ที่มา thaifreenews
โดย mandeenee
เพราะเผด็จการ อยู่ได้ด้วยการไม่อธิบาย ไร้เหตุผล และยิ่งจะดีมาก ถ้าไร้คำถาม หรือไร้คนถาม
วิธีเดียวที่จะทำให้ไร้คำถามคือ การทำให้ผู้คน ไร้เวลาว่าง ไร้หัวคิด ไร้ที่จะถาม
เมื่อไรที่เห็นคนเราทำท่าจะโงหัวขึ้นมาคิด เขาก็โยนปัญหาถาโถมใส่เพื่อให้จมปลักอยู่กับปัญหา
(ความยากจน ยาเสพติด และภัยพิบัติ สลับกันเข้ามา ปิดหน้ามันชกท้อง ปิดท้องมันก็กัดหู เหลือเชื่อที่สุด )
เมื่อไรที่เห็นใครทำท่าจะถาม เขาก็เอาไปเป็นพวก
เมื่อไรที่เห็น สถานที่แสดงออกถึงคำถาม เขาก็จะยึด หรือปิดมันซะ
จะปรองดองกับคนที่ไม่ใช้เหตุผล ได้อย่างไร
ขอสะกิดรัฐบาลคุณปู ครับ ว่าถ้าคุณปูคิดจะลองปรองดองกับเผด็จการ ผมว่าคุณคิดผิดแล้วละคับ
อย่างน้อยผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ต้องลงดาบบ้าง
ไม่อธิบดีกรมชล หรือ บอด กฟผ มันต้องฟันทิ้งสักคนละครับงานนี้
ต่างชาติเขามองตาปริบๆอยู่ด้วย งานนี้ถ้าเล่นปาหี่ มีหวัง ไม่มีใครเข้ามาลงทุนอีกอย่างแน่นอน
แล้วแผนการปิดประเทศในสิบปี สิบห้าปี ก็จะเป็นจริง อย่างที่แผนเขารั่วออกมา
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 18, 2011
ปรองดองกับเผด็จการ ท่าทางจะยาก mission impossible
น้ำท่วมนวนคร ข่าวน้ำท่วมนวนคร สถานการณ์น้ำท่วมนวนคร ท่วมแล้ว 100%
ที่มา thaifreenews
โดย นานาสาระ
จากเหตุการณ์คันดินบำบัดน้ำเสียที่ใช้กั้นน้ำ ของนิคมอุตสาหกรรมนวนครได้พังลงเมืี่อวานนี้ และไม่สามารถซ่อมคันดินได้ น้ำจึงได้ทะลักท่วมนวนครอย่างรวดเร็ว เมื่อวานนี้จึงได้สั่งอพยพคนอย่างเร่งด่วนฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกราก โดยมีตะหาน ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ตอนนี้ นวนคร เป็นตำนานใต้บาดาลอีกแห่ง เพราะว่า น้ำได้ท่วมทั่วบริเวณ 100 เปอร์เซ็นต์เรียบร้อยแล้ว โดยแหล่งข่าวรายงานมาว่า มีหลายคนยังติดอยู่ในนิคมแห่งนี้
มูลค่า ของโรงงานทั้งหมด แสนล้านบาท โดยมีโรงงานมากกว่า 200 โรงงาน
คลิปข่าวน้ำท่วมนวนคร ล่าสุด
กาชาดโลกจี้คดีแดง
ที่มา ข่าวสด
ขอเยี่ยม เรือนจำ น้องสาว "ฟาบิโอ" รุดพบตร.
"โรเบิร์ต" ทนายเสื้อแดง น้องสาวฟาบิโอช่างภาพอิตาลีเหยื่อสไนเปอร์เข้าพบกมธ.ตปท.หารือปัญหาสิทธิ มนุษยชนในไทย โรเบิร์ตลั่นยื่นขับปชป.พ้นสหพันธ์เสรีนิยมสากล จากนั้นเข้าพบรองผบช.น.จี้คดี 13 ศพฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ เผยดีเอสไอเตรียมนำคดี"น้องเกด"กับอีก 2 ศพวัดปทุมฯรวมเข้าเป็น 16 ศพ กาชาดระหว่างประเทศเตรียมยกคณะเข้าเยี่ยม 55 เสื้อแดงที่ยังถูกขังในเรือนจำต่างๆ หลังติดต่อมาปีกว่าๆแต่รัฐบาลก่อนไม่ตอบสนอง
หารือ - นาย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช. เข้าพบกมธ. การต่างประ เทศ สภาผู้แทนฯ ร่วมหารือถึงปัญหารัฐบาลชุดที่ผ่านมาละเมิดสิทธิมนุษยชนคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 ต.ค. ที่รัฐสภา นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เชิญนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และทนายความคนเสื้อแดง พร้อมด้วยน.ส.อลิซาเบตตา โปเลงกี น้องสาวนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบปรามคนเสื้อแดง 19 พ.ค.2553 และนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ลูกชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บก.บห.นิตย สาร Voice of Taksin เพื่อหารือถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย โดยเฉพาะกรณีละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานการประกันตัวคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขัง ในเรือนจำ และเพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย
นายโรเบิร์ตกล่า วว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตร่วม 5 ปีหลังเกิดรัฐประหาร ความหวังของคนไทยถูกทำลายลง การที่ตนต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย ไม่ใช่การโจมตีประเทศไทย แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ทำก็เพื่อช่วยเหลือคนไทยในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อที่จะ รับประกันว่าคนที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องได้รับความยุติธรรม ได้รับการปกป้องคุ้มครอง เพราะขณะนี้การคุมขังนักโทษในไทยไม่ได้มาตรฐานสากล สภาพเรือนจำน่าอับอาย เลือดของผู้บริสุทธิ์ไม่สามารถจางหายไปจากกทม.ได้จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ความ จริงได้
