ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
ในช่วงค่ำที่ผ่านมา (วันที่ 26 ตุลาคม 2554) ราชกิจจานุเบกษา
ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
ประกาศระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ
ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2554
ประกาศ ณ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
http://www.go6tv.com/2011/10/blog-post_27.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 27, 2011
โปรดเกล้าฯ "เพรียวพันธ์" เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ชัดเจนใครเกียร์ว่าง
ที่มา thaifreenews
โดย ice angel
ในรายการตอบโจทย์ ฟังแล้วชัดเจนว่าใครเกียร์ว่าง เห็นแก่ตัว
ใครเสียประโยชน์ ใครได้ประโยชน์ ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ
ไม่เปิดประตูระบายน้ำจริง ทำให้พื้นที่การระบายน้ำมีพื้นที่น้อย
ใครมีอำนาจวาสนาไม่ให้ประตูระบายน้ำ 20 ตัวเปิดระบายน้ำ
ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง
ดูแล้วถึงบางอ้อ เหตุใดคลองแสนแสบถึงได้เน่าเหม็นตลอดชาติ
ย้อนดู แนวคิดเจาะถนน5สาย เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกลงทะเล "ทีม กรุ๊ป"เสนอมาครึ่งเดือนแล้ว
ที่มา ข่าวสด ดังนั้นจึงต้องผันน้ำออกทางทุ่งตะวันออก และเร่งเจาะถนนให้เป็นทางน้ำผ่าน คือ ถนนประชาร่วมใจ ราษฎรอุทิศ สุวินทวงษ์ ร่วมพัฒนา นิมิตรใหม่ เป็นระยะทาง 5-6 กม. หลังจากนั้นให้ทำสะพานแบริ่งข้ามหากดำเนินการตามแนวทางนี้จะทำให้มีเวลา เตรียมการตั้งคันน้ำเพื่อป้องกันจุดสำคัญต่างๆได้ดีกว่าได้ดีกว่าระบายน้ำ เข้าพื้นที่กทม. ซึ่งไม่มีเวลาในการเตรียมการ ทั้งนี้นายกฯ เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และได้สั่งการให้กทม. กรมทางหลวง กรมชลประทาน และกลุ่มวิศวกร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อดูเส้นทางน้ำ และความเป็นไปได้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา

ชวลิต จันทรรัตน์

ภาพพื้นที่โดยรวม(ภาพถ่ายดาวเทียม)

ภาพบริเวณกทม.และปริมณฑล(ภาพถ่ายดาวเทียม)

(ขอบคุณภาพจาก ทีม กรุ๊ป)
รับชมข่าว VDO
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) นายนินนาท ไชยธีรญิญโญ พร้อมด้วยกลุ่มวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญโครงสร้าง ได้เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตน้ำเหนือที่บ่าท่วมกทม. โดยใช้เวลาหารือกว่า 40 นาที โดยทางกลุ่มได้เสนอข้อมูลว่าปี 2554 ปริมาณมวลน้ำตลอดฤดูฝน 36,000 ล้านลบ.ม. ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2538 มีมวลน้ำ 25,000 ล้านลบ.ม.
เอาเข้าจริงแนวคิดและข้อเสนอ เจาะถนน5สาย เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกลงทะเล ไม่ใช่เรื่องใหม่ ข้อเสนอนี้ถูกชงให้นายกฯ มากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ถูกเก็บใส่ลิ้นชัก
ชวลิต จันทรรัตน์ วิศวกรแหล่งน้ำ กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ จากกลุ่มบริษัท ทีม ซึ่งมีประสบการณ์ความชำนาญในด้านการบริหารจัดการน้ำมากกว่า 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับ มติชนออนไลน์ ถึงข้อเสนอเจาะถนนระบายน้ำ ดังนี้ 

"การเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกเป็นไปได้ยากและเป็นไปได้ ไม่มากกว่านี้แล้ว ส่วนทางฝั่งตะวันออกน้ำที่เข้าท่วมแล้วนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บริเวณพื้นที่สีแดงซึ่งเป็นแอ่งให้เป็นพื้นที่น้ำ ไหลผ่าน หรือ "flood way" เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองด่านลงสู่ทะเล มิฉะนั้น น้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเข้ามาอัดกันเพิ่มขึ้นโดยไม่มีทางออก ซึ่งตอนนี้คลองด่านก็พร้อมที่จะเอาน้ำลงสู่ทะเลอยู่แล้ว" นายชวลิตกล่าว
