WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 18, 2011

ฟ้าหลังฝนที่ ‘ปอเนาะบาลอ’

ที่มา ประชาไท

มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DSJ)

อุสตาซที่นี่ถูกยิงตาย 6 คน ‘ปอเนาะบาลอ’ ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องคดีป่วนใต้ กับความคลุมเครือในสายตาทหารมลายไปสิ้นแล้วในปัจจุบัน

อาหะมะรูยามี มูยุ

“เจ้าหน้าที่อธิบายว่า แนวร่วมก่อความไม่สงบที่ถูกจับตัวได้ ส่วนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าของเรา ผมก็ยอมรับว่าจริง แต่พวกเขาก็อยู่ในฐานะศิษย์เก่า”

อาหะมะรูยามี มูยุ เจ้าของโรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์ คือเจ้าของประโยคข้างต้น

อาหะมะรูยามี เป็นครูสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งคนในพื้นที่จะคุ้นเคยกับการเรียก “มูเดร์บาลอ” มากกว่า ในวัย 63 ปี มีประสบการณ์ด้านการสอนวิชาศาสนาอิสลามมากว่า 20 ปี สืบทอดตำแหน่งเจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งนี้จากบิดา

โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์ ที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อ “ปอเนาะบาลอ” ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาแห่งนี้ ถูกฝ่ายรัฐมองด้วยสายตาหวาดระแวงสงสัยมาตลอด บวกกับคำร่ำลือว่าเป็น “โรงงานผลิตแนวร่วมก่อความไม่สงบ”

อุสตาซที่นี่ถูกยิงตาย 6 คน
อาหะมะรูยามี เล่าว่า ปอเนาะบาลอตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดราวปี 2550 – 2552 เริ่มจากปรากฏข่าวว่า ผู้ก่อเหตุไม่สงบหลายคนเป็นศิษย์เก่าของปอเนาะบาลอ และในช่วง 2 ปีนั่นเองที่มีอุสตาซ (ครูสอนศาสนาอิสลาม) ของที่นี่ถูกยิงตายไป 6 คน ทำให้ทั้งอุสตาซและนักเรียนที่เหลืออยู่ ต้องอยู่อย่างหวาดผวา

ในขณะที่อุสตาซอีก 2 -3 คน หายตัวไป ไม่ยอมกลับมาสอนหนังสือตามปกติ ยังไม่รวมอุสตาซอีกหลายคนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปสอบสวนหลายครั้ง แต่ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี

มีครั้งหนึ่งที่คนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม-16 ยิงถล่มฆ่านายอับดุลเราะมาน สะมะ อายุ 60 ปี อุสตาซปอเนาะบาลอและเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เสียชีวิตคารถกระบะเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ทำให้ในวันต่อมานักเรียนปอเนาะบาลอทั้งชายหญิงกว่า 1,500 คน ชุมนุมประท้วงร่วมกับชาวบ้านที่หน้ามัสยิดกลางประจำอำเภอรามัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน และกางเต็นท์ขวางถนน

จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 8 ข้อ ผ่านนายธานี หะยีสาและ ปลัดอำเภออาวุโส รักษาการนายอำเภอรามัน เช่น รัฐบาลต้องไม่อคติและกลั่นแกล้งประชาชนมุสลิมอีก รัฐบาลต้องไม่จับตัวผู้บริสุทธิ์อีก รัฐบาลต้องถอนกำลังทหารและหน่วยล่าสังหารออกจากพื้นที่ให้หมด รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น กระทั่งเวลา 14.00 น. จึงสลายการชุมนุม

ทว่า เหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อปอเนาะบาลอมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาหามะมะรูยามี บอกว่า เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับปอเนาะบาลอมากที่สุด เพราะเกิดขึ้นภายในปอเนาะบาลอเอง

ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 1 เมษายน 2554 ชายฉกรรจ์ 10 คน แต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกแดง ตั้งด่านสกัดรถบนถนนสายจ๊ะกว๊ะ – รือเสาะ เรียกตรวจรถกระบะโตโยต้า วีโก้คันหนึ่ง หมายเลขทะเบียน ผข – 3510 สงขลา มีนายพิชัย ติ้นสั้น พ่อค้าขายผักชาวอำเภอรือเสาะเป็นคนขับ มีภรรยานั่งโดยสารมาด้วย

ทว่า ทั้ง 2 คนถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายจนบาดเจ็บ แล้วยึดรถคันนั้นไป พร้อมปล้นเงินสดกว่า 120,000 บาท

หลักฐานชิ้นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ใช้ตัดสินใจเข้าตรวจค้นปอเนาะบาลอในเวลา ต่อมาคือ ภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดที่ชี้ให้เห็นชัดว่า รถกระบะคันนั้น มีคนขับเลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนแล้วขับรถออกไปในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ทิ้งหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารคู่มือรถและอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีร่องรอยถูกเผาทำลาย

อาหะมะรูยามี เล่าว่า ตอนนั้น พวกนักเรียนเห็นว่ามีรถเข้ามาในปอเนาะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นรถใคร แล้วก็ไม่ได้สนใจมาก เพราะปกติมีรถยนต์เข้าออกปกติ ประตูปอเนาะไม่ได้ปิด

เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐมองปอเนาะบาลอด้วยความหวาดระแวงยิ่งขึ้น จนนำมาสู่การจับเข่าคุยกันของนายทหารจำนวนหนึ่งที่มี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 รวมอยู่ด้วย กับกลุ่มอุสตาซและผู้บริหารของปอเนาะบาลอจำนวนหนึ่งที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี

ความผิดของปอเนาะบาลอครั้งนี้ช่างร้ายแรงนัก อาจถึงขึ้นต้องปิดปอเนาะ แต่ พล.ท.อุดมชัย ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะอาจส่งผลไปถึงมวลชน แน่นอนว่าฝ่ายปอเนาะคงไม่ต้องการให้ปิดเช่นกัน

วันที่ 27 เมษายน 2554 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้เชิญบุคลากรของปอเนาะบาลอเกือบ 40 คน กับนักการเมืองท้องถิ่นและผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปร่วมเสวนา “เปิดใจสร้างสันติสุข โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์” ถึงที่โรงแรมไดอิชิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เป็นวงเสวนาที่เริ่มต้นด้วยวลีเด็ด “อดีตไม่สำคัญ วันนี้ฉันรักเธอ” ที่ออกมาจากปากของ พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม เมื่อคราวเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา 12 รับผิดชอบพื้นที่อำเภอรามัน พร้อมกับแง้มรายชื่อบุคคลอันเป็นผลผลิตของปอเนาะบาลอ ก่อนที่จะให้แต่ละคนเปิดอกคุย

อาหะมะรูยามี เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2548 จนปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารมาตรวจเยี่ยมปอเนาะบาลอตลอด เคยถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นครั้งใหญ่ก็คือหลังจากคนร้ายนำรถกระบะที่ปล้นเข้า มาในบริเวณปอเนาะ แต่ยังไม่เคยถูกปิดล้อม ส่วนการเข้ามาในช่วงหลังๆ มักเป็นการมาแจกยาสามัญประจำบ้านให้เด็กปอเนาะ

จำนวนนักเรียนลดลงเกินครึ่ง
อาหะมะรูยามี เล่าด้วยว่า ก่อนปี 2547 ปอเนาะบาลอมีนักเรียนประมาณ 2,000 คน ครั้นอีกประมาณ 3 ปี ต่อมา เมื่อเหตุการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น ผู้ปกครองเริ่มย้ายเด็กไปเรียนที่อื่นหรือไม่ก็ไม่ส่งเด็กมาอีกเลย เดิมมีเด็กจากภาคใต้ตอนบนมาเรียนที่นี่มากถึง 40 คน เพราะพ่อแม่ต้องการให้ได้เรียนศาสนาควบคู่กับสามัญ แต่ตอนนี้เหลือเด็กกระบี่แค่คนเดียว

ปัจจุบันทั้งโรงเรียนมีนักเรียน 900 คน มีเด็กที่พักประจำที่ “ปอเนาะ” หรือที่พักลักษณะเหมือนกระท่อมในบริเวณโรงเรียนลดลงจาก 600 คน เหลือ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นักเรียนที่เหลือเรียนไป - กลับ ซึ่งอาหะมะรูยามี บอกว่า เพราะนักเรียนรุ่นหลังๆ นิยมเดินทางไปกลับมากกว่าจะอยู่ประจำ

“แม้จำนวนจะนักเรียนลดลงไปเกินครึ่ง แต่จำนวนอุสตาซก็ลดลงด้วยเช่นกัน แม้ไม่มีใครขอลาออก (ลดลงเพราะถูกยิงตายหรือไม่ก็หลบหนีไป) ทำให้จำนวนอุสตาซกับจำนวนนักเรียนสัมพันธ์ลงตัวพอดี” อาหะมะรูยามี ระบุ

มาตรการที่เข้มงวด
อาหะมะรูยามี เล่าว่า หลังต้องประสบกับช่วงเวลาที่เลวร้ายมาหลายครั้ง ทางโรงเรียนจึงพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้โรงเรียนตกอยู่ในความระแวงสงสัยอีกต่อไป รวมทั้งป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน โดยเฉพาะการเข้มงวดกับนักเรียนชายมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การออกคำสั่งห้ามนักเรียนชายเข้าไปอุดหนุนร้านอาหารด้านข้างโรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมามักมีนักเรียนชายชอบไปรวมกลุ่มกัน โดยทางโรงเรียนไม่ทราบว่าไปทำอะไรบ้างและมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือ ไม่

ส่วนที่สำคัญคือ พยายามสอดส่องว่ามีศิษย์เก่าของโรงเรียนมาเกี่ยวข้องกับนักเรียนหรือไม่ การไปมาหาสู่ของศิษย์เก่าภายในบริเวณโรงเรียนต้องระวังมากขึ้น ซึ่งไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ทางโรงเรียนจะไม่อนุญาตให้ศิษย์เก่าเข้ามานั่งเล่น นอนเล่นในบริเวณโรงเรียนโดยไม่จำเป็น

“กลางคืนต้องปิดประตูรั้วโรงเรียน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เปิดประตูทิ้งไว้ เพราะไม่เคยมีเรื่องร้ายอะไร จึงไม่ทราบว่ามีใครเข้ามาในเวลากลางคืนบ้าง แต่ตอนนี้ก็ต้องปิดไว้เพื่อเป็นการป้องกันอันตาย”

ฟ้าหลังฝนของปอเนาะบาลอ
ในช่วงสองปีให้หลังสุด ทุกอย่างเริ่มกลับมาดีขึ้น มีนักเรียนที่เรียนศาสนาควบคู่กับสามัญเพิ่มขึ้น จากเดิมที่จะมีนักเรียนที่เรียนชั้นศาสนาอย่างเดียวจำนวนมากพอสมควร จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเพียงพอกับจำนวนอุสตาซและครูสอนวิชาสามัญ ยังไม่ต้องจ้างเพิ่ม

เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปแล้ว ครูผู้สอนต่างก็มีกำลังใจและมีความพยายามในการสอนมากขึ้น ดูเหมือนว่า ช่วงนี้ทุกคนพยายามตื่นขึ้น สอนดีขึ้น พยายามเร่งยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา หลังจากที่ต้องห่อเหี่ยวสิ้นหวังมาช่วงหนึ่ง ทุกคนมีความอยากที่จะสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ หลังจากที่ไม่สามารถแสดงบทบาทครูได้เต็มที่มากนัก เพราะมัวแต่หวาดระแวง

โรงเรียนพยายามประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักถึงอนาคตของนักเรียนให้ มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา นักเรียนที่นี่ไม่ค่อยเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศ แต่เลือกเรียนต่อในสายวิชาศาสนามากกว่า

อาจจะด้วยเหตุนี้ก็ได้ ที่ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนจากที่นี่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศได้มากขึ้น ดูอย่างที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีซิ มีเป็นสิบๆ ก็เกิดจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ของครูและโรงเรียน

“โชคดีที่ในช่วงที่โรงเรียนเจอเผชิญวิกฤติ บุคคลากรหลายคนก็ยังยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป” คือคำทิ้งท้ายของอาหะมะรูยามี มูยุ

พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม
ความคลุมเครือที่ปอเนาะบาลอจบลงแล้ว
“ผู้ใหญ่ข้างบนจะสั่งปิดปอเนาะบาลอ ยังไงก็ต้องปิด ผมก็โดนกดดันมาอีกที” คือคำเปิดเผย พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม ปัจจุบันเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 152 กองพลทหารราบที่ 15

พ.ท.อิศรา เปิดเผยข้อมูลว่า ปอเนาะบาลอ ถูกฝ่ายความมั่นคงของรัฐจับตามองตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากมีข้อมูลว่าครูสอนศาสนาบางส่วน เผยแพร่แนวคิดกู้เอกราชรัฐปัตตานีแก่นักเรียน และมีผลผลิตจากปอเนาะบาลอที่มีหมายจับหลายคน ซึ่งเป็นเหตุให้ยิ่งสงสัยว่า ปอเนาะน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นแหล่งเผยแพร่แนวคิดของขบวนการก่อความไม่สงบ

“ผมก็เรียนมูเดร์ตรงๆ ว่า ผู้ใหญ่จะสั่งปิดโรงเรียนนี้ แต่ผมใช้วิธีการสร้างความเข้าใจระหว่างโรงเรียนกับทหาร ซึ่งทางโรงเรียนก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีขบวนการก่อความไม่สงบมาใช้พื้นที่ โรงเรียนจริง”

“การสั่งปิดโรงเรียนเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังสร้างความรู้สึกไม่ดีแก่ชาวบ้านที่ทราบข่าวด้วย จะยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไข สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่นำไปสู่ปัญหาจากทั้งสองฝ่าย”

