WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 31, 2011

นวมทอง ไพรวัลย์:ประวัติศาสตร์ของสามัญชน สัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพ-รัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

5ปีวีรชนนวมทองรำลึก-คน เสื้อแดงจัดทำบุญรำลึกลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตที่สะพานลอยหน้าสำนักงานนสพ.ไทยรัฐ ถนนวิภาวดี รายรอบด้วยน้ำท่วม แกนนำหลายคนรวมทั้งอ.ธิดา ถาวรเศรษฐ น.พ.เหวง โตจิราการ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจรัล ดิษฐาภัย มาร่วมงาน(ที่มา:facebook ป๋าจอมตั๊บ กลุ่มสหายสีแดง เรารักราษฎร)


โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
31 ตุลาคม 2554

วันที่ 31 ตุลาคม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สำหรับหัวใจของ “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของคนธรรมสามัญชน ผู้รักประชาธิปไตย ที่ชื่อ

“นวมทอง ไพรวัลย์”

แม้ว่าหลักสูตรการอบรมบ่มเพาะครอบงำทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครองอำมาตย์ ศักดินา มักจักให้ผู้คนในสังคมไทยจำในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาอยากให้จำ และลืมในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ลืม

แต่นับจากนี้ไป เราพบเห็นว่า “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” “ผู้ตาสว่าง” ได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมาแล้ว

เราจึงได้ยินการเอ่ยถึง จิตร ภูมิศักดิ์ เตียง ศิริขันธ์ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พระยาพหล พยุหเสนา ถวัติ ฤทธิเดช พ่อหลวงอินถา และอีกหลายคน ผู้มีความใฝ่ฝันถึง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

คืนวันที่ 31 ตุลาคม “นวมทอง ไพรวัลย์” คนขับแท็กซี่ อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า
ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้


ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ (คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 )และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา ประโยชน์เข้าเฉพาะตน

กล่าวได้ว่า การขับรถแท็กซี่ชนรถถังครั้งนั้นของ “นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นการต่อสู้กับอำนาจนอกระบบของอำมาตย์ ที่ทำลายประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคขัดขางหนทางประชาธิปไตยในสังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย

การกระทำดังกล่าวของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จึงเป็นสัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพและรัฐประหารของระบบอำมาตย์ นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเมษา –พฤษภา 53 อำมหิต กองทัพได้เป็นกลไกหลักในการล้อมปราบประชาชนครั้งนั้น จึงต้องนำคนฆ่า คนสั่งฆ่าดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้ ถูกกระทำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสังคมไทย ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่ลดทอนการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่ง “ต้องปฏิรูปกองทัพไทย” เหมือนเช่นประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกที่กระทำกัน

กล่าวสำหรับกองทัพไทย ภายใต้บริบทการเมืองไทย ภาวะ“รัฐซ้อนรัฐ” ดำรงอยู่ปัจจุบัน ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ ในการปฏิรูปกองทัพ คือ

1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนิกระบวนการ แก้ไขพรบ.สภากลาโหม เพื่อให้อำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ กลับมาอยู่กับผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

2 รัฐประชาธิปไตยต้องทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร งบประมาณก็ต้องลดลง เพื่อนำงบประมาณใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีประโยชน์กว่า ท่ามกลางยุคที่หมดสมัยการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

3 รัฐประชาธิปไตย ต้องสร้างระบบการศึกษาและวัฒนธรรมกองทัพให้ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยทั้งความคิดและการจัดองค์กร ที่ไม่เน้นระบบสายบังคัญชาแบบแบบสั่งการ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การปฏิรูปกองทัพ คงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของ “นวมทอง ไพรวัลย์”
ขอคารวะดวงวิญญาณ “นวมทอง ไพรวัลย์”
อุดมการณ์ประชาธิปไตย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จงเจริญ

********





เรื่องเกี่ยวเนื่อง:5ปีสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ขับTAXIขยี้รถถัง


ที่มา เฟซบุ๊ค Bus Tewarit

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "แท้กซี่ขยี่รถถัง" วันแห่งการต่อสู้เชิงสัญญาลักษณ์ เมื่อรถแท็กซี่ สัญญลักษณ์สามัญชนผู้ให้บริการประชาชน ชนรถถังผู้ยึดอำนาจประชาชน 30 กันยายน พ.ศ. 2549
นาย นวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากนั้น พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ได้ปรามาสลุงไว้ว่า
"ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

1 เดือนต่อมา คืนวันที่ 31 ตุลาคม นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค.

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหน้า เป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และ ด้านหลัง เป็นบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้อความว่า
"อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน"

เพลงวันของเรา โดยจิ้น กรรมาชน ซึ่งจิ้น ได้จึงส่งผ่านบทเพลง ‘วันของเรา’ ให้ประชาไท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับลุงนวมทอง และเพื่อจะบอกว่า ‘วันของเรา’ ไม่ควรจะต้อง ‘รอ’ อีกต่อไป ฟังเพลงที่ http://www.youtube.com/watch?v=ibRwZ1ApIeI&feature=player_embedded



ฟังเสียงลุงนวมทอง(ก่อนเสียชีวิต)



รำลึกลุงนวมทอง


source : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=31-10-2007&group=22&gblog=20

งานถ้อยคำรำลึก " ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "

31 ตุลาคม นี้ เวลา · 8:00 - 22:00

[เช้า]สะพานลอยไทยรัฐ - [เย็น]อนุสรณ์สถาน14ตุลา
สร้างโดย
Thailand Mirror
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=171482992930658

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังลุงนวมทอง ได้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยไป 5 วัน ไทยอีนิวส์ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานภารกิจสามัญชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นการอุทิศให้แก่วีรประชาชนท่านนี้

*********


เขาชื่อ..นวมทอง

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเื่พื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม


ด้วยจิตคารวะ
จิ้น กรรมาชน
2 พ.ย. 2549

*******

เชิญร่วมกิจกรรม 5 ปีนวมทอง ไพรวัลย์

กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย - จัดทำบุญครบรอบ 5 ปีวันลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2554


ภาคเช้า [9.00 น.-12.00 น.]-ทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระเพล 10 รูป ถ้อยคำรำลึก อ่านบทกวี ฯลฯ ณ สะพานลอยนวมทอง หน้า สำนักงาน นสพ.ไทยรัฐ