ทนายความคนเสื้อแดงกล่าวอีกว่า ตนเดินทางมาไทยครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแค่ทนายแต่ยังเป็นพยานในเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2553 ด้วย และยังเป็นตัวแทนคนเสื้อแดงที่ถูกสังหาร หลังจากนี้จะเดินทางไปเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆ เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานของคนที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจะเรียกร้องรัฐบาลพิจารณาถึงการคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเสนอปรับปรุงสภาพเรือนจำตามคำแนะนำขององค์การฮิวแมนไรต์ วอตช์
นาย โรเบิร์ตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะติด ตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยนายสมยศถูกล่ามโซ่พร้อมๆ กับนักโทษหลายคนเป็นเวลาหลายช.ม. ถือว่าขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสภาพที่มนุษย์ควรได้รับ ยืนยันว่าไม่มีใครจ้องโจมตีประเทศไทย แต่ประชาคมโลกรักและเคารพประเทศไทย ไม่มีใครควรถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพียงเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เป็นเรื่องราวที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่ตนเรียกว่าพรรคทหาร อยากบอกทุกคนว่าจะทำทุกอย่างเพื่อขับพรรคประชาธิปัตย์ออกจากสมาชิกสหพันธ์ เสรีนิยมสากลและจะทำให้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เคารพประชาธิปไตย
"พรรค ประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิแอบอ้างประชาธิปไตย เพราะการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์สวนทางกับชื่อของพรรค สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน และเร็วๆ นี้จะจัดนิทรรศการภาพถ่ายเหตุการณ์สลายการชุมนุมในกทม. เพื่อแสดงภาพถ่ายต่อหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลเผด็จการได้เห็น" นายโรเบิร์ต กล่าว
นายโรเบิร์ตกล่าวอีกว่า สิ่งน่าสนใจขณะนี้คือการที่พรรคประชาธิปัตย์โจมตีคดีที่จะนำตัวผู้กระทำผิด ในเหตุการณ์สลายคนเสื้อแดงไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศว่าเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ ซึ่งอยากบอกให้รู้ว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโจมตีคงเป็นเพราะเกรงจะถูกเปิดโปง และเอาผิด
ด้าน นายสุนัย ประธานกมธ.ต่างประเทศ สภาผู้แทนฯ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าภายใต้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องนิติรัฐและปัญหาการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อยู่ ทั้งนี้กมธ.ต่างประเทศ สภาผู้แทนฯ แต่งตั้งนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. เป็นที่ปรึกษากมธ. เนื่องจากมีคุณสมบัติความเหมาะสมเคยเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน
ขณะที่ นายปณิธาน บุตรชายนายสมยศยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและ ประชาธิปไตยทั่วโลก นายโรเบิร์ตกล่าวว่า กรณีของนายสมยศที่รัฐบาลประชาธิปัตย์คัดค้านประกันตัว โดยอ้างเรื่องมั่นคง ทั้งที่ประเทศไม่มีสงคราม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยืนยันจะดำเนินการให้พรรคประชาธิปัตย์ออกจากองค์กรเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิ มนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วโลก
จากนั้นนายสุนัยให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากได้รับข้อมูลจากนายโรเบิร์ตแล้วจะทำหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เพื่อดำเนินการพิจารณาการให้ประกันตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำโดย ไม่เป็นธรรมตามขั้นตอนของศาลต่อไป แต่ที่น่าเสียใจที่สุดคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยไม่เคยแสดงความห่วงใย เรื่องนี้เลย ถือเป็นเรื่องที่น่าขายหน้าที่สุด
ขณะที่นายโรเบิร์ต ให้สัมภาษณ์ว่า จะยื่นหนังสือถึงองค์กรเสรีนิยมสากล เพื่อถอดถอนพรรคประชาธิปัตย์ออกจากสมาชิกสหภาพข้อหาพยายามปิดกั้นการสอบสวน การเสียชีวิตของคนเสื้อแดง และยังแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ทั้งที่ยังไม่มีการอธิบายเหตุผลการสลายคนเสื้อแดงยืนยันจะตรวจสอบการกระทำ ของนายอภิสิทธิ์อย่างเข้มข้นเกาะติด
ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่บช.น. นายโรเบิร์ต และน.ส.อลิซาเบตตาพร้อมด้วยนายคารม พลพรกลาง ทนายความคนเสื้อแดง เข้าพบพล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพคนเสื้อแดง ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ระบุว่าเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ รัฐ
