ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"ทักษิณ"โทรปราม "ฉลอง" อย่าแบ่งแยกเสื้อแดง
เจ้าตัวเสียงอ่อย ยอมรับเข้าใจผิด 
นายฉลอง เรี่ยวแรง สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
หลังจากได้ร้องเรียนกับสื่อมวลชนเรื่องปัญหาการดูแลของบริจาคที่ ศปภ.
ที่ให้กับกลุ่มเสื้อแดงมากเกินไป
ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้โทรศัพท์มาหาช่วงเช้าวันนี้ แต่ไม่ได้รับ
เพราะออกไปข้างนอก นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยาอดีตนายกฯ
ก็ได้เดินทางมาช่วยเหลือฝากสิ่งของมาให้
และก็ฝากข้อความของพ.ต.ท.ทักษิณมาให้ว่า
ทุกคนเห็นความลำบากประชาชน
อย่ามาแบ่งแยกสี ทุกคนเป็นสีเดียว สีธงชาติ
แต่คนเสื้อแดงเขามีความต้องการมาช่วยเรา
"นาย(ทักษิณ)ยังฝากบอกว่า ให้ใจเย็นๆ ใช้สติ อย่าขาดสติ
เราเป็น สส.ถ้าเราขาดสติ
แล้วใครจะดูแลประชาชน ท่านก็ให้ความคิดมาอย่างนี้
แล้วท่านนายกฯ(ยิ่งลักษณ์)ก็ฝากมาว่า พี่หลอง ใจเย็นๆ ขาดเหลืออะไรก็บอกว่า
และขอให้เป็นตัวแทนของรัฐบาลกับประชาชน เพราะพี่เป็นคนโตในนี้
ถ้าพี่ขาดสติสักคน แล้วใครจะมาดูแลประชาชน
เพราะนนทบุรีมี สส.ใหม่ 3 คน พี่ต้องเป็นหลักให้เขา
เมื่อคนคิดได้ตรงนี้ก็ยอมรับว่า ผมขาดสติจริงๆ" นายฉลอง กล่าว
นายฉลอง กล่าวว่า
ที่ไม่ได้ของบริจาคที่ศปภ.เพราะเพิ่งได้รับคำชี้แจงจากแกนนำนปช.ว่า
คนเสื้อเแดงเขามีคนเฝ้าของนานแล้วเป็นวันกว่าที่จะได้
ผมมันเครียดไปเอง ไปถึงก็อยากได้ของ แต่ของผมไม่มีคนเฝ้าก่อน
และไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าก่อน เมื่อมีของเท่านี้ก็เอาไปเท่านี้ก่อนจึงไม่พอใจ
แต่หลังจากพูดผ่านสื่อก็มีของบริจาคส่งมาที่ตนมากมายเกือบทุกหน่วยงาน
แม่บ้านทหารบก นายตำรวจใหญ่ รัฐบาล นายกฯ จนเพียงพอกับความต้องการ
ที่จะช่วยเหลือคนเดือดร้อนในบางบัวทอง และบางไทร
"ตอนผมไปเอาของ เพราะผมรู้สึกว่า ทีเสื้อแดงเอาได้
แต่ผมไปเอาได้เพราะช่วงนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด
เพราะสส.วไลพร อัจฉริยะประสิทธิ สส.นนทบุรี ร้องเรียนมาว่า เขาไม่ได้ของ
และเขาก็เป็น สส.ใหม่ 2 เดือน
แต่ว่า มี คนเสื้อแดงเป็นสส.เชียงใหม่ลุกขึ้นมาพูดสวนไมค์กับผมว่า
ที่เขาได้เพราะเขารวบรวมเงินเสื้อแดงมาและก็บริจาคให้คุณวไลพร
ผมก็เห้นว่า เขาไม่มีมารยาท ผมเลยบันดาลโทสะ
ใช้คำพูดรุนแรงว่า ให้กับวไลพร ไหนเพราะผมไม่ได้รับ
แต่จริงๆ เป็น วไลพร จ.นครสวรรค์ และได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว
และผมก็ชี้แจง คุณเยาวภา ไปแล้วว่า เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ผมไม่ได้มาขัดแย้ง
ขณะที่ประชาชนเดือดร้อน แต่ในฐานะที่ผมเป็น สส.ผมก็ต้องรับผิดชอบ ทุกกลุ่ม
ผมทำหน้าที่ สส.ของคนทั้งวประเทศ ไม่เฉพาะเขตเลือกตั้งผม" นายฉลอง กล่าว
นายฉลอง กล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็เสียเยอะ ภาวะผู้นำตนไม่มี มาแบ่งแยกสีนั้นสีนี้
เป็นเพราะความใจร้อนของเรา และเราก็เครียด มาขัดแย้งในองค์กรเดียวกัน
มันก็ไม่ถูกต้อง ก็ขอโทษ
ไม่ตั้งใจจะว่า เต้น ตู่ หรือ เจ๋งดอกจิก ก็เป็นความเข้าใจผิด ขอโทษด้วย
http://www.posttoday.com/การเมือง/118942/ทักษิณโทรเคลียร์ฉลอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 29, 2011
ทักษิณโทรเคลียร์ฉลอง
พูดกับทำ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
สถานการณ์อภิมหาอุทกภัยถล่มกรุง
พัฒนามาถึงจุดที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการ ศปภ.ยอมรับว่าไม่สามารถต้านทานไว้ได้อีกต่อไป
ต้องประกาศสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน จากเขตดอนเมือง บางพลัด ต่อด้วยสายไหม ทวีวัฒนา
ดูตามทรงคาดว่ายังมีตามมาอีกหลายเขต
อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 วันนี้ กรุงเทพฯ ยังอยู่ในช่วงวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูง อุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำกรุงลงสู่เจ้าพระยา
ความไม่สมดุลของปริมาณน้ำไหลเข้ากับน้ำไหลออก
ไม่ เพียงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขัง แต่น้ำยังจะยกตัวสูงขึ้นเรื่อยไปจนกว่าจะพ้นวันที่ 31 ต.ค. หรือวันสุดท้ายที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดไปแล้ว
แต่การบอกว่าหลัง 31 ต.ค. แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นปุบปับทันตาคงไม่ได้
เนื่อง จากกรุงเทพฯ มีภูมิประเทศลักษณะราบแบน ส่วนต่างความสูง-ต่ำของพื้นที่ไม่มาก ทั้งยังมีถนนและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากกีดขวางเส้นทางน้ำ
ทำให้ไหลลงทะเลได้ช้า
การ แก้ไขด้วยการปรับระดับพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มอัตราความเร็วการไหลของน้ำ หรือการไล่รื้ออาคารบ้านเรือนของประชาชน ตอนนี้ คงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น จึงเหลือทางเดียวที่เข้าข่ายเป็นไปได้มากสุดคือ "เจาะถนน" ให้น้ำผ่าน
ข่าวแจ้งว่าไอเดียเจาะถนนนี้ มีวิศวกรด้านจัดการน้ำภาคเอกชนเสนอต่อรัฐบาลมาระยะหนึ่ง แต่ไม่มีการคิดต่อเพื่อนำมาใช้อย่างจริงจัง
กระทั่งพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ภาคเอกชนเสนอแนวทางนี้ต่อนายกฯ อีกครั้ง นายกฯ รับฟังพร้อมกับสั่งเจ้าหน้าที่ใช้ฮ.บินสำรวจพื้นที่ทันทีเพื่อประเมินความ เป็นไปได้
ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ถ้าจะให้ได้ผลต้องเจาะถนนมอเตอร์เวย์ กับถนนบางนา-ตราด แล้วก็ต้องทำให้เสร็จใน 3 วันเพื่อรองรับการระบายน้ำกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกหลังพ้นช่วงทะเลหนุนสูง
ไอเดียนี้จะสำเร็จหรือไม่ ต้องตามดูกันต่อไป
ช่วงนี้มีนักวิชาการและวิชาเกินหลายคนพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหา อันไหนเข้าท่ารัฐบาลก็รับไปพิจารณา เช่น การเจาะถนน เป็นต้น
แต่อันไหนรัฐบาลประเมินแล้วว่าทำไม่ได้ ก็คือทำไม่ได้
นั่นเพราะว่าการพูดง่ายดายกว่าการลงมือทำ
จริงหรือไม่ ถามคนที่เพิ่งกลับจากหนีเที่ยวเกาะรู้ดีที่สุด
เปิดหลักฐานชัดกุข่าวในหลวง-พระเทพเสด็จตรวจน้ำท่วม สุดท้ายตัวการปิดเพจหนีหลังว่อนอินเตอร์เน็ต
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554
เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ณ สะพานที่หนึ่งในเขตทวีวัฒนา มีรถคันนึงจอดอยู่บนสะพาน ชาวบ้านแถวนั้นเห็นจึงเข้าไปเคาะกระจกรถเพื่อที่จะบอกว่าเค้ามีคำสั่งให้ อพยพแล้ว
เมื่อ ชาวบ้านพยายามมองเข้าไปในรถ ภาพที่เห็น กลับทำให้ชาวบ้านคนนั้นถึงกับเข่าทรุด เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถ คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา กับสมเด็จพระเทพที่เสด็จมาดูปัญหาน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง"
ฟังไปก็ขนลุกไป ตื้นตันมาก ขอพระองค์ทั้งสองทรงพระเจริญ
รู้รึยังว่าใครที่ห่วงใยเราตลอดเวลา ใครที่เป็นผู้นำ ใครที่แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา
ยังจำกันได้ไหม ตอนที่พระองค์พูดว่า ถ้าหากพวกท่านไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งพวกท่านได้อย่างไร พระองค์ทรงทำตามคำพูดคำสัญญาตลอด ({}) ทรงพระเจริญ !
ผู้เผยแพร่เรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตคือ Tammy Musikadilok โดยเริ่มโพสต์เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านไปเพียง 2วัน มีผู้ที่แชร์ข้อความนี้ต่อๆกันไป 8.500 ครั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นแย้งจำนวนมากพอสมควรว่าหาก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริง หรือสร้างข่าวขึ้นอาจเสี่ยงจะเป็๋นการทำผิดกฎหมายทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา112ทำให้เมื่อเย็นวานนี้หน้าเพจดังกล่าว ถูกลบหายไป
หากเข้าไปดูสไตล์การโพสต์ของ Tammy Musikadilokก็ จะพบว่าเต็มไปด้วยอคติ คือการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนำภาพรีทัชตัดต่อ ขณะเดียวกันก็นำภาพข่าวในหลวงกับพระราชวงศ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความซาบ ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
สำนักพระราชวังยังไม่ได้มีถ้อยแถลงใดต่อเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตใน ทำนองเดียวกันมาแล้ว
อย่างไรก็ตามน่าเชื่้อว่ากรณีล่าสุดนี้เป็นกา่รกุข่าวเท็จขึ้นแล้วแพร่ กระจายข่าวหลอกลวงนี้ออกไปทางโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องจากหากดูวันที่มีการโพสต์เรื่องนี้ในวันพุึธที่ 26 ตุลาคม โดยอ้างว่า
เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่มก็ต้องแสดงว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้่นจริงก็ต้องเป็นเวลาห้าทุ่มของคืนวันอังคารที่ 25 ตุลาคม
โดยในการเผยแพร่ดังกล่าวอ้างว่า นอกจากพระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็มีสมเด็จพระเทพร่วมเสด็จด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคมนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เ้สด็จไปขึ้่นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และพระองค์ท่านก็ไม่น่าจะไปปรากฎพระองค์ในสถานที่ที่มีการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค ในเวลาห้าทุ่มคืนนั้นได้แน่ เนื่องจากมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม
ดูรายละเอียดข่าวประจำพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้
ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554
ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "หญ้าแฝกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งสถาบันสมุนไพรและพืชหอมแห่งสาธารณรัฐอินเดียจัดขึ้น ณ เมืองลัคเนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรณรงค์การใช้หญ้า แฝก ระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านหญ้าแฝกจากทั่วโลก โอกาสนี้ จะพระราชทานรางวัล "The King of Thailand Vetiver" แก่ผู้ชนะเลิศผลงานวิจัยด้านหญ้าแฝกด้วย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 323 เสด็จพระราชดำเนินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอังคารที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และจะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 316 เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 5 นาฬิกา 25 นาที
จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554
ที่มา:ประกาศสำนักพระราชวัง เผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่อง 7 ดูลิ้งค์และภาพข่าวที่ http://www.ch7.com/news/news_royal_detail.aspx?c=1&p=1&d=162774
ข่าวลวงที่่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตก่อนหน้านี้
ข้อความที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา
สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงานว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว
และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่
ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน
ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียน ให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้
ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉัน ได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว
ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................
ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล
ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่
แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน
คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้
นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด
ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)
ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)
"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"......ทรงพระเจริญ"
ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย
ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1
แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว
http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1
..................
โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม
แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ
ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้
ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)
(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)
ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)
สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)
ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...
ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)
มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")
******
-ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search
-จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง
-ชั่วซ้ำซาก! "ปั้นคำสนทนาในหลวง-นายกฯ"
-เปิดโฉมแก๊งสลิ่มมือไม่พายเอาปากราน้ำ ปล่อยข่าวทำลายนายกฯไม่ใส่แก้น้ำท่วมหนีัเที่ยวดูคอนเสิร์ต
สื่อลิ้มหมดตัวเล่นงัดลูกสาวผอ.ASTVถล่มปู
ที่มา Thai E-News
กรู วววไม่ได้อยากด๊างงงงง อาวกรูววไปลงสื่อทามม๊ายยยยยยยยยย ออกจากวงการแร้ววววว ไม่ดังแร้ววววว ไม่ใช่ดาร๊าาาาาาาาาา... ก๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซ-facebook Kalyakorn Earn Naksompop
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554
เห็นค่ายASTVผู้จัดการตีข่าวใหญ่โตเรื่อง บทความ "เอิน กัลยกร" ถึงนายกฯ ซัดทำภาพลักษณ์ผู้หญิงตกต่ำ
ถ้าไม่มี “พี่ชาย” คอยผลักคอยดันอยู่ข้างหลัง ป่านนี้คุณยิ่งลักษณ์จะทำอะไรอยู่ที่ไหน? ให้เดานะคะ ...แต่งตัวสวยๆ กลางวันไปช็อปปิ้ง ไปสปา กลับมานั่งสวยรอให้สามีชื่นชม
คุณยิ่งลักษณ์ตอกย้ำทุกวัน ว่าผู้หญิงอ่อนแอ ว่าผู้หญิงพูดจาเป็นงานเป็นการไม่รู้เรื่อง ว่าผู้หญิงคุมลูกน้องไม่ได้ ว่าผู้หญิงตัดสินใจไม่เป็น ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้ สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ทำ หรือทำไม่ได้ ตอกย้ำว่าผู้หญิงทำงานใหญ่ไม่ได้ ว่าผู้หญิงสุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้หญิงวันยังค่ำ ที่ได้แต่แต่งตัวสวยไปวันๆโดยที่ทำอะไรไม่เป็น ...เสียค่ะ เสียหายอย่างยิ่ง
ผู้จัดการASTVพาดหัวข่าวบอกว่าเอินเป็นดารานักร้องดังคือผู้เขียนบทความนี้ แต่ปูมหลังของเธอนั้นASTVไม่ได้บอกว่าเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการASTV กระบอกเสียงพันธมิตรฯในการโจมตีโค่นล้มฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอด 5 ปีมานี้ และเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรโดยไปชูป้าย"ลูกอำมาตย์รักชาติ"มาแล้ว
ปูมหลังและทัศนะทางการเมืองของเธอเป็นเช่นใดคงไม่ต้องบอก การกระโจนออกมาร่วมวงถล่มยิ่งลักษณ์มีเป้าหมายเช่นไรไยต้องคาดเดา ที่ต้องสงสัยชวนกังขาก็คือ การณ์มาถึงขั้นสื่้อกระบอกเสียงสนธิลิ้มต้องงัดลูกสาวของผอ.ASTVมาเป็นตัว เล่นอย่างนี้ หรือว่าหมดตัวเล่นแล้ว
หนหน้าคงไม่แคล้วถึงคิวจิตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายในไส้สนธิ และเจ้าของนิตยสารนู้ดชื่อดังแล้วกระมัง
วิเคราะห์ปริมาณน้ำในเขื่อน
ที่มา Thai E-News
タイ洪水 義捐金 แปลว่าโลกซับน้ำตาไทย
ที่มา มติชน
ในเว็บ Family mart ญี่ปุ่นลงด้วย ว่า คราวญี่ปุ่นเจอสึนามิ แฟมิลี่มารท์ในไทยวางกล่องบริจาคช่วยญี่ปุ่น ครั้งนี้ ไทยโดน ทางญี่ปุ่นจึงขอช่วยกลับ(เรื่อง/ภาพ: j_doramanga)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554
ส.ป.ป.ลาว มอบน้ำดื่ม 1.9 แสนขวด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย ใส่รถบรรทุก 8 คัน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท ผ่านด่านหนองคาย มุ่งสู่สนามศุกชลาศัย เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดแก่ผู้ประสบภัยไทย
เพื่อนมนุษยชาติร่วมโลกส่งข้อความให้กำลังใจชาวไทยที่ประสบพิบัีติภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่(ที่มา:ประชาทอล์ก)
หัวอกนายกฯผู้หญิง ! จูเลีย กิลลาร์ดโทรให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ เชื่อไทยผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ไปได้
องค์กรการกุศลฝรั่งแจกอุปกรณ์ยังชีพผู้อพยพ
ได้มีทีมช่วยเหลือจาก องค์กรการกุศลไม่หวังผลกำไรจากอังกฤษ นำโดย นายสตีฟ แครบทรี จากประเทศอังกฤษ และนาง เจน คอร์เมนดี้ จากแคนาดา ได้นำเชลเตอร์ บ๊อกซ์ หรืออุปกรณ์การยังชีพเบื้องต้น ซึ่งประกอบไปด้วย
- เต็นท์ขนาดใหญ่นอนได้ 1 ครอบครัว พร้อม
- มุ้งและผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน
- ขวาน เครื่องกรองน้ำแบบเคลื่อนย้าย
- อุปกรณ์เครื่อง ครัว ฯลฯ
มาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยนำไปช่วยผู้ประสบภัยในทุกจังหวัดที่เดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม ซึ่งได้เข้าไปช่วยผู้ประสบภัยแล้วที่ จ. ลพบุรี 176 ชุด และ จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 88 ชุด
โดยทั้งสองกล่าวว่าจะส่งชุดเชลเตอร์ดังกล่าวมาช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะดีขึ้น ส่วนใครที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่
น.ส.ดวงธมณ แก้วผ่องศรี หมายเลข 08-5140-1837 หรือ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.shelterbox.org
**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
--ไทยในLAแห่กลองยาวทอดผ้าป่าซับน้ำตาข้ามทวีป
Friday, October 28, 2011
"พานทองแท้"โอดเหนื่อยใจ โดนโจมตีใช้"กระสอบทรายกทม."กั้น"จันทร์ส่องหล้า"
ที่มา มติชน

ภายหลังจากที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก ในชื่อ Oak Panthongtae Shinawatra และทวิตเตอร์ในชื่อ @oak_ptt ไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 ภาพนั้นเป็นภาพการกั้นน้ำด้วยกระสอบทราย ของ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นบ้านพักของคนในครอบครัวชินวัตร ที่ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 เขตบางพลัด พื้นที่น้ำท่วม ต่อมา ก็ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้างในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้สังเกตว่า กระสอบที่นำมากั้นรอบบ้านจันทร์ส่องหล้านั้น บางส่วนประทับตรากรุงเทพมหานคร ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต้องวิ่งหาซื้อกระสอบและทรายกันจ้าละหวั่นในท้องตลาดและ มีราคาแพงเพราะขาดแคลนเนื่องจากความต้องการสูงนั้น
ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม นายพานทองแท้ ได้โพสต์ข้อความ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ของตนเอง โดยระบุว่า
"เหนื่อยแรงยังพอทนนะครับแต่ทุกวันนี้ เหนื่อยใจ เราร่วมกันเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ แทนที่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือกลับมาจ้องที่จะซ้ำเติมกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมออกไปช่วยผู้ประสบภัยเกือบทุกวัน นำอาหารและเครื่องดื่มไปแจกผู้ประสบภัยบ้าง รวมถึงจิตอาสาอีกหลายท่านที่มาช่วยบรรจุถุงยังชีพที่ศปภ.บ้าง และยังบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย จนลืมนึกถึงความปลอดภัยของบ้านตัวเอง พอคิดขึ้นมาได้ก็ทำวิธีแบบชาวบ้านทั่วไปคือพยายามหากระสอบทรายมากั้นแต่ก็ อย่างที่ทราบกันว่าเวลานี้กระสอบทรายหายากมากๆ ก็มีคนเอากระสอบเปล่ามาให้ผมโดยผมและคนที่บ้านก็ต้องกรอกทรายกันเองโดยไม่ ได้ดูว่าเป็นของใครเอาแจก และไม่คิดว่าใครจะนำมาเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมืองในช่วงนี้ครับ"

ซึ่งเมื่อนายพานทองแท้ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กลงไปได้มีผู้เข้ามากด like จำนวนมาก รวมถึงแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นเชิงให้กำลังใจล้นหลาม
ข่าวลึก แกนนำสภาอุต ฯ และทหารเผด็จการวางแผนกักตุนสินค้าหวังก่อจลาจลหลังน้ำลด
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ข่าวลึกจากนายทหารนิยมประชาธิปไตยและนักธุรกิจชั้นนำที่ทราบเรื่องแจ้งมาว่า เมื่อคืนวันที่ 27 และเช้าวันที่ 28 ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมระหว่างแกนนำหลายคนของสภาอุตสาหกรรม และกลุ่มนายทหารจำนวนหนึ่งในสภากลาโหมที่ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วางแผนการล้มรัฐบาลหลังจากน้ำลด โดยจะดำเนินการดังนี้
1. เตรียม กักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และสินค้าวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ไม่ให้ออกสู่ท้องตลาด และขึ้นราคาสินค้าทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนลำบากมากที่สุด
2. เตรียมจัดทีมสร้างสถานการณ์จลาจลแย่งอาหารและสินค้าในหลายพื้นที่ เพื่อให้รัฐบาลมีปัญหาว่าควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้
3. จากนั้นจะมีขบวนการพิเศษตั้งรัฐบาลที่พวกตนต้องการขึ้นมา อาจจะใช้วิธีใดก็ได้ แม้แต่วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ
ศึกษา แล้วข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูง โดยขอให้สังเกตความพยายามสร้างข่าวของ TPBS (ASTV 2) Nation TV และสื่อเครือข่ายอำมาตย์ต่าง ๆ ที่พยายามเน้นความยากลำบากของประชาชน การขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มในหมู่ผู้ประสบภัย พยายามดิสเครดิตรัฐบาลในเรื่องช่วยเหลือด้านของแจกผู้ประสบภัย
เรื่อง นี้ชาวจิตอาสาที่ไปร่วมงานที่ดอนเมืองทุกคนรู้ดีว่า มีการแจกของอย่างเต็มที่และทั่วถึงมาก นอกจากไม่กี่รายที่อยู่ไกลหรือฝ่ายช่วยเหลือไม่ทราบแหล่งที่ติดอยู่เท่านั้น และเมื่อพบก็ออกไปแจกทันที ไม่ว่าจะห่างไกลขนาดไหน
นี่ยังรวมไปถึง การรีบลนลานออกมาพยายามไม่ยอมให้รัฐบาลนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคหรือน้ำดื่ม จากต่างประเทศของพวกอุตสาหกรที่เป็นแกนนำ สอท. และผู้ผลิตน้ำดื่มรายใหญ่อีกด้วย
จะวางแผนกันอย่างไรก็ตามใจ แต่ขอบอกไปยังพวกจิตวิปลาสที่พร้อมจะเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาเปลี่ยนรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาให้ได้ว่า
1. ประชาชนรู้นะว่ากำลังทำอะไรกันอยู่
2. เราไม่กลัว พร้อมสู้ด้วย
อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก thaifreenews
รั้วสนามบินดอนเมืองพัง! น้ำท่วมชั้นล่างศปภ.-เตรียมเรือให้“ปู”หนีขึ้นโทลเวย์
ที่มา ข่าวสด
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 ต.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่ากำแพงรั้วของสนามบินดอนเมืองที่กั้นตลอดแนวถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ประตู 5 ของท่าอากาศยานกองทัพอากาศ หรืออาคารรับรองพิเศษ ได้เกิดเอนเนื่องจากรองรับแรงดันน้ำที่สูงจากวิภาวดีฯไม่ไหว ทำให้น้ำไหลเข้าสู่ถนนโดยรอบของสนามบินดอนเมือง จากนั้นเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง กำแพงรั้วดังกล่าว ก็พังทำให้น้ำไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและแผ่กระจายด้วยปริมาณน้ำจำนวนมาก ท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ท่าอากาศยานดอนเมืองพยายามแจ้งให้ข้าราชการสื่อมวลชน และผู้ปฏิบัติงานในศปภ.ให้ดำเนินการย้ายรถยนต์โดยเร่งด่วน ขณะเดียวกันบางส่วนต่างรีบเก็บอุปกรณ์การทำงานและทยอยเดินทางกลับออกจากศปภ. แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำภายในห้องประชุมศปภ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกิดปัญหาน้ำไหลทะลักท่วมภายในชั้นล่างของที่ทำการศปภ. ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีได้รีบเคลื่อนย้ายรถขบวนของนายกฯจากบริเวณชั้น 2 อาคารที่ทำการศปภ.ขึ้นไปจอดบนโทล์เวย์ และได้เตรียมแผนการเดินทางกลับของนายกฯ โดยจัดรถกระบะยกสูงมาไว้ แต่หากระดับน้ำสูงมากจนไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ก็ได้เตรียมเรือไว้สำรองเพื่อพาไปส่งในที่บริเวณทางขึ้นโทลเวย์
กรุงแตก!?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ตอนนี้คนกรุงเทพฯ คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมถึงขั้นวิกฤตแล้ว
ต้องรับสภาพว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ แน่นอน
จากคำแถลงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค.
"ขณะนี้มวลน้ำจากทางเหนือไหลสู่ภาคกลาง มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงผ่านกทม.สู่ทะเล พลังของน้ำครั้งนี้มีแนวโน้มมาก เกินกว่าประตูน้ำจะรับได้"
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังระบุว่า มีโอกาสสูงจะทะลักเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอกของกทม.
เท่าที่ฟังดูจะเห็นว่าเส้นทางการระบายน้ำทุ่งก้อนมหึมามีด้วยกัน 3 ทาง
ทางแรกคือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และฝั่งธนบุรี เพราะมีน้ำเหนือผ่านทางนนทบุรีเข้าท่วมเขตบางพลัดแล้ว
การระบายน้ำต้องใช้คลองมหาสวัสดิ์ ส่งมวลน้ำลงแม่น้ำท่าจีนเพื่อลงสู่อ่าวไทยโดยเร็ว
แต่อาจเกิดน้ำท่วมฝั่งธนบุรีและปริมณฑล ในพื้นที่ลุ่มสูงประมาณ 50 ซ.ม.
ทางที่สองก็คือตอนเหนือของกทม. เพราะมีแรงกดดันจากมวลน้ำทุ่งจากรังสิต ทำให้ต้องเปิดคลองต่างๆ ในกทม.ระบายลงสู่อ่าวไทย
ส่งผลให้พื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บางซื่อ บางเขน ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นและท่วมขัง
แต่จะควบคุมไม่ให้สูงเกิน 50 ซ.ม.
ทางระบายที่สามคือฝั่งตะวันออกของกทม.คือ มีนบุรี หนองจอก และลาดพร้าว
โดยมีคลองระพีพัฒน์ คลองหกวาสายล่าง และคลองแสนแสบ ระบายน้ำไปตามแนวคลองที่ขุดไว้ส่งมวลน้ำก้อนใหญ่ออกทะเลฝั่งตะวันออก
แต่อาจเกิดน้ำท่วมขังระดับ 1-1.5 เมตร
เท่าที่ติดตามสถานการณ์ในกทม. ก็คงต้องทำใจว่ายังไงน้ำก็ต้องท่วม
อยู่ที่ว่าจะท่วมสูงเท่าไหร่ ท่วมพื้นที่ไหนบ้าง และท่วมนานแค่ไหน
ปัจจัยหลักๆ ก็อยู่ที่พื้นที่สูงต่ำในแต่ละเขตไม่เท่ากัน
กับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงปลายเดือนนี้
แต่ต้องยอมรับว่าศักยภาพในการระบายน้ำของกทม.ถือว่าดีที่สุดทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากร
หากเกิดน้ำท่วมขังในกทม.จริงๆ ก็น่าเชื่อว่าการระบายน้ำจะทำได้รวดเร็ว
ก็ได้แต่ปลอบใจคนกรุงเทพฯ ด้วยกัน
คงไม่ท่วมหนักและไม่ท่วมนานเท่านั้น





