เย็น [17.00 น. เป็นต้นไป]-งานถ้อยคำรำลึก ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ดนตรี บทกวี จุดเทียนแดง ดอกไม้แดง ฯลฯ เพื่อการรำลึกวีรชนผู้กล้าประชาธิปไตย

และขอประกาศเลื่อนงานหล่อรูปลุงนวมทองตอนเย็นออกไปก่อน วัน และเวลา จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สอบถามโทร 089-5007232 081-104884

บทความ: คนเมืองหลวงตอแหลแลนด์...ใจจิ๋มมด

ที่มา Thai E-News



โดย ดาบมะเขือเทศ
ที่มา เว็บบอร์ดประชาทอล์ค
30 ตุลาคม 2554

วันนี้ ผมได้มีโอกาสเจอพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงงาน ที่ลงทุนอยู่ในตอแหลแลนด์ ระดับหลายร้อย หลายพันล้านบาท นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคนนี้พูด-ฟังภาษาไทยได้ ดีกว่าคนไทยบางคนซะอีก อาศัยใช้ชีวิต-ทำธุรกิจ ไปๆ-มาๆ นานมากกว่าผู้นำประเทศของตอแหลแลนด์บางคน ได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นพูดคุยถึงสถานะการณ์การเมือง-เรื่องนัำท่วมตอ แหลแลนด์

สรุป ย่อๆง่ายๆนักธุรกิจญี่ปุ่นคนนี้บอกว่า "คนเมืองหลวง(ส่วนใหญ่)ตอแหลแลนด์ใจจิ๋มมด" แค่น้ำท่วมเรื่องเล็กๆทำเป็นจะเป็นจะตายกัน ดัดจริต-วิตกจริตเกินเหตุโดยเฉพาะประชาชนคนเมืองหลวง สู้คนต่างจังหวัดอย่างนครสวรรค์ อยุธยา สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง ฯลฯ ไม่ได้ ชาวบ้านต่างจังหวัดเหล่านั้นต้องผจญกับน้ำท่วมเป็นแรมเดือน ก็ยังทนรับกับสภาวะกับน้ำท่วมได้

ทั้งที่มีเวลาเตรียมตัวเป็นแรมเดือน คนเมืองหลวงยังขาดการเตรียมตัวสู้กับภัยน้ำท่วมที่มีโอกาสจะเกิด(แน่ๆ)สื่อควายๆ "ทำเรื่องเล็กให้ เป็นเรื่องใหญ่"เสนอข่าวสารเกินความจริง ประชาชนคนเมืองหลวงกิน(แดก)ไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะงมงายเชื่อการเสนอข่าวของสื่อเสี้ยมบางตัว ขาดจิตสำนึก ขาดความเอื้อเฟื้อ แย่งชิงทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ชีวิตตัวเองให้ได้รับแต่ความสุขสบาย แย่งกันกักตุนหาซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งๆที่ยังที่ไม่ขาดแคลนอย่างจริงๆ (ไม่มีใครยอมใครสันดานเลวความคิดของผม) โรงงานผลิตสินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภคที่ไม่ได้ผลกระทบกับน้ำท่วมเท่าไหร่ ฉวยโอกาสหยุดหรือลดการผลิตสินค้าน้อยลง ห้าง-ร้านค้าฉวยโอกาสกักตุน-ขึ้นราคาสินค้า ซ้ำเติมประชาชน

เมื่อ ครั้งเกิดเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น ข้าวปลาอาหาร-น้ำดื่ม ขาดแคลน คนญี่ปุ่นยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ รอซื้ออาหาร-น้ำดี่ม เป็นเวลาเกือบครึ่งวัน แต่ทุกคนก็ซี้อไว้เพื่อใช้กิน-ดื่มแต่พอดีใช้ประทังชีวิต เพื่อแบ่งปันให้คนร่วมชาติที่ประสบชะตากรรมเหมือนกัน ประเทศญี่ปุ่นเจอสึนามิ 1 ครั้ง(สุดท้าย)เค้าบอกว่าบ้านเมืองเค้าถอยหลังไปถึง 30 ปี การเกิดเหตุสีนามิหรือแผ่นดินไหว แต่ละครั้งกลับทำให้คนในประเทศเค้า "รัก-สามัคคีกัน" เรื่องความขัดแย้งทุกอย่าง"หยุด"หมด ทุกคนร่วมมีอ-ร่วมแรงกัน ช่วยกันบูรณะประเทศ

สื่อในประเทศญี่ปุ่นก็ ร่วมมือร่วมใจกัน มีแต่เสนอข่าวในทางสร้างสรรค์ให้กำลังใจคนในชาติ การเสนอข่าวด้านลบของประเทศที่จะออกสู่สายตาชาวต่างประเทศ สื่อเค้าจะทำให้น้อยที่สุด(ต่างจากตอแหลแลนด์)

นักการ เมืองของญี่ปุ่น(แทบ)ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน"หยุดเรื่องการเมือง" จับมือกัน ร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูพัฒนาประเทศ ซึ่งต่างจาก"เดรฉานนักการเมือง(ฝ่ายค้าน)ตอแหลแลนด์" ทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิง ใส่ร้ายการทำงานของรัฐบาล ทุกวิธีการเท่าที่จะทำได้ "เพื่อแย่งชิงอำนาจ"เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล(ใต้ส้นตีนอำมาตย์)

ดูความโหดร้ายของธรรมชาติที่ชาวปลาดิบได้รับ ร้ายแรงกว่าคนเมืองหลวงตอแหลแลนด์ร้อยเท่าพันเท่า

ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน12เรื่องในรอบ2สัปดาห์ คนเอือมตัวอิจฉาหันมาหนุนรัฐบาลสู้

ที่มา Thai E-News





ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ กับชุดเฉพาะกิจของรัฐบาลก่อนที่ศปภ.จะย้าย และน้ำท่วมดอนเมือง เข้าใจว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชน ข่าวที่ขายดี คือข่าวที่สะใจคนอ่านแต่ในสภาวะวิกฤติอย่างนี้ ผมว่าบางข่าวมันก็เกินไป ผมคงไม่อยากอธิบายอะไรมาก ลองชมภาพเอาดีกว่าครับ-คุณArchipopulus ผู้อัพโหลดคลิปนี้ลงYoutube

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ตุลาคม 2554

ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สลิ่ม และฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลได้พยายามกุข่าวสร้างข่าวเสียหายให้กับศปภ.รวม 12 เรื่อง แต่ดูเหมือนยังไร้ผล เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์ล่าสุดกว่า62%ยังให้โิอกาสรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำงาน ต่อไป เพียง 12%ที่ไม่เชื่อมั่น