ภายหลังหารือนาน 1 ช.ม. พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า น้องสาวนายฟาบิโอ ช่างภาพชาวอิตาลี มาพบเนื่องจากเข้าใจว่าสำนวนของนายฟาบิโอส่งมาเป็น 1 ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ 13 ศพที่บช.น.รับไว้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วยังไม่ได้รับมาจากดีเอสไอ ตอนนี้ดีเอสไอยังทำอยู่ เท่าที่ทราบดีเอสไอน่าจะส่งคดีนี้มาให้บช.น.ทำ ซึ่งจากการปรึกษากับนายคารมจะต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ว่านายฟาบิโอเสียชีวิต จากการกระทำของเจ้าพนักงาน จากนั้นจะนำส่งดีเอสไอพิจารณา
นายโรเบิร์ ตกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนการทำงานของตำรวจ เพราะการทำงานของตำรวจเพิ่งเริ่มต้น คดีนี้ถูกทำให้ล่าช้ามานาน รวมถึงมีการปกปิดมาก่อน ขอบคุณตำรวจที่จะทำคดีนี้ แต่คดีผ่านมาปีกว่าแล้วซึ่งมันนานมาก ตำรวจขอให้น้องสาวนายฟาบิโอส่งหลักฐานมาที่ตน เพื่อให้ตนส่งดีเอสไอดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่ามาประเทศไทย แล้วได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ นายโรเบิร์ต กล่าวว่า ได้เพิ่มทุกวัน และจะมาไทยอีกหลายครั้ง จนกว่าจะเข้าถึงข้อเท็จจริงของผู้เสียชีวิตทั้งหมด หวังว่าจะมีคนที่มีจิตใจดีมาให้ปากคำกับตน และหากมีหลักฐานใดสามารถยื่นมาที่ตนได้ ตนมีแผนจะทำอะไรหลายๆอย่าง
"มี เหตุผลอะไรทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงกันไม่ให้เข้าประเทศไทยตั้ง 13 เดือน เรื่องนี้ไม่มีอะไรนอกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการปิดบังหลักฐาน ตอนนี้เรากำลังหาหลักฐานเพิ่มเติมกับคนที่จะมาให้ปากคำเพิ่มเติม ผมมีหลักฐานที่แสดงว่าสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วทำไม่ถูกต้อง" นายโรเบิร์ตกล่าว
ด้าน นายคารมกล่าวว่า นายโรเบิร์ตจะมอบอำนาจตนนำเอกสารจากดีเอสไอมาให้บช.น. เพราะเรามีหลักฐานว่าการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ โดยมีหลักฐานเป็นคำสั่งศอฉ. ทั้งที่ตึกสูงถูกควบคุมโดยเจ้าพนักงาน ลงวันที่ 19 พ.ค. 2553
พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า คดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพวางแผนจะทำให้เสร็จใน 30 วัน แต่พยานหลักฐานจำเป็นต้องสมบูรณ์ที่สุดซึ่งอาจต้องขยายเวลาออกไป กรณีนายฟาบิโอจะส่งดีเอสไอทบทวนเพิ่มเติมว่าจะเข้าเกณฑ์สำนวนคดี 13 ศพหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่านางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา"น้องเกด"น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา 1 ใน 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม เรียนร้องให้รวมกรณีน.ส.กมนเกดเป็น 1 ในคดี 13 ศพด้วย พล.ต.ต. อนุชัยกล่าวว่า วันที่ 18 ต.ค.นี้ดีเอสไอจะส่งมาให้อีก 3 คดี ซึ่งเป็น 3 ศพที่ไม่ได้รวมในคดี 13 ศพก่อนหน้านี้ รวมเป็น 16 สำนวน โดยจะพิจารณาพยานหลักฐานอีกครั้ง เพราะเสียชีวิตในสถานที่และเวลาเดียวกัน หากคดีใดเสร็จก่อนจะส่งอัยการก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลา 10.00 น.พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีการเงินและการธนาคาร ดีเอสไอ เข้าพบพล.ต.ต. อนุชัยเพื่อให้ข้อมูลสำนวนคดี 13 ศพเพิ่มเติม คาดว่ามาหารือเรื่องนำคดีน้องเกด และอีก 2 ศพวัดปทุมฯ รวมในสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพเพิ่มเติมเป็น 16 ศพ
ที่รัฐสภา นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีษสะเกษ ประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เปิดเผยถึงรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องการติดตามตรวจสอบเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือน เม.ย.-พ.ค. พ.ศ.2553 ว่า ข้อมูลส่วนหนึ่งระบุถึงจำนวนของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังตามเรือนจำต่างๆ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรมกว่า 100 คน ข้อมูลล่าสุดวันที่ 30 ก.ย. 2554 มีผู้ถูกคุมขังเหลืออีก 55 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน 12 คน ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์-ฎีกาต่อศาล 15 คน และผู้ที่ถูกพิพากษาจำคุกเด็ดขาดแล้ว 28 คน
