WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 26, 2011

ขอพูดอะไรแรงๆสักครั้งในชีวิตค่ะ...แตหลอ!

ที่มา Thai E-News

ไม่ จริงหรอกที่ว่าหนูดีจบด้านสมองจากฮาร์วาร์ดมาเพียงคนเดียวของประเทศ อย่างน้อยก็มีิอีกราย รายนี้เป็นคนไทยแท้ๆเรียนหมอจุฬาฯ แล้วมารู้ใจตัวเองว่าชอบเป็นครูมากกว่า เลยไปเรียนโทด้านสมองที่ฮาวาร์ด บ้านอยู่ปทุมฯแต่ก็ไม่เคยออกมาโวยวายเลยว่า "ขอพูดอะไรแรงๆสักครั้งในชีวิต พูดแล้วจะร้องไห้..." แต่เธอพูดว่า"คนอเมริกันไม่ค่อยสนใจน้ำท่วมในประเทศไทย คนไทยเราก็ต้องช่วยเหลือกันเอง ถ้าเราไม่รักกัน ใครจะมารักเรา"

โดย prewden

จากประเด็นฮ็อตเรื่องทวิตเตอร์ของหนูดี ที่มีวาทะเด็ดเรื่องผู้นำโง่ จนโดนด่ายับเยิน ต้องมาแก้ตัวตามทีหลัง แถมยังแถประจบเอาใจเชียร์นายกฯผู้หญิงอีกต่างหาก

ภาษาชาวบ้านเรียก "แตหลอ"

จึงขอย้อนอดีตความ "แตหลอ" อีกประเด็น ดูง่ายๆ ประวัติหนูดี-วริษา เรซ จะพบว่าพยายามเอาสถาบันการศึกษาที่เรียนจบมาใช้หากิน อวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านสมองเพียงคนเดียวใน ประเทศไทย

จะบอกว่ากูฉลาดคนเดียว เรียนที่นี่คนเดียวได้ว่างั้นเหอะ

ขอเชิญที่นี่ www.kru-mon.com ของ"ครูม่อน"- ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล คนไทยแท้ๆที่เรียนปริญญาโทด้านสมองจากฮาร์วาร์ด

ครูม่อนไม่ใช่ลูกครึ่งอเมริกัน ไม่ใช่คนที่โตเมืองนอก ไม่ใช่คนที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ (เข้าใจว่าไม่ได้เรียนแค่ปริญญาโทด้วย เคยได้ยินว่าจะเรียนปริญญาเอก)

ประวัติครูม่อน



มัธยม:โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

AFS: รุ่น 40 ประเทศนอร์เวย์

ปริญญาตรี: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปริญญาโท: Master of Education (Mind, Brain and Education), Harvard Graduate School of Education (ปริญญาโทด้านสมองกับการศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด )
ครูม่อน พูดถึงตัวเธอเองว่า

เลือกเรียนหมอเพราะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร พอเรียนๆไปก็ค้นพบว่า ตัวเองไม่ชอบเรียนหมอและไม่ได้อยากเป็นหมอ ระหว่างนั้นก็ค้นหาตัวเองจนรู้ว่าสนใจเรื่องการศึกษา และการใช้ความรู้เกี่ยวกับสมองให้เป็นประโยชน์กับการศึกษา

ตัดสินใจลาออกจากคณะแพทย์หลังจากจบปีสี่เพื่อไปศึกษาต่อด้านที่สนใจจริงๆ ม่อนได้ไปเรียนปริญญาโทสาขา Mind, Brain and Education ซึ่งก็คือ การเรียนเรื่องการนำความรู้ด้านสมองและจิตใจมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ กับการศึกษา ครูม่อนหวังว่าครูจะได้มีส่วนช่วยเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านได้ทำตามความฝัน ของตัวเองนะคะ
เธอเขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งชื่อ ฟังเสียงหัวใจ เรียนอะไรที่ใช่เรา โดยอธิบายหนังสือเล่มนี้ว่า จากหมอมาเป็นครู จากจุฬาฯสู่ฮาร์วาร์ด บทเรียนการเลือกคณะและเปลี่ยนเส้นทางชีวิต พร้อมแนะนำผู้อ่านว่า รู้ใจตัวเ้อง เลือกคณะที่ใช่ ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