นี่เป็นความพยายามให้ร้ายล่าสุดของสลิ่ม ที่จัดเข้าข่ายพฤติกรรม"คนทำดีแล้วโดนด่า ไม่ทำห่าแล้วด่าคน"

ไม่ทำห่าแล้วด่าคน-เต็มตา!! ของบริจาคลอยน้ำเกลื่อน ศปภ.ดอนเมือง
ข่าวเว็บไซต์ASTVผู้จัดการ ชัดเจน!! มีของบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยค้างอยู่ใน ศปภ.เป็นจำนวนมาก ทั้งถุงยังชีพ เสื้อผ้า สุขาลอยน้ำ และกล่องโฟมอาหารซึ่งกำลังเริ่มเน่าเสีย

อีกข่าว ปชป.จวก ศปภ.ล้มเหลว ทิ้งของบริจาคเละ - จี้ “ปู” ปรามลูกหาบหยุดหาเรื่องกองทัพ

คำอธิบายเหนื่อยใจจากคนทำดีแล้วโดนด่า

ล็อกอินชื่อ Nuttaporn Voonglinhom ในเฟซบุ๊คที่ทำงานเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.เขียนตอนหนึ่งว่า ทำงานไม่ได้ดูข่าว พอเมื่อคืนได้ดูข่าว(พักกลับบ้าน) มันเหมือนกับพวกผมที่ไปอยู่ตรงนั้นเป็นพวกคนไม่ดียังไงชอบกล

ผมเองด่ารัฐบาลจนเบื่อแล้วเหมือนกัน แต่ผมเซ็งคนที่ไม่ได้ทำอะไรแล้วเอาแต่ตำหนิโน่น นี่ นั่น

กองเสื้อผ้าที่โดนน้ำท่วมที่ ศปภ. คุณมองแค่ภาพก็ตัดสิน ผ้ากองนั้นเคยผ่านมือผมกับน้องๆ โปรแกรมเมอร์หลายคนมาแล้ว

- เราไปคัดแยกเสื้อผ้าหาให้คนทุกครั้งที่ลงพื้นที่ เราคัดเฉพาะผ้าสะอาด ไม่มีกลิ่น (ซักมาบ้าง)
- อันไหนไม่ซักมา ขาด มีกลิ่น ก็แพ็คถุงรวมโยนไว้มุมในสุด เพราะสภาพมันใช้ไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่เอาไปซัก ไม่เอาไปซ่อมแซม
- สุดท้ายพอย้ายคลัง ผ้าพวกนี้ไม่ได้ย้ายไปด้วย กลายเป็นกองผ้าเหม็นหึ่ง จนน้ำท่วม มีอาสาคนหนึ่งบอก ให้ช่วยเก็บก่อน ค่อยเอาไปซักไปซ่อมก็ได้
- คนที่ปฏิเสธจะขนผ้ากองนั้นในวันย้ายศูนย์ ก็คือ ทหารนั่นแหละ ทั้งๆ ที่คำสั่งออกมาให้ขนย้ายทั้งหมด แต่เค้าก็เว้นไว้ เอาไปเฉพาะแต่ดีๆ (ผมไม่ค้านนะตอนนั้น ผมเห็นด้วย) แต่สื่อเล่นนำเสนอข่าวแบบนี้ ผมในฐานะที่อยู่ตรงเหตุการณ์นั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไร


เคสคนที่มาพักที่ดอนเมือง แล้วสื่อบอกว่ารัฐลอยแพ (กระทรวงพัฒนาความมั่นคง) คือถ้ามาดูเองจริงๆ จะรู้ว่า เค้าไม่ย้าย ยังไงก็ไม่ย้าย น้ำไม่ไหลไฟดับ เค้าก็ไม่ย้าย เพราะศูนย์ก่อนหน้าทั้งที่วัด ทั้งมหาลัยที่รับเค้าไป ทำเหมือนเค้าเป็นฉากสติ๊กเกอร์

- วัยรุ่นส่วนมากไปศูนย์มองพวกเค้า แล้วเอาเป็น background ถ่ายภาพ
- อาสาบางคนก็ทำแบบเหนื่อยมาก ป้าอย่าขออะไรเพิ่ม คุณตาอย่าชวนคุยหนูรีบ ฯลฯ
- สรุปใจความว่ามียายคนหนึ่งหนีน้ำมาจากนครสวรรค์ ตอนนี้อยู่อยู่เต๊นท์แถว D14 ดอนเมือง
- แกบอกว่า "ยายไม่ได้อยากเป็นภาระใคร ไม่อยากให้ใครทำกับยายแบบเป็นตัวปัญหา ยายแค่ไม่มีบ้านให้กลับ บ้านยายน้ำท่วมหมดแล้ว ยายขออยู่ลำพังที่นี่"

สำหรับพวกเชียร์ทหาร ผมไปลงพื้นที่ ไปทำงานจริงๆแล้วจะรู้ว่าทหารเองก็ดราม่า แค่รถขนของ กำลังพลส่วนมากก็เป็น ทอ. ทร. แต่ ทบ.พี่เค้าทำ PR ดีกว่า แม้กำลังพลทหารจะน้อยกว่าแต่เด่นการ PR เหนือทุกเหล่า

ฉะนั้นจะเสพอะไร ก็ต้องได้ยินกับหู ไปดูกับตา สัมผัสเอาเอง ไม่ใช่เชื่อตามที่ข่าวบอก คนพูด

คำอธิบายจากศปภ.และรัฐบาล

รมต.สำนักนายกฯ ชี้แจงไม่มีของบริจาคค้างที่ดอนเมือง ยันย้ายไปสนามศุภฯ หมดแล้ว ด้านอธิบดี ปภ.ประสานเสียงไม่เคยกั๊กของไว้ ท้าเปิดบันทึกแจกจ่ายของ เตือน 1-2 วันนี้ โฆษก ศปภ.แจงของบริจาคตกค้างเหตุขนส่งลำบาก หลังน้ำทะลักดอนเมือง