นายจิตติพจน์กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรม การกาชาดระหว่างประเทศ(ICRC) องค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ความรุนแรง ประสานมายังพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ขอเข้าเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆ หลังจากกาชาดระหว่างประเทศต้องรอมานานถึงปีเศษๆ โดยเคยประสานรัฐบาลที่แล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง
"สันติ-ยุทธศักดิ์"ไขก๊อก ส.ส.พท."อุดมรัตน์-บุศริณธญ์"ขยับเป็นแทน
ที่มา มติชน
เมื่อ วันที่ 18 ตุลาคม นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดเผยว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือแสดงความประสงค์ลาออกจากการเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย มายังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางสภาจะแจ้งเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ได้รับทราบ เพื่อเลื่อนลำดับสมาชิกคนถัดไปของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทนที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อที่จะถูกเลื่อนลำดับขึ้นมาแทนคือ นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 66 ขึ้นมาเป็น ส.ส.คนใหม่แทน นายสันติ และนางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 64 ขึ้นมาเป็น ส.ส.คนใหม่แทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ | |
| | |
| |
ยิ่งลักษณ์สั่งทบทวนนโยบายประชานิยม เผยเตรียมใช้งบกว่าแสนล้านฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลด
ที่มา มติชน

ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีรายกระทรวง ว่า เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละกระทรวงมีการเตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนระหว่าง น้ำที่ยังไม่ลด และมีการเตรียมทำแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด แต่ละกระทรวงจะต้องบูรณาการงานร่วมกับคณะกรรมการเยียวยาฟื้นฟู 3 ชุด ที่ครม.เห็นชอบไปแล้ว ส่วนตัวเลขงบประมาณที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูต้องรอให้แต่ละกระทรวงสรุปมาก่อน เบื้องต้นงบประมาณที่เตรียมการไว้อาจไม่พอ
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 2 แสนล้านบาทหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นน่าจะเป็นแสนล้านแน่นอน เพราะจะต้องทำให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรม กลุ่มเอสเอ็มอีกลับมาตั้งตัวได้เหมือนเดิม และยังไม่รวมกับงบที่เราต้องบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบ และดำเนินโครงการในพระราชดำริทั้งหมด
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องทบทวนนโยบายประชานิยมเพื่อนำงบประมาณมาฟื้นฟูน้ำท่วมก่อนหรือไม่ นายกฯ ยอมรับว่า แน่นอน ตนให้มีการทบทวนงบประมาณต่างๆ เราจะเน้นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมาทำก่อนเป็นอันดับ แรก รวมทั้งเร่งรัดให้มีเงินฟื้นฟูในโครงการเอสเอ็มแอล เพื่อให้มีเงินลงไปในระบบ รวมทั้งนโยบายพักหนี้เกษตรกร ต่อข้อถามว่าเงินที่จะมาสนับสนุนเพิ่มเติมจะมาจากแหล่งเงินกู้ด้วยใช่หรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็คงจะมาจากแหล่งเงินกู้บ้าง แต่ต้องประเมินภาพรวมก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด จากนั้นจะมีการชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง
ภัยต่อความมั่นคง!?
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ไม่นึกเลยว่าการเดินทางมาเมืองไทยของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นักกฎหมายชาวแคนาดา ในฐานะทนายความนปช.
จะสร้างความปั่นป่วนให้พรรคประชาธิปัตย์มากขนาดนี้
นายอัมสเตอร์ดัมเพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยได้ ไม่ถึงสัปดาห์
พลพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีทุกวัน
นายเทพไท เสนพงศ์ โวยวายตำรวจปล่อยให้นายอัมสเตอร์ดัมเข้าไทย ทั้งที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน และถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นศาล
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ตำหนิรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ปล่อยให้นายอัมสเตอร์ดัมเข้าประเทศ
ให้ เหตุผลว่าในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ใช้คำสั่ง ศอฉ.ได้แจ้ง ตม.ว่านายอัมสเตอร์ดัม เป็นบุคคลที่เป็น"ภัยต่อความมั่นคง"
พูดง่ายๆ ก็คือนายอภิสิทธิ์ออกคำสั่งให้นายโรเบิร์ตเป็นบุคคลต้องห้าม!?
ในกรณีการหมิ่นสถาบัน-ดูหมิ่นศาลนั้น รัฐบาลชี้แจงทันทีว่าทั้งกองปราบปรามและดีเอสไอพิจารณาแล้วไม่พบว่าเข้าข่ายความผิด!