และลองอ่านบทความต่างๆจะเห็นได้ว่า เขียนด้วยภาษาง่ายๆแต่ความคิดเฉียบคมตรงประเด็น และบางบทความได้แฝงธรรมะเข้าไปด้วย ไม่มีการดูถูกดูแคลนคน ไม่ยกตนข่มท่านเลย เอาความรู้ที่มีมาแบ่งปันเพื่อสังคมโดยไม่เน้นเรื่องเงินทอง

ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็อ้างสถาบันฮาวาร์ดหากิน ออกหนังสือเยอะแยะแต่เนี้อหามีอยู่เท่าเดิม

เคยเจอตัวจริงของน้องเขา(ครูม่อน)ครั้งเดียว ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เขาเป็นคนไม่คุยโม้โอ้อวด คนรอบๆตัวไม่รู้เลยว่าเนี่ยเรียนจบฮาวาร์ดมานะ วางตัวก็ติดดิน แต่งตัวก็ไม่เวอร์

ที่สำคัญ บ้านน้องเค้าก็อยู่ปทุมธานี เค้าไม่บ่นสักคำ ว่าจะเป็นจะตายกับน้ำท่วม แถมยังเขียนบทความ ให้คนไทยต้องช่วยเหลือกัน

ช่วงนี้ดูข่าวน้ำท่วมแล้วรู้สึกสงสารประเทศไทยของเราจัง แต่ที่เซ็งไม่แพ้กันก็คือว่าข่าวบ้านเราไม่ค่อยได้รับความสำคัญที่อเมริกา เท่าไหร่เลย ซึ่งก็จริงอยู่ที่ประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆที่อาจจะไม่ได้สำคัญสำหรับเขา เท่าไหร่

แต่รู้สึกได้เหมือนกันนะว่าคนอเมริกันเองก็ไม่ค่อยสนใจสิ่งเกิดขึ้นในประเทศ อื่นๆ อย่างเช่น ประเทศเราสักเท่าไหร่ ช่วงนี้เวลาไปเรียน ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะพยายามเล่าให้เพื่อนๆในห้องฟัง และฝากบอกว่าสามารถบริจาคให้ผู้ประสบภัยผ่านเว็บสภากาชาดได้

ทำให้รู้สึกจริงๆว่าคนไทยเราก็ต้องช่วยเหลือกันเอง เพราะคนอื่นก็คงไม่ได้สนใจเราสักเท่าไหร่หรอก ถ้าเราไม่รักกัน ใครจะมารักล่ะ


แถมยังหาทางเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆต่างชาติมาช่วยคนไทยอีก

เห็นดังนี้ก็เลยอดเปรียบเทียบกับอีกคนไม่ได้จริงๆ

คลิปปลาวาฬมาแล้วเข้ากรุงเทพด้วย

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ



สุรพล ยอมหักยันไม่ลาออกจาประธาน MCOT <--- ไม่ลาออกดีๆ ก็ปลดออกเลยไม่ต้องเกรงใจ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

จากข่าวนี้นะครับ

http://www.thairath.co.th/content/eco/211939

คือ นายสุรพล นิติไกรพจน์ นี่ไม่ได้มีความดีอะไรสำหรับประเทศไทย และเป็นพวกอำมาตย์เต็มที่ และตำแหน่งประธานบอร์ดของรัฐวิสาหกิจนั้น สามมารถปลดออกได้ด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ผุ้ถือหุ้น

ดังนั้น หากนายสุรพล ดื้อด้าน ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไร เรียกประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือกระทรวงการคลังนั่นแหละที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปลดออกไปเลย

ตำแหน่งนี้ไม่ต้องมีการโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่บอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี
อันที่จริง อสมท. ตอนนี้มีสภาพเป็น บริษัท มหาชน จำกัด อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทมหาชน

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง กรรมการบริษัท ประธานบริษัท ขึ้นกับที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

ซึ่ง อสมท. กระทรวงการคลังถือหุ้น 100%
ดังนั้น กระทรวงการคลังก็ปลดสุรพลได้เลย เมื่อไม่ยอมดื่มสุรามงคล ก็ต้องจับกรอกครับ


ก็ปลดอออกไปเลยครับ
พวกอำมาตย์นี่หน้าด้านทุกคน เมื่อหน้าด้านก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ

ขอเขียนอะไรมันแค่ตัวหน้งสือเขียนอย่างไรก็ได้

ตำแหน่งในบริษัท หากผู้ถือหุ้นไม่พอใจ ก็ประชุมปลดออกได้ทุกเมื่อ

แม้น้ำจะท่วม กทม. แต่หาก พรรค ปชป.หยุดพูดหยุดวิจารณ์ สักพัก ความเครียดคนจะน้อยลง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

น้ำท่วมก็เครียดกันพอแล้ว รอลุ้นอยู่ว่าจะเข้าบ้านตัวเองเมื่อไหร่ จะอพยพเมื่อไหร่ จะหาสะเบียงเพิ่มได้ไหม จะอุดน้ำได้หรือไม่ แค่นี้มันก็เครียดกันพออยู่แล้ว

แต่ต้องมาฟังน้ำลาย ไร้สาระของพวกพรรคประชาธิปัตย์ พวกสะลิ่ม อีก มันยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้น ประชาชนคงระเบิดเข้าสักวัน

การ พูดของพรรคเปรตนี้ "ปากจะบอกก่อนว่าหวังดี" แต่จริง ๆ คือหวังร้าย ข้อสำคัญ พวกนี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จะต้องแก้ไข ตัดสินใจดำเนินการ พูดมาก็มีแต่ทำให้เกิดความหงุดหงิดกันทั่วหน้า

แถลงการณ์ก็ไม่มีอะไรนอกจากด่าคนโน้น โยนความผิดให้คนนี้ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ไม่มีประโยชน์ต่อสถานการณ์อะไรทั้งสิ้น

ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ต้องการคำแนะนำของ "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่เชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่คำแนะนำของนักการเมืองฝ่ายค้านว่าจะต้องทำอย่างไร

ไม่ ต้องสอนคนอื่น ทุกคนโตแล้ว เขาต้องการข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเขาก็จะต้องเสนอปัญหา ทางเลือกต่างๆ ผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือก

นักการเมืองที่มีตำแหน่ง เช่น นายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เขาก็มีหน้าที่ตัดสินใจเมื่อเห็นข้อเสนอ และทางเลือกของผูเชี่ยวชาญแล้ว

ไม่ มีใครฟัง ความเห็นของ สส.ฝ่ายค้าน ทีไม่ใช่ทั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่มีข้อมูล มีแต่ "เป้าหมายทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม"
คำแนะนำของฝ่ายค้าน หัวหน้าฝ่ายค้าน จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ
ยกเว้นว่า บ้านคุณเดือดร้อนอย่างไร ในฐานะตัวแทนเขตนั้น ก็มาเสนอปัญหาได้

ไม่ ใช่มาแนะนำวิธีตัดสินใจ วิธีทำงาน วิธีแก้ปัญหา พวกคุณไม่มีข้อมูลปัจจุบันที่ทันการ ไม่มีความรู้ความเชียวชาญด้านนั้น มีแต่ความเห็นท่วไป ที่ไม่ต่างจากคนเดินถนนทั่วไป


หากหุบปากกันสักพัก วิกฤติมันจะน้อยลง

มาตรา 31

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2554)

ใครที่เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้ ′พ.ร.ก.ฉุกเฉิน′ อาจจะผิดหวังไปนิดหน่อย

เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจประกาศใช้มาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแทน

เป็นกฎหมายที่ใช้บริหารงานในภาวะฉุกเฉินโดยไม่ต้องประกาศเป็นภาวะฉุกเฉิน

อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เสียบรรยากาศด้านเศรษฐกิจ หรือไม่ทำให้เกิดปัญหาและข้อถกเถียงในเรื่องการประกันภัยภายหลังน้ำลด

แต่ถามว่าทำไมต้องประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้

ประเด็นก็มีอยู่แค่ว่า จัดการกับปัญหาน้ำจำนวนมหาศาลว่ายุ่งยากอยู่แล้ว แต่จัดการกับเรื่องของคนด้วยกันยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่

ไม่ว่าจะกับประชาชนหรือนักการเมือง

เพราะไม่ได้ทำงานมาต่อเนื่องเรื่องทำความเข้าใจกับชาวบ้านแต่ต้น

คนที่ต้อง ′เสียสละ′ มาตลอด ก็มีสิทธิตั้งคำถามว่า ทำไมเขาต้องสังเวยชีวิตและอนาคตให้กับคนอีกจำนวนหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

ที่จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาของน้ำท่วมเป็นอย่างไร

นอกจากในจอทีวี

และเพราะพูดจากัน ′คนละภาษา′ กับพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน ′การประสานงาน′ ก็กลายเป็น ′การประสานงา′

กว่าจะทำให้กลับมาพูดเรื่องเดียวกันได้ ก็ไม่รู้ว่าสายไปแล้วหรือเปล่า

และที่สาหัสไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การพูดจาคนละภาษา กับคนในพรรคเดียวกันเอง

เอโพดำในสำรับตัวเองทั้งสิ้น

มี ′พนังที่มองไม่เห็น′ คอยปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง เหมือนกับคันกั้นน้ำของแต่ละพื้นที่ ซึ่งตั้งขึ้นมาด้วยความหวังว่า น้ำจะไม่เข้าบ้านฉัน

แต่จะไปบ้านเธอหรือเปล่าไม่รู้

เมื่อเห็นแต่ภาพเล็กไม่เห็นภาพใหญ่

การบริหารจัดการก็อลหม่าน จนกระทั่งวิกฤตคุกคามเข้ามาจ่อคอหอย จึงได้รู้สึกว่า

หนนี้ไม่ใช่จะเอาตัวรอดยังไง แต่จะช่วยกันยังไงให้น้ำและวิกฤตผ่านไปเร็วที่สุดและกระทบกระเทือนน้อยที่สุด

ความ เป็นจริงของวันนี้บอกกับเราทุกคนว่า ลำพังแค่ปัญหาน้ำจำนวนมหาศาลที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน ก็จัดการให้ลดหรือหมดไปด้วยหลักวิชายากยิ่งอยู่แล้ว

ถ้าการตัดสินใจแก้ปัญหา ยังมีประเด็นการเมืองเข้ามาสอดแทรก ยังลูบหน้าแล้วปะจมูกคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง

ก็เอวัง

วันนี้ ให้รักและผูกพันกันขนาดไหนก็ต้องพูดจาด้วยภาพรวมของปัญหา ด้วยงาน ด้วยวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาที่เป็นเอกภาพและด้วยภาษาเดียวกัน

ในวาระที่มีทุกข์คนครึ่งประเทศเป็นเดิมพัน

ไม่มีที่ว่างให้สำหรับความไร้สาระใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 31 ไม่ได้แก้ปัญหานี้ทั้งหมด แต่เป็นแค่สัญญาณเตือนให้รู้ว่า

วาระของความเป็นตายมาถึงแล้ว

การเมือง"ใต้กระแสน้ำ "เพื่อไทย"ติดกับดักตัวเอง

ที่มา มติชน


นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แฉของบริจาคถูกติดป้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริจาค


มติชน 26 ตุลาคม 2554

"ถ้าเป็น ส.ส.และข้าราชการการเมืองที่เป็นแกนนำเสื้อแดง

สามารถเบิกจ่ายถุงยังชีพได้ถึงคนละ 5,000 ถุง

แถมมีรถจัดส่งถึงที่หมายด้วย"


ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็น "ประสิทธิภาพ" ของกระแสการเมืองที่อยู่เหนือกระแสน้ำท่วม และเป้าหมายของการติเตียนและติติงว่า "ล้มเหลว" ในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก็คือรัฐบาล

วันนี้เสียงผู้ประสบปัญหาเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมขังเริ่มขยับเข้ามาส่ง เสียงดังใกล้หูรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เต็มที หลังจากผู้รับผิดชอบได้ออกประกาศเตือนและแถลงการณ์ นับถอยวัน "กระจายความทุกข์" ให้คนเมืองกรุงได้สัมผัสกับบรรยากาศน้ำท่วมกันแล้ว

ขณะที่ชายฉกรรจ์ผมเกรียนเรือนพันเรือนหมื่นนายจากเหล่าทัพต่างๆ กำลังขะมักเขม้นในการกรอก-ขนกระสอบทรายสร้างแนวกั้นน้ำ ขับรถยีเอ็มซีคันโตออกตระเวนรับผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านพัก ...ปรากฏว่าบรรดานักการเมืองที่ชูมือหรา หาเสียงว่าจะขออาสา "บำบัดทุกข์บำรุงสุข" ให้ประชาชนเพื่อแลกคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลับใช้ "คำพูด" ทำงานแทนเสียมากกว่า

และเมื่อสถานการณ์เมืองกรุงใกล้จะจมอยู่ในบาดาลเหมือนจังหวัดตอนบนอื่นๆ ที่ประสบมาแล้ว ก็ยิ่งเห็น "ตัวจริง" ของผู้แทนมากขึ้น !!

พักเรื่องปัญหาต่างคนต่างชี้นิ้ว "โทษกันไปมา" ระหว่างรัฐบาลกลางของพรรคเพื่อไทย กับการทำงานในแนว "ปะทะ" มากกว่า "ประสาน" ของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ใต้ปีกของพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดเรื่องนี้ย่อมพิสูจน์ได้ด้วยวลี "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"

แต่สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าและมีความเร่งด่วนมากถึงมากที่สุดในการเยียวยา ผู้ประสบภัยที่ในเบื้องต้นที่ยังติดอยู่บ้านพักของตัวเอง ขาดแคลนเครื่องใช้อุปโภคบริโภคทุกประการ และแถมยังมี "ขโมยขึ้นบ้าน" เป็นอีกภัยหนึ่งที่มาจากมือมนุษย์ที่มาซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกนั้น

กลับพบว่าการขับเคลื่อนเข้าคลี่คลายปัญหากลับเป็นว่า "ไร้กระบวนท่า"

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ หากเป็นเขตหรือชุมชนที่ "ผู้แทน" อยู่ในอำนาจ ไม่ใช่พวก "ส.ต.หรือสอบตก" ก็จะได้รับการดูแลที่รวดเร็วกว่า พร้อมกับมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครันมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเสียงสะท้อนของ ส.ต.หลายคน ออกมาบ่นแกมตัดพ้อกับแกนนำชุมชนในพื้นที่น้ำท่วมว่าถ้าเป็น ส.ส.ก็คงช่วยได้มากกว่านี้

ขณะเดียวกันในหมู่ของพรรคร่วมรัฐบาล หรือภายในพรรคเดียวกันก็มี "ปัญหาเชิงซ้อน" ขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นจากการกระทบกระเทียบของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่พาดพิงถึง "ผู้มีอิทธิพล" เหนือกรมชลประทาน ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในการพร่องน้ำลงทะเล

และล่าสุดภายในพรรคเพื่อไทยก็เกิดอาการ "ฝีแตก" อันเนื่องมาจากการได้รับปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่าง ส.ส.เพื่อไทย ค่ายเสื้อแดง กับ ส.ส.เพื่อไทยเกิดขึ้น

ที่ ศปภ. ท่าอากาศยานดอนเมือง มีสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นซึ่ง ศปภ.ได้รับบริจาคมาจำนวนมาก แม้จะมีการทยอยนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยแล้ว แต่ที่เห็นด้วยสายตาก็ยังมีเรือและสิ่งของที่จำเป็นวางกองอยู่พร้อมกับเขียน ชื่อ "ผู้จอง" ไว้เสร็จสรรพ

"ฉลอง เรี่ยวแรง" ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม มีชาวบ้านเดือดร้อนรอคอยความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ได้ไปติดต่อขอเบิกสิ่งของไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ ศปภ. โดยได้ถุงยังชีพ 500 ถุง จากที่ขอไป 2 พันถุง

ในชั้นแรกอาจจะเข้าใจได้ว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องกระจายความช่วยเหลือไปในที่ต่างๆด้วย เพียงข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนี้ เพราะ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทยผู้นี้ ระบายความอึดอัดใจว่า ถ้าเป็น ส.ส.และข้าราชการการเมืองที่เป็นแกนนำเสื้อแดงสามารถเบิกจ่ายถุงยังชีพได้ ถึงคนละ 5,000 ถุง แถมมีรถจัดส่งถึงที่หมายด้วย

"ทุกวันนี้ผมไม่รู้ว่าเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย หรือพรรคเสื้อแดงกันแน่" เป็นคำกล่าวของ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ชื่อ "ฉลอง เรี่ยวแรง"

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพาดพิงถึงการดูแล "เสื้อแดง" ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะตั้งแต่กระจายตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่คนเสื้อแดงได้ปูนบำเหน็จ มาจนถึงการดูแลผู้ประสบภัยก็ยังมีการยืนยันว่าดูแลดีกว่า

พรรคประชาธิปัตย์เคยกระทุ้งรัฐบาลว่าอย่า ดูแลเฉพาะคนเสื้อแดง ขอให้กระจายไปยังคนกลุ่มอื่นด้วย ก็ถูกสวนกลับว่า "เล่นการเมือง" บนความเดือดร้อนของประชาชน กับครั้งนี้ที่คนใน "พรรคเสื้อแดง" ออกมาพูดเอง แกนนำพรรคไทยคงหาข้อแก้ตัวลำบาก



นปช.ชี้แจง ช่วยน้ำท่วมโดยสุจริตใจ

ไม่ไหวจะเคลียร์กับกทม.เช็คทางออกพ้นเมืองหลวงมุ่งหน้าเหนือ-อีสานได้ที่นี่

ที่มา มติชน






ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ว่า เว็บไซต์ สำนักบริหารบำรุงทาง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม www.doh.go.th ได้ขึ้น รูปภาพแผนที่แสดงทางออกจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ลงข้อมูลวันที่ 26 ตุลาคม 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมถึงจังหวัดอื่นๆที่ ต้องการจะเดินทางออกต่างจังหวัดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมโดยรอบขณะนี้

‘ยิ่งลักษณ์’สั่งตรึง3จุดหลักกั้นน้ำเข้ากรุง รับคุมน้ำท่วมกรุงเทพได้50:50 ต้องทน2สัปดาห์ถึง1เดือน

ที่มา มติชน

ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าในส่วนของ ศปภ.จะยังไม่มีการย้ายที่ทำการ เพราะต้องการให้อยู่ดูแลประชาชน เมื่อถามว่ามีรายงานจุดแตกเพิ่มในรอยต่อของกทม.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อย่างเมื่อวันที่ 25 ตค.ที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จในการใช้ถุงทรายขนาดใหญ่ลงไปอุดรอยชำรุดที่ เมืองเอก แต่ก็ยังมีจุดอื่นแตกเพิ่ม และวันเดียวกันนี้ก็จะมีการนำเข้าถุงทรายขนาดใหญ่ถ้าเป็นไปตามเป้าหมาย สถานการณ์ก็จะดีขึ้นบ้าง วันนี้น้ำเป็นพายุมหึมามากและมีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก คงต้องมีน้ำไหลเข้ามาในพื้นที่กทม.บ้างแต่เราก็จะพยายามทำให้น้ำนั้นไหลผ่าน ให้เร็วที่สุดสิ่งที่เราพยายามทำวันนี้คือการชะลอเพื่อไม่ให้น้ำทะลักเข้ามา อย่างรุนแรงจนประชาชนเตรียมตัวไม่ทัน เราพยายามชะลอเพื่อให้น้ำมีเวลาไหลลงผ่านตามท่อระบายน้ำของกทม. แต่ด้วยศักยภาพระบบสูบน้ำของกทม.เพียงจังหวัดเดียวเท่ากับของกรมชลประทาน ทั้งประเทศก็หวังว่าจะสามารถช่วยได้ในบางส่วน

เมื่อถามว่าเท่าที่ ประเมินน้ำจะทะลักเข้าท่วมพื้นที่กทม.100 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดใหญ่ที่เราป้องกันไว้ทั้ง 3 จุด ทั้งฝั่งตะวันออก ด้านทิศเหนือ บริเวณประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ และฝั่งตะวันตก บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาถ้าเราสามารถกั้นได้สถานการณ์ก็จะดีขึ้น แต่ถ้าจุดใดจุดหนึ่งไม่สามารถป้องกันได้น้ำก็จะท่วมในบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าเลวร้ายคือทั้ง 3 จุดไม่สามารถดำเนินการป้องกันได้น้ำก็จะท่วมพื้นที่กทม.ทั้งหมด แต่ถ้าบางส่วนเรายังรักษาไว้ได้น้ำก็จะไม่ท่วมพื้นที่กทม.ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ระดับน้ำก็คงจะมีความสูงไม่เท่ากันเริ่มตั้งแต่ 10 ซม.ถึงเมตรกว่า เส้นทางคมนาคมก็จะมีทางด่วน มีทางโทลล์เวย์ที่ยังสามารถใช้การได้


เมื่อถามว่าโอกาสที่ 3 จุดคันกั้นน้ำ กทม.จะพังมีมากแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปอย่างที่พล.ต.อ.ประชาระบุไว้ คือ 50:50 แต่ในความเป็นจริงของการทำงาน เจ้าหน้าที่ทำมากกว่า 50 พยายามทำทุกวิถีทาง วันนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน กองทัพ กทม.ต่างก็เข้ามาช่วยกัน รวมทั้งตำรวจด้วย
“ในจุดต่างๆของบางพื้นที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ทาง การแจ้งเตือน ขอให้เวลา 1 วันน้ำจะเข้ามาแน่นอนหรือในบางพื้นที่ที่อยู่ติดชิดกับแม่น้ำ ก็ขอให้รีบอพยพหรือขนย้ายสิ่งของภายใน 3 ชั่วโมง”นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่าถ้าสถานการณ์รุนแรงที่สุดประเมินว่ากทม.จะมีภาวะน้ำท่วมขัง กี่วันถึงจะระบายลงสู่ทะเลได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่สามารถพูดได้ต้องขอทำงานก่อนเพราะยังไม่รู้ระบบการระบายน้ำของกทม.ก็ ประมาณว่าจะอยู่ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแต่สถานการณ์จะไม่รุนแรงเหมือนพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะต้องถือว่าชาวต่างจังหวัดได้รับความทรมานมากกว่าใช้เวลา 2-3 เดือน และระดับน้ำก็สูงมาก ซึ่งในพื้นที่เขตชั้นในของ กทม.เรายังมีความมั่นใจมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ ว่าจะป้องกันได้ โดยตั้งแต่ประตูจุฬาลงกรณ์ ใช้กำลังของกองทัพประมาณพันกว่านายร่วมกับ กทม.ตรวจเวรยามตลอด รวมทั้งการซ่อมจุดรั่วซึม

เพราะหากปล่อยให้ประตูจุฬาลงกรณ์มีปัญหาน้ำจะเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นใน แม้จะมีคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริอีกชั้นก็ตาม ขณะนี้ได้ใช้คนเฝ้าในทุกๆจุดและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตามจุดตลอดเวลาและ ส่งข้อมูลมาให้หน่วยประเมิน เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์เกิดอะไรขึ้น โดยคณะกรรมการที่ประเมินสถานการณ์ที่มีนายรอยล จิตรดอน นายวีระ วงศ์แสงนาค และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นทีมงานที่ติดตามน้ำในแต่ละจุด


เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดประมาณ 2.65 เมตร แต่คันกั้นน้ำของ กทม.สูงเพียง 2.50 เมตร จะรับมืออย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องใช้วิธีการเร่งระบายน้ำในส่วนชั้นในออกไปให้มากที่สุดให้เต็มที่ อาจจะมีบ้างที่น้ำจะกระฉอกล้นเข้ามาในพื้นที่ จึงขอเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร่งขนย้ายของมีค่าขึ้นที่สูง

จ้องทำลาย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เรียกร้องกันมาตลอดว่า หากประเทศจะฝ่าวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปได้

ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย

ตอนนี้ก็ยังต้องจับตากันด้วยใจระทึกว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

ถ้าเกิดน้ำท่วมจริงๆ จะท่วมพื้นที่ใดบ้าง ท่วมสูงขนาดไหน และท่วมนานแค่ไหน

ดูจากการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับในเรื่องความตั้งใจและทุ่มเท

จะมีบกพร่องบ้างก็คงเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ช่วงแรกๆ สับสนพอสมควร

กับปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ที่ไปกันคนละทิศคนละทางกับศปภ.

แต่ตอนนี้ก็ถือว่าเข้าที่เข้าทางแล้ว หลังนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ปภ. มาตรา 31

รวมอำนาจสั่งการไว้ที่นายกฯ ในกรณีภัยพิบัติร้ายแรง

ความจริงการที่รัฐบาลต่อสู้กับมวลน้ำก้อนมหึมาก็ถือว่าหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

แต่ยังต้องมีเจอกับขบวนการจ้องล้มรัฐบาล พวกแมลงสาบ แก๊งซ่าหริ่ม ฯลฯ

ใช้โลกอินเตอร์เน็ตโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น

ความจริงหากจะวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ทุกวันนี้กลับเป็นการโพสต์ทำลาย ปล่อยข่าวลือ ดิสเครดิตนายกฯ

บอกว่าไม่ยอมแก้น้ำท่วมเอาเวลาไปดูคอนเสิร์ตบ้าง

เอารูปผู้หญิงหน้าตาคล้ายยิ่งลักษณ์กำลังซดเหล้ามาโพสต์ทำลายบ้าง

เอารูปสมัยยิ่งลักษณ์ใช้มือถือถ่ายรูปเล่นตอนนั่งฮ.หาเสียงเลือกตั้งส.ส.มาโพสต์ทำนองว่าตรวจน้ำท่วมแล้วยังทำเป็นเล่นอีก

เอารูปน้ำท่วมใหญ่ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี"09 มาโพสต์กันกระหึ่มว่าเป็นน้ำท่วมรังสิตตอนนี้

ทำเอาคนแตกตื่นกันพอสมควร

นอกจากนี้ยังมีบางสื่อออกข่าวโจมตีทำนองว่าคนที่จะเข้าไปเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.ดอนเมือง ต้องสวมเสื้อแดง

ว่ากันไปนั่น

ยังมีพิธีกร "หน้าแคบ-ใจแคบ" คนเดิม ทำหน้า โฮมเพจตัวเองโจมตีรัฐบาล เอาใจพวกซ่าหริ่มขวาจัด

แต่กลับใช้มุขสกปรก ลามกอนาจาร

สะท้อนถึงสติปัญญา-จิตสำนึกของคนทำจริงๆ

เห็นแล้วอเนจอนาถใจ

รัฐบาลชุดนี้ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเข้าแก้ปัญหาน้ำท่วม ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

กลับต้องมาผจญกับพวกบ่อนทำลายแบบนี้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/10/54 ภัยสะเทิ้นน้ำ...สะเทิ้นบก..

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ร้อยปัญหา สารพัด อัดทับทม
วิโยคตรม ทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
ภาพรอยยิ้ม เคยเลื่องชื่อ ระบือนาม
กลับลอยตาม น้ำหลาก พรากไปไกล....


มีทั้งภัย สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก
ทำจิตตก หมองหม่น จนหวั่นไหว
จ้องใส่ร้าย ป้ายสี ฝีมือใคร
แผนจัญไร คนอำมหิต จิตโสมม....


ปล่อยข่าวลือ สนั่นเมือง กุเรื่องเท็จ
จนสำเร็จ แผนทราม ตามทับถม
ให้ลิ่วล้อ สื่อชั่ว ยั่วอารมณ์
จนสาสม แบ่งแยก แตกยับเยิน....


ส่วนพ่อค้า หน้าเลือด เตรียมเชือดต่อ
พวกสอพลอ ก็ดาหน้า พาสรรเสริญ
ทั้งกักตุน สารพัด ยัดกันเพลิน
มันเลวเกิน จะสรรหา มาบรรยาย....


กี่ร้อยพัน ภัยพาล มารคอยซัด
เหมือนเร่งรัด เร่งรีบ ให้ชิบหาย
สักวันหนึ่ง มันลอยคอ รอวันตาย
ไม่อยากทาย วันชาวประชา..เหยียบหน้ามัน....


๓ บลา / ๒๖ ต.ค.๕๔