วันนี้ (30 ต.ค.) ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารเอนเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มการประกาศวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่มเติมหลังจะครบกำหนดใน วันที่ 31 ต.ค.ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการกำหนดที่แน่นอน คงต้องรอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศอีกครั้ง เพราะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งยังต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนเรื่องของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังตกค้างอยู่ที่ ศปภ.สนามบินดอนเมือง เป็นจำนวนมากนั้น ขณะนี้ย้ายไปเก็บไว้ที่สนามศุภชลาศัยเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการนำไปช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่จะต้องเฝ้าในช่วง 2-3 วันนี้ว่า พื้นที่บางส่วนของ จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมวลน้ำทางตะวันตกของ กทม.จะไหลลงผ่าน 2 จังหวัด เพื่อลงสู่ทะเล อย่างไรก็ตาม ทาง ปภ.ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ขอให้ประชานในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวัง เพื่อความไม่ประมาท

นายวิบูลย์กล่าวถึงกรณีของบริจาคที่ตกค้างอยู่ใน ศปภ.ดอนเมืองด้วยว่า ขอยืนยันว่าของบริจาคทั้งถุงยังชีพ เรือ และเครื่องสูบน้ำได้ขนย้ายออกมาไว้ที่สนามศุภชลาศัยทั้งหมดแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่ามีการเก็บเรือท้องแบนไว้ไม่ยอมนำไปให้ผู้ประสบภัยนั้น ได้กระจายแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่แล้ว โดยมีการบันทึกว่าพื้นที่ใดได้รับมอบไปจำนวนกี่ลำแล้ว เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน

ด้าน นายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สิ่งของบริจาคที่หลงเหลืออยู่ในอาคารคลังสินค้าท่าอากาศยานดอนเมือง นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่รัฐบาลไม่นำของไปแจกจ่ายให้ประชาชน แต่ที่ของบริจาคยังเหลืออยู่นั้นเป็นการล่าช้าในการขนส่งมากกว่า เนื่องจากการขนส่งเป็นไปด้วยความยากลำบากหลังจากน้ำทะลักเข้าบริเวณท่า อากาศยานดอนเมือง ส่วนกรณีสุขาลอยน้ำที่ถูกทิ้งลอยน้ำไว้บริเวณหน้าอาคาร 2 ที่ใช้เป็นอาคารรองรับประชาชนผู้อพยพนั้น ตนต้องขอเข้าไปสำรวจอีกครั้ง เพราะภายในอาคารคลังสินค้าไม่มีสุขาลอยน้ำหลงเหลืออยู่แล้ว


สรุปความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 2 สัปดาห์ในการพยายามกุข่าวโจมตีรัฐบาล

1. ธงของเรือผันน้ำเป็นสีแดง >> จริงๆเป็นสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์นั่งฮ.กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดูคอนเสิร์ต Yanni >> ไม่ได้ไป คนที่ไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงา่นยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ต้องใส่เสื้อแดงช่วยงานศปภ. >> ภาพ+คลิปยืนยันชัดเจนมีเสื้อทุกสี
9. มาร์คอยู่เมืองไทยตลอด ขอร้องอย่าใส่ไฟ >> สุดท้ายโฆษกพรรคปชป.ยอมรับชัดเจนว่าไปมัลดีฟส์
10. กองทัพเรือสหรัฐถอนความช่วยเหลือจากไทย >> ท่านฑูตสหรัฐยืนยันว่าไม่จริง
11. สส.เสื้อแดงกั๊กน้ำดื่มที่ประชาชนบริจาคมา ห้ามเคลื่อนย้าย >> ชัดเจนน้ำดื่ม PPนคร เจ้าของเป็นเสื้อแดง ฝากบริจาคผ่านสส.เสื้อแดง
12.ศปภ.ลอยแพผู้อพยพที่ดอนเมือง ทิ้งของบริจาคเกลื่อน>>คนไม่ยอมอพยพไปไหนอีก ส่วนของเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น โดยเฉพาะเสื้อผ้า

"เอแบคโพลล์" เผยปชช.ร้อยละ61 ให้โอกาส "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ40 เริ่มเชื่อมั่นรบ.-กทม.

วันที่30ต.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความทุกข์ ความเสียสละ และการให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาส นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมต่อไป

นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 40.6 เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 22.8 เชื่อมั่น ร้อยละ 23.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 12.7 ไม่เชื่อมั่น ตามลำดับ(ที่มา:มติชน)

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ตบเกรียนสลิ่มไม่ทำห่าแล้วด่าคนช็อตต่อช็อต

Pizza1112ใจดีให้นำขวดเปล่าเติมน้ำฟรี30สาขา

ที่มา Thai E-News

เด อะ พิซซ่า คอมปะนี ขอเชิญทุกท่านที่เดือดร้อน และต้องการน้ำดื่มบริสุทธิ์ โปรดนำขวดเปล่าของท่านไปเติมน้ำกรองที่ได้มาตรฐานและสะอาดบริสุทธิ์ จากร้าน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ของเรา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป(โปรดสังเกตร้านที่มีสัญลักษญ์ดังรูปนะครับ ร้านที่ให้บริการจะเป็นร้านนั่งทานครับ)

ที่มา หน้าเพจfacebookของ The Pizza Company 1112 Lovers

รายชื่อสาขาที่ ณ วันนี้ทุกท่านสามารถนำขวดน้ำไปกรอกน้ำได้ครับ

1. The mall บางกะปิ
2. ซีคอนสแควร์
3. Central แจ้งวัฒนะ
4. Avenue แจ้งวัฒนะ
5. สยามสแควร์
6. สยามเซ็นเตอร์
7. มาบุญครอง
8. เซ็นทรัลเวิลด์
9. นานาสแควร์
10. เซ็นทรัลลาดพร้าว
11. เซ็นเตอร์วัน
12. พาราไดซ์ พาร์ค
13. Max Value ตรงสี่แยก พัฒนาการ ตัดกับ ศรีนครินทร์
14. รอยัล การ์เด้น เจริญนคร บนนถนนเจริญนคร ใกล้สะพานกรุงเทพฯ เก่า
15. โลตัสกระทุ่มแบน
16. Lotus ทาวน์ อิน ทาวน์
17. Big C สะพานควาย
18. แฟชั่น ไอส์แลนด์
18. Lotus เจริญผล
19. Big C บางพลี
19. Big C เพชรเกษม
ฺ20. Central รัตนาธิเบทร์
21. Big C สมุทรปราการ
22. Lotus ศรีนคริทร์
ฺ23. เซ็ลทรัล พระราม 2
24. เซ็นทรัล บางนา
25. ซีพี ทาวเวอร์
26. เซ็นทรัล พระราม 3
27. the Mall ท่าพระ
28. เดอะมอลล งามวงศ์วาน
29. อิมพีเรียลสำโรง
30. บางลำภู