ส่วนคำสั่งศอฉ.ที่ระบุนายอัมสเตอร์ดัม เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
ก็มีการยกเลิกคำสั่งนี้ตั้งแต่เดือนก.ย.2554
คราวนี้ลองย้อนมาดูว่าช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายอัมสเตอร์ดัมทำอะไรบ้างที่เป็น"ภัยต่อความมั่นคง"
เริ่มจากไปเยี่ยมนักโทษเสื้อแดงที่ยังถูกจองจำอยู่ในคุก
วันถัดมาก็ไปพบคอป.สอบถามเรื่องแนวทาง ปรองดองสมานฉันท์ การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากการสลายม็อบแดง 91 ศพ บาดเจ็บอีก 2 พันคน
จากนั้นก็ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้งที่คอกวัวและวัดปทุมวนาราม
นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมเดินสายไปพบญาติ 91 ศพในหลายจังหวัด
ก็ไม่เห็นว่ามีส่วนไหนเลยที่เป็น "ภัยต่อความมั่นคง"
ที่สำคัญการที่นายอัมสเตอร์ดัมมาไทย เพราะต้องการรวบรวมข้อมูล
นำไปใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมในการยื่นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟ้องร้องผู้สั่งการสลายม็อบแดง 91 ศพ
จึงถือว่าเป็นการทวงความยุติธรรมให้ 91 ศพ
เป็นคุโณปการให้กับญาติพี่น้องผู้สูญเสีย
ฉะนั้น หากการเดินทางมาเมืองไทยของนายอัมสเตอร์ดัมจะเป็นภัย
ก็คงเป็นภัยต่อผู้ออกคำสั่งฆ่า 91 ศพเท่านั้น!?
‘เอเอสทีวี’ไม่จ่ายหนี้-ถูกตัดสัญญาณจอดับ
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 17 ต.ค. เว็บไซต์ข่าวเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ "เอเอสทีวี" ถูกตัดสัญญาณออกอากาศ ภายหลังจากเจ้าของดาวเทียม NSS-6 ไม่ผ่อนปรนการชำระหนี้ ทำให้ผู้ชมไม่สามารถรับชมทางจานดาวเทียมได้ แต่ยังชมผ่านอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติ
รายงานข่าวเอเอสทีวีระบุว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. ที่ผ่านมา การแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยผู้ชมทางบ้านได้โทรศัพท์สอบถามมายังสถานีเป็นจำนวนมากหลังจากที่รับชมรายการปกติไม่ได้ เบื้องต้นผู้บริหารระดับสูงของสถานี ชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากการตัดสัญญานดาวเทียม NSS-6 ของบิรษัทนิวสกาย แซทเทลไลต์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เอเอสทีวีเช่าสัญญาณอยู่ โดยที่ผ่านมาเอเอสทีวีทำสัญญาเช่าช่องสัญญานกับทาง NSS-6 มาโดยตลอด แต่ก็มีหนี้ค้างชำระอยู่บางส่วน ล่าสุด NSS-6 ไม่ยอมที่จะผ่อนปรนภาระหนี้ให้กับเอเอสทีวี แม้ทางผู้บริหารจะพยายามเจรจาขอยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือขอชำระเพียงบางส่วนแล้วก็ตาม
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีและแกนนำกลุ่มพันธมิตร เปิดเผยภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียม NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญาณด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญาณมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญาณได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปี นี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน
นาย สนธิ ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา 6-7 ปี ตนเองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหาเงินมาเพื่อให้เอเอสทีวีออกอากาศได้อย่าง ราบรื่นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30 ล้านบาท โดยรายได้ทั้งจากการบริจาคของประชาชนและการช่วยเหลือจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผลิตปุ๋ยออกจำหน่ายช่วยเหลือก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่มากและสม่ำเสมอนัก
“ความ จริงเอเอสทีวีควรจะอยู่ได้เพราะลำพังพันธมิตรฯ และแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวี ซัก1-2 แสนคน ถ้าร่วมกันบริจาค ช่วยกันสมัครเอสเอ็มเอสคนละไม้คนละมือ ทำไมจะอยู่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็แค่เชียร์เรา แค่อยากมีสื่อแบบนี้ มิหนำซ้ำผมยังถูกใส่ร้ายว่ารับเงินทักษิณ มันถึงมีวันนี้ไง วันที่เอเอสทีวีไม่ได้ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมแล้ว” นายสนธิ กล่าว
นายกฯนัดถกก.ต.ช.พรุ่งนี้ เฉลิมยัน"บิ๊กอ๊อบ"นั่งผบ.ตร.ฉลุย
ที่มา ช่าวสด
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 ต.ค. ที่ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม.ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่ง ชาติ(กตช.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่า ในวันที่ 19 ต.ค.นี้ ตนจะเป็นประธานในการประชุมคณะ กตช. โดยใช้ท่าอาศยานดอนเมือง เป็นสถานที่ประชุม
ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้จะชัดเจนในวันที่ 19 ต.ค. ที่จะมีการประชุมก.ตช. ว่าจะเป็นพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่ต้องดำรงตำแหน่ง ซึ่งมีความเหมาะสม เพราะเก่งในการแก้ปัญหายาเสพติด
เมื่อถามว่า มีความมั่นใจหรือไม่ว่าเสียงสนับสนุนจากก.ต.ช.จะไม่มีปัญหาในการให้พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ดำรงตำแหน่งผบ.ตร. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีว่ามั่นใจหรือไม่มั่นใจ แต่คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์
เมื่อถามว่า คิดว่าเสียงในก.ตช.จะเป็นเอกฉันท์หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม”
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/10/54 ยากดีมีจน..ร่วมหลั่งน้ำตา
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
จะยากดี มีจน รวยล้นฟ้า
ภาพน้ำตา หลั่งริน อย่างสิ้นหวัง
ธรรมชาติ ตามลิขิต อนิจจัง
จึงพินพัง ถาโถม เข้าโรมรัน....
แม้นมุ่งมั่น แน่วแน่ จะแก้ไข
ทุ่มเทใจ เต็มแรง เพื่อแข่งขัน
ด้วยหวังต้าน น้ำหลาก กระชากมัน
ยิ่งปิดกั้น ยิ่งไหลท่วม อ่วมอรทัย....
ทั้งโรงงาน บ้านเรือน เหมือนพังพาบ
ยิ่งเห็นภาพ ยิ่งเจ็บช้ำ น้ำตาไหล
ดั่งน้ำบ่า หลั่งรวม จนท่วมใจ
มองทางไหน ก็เหน็บหนาว รวดร้าวระทม....
ร่วมกันสู้ เถิดหนา อย่าสิ้นหวัง
ร่วมพลัง เช็ดน้ำตา อย่าทับถม
ร่วมฟื้นฟู เมืองไทย ใต้โคลนตม
ให้พ้นภัย สุขสม คืนร่มเย็น....
ขอให้ผ่าน เรื่องร้าย ทำลายขวัญ
แล้วตั้งมั่น มุ่งหน้า ฝ่าทุกข์เข็ญ
เพื่อความสุข สวัสดี ที่เคยเป็น
แม้นยากเย็น อย่าทดท้อ..ต่อสู้มัน....
ส่งกำลังใจมาให้ทุกๆ คนครับ
๓ บลา / ๑๘ ต.ค.๕๔
ปีกซ้ายพฤษภาฯ : มาแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ หมวด 2 กันดีกว่า !!!
ที่มา ประชาไท
ผมรับฟังข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความสนใจอย่างยิ่ง แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซี่งมาจากการเลือกตั้ง กลับบอกว่า จะไม่แตะต้องรัฐธรรมนูญ หมวด1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์)
ทั้งนี้ หากไม่ใช่ผู้ที่บอดใบ้ไร้เดียงสาทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยจนเกินไปนัก ก็คงจะตระหนักแก่ใจว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้สังคมไทยยังคงย่ำเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” ที่เอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ก็คือ ปัญหาที่มีที่มาจาก หมวด 1 และ 2 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยเนื้อหา แทบจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานนับ 20 ปีทีเดียว
ดังนั้น วาทกรรม “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่แตะ หมวด 1 และหมวด 2” จึงเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เพราะเท่ากับไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตรงจุดที่เป็นปัญหาใหญ่สุดนั่นเอง
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้เป็นประจักษ์พยานว่า ในการรัฐประหารทุกครั้ง ได้มีการอ้างว่าทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกครั้งทุกครา ซ้ำๆ ซากๆ โดยทุกฝ่ายไม่สนใจที่จะป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก มีการเข่นฆ่าและปลุกเร้าความเกลียดชังกันระหว่างคนไทยด้วยกันอย่างป่าเถื่อน และโหดเหี้ยมถึง 3 เหตุการณ์ นั่นคือ กรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, กรณี 6 ตุลาคม 2519 และ กรณีวิกฤติทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต และถูกละเมิดสิทธิต่างๆมากมาย
กลุ่มปีกซ้ายพฤษภาฯ มีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 และ 2 (รวมทั้ง “อารัมภบท”) ดังนี้
อารัมภบท
พอกันที กับ อารัมภบท ที่เป็นภาษาศัพท์แสงโบร่ำโบราณ อ่านไม่รู้เรื่อง และที่สำคัญที่สุด ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของปัญหาสังคมการเมืองไทย
เป็นไปได้อย่างไรที่ “อารัมภบท”ของรัฐธรรมนูญไทย ไม่มีการกล่าวถึง การโค่นล้มระบอบเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ.2475 , ไม่มีการกล่าวถึงการรัฐประหารโดยเหล่าเผด็จการทหารรุ่นแล้วรุ่นเล่า, ไม่มีการกล่าวถึงการต่อสู้และการเสียสละของประชาชนเลย
โครงเรื่องของ “อารัมภบท” ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กลับห่างไกลจากความเป็นจริง (อาจจะโดย เจตนา) กลายเป็นนิทาน หรือเทพนิยาย ว่า “พระมหากษัติย์” ทรงมีพระราชดำริ … “พระมหากษัตริย์” ทรงโปรดให้….
ภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเพียง “สัตว์ผู้ยาก” ที่รอรับความเมตตาจากพระมหากษัตริย์ แทนที่จะเป็น “เสรีชน”อย่างที่สังคมประชาธิปไตยทั้งมวลพึงเป็น…
“อารัมภบท”ของรัฐธรรมนูญ ควรสะท้อนถึงจิตวิญญาณประชาธิปไตย และมุ่งเพิ่มพลังอำนาจของประชาชน และควรกล่าวถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าความเมตตาของพระมหากษัตริย์ และควรกล่าวถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา
หมวด1 : บททั่วไป
“……..มาตรา ๑ (รูปแบบรัฐ)
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้มาตรา ๒ (รูปแบบการปกครอง)
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตรา ๓ (อำนาจอธิปไตย)
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมมาตรา ๔ (ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค)
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมาตรา ๕ (ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย)
ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกันมาตรา ๖ (กฎหมายสูงสุดของประเทศ)
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้มาตรา ๗ (การอุดช่องว่างในรัฐธรรมนูญ)
ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข……..”
หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ในหมวดนี้มีจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ดังนี้
1) ควรใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” หรือ “ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา” แทนที่คำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งสะท้อนถึงความหวาดกลัวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์(หรือ ความหวาดกลัวที่จะถูกกล่าวหาว่า “ไม่จงรักภักดี” – ไม่ว่าจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ก็ตาม) ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วง 6 ตุลาคม 2519 การใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” กลางๆ จะน้อมนำให้ประชาชนและสถาบันกษัตริย์ใกล้ชิด และผูกพันกันด้วยความรักมากกว่าความหวาดเกรงอย่างที่ปรากฏอยู่
2) มาตรา 3 อันเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยนั้น ควรแก้ไข เพื่อยืนยันหลักการที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ หลักการ “ประชาชนเป็นผู้ถือครองอำนาจสูงสุด” ( - ไม่ว่าประมุขจะเป็นกษัตริย์หรือประธานาธิบดีก็ต้องยึดถือหลักการนี้เสมอ) ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนเป็น “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นตามเจตน์จำนงของประชาชนส่วนใหญ่ ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
3) มาตรา7 (ซึ่งมักถูกผู้ฝักใฝ่ในระบอบเผด็จการ และผู้ต้องการทำลายสถาบันกษัตริย์ นำมาอ้างโดยมุ่งหวังในการทำลายระบอบประชาธิปไตยเสมอ – ดังที่ปรากฏในตอนต้นปี 2549 จนองค์ประมุขต้องทรงออกมาปฏิเสธ) ควรเปลี่ยนแปลง เพื่อมิให้แอบอ้างเอาธรรมเนียมป่าเถื่อนประเพณีเลวทรามของสังคมการเมืองไทย ในอดีตมาใช้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ดังนี้ “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามหลักประชาธิปไตยสากล รวมถึงหลักปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย”
4) รัฐธรรมนูญควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ และระบอบการปกครองได้ โดยกระบวนการที่สันติและภายใต้รัฐธรรมนูญ (โดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธ หรือ เข่นฆ่ากันอย่างในอดีตที่ผ่านมา) จึงควรเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งมาตราในหมวดนี้ ดังนี้ “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ และระบอบการปกครองตามที่กำหนดในหมวด ๑ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ สามารถกระทำได้โดยผ่านกระบวนการทำประชามติ แต่ทั้งนี้จักต้องได้รับคะแนนเห็นชอบสองในสามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
หมวด 2: พระมหากษัตริย์
“…..มาตรา ๘ (ฐานะของพระมหากษัตริย์)
องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้มาตรา ๙ (พระมหากษัตริย์กับศาสนา)
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกมาตรา ๑๐ (จอมทัพไทย)
พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยมาตรา ๑๑ (พระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์)
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาตรา ๑๒ (คณะองคมนตรี)
พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรีคณะ องคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๓ (การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง)
การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๔ (ข้อห้ามสำหรับองคมนตรี)
องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆมาตรา ๑๕ (สัตย์ปฏิญาณขององคมนตรี)
ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
"ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"มาตรา ๑๖ (การพ้นจากตำแหน่งองคมนตรี)
องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งมาตรา ๑๗ (ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์)
การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์พ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยมาตรา ๑๘ (ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมาตรา ๑๙ (ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๐ (ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลาง ก่อนใน ระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือในระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรค สอง ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่ว คราวไปพลางก่อน
มาตรา ๒๑ (ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้"ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาตามมาตรานี้มาตรา ๒๒ (การสืบราชสมบัติ)
ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗การ แก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูล เกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้ รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง
มาตรา ๒๓ (การสืบราชสมบัติ)
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญ องค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่ง ตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหา กษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือให้ความเห็นชอบตาม วรรคสองมาตรา ๒๔ (การสำเร็จราชการแทนชั่วคราวระหว่างไม่มีผู้สืบราชสมบัติ)
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติ วงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๒๓ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ไว้ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ๆ แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้น ทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปตามวรรคหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลาง ก่อนใน กรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่งหรือทำ หน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวตามวรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสาม มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๕ (การปฏิบัติหน้าที่ขององคมนตรี)
ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓ วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือมาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยู่ในระหว่างที่ไม่มีประธานองคมนตรีหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้ ให้คณะองคมนตรีที่เหลืออยู่เลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธาน องคมนตรีหรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แล้วแต่กรณี….”
ปัญหาในหมวด 2 มีมากมาย ทั้งในแง่ของการตีความ และ โดยเนื้อหา ซึ่งควรได้รับการร่างใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อความสอดคล้องต้องกันระหว่างหลักการประชาธปไตย กับสถานะของพระมหากษัตริย์ภายในระบอบนี้
1) ข้อความที่ว่า “….เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้….” มีความหมายกว้างขวางเพียงใด ควรได้รับการวิเคราะห์ ทั้งในเชิงกฎหมายและสังคมวัฒนธรรม ในความเห็นของผู้เขียน วลีนี้ ไม่รวมถึง การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต และเป็นสิทธิที่ประชาชนนั้นมีมาแต่สมัยสมบูรณญาสิทธิราชย์แล้ว อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันก็เคยทรงตรัสรับรองไว้ (แน่นอนว่าย่อมไม่รวมการวิจารณ์เรื่องส่วนพระองค์ หรือการซุบซิบนินทาที่ชนชั้นกลางนิยมทำกัน)
2) “….ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้…” ข้อความนี้ตีความได้ 2 ประการ คือ
ก) กล่าวหาหรือฟ้องร้องไม่ได้เลยโดยสมบูรณ์ หรือ
ข) กล่าวหาหรือฟ้องร้องได้เมื่อทรงพ้นจากการครองราชย์สมบัติแล้ว ดังปรากฏในบางสังคม ถ้าประมุขของชาติกระทำความผิดร้ายแรง เช่น ทรยศต่อชาติ ฯลฯ ประมุขนั้นจะต้องถูกถอดออกจากตำแหน่งก่อน จึงจะพิจารณาโทษได้ (ไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เป็นเช่นนี้
สำหรับผู้เขียนเองตีความตามข้อ ข) แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก คงยกให้อาจารย์ทางนิติศาสตร์ได้พิจารณา
3) การขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา (แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน เมื่อแรกทรงขึ้นครองราชย์ ก็ทรงได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน) และควรจัดให้ทรงปฏิญาณตนต่อรัฐสภาก่อนขึ้นครองราชย์ด้วย
4) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ควรเป็นอำนาจของรัฐสภา เพื่อป้องกันความสับสนและป้องกันการแอบอ้างแต่งตั้ง
5) ควรกำหนดการพ้นจากราชสมบัติในรัฐธรรมนูญด้วย ดังอาจวางเกณฑ์ไว้ดังนี้
ก) สวรรคต
ข) ทรงสละราชสมบัติ(ต้องทรงได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน)
ค) ทรงสละการเป็นพุทธมามกะ และ/หรือ ไม่อาจทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
ง) ทรงมีสภาพเป็นคนไร้ความสามารถโดยเหตุวิกลจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๒๘
จ) ทรงมีสภาพเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒
ฉ) ทรงหายสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๑
ช) ทรงกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ – ๑๑๗ และ มาตรา ๑๑๙ – ๑๒๒ และ มาตรา ๑๒๗ – ๑๒๙
(จากข้อ ง) ถึง ข้อ ฉ) ให้รัฐสภา เป็นผู้ดำเนินการจนสิ้นกระบวนการ)
ซ) เมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นผลบังคับใช้ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม (ด้วยเหตุที่พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ จึงเท่ากับทำให้ “สถาบันกษัตริย์”สิ้นสุดลงด้วยทุกครั้ง หากจะให้พระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ต่อ ก็จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่จึงจะถูกต้อง - ว่าที่จริงข้อนี้ ไม่จำเป็นต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ได้ เพราะเป็นไปตามสามัญสำนึกอยู่แล้ว - แต่บัญญัติไว้ก็ดี เพราะผู้ทำรัฐประหารล้วนเป็นผู้ที่ปราศจากสามัญสำนึกทั้งสิ้น !!!)
6) ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับองคมนตรีในรัฐธรรมนูญให้หมดสิ้น ต้องขอเรียนว่า ผู้เขียนมิได้มุ่งหมายให้ยกเลิกองคมนตรี แต่เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่า การแต่งตั้งองคมนตรี (หรือที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์) เป็นพระราชอำนาจโดยบริบูรณ์ขององค์พระมหากษัตริย์อยู่แล้ว จึงไม่ควรถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ อำนาจที่นอกเหนือจากการเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ต้องตกเป็นของรัฐสภาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, การเสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และ การเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์
หากยังคงกำหนดองคมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ควรจำกัดอำนาจขององคมนตรีไว้เพียงการเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เท่า นั้น และควรกำหนดสัดส่วนให้สอดคล้องกับภาพรวมของสังคมไทย เช่น ต้องมีผู้หญิง, ต้องมีวิชาชีพต่างๆ และสถานะทางสังคมที่หลากหลาย มิใช่มีแต่ผู้ชาย ชนชั้นสูง และอดีตข้าราชการระดับสูงเท่านั้น
อันที่จริง กลุ่มปีกซ้ายพฤษภาฯ ยังมีข้อเสนอในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๓ “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” หมวด ๔ “หน้าที่ของชนชาวไทย” และ หมวด ๕ “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” แต่ขอยกไปในโอกาสหน้าครับ
***********************************************
หมายเหตุ: บทความนี้ดัดแปลงจากการบรรยายของผู้เขียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่ พ.ศ.2550 ช่วงร่าง รัฐธรรมนูญ2550…..ทบทวนดูแล้วพอจะแลกเปลี่ยนกับข้อเสนอของคณะ “นิติราษฏร์”ได้บ้างไม่มากก็น้อย