“ข้อมูลจากวงเสวนาครั้งนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจคนในปอเนาะบาลอมากขึ้นว่า มีแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปเกี่ยวพันในขบวนการ บางคนบอกว่าเป็นแฟชั่น ถ้าไม่เข้าร่วมขบวนการแล้วจะเชย ซึ่งทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล”

“ปอเนาะเป็นเพียงอาคาร สถานที่ ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ถ้ามีคนที่คิดไม่ดีอยู่ที่นั้น ก็ต้องว่ากันที่ตัวคน ตราบใดที่ผมยังอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจะไม่ยอมให้โรงเรียนบาลอถูกปิดแน่นอน”

พ.ท.อิศรา ระบุว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างปอเนาะบาลอกับและทหารดีขึ้นมาก หลังจากได้เปิดอกคุยกัน ทางโรงเรียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายทหารก็ได้เข้าไปทำกิจกรรมกับปอเนาะบาลอมากขึ้น

“โดยส่วนตัว ผมมองว่า ขบวนการมีข้อดีที่สามารถดึงเยาวชนให้เลิกยาเสพติดได้ เพราะต้องทำด้วยอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ไม่ดีคือการให้เยาวชนจับอาวุธ แล้วจะถอนตัวออกมาไม่ได้ เป็นการตัดอนาคตเด็ก”

“ทุกอย่างที่ปอเนาะบาลอเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ความคลุมเครือจบลงแล้วหลังการเสวนาที่หาดใหญ่ อุสตาซที่ยังมีชื่อในบัญชีของเจ้าหน้าที่ก็มีการสารภาพมาตรงๆ แล้ว และสัญญาว่าจะไม่กลับไปเข้าขบวนการอีก ปอเนาะก็ให้ความร่วมมือดี ทุกอย่างจบลงด้วยดี” พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม กล่าวทิ้งท้าย

กรรมการสิทธิฯ เอเชีย เผยสลดใจคำตัดสินคดี “จินตนา” ชี้เป็นการยืนยัน “ใช้สิทธิปกป้องชุมชน” ผิดกฎหมาย

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ออกแถลงการณ์ ต่อคำตัดสินของศาลฎีกาไทย คดี “จินตนา แก้วขาว” ชี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.54 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีศาลฎีกาพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา นางจินตนา แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ชี้เป็นการยืนยันว่าการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนนั้นผิดกฎหมาย
แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า รู้สึกสลดใจกับคำตัดสินของศาลฎีกาไทย ที่สั่งให้ลงโทษนางจินตนา ซึ่งได้พยายามใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนตนเอง โดยได้ร่วมกับสมาชิกกลุ่มรักษ์ท้องถิ่น บ่อนอก – หินกรูด ต่อสู้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโครงการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในพื้นที่หินกรูดและบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์มากว่า 10 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชนได้
“แต่ในตอนนี้เธอถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาสี่เดือน ในข้อหาบุกรุกที่ดินของบริษัทที่พยายามสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านไปแปดปี ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของเธอ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการประท้วงและปกป้องชุมชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ชี้แจงด้วยว่า AHRC ต้องการเน้นย้ำในประเด็นนี้ เนื่องจากภายหลังรัฐประหารปี 2549 AHRC ได้ทำนายว่า จะเกิดการฟื้นคืนของอำนาจทหาร และลัทธิธรรมนูญนิยมจอมปลอม ซึ่งย่อมจะนำไปสู่แนวคิดและแนวนิติศาสตร์ที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ดังที่เห็นได้ในคดีนี้ คำพิพากษาที่ออกมาเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ศาลไม่เชื่อมโยงกับความ เป็นจริง หรืออาจเป็นเพราะศาลเพิกเฉยต่อความเป็นจริงก็ได้
ความเห็นที่ว่า โจทก์ในคดีนี้อาจมีความหวาดกลัวต่อ “อิทธิพล” ของจำเลย ไม่เพียงเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง แต่ยังเป็นความเห็นที่น่าขัดเคืองใจ ในประเทศไทยการอ้างถึงบุคคล “ที่มีอิทธิพล” ทำให้เกิดภาพของบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งมักจะหมายถึงอิทธิพลของบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่มีศักยภาพ และไม่หวั่นเกรงที่จะต้องใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
“การที่ศาลอุทธรณ์เอ่ยถึงนางจินตนาด้วยการใช้ถ้อยความเช่นนี้ และศาลฎีกาเองก็ไม่คัดค้านความเห็นดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ผิด แต่เป็นเรื่องที่ชั่วร้าย และเป็นตัวชี้วัดว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่า เป็นผู้ก่อความวุ่นวาย และเป็นคนทำความชั่ว ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ” แถลงการณ์ระบุความเห็น
นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า นางจินตนาและเพื่อนสมาชิกที่ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเผชิญกับการข่มขู่ และคุกคาม จากนายทุนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่นเดียวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศ โดยยกตัวอย่างการใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย กรณี นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกสังหารระหว่างลงจากรถทัวร์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2547 หลังจากไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่กรุงเทพฯ และเมื่อต้นปีนี้ ในวันที่ 31 ม.ค.2554 นายเผชิญ เกตุแก้ว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์บ้านเกิด ต.อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกลอบสังหาร แต่รอดมาได้
“แม้จะมีวิธีการแตกต่างกัน ตั้งแต่การลงโทษตามกฎหมาย ไปจนถึงการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย คดีของ นางจินตนา แก้วขาว นายเจริญ วัดอักษร และ นายเผชิญ เกตุแก้ว สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่ของคนไทยที่พยายามต่อสู้เพื่อคุ้ม ครองชุมชนและสุขภาพของตนเอง ซึ่งเป็นการต่อต้านความพยายามที่ทำลายธรรมชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตน” แถลงการณ์ระบุ
เพื่อการเผยแพร่ทันที
13 ตุลาคม 2554
แถลงการณ์คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) รู้สึกสลดใจกับคำตัดสินของศาลฎีกาไทย ที่สั่งให้ลงโทษ นางจินตนา แก้วขาว จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้พยายามใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนตนเอง
เป็นเวลากว่าทศวรรษที่นางจินตนา ได้ต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโครงการพัฒนา ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่บริเวณหินกรูดและบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เธอและเพื่อนสมาชิกกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก – หินกรูด ประสบความสำเร็จ สามารถป้องกัน ไม่ให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชนของตน และพยายามทำงานเพื่อพัฒนารูปแบบพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ในตอนนี้เธอถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาสี่เดือน ในข้อหาบุกรุกที่ดินของบริษัทที่พยายามสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านไปแปดปี ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของเธอ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการประท้วงและปกป้องชุมชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในชั้นต้น ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้สืบพยานในคดีของ นางจินตนา (คดีหมายเลขดำที่ 1480/2545; คดีหมายเลขแดงที่ 3283/2546) โดยพนักงานอัยการอ้างว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้บริหาร บริษัท ยูเนียนเพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในตอนบ่ายของวันที่ 13 มกราคม 2547 ระหว่างจัดเตรียมโต๊ะอาหารและจัดเตรียมห้อง กลุ่มประชาชนได้บุกเข้ามาในห้องและเทน้ำปฏิกูลบนโต๊ะและในถังน้ำแข็ง นางจินตนาให้การว่า เธอได้ไปที่สำนักงานของบริษัทในตอนบ่ายนั้นจริง แต่ไปที่นั่นพร้อมกับนักรณรงค์คนอื่น ๆ เพื่อยื่นจดหมายประท้วงบริษัท เมื่อไปถึงก็ต้องเจอกับชายฉกรรจ์กว่า 50 คน ที่รออยู่ พวกเธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน คำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ กับคำเบิกความของนางจินตนา มีลักษณะขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พยานโจทก์บางคนอ้างว่า นางจินตนาเป็นผู้นำฝูงชนที่บุกเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร พยานคนอื่น ๆ กลับไม่ระบุว่าเห็นเธอเป็นส่วนหนึ่งของผู้บุกรุกเข้ามา ด้วยเหตุของการเบิกความที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ศาลจังหวัดพิพากษายกฟ้อง นอกจากนั้น ศาลยังได้อ้างถึงบริบทที่นำไปสู่การต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และได้หยิบยกเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอาชีพของประชาชน เพื่ออธิบายว่า เหตุใดนางจินตนาและชาวบ้านคนอื่น ๆ รวมทั้งนักเคลื่อนไหวที่บ่อนอกและหินกรูด ต้องรวมตัวเพื่อต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้า (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู: http://www.article2.org/mainfile.php/0603/282/)
ฝ่ายอัยการโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษา และในวันที่ 1 สิงหาคม 2548 ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ได้กลับคำพิพากษายกฟ้อง และมีคำสั่งให้ลงโทษนางจินตนา ตามมาตรา 362 และ 365 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหาบุกรุกร่วมกับบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป (คดีหมายเลขดำที่ 3533/2546; คดีหมายเลขแดงที่ 2355/2548) ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น โดยอ้างว่า มีพยานหลักฐานที่ชี้ว่า นางจินตนาอยู่ที่สำนักงานของบริษัท ยูเนียน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในวันที่มีการก่อกวนงานเลี้ยง แม้ศาลยอมรับว่า มีการเบิกความของพยานโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกัน แต่ก็ยืนยันว่า ทางฝ่ายจำเลยไม่แสดงพยานหลักฐานมากเพียงพอ ที่จะพิสูจน์ว่า ไม่มีความผิดฐานบุกรุก และเป็นผู้นำคนอื่นให้เทสิ่งปฏิกูลใส่โต๊ะอาหาร ศาลยังมีความเห็นต่อไปว่า การเบิกความที่ไม่สอดคล้องกันของโจทก์ อาจเป็นเพราะ “เกรงกลัวต่ออิทธิพลของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าหิน กรูด” เป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำคุกนางจินตนาเป็นเวลาหกเดือน
ฝ่ายจำเลยจึงได้ยื่นฎีกา และศาลฎีกาได้พิพากษายืน มีคำสั่งให้จำคุกนางจินตนาเป็นเวลาสี่เดือน ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 (ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 13005/2553) ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาดังกล่าว ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีความเห็นว่า ประเด็นของคดีว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มคัดค้านได้บุกรุกและเทสิ่งปฏิกูลลงบนโต๊ะอาหารของ บริษัท ยูเนียนเพาเวอร์ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือไม่ ศาลเห็นว่า การเบิกความที่ไม่สอดคล้องกันของโจทก์ และการที่พยานฝ่ายโจทก์ไม่สามารถระบุตัวนางจินตนา ไม่ได้ลดทอนน้ำหนักของคำเบิกความ ศาลยังมีความเห็นต่อไปว่า เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่ชี้ว่า โจทก์มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลเชื่อได้ว่า การกล่าวโทษเกิดจากเจตนาร้าย เนื่องจากฝ่ายจำเลยไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่า นางจินตนาไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มบุคคลที่บุกรุกเข้าไปในงานเลี้ยงตอนกลางวัน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน แต่มีเหตุให้บรรเทาโทษ เนื่องจากจำเลยให้ความร่วมมือในระหว่างการพิจารณาคดี นางจินตนาต้องเข้าเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้โทษทันที หลังจากมีการอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ได้ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 (ที่นี่) ซึ่งผู้เขียน คือ ผ.ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้หยิบยกประเด็นที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของคดีนี้ต่อขบวนการด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวด ล้อมในประเทศไทย ทั้งยังเชื่อมโยงคดีนี้เข้ากับคำถามเกี่ยวกับสิทธิในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ เนื่องจากการกล่าวโทษนางจินตนาเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ยังคงมีผลบังคับใช้ แต่ต่อมา ก็ถูกทดแทนด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียประสงค์ที่จะเน้น ย้ำในประเด็นนี้ เนื่องจากภายหลังรัฐประหารปี 2549 เราได้ทำนายว่า จะเกิดการฟื้นคืนของอำนาจทหาร และลัทธิธรรมนูญนิยมจอมปลอม ซึ่งย่อมจะนำไปสู่แนวคิดและแนวนิติศาสตร์ที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ดังที่เห็นได้ในคดีนี้ คำพิพากษาที่ออกมาเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ศาลไม่เชื่อมโยงกับความ เป็นจริง หรืออาจเป็นเพราะศาลเพิกเฉยต่อความเป็นจริงก็ได้ ความเห็นที่ว่า โจทก์ในคดีนี้อาจมีความหวาดกลัวต่อ “อิทธิพล” ของจำเลย ไม่เพียงเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง แต่ยังเป็นความเห็นที่น่าขัดเคืองใจ ในประเทศไทยการอ้างถึงบุคคล “ที่มีอิทธิพล” ทำให้เกิดภาพของบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งมักจะหมายถึงอิทธิพลของบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่มีศักยภาพ และไม่หวั่นเกรงที่จะต้องใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน การที่ศาลอุทธรณ์เอ่ยถึงนางจินตนาด้วยการใช้ถ้อยความเช่นนี้ และศาลฎีกาเองก็ไม่คัดค้านความเห็นดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ผิด แต่เป็นเรื่องที่ชั่วร้าย และเป็นตัวชี้วัดว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่า เป็นผู้ก่อความวุ่นวาย และเป็นคนทำความชั่ว ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ
เช่นเดียวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศ นางจินตนาและเพื่อนสมาชิกที่ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเผชิญกับการข่มขู่ และคุกคาม ของนายทุนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมมือด้วยมาเป็นเวลานาน ผู้ที่ต่อต้านนักปกป้องสิทธิฯต่างหากที่จะมุ่งหน้าใช้ความรุนแรงอย่างเปิด เผย ไม่ใช่ตัวผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเลย อย่าลืมว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 นายเจริญ วัดอักษร ผู้นำอีกคนหนึ่งที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและการทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกสังหารจนเสียชีวิตระหว่างลงจากรถทัวร์ หลังจากไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่กรุงเทพฯ (โปรดดู AHRC-UA-76-2004 สำหรับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลอบสังหาร) เมื่อต้นปีนี้ ในวันที่ 31 มกราคม 2554 นายเผชิญ เกตุแก้ว ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มนางจินตนาก็รอดตายจากการลอบสังหาร นายเผชิญทำงานต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าที่ประจวบคีรีขันธ์ แต่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวลไม่ใช้ถ่านหิน แม้จะมีวิธีการแตกต่างกัน ตั้งแต่การลงโทษตามกฎหมาย ไปจนถึงการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย คดีของ นางจินตนา แก้วขาว นายเจริญ วัดอักษร และ นายเผชิญ เกตุแก้ว สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่ของคนไทยที่พยายามต่อสู้เพื่อคุ้ม ครองชุมชนและสุขภาพของตนเอง ซึ่งเป็นการต่อต้านความพยายามที่ทำลายธรรมชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตน
# # #
เอเอชอาร์ซี: คณะกรรมาธิการสิทธิ มนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในเอเชีย ออกเอกสารเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ และ สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และสถาบันยุติธรรม เพื่อให้แน่ใจว่า สิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม สำนักงานตั้งอยู่ที่ฮ่องกง โดยก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2527