หรืออัพเดตเพิ่มเติมที่หน้าเพจของ The Pizza Company 1112 Lovers ตามลิ้งค์นี้ http://www.facebook.com/thepizzacompany?sk=wall

ส่วนร้านประเภทนั่งทานในต่างจังหวัด ให้บริการทั้งหมดแล้วครับ ส่วนร้านที่เหลือที่ไม่ได้แจ้งด้านบน จะสามารถให้บริการได้อย่างช้าพรุ่งนี้ครับผม

อย่างไรก็ตาม รบกวนทุกท่านต้องสังเกตสติ้กเกอร์หน้าร้านด้วยนะครับ ถ้าไม่มีสติกเกอร์หมายถึงว่าร้านนั้นไม่มีบริการครับผม แล้วยังไงถ้ามีข่าวเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบนะครับ

ดอะ พิซซ่า คอมปะนี 1112 ยังปักหลักอยู่ และพรอ้มที่จะช่วยเหลือทุกท่านที่เดือดร้อนครับ เป็นกำลังใจให้กันและกันครับ :)

น้ำมาปลากินมดน้ำลดมดกินปลา แต่อย่าเงื้อง่าต้องกดดันรัฐบาลเร่งลงสัตยาบันโรมลากคอฆาตกร

ที่มา Thai E-News

ปัญหา คือ รัฐบาลทำไมยังไม่ทำ เพราะเหตุใด หรือเพราะมีข้อตกลงลับใดๆกับฝ่ายเผด็จการหรือเปล่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ฯท่านต้องตอบคำถามนี้กับญาติวีรชนแล้ว

และพวกเราเสื้อแดงล่ะจะสร้างบทบาทกดดันรัฐบาลนี้อย่างไร จะเอาแค่รอ นปช.เรียกไปชุมนุมฟังพูด ฟังเพลงแล้วจบเท่านั้นเองจริงๆหรือ

โดย Pegasus

ตอนนี้น้ำหลากมา่ท่วมกลบทุกกระแสจริงๆครับ ผมขอโผล่หัีวพ้นน้ำอ้าปากเพรียกหายุติธรรม ก่อนจะถูกสายน้ำเชี่ยวกรากพัดหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่งซักหน่อย


ยังคงมีข้อโต้แย้งกันในหมู่ฝ่ายประชาธิปไตยว่า การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสืบสวนหาคนผิดมาลงโทษนั้นจะทำกันอย่างไร

บ้างก็ว่าต้องผ่านรัฐสภา(ประชุมร่วม) บ้างก็ว่าผ่านเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรฯ เพราะรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ฯลฯ

วิธีการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190

เรื่องธรรมนูญกรุงโรมนี้ คือการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและสูญเสียในเหตุการณ์สังหาร หมู่ประชาชนที่ราชประสงค์ แยกคอกวัว และที่อื่นๆ

ประเด็นความเป็นธรรมที่กระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียวนั้น เป็นเป้าหมายหลักของประชาชน และต้องผลักดันโดยประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง

ถ้าแกนนำหรือนปช.หรือพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนก็แสดงว่าหักหลังประชาชน ดังนั้นประชาชนอย่ารอ นปช. อย่ารอรัฐบาล อย่ารอนักการเมือง เพราะการตกลงลับทางการเมืองนั้นมีอยู่เสมออย่าได้ไว้ใจเป็นอันขาด

ดังนั้นประชาชนจึงต้องแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆว่า เอาจริงและกดดันให้รัฐบาลไม่มีทางเลือก นั่นแหละผลสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นจริง

อย่ารอ นปช. เพราะ นปช.ก็เป็นฝ่ายการเมืองไปแล้ว การรีๆรอๆ ไม่ทำอะไรในช่วงนี้นอกจากแถลงข่าวและทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีผลกระทบ อย่างสำคัญจึงยังคงดำรงอยู่

เพื่อความเข้าใจ จะขอยกรัฐธรรมนูญมาให้เห็นกันจะจะกัน ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีเจตนาอย่างไรกฎหมายชั้นรองลงไปต้องยึดถือตามนั้น และเรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในตัวบทเอง ไม่ต้องไปสืบสาวราวเรื่องที่ใดอีก

โดยคำถามว่ากฎหมายว่าด้วยสนธิสัญญาฯนี้กล่าวไว้ตรงไหน คำตอบคือมาตรา 136 ดังนี้

มาตรา ๑๓๖ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันฯลฯ

(๑๕) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ฯลฯ

ดังนั้นหนังสือสัญญาต้องมีความเห็นชอบของรัฐสภาซึ่งหมายถึงการประชุมร่วมกัน ระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งหมายถึงฝ่ายลากตั้งด้วย จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จ

ตรงนี้กระมังที่ทุกฝ่ายยังรีรอเนื่องจากหากไม่ผ่านรัฐสภารัฐบาลต้องลาออก แต่ทว่าการไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ลองมาศึกษามาตรา 190 ที่มาตรา 136 ของรัฐธรรมนูญ 50 อ้างไปถึงจึงจะเข้าใจดังนี้

มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดัง กล่าว

ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้อง ชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาด กลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตาม หนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโล


จากมาตรา 190 เราจะเห็นได้ว่า ถ้ายังไม่มีการทำสัญญาแล้วประสงค์จะไปทำ จะเข้าองค์ประกอบของมาตรา 190 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

โดยสรุปก็คือ ถ้าเป็นเรื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจ ในกรณีนี้คือเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศดังนั้นก่อนทำสัญญาจึงต้องไปถาม ประชาชนและต้องชี้แจงรัฐสภาด้วยการประชุมร่วมสองสภาเสียก่อนและต้องเสนอมา ให้ดูก่อนด้วยว่าจะไปลงนามหรือจะไปสัญญาอะไรกับใครอย่างไร

ซึ่งในกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับการให้สัตยาบันเพราะมีการลงนามไปเรียบร้อยแล้ว และจะมาอ้างว่าต้องเอามาเข้าสภาใหม่ก็ไม่ได้ เพราะการลงนามได้สำเร็จไปแล้ว ไม่ใช่กรณีก่อนทำสัญญาตามที่กล่าวมา และถ้าจะพูดอย่างกำปั้นทุบดินก็คือ ทั้งฝ่ายค้าน ฝายรัฐบาล ฝ่ายอำมาตย์ก็พูดตรงกันว่าไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาธรรมนูญกรุงโรมแล้วแต่ยัง ไม่ได้ให้สัตยาบัน ดังนั้นประเด็นนี้จึงตกไป

