล ย้ำรบ.จะทำทุกวิถีทาง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนปชช.
ที่มา มติชน
วันที่16ต.ค. บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีกดปุ่มเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ ทะเล ตามโครงการประชาอาสาผันน้ำลงสู่ทะเล ที่บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี หลังกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับสมาคมเรือไทย นำผู้ประกอบการเรือและภาคเอกชนมาช่วยกันผลักดันน้ำลงสู่ทะเล ในการนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะลงเรือบริเวณท่าน้ำวัดไทรม้าเหนือ เพื่อเยี่ยมผู้ประกอบการเรือที่นำเรือมาเข้าโครงการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากเรือที่เข้าโครงการครั้งนี้ มีจะมีจำนวนทั้งหมด 1,149 ลำ แยกไปตามลุ่มน้ำ 3 จุด ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่จ.นนทบุรีไปจนถึงจ.สมุทรปราการ ทั้งหมด 926 ลำ แม่น้ำท่าจีนตั้งแต่จ.นครปฐมถึงจ.สมุทรสาคร จำนวน 102 ลำ และแม่น้ำบางปะกง อีกจำนวน 121 ลำ
เรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล เร่งระบายน้ำ 3เท่า
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ศปภ. กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ว่า โครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล จะมีเรือเข้าร่วมโครงการ 450 ลำ โดยกำหนดจุดจอดเรือตามลำน้ำเจ้าพระยา ในเขต จ.นนทบุรีจำนวน 10 จุด ปฏิบัติการดันน้ำพร้อมกันในแม้น้ำทั้ง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง และท่าจีน ซึ่งจะสามารถเร่งการระบายน้ำออกได้มากถึง 3 เท่า ปริมาณน้ำกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะผลักดันในช่วงที่น้ำลงเอกชนกับน้ำท่วม "ใจ"
ที่มา มติชน

โดย สรกล อดุลยานนท์
รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ก็คงเหมือนกับคนนครสวรรค์หรืออยุธยา
อยู่ดีๆ น้ำก็ทะลักเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ช่วงต้นๆ ก็แทบจมน้ำ บริหารจัดการแบบลองผิดลองถูก
ประชุมทีไรก็ยก "บางระกำโมเดล" และท่องคาถา "2P 2R" ตลอด
"บูรณาการ" เฉพาะคำพูด แต่การกระทำกลับสะเปะสะปะ
จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว "ยิ่งลักษณ์" เริ่มตั้งหลักได้
ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กลายเป็น "จุดเริ่มต้น" การรุกแก้ปัญหาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หลังจากตั้ง "รับ" มายาวนาน
รวมทั้งการปรับ "ช่อง 11" ให้กลายเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ทำให้การสื่อสารกับประชาชนดีขึ้น
1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยมีความหวังมากกว่า 1 เดือนก่อน
อย่างน้อยก็รู้ว่าชะตาชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร
น้ำท่วมใหญ่คราวนี้ หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ
การปรับแผนตั้ง ศปภ.ครั้งนี้ ทำให้เห็นการ "บูรณาการ" หน่วยงานต่างๆ อย่างแท้จริง
รัฐบาลดึง "กองทัพ" ให้เข้ามาช่วยอย่างเต็มที่มากขึ้น
มอบหมายคนรับผิดชอบแต่ละจุดอย่างชัดเจน
ข้อมูลต่างๆ ก็อธิบายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แต่ที่ยังขาดหายไปของการ "บูรณาการ" ครั้งนี้ ก็คือ การประสานภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือ
อย่าง เรื่องเสริมคันกั้นน้ำ ถ้ารัฐบาลประสานไปยังบริษัทวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่าง ซิโนไทย หรือ ช.การช่าง ฯลฯ
หรือ ไปคุยกับกลุ่มบ้านพฤกษา ที่มีโรงงานผลิตผนังสำเร็จรูปอยู่แล้ว
ทุกอย่างน่าจะเร็วกว่านี้
ขอเพียงแค่รัฐบาลเอ่ยปาก เชื่อว่าภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือ
เพราะนี่คือ ปัญหาของคนทั้งประเทศ
ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง
ลองนัดประชุมสักครั้งหนึ่ง เชิญบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายมาคุยกัน และขอความช่วยเหลือ
บางทีเราอาจเห็น "น้ำใจ" ของภาคเอกชนมากกว่าที่เราคิด
เราอาจเห็น "ซีพี-ปูนซิเมนต์ไทย-ปตท.-แบงก์กรุงเทพ-สหพัฒน์-เบียร์ช้าง-เบียร์สิงห์-เอไอเอส" แย่งกันรับผิดชอบรายละจังหวัดก็ได้
อย่าลืมว่า "เอกชน" นอกจากมี "เงิน-คน" และ "สิ่งของ" แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ภาคเอกชนเหนือกว่ารัฐบาล ก็คือ การตัดสินใจที่รวดเร็วและระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ
วันนี้ ผมเห็นภาคเอกชนใหญ่หลายแห่งลงมาช่วยเหลืออย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็น "ซีพี-ปตท.-เบียร์สิงห์" หรือ "ตัน ภาสกรนที"
แต่น่าแปลกที่บริษัทที่มีกำไรเป็นพันล้าน หรือหมื่นล้านต่อปีหลายบริษัทไม่ขยับตัวเลย
ลองเข้าไปดูข้อมูลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สิครับ
บริษัทไหนที่กำไรเป็นพันหรือหมื่นล้าน
และบริษัทเหล่านี้ได้ลงแรงหรือลงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมบ้าง
ดูแล้วจำไว้
นอก จากนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากเห็นสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย เพิ่มวาระเรื่องช่วยเหลือชาวบ้านเข้าที่ประชุมบ้าง
นอกเหนือจากวาระเรื่องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ
คนที่อยู่ยอดพีระมิดของสังคมไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองมากๆ ในสถานการณ์เช่นนี้
ธรรมชาติของ "น้ำ" นั้นไหลจาก "ที่สูง" ลงสู่ "ที่ต่ำ"
"น้ำใจ" ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน
...ไม่ใช่หรือ ???
น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนประเทศไทย?
ที่มา มติชน

โดย จำลอง ดอกปิก
น้ำ ท่วมใหญ่ประเทศไทยครานี้ ส่งผลกระทบกว้างขวางทุกมิติ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ความมั่นคง การขาดการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดี และอย่างเป็นระบบเพียงพอ ทำให้เมื่อเผชิญวิกฤต เราไม่สามารถลดทอน บรรเทาความเสียหายได้
ทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ และปรับเปลี่ยนแผนรองรับไปตามสถานการณ์แรงน้ำ เป็นการตั้งรับและตามแก้ปัญหา มากกว่าการทำงานเชิงรุกที่ทำไม่ได้ในขณะนี้ ในการวางแผนป้องกัน แก้ไขเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ในระดับต่างๆ
โลกพัฒนาเทคโนโลยีก้าว หน้าตามแทบไม่ทัน เพื่อตอบสนองการใช้งานทุกสาขา แต่ใครจะเชื่อว่า เราต้องกรอกทรายลงกระสอบ นำหินใส่ชะลอมเหล็ก ใช้กำลังคนขนเข้าปิดทางน้ำด้วยวิธีการโบราณ
สังคมไทยค่อนข้างมองโลก ในแง่ดี ขณะหลายพื้นที่เดือดร้อนแสนสาหัส ผู้คนตามท้องถนนในเมืองกรุงยืนพูดคุยโทรศัพท์ หากให้คาดเดาก็คงพูดคุยกับญาติพี่น้องผู้ประสบภัยอยู่ ได้ยินเสียงพูดชัดเจนเหมือนกับบอกให้ยอมจำนน "ฝนตก มันถึงหน้ามันแล้ว มันก็ต้องท่วมอย่างนี่แหละ ที่ไหนก็เหมือนกัน"
ด้าน หนึ่งอาจต้องการการปลุกปลอบ มิให้วิตกกังวล หรือเครียดจนเกินไป แต่อีกด้านกลับสะท้อนอะไรอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องการขาดไร้ที่พึ่ง ไม่สามารถคาดหวังหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยในที่อยู่อาศัย ชีวิต และทรัพย์สินจากรัฐได้ เรื่องนี้รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนรู้สึกคล้ายโดดเดี่ยวเดียวดาย ก้มหน้ารับชะตากรรม เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเกิด
จริงอยู่ มันเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เหมือนกับที่บอกไว้ตอนต้น หากเรามีมาตรการรับมือที่ดีพร้อมและเป็นระบบเพียงพอ อาจช่วยลดทอน บรรเทาความเสียหายได้ แม้ระหว่างนี้ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดความเดือดร้อนประชาชน และการเข้าไปช่วยเหลือให้หลุดพ้นสถานการณ์เลวร้ายที่เผชิญอยู่ก็ตาม
ทว่า ระยะถัดไปภายหลังการฟื้นฟู แผนระยะกลาง และระยะยาว แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเป็นวาระชาติที่รัฐบาลได้ประกาศยกระดับไปแล้ว นั้น รัฐบาลต้องผลักดัน และขับเคลื่อนงานตามแผนการให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้จงได้
น้ำท่วมใหญ่ ครั้งนี้ นอกจากเป็นบทพิสูจน์สำคัญ ท้าทายฝีมือการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา และการคิดใหม่ ทำใหม่ หาวิธีการ-เทคโนโลยีทันสมัยมารับมือพิบัติภัยในอนาคตอย่างยิ่งแล้ว เรายังได้เห็นอะไรต่อมิอะไร อันอาจนำมาสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้คนในสังคม ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลนั้นไม่ต้องพูดถึง ย่อมได้รับการประเมินผลคะแนนนิยมโดยตรง จากการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ว่า ฝีมือพอฝากผีฝากไข้ได้หรือไม่อยู่แล้ว
การปรับเปลี่ยนมุมมองที่พูด ถึงนั้น คือท่าทีที่มีต่อแนวคิดการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ หรือมุมที่มีต่อองค์กรพัฒนาเอกชนที่แสดงตัวต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนมาตลอด อาจเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม
กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเอง ก็อาจต้องทบทวนบทบาทครั้งใหญ่ว่า การดำรงจุดยืนต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนอย่างแข็งขัน แท้จริงแล้วเป็นผลดีต่อสังคมหรือไม่ และจะหาจุดสมดุลในการรักษาทั้งป่าไม้ คน และประเทศชาติได้อย่างไร
น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ สังคมไทยอาจปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อสถาบันกองทัพ
ระยะ ห่างระหว่างประชาชนกับทหารที่เคยถ่างกว้างจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจหดแคบลง เมื่อปรากฏภาพผู้นำกองทัพ และกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ย่อท้อ
วิกฤตครั้งนี้ คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปเสียหมด!