เอเอสทีวีจอดับ แต่ยังชมทางเน็ตได้

ที่มา ประชาไท

ผู้ชมเอเอสทีวีไม่สามารถรับชมผ่านทีวีดาวเทียมได้ในช่วงเย็นวันนี้ เนื่องจากถูกตัดสัญญาณออกอากาศ เหตุค้างชำระหนี้เจ้าของดาวเทียม ขณะนี้ผู้บริหารกำลังเร่งหาทางออก ขณะที่ผู้ชมเอเอสทีวียังสามารถรับชมผ่านเน็ตได้

เอเอสทีวีจอดับ หลังเจ้าของดาวเทียมตัดสัญญาณ แต่ยังชมทางเน็ตได้

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (17 ต.ค.) ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น.ที่ผ่านมา การแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้เกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตาม ปกติ โดยผู้ชมทางบ้านได้โทรศัพท์สอบถามมายังสถานีเป็นจำนวนมากหลังจากที่รับชม รายการไม่ได้

โดยผู้บริหารระดับสูงของสถานี แจ้งว่า ปัญหาเกิดจากการตัดสัญญานดาวเทียม NSS-6 ของบิรษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เอเอสทีวีเช่าสัญญาณอยู่ โดยที่ผ่านมา เอเอสทีวีได้ทำสัญญาเช่าช่องสัญญานกับทาง NSS-6 มาโดยตลอด แต่ก็มีหนี้ค้างชำระอยู่บางส่วน ซึ่งล่าสุด NSS-6 ไม่ยอมที่จะผ่อนปรนภาระหนี้ให้กับเอเอสทีวี แม้ทางผู้บริหารจะพยายามเจรจาขอยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือขอชำระเพียงบางส่วนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ฝ่ายเทคนิคเอเอสทีวีได้ประชุมหารือกับผู้บริหารเพื่อ หาทางออกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ทั้งนี้ แม้ผู้ชมเอเอสทีวีจะรับชมรายการจากทางสถานีผ่านดาวเทียมไม่ได้ขณะนี้แต่ยัง สามารถรับฟังสถานีวิทยุคลื่น 97.75 MHz และรับชมสถานีโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ [1], [2]. [3]. [4]

คอลัมน์นิสต์แจงแฟนคลับ-การสนับสนุนจาก พธม.ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบรายจ่าย

ขณะที่ สุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมน์นิสต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ โพสต์ชี้แจงทางเฟซบุ๊กว่า "ขณะนี้เกิดปัญหากับทางดาวเทียมns6 ที่ยังค้างค่าเช่าช่องสัญญาณและทางเราพยายามเจรจาเพื่อผ่อนปรนแล้ว แต่ทางเจ้าของดาวเทียมไม่ยินยอม ภาระดังกล่าวคุณสนธิแบกรับคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เริ่มการต่อสู้กับระบอบ ทักษิณมา ทั้งค่าดาวเทียม เงินเดือนพนักงาน ต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีอยู่ แม้จะมีเงินสนับสนุนจากพี่น้้องพันธมิตรฯก็เป็นเพียงเงินส่วนน้อยเมื่อเทียบ กับรายจ่ายที่คุณสนธิต้องแบกรับในแต่ละเดือน จึงเป็นเห็นสุดวิสัยที่คุณสนธิจะหาเงินมาจ่ายค่าดาวเทียมที่ค้างอยู่ จากการยื่นคำขาดของเจ้าของดาวเทียมและได้ทำการตัดการออกอากาศของเราโดยทันที แต่ขอแจ้งว่าขณะนี้ยังมีช่องทางที่ดูได้คือทางอินเทอร์้เน็ต และหวังว่าคนที่รักเอเอสทีวีจะเข้าใจ แม้หัวใจของพวกเราจะยังต่อสู้และอยากทำทีวีที่มีจุดยืนเพื่อชาติบ้านเมือง แต่คำตอบที่่่เราได้รับคือ การสนับสนุนที่เราได้รับไม่เพียงพอที่จะให้เรายืนหยัดต่อสู้ได้อย่างมั่นคง"

รายงานสถานการณ์น้ำ 18 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน







รศ.เสรี ประเมินน้ำท่วม (17 ต.ค.)



ภาพจำลองสถานการณ์ขอบเขตพื้นที่ที่น้ำน่าจะท่วม ประเมิน ณ 17 ต.ค. โดย รศ.เสรี



เว็บ TVThaiNETWORK.com เผย "คาดการณ์ระดับน้ำท่วมในพื้นที่เฝ้าระวัง 6 จุด" ใน กทม.










ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISDATA บริเวณ บางปะอิน จ.อยุธยา 15 ต.ค.

From flood201

อัจฉริยะบังเกิดหนูดีทวิตน้ำท่วมไม่กลัว กลัวผู้นำโง่

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 ตุลาคม 2554

เป็นเรื่อง!หลังจาก"หนูดี" วนิษา เรซ ( Vanessa Race ) ซึ่งมีชื่อเสียงในทางว่า เธอเป็นสาวฉลาดอัจฉริยะ และเป็นพรีเซ็นเตอร์ซุปไก่สกัดตราแบรนด์ ได้ทวิตเตอร์ดังในภาพข้างบน และกระจายพรึบไปทั่วโซเชียล เน็ตเวิร์ค ท่ามกลางเสียงสับแหลกกลับมา จนที่สุดเจ้าตัวได้ออกมาแก้ข่าวทำนองว่า"ไม่ได้เจาะจงว่าใครซักหน่อย" ดังที่ปรากฎในทวิตเตอร์ของเธอ ดังต่อไปนี้

ต้อง ขอโทษด้วยนะคะ ที่เมื่อสักครู่ อาจพูดแล้วใครบางคนอาจเสียใจ เพราะไม่ได้จะวิจารณ์นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ พูดถึงภาพรวมอย่างเป็นกลางค่ะ

ขอประกาศอย่างชัดเจนว่า หนูดีพูดถึงการทำงานของผู้บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นกลาง และเป็นหน้าที่ประชาชนทุกคน ที่จะสอดส่องการทำงานของภาครัฐ

ดังนั้นหากใครจะ follow หนูดี ขอรบกวนแจ้งไว้ตรงนี้ว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่มีเรื่องการเมืองว่า ชอบพรรคไหน เกลียดพรรคไหนทั้งนั้นค่ะ

สำหรับ แฟนทวิตหนูดีที่รักทุกคน อยากให้เปิดใจเป็นกลางนะคะ เวลามีการวิจารณ์การเมืองและการบริหารงาน เพราะนั่นเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

และอยากให้มองไปรอบๆ ขณะนี้ ที่เรารอดกันได้มาก ก็เพราะ "ภาคประชาชน" อย่างพวกเราๆ โดดเข้ามาช่วยกันเต็มที่ หากรอแต่รัฐจะไม่ไหวค่ะ ก็ต้องช่วยกัน

ถ้า ถามหนูดี นาทีนี้ ทุกคนที่ช่วยน้ำท่วม ก็ทำดีสุดความสามารถแล้ว แต่จะรอดไม่รอด ก็อยู่ที่ทุกคนดูแลตัวเองเต็มที่ด้วย และคนที่รอดก็ช่วยกันด้วย

ขนาดหนูดีเป็นผู้ใหญ่ อายุก็มากแล้ว และก็วิจารณ์การบริหารการชลประทานครั้งนี้ ยังโดนต่อว่า แล้วพวกเด็กๆที่กำลังโตขึ้นมา จะกล้าได้อย่างไร

ต้องขอโทษอีกครั้งนะ คะ ถ้าวันนี้หนูดีทวิตวิจารณ์อะไรที่ดุไปนิด หนูดีค่อนข้างห่วงและกังวลกับเหตุการณ์น้ำท่วม ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเราค่ะ

เอาล่ะค่ะ วันนี้ ขอหนีจากทวิตเตอร์ ไปแก้ไขสถานการณ์น้ำที่บ้านแล้วค่ะ เพราะว่า อยู่เขตรังสิต คืนนี้ มีสิทธิท่วมพอสมควร ชาวบ้านระส่ำระสายมาก

หลวงพี่กิตติศักดิ์ขอรับ กราบนิมนต์อ่านบทภาวนาว่าด้วยการใช้อินเตอร์เน็ตที่ท่านเคยเทศนาไว้ซักนิดนึง

ที่มา Thai E-News

คัมภีร์บทภาวนาอินเตอร์เน็ต-พระ กิตติศักดิ์เทศนาสอนบทภาวนาว่าด้วยการใช้อินเตอร์เน็ท ว่า ฉันจะตระหนักรู้ ว่าฉันกำลังเชื่อมต่อตนเองเข้าสู่ความเป็นสาธารณะ อันสามารถส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง หากปราศจากความยับยั้งชั่งใจ ดังนั้น ฉันจะเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าจะไม่ใช้เครือข่ายนี้ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งต่อบุคคล และสิ่งใด ๆ อันเป็นสาธารณะ ...แต่เวลาเข้าเฟซบุ๊คจริงๆแล้ว หลวงพี่น่าจะลืมบทเทศนาของตัวท่านเอง

ภาพประกอบ :(บน) ภาพเหตุการณ์ แนวกั้นน้ำพัง น้ำทะลุเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ในวันนี้ ถ่ายภาพโดย NGA SANGJAUE (ล่าง)ภาพจากเฟซบุ๊คพระกิตติศักดิ์ที่ถูกเซฟไว้ก่อนเจ้าตัวจะลบออก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 ตุลาคม 2554

ขณะที่คนไทยทั่วประเทศต้องเดือดร้อนอย่างสาหัสกับน้ำท่วม และทุกฝ่ายกำลังช่วยกันระดมทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกายกำลังใจให้ความช่วย เหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยไม่มีการเลือกข้างเลือกสี

กลับปรากฏว่า "พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ" ภิกษุรูปหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเคยเขียนบทควา มและให้สัมภาษณ์วิจารณ์วิจารณ์สังคมและการเมืองอยู่เป็นระยะๆ ได้โพสต์ภาพน้ำท่วมบริเวณตลาดบางบัวทอง ขณะที่มีการเข้าให้ความช่วยเหลือของกองทัพบก ตั้งเป็นกระทู้ไว้บนหน้า facebook ของตน (https://www.facebook.com/phrakittisakk)

ซึ่งตั้งค่าเป็น “สาธารณะ (public)” โดยพระรูปนี้ได้เขียนถ้อยคำบรรยายว่า

Phra Kittisak Kittisobhano:
“พวกที่ตั้งหน้าตั้งตา ว่า “ทหารเป็นฆาตกร” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ไม่น่ายื่นมือมารับความช่วยเหลือนะ ดูเหมือนจะอยู่แถวๆ นั้นไม่ใช่น้อย.”

ซึ่งถ้อยคำที่สะท้อนความคิดอันคับแคบนี้ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหน้า facebook โดยมีหลายคนได้เข้าไปโพสต์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อพระกิตติศักดิ์ในกระทู้ดัง กล่าว

แต่ปรากฏว่า แทนที่ข้อความที่วิจารณ์หรือท้วงถามนั้นจะได้รับคำตอบจากพระกิตติศักดิ์ กลับถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว และคนถามก็ถูกพระรูปนี้ “บล็อก” ในทันที

พ่อของ “น้องเฌอ” สุดทน – ชี้ “พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่พระ”

ต่อมา Peter Sri มีเฌอเป็นลูกรัก หรือ พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ คุณพ่อของ “น้องเฌอ” เยาวชนที่เข้าไปสังเกตการณ์การณ์ชุมนุมเมื่อปี 2553 และถูกทหารยิงตายอย่างโหดเหี้ยมที่ซอยรางน้ำ ได้ตั้งกระทู้ขึ้น โพสต์ภาพกระทู้ของพระกิตติศักดิ์ และเขียนข้อความบรรยายความรู้สึกว่า (Thai E-news ขอคัดมาเพียงบางส่วน)

Peter Sri มีเฌอเป็นลูกรัก:

“ครอบครัวข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่บางบัวทองและน้ำกำลังท่วมหนัก เราไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากใคร แม้แต่ตอนที่ลูกชายถูกทหารฆ่าทิ้งกลางถนนเราก็เพียงถามหาความยุติธรรม

สงสัยเพียงแต่ว่า…เป็นใคร ..ถึงมีสิทธิมาพูดจาหมิ่นแคลนมนุษย์ขนาดนี้ เห็นใช้คำนำหน้าชื่อเป็นพระ…”

“กานต์ ณ กานท์” เขียนบทกวีฉะ – “หยุดแอบอ้างศาสนา”

วันเดียวกัน ในเฟซบุ๊ค Karnt Thassanaphak ซึ่ง เป็นของ “กานต์ ณ กานท์” กวีและช่างภาพที่เปิดเผยตัวว่ามีจุดยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยและประชาชนมาโดย ตลอด ได้เขียนบทกวี “เวร” วิพากษ์และตั้งคำถามต่อวัตรปฏิบัติของพระกิตติศักดิ์ และความเหมาะควรกับสถานะพระภิกษุ โดยบทกวีดังกล่าวได้ชี้ว่า หากยังมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ก็ไม่ควรแอบอ้างศาสนาพุทธอีกต่อไป

แอบอ้างใดใน "พุทธ"
มาอวดอุตริมนุสสธรรม
หากมโน-วจีกรรม
ยังเหยียดย่ำกระทำเวร

เย้ยเยาะคนทุกข์ยาก
อ้างธรรมลากลงปลักเลน
สาธกหกคะเมน
คะนองลิ้นสิ้นสำรวม

วัตรใดที่ยึดถือ
ธรรมใดฤาที่ห่มสวม
ฝักใฝ่ใดกำกวม
แท้ท้นท่วมอวิชชา?

หยุดอ้างเสียเถิด "พุทธ"
หากเกินฉุดรั้งอัตตา
ปุถุชนธรรมดา
ยังรู้ควรรู้ละอาย


"เวร"
กานต์ ณ กานท์
วันออกพรรษา, 12 ตุลาคม 2554


ข้อมูลเผย เป็นมานานแล้ว ถึงขั้นเคยโพสต์ถากถางคนตาย “ได้สิบล้านมากไป”

หลังจากกระทู้ของคุณพ่อน้องเฌอและกานต์ ณ กานท์ ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมของพระกิตติศักดิ์

ทั้งนี้ ได้มีผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระรูปดังกล่าวได้มีพฤติกรรมโดยเฉพาะทางวาจาไม่เหมาะสมกับความเป็นพระมาเป็น เวลานานแล้ว ด้วยจิตใจที่รังเกียจ เกลียดชังต่อคนเสื้อแดง โดยได้โพสต์ข้อความหมิ่นหยามประชาชนกลุ่มนี้อยู่เป็นประจำ

โดยครั้งหนึ่ง ในช่วงที่มีข่าวการเสนอให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยให้กับญาติผู้เสียชีวิตจากการ ชุมนุมรายละ 10 ล้านบาท พระกิตติศักดิ์ถึงกับโพสต์ว่า

Phra Kittisak Kittisobhano:
"ถ้าทำประกันชีวิต วงเงิน ๑๐ ล้านบาท ต้องจ่ายเบี้ยประกันเดือนละเท่าไหร่? เพราะอย่างเราๆ รัฐบาลคงไม่ชดเชยการตายให้ถึง ๑๐ ล้านกระมัง?"

ลบกระทู้ฉาวเหี้ยน หลังโดนแฉ – ลือแซด พระเตรียมฟ้อง “พ่อน้องเฌอ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกระทู้ที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมแก่สมณรูปของพระกิตติศักดิ์ได้เผย แพร่ออกไป และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แทนที่พระรูปนี้จะรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และกล่าวขออภัย พระกิตติศักดิ์กลับจัดการลบกระทู้กระทู้ดังกล่าวของตนทิ้งไป

และได้โพสต์ข้อความตอบโต้ ว่าผู้คนในเฟซบุ๊คได้ถือวิสาสะเข้าไปอ่านเฟซบุ๊คของตนโดย “...ไม่ได้เป็นเพื่อน หรือลงทะเบียนเป็นผู้ติดตามอ่าน วันดีคืนดีก็เข้ามาอ่าน แล้วโกรธแค้นกับข้อความที่ไม่ได้เจาะจงถึงตน...” ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ พระกิตติศักดิ์ได้ตั้งค่าเฟซบุ๊คเป็น “สาธารณะ (public)” เอาไว้เอง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ได้มีข่าวลือว่า "พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ" ได้เตรียมจะตั้งทนายฟ้องร้อง “พ่อน้องเฌอ” แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดของข้อกล่าวหา

อนาถอีก แค้นปก “มติชน” - “พระกิตติศักดิ์” เสนอพาดหัวมั่ง “ยิ่งปูก็ยิ่งเปลือย”

มิจฉาวาจาของพระรูปนี้ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อต่อมาได้มีผู้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มว่า “พระกิตติศักดิ์” ได้แสดงความโกรธเคืองต่อปกของ “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งตีพิมพ์ภาพพระภิกษุนั่งฉันอาหารท่ามกลางน้ำท่วม และมีข้อความพาดปกว่า “ฉันใด ก็ ‘ฉันเพล’” โดย “พระกิตติศักดิ์” ได้เขียนวิจารณ์ลงเฟซบุ๊คว่า “ไร้รสนิยม”

ซึ่งต่อกรณีนี้ Phra Paisal Visalo (พระไพศาล วิสาโล) ได้เข้ามาเตือนสติว่า ปกมติชนดังกล่าว “เขาอาจต้องการบอกก็ได้ว่า ตอนนี้เดือดร้อนไปทั่ว แม้แต่พระก็ต้องหนีน้ำมาฉันเพลบนถนน” แต่แทนที่จะได้สติ “พระกิตติศักดิ์” กลับโพสต์ตอบด้วยการพาดพิงไปถึงครอบครัวของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ด้วยสำนวนวาจาชนิดที่ใครก็คงคาดไม่ถึงว่าคนพูดจะเป็น “พระ”

Phra Kittisak Kittisobhano

สงสัยนิดๆ ครับหลวงพี่เตี้ย ว่าหากน้ำท่วมบ้านนายกฯยิ่งลักษณ์ และนายกกับสามีกำลังจะช่วยกันขนของ โดยนายกยิ่งลักษณ์กำลังนุ่งกระโจมอก(เป็นเรื่องสมมติชนิดเหนือจริงมาก) บก.เสถียรกับหนุ่มเมืองจันทร์ จะมีอารมณ์ขัน เอารูปมาขึ้นปก ทำนองว่า.. "ยิ่งปู ก็ยิ่งเปลือย" อะไรประมาณนี้หรือเปล่า?

เลยขอฝากไปยังผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาพฤติกรรมของพระรูปนี้ว่า มีวัตรปฏิบัติเหมาะควรแก่การเป็นสมณรูปอยู่ดีหรือไม่ ยังสมควรจะปล่อยให้อาศัยผ้าเหลืองและศรัทธาของคนไทยจำนวนมากที่มีต่อพุทธ ศาสนา เป็นเกราะคุ้มกาย เพื่อใช้เวลาแต่ละวันนั่งใช้คอมพิวเตอร์เล่นเฟซบุ๊ค โพสต์ถ้อยคำระรานชาวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่เดือดร้อนกันไปแทบทุกหย่อมหญ้าเช่นนี้ ต่อไปอีกหรือไม่

และท้ายสุด หลวงพี่กิตติศักดิ์ขอรับ กราบนิมนต์อ่านบทภาวนาว่าด้วยการใช้อินเตอร์เน็ตที่ท่านเคยเทศนาไว้ซักนิด นึง ด้านล่างนี้ เผื่อท่านอาจจะลืมคำเทศนาออนไลน์ของท่าน...

*********


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บทความคำสอนของพระกิตติศักดิ์เรื่อง บทภาวนาว่าด้วยการใช้อินเตอร์เน็ท

เมื่อเชื่อมต่อเข้าสู่้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ฉันจะตระหนักรู้ ว่าฉันกำลังเชื่อมต่อตนเองเข้าสู่ความเป็นสาธารณะ เป็นส่วนหนึ่งของระบบ อันสามารถส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ได้อย่างกว้างขวาง หากฉันหรือใคร ๆ มีความประมาท และปราศจากความยับยั้งชั่งใจ

ฉันกำลังร่วมใช้งานเครือข่าย อันเกิดจากกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ หรือกระทั่งความหลงผิดของผู้คนจำนวนมาก

บ้างเป็นไปเพื่อมนุษยชาติ เพื่อสันติภาพ เพื่อความถูกต้องดีงาม และบ้างก็เพื่อความทุจริตฉ้อฉล

ดังนั้น ฉันจะเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าจะใช้เครือข่ายนี้อย่างไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น จะไม่กระทำ หรือร่วมกระทำ ในสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งต่อบุคคล และสิ่งใด ๆ อันเป็นสาธารณะ

Monday, October 17, 2011

เจาะใจ"ณัฐวุฒิ" อนาคต"พท."กับระเบิดเวลาลูกใหญ่

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เจาะใจ"ณัฐวุฒิ" อนาคต"พท."กับระเบิดเวลาลูกใหญ่
เราไม่สนับสนุนหากรบ.แก้ปัญหาน้ำท่วมโดยไม่สนใจการเมือง






รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1318761472


หลังจากที่ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ได้พูดถึงบทบาทของตนเอง
ในการทำหน้าที่ส.ส.กับแกนนำคนเสื้อแดงไปแล้วนั้น
"ณัฐวุฒิ" ยังยืนหยัดคำเดิมว่า "เมื่อถึงทางแยก ก็ยังจะเป็นคนเสื้อแดงตลอดชีวิต"


แต่ต้องไม่ลืมว่า การที่เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน
เพราะมีจุดยืนในเรื่องของ "ประชาธิปไตย"
และจะกอดคอกันต่อไปตราบที่ยังมีจุดยืนและอุดมการณ์เดียวกัน

นั่นก็หมายความว่า เมื่อจุดยืนเปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็อาจจะต้องเปลี่ยนตาม
โดยมี "เวลา" เป็นเครื่องพิสูจน์ "ความจริงใจ" ระหว่าง "เสื้อแดง" กับ "เพื่อไทย"
ในอนาคต

ตามสุภาษิตที่ว่า "ระยะทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน"

ในวันเดียวกันนั้น "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยังให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์"
ถึงทิศทางและแนวโน้มของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ต่อคำถามที่ว่า การเปิดความจริงกรณี 91 ศพนั้น เป็นตัวเร่ง
ทำให้รัฐบาลอายุสั้นหรือไม่นั้น
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าเชื่อว่าประชาธิปไตยมีชีวิตเป็นนิรันด์
การที่การที่รัฐบาลจะมีอายุสั้นลงหรือยาว คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ถ้าเราแน่ใจว่า ทุกก้าวที่เราทำอยู่นั้นเพื่อประชาชน
หรือทำให้ประชาชนแข็งแรง อีกทั้งทำให้ประชาธิปไตยมีอนาคตและยืนต่อไปได้
นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่ต้องคิด

"ถ้ารัฐบาลทำเพื่อประชาชนจริงๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา
ถ้ารัฐบาลอายุสั้นเพื่อเกิดใหม่เรื่อยๆ โดยผ่านการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ถ้ารัฐบาลบอกว่าจะอยู่ให้ครบ 4 ปี โดยทอดทอดทิ้งประชาชน
หรือต่อสู้แล้วละทิ้งประชาธิปไตย ท่านก็จะมี 4 ปีสุดท้ายเท่านั้นเอง
และจะไม่เป็นปัญหากับคนเสื้อแดงด้วย
เพียงแต่ว่า โดยสถานการณ์แล้ว ถ้าหากว่ารัฐบาลยังมีจุดยืนเดียวกัน
รัฐบาลยังพูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นเสียงเดียวกันกับประชาชน
เราต้องพยายามประคับประคองรัฐบาลให้อยู่ในอำนาจรัฐให้ได้นานที่สุด
ไม่ได้หมายความว่าอายุรัฐบาลสั้นหรือยาวแล้วจะไม่สำคัญกับคนเสื้อแดง
แล้วเราละปล่อย ไม่ใช่ ถ้ารัฐบาลนี้ยังมีจุดยืนเดียวกัน ก็ต้องประคองดันไป"

ยิ่งทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่รอดปากเหยี่ยวปากกาเลย
ยังมีการเตรียมการ หรือเคลื่อนไหวที่ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่
ซึ่งเราก็เตรียมการเป็นการภายในอยู่เหมือนกัน
เพื่อให้รัฐบาลได้ทำงานตามที่ประกาศไว้กับประชาชน
เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้ใช้อำนาจรัฐในการให้ความยุติธรรมกับประชาชน
อยากให้อำนาจรัฐที่ได้จากการต่อสู้ ได้เดินหน้าได้สักก้าวใหญ่ๆ
ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ได้ ทั้งหมดนี้รัฐบาลจึงต้องอยู่

บอกได้หรือไม่ ว่าการเตรียมการเป็นไปในลักษณะไหน

ณัฐวุฒิ ยิ้มรับอย่างเดียว ก่อนจะบอกว่า ในการเคลื่อนไหวนั้น
ส่วนสิ่งที่ทำในนามพรรคก็ต้องตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหวในนามพรรค
โดยที่พรรคไม่มีส่วนในการรู้เห็น หรือรับทราบ
เพราะการต่อสู้เรื่องใหญ่ต้องทำด้วยกัน
เราต้องตรงไปตรงมา ถ้าทำในนามนปช. ก็มีการบอกกล่าวบ้าง
ถ้าเราบอกว่าทำก็คือต้องทำ
ไม่ได้หมายความว่านปช. ทำทุกก้าวและต้องรอสัญญาณจากพรรคเพื่อไทย
ที่คอยบอกว่าให้ทำหรือไม่ให้ทำ
พวกผมเอาการต่อสู้ของประชาชนไปอยู่ในสถานะนั้นไม่ได้
สิ่งที่เราจะต้องเดินในนามนปช.ก็ต้องเดินหน้าต่อไป
แต่ในนามสมาชิกพรรคก็ต้องเคารพกระบวนการนั้น

มั่นใจกรณี 91 ศพในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ความจริงจะกระจ่าง