จากนั้นในวรรคที่สามจึงจะพบคำว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งประเทศไทยก็ได้ลงนามในหนังสือสัญญานั้นแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันก็ ต้องมาดูต่อว่าเป็นอย่างไร

จะพบอีกว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดถ้าหากอ่านหนังสือออกว่า ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คำว่าแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันนี่คือการให้สัตยาบัน เพราะสัตยาบันคือการให้มีผลผูกพันนั่นเอง และการนี้ใช้การแสดงเจตนาก็หมายถึงการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น และเท่านั้นจริงๆ

เพียงแต่ก่อนที่จะมีการแถลงการณ์นั้นต้องดำเนินกรรมวิธีบางอย่าง ได้แก่การให้ประชาชนได้ทราบถึงรายละเอียดของสัญญานั้น ซึ่งรัฐบาลก็ทำได้ง่ายๆเช่น แปลเป็นภาษาไทย แล้วออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นรายการพิเศษติดต่อกันสามวัน พิมพ์เป็นใบปลิวมอบให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2-3 ฉบับติดไปให้ประชาชนได้อ่านฟรีๆ เป็นต้น

ส่วนผู้ที่จะได้รับผลกระทบได้แก่เหล่าทหารที่ออกมาสังหารประชาชนนั้นคง ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นผู้เยียวยาน่าจะเหมาะกว่าใช้ภาษีของประชาชน อย่างนี้กระบวนการยุติธรรมจะกลับมา การสังหารประชาชนแล้วทำเป็นลืม ทำเป็นสมานฉันท์จอมปลอมจะได้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดจากแผ่นดินไทยเสียที

การให้สัตยาบันด้วยการแถลงของรัฐบาลนี้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการทำตามข้อ เสนอแนะของคณะนิติราษฎร์ เพราะเป็นหนทางในการยุติการใช้กำลังกับประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอย่างเด็ดขาด

ทั้งยังทำให้ผู้ที่ต้องการยึดอำนาจต่อไปต้องคิดหนัก รัฐบาลก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ข้าราชการที่ยังลังเล ยังไม่ยอมทำงาน หรือยังรับใช้เผด็จการด้วยการเสกน้ำมาท่วมบ้านเมือง ก็จะหันมาเป็นฝ่ายประชาชนมากขึ้น

เปิดโอกาสให้ฝ่ายประชาธิปไตยเดินงานได้ง่ายขึ้น รัฐบาลก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ลำพังข้อตกลงระหว่างคนแดนไกลกับฝ่ายเผด็จการนั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าประชาชนผู้สูญเสีย และฝ่ายประชาธิปไตยกดดันต่อรัฐบาล เอาจริงกับรัฐบาล และชี้ให้เห็นประเด็นการให้สัตยาบันที่ง่ายยิ่งกว่าแก้น้ำท่วมเสียอีกแล้ว รัฐบาลไม่กล้าทำ

ก็คงต้องแยกทางกันเดินระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายประชาธิปไตย และถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐบาลคิดหรือว่าจะอยู่ได้กับเพียงการเจรจาลับๆกับฝ่ายเผด็จการที่จ้องจะ เด็ดหัวรัฐบาลอยู่ทุกขณะจิต

อย่างไรก็ตามฝ่ายค้าน และฝ่ายลากตั้งก็คงจะดึงเรื่องไว้แน่ๆ ถ้าเข้ารัฐสภา ตามมาตรา 154 วรรคแรกดังที่จะเห็นต่อไปว่า ถ้ามีข้อขัดข้องเรื่องร่างพระราชบัญญัติใดๆ หรือร่างสัญญาใดๆสำหรับกรณีนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการให้สัตยาบันนั้นไม่สามารถจะมาถ่วงเวลาด้วยการตีความอะไร ได้อีก เป็นเพียงการกล่าวออกมาของรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นต้องย้ำไว้อีกครั้งหนึ่งว่าไม่ต้องนำเรื่องนี้เข้าสภาทุกอย่างก็จบ อย่างไรก็ตามก็ยกมาไว้ให้เห็นกันชัดๆเท่านั้น ดังนี้

มาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ แล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตาม มาตรา ๑๕๐ หรือร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำ ร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง

(๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา รวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสอง สภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า

สรุปแล้ว เป้าหมายของฝ่ายประชาธิปไตยได้แก่

การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัดเป็นกองหนุนโดยให้มวลชนต่างๆมีอุดมการณ์เหมือนกัน มีการริเริ่มและการใช้ชีวิตอย่างเป็นเสรีชนโดยปราศจากการสั่งการจาก นปช.โดยมีความพร้อมที่จะปกป้องประชาธิปไตยจากการยึดอำนาจให้ได้

เป้าหมายที่สองคือการแก้ไขกฎหมายทหารสิ่งนี้ต้องอาศัยรัฐบาลและส.ส.ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีเสียงข้างมากเด็ดขาดอยู่แล้ว

ประการที่สามคือการแก้รัฐธรรมนูญในหมวดสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจ ของประชาชน การเขียนแก้คำพิพากษาศาลฎีกาโดยกำหนดใหม่ว่าการรัฐประหารไม่ใช่รัฎฐาธิปัตย์ และให้อำนาจประชาชนในการจับอาวุธสู้อย่างไม่สันติโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ประการที่สี่คือการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อย่างสันติและไม่สันติโดยไม่ทำผิดกฎหมาย

ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่สามารถดึงเอาพลังภายนอก ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษมาประสานกับพลังภายในได้แก่มวลชนคนเสื้อแดงอย่างเหมาะสม

องค์กรระหว่างประเทศต่างก็พูดแล้วพูดอีกให้ไทยให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม อย่างไรก็ตามเมื่อเราดูมาตรากฎหมายในรัฐธรรมนูญแล้วก็คงจะเห็นเหมือนกันว่า ไม่ได้มีอะไรลำบาก ยากเย็นเลย

ปัญหาคือ รัฐบาลทำไมยังไม่ทำ เพราะเหตุใด หรือเพราะมีข้อตกลงลับใดๆกับฝ่ายเผด็จการหรือเปล่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ฯท่านต้องตอบคำถามนี้กับญาติวีรชนแล้ว