"ไม่อยากใช้คำว่าเสียสละ แต่ "ยินยอมให้เป็นทางน้ำผ่าน"
"เราต้องยอมรับกันว่านี่คือ flood way ที่จะให้น้ำผ่าน เราก็มาดูในรายละเอียดว่า พื้นที่ไหนมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะทะลุ ต้องมาเลือกว่าพื้นที่ไหนหากมีการเจาะทะลุแล้วจะทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี ถนนเส้นไหนที่จะต้องเอาไว้ ถนนไหนที่จะต้องยอมเจาะ ส่วนพื้นที่สีแดงนี้ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่น้ำท่วมแน่ๆ"
ทั้งนี้ บริเวณพื้นที่สีแดงดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรรวมทั้งมีหมู่บ้านจัดสรรตั้งอยู่จำนวนมาก 
ขณะที่บริเวณพื้นที่สีเหลืองนั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงกว่ากัน เพียงแต่มีการป้องกันโดยพนังกั้นน้ำที่แข็งแรง
"ถามว่าทำไมบริเวณพื้นที่สีเหลือง (พื้นที่กรุงเทพชั้นใน) นี่เราถึงป้องกันแข็งแรงจังเลย คือบางทีเราต้องตัดนิ้วบางนิ้วเพื่อรักษาหัวใจไว้" นายชวลิตกล่าว
ในส่วนของพื้นที่สีแดง หากอพยพผู้คนได้เร็วก็จะแก้ไขได้เร็ว ระบายน้ำได้เร็ว ถ้ายังรีรอกันอยู่ก็จะเสียเวลาไปเรื่อยๆ เพราะน้ำที่ยังอยู่ในตอนบนก็จะขยับลงมาเรื่อยๆและดันพนังกั้นน้ำที่ไม่แข็ง แรงให้พังลง
นายชวลิตกล่าวว่า หากเปิดทางระบายน้ำได้หมดก็เร่งให้น้ำลดลงเร็วขึ้นได้ภายใน 1 เดือน แต่ถ้าไม่เร่งจัดการบางพื้นที่อาจต้องแช่น้ำนาน 2 เดือน
"กรณีที่เบาที่สุดสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ก็คือ ที่ไหนท่วมก็ขอให้ยอมรับ เฉลี่ยทุกข์สุขกัน แต่ผู้ที่ให้ความยินยอมให้น้ำผ่าน เขาก็ต้องได้รับการชดเชยความเสี่ยงตามสภาพความเป็นจริงและเป็นธรรม และต้องเร่งระบายเพื่อลดเวลาและความเสี่ยงของพื้นที่สีส้มลง คือถ้าระบายน้ำได้คล่อง นนทบุรี ปทุมธานีก็จะยังอยู่ แถวรังสิตก็ยังอยู่"
ทางที่ดีที่สุดคือการเจาะทะลุให้น้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คันกั้นน้ำพังลงมาอีก
แต่ถ้าไม่จัดการอะไรเลย ไม่เจาะถนนเพื่อเร่งการระบายน้ำ เมื่อพนังกั้นน้ำรั่วก็ใช้วิธีซ่อมเอา บริเวณพื้นที่สีส้มก็จะเสี่ยงต่อการที่พนังกั้นน้ำพัง
"น้ำจะขึ้นสูงของสูงสุดอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยระดับสูงสุดของน้ำจะมีความสูงประมาณ 2.40 เมตร ในขณะที่พนังกั้นน้ำของกทม.สูง 2.50 เมตร แต่สภาพจริงเมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้น น้ำปะทะกันมันมีจังหวะหนึ่งน้ำยกตัว หรือน้ำกระเพื่อม ทำให้เกิดคลื่นเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจทำให้มีคลื่นสูงขึ้นได้อีก 30 ซม. โดยจะเกิดในช่วงเวลาประมาณ 1-2 ชม. แต่ไม่เกิน 3 ชม. ซึ่งในช่วงนี้อาจทำให้น้ำล้นระดับคันกั้นน้ำของกทม. แต่อย่าตกใจเพราะจะเกิดไม่เยอะนัก เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ใกล้คันกั้นน้ำของกทม. ควรเพิ่มความระมัดระวัง"
นี่คือ ข้อเสนอเจาะถนนระบายน้ำ ฝั่งตะวันออก ที่ถูกเสนอมานานแล้ว แต่ไม่มีการตัดสินใจ
จนมาวันนี้ รัฐบาลไม่อาจปฎิเสธ แนวทางดังกล่าว อีกต่อไป .
ดูคลิปวีดีโอชัดๆ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ยิ้มทั้งน้ำตา ไม่ท้อ(ค่ะ) ไม่ร้องไห้ ... ต้องเข้มแข็ง
ที่มา มติชน

รับชมข่าว VDO
หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนหยัดสู้กับมหาวิกฤตน้ำท่วม มากกว่า 1 เดือน
ภาพของนายกฯ ผ่านสายตานักข่าว ดูอิดโรยและอ่อนล้า ยิ่งความเสียหายถาโถม ยิ่งทำให้นายกฯเครียดมากขึ้น
คำถามที่มักถามนายกฯก็คือ ท้อไหม !!!
เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ 27 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมทีมงาน ในหลายประเด็น
เริ่มจาก ประเด็นไฟฟ้าที่ท่าอากาศยานดอนเมืองดับ ภายหลังมีน้ำเอ่อเข้าไปยังหม้อแปลง
นายกฯ ตอบว่า ยังไม่คิดเรื่องย้าย ศปภ. จะพิจารณาเป็นเรื่องหลังสุด เพราะยังมีหน้าที่ต้องทำอยู่ กรณีหม้อแปลงไฟฟ้าดับเป็นเรื่องปกติเพราะอาจมีน้ำเข้าไปบ้าง แต่เชื่อว่าภายในวันนี้ (27 ต.ค.) เจ้าหน้าที่จะซ่อมสำเร็จ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย ขอดูแลประชาชนให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากศปภ.ไปย้ายก่อนตนจะไม่สบายใจ
เมื่อถามว่าแปลว่าย้ายผู้อพยพเสร็จอาจจะย้ายศปภ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องดูอีกทีโดยประเมินเรื่องการเดินทางของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนได้สั่งการให้ตำรวจไปดูเรื่องจุดจอดรถรวมถึงสถานที่พักใกล้เคียง ตนไม่อยากให้เกิดลักษณะเป็นการตื่นแล้วรีบย้ายสถานที่เพราะศปภ.ได้เซ็ตระบบ ต่างๆไว้ จึงไม่อยากให้เกิดการติดขัด
รับกรุงเทพวิกฤตแล้ว
เมื่อถามว่ารมว.กลาโหมเสนอให้ย้ายไปที่สโมสรกองทัพบกถนนวิภาวดีรังสิต แทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตัวตึกที่โน่นก็อยู่ได้ที่นี่ก็อยู๋ได้ แต่ตนเป็นห่วงเรื่องการเดินทาง ที่รมว.กลาโหมเสนอก็เป็นสถานที่ที่ดีแต่สุดท้ายก็จะเจอน้ำเหมือนกันจึงไม่ ต่างจากที่นี่ แต่ยืนยันว่าไม่ไปที่จ.ขลบุรี ที่ไปมีแต่ศูนย์พักพิง
เมื่อถามว่ากทม.เข้าสู่ขั้นวิกฤตจริงๆแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำคือการฝืนธรรมชาติของน้ำ ต้องสู้กับทั้งน้ำ คันกั้นน้ำ และมวลชน ซึ่งต้องขอความเห็นใจ เพราะไม่อยากใช้กฎหมายกับมวลชน และทุกคนก็ทรมานด้วยกัน ควรจะมาช่วยกันทำให้น้ำไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมา รัฐบาลก็พยายามหลายวิธี อย่างวันนี้ (27 ต.ค.) ก็มีการนำเข้ากระสอบทรายความยาว 1 กิโลเมตร แต่ยอมรับว่ามีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มาก
จมน้ำสูง/ต่ำไม่เท่ากัน-คาดแช่เป็นเดือน
เมื่อถามว่ายอมรับน้ำท่วมจะทุกพื้นที่ในกทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงจะใช่แต่ระดับน้ำจะสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ที่อยู่ใกล้เครื่องระบายน้ำคงจะไม่นานคงจะสูบออกได้ ปัญหาคือน้ำไม่ได้ไหลลงคลองมากพอจึงต้องใช้เครื่องผลักดันน้ำช่วย วันนี้การระบายน้ำทางตะวันออกทำได้ดีขึ้นเยอะ แล้วน้ำก็เริ่มลงคลองแสนแสบแล้ว เมื่อถามว่าประเมินว่าจะท่วมกทม.นานเท่าใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “บางพื้นที่อาจจะเป็นเดือน บางพื้นที่อาจจะเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเครื่องสูบน้ำ ซึ่งระบบสูบน้ำจะต้องหารือกับกทม.ในการเร่งระบายน้ำ ขอกราบเรียนประชาชนว่า เราต้องขอกำลังใจให้กันและกัน เพราะเจ้าหน้าที่สู้กับน้ำมาหลายเดือนแล้ว และปัญหาเรื่องการควบคุมบางครั้งไม่ได้มีปัจจัยจากศปภ.ทั้งหมด ดิฉันก็เห็นใจทุกคนโดยเฉพาะพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมในฐานะผู้อำนวยการศปภ.ที่ทำงานจนแทบไม่ได้นาน”
วอนขาวบ้านอย่าลุกฮือ แจงทำดีสุดแล้ว
เมื่อถามว่ากลัวคนไม่พอใจการทำงานศปภ.จนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลหรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากจะขอความเห็นใจ เพราะศปภ.มีเจ้าหน้าที่น้อย บางคนยังไปเป็นผู้ประสบภัย ศปภ.เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกเพราะประชุมวันเดียวแล้วก็จัดตั้งเลย ทั้งที่ศูนย์ลักษณะนี้ควรจะใช้เวลาจัดตั้งเป็นเดือน ที่สำคัญยังเป็นการนำหน่วยงานต่างๆมาร่วมกันทำงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน แน่นอนว่าความเข้าใจไม่ตรงกันจะต้องมี ที่สำคัญมีอยู่ศูนย์เดียวแต่ต้องทำทั้งป้องกัน ดูแล และฟื้นฟูด้วย จึงอยากขอความเห็นใจด้วย
เมื่อถามว่าการเตรียมตั้งศูนย์อพยพในจังหวัดใกล้เคียงไว้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีทั้งในจ.ลพบุรี ที่รองรับได้ 5 พันคน รวมถึง จ.ชลบุรีและอีกหลายจังหวัด ศูนย์พร้อม แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ เพราะศูนย์ใกล้กทม.มีคนใช้หมดแล้ว จึงขอความกรุณาให้ประชาชนที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัด ไปใช้ศูนย์ต่างจังหวัด
ยันยังดูแลคนอีสานอยู่ ไม่ได้ทอดทิ้ง
เมื่อถามว่านักวิชาการเสนอให้ใช้ถนนวิภาวดีรังสิตเป็นทางผ่านของน้ำไปลง อุโมงค์ยักษ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กทม.เคยหารือถึงเรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้ เพราะเวลานี้สิ่งที่ศปภ.และกทม.จะทำร่วมกันคือระบายน้ำไปยังฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกก็พยายามอยู่แต่น้ำยังไปยากอยู่ คงจะเป็น 2 ทางที่ทำ
เมื่อถามว่าหลายพื้นที่ในภาคอีสานประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นกันจะทำอย่างไร ให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งดูแลเฉพาะกทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลกำลังป้องกันน้ำ แต่ตนจะบอกตลอดว่า อย่าลืมคนต่างจังหวัดอีก 3 ล้านคนที่ประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน ทั้งพื้นที่ที่น้ำลดแล้วก็เร่งฟื้นฟู ส่วนพื้นที่ที่น้ำท่วมขังแล้วให้เร่งดูแล ประชาชนที่อยู่ตามบ้านอาจจะไม่สะดวกเหมือนเดิม เรื่องสินค้าที่จะให้กลับมาขายก็จะมีเฉพาะสินค้าที่จำเป็น สินค้าอื่นๆอาจจะไม่มีขายเหมือนเดิม เพราะยังติดอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
น้ำตาคลอ-ย้ำ2หน “ไม่ท้อค่ะ”
เมื่อถามว่าอยากจะบอกประชาชนถึงความอัดอั้นในใจอะไรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์น้ำตาซึมออกมาพร้อมกระพริบตาถี่ๆ ก่อนกล่าวว่า “ก็ ...เราเอง กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า เรามีเจตนาดี (เสียงสั่นเครือ) และมีความตั้งใจ (เงียบไปพักหนึ่ง) ไม่ท้อค่ะ!”
เมื่อถามว่านายกฯร้องไห้บ่อยแค่ไหนตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่ได้ร้องไห้เลย ที่มีภาพออกมาเป็นจังหวะ แต่ไม่เคยร้องไห้ เพราะตนอยู่ตรงนี้ ต้องเข้มแข็ง ยืนยิ้มรับไม่ท้อค่ะ (เสียงดัง)” เมื่อถามว่ายิ้มทั้งน้ำตา น.ส.ยิ่งลักษณ์หัวเราะ
เมื่อถามว่าในช่วงวิกฤตของจริงจะมีมาตรการพิเศษอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังตอบเสียงสั่นว่า การป้องกันคงทำได้ยาก เพราะเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา เวียดนาม ลาว ก็เจอเหมือนเราหมด เท่าที่คุยกับต่างชาติก็ยอมรับว่าเป็นภัยธรรมชาติที่ยากจะควบคุมได้ มาตรการที่รัฐบาลจะออกคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่คุยว่าจะใช้เครื่องสูบน้ำเท่าไร เพราะการกู้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องใช้เป็นพันตัวซึ่งในประเทศมีไม่พอจำเป็นต้องนำเข้า อย่างที่จีนก็ยังหายากแล้ว จึงต้องสั่งไว้ล่วงหน้า นี่คือตัวอย่างในการเตรียมแผนฟื้นฟูล่วงหน้า
วิกฤตซ้ำ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ความหวังในการป้องกันกรุงเทพฯ ให้รอดพ้นอภิมหาอุทกภัยหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
ยิ่งนานวันยิ่ง"ริบหรี่"เหมือนหิ่งห้อยใกล้ขาด ใจตาย
ถึงตอนนี้หลายคนได้ข้อสรุปว่าการ "ทำใจ" ยอมรับอย่างสงบเยือกเย็นคือต้นทุนเดียวที่ยังเหลืออยู่
แต่ อีกด้านหนึ่งเป็นธรรมชาติของคนกรุงอีกจำนวนไม่น้อย ที่มักจะรับมือกับปัญหาใหญ่ๆ แบบนี้ได้ไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยๆ
ครั้งสุดท้ายเมื่อพ.ศ.2538 นาน 15 ปีมาแล้ว ทำให้การเตรียมรับมือในปัจจุบันถลำเลยเส้นความตื่นตัว จนกลายเป็นความตื่นตระหนก
มีดัชนีหลายตัวชี้วัดความตื่นตระหนกของคนกรุง
เช่น การนำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปจอดทิ้งไว้บนสะพานข้ามแยกต่างๆ รวมถึงทางด่วน หรือการเข้าไปกวาดซื้อของกินของใช้จนเกลี้ยงฉาดซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ว่าจะใน ห้างเล็กห้างใหญ่
ตอนนี้จะหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดสักขวด ยากยิ่งกว่างมเข็มในบางบัวทองเสียอีก
แน่ นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานน้ำดื่มตั้งอยู่ในเขตพื้นที่น้ำท่วมหนัก เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น จึงจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตไว้ชั่วคราว
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ขาดแคลนเป็นเพราะคนแห่ซื้อกักตุน
ด้วย กฎกติกาง่ายๆ คือใครมาก่อนได้ก่อน ใครมาหลังก็อดไป รอแย่งชิงใหม่รอบหน้า จะซื้อมากซื้อน้อยแล้วแต่ทุนทรัพย์ และพละกำลังในการแบกกลับบ้าน
นอก จากน้ำดื่มขวดแล้วของบริโภคประเภทปลากระป๋อง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ไข่ไก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ ก็เป็นเหมือนกัน
บางอย่างเริ่มขาดตลาด หาซื้อยาก บางอย่างหาซื้อไม่ได้มานานตั้งแต่น้ำท่วมนครสวรรค์ใหม่ๆ ก็ยังหาซื้อไม่ได้จนบัดนี้
แต่น่าเจ็บใจที่สุดคือสินค้าที่พอมีเหลืออยู่บ้างตามร้านชำในตรอกซอกซอย หรือตามแผงริมฟุตปาธ พ่อค้าแม่ค้าก็ยึดหลักแปรวิกฤตเป็นโอกาส
โก่งราคาเพิ่มหลายเท่าตัว
โดย เฉพาะอาวุธต่อสู้น้ำท่วม เสื้อชูชีพสีส้มๆ แพงขึ้น 1-2 เท่า จาก 300 เป็น 600 ถุงบรรจุทราย-ทรายบรรจุถุง ไม่ใช่แค่แพงแต่ยังหายาก อิฐบล็อกก้อนละ 7 บาท ตอนนี้ 30-35 บาท
ประมาณการกันว่าหลังน้ำท่วม คนขายตั้งตัวส่งลูกเรียนเมืองนอกได้เลย
นี่แหละ วิกฤตซ้ำวิกฤตของแท้
‘ยิ่งลักษณ์’น้ำตาไหล รับกทม.วิกฤตแล้ว มีแผนอพยพคนไปตจว.
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 27 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่จะต้องย้าย ศปภ.ไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากทั้งกระแสไฟฟ้า และน้ำประปาเริ่มมีปัญหาเนื่องจากมีน้ำทะลักเข้าท่วมบริเวณศูนย์ผลิตไฟฟ้า ภายในสนามบินดอนเมืองว่า ยืนยันว่า ศปภ.จะเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่จะย้ายออกจากจุดนี้ ที่สำคัญเรายังมีผู้อพยพที่ยังต้องขนย้ายไปในที่ที่ปลอดภัย
เมื่อถามว่าหากย้ายผู้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว จะย้ายศปภ.ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องขอพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง โดยจะมีการประเมินเรื่องการเดินทางเข้ามายังศปภ.ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจัยเรายังใช้โทลเวย์ได้อยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่รมว.กลาโหมเสนอให้ไปใช้สโมสรทบ.แทน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สโมสร ทบ.ถือเป็นสถานที่ดี แต่ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกับดอนเมือง ความจริงตัวตึกที่ใช้ทำงานไม่มีปัญหา ที่ไหนก็อยู่ได้ แต่เราเป็นห่วงคนที่จะเข้ามาทำงาน จึงต้องดูเส้นทางว่าจุดไหนสะดวก แต่ยืนยันว่าจะมีย้ายไปอยู่ จ.ชลบุรีแน่นอน ยกเว้นผู้อพยพ เพราะการปฏิบัติงานควรต้องอยู่ในกทม.
เมื่อถามว่าวันนี้ถือว่าพื้นที่ กทม.เข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างแท้จริงแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยอมรับว่า ก็คงจะเป็นแบบนั้น สิ่งที่เราทำวันนี้คือกำลังฝืนธรรมชาติของน้ำอยู่ แต่เนื่องจากมวลน้ำมีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้บางจุดเกิดปัญหา และยังเจอปัญหาของมวลชน จึงอยากจะขอความเห็นใจ เพราะบางครั้งจะให้เราใช้กฎหมายกับมวลชนคงไม่ได้
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่วันนี้เราจะปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ เพื่อให้ลงสู่ทะเล โดยไม่ต้องกั้นในจุดใดอีก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มวลน้ำก้อนใหญ่มาก ถ้าปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติมากเกินไป ก็จะทะลัก และทำให้บางพื้นที่เตรียมตัวไม่ทัน เราจึงต้องกั้นเพื่อชะลอให้น้ำไหลไปตามคลอง แต่เนื่องจากปริมาณน้ำมีมาก บางพื้นที่เลยเกิดปัญหา
ตอนนี้เราจึงจำเป็นต้องนำเข้ากระสอบทรายยาว 1 ก.ม. มาทดลองใช้เพื่อประหยัดเวลา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร บางที่แนะนำให้ใช้แผ่นเหล็ก แต่ก็มีปัญหาน้ำเชี่ยวมาก เครื่องจักรเข้าไปไม่ได้ และแผ่นเหล็กก็หมด อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้
เมื่อถามว่าได้เตรียมแผนอพยพคนกทม.ชั้นในไปอยู่ในที่ปลอดภัยหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการเตรียมการสำรองพื้นที่ไว้แล้ว เช่นที่ จ.ลพบุรี ชลบุรี และอีกหลายจังหวัด ก็ต้องขอความร่วมมือ เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก
ส่วนข้อเสนอของนักวิชาการให้ถนนวิภาวดีเป็นที่ระบายน้ำนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ข่าวว่ากทม.ก็มีการหารือกัน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้หรือไม่ ดังนั้นขอให้นักวิชาการได้ไปวิเคราะห์กันก่อน
นักข่าวถามต่อว่าน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่กทม.จะกินระยะเวลานานเท่าไหร่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า บางพื้นที่อาจจะเป็นเดือน บางพื้นที่อาจจะเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับระบบการระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ ซึ่งต้องหารือกับทางกทม.เพื่อเร่งระบายน้ำ
เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าประชาชนที่เดือดร้อนจะลุกฮือไม่พอใจการทำงาน ของ ศปภ. เพราะเจ้าหน้าที่เริ่มล้ากันมาก นายกรัฐมนตรีตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ต้องขอความกรุณาให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะศปภ.เป็นศูนย์เดียว และเจ้าหน้าที่ก็มีจำกัด และกลายไปเป็นผู้ประสบภัยเอง
“วันนี้ต้องขอกำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะเจ้าหน้าที่ได้ต่อสู้กับน้ำมาเกือบ 2 เดือนแล้ว หลายคนเหนื่อยล้า และปัญหาที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่างก็ไม่ใช่ปัจจัยที่เกิดมาจากศปภ. วันนี้เห็นใจผอ.ศูนย์ ที่นอนวันละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามว่าวันนี้อยากจะฝากอะไรไปถึงประชาชนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับพูดไม่ออก และมีน้ำตาไหลออกมาทันที และพยายามสะกดกั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ก่อนจะตอบว่า “กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าเรามีเจตนาดีและมีความตั้งใจ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อมาถึงตรงนี้นายกรัฐมนตรี ถึงกับพูดต่อไม่ได้ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมถึงร้องไห้บ่อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวปฏิเสธทั้งที่มีน้ำตาคลอเบ้าว่า “ไม่ได้ร้องเลยคะ ที่เห็นภาพออกมาคงเป็นจังหวะ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ร้องไห้ เพราะเราอยู่ตรงนี้ต้องเข้มแข็ง ยืนยิ้มรับ และช่วยกัน ยืนยันว่าไม่ท้อ ส่วนที่บ้านพักของดิฉันในซอยโยธินพัฒนา 3 ไม่ได้เตรียมทำคันกั้นน้ำแต่อย่างใด ขอทำให้ประชาชนก่อน ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/10/54 กอดคอกันไว้...มองไปข้างหน้า...
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ประเทศไทย ยามนี้ ต้องมีหวัง
รวมพลัง สู้ด้วยกัน อย่าหวั่นไหว
กี่ร้อยพัน ยังเป็นบ่วง คอยห่วงใย
กอดคอไว้ เดินหน้า ร่วมฝ่าฟัน....
ภัยน้ำหลาก ไหลท่วม อ่วมไปหมด
แม้ี่รันทด ก็ตั้งใจ ให้แม่นมั่น
แล้วกอบกู้ สิ่งวิกฤติ คิดด้วยกัน
เพื่อสร้างฝัน ข้างหน้า ฟ้าสีทอง....
เช็ดน้ำตา ให้แห้ง ออกแรงสู้
หวังเป็นผู้ พิชิตชัย ไม่เป็นสอง
มาร่วมสร้าง ประเทศไทย ให้น่ามอง
ตามครรลอง เมืองยิ้ม ที่พิมพ์ใจ....
กอดคอเดิน ไปข้างหน้า ฝ่าวิกฤติ
เพื่อชีวิต สุขสัตน์ กับวันใหม่
ลืมความทุกข์ ทรมาน ที่ผ่านไป
วันสดใส สวยงาม จะตามมา....
ส่งแรงใจ ท่วมท้น ปนน้ำหลาก
หอบมาฝาก ด้วยแสนรัก เป็นนักหนา
ขอความสุข สวัสดี ชื่นชีวา
เพื่อรอยยิ้ม พริ้มเต็มหน้า วัน..ฟ้าสีทอง....
๓ บลา / ๒๗ ต.ค.๕๔
27-28ตุลาคมนี้ ฟังคำพิพากษาคดีเสื้อแดง มุกดาหาร-อุดร
ที่มา ประชาไท
นปช.มุกดาหารและอุดรฯ ประกาศระดมคนเสื้อแดงร่วมฟังคำพิพากษาคดีเผาศาลากลาง ขณะที่ศาลมุกดาหารขอกำลังจากกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดฯ ดูแลความสงบเรียบร้อย ด้าน ส.ส.พรรคเพื่อไทย 10 คน เตรียมพร้อมใช้ตำแหน่งยื่นประกันหากมีจำเลยคนใดถูกพิพากษาให้จำคุก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ ศาลจังหวัดมุกดาหาร โดยนางวรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีดำที่ 1459/53, 1852/53, 2223/53 และ 2354/53 ที่อัยการจังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 29 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ, วางเพลิงเผาศาลากลาง และทำให้เสียทรัพย์อันเป็นสาธารณประโยชน์ โดยมีมูลค่าความเสียหายของทรัพย์สินรวม 85 ล้านบาท ซึ่งต่อมาในระหว่างการสืบพยาน ศาลได้สั่งรวมพิจารณาคดีทั้ง 4 เป็นคดีเดียวกัน ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 29 จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถูกฟ้องทั้ง 3 ข้อหา จำนวน 21 คน และกลุ่มที่ถูกฟ้องข้อหาร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการข้อหาเดียวจำนวน 8 คน
บรรยากาศทั่วไป นปช.มุกดาหารภายใต้ชื่อ “ชมรมลมหายใจที่ไม่แพ้” ประกาศเชิญชวนคนเสื้อแดงมาร่วมฟังคำพิพากษา โดยถือว่าคดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง ประชาธิปไตยในปี 53 ที่ผ่านมา และการดำเนินคดีนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีของความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนได้ รับ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของคนเสื้อแดง ประกอบกับมีการซ่อมแซมอาคารศาล ซึ่งทำให้การอ่านคำพิพากษาต้องทำในห้องพิจารณาคดีชั่วคราวที่สร้างด้วย ไม้ ทำให้ศาลจังหวัดมุกดาหารกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด โดยอนุญาตให้เพียงอัยการ ทนาย จำเลย และตำรวจที่ทำหน้าที่ควบคุมจำเลยเข้าในห้องพิจารณาคดีชั่วคราว ส่วนคนที่มาฟังคำพิพากษาให้รออยู่ด้านนอกรั้ว โดยยังไม่มีคำสั่งให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษาออกมาด้าน นอก ทั้งนี้ จะมีตำรวจจากกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหารเข้าปฏิบัติภารกิจดูแลความ สงบเรียบร้อยทั้งสิ้น 150 นาย
ด้านนายอานนท์ นำภา หนึ่งในทีมทนายเปิดเผยว่า นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ และนายบุญถิน ประทุมลี ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย รวมถึง ส.ส.คนอื่นๆ ในพรรคราว 10 คน พร้อมจะใช้ตำแหน่งยื่นประกันในระหว่างอุทธรณ์ทันที หากมีจำเลยคนใดถูกตัดสินให้จำคุก โดยในปัจจุบันจำเลยทั้ง 29 ได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี
ส่วนศาลจังหวัดอุดรธานี นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผาสถานที่ราชการเมื่อ 19 พ.ค.53 เช่นเดียวกัน ในวันที่ 28 ตุลาคม โดยคดีที่พิจารณารวมกันและจะอ่านคำพิพากษานี้มีทั้งสิ้น 4 คดี มีจำเลยรวม 22 ราย ประกอบด้วย คดีเผาศาลากลางจังหวัด(คดีดำที่1154/53)อัยการสั่งฟ้องจำเลยทั้งสิ้น 11 คน คดีเผาสำนักงานเทศบาลเมืองอุดรธานี(คดีดำที่1221/53) ฟ้องจำเลย 5 คน คดีพยายามเผาที่ว่าการอำเภอเมืองและจวนผู้ว่าฯ(คดีดำที่1155/53) จำเลย 15 คน และคดีเผาที่ว่าการอำเภอเมือง(คดีดำที่1374/53) สั่งฟ้องจำเลย 1 คน จังหวัดอุดรฯ ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้ มีจำเลยที่ถูกฟ้อง 2 คดี จำนวน 6 คน และจำเลยที่ถูกฟ้อง 3 คดี มีจำนวน 2 คน ทั้งนี้ ข้อหาหรือฐานความผิดมีทั้งฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ร่วมกันบุกรุกโดยมีอาวุธ, พยายามวางเพลิงหรือวางเพลิงเผาทรัพย์, ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์, มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และร่วมกันประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด
ด้านคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรฯ ปรากฏว่า ได้มีการประกาศผ่านวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงให้ไปร่วมเป็นกำลังใจให้จำเลยในวัน ที่ฟังคำพิพากษาเช่นกัน
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 (ศปช.) พบว่า ในคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมหลังศาลากลางหลังเก่าไฟไหม้แล้วกว่า 3 ช.ม.และผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งพยายามจะเผาอาคารหลังใหม่อีก มีผู้ต้องหาถูกจับกุมในการสลายการชุมนุม 16 คน ทั้งหมดถูกทำร้ายร่างกาย ต่อมา มีการออกหมายจับโดยอาศัยหลักฐานภาพถ่ายรวม 97 ราย จับกุมได้เพิ่มเติม 12 คน เข้ามอบตัว 2 คน รวมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 30 คน เป็นผู้หญิง 1คน เยาวชน 1 คน อัยการสั่งฟ้อง 29 คน ในการสืบพยานโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นจำเลยทั้ง 29 กระทำผิด อีกทั้งในคดีนี้ อัยการแถลงต่อศาลว่าสั่งไม่ฟ้องจำเลยบางคน แต่ดีเอสไอคัดค้าน และจนถึงปัจจุบันอัยการสูงสุดยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดลงมา
ในกรณีของอุดรธานี สลายการชุมนุมเกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ศาลากลางหลังเก่าแล้วราว 4 ช.ม. สำนักงานเทศบาลเมืองลุกไหม้เกือบ 2 ช.ม.แล้ว และผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามจะไปที่ที่ว่าการอำเภอเมืองและจวนผู้ว่าฯ อีก จึงเกิดการปิดล้อมทุ่งศรีเมืองและไล่จับประชาชนในบริเวณนั้น มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่ง ร.พ. 4 ราย(ต่อมาเสียชีวิต 2 ราย จับกุม 1 ราย) ถูกจับกุม 45 ราย(บางรายถูกทำร้ายร่างกาย) เป็นหญิง 9 คน เยาวชน 1 คน ต่อมา ตำรวจออกหมายจับโดยใช้หลักฐานภาพถ่ายทั้งสิ้น 71 ราย จับกุมได้เพิ่ม 7 ราย รวมเป็น 52 ราย ในจำนวนนี้อัยการสั่งฟ้อง 4 คดี รวม 22 คน ที่เหลือปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขัง 7 ผลัด โดยยังไม่มีการสั่งฟ้อง ส่วนจำเลยที่ถูกฟ้องทั้ง 22 ราย ในการสืบพยานโจทก์ก็ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ศปช.ยังสรุปภาพรวมการจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ นปช.เดือนเม.ย.ถึง พ.ค.53 ในพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด ซึ่งรวมมุกดาหารและอุดรธานี ว่าพบปัญหาการจับกุมแบบเหวี่ยงแห บางรายไปร่วมชุมนุม แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลาง บางรายเพียงแต่เข้าไปดูเหตุการณ์ เดินผ่าน ห้ามปราม หรือจอดรถไว้บริเวณใกล้เคียง กลับถูกจับและถูกออกหมายจับ นอกจากนี้ หลายรายไม่ได้สิทธิ์ติดต่อญาติและทนายระหว่างการสอบสวน ถูกหลอกล่อ และถูกข่มขู่ให้รับสารภาพ(จำเลยจึงรับสารภาพในคดี ฝ่าฝืน พ.ร.ก.) มีการตั้งข้อหาหนักเกินจริง และในกรณีอุดรฯ ไม่ได้สิทธิประกันตัวในระหว่างสืบพยาน ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่
"ประยุทธ์"เผยในหลวงรับสั่งไม่ต้องดูแลเขตพระราชฐานเป็นพิเศษ-ให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ที่มา ประชาไท
ผบ.ทบ.เผยในหลวงรับสั่งให้กองทัพไม่ต้องดูแลเขตพระราชฐานเป็นพิเศษ ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ เผยได้ประสานสำนักพระราชวังทำทางลาดโ้ค้งหลังเต่าทุกประตู แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักพระราชวัง
มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวานนี้ (26 ต.ค. 54) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวระหว่างตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในเขตบางพลัด ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงประชาชนมาโดยตลอด มีรับสั่งให้กองทัพไม่ต้องดูแลเขตพระราชฐานอะไรเป็นพิเศษ ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้ ทางกองทัพได้ประสานไปยังสำนักพระราชวัง ในการทำทางลาดโค้งหลังเต่าทุกประตู โดยให้สามารถปิดประตูได้ แต่เนื่องจากพื้นที่ภายในดำเนินการค่อนข้างลำบาก ซึ่งขณะนี้แม้ยังจะไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักพระราชวังอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้เตรียมแผนการไว้แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ เผยว่า ในเบื้องต้นเท่าที่รับทราบ ทางสำนักพระราชวังไม่อนุญาต ซึ่งถ้าไม่ทำข้างนอก เขาก็ต้องทำข้างในเอง ท่านทรงเป็นห่วงประชาชน อยากให้เป็นไปตามธรรมชาติ นี่พระมาหากรุณาธิคุณ ท่านห่วงประชาชนตลอด ท่านก็บอกว่าให้ปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติ ท่านจึงไม่ทรงโปรด และทรงรับสั่งว่าเป็นน้ำท่วมก็ขอปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่อยากให้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ในฐานะที่กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบก็จะทำเฉพาะที่ประสานได้ และต้องตอบคำถามของรัฐบาลด้วย
ในส่วนของการดูแลเขตพระราชฐานนั้น ต้องเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่าให้ดูแลทุกพื้นที่ให้ทั่วถึง ทางกองทัพบกก็จะทำให้ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญทุกคนต้องตระหนักไว้เสมอว่าทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยประชาชนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการพระราชทางพระราชดำริ พระราชทานสิ่งของเยื่ยม ความห่วงใย สิ่งเหล่านี้เราต้องสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ และจะนำพาให้บ้านเมืองเราอยู่รอดและประชาชนปลอดภัยส่วนปลายเดือนนี้ที่น้ำ ทะเลจะหนุนสูง ตนก็กังวลหมดทุกพื้นที่ เพราะมีโอกาสที่น้ำจะฝ่าแนวพนังกั้นน้ำมา
เผยครึ่งปีแรกของปีนี้ รบ.ไทยขอยูทูปถอดคลิปหมิ่นฯ 225 ชิ้น
ที่มา ประชาไท
กูเกิลเปิดรายงานประจำ ม.ค.-มิ.ย.2554 ชี้รัฐบาลไทยร้องขอกูเกิล 2 ครั้ง ให้ถอดวิดีโอซึ่งอาจเข้าข่ายหมิ่นฯ 225 ชิ้น ทางกูเกิลตอบรับด้วยการปิดไม่ให้วิดีโอเหล่านั้นเข้าถึงได้จากประเทศไทย 90% ของวิดีโอทั้งหมด

http://www.google.com/transparencyreport/governmentrequests/TH/
เว็บไซต์ Blognone รายงานว่า กูเกิลเปิดเผยรายงานการร้องขอให้ปกปิดข้อมูลหรือส่งข้อมูลของผู้ใช้จาก รัฐบาลต่างๆ ตั้งแต่ม.ค.-มิ.ย.2554 โดยรัฐบาลไทยได้ส่งคำสั่งไปยังกูเกิล 2 ครั้ง เพื่อให้ถอดวิดีโอซึ่งอาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 225 ชิ้น ทางกูเกิลได้ตอบรับคำร้องขอของรัฐบาลไทยด้วยการปิดไม่ให้วิดีโอเหล่านั้น เข้าถึงได้จากประเทศไทยเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของวิดีโอทั้งหมด
ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2553 โดยปลายปี 2553 นั้นรัฐบาลไทยได้ส่งคำร้องขอไป 1 ครั้งเพื่อให้ถอนวิดีโอออกจาก YouTube จำนวน 43 ชิ้น และวิดีโอทั้งหมดถูกปิดไม่ให้เข้าจากประเทศไทย
จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรายงานว่ารัฐบาลไทยร้องขอข้อมูลผู้ใช้ (User Data Requests) ไปยังกูเกิล
จากการสำรวจตัวเลขในแถบอาเซียนด้วยกันแล้ว ประเทศไทยมีจำนวนเนื้อหาที่ร้องขอให้กูเกิลถอนออกจากเว็บสูงสุด และสูงกว่าจีนที่ร้องขอให้กูเกิลถอนเนื้อหา 121 ชิ้นออกจากระบบจากคำร้องขอ 3 ครั้ง และกูเกิลไม่ทำตาม 1 ครั้ง
อนึ่ง กูเกิลเปิดเว็บไซต์ Government requests (http://www.google.com/governmentrequests/) เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 53 แสดงจำนวนครั้งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอให้กูเกิลลบเนื้อหาจากผลการค้นหาของกูเกิลหรือผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เช่น ยูทูบ (YouTube) และการขอข้อมูลบัญชีผู้ใช้กูเกิล เพื่อแสดงความโปร่งใส โดยวางแผนจะปรับปรุงข้อมูลทุกๆ 6 เดือน