ตรงนี้ผมมั่นใจว่า ผมจะเป็นแรงผลักดันสำคัญคนหนึ่ง
ร่วมกับพี่น้องที่เข้ามาทำหน้าที่ ในการำนำเรื่องนี้ปรากฎ
ผมไม่สามารถจะเข้ามาอยู่ในรัฐบาล แล้วภาวนาให้รัฐบาลอยู่รอดได้
โดยละทิ้งเรื่องราวการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนไปได้
ไม่ว่าจะเป็น คดี 91 ศพ รวมถึงคดีต่างๆ
การเยียวยาผู้เสียหาย การช่วยเหลือผู้ต้องหาในเรือนจำ
ตรงนี้ทำมาตลอด และตอนนี้ก็เหลือที่จ.มหาสารคาม 9 คน ในกรุงเทพฯอีก 17 คน
และคดีที่ตัดสินแล้วอีกจำนวนหนึ่ง ก็ทำอยู่ต่อเนื่อง
ชวนส.ส.พรรคเพื่อไทย ใช้ตำแหน่งและหลักทรัพย์ไปประกันตัว

จนถึงเวลานี้ก็ได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เพียงแต่บางขั้นตอน
บางจังหวะที่ทำอยู่อาจจะช่วยพี่น้องของเราออกมาได้ไม่หมด
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พี่น้องเสื้อแดงต่างวิจารณ์ถึงการทำงานตรงนี้ แต่ไม่เป็นไร
เพราะเขาห่วงคนที่กำลังประสบชะตากรรม และสิ่งที่ทำก็ขออนุญาตทำหน้าที่ต่อไป
ยังไม่ใช่เวลาที่จะนั่งอธิบายว่าทำอะไรอยู่ แม้จะช้าแต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด
โดยเฉพาะ ตั้งแต่ช่วอยออกจากเรือนจำ หาส.ส.ไปประกันตัว ก็ช่วยได้มาก มากกว่านั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องต้องมาอ้างว่าเป็นผลงานของใคร
ใครก็ตามที่อยู่ในฐานะแกนนำเหมือนผม ก็ต้องทำสิ่งนี้ และเมื่อผมอยู่ในจุดนี้ ก็ต้องทำ

เมื่อถามว่าจุดจบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เหมือนรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช
หรือรัฐบาลของคุณสมชาย วงค์สวัสดิ์ หรือไม่นั้น
คนอาจจะวิเคราะห์อย่างนั้นได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น
ท่านจะวิเคราะห์จุดจบของสถานการณ์รวมได้หรือไม่
เวลานี้คนอาจจะวิเคราะห์ว่า เดี๋ยวก็ปฏิวัติ เดี๋ยวก็มีองค์กรอิสระ
อะไรก็ไม่รู้มาปลดนายกฯ ยุบพรรคเพื่อไทย
แล้ววิเคราะห์ได้หรือไม่ว่า "จุดจบจะเป็นแบบไหน"

รัฐบาลเพื่อไทย 1 เดือนกว่า กระชับอำนาจเก่าไม่ได้

เป็นธรรมดา ... การที่คุณยิ่งลักษณ์ มาเป็นนายกฯนั้น เป็นที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง คือ
เธอเข้ามาในสถานการณ์ที่ล่อแหลม และอยู่ในสถานการณ์ที่มีทุ่นระเบิดมากมาย
ขณะที่กำลังในการใช้อำนาจ ใช้กลไกในการบริหาร ก็มีสถานการณ์อุทกภัยที่ใหญ่มากๆ
ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เข้ามาอีก ก็ยากที่รัฐบาลชุดนี้จะนิ่ง ก่อนจะกลายเป็นแรงบวกหลายเท่า
ที่จะพารัฐบาลเดินไปได้ไม่ดีนัก แต่ผมก็พร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้
โดยต้นปีหน้าจะนิ่งกว่านี้ นโยบายต่างๆ จะเริ่มออก น้ำท่วมจะคลี่คลาย คาดหวังเช่นนั้นนะ

"ในทางการเมืองแล้ว ถ้ารัฐบาลเดินถูกจุด ถูกที่ ถูกเวลา น่าจะเดินได้ยาว
เราคงไม่ต้องบอกหรือมีหน้าที่ประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้กี่ปี
เป็นเรื่องที่ประชาชนใช้ดุลพินิจได้ ยิ่งเมื่อนโยบายออกดอกออกผล
ประชาชนก็จะให้การตอบรับนโยบายมากขึ้น"

ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมนั้น โพลบอกคะแนนยิ่งลักษณ์หล่นน้ำ

ณัฐวุฒิ ตอบทันทีว่า ในท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชน
ในการเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ ความคาดหวังก็ต่างกัน
แล้วความคาดหวังนั้นก็พุ่งเป้ามาที่รัฐบาล
แต่เชื่อว่าในที่สุดคุณยิ่งลักษณ์ จะประคองให้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไปได้
และทำได้ดีกว่าคุณอภิสิทธิ์แน่ๆ
และในสถานการณ์นี้ เปลี่ยนจากคุณยิ่งลักษณ์มาเป็นคุณอภิสิทธิ์
คะแนนที่ว่าหล่นน้ำ คุณอภิสิทธิ์จะหล่นมากกว่าเสียอีก (หัวเราะ)
ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ในความไม่สบายใจของประชาชน
ผมก็เข้าใจเหมือนกัน รัฐบาลก็เต็มที่
พายุก็มาเยอะเกิน เดี๋ยวก็ไอ่นั่น เดี๋ยวก็ไอ่นี่ จนจำชื่อไม่ได้ และไม่เคยเจอมาก่อน

ทุกวันนี้ คนเสื้อแดงก็ระดมของบริจาคแทบทุกวัน
เมื่อถามว่าทั่วถึงหรือไม่นั้น ก็คงตกหล่นอยู่บ้าง
แต่ก็ห่วงใย เพราะสถานการณ์อุทกภัยมันมีพัฒนาการทุกวัน
ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ยังไม่รวมที่ใหม่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง
แค่ระยะสั้นก็หนักพอสมควรแล้ว ยิ่งในระยะยาวก็ยิ่งมองไม่ออก

ย้อนบรรยากาศในสภาฯแล้ว ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ปะทะกันรุนแรง
ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ หรือหนทางประชาธิปไตยไม่ราบรื่น

ผมก็เห็นด้วยว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งมาก
แล้วเราควรสนับสนุนให้เขาเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนเพื่อไทยก็ควรเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน ผมว่าความสัมพันธ์นี้น่าจะลงตัวอยู่

การเดินหน้าของเสื้อแดง เป็นตัวเร่งอำนาจเก่าหรือไม่ เช่น
มีคนบอกว่าสิ้นปีนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะจบลง

ผมถึงบอกว่าเราต้องเคลื่อนไหวด้วยความละเอียดรอบคอบ รัดกุม
แต่ว่าไม่ใช่ว่ารัดกุมจนไม่แตะอะไรเลย สิ่งที่บอกว่าเร็วหรือช้านั้น
ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วบางเรื่องที่ไม่ทำนั้น มันก็จะเกิดปัญหาหนักต่อไป
เราต้องคุยกัน เราปฏิเสธและไม่สนับสนุนอย่างยิ่ง
ที่จะให้รัฐบาลใช้เวลากับการก้ปัญหาน้ำท่วม กับการเยียวยาผู้ประสบอุทักภัย
หรือผลักดันนโยบาย แต่ละเลยปัญหาทางการเมือง น้ำท่วมก็ลดได้
นโยบายก็ยังมีวันที่จะต้องประเมินผล แต่ถ้าแก้น้ำท่วม นโยบายสำเร็จ
แล้วไม่สนใจปัญหาการเมือง สักวันเหตุการณ์หนึ่งมันก็จะย้อนกลับมาอีก

รัฐบาลทักษิณไม่เคยแพ้ในสนามนโยบาย
เมื่อปี 44, 48 ประสบชัยชนะในสนามนโยบายมาตลอด ผู้คนสนับสนุนเต็มบ้านเต็มเมือง
สุดท้ายเมื่อเจอโจทย์ทางการเมืองที่รับมือไม่ทันขณะนั้น แก้ไม่ตก ไปไม่ได้
ฉะนั้น ถ้าไม่แก้ปัญหาทางการเมือง สุดท้ายก็กลับมาสู่วงจรเดิม
รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ในวันนี้ ไม่ได้แข็งแรงเท่ารัฐบาลคุณทักษิณ
ถ้าไม่พยายามจัดการกับระเบิดเวลา วันหนึ่งเมื่อยืนอยู่กลางสนามระเบิด มันจะแก้ไขไม่ทัน
ผมถึงบอกว่า ผมยินดีที่จะเล่นเกมเสี่ยง ถ้าจำเป็นและเกิดผลดีกับขบวน ก็ต้องทำ

คนเบื่อการเมือง เพราะภาพที่ออกมาโต้กันไปมา มีแต่ความขัดแย้ง

ตรงนี้ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า มันต้องดูว่าสู้กันเรื่องอะไร ถ้าสู้เรื่องเก้าอี้ที่นั่ง ก็น่าเบื่อ
แต่ถ้าสู่เรื่องการเมือง จุดยืนในเรื่องของประชาธิปไตย อันนี้ไม่น่าเบื่อ
มันให้ปัญญากับสังคม มันท้าทายสังคมไทยมากกว่า
ซึ่งจะต้องอภิปรายกันในเรื่องนี้
เพราะการต่อสู้ จึงทำให้กระบวนการประชาธิปไตยมันเติบโตและแข็งแรงขึ้น
ผมไม่ได้บอกว่าเป็นบทบาทของนปช. แต่ยังมีนักวิชาการ ประชาชนธรรมดา
ที่ต่อสู้จนทำให้สถานการณ์มันแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ



ถ้าย้อนหลังไปก่อนปี 49 ประเด็นที่อาจารย์ในคณะราษฎ์เปิดออกมา
มันอาจจะไม่เป็นประเด็นสาธารณะขนาดนี้
ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นการพูดคุยของกลุ่มคนในวงจำกัดของสังคม
หรือแค่นักเคลื่อนไหวกลุ่มหนึ่ง แต่วันนี้ ประเด็นนี้ ได้กลายเป็นการสนทนาในห้อง
จนถึงร้านขายข้าวแกง ตลาดสด วินมอเตอร์ไซค์
เราจะเห็นว่า สิ่งที่ผมต่อสู้ที่สนามหลวง ต้นปี 2550 ท่ามกลางการ
ถูกเหยียดย่ำ เสียดสี ดูแคลน วันนี้กลายเป็นสิ่งที่เป็นสถานการณ์ใหญ่ของประเทศ
เป็นสถานการณ์ใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามมองด้วยความสนใจ
ว่าจะไปเจาะในจุดใดของสถานการณ์
เพราะเราต่อสู่เรื่องความคิด เราต้อสู้เรื่องเนื้อหา และในเรื่องของหลักการ

แต่ก็แน่นอนว่า เวลาที่ตะลุมบอน มันมีเหตุการณ์ที่ประเมินดูแล้วไม่ใช่สาระหลัก
หรืออะไรกันอยู่บ้าง เพราะเวลาสู้กัน ก็ไม่มีใครยอมใคร ไม่ต้องถึงขั้นผลักอก
แค่เหยียบเงากันก็ไม่ได้ มันเลยมีความรู้สึกนี้เจือปนอยู่
แต่ผมว่ามันทำให้เราโตขึ้น และต้องต่อสู้เรื่องนี้ต่อไป
เพราะยังมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่ยังสนับสนุนให้มีการรัฐประหาร
มีหลายคนยังปกป้องอำนาจที่มาจากเผด็จการหรือปกป้องอำนาจนอกระบบ เราก็ต้องต่อสู้กันต่อ

ผมคิดว่าสิ่งที่จะมีผลสะเทือนที่สุด
สำหรับคนที่บอกว่าชั้นสูง มีความสามารถ คิดอ่าน ศึกษามากกว่าใคร
ถ้าพวกผมไปวิจารณ์เขาอาจจะไม่สนใจ
เพราะเขาคิดว่าพวกผมนั้นสมุนทักษิณต่างๆ นาๆ ว่ากันไป
แต่ถ้าประชาชนที่ไม่ใช่นักการเมือง เป็นประชาชนจริงๆ
จะเป็นชาวนา ชาวไร่ แรงงาน ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้
ผมว่ามีพลัง และคนเหล่านั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว
มีการวิจารณ์เรื่องการเมืองอย่างเผ็ดร้อน นี่ต่างหากที่เป็นพลัง

ไปเขมรคุยคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง

ก็คุยกันหลายเรื่องนะ เพราะเราก็ได้ติดตามข้อมูลของท่านอยู่หลายเรื่อง
ก็ทราบว่า ท่านผ่านการต่อสู้อย่างหนัก เจอสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าเราอีกหลายเท่าตัว
เพราะกัมพูชาไม่ต้องนับผู้เสียชีวิต เพราะเกินกว่าที่จะประมาณการได้
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เราคาดหวังที่จะได้แง่มุมจากการต่อสู้ของท่าน
ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท่านมาเป็นข้อคิดของเรา ในการเดินไปข้างหน้าของเรา
เพราะผมไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ใดๆ มาก่อน
เกิดไม่ทัน 14 ตุลา และเมื่อ 16 พฤษภา ปี 35 อายุแค่ 17 ปีเอง
ก็เป็นเยาวชนที่ไปร่วมชุมนุมคนหนึ่ง ไม่เคยไปยืนชิดเวทีด้วยซ้ำ
เมื่อครั้งที่มีการชุมนุมที่สนามหน้าอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

ฉะนั้นเมื่อ เข้ามาอยู่ศูนย์กลางในการต่อสู้ครั้งนี้
จึงต้องพยายามศึกษา เรียนรู้ ทั้งจากเหตุการณ์จริง จากการค้นคว้า อ่าน ฟัง ถาม สังเกตุ
เมื่อได้สนทนากับคนที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างน่าสนใจ
ผมก็จะถือโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นจากเขา ไม่เฉพาะจากสมเด็จฮุนเซนเท่านั้น
ใครก็ตามที่เห็นว่าเรื่องราวของเขามีมิติน่าสนใจ แล้วสามารถประยุกต์ใช้กับเราได้ ก็ชอบที่จะเรียนรู้

ประวัติศาสตร์ไทย คนถืออาวุธชนะเสมอ

แล้วสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ท่านเคยเห็นอยู่ในการเมืองไทยหรือไม่
ผมว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดตั้งแต่สมัย รศ 130, แนวคิด 2475,
การหักล้างระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ขณะนั้น ฯลฯ
เหตุการณ์เหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้น ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ โดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เราจะไปสรุปว่า จุดจบมันจะจบเหมือนเดิมไม่ได้
นี่เป็นเรื่องใหม่ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเดาจุดจบได้ แล้วเป็นสถานการณ์ที่แหลมคมที่สุด
ในสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่มีประเทศไทยมา
มีสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเป็นการเฉพาะในสังคมไทย
และเท่าที่ศึกษาสถานการณ์ทางการเมืองของหลายประเทศ ผ่านการอ่าน ค้นคว้า
ก็เห็นลักษณะพิเศษของสถานการณ์การเมืองบ้านเราว่ามีลักษณะเฉพาะ ที่ไม่เหมือนที่ไหน
ที่อื่นอธิบายความซับซ้อนได้ แต่ไทยไม่เป็นเช่นนั้น

ฉะนั้นจุดจบเรื่องนี้ จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในตำราเล่มใหม่
ของสถานการณ์ทางการเมืองในเวทีโลก
แต่ก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นบันทึกด้วยน้ำหมึกที่เป็นเลือดของประชาชน
อยากให้ประวัติศาสตร์บันทึกด้วยน้ำใจของทุกฝ่าย ไม่มีใครคิดทำลายกัน
แต่อยากให้เข้าใจกัน แล้วให้พื้นที่การเข้าใจแคบที่สุด จนไม่เหลือพื้นที่การเข่นฆ่า

แต่ทุกคนต่างเรียนรู้การรัฐประหารไม่เหมือนเดิม อาจจะใช้ตุลาการภิวัฒ์ที่เงียบและเนียนกว่า

แล้วท่านคิดว่าสถานการณ์แบบนั้น ท่านจะทำให้เงียบและเนียบตบตาประชาชนได้หรือไม่
ผมไม่เชื่ออย่างนั้น แต่เชื่อว่าเวลานี้ถ้าใครขยับตัว ต่างก็มีต้ทุนทางการเมืองทั้งนั้น
ต้องแลกหรือทำอะไรไม่เหมือนหลายเหตุการณ์ในอดีต
เวลานี้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เข้าใจสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง
"ผมก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าวิธีการไหน
ในการล้มรัฐบาลที่แนบเนียนแล้วมันแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต"

เมื่อประชาธิปัตย์มองว่า "นิติราษฎร์" เป็นพวกเดียวกันกับเสื้อแดง

ผมไม่เคยพบปะ สนทนา ไม่เคยคุย
หรือมีสัมพันธภาพส่วนตัวกับอาจารย์ท่านใดเลยในกลุ่มนิติราษฎร์
แต่ชื่นชมการแสดงออก รวมถึงการขับเคลื่อนของกลุ่มนี้
ผมดีใจอย่างยิ่งที่มีการเปิดตัวของกลุ่มนิติราษฎร์ เมื่อ 19 ก.ย. ปีที่แล้ว
ซึ่งขณะนั้นผมอยู่ในเรือนจำ อยู่ในเรือนจำได้ยินเรื่องนี้
ก็มีกำลังใจว่าการต่อสู้ของพี่น้องยังอยู่
เพราะมีคนที่มีขีดความสามารถหลายวงการ
โดยเฉพาะวงวิชาการ ได้ร่วมต่อสู้ ต้องยอมรับว่า
การแสดงออกของนิติราษฎร์ ไม่ใช่ต้องมีความรู้อย่างเดียว
ต้องกล้าหาญ และมีความเสียสละบวกเข้าไปด้วย
ฉะนั้น ในทางส่วนตัวแล้ว ไม่เคยเกี่ยวข้องกัน และไม่เกี่ยวกับคนอื่นในนปช.
เพราะผมต้องรู้ว่าในกลุ่มนปช.ใครเคลื่อนไหวหรือทำอะไร
การที่จะมารับลูกกันเป็นขบวน คิดอ่านร่วมกันไม่มี

ก่อนหน้านี้ยอมรับว่า อ.วรเจตน์ ฝากหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองให้อ่าน
แต่นั่นก็ถือเป็นมิตรภาพ และยังอีกหลายท่านที่นำมาให้อ่าน (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) มากกว่านั้น
อ.วรเจตน์ ก็ไม่เคยขึ้นเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง
ตามที่คุณถาวร เสนเนียม อ้างถึงด้วย
ก็อาจจะมีเวทีเสวนาแล้วไปต้องกับแนวทางของคนเสื้อแดงอยู่บ้าง
ตรงนั้น ก็เป็นเสรีภาพ ทั้งนี้ ผมชื่นชมท่านเหล่านี้
แล้วอีกหลายๆท่าน ที่ไม่อาจเอ่ยได้หมด ที่ออกมาต่อสู้

"ผมเป็นนักรบในสนาม และจะไม่ถอนตัวออกจากสนามรบเด็ดขาด
แต่สนามรบนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวงแหนบทบาท
หรือต้องรักษาสถานภาพแกนนำเอาไว้ ส่วนตัวไม่เคยคิดแบบนั้น
เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกัน ชนะเหมือนกัน
ฉะนั้น ทุกครั้งที่ใครแสดงท่าทีนั้นออกมา ผมดีใจ แต่ไม่เคยมีความคิดที่จะยุ่มย่ามกับเขา
เพราะนี่คือความงามของการต่อสู้ และก็สนับสนุนแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วย
ขณะเดียวกัน การที่ใครจะตามแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ก็ไม่เห็นมีปัญหา
เพราะนี่ไม่ใช่สนามรบของใคร ไม่ใช่พื้นที่ประกาศศักดาของใคร" ณัฐวุฒิ ย้ำ

การแก้รัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้
และจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายสูงสุดแล้วบังคับใช้ต่อไป
ผมยอมรับไม่ได้ แต่การที่จะแก้นั้น ต้องมีกระบวนการ
ความเห็นผมก็คือว่า เมื่อตกลงใจว่าจะแก้ ฝ่ายสภาฯต้องลงมือแก้ มาตรา 291
แล้วให้มี สสร. และกระการนั้นประชาชนต้องมีส่วนร่วม
เมื่อกรรมาธิการยกร่างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็จะเกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา
ผมไม่ได้ขีดเส้นว่าจะต้องเอาปี 50 ออกไป แล้วเอาปี 40 คืนมา
แบบนั้นก็ไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น แต่รัฐบธรรมนูญปี 50 อยู่ไม่ได้
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีรากฐานมาจากปี 40 ซึ่งเป็นฉบับที่มาจากประชาชนก็ไม่ขัดข้อง
แต่ก็ต้องว่ากันใหม่ ยกร่างกันใหม่ และไม่ได้หมายความว่า
ต้องเป็นฉบับที่คนเสื้อแดงเป็นคนร่าง ตรงนี้ก็จะกลายเป็นเงื่อนไขอีก

ซึ่งครั้งหนึ่งที่คปพร. เป็นคนร่างก็ไม่เคยถูกเรียก แต่เรียกว่า "ฉบับหมอเหวง" แทน
ซึ่งมันแตกต่างกันมาก อยากให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
แม้คนเสื้อแดงจะเป็นขบวนหลักก็ตาม
แต่การต่อสู้นี้ก็ไม่ใช่แค่คนเสื้อแดงจะได้ประโยชน์เท่านั้น
การต่อสู้นี้เพื่อคนไทย ถ้าบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย
เราจะยึดเอาไว้เป็นของคนเสื้อแดงได้อย่างไร
โดยเชื่อว่าปีหน้าจะได้เห็นกระบวนการ และเสร็จแน่นอน

เวลานี้ ทุกอย่างดูเป็นปัญหาหมด แต่ผมไม่มองอย่างนั้น
ถ้าบอกว่าแตะรัฐธรรมนูญเป็นปัญหา แตะพ.ร.บ.กลาโหมจะเป็นปัญหา
แตะ 91 ศพ หรืออื่นๆ แล้วจะเป็นปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นข้ออ้างมากกว่า
ผมมองว่าหัวใจของปัญหานี้อยู่ที่ ทักษิณ
เพราะหลายฝ่านต่างระแวงว่า อะไรบ้างที่ทักษิณจะได้ประโยชน์
ไอ้ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญต้องแก้ แก้ แก้ ถ้าแก้แล้วทักษิณไม่ได้ประโยชน์จริงๆ
หรือเขาเชื่อว่าทักษิณไม่ได้ประโยชน์ เผลอๆ เขาก็จะร่วมแก้ด้วย
เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.กลาโหม ถ้าเขาเชื่อว่าทักษิณไม่ได้อะไร
หรือไม่เข้ามายุ่งกับกองทัพ เขาก็อาจจะร่วมแก้ด้วย
ในทางกลับกันถ้าคิดว่าทักษิณได้อย่างนั้นได้อย่างนี้ ก็เลยกลายเป็นปัญหา
หรือถ้าบอกว่านิรโทษกรรมทุกคนยกเว้นทักษิณ ก็อาจจะผ่านโดยเร็วก็ได้ (หัวเราะ)
ถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วมาตราหนึ่งบอกว่า
ห้ามทักษิณเข้าประเทศหรือห้ามเล่นการเมืองเด็ดขาด แบบนี้เชื่อว่าได้

สรุปแล้วเราจะอธิบายได้อย่างไรว่า ปัญหาเกิดจากอะไร
ถ้าอธิบายแล้วบอกว่าเกิดจากทักษิณ ผมรับไม่ได้
มิเช่นนั้นต้องให้กลไกของประชาธิปไตยเป็นคนจัดการกับคุณทักษิณ
ไม่ใช่ลากทั้งประเทศไปเป็นเหยื่อในการจัดการคุณทักษิณ
ที่ทำจึงผิดเพราะจัดการสิ่งที่ผิดด้วยข้ออ้างที่ไม่ถูก ผลลัพท์จึงไม่ถูกจนถึงวันนี้
แล้วคุณทักษิณเป็นใครที่จะไม่ได้รับความยุติธรรม เกิดบนดวงจันทร์หรือยังไง
ไม่ใช่กระต่ายที่จะต้องแบกรับความอยุติธรรม ถึงจะต้องต่างจากคนอื่น

ข้ออ้างตรงนี้ไม่ใช่เพื่อให้ประเทศเดินหน้า
แต่เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพอใจ ผมรับไม่ได้จริงๆ ซึ่งไม่ใช่แค่คุณทักษิณเท่านั้น
ใครก็ตามต้องไม่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้น ประเทศทั้งประเทศ
ท่านจะเอาการจัดการคนคนเดียวไปเป็นเงื่อนไขในการเดินหน้าหรือถอยหลังได้อย่างไรกัน ...


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1318761472&grpid=01&catid=01&subcatid=0000

สงครามน้ำ-สงครามอำนาจ "ปู-บิ๊กตู่"คู่พระนาง กับเกาเหลา กอ.รมน. และศึกหน้าห้อง"บิ๊กอ๊อด"

ที่มา มติชน









รายงานพิเศษ



แม้ว่า วิกฤติน้ำท่วม จะช่วยกลบกระแสความขัดแย้งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับกองทัพ ในเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ไปได้พักหนึ่ง

หากแต่มันก็พร้อมปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากพรรคเพื่อไทยเดินหน้าไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ฉบับนี้ ที่ฝ่ายการเมืองถือว่าเป็นก้างขวางคอ ในการเข้าเบียดแทรกชิงอำนาจกองทัพ แต่กองทัพถือว่าเป็นเกราะคุ้มกันการเมืองล้วงลูกโผทหารได้เป็นอย่างดี

เพราะ ขนาดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการอ้างภารกิจสู้น้ำท่วม ยกเลิกการมาเยือนกลาโหม และ บก.กองทัพไทย เมื่อ 10 ตุลาคม และยกเลิกการประชุม กอ.รมน. ที่กองทัพบก 12 ตุลาคม เลื่อนนัดหมายทานข้าวกับ ผบ.เหล่าทัพ ออกไปก่อน

แม้จะได้ไปเจอหน้า ผบ.เหล่าทัพ แต่ก็บนโต๊ะประชุม หรือออกตรวจพื้นที่น้ำท่วม ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยเรื่อง พ.ร.บ.กลาโหม แน่ เพื่อระดมแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่เป็นงานพิสูจน์ฝีมือนายกฯ หญิงมือใหม่ ที่กำลังเป็นนางเอก ที่เดินลุยย่ำวารีที่ก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์พร้อมถล่มสยาม

ในยามที่ ต้องทำสงครามกับน้ำเช่นนี้ ทั้งรัฐบาลเพื่อไทย และกองทัพ ก็ต้องพักรบเรื่องการแย่งชิงอำนาจในกองทัพ เรื่องแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็คงถูกประชาชนก่นด่า ว่าเล่นการเมืองไม่ดูเวล่ำเวลา

จึง ไม่แปลกที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะขอร้องสื่อให้งดถามเรื่องที่เป็นความขัดแย้ง ถามแต่เรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม และไม่โกรธแม้ถูกถามเรื่องที่เคยโกรธ หรือเรื่องจะถูกย้ายจาก ผบ.ทบ. หรือการโยกย้าย แม้คำพูดที่ใช้จะมีความหมาย เจ็บแสบ เหน็บแนม แกนนำเสื้อแดง แต่ก็ไม่ได้ใส่อารมณ์จึงไม่เสียอาการ

"ตอนนี้ เราต้องพักเรื่องอื่นๆ ไว้ก่อน หันมาช่วยประชาชนให้เต็มที่ เพราะครั้งนี้รุนแรงที่สุด หยุดทะเลาะกัน หยุดอารมณ์เสีย หงุดหงิดใส่กันนะ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ที่สำคัญ ในระยะหลังๆ มานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีพัฒนาการที่ดี ตรงที่ไม่อารมณ์เสีย ไม่เหวี่ยง ไม่วีน ไม่ปรี๊ดแตกง่ายเช่นที่ผ่านมา ยิ่งกับนักข่าว ยิ่งใจเย็น พูดจาปราศรัยทักทาย ส่งยิ้มให้เสมอๆ ด้วยเพราะรู้ดีว่า ในยามอำนาจเปลี่ยนขั้วเช่นนี้ สิ่งที่ต้องกระทำ คือ การสร้างศรัทธาจากประชาชน เพื่อเป็นเกราะกำบังภัย นอกเหนือจากที่มี พ.ร.บ.กลาโหม คุ้มกันไว้แล้ว

โดยฉวยวิกฤติน้ำท่วมให้เป็นโอกาส ระดมกำลังทหารเข้าช่วยแก้ไขปัญหา แบบที่ทหารทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ เริ่มงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า กว่าจะปิดภารกิจในแต่ละวันก็ราวเที่ยงคืน ตี 2 โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นงาน ออกตรวจการช่วยเหลือน้ำท่วมของ ทบ. เกือบทุกวัน

รวมทั้งการร่วมคณะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไปตรวจพื้นที่ด้วยหลายครั้ง แม้ว่าจะไม่ค่อยได้เห็นแววตาหรือสีหน้าที่ยิ้มแย้มจาก ผบ.ทบ. คนนี้ เวลาที่อยู่ใกล้ๆ นายกฯ หญิงนักก็ตาม แต่ "ปู กับ ตู่" ก็เป็นที่จับตามองในทุกอิริยาบถที่ต้องเผชิญหน้า และได้ใกล้เชิดและรู้จักกันมากขึ้น จากการนั่ง ฮ. และตรวจน้ำท่วมด้วยกัน

มี รายงานว่า บิ๊กตู่ เปรยๆ กับคนใกล้ชิดเวลาต้องตรวจน้ำท่วมกับนายกฯ หญิง ว่า ต้องระวังตัว สีหน้า และแววตา เพราะนักข่าวจับตามอง ช่างภาพจ้องถ่ายตลอด จะมองหน้านายกฯ ปู ตรงก็ไม่เหมาะ จะแอบมอง เดี๋ยวก็เป็นข่าว ถูกแซวเหมือนตอนแพนเค้ก อีก อึดอัดเหมือนกัน แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ



ตั้งแต่ เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ดอนเมือง ทั้ง บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ก็ต้องไปประชุมทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่เสาร์อาทิตย์ ซึ่งทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงความเป็นผู้นำหญิง นั่งหัวโต๊ะ ประชุมสั่งการ ผบ.เหล่าทัพระดมสรรพกำลังเต็มพิกัดสู้น้ำท่วม

ในส่วนของ ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ สั่ง บิ๊กโด่ง พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 บินด่วนไปตั้งวอร์รูมสู้กับน้ำที่อยุธยา กินนอนอยู่ที่นั่นเลย โดยมีกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1 โดยเฉพาะบรรดาทหารวงศ์เทวัญของกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.)

ส่วนลพบุรี ให้ พล.ท.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) เพื่อน ตท.12 ดูแล และให้ บิ๊กหยอย พล.ท.วรรณทิพย์ ไวว่อง แม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อนรัก ดูแลนครสวรรค์

ขณะที่กรุงเทพฯ และชานเมือง ผบ.ทบ. ก็สั่งให้แต่ละหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ตามปกติเข้าไปดูแลช่วยเหลือ โดยเป็นการจัดแบ่งกำลังทหารเหมือนตอนปฏิวัติ ว่า หน่วยทหารใดเวลาปฏิวัติเข้ายึดพื้นที่ไหน ตอนนี้ก็ต้องไปช่วยน้ำท่วมชาวบ้านในพื้นที่นั้น เป็นการสร้างคะแนนนิยมและความศรัทธา เผื่อว่าปฏิวัติครั้งหน้า ชาวบ้านจะเข้าใจ

แต่ที่เม้าธ์กันหนัก คือ ไม่ได้เห็นทหารบูรพาพยัคฆ์ ออกมาช่วยน้ำท่วม มีแต่วงศ์เทวัญเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่โผทหารล่าสุด มีแต่บูรพาพยัคฆ์ได้ดี



นํ้าท่วม มีโอกาสในวิกฤติที่ พล.อ.ประยุทธ์ คว้าไขว่ได้มาก ที่นอกจากจะได้ใกล้ชิดและรู้จักนายกฯ ยิ่งลักษณ์ บ่อยขึ้นมากขึ้นแล้ว ยังหวังพลิกฟื้นภาพพจน์ ทบ. ด้วยการให้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ออกมาช่วยน้ำท่วมเพื่อนสร้างภาพพจน์ที่ดี

ทั้ง ฮ. MI-17 ของรัสเซีย ที่ถูกเรียกว่า "ป๋องนมบินได้" ที่ บิ๊กตู่ ให้เอาออกมาบิน เพราะมีคำสั่งให้ ฮ. ขึ้นทุก 3-5 ช.ม. เพื่อสำรวจและช่วยเหลือทางอากาศ รวมทั้ง ฮ. Enstrom ใหม่ที่ซื้อมาด้วยข่าวฉาว แม้แต่การจะให้เอารถเกราะยูเครน BTR-31 ของบูรพาพยัคฆ์ พล.ร.2 รอ. มาลุยน้ำท่วม เพราะ 4 ปีแล้ว สั่งซื้อไป 96 คัน เพิ่งได้มา 14 คัน แถมซื้อเฟส 2 ไปแล้ว 121 คัน รวมงบฯ ทั้งหมดราว 1 หมื่นล้าน แต่ยังไม่มีวี่แววมาเลย แต่เพราะทดสอบครั้งก่อน มีน้ำรั่วซึมเข้า และยังไม่ชำนาญนัก จึงชะลอไว้ก่อน

ที่ฮือฮากว่านั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จะชุบตัว เรือเหาะ ทบ. หรือ air ship ที่มีเรื่องฉาวทั้งการรั่วซึม บินไม่ได้ กล้องและอุปกรณ์เสียใช้การไม่ได้ และล่าสุด ลงจอดฉุกเฉินเสียหาย จนซ่อมใหญ่มาแล้วนั้น ด้วยการให้นำขึ้นบินจากปัตตานีมากรุงเทพฯ เพื่อมาใช้เป็น บก. ลอยฟ้าในการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยใช้เวลาบิน 10 วัน

ท่ามกลางการลุ้นว่าจะบินถึงหรือไม่ ระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้น



ความโดดเด่นและความ สำคัญของเก้าอี้ ผบ.ทบ. และการมีสื่อทั้งทีวีและวิทยุของ ทบ. เอง ส่งผลให้การช่วยเหลือน้ำท่วม ปรากฏเป็นข่าวทุกวันและทั้งวัน ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ พึงพอใจกับผลงาน แม้ว่าคนที่เหนื่อยจริงๆ คือพลทหาร และทหารระดับล่าง ที่ต้องไปแช่น้ำ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ หลายคนกำลังจะพาครอบครัวไปต่างจังหวัด ก็ถูกเรียกตัวกลับมาสู้น้ำท่วม ทหารหลายนายบ้านตัวเองก็น้ำท่วม แต่ก็ต้องทิ้ง เพราะต้องไปช่วยชาวบ้านตามคำสั่ง ผบ.ทบ. ก่อน

แต่คะแนนไปตกอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเต็มๆ ยิ่งช่วงนี้เขาเล่นเป็น เล่นบททหารอาชีพ "ไม่เหนื่อยไม่ท้อ เพราะประชาชนเดือดร้อน ทหารต้องเป็นหน่วยแรกที่เข้าถึงช่วยเหลือประชาชนให้ได้ในทุกพื้นที่"

"เราต้องเป็นพระเอก" คือคำสั่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ กระซิบไปยังแม่ทัพนายกอง

จึง ไม่แปลกที่ทหารเหล่าอื่นจะกลายเป็นพระรอง หรือประชาชนไม่ค่อยรู้ว่าออกมาช่วยชาวบ้านมากมายเหมือน ทบ. เพราะไม่มีสื่อของตัวเอง เพราะทั้งทหารเรือและทหารอากาศ และ บก.ทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ก็ออกมาเต็มที่

โดยเฉพาะ ทร. บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. ที่แม้บ้านตัวเองย่านรังสิตจะน้ำท่วม แต่ก็ต้องออกมาช่วยชาวบ้านก่อน ระดมกำลังทหารเรือ ทั้งหน่วยรบและหน่วยสนับสนุน หน่วยซีล มนุษย์กบ ยุทโธปกรณ์เข้าช่วยที่อยุธยา และหลายจังหวัดภาคกลาง โดยมี บิ๊กจุ๊ พล.ร.ท.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ รอง เสธ.ทร. เป็นแม่ทัพลงลุยในพื้นที่ รวมทั้งการช่วยผลักดันน้ำในเขตกรุงเทพฯ

แม้ว่าความกังวลของทหารเรือ ในเวลานี้คือ รมว.กลาโหม ดองดึงโครงการเรือดำน้ำเยอรมนี ไม่ส่งเข้า ครม. จนอาจเลยเดตไลน์ที่เยอรมนีจะรอ เพราะจะขายให้ชิลีแล้วก็ตาม แต่ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ก็ให้เป็นเรื่องรองๆ ลงไป เพราะเวลานี้ต้องมาช่วยเรื่องน้ำท่วมก่อน เพราะไม่เหมาะที่จะมาผลักดันเรื่องนี้ในยามที่ชาวบ้านเดือดร้อน แม้ว่าผลพวงจากการโยกย้ายทหาร ที่มีบิ๊ก ทร. หลายคนอกหักไม่ได้เป็น ผบ.ทร. จะส่งผลให้แก้แค้นด้วยการใช้สื่อที่สนิทสนม โจมตีเรือดำน้ำก็ตามที

ขณะ ที่ทัพฟ้าของ บิ๊กเฟื่อง พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ดูจะจมเงียบหายไปกับน้ำท่วม แต่ ทอ. ก็ปิดทองหลังพระในการบินถ่ายภาพทางอากาศ เตรียมเครื่องบินและ ฮ. และทหาร พร้อมสำหรับการขนย้าย โดยเฉพาะกองบิน 4 ตาคลี นครสวรรค์ และกองบิน 2 ลพบุรี โดยมี บิ๊กม้า พล.อ.อ.วินัย เปล่งวิทยา ผช.ผบ.ทอ. เป็น ผบ.ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทอ.



ใกล้ชิดกันมากขึ้นแบบ นี้ แต่หาใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะชื่นชมนายกฯ หญิงผู้นี้มากขึ้น รอยยิ้ม และการตะเบ๊ะ หาใช่การยอมสยบต่ออำนาจการเมืองไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสั่งฝ่าย เสธ. กลั่นกรองเรื่องต่างๆ ที่นายกฯ สั่งการอีกชั้น เพราะกลัวพลาด

ไม่ต่างจากที่เมื่อครั้งนายกฯ ปู ไปเยือนพม่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็สั่งผู้ช่วยทูตทหาร เกาะติดใกล้ชิด เพราะเกรงนายกฯ หญิงคนแรกของไทย จะไปพลาดเจรจาหรือรับปากใดๆ กับผู้นำทหารพม่า เพราะขนาดเรื่อง หญ้าแพรก กับหญ้าแฝก และเรือดันน้ำกับเรือดำน้ำ เธอก็ยังพลาดมาแล้ว

แต่น้ำท่วมก็ใช่จะกลบเกลื่อนความขัดแย้งทุกอย่าง ได้ เพราะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี ที่แม้จะมี พ.ร.บ.ความมั่นคง 2551 เป็นเกราะป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรก จน พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกฯ เข้ามาคุมไม่ได้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ ผอ.รมน. ต้องส่งแค่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี มาได้เท่านั้นก็ตาม แต่ศึกบารมีกำลังอุบัติขึ้น

ด้วยเพราะ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ขยับจาก เสธ.ทบ. ขึ้นเป็น รอง ผบ.ทบ. จึงต้องหลุดจากเก้าอี้ เลขาธิการ กอ.รมน. ไปด้วย โดยมี บิ๊กบี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รอง เสธ.ทบ. ขึ้นมาเป็น เสธ.ทบ. เป็นเลขาฯ กอ.รมน. แทน

แต่ดูเหมือน พล.อ.ดาว์พงษ์ ยังเป็นห่วง กอ.รมน. และไม่เชื่อมือ พล.อ.ศิริชัย เท่าใดนัก จึงต้องการจะเข้ามาช่วยดูแลต่อ

อีก ทั้งสิ่งที่เคยทำไว้ตอนที่เป็นเลขาฯ กอ.รมน. ทั้งงานลับ งานการเมือง ที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ต้องการดูแลต่อเองเพื่อความมั่นใจ แถมอาจมองว่า พล.อ.ศิริชัย เป็นทหารสายพิราบ ไม่เหยี่ยวอย่างที่ต้องการ เพราะในเวลานี้ หน่วยข่าวทหาร และ กอ.รมน. ยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง

หรือเรียกว่า หาข่าวและความเคลื่อนไหวของรัฐบาล หาใช่ตรวจสอบฝ่ายค้าน เช่นเมื่อรัฐบาลอื่นๆ มายึด กอ.รมน.

แต่ เพราะรัฐบาลเพื่อไทย ไม่อาจเข้าแทรก กอ.รมน. ได้ เช่นเดียวกับที่แทรกกองทัพไม่ได้ เพราะมี พ.ร.บ.กลาโหม เป็นเกราะนั่นเอง จึงมีความพยายามที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. แต่งตั้ง รอง ผบ.ทบ. เป็น ผช.ผอ.รมน. เพิ่มอีกคน เพื่อให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ มีอำนาจหน้าที่เข้ามาดูแล กอ.รมน.

ซึ่งเรื่องนี้ถูกวิจารณ์ภายในว่า เป็นการแบ่งแยกอำนาจของ พล.อ.ศิริชัย และสะท้อนว่า ไม่เชื่อมือ ลธ.รมน. คนใหม่คนนี้

พล.อ.ศิริ ชัย เป็น ตท.13 มีอายุราชการถึงปี 2558 ที่กำลังถูกมองว่า สามารถเป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่เกษียณ 2557 ได้ เพราะเป็นบูรพาพยัคฆ์ น้องรักของ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม แต่ทว่า อาจไม่ได้โตมาในสายคอมแมนด์ สายกำลังรบ

อีกทั้งใน กอ.รมน. ก็ยังคงมีนายทหาร ตท.12 รุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ดาว์พงษ์ นั่งคุมพรึบเต็มไปหมดเช่นเดิม จนหวั่นกันว่า บิ๊กบี้ จะถูกบี้เละคา กอ.รมน.

แต่ เชื่อกันว่า หาก กอ.รมน. เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะไม่อนุมัติให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ เข้ามาเพิ่ม หรืออาจอาศัยโอกาสนี้เสนอปรับโครงการคณะกรรมการอำนวยการ ให้มีฝ่ายการเมือง เข้ามาได้อีกคน เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.พัลลภ เข้ามา

ทาง ทบ. จะยอมหรือไม่ ซึ่งน่าจับตามองยิ่ง



ก็อีก นั่นแหละ น้ำท่วมไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่แค่กลบเกลื่อนรอยร้าว แต่ก็ไม่สามารถท่วมทับเกาเหลาที่กลาโหม ที่หน้าห้อง รมว.กลาโหม ของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ได้

เนื่องจากโผโยกย้ายนายพลล่าสุด นายทหารที่เป็นน้องรัก พล.อ.ประวิตร กลับมีชื่อได้ดีอยู่ต่อในทีมฝ่าย เสธ. หน้าห้อง พล.อ.ยุทธศักดิ์ มากกว่าครึ่ง เนื่องจาก บิ๊กหมู พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกลาโหมน้องรักของบิ๊กป้อม ในเวลานั้นจัดเอาไว้ โดยที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็ปล่อยผ่าน ไม่แก้ไข ทั้งๆ ที่เป็นตำแหน่งที่ต้องมาทำงานกับตนเอง เพราะเกรงใจ พล.อ.ประวิตร และ พ.ร.บ.กลาโหม

ถึงขั้นที่ยอมถูกภริยาตำหนิ ที่ทำให้ชื่อของนายทหารทายาท "กิตติขจร" คนหนึ่ง ไม่ได้เป็นนายพล ในตำแหน่งฝ่าย เสธ.รมว.กลาโหม ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจเต็มๆ ของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ซึ่งเป็นเขยตระกูลจารุเสถียร ซึ่งดองกับกิตติขจร

จึงทำให้ทีมฝ่าย เสธ. หน้าห้อง รมว.กลาโหม มีหลายสีหลายขั้ว ทั้งบูรพาพยัคฆ์ ทั้งน้องรักของ พล.อ.ประวิตร ทั้งทหารสายสีเหลือง สายประชาธิปัตย์ โดยที่ทีมฝ่าย เสธ. ของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ จริงๆ ได้แค่ไม่กี่คน จนทำให้ต้องมานั่งทำงานแบบไม่มีตำแหน่ง ไม่ได้เลื่อนยศ เป็นการช่วยราชการเท่านั้น แถมมองกันไปก็คนละพวก จึงอยู่ด้วยกันแบบอีหลักอีเหลื่อ

แต่กระนั้น ฝ่ายอำนาจเก่า ก็ยังเดินเกม ด้วยการปล่อยข่าว และส่งข้อความถึงสื่อ ระบุว่า "เตรียมทหาร 10 ยึดกลาโหมแล้ว"

หาก สำรวจไปที่หน้าห้อง พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะพบว่ามีทั้ง ตท.9 ที่นำโดย พล.อ.บัญชา มรินพงษ์ และ พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม เท่านั้น

ส่วน ตท.10 เพื่อนร่วมรุ่นของ ทักษิณ ชินวัตร ก็มี บิ๊กกุ้ง พล.อ.วรวิทย์ ชินะนาวิน เลขานุการ รมว.กลาโหม บิ๊กโอ๋ พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต หัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำ รมว.กลาโหม บิ๊กเปี๊ยก พล.อ.สุรวิตต์ ทองนิล และ บิ๊กปู่ พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์ เท่านั้น

โดย มี บิ๊กต่าย พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ แกนนำ ตท.10 มาเป็นจเรทหารทั่วไป ซึ่งขึ้นตรงกับ รมว.กลาโหม อีกคนเท่านั้น จึงทำให้ดูประหนึ่ง ตท.10 ยึดกลาโหม

แต่ก็ไม่มีบทบาทหน้าที่อะไรมากนัก เพราะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ นอกจากไม่ค่อยได้เข้ากระทรวงกลาโหม เพราะชอบไปนั่งที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ แล้ว ยังเป็น รมว.กลาโหม ที่ไม่มีอำนาจ อันส่งผลจากโผโยกย้ายล่าสุดที่ยินยอม ผบ.เหล่าทัพทุกอย่าง แม้แต่ตำแหน่งหน้าห้องฝ่าย เสธ. ของตัวเอง



บรรยากาศใน กระทรวงปืนใหญ่ จึงมิค่อยจักน่าอภิรมย์เท่าใดนัก ไม่มีความเป็นหนึ่ง ต่างคนต่างพวกต่างสีต่างพันธุ์ แถม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็ยังไม่เคยเรียกประชุมฝ่าย เสธ. เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ เรื่องแนวทางการทำงาน จึงประหนึ่งอยู่กันไป ทำงานกันไป แบบตามมีตามเกิด โดยมี พล.อ.จงศักดิ์ เป็น รมว.กลาโหม ตัวจริง ในการเดินงานทุกเรื่อง รวมทั้งคิดแผนระยะสั้นและยาว ในการต่อกรกับ ผบ.เหล่าทัพ

ด้วยเพราะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ นั้น ไม่กล้าชน แต่เล่นบทคุณปู่ใจดี พี่ชายที่น่ารัก ยอมทุกเรื่อง ตั้งแต่โผทหารเรื่อยมา อาจจะเป็นเพราะด้วยวัย 74 และการเป็นสายพิราบที่ไม่กล้าทุบโต๊ะ ไม่อยากเดือดร้อน จึงทำให้ พล.อ.จงศักดิ์ ต้องเป็น "ตัวชน" ยอมเจ็บ ยอมมีเรื่องกับ ผบ.เหล่าทัพ ในเรื่องที่จำเป็นๆ แทน

ด้วยใจหวังกันว่า สักวันหนึ่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะมีแรงฮึดสู้ สวมบทเหยี่ยว กล้าทุบโต๊ะ ขึ้นมาสักวัน แต่นั่นหมายถึงว่า จะต้องถูก "นายใหญ่ ดูไบ" สะกิดมาก่อนแล้วเท่านั้น เมื่อนั้นคะแนนนิยมตอนน้ำท่วม ก็ไม่อาจปกป้องเก้าอี้ ผบ.ทบ. ไว้ได้แน่

สงคราม น้ำ จึงไม่น่าห่วงเท่า สงครามอำนาจ ที่กำลังเป็นอยู่ คือ รอวันปะทุ เดือด และปรอทแตก เท่านั้น โดยมีการแก้ พ.ร.บ.กลาโหม ของพรรคเพื่อไทย เป็นตัวคะตะไลต์ เร่งปฏิกิริยา เพราะในสงครามการเมือง ไม่มีนางเอก หรือพระเอก

ที่สุดแล้ว ประชาชนต่างหากที่จะเป็นหญ้าแพรกที่แหลกลาญ...

(ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14-20 ตุลาคม 2554) ... คลิกสมัครสมาชิก

อ่านบทสัมภาษณ์ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" คลิก

ผู้หญิงกับแมลง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ


ท่ามกลางมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ร้ายแรงในรอบหลายสิบปี

ใคร ก็คงไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้ เพราะต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะศูนย์รวมความหวังของประชาชนทั้งผู้ประสบ ภัยโดยตรงและผู้ได้รับผลกระทบนับล้านคน

บรรดากองเชียร์จึงรู้สึกเห็นใจนายกฯยิ่งลักษณ์

นอก จากติดตามข่าวน้ำท่วมผ่านสื่อต่างๆ แล้ว เวลามีภาพนายกฯ ปรากฏทางหนังสือพิมพ์หรือทีวี จึงเพ่งมองอากัปกิริยาท่าทาง สีหน้าแววตานายกฯ อย่างละเอียดลออเป็นพิเศษ

บางคนบอกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้เห็นนายกฯ ยิ้มเท่าไหร่ ไม่เหมือนตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ

บ้างบอกว่า นายกฯ ดูหน้าตาห่อเหี่ยวลงไปเยอะ เนื่อง จากเพิ่งทำงานได้แค่ 2 เดือนแต่ต้องมาเจอปัญหาใหญ่ เหมือนที่อดีตนายกฯบรรหาร บอกว่าปัญหาตอนนี้

ให้มี 10 รัฐบาลก็รับไม่ไหว

อย่างไรก็ตามคนที่รู้ดีมากที่สุดว่าตอนนี้นายกฯ สุขภาพ จิตเป็นอย่างไร

คือคุณอนุสรณ์ อมรฉัตร หลังบ้านนายกฯ คนแรกของไทยที่เป็นผู้ชาย เป็นแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนายกฯ ระดับร่วมเรียงเคียงหมอน

กลางสัปดาห์ที่แล้วคุณอนุสรณ์บอกว่านายกฯ เครียดมาก ทั้งยังบ่นว่าช่วยประชาชนผู้ประสบภัยได้ไม่ทั่วถึง

ขนาด คุณอนุสรณ์เองยังต้องคอยดูอารมณ์ วันไหนนายกฯ กลับบ้านมาแล้วมีเหตุน้ำท่วมหนักก็จะชวนคุยให้น้อยๆ ไม่อย่างนั้นอาจโดนหางเลขเข้าไปด้วย

เวลามีโทรศัพท์เข้ามานายกฯ ก็ผวาเพราะส่วนใหญ่จะโทร.มาแจ้งว่าน้ำเข้าที่นั่นที่นี่ ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่

แต่แล้วถัดจากนั้น 2 วัน คุณอนุสรณ์ก็ออกมาเปิดเผยอีกครั้งว่า

ตอนนี้นายกฯ ผ่อนคลายและเริ่มยิ้มออกบ้างแล้ว

หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้อมรับพระราชกระแสรับสั่งและเดินตามแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น

คุณ อนุสรณ์บอกด้วยว่านายกฯ ยังเอ่ยปากชมพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ว่าให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ในหลายพื้นที่ได้ทหารเข้ามาช่วยเหลือ

เอาเป็นว่าใครเคยเป็นห่วงกลัวนายกฯ เครียดหนักจนถอดใจไปเสียก่อน ได้ฟังคุณอนุสรณ์พูดอย่างนี้แล้วน่าจะสบายใจขึ้นบ้าง

เชื่อว่าหากนำพาประเทศผ่านวิกฤตหนนี้ไปได้

จากนายกฯหญิงที่ดูอ้อนแอ้นบอบบาง จะพัฒนายกระดับกลายเป็นนายกฯ'หญิงเหล็ก'แน่นอน

ถึงตอนนั้นพวก'แมลงสาบ'ต้องระวังตัวไว้ให้ดี

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/10/54 ธรรมชาติสอนให้รักกัน..แต่นายกเงาเสี้ยมให้ทหารทะเลาะกับรัฐบาล

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ธรรมชาติ สอนคนไทย ให้รู้"รัก"
ผูกสมัคร เติมรอยยิ้ม พริ้มสดใส
แม้นทุกข์ยาก หมองหม่น ก็คน"ไทย"
"รัก"ห่วงใย โอบเอื้อ ช่วยเหลือกัน....


กอดคอแน่น ร่วมทุกข์ ช่วยปลุกปลอบ
ลืมเกลียด-ชอบ ม่งสู่ทาง ร่วมสร้างสรรค์
คือความรัก สวัสดี ที่ผูกพัน
ต่อเติมวัน สุขล้น ของคนไทย....


ยังมีบ่าง ช่างเสี้ยม เตรียมยุแหย่
ไม่เปลี่ยนแปร ความระยำ ทำหวั่นไหว
สมกับพวก "โคตรชั่ว" ตัวจัญไร
เตรียมสุมไฟ ให้แบ่งแยก แตกสามัคคี....


ใช้คำพูด ดั่งอาจม ผสมผสาน
ด้วยสามานย์ เล่ห์ลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
หลอกพวกโง่ ให้เหยียดหยาม ตามราวี
ช่างอัปรีย์ เกินมนุษย์ สุดบรรยาย....


เสี้ยมจากรัก เป็นเกลียด ให้เดียดฉันท์
ที่ผูกพัน ก็เตรียมล้ม แล้วจมหาย
หวังเปลี่ยน"รัก" กลายเป็น"ชัง" พังทลาย
หลอกกันง่าย จริงหนอ..ตอแหลแลนด์....


๓ บลา / ๑๗ ต.ค.๕๔