และพวกเราเสื้อแดงล่ะจะสร้างบทบาทกดดันรัฐบาลนี้อย่างไร จะเอาแค่รอ นปช.เรียกไปชุมนุมฟังพูด ฟังเพลงแล้วจบเท่านั้นเองจริงๆหรือ

ถ้าแค่นั้นก็คงไม่ใช่มวลชนที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตยที่ควรก้าวข้ามท่านทักษิณและนปช.ไปได้แล้ว

คิดเอง ทำเอง เป็นเสรีชน นี่คือเสรีภาพที่เราใฝ่หากัน มิใช่หรือ
*****************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:นานาชาติบีบไทยให้สัตยาบันกรุงโรม เปิดทางลากคอฆาตกรสังหารหมู่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

We Shall Overcome Someday-เราจะฝ่าข้ามไป

ที่มา Thai E-News




เดิน กุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน-We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand We'll walk hand in hand someday Oh deep in my heart, I do believe That we shall overcome someday

โดย กวีศรีประชา
แปลจากเพลงของ Pete Seeger


เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

We Shall Overcome

We shall overcome, we shall overcome
We shall overcome someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand
We'll walk hand in hand someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall live in peace, we shall live in peace
We shall live in peace someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall brothers be, we shall brothers be
We shall brothers be someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

The truth shall make us free, truth shall make us free
The truth shall make us free someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We are not afraid, we are not afraid
We are not afraid today
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

"ท่าน สู้นะ เก่งมากๆ สถานการณ์ตอนนี้ ท่านเข้มแข็งแม้จะเป็นผู้หญิงสู้กับปัญหา เช้าตื่นทำงานประชุมทั้งวัน ไปโน่นนี่ พอมีโทรศัพท์เข้ามา นายกฯ ท่านก็ใจหาย เครียดนะ ว่าจะต้องมีเรื่องมีปัญหารายงานเข้ามา" -พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ


"เอแบคโพลล์" เผยปชช.ร้อยละ61 ให้โอกาส "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ40 เริ่มเชื่อมั่นรบ.-กทม.

วันที่30ต.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความทุกข์ ความเสียสละ และการให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาส นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมต่อไป

นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 40.6 เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 22.8 เชื่อมั่น ร้อยละ 23.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 12.7 ไม่เชื่อมั่น ตามลำดับ(ที่มา:มติชน)

Sunday, October 30, 2011

ชีวิต..ไม่สิ้นหวัง..นะลูก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

เห็นเกลียวคลื่น..น้ำซัด..พัดเข้าใส่
มีเพียงใจ..ดวงน้อย..ที่ลอยคว้าง
ตาทอดยาว..สาดส่อง..มองเป็นทาง
ช่างอ้างว้าง..เหลือคณา..ว้าเหว่ใจ....

น้ำตาเอ่อ..แข่งน้ำนอง..ริมสองฝั่ง
ไหลหลากหลั่ง..ทั่วทิศ..จิตหวั่นไหว
ยิ่งเห็นน้ำ..ยิ่งเหน็บหนาว..ร้าวทรวงใน
ยิ่งมองไป..ยิ่งเศร้า..เหงาเหลือคณา....

ไร้แผ่นดิน..เหลือแผ่นน้ำ..ไว้ย่ำย้าย
กี่เดียวดาย..ที่จดจ้อง..มองถึงฟ้า
แต่เหมือนเป็น..รอยบาป..คราบน้ำตา
น้ำจึงบ่า..ไหลท่วม..อ่วมเนืองนอง....

ขอเพียง..ชาวประชา..อย่าสิ้นหวัง
รวมพลัง..หล่อหลอมใจ..ไม่เป็นสอง
เพื่อความสุข..สดใส..ที่ใฝ่ปอง
ฝ่าน้ำนอง..ด้วยความหวัง..กำลังใจ....

๓ บลา / ส่งกำลังใจมาให้ทุกๆ คนครับ
วันอาทิตย์สีแดง ๓๐ ต.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/10/54 มหันตภัยใต้น้ำ....ขบวนการจ้องล้มรัฐบาล

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ประชาชน เลือกเธอมา เป็นนายก
มิใช่ตลก หรือแสดง แสร้งสร้างภาพ
ยุคเมืองไทย เลอะเลือน เหมือนถูกสาป
ดั่งรอยบาป พวกจัญไร ไร้คุณธรรม....


ภัยพิบัติ ถาโถม โหมเข้าใส่
มีเพียงใจ กล้าแกร่ง ออกแรงค้ำ
หวังบารมี เป็นบุญ ช่วยหนุนนำ
ผ่านชอกช้ำ น้ำนอง ปกป้องภัย....


แม้นเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า แสนสาหัส
ยังเร่งรัด สู้กับมัน ไม่หวั่นไหว
มีร้อยแปด พันปัญหา มากวนใจ
ยังยิ้มได้ เพื่อพี่น้อง ผองประชา....


ยังมีภัย ใต้น้ำ ย้ำอุบาทว์
พวกเลวชาติ วิปริต คิดชั่วช้า
หวังจ้องล้ม รัฐบาล ด้วยมารยา
จึงเสาะหา ช่องทาง อย่างเลือดเย็น....


แม้สายน้ำ แห่งนี้ ยังมีพิษ
แม้วิกฤติ ปวดร้าว คราวทุกข์เข็ญ
แม้พวกชั่ว แอบอำพราง อย่างหน้าเป็น
แม้ซ่อนเร้น ก็เผยมา ว่า..โคตรเลว....


๓ บลา / ๒๙ ต.ค.๕๔

"พ่ายแพ้" ทำให้ "แข็งแกร่ง"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2554)

ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2540 ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนักจากพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส

ตอนนั้น เงินบาทมีอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคนั้นเลือกยุทธศาสตร์ปกป้องค่าเงินบาท

ไม่ว่า "โซรอส" หรือกองทุนค้าเงินรายใหญ่จะโจมตีหนักแค่ไหน

แบงก์ชาติก็สู้

สู้จนเงินในกระเป๋าเกลี้ยง

ในที่สุดสถานการณ์ที่เลวร้ายก็บีบบังคับให้รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540

และนั่นคือ วิกฤตเศรษฐกิจที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ประเทศไทยต้องขอวงเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือถ้าคิดตามค่าเงินในช่วงนั้นตกประมาณ 700,000 ล้านบาท

ใครที่เคยผ่านวิกฤตปี 40 มาคงจำกันได้ว่า หนักหนาสาหัสเพียงใด

วิกฤตครั้งนั้นทำให้คนไทยได้รู้ว่าการ "ดันทุรัง" สร้างความเสียหายมากกว่าการยอมรับ "ความพ่ายแพ้"

เราต้องรู้จักประเมินพลังของตนเอง และพลังของคู่ต่อสู้ให้เป็น

และการยอมแพ้ คือหนึ่งในกลยุทธ์การต่อสู้

หลังจากนั้นเมื่อไทยฟื้นตัวจากวิกฤต ภาคเศรษฐกิจของไทยก็แข็งแกร่งขึ้นและสามารถปรับตัวรับมรสุมเศรษฐกิจได้สบาย

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" หรือวิกฤตเศรษฐกิจจากยุโรป

ไทยสะเทือนน้อยมาก

"ความพ่ายแพ้"
ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

ทุกคนรู้แล้วว่า "พายุ" ร้ายแรงเพียงใด ดังนั้น พอลมแรงหน่อยทุกคนก็ระวัง

ไม่คิด "สู้" แบบหัวชนฝาเหมือนในอดีต

มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คล้ายกับวิกฤตค่าเงินบาทเมื่อ ปี 2540

"จุดเริ่มต้น" จะมาจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนแต่ละเขื่อนมากเกินความจำเป็น หรือจะมาจากสิ่งอื่นใดก็ตาม

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ รัฐบาลชุดนี้และกรุงเทพมหานครคิดเหมือน "แบงก์ชาติ" ในอดีต

คือ คิดจะสู้กับพลังของ "น้ำ" ที่มากมายมหาศาล

พยายามสร้างคันกั้นน้ำตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะที่นครสวรรค์ อยุธยา นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ฯลฯ

ในขณะที่การเร่งระบายน้ำให้ไหลลงทะเลเร็วที่สุดก็ประสบปัญหา เพราะทุกด่านที่ขวางทางน้ำล้วนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

ส่วนกรุงเทพมหานครก็คิดป้องกัน "เมืองกรุง" โดยลืมความจริงว่า กทม.คือประตูสู่ทะเล

สู้มาทีละด่าน แล้วก็พ่ายแพ้มาตลอด

คิดจะสู้ โดยไม่เคารพความยิ่งใหญ่ของคู่ต่อสู้

เราต้องยอมรับว่า "ธรรมชาติ" นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ

มนุษย์ก็แค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เท่านั้น

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมเชื่อว่าคนที่เคยเชียร์ให้รัฐบาลสู้กับน้ำคงจะเปลี่ยนใจ

และเสนอว่ายอมแพ้ดีกว่า

แต่นี่คือ "บทวิเคราะห์" หลังเหตุการณ์

เพราะในโลกแห่งความจริง ถ้าไม่เห็น "ซากศพ" เราคงยากที่จะ "ยอมแพ้"

มหาอุทกภัยครั้งนี้ทำให้คนไทยได้บทเรียนเช่นเดียวกับการต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาทเมื่อปี 2540

...อย่า "ดันทุรัง" สู้กับคู่ต่อสู้ที่มีพลังมากกว่า

เมื่อเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ เราก็คงหวังเพียงว่าความเสียหายในวันนี้จะมีคุณค่าเหมือนกับความพ่ายแพ้เมื่อปี 2540

ความเจ็บปวดจาก "ความพ่ายแพ้" ต้องทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

"ทักษิณ"โผล่ทอดกฐินวัดไทยในเดนมาร์ก-เผย"ปู"โทร.ปรึกษาแก้น้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด



เวลา 10.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานจากประเทศเดนมาร์ก ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมงานกฐินพระราชทาน ที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร กรุงโคเปนเฮเกน

ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า สำหรับงานกฐินพระราชทานครั้งนี้ จัดโดยสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสระเกศวรมหาวิหาร จัดพิธีทอดกฐินพระราชทาน ตามโครงการ "คณะผ้ากฐินพระราชทาน ประจำปี 54 9 วัด 9 ประเทศ สู่ยุโรป-สแกนดิเนเวีย" มีพระพรหมโมลี วัดพิชยญาติการาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายปิยวัฒน์ นิยมกฤษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน เป็นประธานฝ่าย มีพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่จากประเทศไทยเข้าร่วมงาน อาทิ พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศฯ พระธรรมโกศาจารย์ วัดประยูรวงศาวาส อธิการบดี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระเทพปริยวิมล วัดบวรนิเวศวรมหาวิหาร เป็นต้น

ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ว่า ติดตามปัญหามาตลอด ทราบว่าน้ำจากทางเหนือ นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา ปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ทางกทม.เจอน้ำทะเลหนุนอีก เชื่อว่าหลังวันที่ 2 พ.ย. ทุกอย่างจะคลี่คลาย ที่สำคัญรัฐบาลวางแผนฟื้นฟูบ้านเรือน สถานที่ราชการ วัด โรงเรียน ถนน คืนสู่สภาพภายใน 3 เดือน โดย 3 เดือนแรกต้องทำงานกันอย่างหนัก คิดว่าการฟื้นฟูจะทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลเตรียมงบประมาณฉุกเฉินไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โทร.มาปรึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คุยกัน มีอะไรก็ปรึกษากันตลอด ช่วงนี้ท่านนายกฯทำงานหนัก นานๆ จึงโทรมาปรึกษาแนวทางในการจัดสรรงบประมาณที่จะเข้าไปช่วยเหลือและฟื้นฟูให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเพียงพอ

เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเล่นเกมการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ประเทศชาติเกิดภัยพิบัติ เป็นโอกาสที่คนไทยต้องหาทางหันหน้าเข้าหากัน ห่วงใยประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก อยากให้นักการเมืองทุกฝ่าย ไม่ส่งเสียงทางการเมือง ช่วยกันแก้ปัญหามากกว่า และสาเหตุที่น้ำท่วมครั้งนี้เพราะน้ำมามาก และพื้นที่กว่าง ข้าราชการไม่เคยเจอ จึงต้องใช้เวลาในการตั้งตัว

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ บ่นหรือขอคำปรึกษาในช่วงที่เกิดน้ำท่วมบ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยอมรับนายกฯ เหนื่อยและเครียดบ้าง คุยกันเรื่อยๆ ซึ่งต้องช่วยกันส่งกำลังใจและช่วยกันคิด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก